วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลูกไม้ลายสนธยา

อ่านเรื่องย่อ อ่านตอนที่ 1 ทั้งหมด

แนว: โรแมนติก-แฟนตาซี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: พัชร์นันทน์ สุวรรณกูล,โสภิตนภา ชุ่มภาณี และ พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร

กำกับการแสดงโดย: จารุวัฒน์ อุปการไชยพัฒน์

ผลิตโดย: บริษัท เมจิค อีฟ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ 2 จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร

ณ ดินแดนอุตรกุรุทวีป เหมหิรัญญ์เดินอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกวิกสิตาเล่าถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อหนึ่งพันปีมาแล้ว

“อุตรกุรุทวีป ดินแดนแห่งเรา...เราคือส่วนหนึ่งของจักรวาลที่อยู่ร่วมกันกับชมพูทวีป อุตรกุรุทวีป บุรพวิเท่อมรโคยานทวีป อย่างสงบและมีความสุขมาหลายพันปี

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป มนุษย์แห่งชมพูทวีปถูกกิเลสเข้าครอบงำ เกิดความโลภ โทสะ โมหะ จิตใจเริ่มมีความมืดดำ แยกตัวออกไปเป็นก๊กเป็นเหล่า ฆ่าฟันกันเอง ศีลที่เคยมีถูกบั่นทอนด้วยจิตอันมืดบอด สร้างความเดือดร้อนในทวีปของตัวเองไม่พอ หากยังลุกล้ำนำความชั่วร้ายเหล่านั้นมายังทวีปต่างๆ จักรวาลจึงไม่สงบสุขอย่างที่เคยเป็นมา การต่อสู้เพื่อขับไล่มนุษย์แห่งชมพูทวีปจึงเกิดขึ้น

เราและอีกสองทวีปจึงตกลงที่จะปิดประตูแห่งกาลของแต่ละทวีป และเราคือตระกูลที่คอยปกป้องประตูแห่งกาลของอุตรกุรุทวีป เพื่อไม่ให้มนุษย์แห่งชมพูทวีปล่วงล้ำเข้ามายังทวีปของเราได้อีก”...

ด้วยความผิดที่ได้ก่อขึ้น เหมหิรัญญ์ถูกจองจำอยู่ในป่าแห่งศีล ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยไม้น้อยใหญ่รกครึ้ม ไร้แสงสีทองต่างจากเขตอื่นของอุตรกุรุทวีป มีเพียงสัตว์ป่าอาศัยอยู่ พลันเกิดแสงระยิบระยับสีทองสาดจ้าเข้ามา เหมหิรัญญ์ที่นั่งสมาธิอยู่บนรากของต้นไม้ใหญ่เงยหน้ามองไปบนท้องฟ้า มีเสียงอัศวเทวาดังขึ้น

“ครบกำหนดในการลงโทษจองจำท่านไว้ในป่าแห่งศีลนี้แล้ว เหมหิรัญญ์”

เหมหิรัญญ์ยิ้มดีใจ โดดลงจากรากไม้ เดินไปที่ชายป่าแห่งศีล เจออัศวเทวา เรขรุจี และทหารเหล่าผู้คุมกฎของเมืองยืนรออยู่ เรขรุจีดีใจแทบเก็บอาการไม่อยู่ ที่ได้เจอเขาอีกครั้ง เขาทำความเคารพอัศวเทวา

“ท่านพ้นโทษแล้วเหมหิรัญญ์ เราคิดว่า 1 ปีที่ผ่านมา ท่านคงได้ตระหนักแล้วว่าไม่ควรทำผิดเช่นนี้อีก ท่านเป็นผู้คุมกฎมีหน้าที่ดูแลประตูแห่งกาล เพื่อที่จะไม่ให้มีใครเข้ามาในดินแดนอุตรกุรุทวีปของเรา ท่านควรทำหน้าที่ของท่านให้จงดี” อัศวเทวากำชับเสียงเข้ม

“เราเพียงป้องกันประตูกาล หากมนุษย์ผู้นั้นเป็นมนุษย์ที่ชั่วช้า ประตูแห่งกาลก็จะเป็นอันตรายเช่นกัน”

“โดยพาเขามาที่นี่งั้นเหรอ แล้วท่านต้องพามนุษย์เหล่านั้นมาอีกสักกี่คน เหมหิรัญญ์”

“เราเพียงต้องการให้มนุษย์ผู้สิ้นหวังในความดี กลับมาศรัทธาในความดีอีกครั้งให้มาเห็นความจริงว่าดินแดนที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และงดงามนั้นมีอยู่จริง”

อัศวเทวาเหนื่อยใจกับความดื้อรั้นของเหมหิรัญญ์ หากมนุษย์ในดินแดนชมพูทวีปไม่ใจบาปหยาบช้า มีแต่ความโลภ โทสะ และโมหะ ดินแดนแห่งนั้นคงไม่วุ่นวายเช่นที่เป็นอยู่

“เราคงเดินทางไปหาสู่กันได้เหมือนเมื่อหลายพันปีก่อน ท่านคงรู้ถึงเหตุนี้ดี มนุษย์แห่งชมพูทวีปไม่ควรย่างกรายเข้ามาในดินแดนแห่งเรา ศีลของมนุษย์เหล่านั้นไม่มีวันเสมอกับเราได้ เราหวังว่าท่านจะเข้าใจ มิเช่นนั้นท่านอาจจะต้องอยู่ในป่าแห่งศีลนี้ไปชั่วกาล” พูดจบอัศวเทวาผละจากไปพร้อมกับคนอื่นยกเว้นเรขรุจี

ooooooo

ณ ฮอลล์จัดงานแฟชั่นวีก กรุงนิวยอร์ก เดือนพัตรา ดีไซเนอร์ดาวรุ่งพุ่งแรงเพิ่งแสดงแฟชั่นโชว์เสื้อผ้า คอลเลกชันใหม่ของตัวเองเสร็จ ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้คนที่มาร่วมงาน เธอยิ้มแก้มแทบปริ แต่แล้วความสุขก็อยู่ได้แค่ชั่วครู่เมื่อเธอได้รับโทรศัพท์ทางไกลแจ้งข่าวร้ายว่าประพิมคุณยายของเธอฆ่าตัวตาย

เดือนพัตราบินด่วนจากนิวยอร์กถึงสนามบินนานาชาติ จ.กระบี่ ในวันถัดมา ศิถี แม่บ้านของประพิมเป็นคนมารอรับ หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จสรรพ ศิถีพาเดือนพัตรามาขึ้นรถที่นายหัววรงค์ส่งมาบริการ เธอสงสัยนายหัวที่ว่าคือใคร

“นายหัววรงค์เป็นเพื่อนกับคุณประพิมค่ะ คอยดูแลคุณประพิมทุกอย่างรวมถึงเป็นธุระจัดการงานศพ” ศิถีมองเดือนพัตราที่ไม่แสดงอาการใดๆ อดทึ่งไม่ได้ที่เธอเข้มแข็งกว่าที่คาดไว้...

ขณะเดือนพัตรามุ่งหน้าสู่เมืองรุมิหรา เหมหิรัญญ์ที่อยู่ในอุตรกุรุทวีปซึ่งอยู่อีกมิติหนึ่งคู่ขนานกับโลกมนุษย์มีเพียงประตูแห่งกาลกั้นไว้ กลับมายังค่ายทหารของตัวเอง ราเมศกำลังซ้อมการต่อสู้อยู่หันมาเห็นเขา ละมือจากการต่อสู้เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ยินดีต้อนรับท่านเหมหิรัญญ์ เราดีใจที่ได้เจอท่านอีกครั้ง”

“เราก็เช่นกัน” เหมหิรัญญ์ทักตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่ต่างกัน หัวหน้าทหารเข้ามาทักทายเขาเช่นกัน

“ท่านเหมหิรัญญ์ไม่ได้เจอท่านเสียนาน ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเราคิดถึงฝีมือการต่อสู้ของท่านเพียงใด ท่านจะแสดงฝีมือของท่านให้แก่เหล่าทหารทั้งหลายได้ชมสักหน่อยได้หรือไม่”

“ได้สิ...ท่านจะว่าอย่างไรท่านราเมศ” เหมหิรัญญ์มองราเมศอย่างรอคำตอบ ฝ่ายหลังยิ้มรับคำท้า จากนั้นเหล่าทหารล้อมกันเป็นวงกลม โดยมีเหมหิรัญญ์กับราเมศอยู่ตรงกลาง สองคนตั้งการ์ดเตรียมต่อสู้ ก่อนจะพุ่งเข้าหากัน ผลัดกันรุกผลัดกันรับไม่มีใครยอมใคร...

หลังสนุกสนานกับการต่อสู้ เหมหิรัญญ์กับราเมศพากันมานั่งทอดอารมณ์อยู่ที่เนินเขาเบื้องล่างเป็นทุ่งดอกวิกสิตา ราเมศชมเขาไม่หยุดปากว่าฝีมือการต่อสู้ไม่ตกเลย สมกับเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่แห่งอุตรกุรุทวีป

“ท่านคงลืมไปแล้วราเมศ เราเป็นเพียงอดีตแม่ทัพเท่านั้น หน้าที่ของเราคือเฝ้าประตูกาลมิให้ใครล่วงล้ำเข้ามา” เหมหิรัญญ์ว่าแล้วมองไปยังประตูกาลที่อยู่เบื้องล่าง ท่ามกลางทุ่งดอกวิกสิตา ราเมศมั่นใจหากเขาไม่ทำผิดซ้ำ อีกไม่นานก็จะได้กลับมาเป็นแม่ทัพของพวกเราเช่นเดิม

“อุตรกุรุทวีปร้างราจากการรบมานับพันปีแล้วท่านราเมศ ตั้งแต่ประตูกาลถูกปิดลง สงครามแห่งทวีปก็มิเคยปรากฏขึ้นอีก เราเป็นแม่ทัพที่ไม่เคยแม้แต่จะทำสงครามใด เรื่องราวแห่งดินแดนชมพูทวีปก็เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา”

“ท่านจึงต้องฝ่าฝืนกฎเพื่อต้องการที่จะรู้ว่าชมพูทวีปเป็นอย่างไรและท่านก็ยังเสี่ยงที่จะทำให้อุตรกุรุทวีปไม่ปลอดภัยเสมอ  เหมหิรัญญ์” ราเมศพูดไม่ทันขาดคำมีเสียงเรขรุจีดังขึ้น สองหนุ่มลุกขึ้นเดินไปหา

“ถ้าท่านหมายถึงมนุษย์แห่งชมพูทวีปผู้นั้นล่ะก็ เราทำไปเพื่อปกป้องดินแดนของเราต่างหาก”

“ท่านจะไม่ทำเช่นนั้นอีกใช่หรือไม่เหมหิรัญญ์ จะไม่ทำผิดเช่นนั้นอีก” เรขรุจีมองเหมหิรัญญ์อย่างห่วงใย ไม่ว่าเรขรุจีกับราเมศจะพูดอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้เหมหิรัญญ์เปลี่ยนความคิดได้ ทั้งคู่ได้แต่ส่ายหน้า เหนื่อยใจกับความดื้อรั้นของเขา

ooooooo

ระหว่างนั่งรถไปยังเมืองรุมิหรา เดือนพัตราถามศิถีเชื่อว่าคุณยายประพิมฆ่าตัวตายจริงๆหรือ

“ทางตำรวจสรุปมาแบบนั้นค่ะคุณเดือน”

“ขนาดมดสักตัวคุณยายยังไม่กล้าฆ่าเลย คุณศิถีอยู่กับคุณยายมานาน อะไรที่ทำให้คุณศิถีคิดแบบนั้น” เดือนพัตรามองคู่สนทนาที่นั่งหน้าคู่คนขับรถ ไม่วางตา เธอรู้สึกเหมือนถูกจ้องจับผิด แต่ก็ยังยืนยันว่าตัวเองเชื่อตามที่หลักฐานปรากฏ เดือนพัตราไม่มีทางเชื่อว่าคุณยายจะฆ่าตัวตาย ทันใดนั้น ยางรถระเบิดตูม รถเสียการควบคุมหมุนคว้างกลางถนนโชคดี ที่ไม่มีรถตามหลังหรือวิ่งสวน จึงไม่มีใครเป็นอะไร...

ในเวลาไล่เลี่ยกันขณะที่แก้วเพชรกำลังเลือกเครื่องประดับสำหรับใส่ในงานศพคืนนี้ วโรชาในชุดสีสันฉูดฉาดเดินเข้ามาหา แก้วเพชรโวยใส่ลูกนี่จะไปไหนอีก เย็นนี้ต้องไปงานศพประพิม เธอไม่อยากไปน่าเบื่อจะตาย แก้วเพชรห้ามลูกปฏิเสธ ประพิมเป็นคนสำคัญของที่นี่

“อีกอย่างพ่อเราก็เป็นทั้งนายกเทศมนตรี เป็นทั้งเจ้าภาพ ถ้าเราไม่ไปชาวบ้านเขาจะนินทาเราได้นะลูก”

ไม่ว่าแก้วเพชรจะขู่หรือขอร้องอย่างไร วโรชา ก็ไม่สนใจไปงานนี้...

ทันทีที่เดือนพัตรากับศิถีมาถึงบ้านรัชดาพิพัฒน์ นายหัววรงค์ปรี่เข้ามาถามว่าไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหม ศิถีที่ตอบด้วยน้ำเสียงกระด้างว่าทุกคนปลอดภัยดี นายหัวหันไปเล่นงานไข่นุ้ยว่าขับรถประสาอะไร

เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันอยู่ๆยางก็แตก ลงมาดูเห็นตะปูติดคาล้ออยู่ใช่พวกดักปล้นหรือเปล่าก็ไม่รู้

“ใครมันจะมาทำแบบนั้น เรื่องแบบนี้ในรุมิหรา ไม่เคยมี อีกอย่างนั่นมันก็รถฉันใครจะกล้าแหย่หนวดเสือ”

“นั่นสิคะ ใครที่กล้าทำเรื่องแบบนี้ ศิถีเองก็ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดกับศิถีเหมือนกัน” ศิถีมองนายหัวอย่างเคลือบแคลงสงสัย เดือนพัตราไม่ติดใจสงสัยอะไร น่าจะเป็นแค่อุบัติเหตุเท่านั้น

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วนะ ลุงชื่อวรงค์เป็นนายกเทศมนตรีของรุมิหรา”

“สวัสดีค่ะ คุณศิถีเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วว่านายหัววรงค์คอยดูแลจัดการเรื่องของคุณยายให้ ขอบคุณนะคะ”

“ไม่ต้องเรียกเป็นทางการแบบนั้นก็ได้ เรียกลุงก็พอแล้ว เราคนกันเองทั้งนั้น หนูเดือนมาเหนื่อยๆ เข้าบ้านพักผ่อนก่อนเถอะ เย็นๆลุงจะมารับไปวัด”

เดือนพัตราขอไปวัดตอนนี้เดี๋ยวนี้เลย ครั้นมาถึงศาลาสวดศพ เธอจุดธูปไหว้คุณยายสีหน้าเศร้าสุดๆ

“คุณยายขา เดือนกลับมาแล้วนะคะ กลับมาตามที่เรานัดกันไว้ คุณยายทำไมทิ้งเดือนไว้อย่างนี้ล่ะคะ”

นายหัววรงค์มองเดือนพัตราที่ไหว้ประพิมอยู่หน้าโลงศพ บ่นกับศิถีว่าดูท่าทางเด็กคนนี้จะดื้อรั้นไม่เบา เธอเห็นด้วย ตั้งแต่มาถึงยังไม่เห็นน้ำตาสักหยด เดือนพัตราลุกขึ้นมายืนตรงหน้ารูปถ่ายของประพิม

“เดือนไม่เชื่อว่าคุณยายจะจากเดือนไปแบบนี้ เดือนจะต้องรู้ความจริงให้ได้ คุณยายช่วยเดือนด้วยนะคะ” เดือนพัตราน้ำตาคลอเบ้าก่อนมันจะไหลออกมาเธอรีบปาดทิ้งไม่อยากให้ใครเห็น...

ขณะที่ทุกคนไปงานศพประพิม เหมหิรัญญ์ ข้ามภพมาที่ห้องโถงบ้านรัชดาพิพัฒน์ยืนมองรูปถ่ายของผู้ตายที่ติดอยู่บนผนังห้องได้ยินเสียงคนเดินมาหันไปมอง ปลาทูผู้ช่วยของศิถีถืออุปกรณ์ทำความสะอาดลงมาจากข้างบนเห็นเขาหายวับไปถึงกับกรี๊ดสนั่น โกยแน่บออกไปแทบไม่ทัน...


ณ ทุ่งดอกวิกสิตา อุตรกุรุทวีป เรขรุจีรู้เรื่องที่เหมหิรัญญ์ข้ามไปชมพูทวีปเข้ามาต่อว่าว่าข้ามไปที่นั่นอีกทำไม รู้ทั้งรู้ว่าถ้าท่านพ่อทราบจะเกิดอะไรขึ้น เขาบอกเสียงเศร้าว่าประพิมสิ้นอายุขัยแล้ว แต่อดประหลาดใจไม่ได้ทำไมไม่เห็นจิตที่สว่างของเธอมีแต่ความมืดดำราวกับเธอยังไม่สิ้นอายุขัยอย่างสมบูรณ์

“มันคือชะตากรรม เหมอย่ายุ่งกับมนุษย์ในชมพูทวีปอีกเลย”

“เราทำเพื่อปกป้องดินแดนแห่งเรา ใครบ้างที่รู้ความลับเรื่องราวระหว่างดินแดน หากมนุษย์ที่มีใจหยาบสามารถไขปริศนาแห่งประตูกาลได้จะเกิดอะไรขึ้น”

เหมหิรัญญ์สีหน้าเป็นกังวลสุดๆ

ooooooo

ธุระสำคัญของวโรชาคือมาดักรอมรุตที่สนามบินเพราะได้ข่าวจากน้องสาวของเขาว่าเขาจะเดินทางมาที่กระบี่วันนี้ มรุตเห็นเธอแต่ไกลรีบเอาฮู้ดเสื้อมาคลุมหัวแล้วเดินหลบๆออกไปไม่อยากเจอ วโรชาหัวเสีย

“พี่มรุตนะพี่มรุต อย่าคิดว่าจะหนีแหวนพ้น”...

งานสวดศพประพิมวันนี้ ทำให้เดือนพัตราได้เจอกับผู้มีหน้ามีตาทั้งหลายของรุมิหรา ทั้งรัตนพรรณที่มากับทองมาตย์ หันตราเจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์ที่ดูเหมือนจะไม่กินเส้นกับรัตนพรรณ ทั้งคู่มักจะแขวะกันทุกครั้งที่มีโอกาส เดือนพัตรายังรู้อีกด้วยว่าบ้านรัชดาพิพัฒน์ของประพิมเป็นที่ที่หมายปองของทุกคน...

ด้านเหมหิรัญญ์ยังค้างคาใจเรื่องการตายของประพิมจึงข้ามภพกลับมาที่บ้านรัชดาพิพัฒน์อีกครั้ง ยืนมองภาพถ่ายประมุขของบ้าน พลันมีเสียงกุกกักดังขึ้น เขามองตามเสียงเห็นเก้าอี้โยกตัวโปรดของประพิมโยกได้เอง มีกลุ่มควันสีดำลอยวนอยู่ เขามองอย่างเป็นกังวล...

ที่ศาลาสวดศพ พระสวดเสร็จ แขกเริ่มทยอยกันกลับ เดือนพัตรายังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เก้าอี้บนศาลา มีแก้วเพชรนั่งอยู่ข้างๆ รัตนพรรณและทองมาตย์นั่งอยู่ไม่ห่าง โดยที่นายหัววรงค์ยืนส่งแขกอยู่หน้างาน แก้วเพชรอยากรู้ว่าเดือนพัตราจะสวดศพกี่คืน เธอตั้งใจสวดแค่สามคืนแล้วจะเก็บศพไว้ร้อยวัน แก้วเพชรตกใจเพราะปกติถ้าตายแบบนี้ไม่มีใครเก็บศพเอาไว้นานขนาดนั้น เดือนพัตราลุกขึ้นมองแขกในงาน

“เดือนขอบอกทุกคนตรงนี้เลยนะคะว่าเดือนไม่เชื่อว่าคุณยายของเดือนฆ่าตัวตายและคดีนี้ต้องถูกรื้อขึ้นมาใหม่” น้ำเสียงจริงจังของเดือนพัตราทำเอาทุกคนอึ้ง...

แก้วเพชรไม่พอใจนักที่นายหัววรงค์ทำท่าเหมือนไม่อยากได้บ้านรัชดาพิพัฒน์ เธอยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ แม้เขาจะไม่สนใจบ้านหลังนี้แต่เธอตั้งใจมั่นจะเอามาเป็นของตัวให้ได้...

ศิถีจัดห้องนอนให้เดือนพัตราติดกับห้องของประพิม แต่เธอกลับขอนอนห้องคุณยายไม่อยากได้ห้องใหม่ ปลาทูร้องทักนอนห้องนั้นไม่กลัวเจอผีหรือ ศิถีต้องเตือนอย่าพูดอะไรไม่เข้าท่า ปลาทูยังไม่ทันจะเล่าเรื่องที่เจอผีผู้ชายในห้องโถงให้ฟังก็ถูกศิถีสั่งห้ามพูดเรื่องแบบนี้อีก

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณศิถี แต่นี่ปลาทู เดือนจะบอกอะไรให้ นั่นน่ะยายฉันนะจ๊ะ จะกลัวทำไม มาก็ดีสิจะได้ถามให้รู้เรื่องไปเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณยายกันแน่”

จากนั้นปลาทูพาเดือนพัตราไปยังห้องเดิมของประพิมแต่ไม่กล้าเข้าห้องได้แต่ยืนส่งอยู่ด้านนอก ปล่อยให้เจ้านายคนใหม่เข้าห้องเอง เดือนพัตราหยุดยืนกลางห้อง มองไปรอบๆอดคิดถึงคุณยายไม่ได้ เธอมัวแต่เศร้าไม่ทันสังเกตเห็นกระจกโบราณที่ตั้งอยู่กลางห้องว่ามีเงาสะท้อนจางๆของเหมหิรัญญ์ยืนมองเธออยู่

ระหว่างนั้น พิมพ์ดาราแม่ของเธอโทร.มาหา เสียงของท่านทำเอาเธอแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ พิมพ์ดาราเห็นลูกเงียบเสียงไปถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เธอบอก เสียงสั่นว่าคิดถึงคุณยาย พิมพ์ดาราอยากไปหาลูกใจแทบขาดแต่เนื่องจากไม่ค่อยสบาย ไว้หายดีเมื่อไหร่จะบินตามมา สองแม่ลูกบอกรักซึ่งกันและกันก่อนจะวางสาย เดือนพัตราหยิบรูปถ่ายคู่ของเธอในวัย 5 ขวบกับคุณยายที่วางอยู่มากอดไว้แนบอก

“คุณยาย เดือนคิดถึงคุณยายจังเลย ใครคะที่ทำกับคุณยายแบบนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เดือนจะต้องหาความจริงให้ได้” เดือนพัตราไม่ล่วงรู้เลยว่าตัวเองถูก

เหมหิรัญญ์จับตามองผ่านกระจกโบราณบานนั้น ด้วยความอยากรู้เหลือเกินว่าเธอคือใคร...

ดึกคืนเดียวกัน เดือนพัตรานอนไม่หลับครุ่นคิดว่าใครกันที่เกี่ยวข้องกับการตายของคุณยายบ้าง ลองไล่ดูทีละคนตั้งแต่ศิถี นายหัววรงค์ หันตรา แก้วเพชร ทองมาตย์และปลาทู ดูแล้วไม่รู้จะไว้ใจใครได้ เธอหันไปจะดื่มน้ำแต่น้ำในเหยือกหมด จึงเดินไปที่ห้องนั่งเล่นชั้นบน

เพื่อหยิบน้ำมาดื่ม ด้านนอกฝนเริ่มเทกระหน่ำ ทันใดนั้นไฟฟ้าดับ แสงฟ้าแลบแปลบปลาบส่องเข้ามา เธอเห็นเงาใครบางคนเคลื่อนไหวอยู่ในบ้าน

“ใครน่ะ” เดือนพัตราวิ่งลงมาจากชั้นบนตามเงานั้นไปติดๆ ฟ้าแลบอีกครั้งทำให้เธอเห็นเงาเหมหิรัญญ์สะท้อนกับกระจกภายในบ้าน “นั่นใคร หยุดนะ ฉันบอกให้หยุด”

เงาดำวิ่งไปทางห้องเก็บของซึ่งอยู่สุดทางเดิน เดือนพัตราวิ่งตามไปถึงห้องนั้นจะเปิดประตูเข้าไปแต่มันล็อก เธองงมาก คนที่เธอตามหายไปได้อย่างไรในเมื่อไม่มีทางออก ลองขยับลูกบิดประตูห้องอีกครั้งมันเปิดไม่ได้ พลันมีมือมาจับไหล่ เธอตกใจร้องเสียงหลง หันขวับไปมองถึงกับถอนใจโล่งอกที่เห็นศิถียืนอยู่

“คุณศิถีนี่เอง มาทำอะไรตรงนี้คะ”

“พอดีศิถีเห็นว่าไฟดับก็เลยเอาตะเกียงมาให้คุณเดือนน่ะค่ะ แล้วนี่ดึกมากแล้วคุณเดือนมาทำอะไรแถวนี้”

เดือนพัตราบอกด้วยน้ำเสียงตื่นๆว่าเห็นคนเข้ามาในห้องนี้ ศิถีส่ายหน้าจะเป็นไปได้อย่างไร ห้องนี้ล็อกอยู่ตลอด เธอยืนยันว่ามีคนจริงๆและคนนั้นอาจเป็นคนร้ายที่ทำร้ายคุณยายก็ได้ สั่งให้โทร.ตามตำรวจ ศิถีโทร.หาตำรวจไม่ได้ เนื่องจากจ่าสนิทซึ่งเป็นจ่าเวรวางหูโทรศัพท์ไม่ตรงกับแป้นวาง แถมยังหลับคาโต๊ะอีกต่างหาก มรุตต้องมาปลุกและหยิบบัตรตำรวจให้ดู จ่าสนิทลุกพรวดขึ้นยืนทำความเคารพผู้กองคนใหม่แทบไม่ทัน...

ในเวลาต่อมา ระหว่างที่เดือนพัตรานอนหลับสบายอยู่บนเตียง เหมหิรัญญ์เข้ามานั่งข้างๆ มองร่างเธอที่มีแสงเรืองรองด้วยความสงสัยว่ามนุษย์แห่งชมพูทวีปผู้นี้เป็นใครกันแน่

ooooooo

เช้าวันต่อมา เดือนพัตราดูเอกสารที่นายหัววรงค์เอามาให้อย่างไม่ค่อยจะเชื่อถือนัก แม้ผลการชันสูตรจะสรุปว่าประพิมกินยาเกินขนาด เนื่องจากในเลือดพบยานอนหลับจำนวนมากก็ตาม จึงอยากให้เขาช่วยเธอรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาใหม่ เขานิ่งคิดอึดใจก่อนจะตอบตกลง ศิถีนั่งฟังอยู่ด้วยตกใจที่เขารับปาก

“ลุงขอตัวกลับก่อน ถ้าหนูเดือนมีอะไรด่วนก็โทร.หาได้ตลอด” นายหัววรงค์ว่าแล้วลุกออกไป ศิถีจะลุกตาม เดือนพัตราร้องเรียกไว้ จะขอคุยด้วยรวมทั้งปลาทูเช่นกัน เรื่องที่เดือนพัตราต้องการคุยไม่พ้นเหตุการณ์ในวันที่ประพิมเสียชีวิต อยากรู้ว่าวันนั้นศิถีไปไหน ปลาทูเป็นคนเล่าให้ฟังว่าตนเป็นคนไปส่งศิถีที่สนามบินเองเพราะเธอมีธุระที่กรุงเทพฯ ตอนที่ตนกลับถึงบ้านเย็นนั้น ประพิมบ่นปวดหัว

“หนูเอายาแก้ปวดหัวไปวางให้ท่านตรงเก้าอี้รับแขก หนูก็กลับเข้าห้องนอน ตอนเช้าหนูกำลังจะมาทำความสะอาด เห็นท่านนั่งหลับอยู่ที่เก้าอี้ หนูก็เลยเข้าไปปลุกก็พบว่าท่านเสียแล้ว พูดถึงหนูก็ยังขนลุกอยู่เลย”

ศิถีเล่าในส่วนของตัวเองว่าพอได้รับโทรศัพท์จากปลาทูก็รีบจองตั๋วเครื่องบินบินกลับมาเลย เมื่อมาถึงตำรวจก็เคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว เหมหิรัญญ์ยืนฟังอยู่ที่โถงบันไดชั้นบนด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก เดือนพัตรารู้สึกเหมือนมีใครจ้องอยู่ ครั้นเงยหน้าขึ้นมอง พบแต่ความว่างเปล่า ศิถีเห็นไม่มีอะไรแล้วขอตัวไปพักผ่อน เช่นเดียวกันกับปลาทู

ooooooo

มรุตมารายงานตัวต่อทัศน์เทพ ผู้เป็นสารวัตรที่โรงพักแต่เช้า จากการได้คุยกันเบื้องต้นและอ่านประวัติการทำงานคร่าวๆของลูกน้องคนใหม่ที่เป็นคนมุ่งมั่นในการทำงานแล้ว ทัศน์เทพอดเป็นกังวลไม่ได้ว่าเขาน่าจะควบคุมยาก กำชับกับจ่าสนิททีเล่นทีจริงว่ามีอะไรก็ให้ช่วยแนะนำมรุตด้วยว่าคนที่นี่อยู่กันอย่างไร

“จะเดินจะเหินก็ให้ระวังอย่าไปเหยียบเท้าใครเข้า”...

ด้านเดือนพัตราเจอสมุดบันทึกของคุณยายที่โต๊ะทำงานในห้องนอน ยิ่งได้อ่านข้อความที่ท่านจดเอาไว้ว่ามีคิวต้องทำอะไรบ้างในอาทิตย์นี้ ทั้งมีนัดประชุมชมรมรักษ์รุมิหรา ทั้งมีนัดคุยเรื่องผ้าโบราณ และยังจดวันเวลาที่เธอจะกลับจากเมืองนอกมาเยี่ยมท่าน ทำให้เธอยิ่งมั่นใจว่าไม่มีทางที่ท่านจะกินยาฆ่าตัวตายอย่างที่ตำรวจสรุป เดือนพัตราค้นดูตามตู้และส่วนต่างๆของห้องเผื่อจะมีหลักฐานอะไรที่ท่านทิ้งไว้

ทุกการกระทำของเดือนพัตรา เหมหิรัญญ์ที่อยู่ในอุตรกุรุทวีปจับตาดูผ่านทางประตูกาล ระหว่างนั้นเรขรุจีเดินถือดอกบัวขาวพับกลีบสวยงามเข้ามาชวนเขาไปงานบูชาต้นกัลปพฤกษ์ด้วยกัน เขาไม่อยากขัดใจเธอจึงยอมไปงานนี้ด้วยแต่ไม่วายหันกลับมามองที่ประตูกาลสีหน้าเป็นกังวล...

ค้นจนทั่วห้องไม่เจออะไรที่เป็นหลักฐานสักอย่าง เดือนพัตรานึกถึงคำพูดของคุณยายที่พูดกับเธอตอนที่เป็นเด็กน้อยได้ว่าท่านเก็บกล่องใส่กุญแจห้องลับเอาไว้ให้เธอซึ่งอยู่ในช่องลับบนหัวเตียง เธอลองคลำที่หัวเตียงดูมีช่องลับจริงๆ และในนั้นมีกล่องเก็บกุญแจห้องลับและจดหมายฉบับหนึ่ง รีบเปิดออกอ่าน

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าให้ใครเข้าไปในห้องใต้ดินเด็ดขาด อย่าไว้ใจใคร ยายหวังว่าหลานจะจำได้ ทุกอย่างต้องเป็นความลับของยายกับหลานเท่านั้น จงเก็บรักษากุญแจนี้รวมถึงบ้านรัชดาพิพัฒน์ไว้ให้ดี”...

เดือนพัตราไม่รอช้าคว้ากุญแจที่เพิ่งเจอหมาดๆตรงไปยังห้องเก็บของ มองซ้ายมองขวาเห็นปลอดคนรีบไขกุญแจเข้าห้องปิดประตูล็อกตามหลัง เธอคลำจนเจอสวิตช์ไฟ แต่ไฟเจ้ากรรมดวงก็เล็กแถมติดๆดับๆแต่พอให้ความสว่างได้ ห้องนี้เต็มไปด้วยตู้เก็บของที่อัดแน่นไปด้วยผ้าโบราณ เธอมองไปรอบๆ จำได้รางๆว่าคุณยายเคยพาเธอมาที่ห้องนี้ตอนยังเป็นเด็กน้อยมีสลักลับซ่อนไว้ที่พื้นสำหรับเปิดไปยังห้องลับอีกทีหนึ่ง

หญิงสาวหาจนเจอสลักที่ซ่อนไว้ แล้วออกแรงดึง ตู้ในห้องค่อยๆเคลื่อนออกเผยให้เห็นช่องลับลงไปยังห้องใต้ดิน เธอหยิบมือถือขึ้นมาเปิดโหมดไฟฉาย ตัดสินใจก้าวลงไปในห้องที่มืดสนิท...

ใต้ต้นกัลปพฤกษ์ ณ อุตรกุรุทวีป เหมหิรัญญ์กำลังอธิษฐานขอพรท่ามกลางชาวเมืองที่เดินทางมาบูชาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เรขรุจีแอบมองเขาด้วยสายตาเปี่ยมรัก ทันใดนั้นเขาเหมือนได้ยินเสียงใครบางคนเข้าใกล้ประตูกาล ลุกพรวดขึ้นยืน ฝากดอกไม้ไว้กับเรขรุจีขอพรแทนเขาด้วยแล้วจ้ำพรวดออกไป...

ที่บ้านรัชดาพิพัฒน์ เดือนพัตรายังคงเดินลงบันไดเรื่อยๆ ฉงนมากทำไมยิ่งเดินก็ยิ่งเหมือนจะลึกลงไปไม่มีที่สิ้นสุด เหมหิรัญญ์ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของประตูกาลได้ยินเสียงฝีเท้าของเดือนพัตราจากประตูอีกฝั่งใกล้เข้ามา พยายามเพ่งมองว่าใครแต่เห็นหน้าไม่ชัดเนื่องจากไฟฉายจากมือถือเธอถูกส่องไว้ด้านหน้าคนถือ เสียงเตือนว่าแบตฯมือถือใกล้หมดทำให้เดือนพัตราชะงักฝีเท้า

“คุณเดือนคะ คุณเดือน” เสียงศิถีร้องเรียกดังขึ้น เดือนพัตราตัดสินใจเดินกลับขึ้นมาก่อน เลื่อนตู้ปิดประตูทางลงห้องใต้ดินไว้แล้วถึงออกจากห้องเก็บของเจอศิถีรออยู่หน้าห้อง ถามว่าเข้าไปทำอะไรแล้วไปเอากุญแจห้องมาจากไหน เธอเจอกุญแจในห้องคุณยายเลยลองมาเปิดดู ศิถีมองเข้าไปข้างในสงสัยในนั้นมีอะไร

“ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะมีแต่พวกผ้าโบราณที่คุณยายสะสมไว้” เดือนพัตราล็อกประตูไว้อย่างเดิมแล้วผละจากไป ศิถีมองตามสงสัยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรอยู่

ooooooo

สายวันนี้นายหัววรงค์พาเดือนพัตราไปพบทัศน์เทพที่โรงพักเพื่อขอให้รื้อคดีการตายของประพิมขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเธอเชื่อว่าคุณยายไม่มีแรงจูงใจให้คิดสั้น คนที่มีแผนการต่างๆในชีวิตที่จะต้องทำ มากมายไม่มีทางฆ่าตัวตายแน่ ทีแรกเขาไม่ยอมทำให้ อ้างเสียเวลา แต่พอนายหัววรงค์ขอร้อง เขาจึงรับปากจะทำให้


“เห็นแก่นายหัวผมจะรื้อคดีนี้อีกครั้งก็แล้วกัน แต่ว่าคงต้องใช้เวลาหน่อยเพราะคดีปิดไปแล้ว”

เดือนพัตรารอได้ไม่มีปัญหา การมาโรงพักคราวนี้ทำให้ประมุขคนใหม่ของบ้านรัชดาพิพัฒน์ได้เจอกับมรุตผู้กองหนุ่มไฟแรงกับจ่าสนิทคู่หู นอกจากนี้ยังได้พบกับวโรชาลูกสาวของนายหัววรงค์ที่มาตามตื๊อมรุต จะชวนไปกินข้าวเป็นการเลี้ยงต้อนรับสู่รุมิหรา เขาไปด้วยไม่ได้วันนี้มีงานต้องทำ แล้วปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง

“งั้นแหวนจะไปทำงานกับพี่มรุตด้วย” พูดจบวโรชาตามเข้าไปนั่งรถคันเดียวกับมรุตหน้าตาเฉย เขาได้แต่ส่ายหน้าระอาใจที่เธอตื๊อไม่เลิก...

ทัศน์เทพโทร.ไปเล่าเรื่องที่นายหัววรงค์พาเดือนพัตรามาขอให้รื้อคดีประพิมให้หันตราฟัง เธอไม่เข้าใจว่านายหัวคิดอะไรอยู่ถึงไปรื้อคดีนั่นขึ้นมาอีก ทัศน์เทพเชื่อว่านายหัวเองไม่ได้อยากให้มีคดีร้ายแรงเกิดขึ้นในรุมิหราอยู่แล้วเพราะกลัวเสียความนิยม จากคดีฆ่าตัวตายกลายเป็นคดีฆาตกรรม

“คนที่ต้องโดนสอบทางวินัยก็คือผม...ผมไม่ยอมเสียชื่อเสียงด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้หรอก”

หันตรายิ้มพอใจให้กับความเจ้าเล่ห์ของทัศน์เทพ...

ค่ำวันเดียวกัน นายหัววรงค์ขับรถมาจอดแอบๆเลยรั้วบ้านรัชดาพิพัฒน์ ศิถีที่นั่งอยู่ข้างๆแนะให้เขาจัดการกับเดือนพัตราเพราะถ้าปล่อยให้เธอรื้อคดีขึ้นมาอาจทำให้เดือดร้อนได้ เขาไม่คิดว่าเธอจะทำอะไรได้ ใครก็รู้ดีว่าประพิมฆ่าตัวตาย ศิถีไม่เข้าใจอยู่ดี ในเมื่อเขาอยากได้บ้านหลังนี้แต่ทำไมถึงปล่อยเดือนพัตราไว้ จะไม่สร้างเรื่องยุ่งยากให้หรือ นายหัววรงค์ไม่อยากได้บ้านมากเท่ากับของที่ซ่อนอยู่ในนั้น

“และคนที่รู้ความลับนี้ก็คงมีไม่มากนอกจากทายาทรัชดาพิพัฒน์”

ศิถีมองด้วยความสงสัยอะไรกันที่นายหัววรงค์อยากได้จากบ้านหลังนี้...

อีกมุมหนึ่งในห้องนอนประพิม เดือนพัตราในชุดคลุมอาบน้ำเดินเช็ดผมมายืนที่หน้าต่าง มองลงมาด้านล่างเห็นศิถีเปิดประตูรั้วเข้ามา นิ่วหน้าแปลกใจดึกป่านนี้ไปไหนมา เธอมองอีกสักครู่ก็เลิกสนใจ

เดินมาหยุดหน้ากระจกโบราณกำลังจะถอดเสื้อคลุมเพื่อเปลี่ยนเสื้อ รู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ทางด้านหลัง

หญิงสาวหันขวับไปดูแต่ไม่เจอใคร บ่นกับตัวเองนี่เราท่าจะบ้าไปแล้ว ครั้นหันกลับมามองที่กระจกอีกครั้งตกใจกรีดร้องลั่นเมื่อเห็นเงาสะท้อนของเหมหิรัญญ์ ด้วยความตกใจเธอทำผ้าคลุมอาบน้ำหลุดมือเผยให้เห็นเรือนร่าง เขาเองก็ตกใจไม่แพ้เธอเช่นกัน เดือนพัตราหันกลับไปมองด้านหลังอีกครั้งไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้นแล้ว พอตั้งสติได้เธอคว้าชุดคลุมอาบน้ำมาคลุมตัวแล้ววิ่งหนีออกจากห้อง ต้องตกใจอีกครั้งที่เจอศิถียืนอยู่

“เป็นอะไรคะคุณเดือน ศิถีได้ยินเสียงคุณร้อง เกิดอะไรขึ้น”

“มีคนเข้ามาในบ้าน คุณศิถีโทร.แจ้งตำรวจให้มาที่นี่ด่วนเลยค่ะ”...

ไม่นานนักมรุตกับจ่าสนิทก็มาถึง หลังจากเดินสำรวจจนทั่วบ้านไม่พบพิรุธอะไร อีกทั้งกลอนประตูหน้าต่างทุกบานล็อกไว้แน่นหนาไม่น่าจะมีใครเข้ามาได้ เดือนพัตรายืนยันมีคนอยู่ในบ้านหลังนี้และตอนนี้ก็ยังอยู่ มรุตหาว่าเธอคิดไปเอง อาจเป็นเพราะลมพัดใบไม้ไหวเลยทำให้เห็นเงาเหมือนคน เธอยืนยันคำเดิมต้องมีคนอยู่ในนี้ เขาขอให้เธอบอกรูปพรรณสัณฐานคนร้ายให้ฟังหน่อย

“ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ แต่งตัวแปลกๆสวมผ้าโธตีใส่ชุดเหมือนพวกอินเดีย ครั้งแรกที่ฉันเห็นเขา ฉันเห็นจากเงาสะท้อนของกระจก พอฉันหันหลังไปอีกเขาก็หายไปแล้ว”

ปลาทูหน้าตาตื่นรูปพรรณสัณฐานคนร้ายที่เดือนพัตราเล่าเหมือนกับผู้ชายที่ตัวเองเห็นวันก่อนรีบกระเถิบเข้าไปยืนใกล้ๆศิถี เดือนพัตราเริ่มไม่พอใจที่ไม่มีใครเชื่อสักคนว่าเธอเห็นคนร้าย

“คุณต้องรอให้ฉันถูกฆ่าตายเหมือนคุณยายฉันก่อนหรือไง พวกคุณถึงจะเชื่อ”

“ผมว่าคุณใจเย็นๆก่อนดีกว่า เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมให้จ่าสนิทไปตรวจดูอีกรอบเพื่อความสบายใจ ไปจ่า... รบกวนคุณแม่บ้านกับคุณผู้ช่วยไปกับจ่าด้วยได้ไหมครับ เผื่อมีจุดไหนที่เราไม่รู้จะได้ดูให้หมดทุกจุด” มรุตรอจนจ่าสนิท ศิถีกับปลาทูไปพ้นแล้ว จึงเดินมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเดือนพัตรา อยากรู้ว่าทำไมเธอถึงคิดว่าคุณยายของเธอถูกฆ่าตาย เดือนพัตราเสียงเขียวใส่ตำรวจอย่างเขาสนใจด้วยหรือว่าใครจะเป็นจะตาย

“ถ้าผมไม่สนใจผมจะมานั่งอยู่ตรงนี้เหรอครับ” น้ำเสียงจริงใจของมรุตทำให้เดือนพัตรามีท่าทีอ่อนลง...

จากนั้นไม่นานเดือนพัตราออกมาส่งมรุตกับจ่าสนิทที่หน้าบ้านโดยมีศิถีและปลาทูตามมาด้วย มรุตบอกเดือนพัตราว่าหากเจอเหตุการณ์อย่างนี้อีกให้โทร.หาเขาได้ตลอดเวลาแล้วขอตัวกลับก่อน เธอมองตามเขาที่เดินไปขึ้นรถพร้อมกับจ่าสนิทด้วยสีหน้าท่าทางสบายใจขึ้น

ooooooo

ระหว่างเดือนพัตรากำลังกินมื้อเช้า ปลาทูทนเก็บเรื่องชายปริศนาไว้คนเดียวไม่ไหว สารภาพกับเธอว่าตัวเองก็เห็นชายแต่งตัวแปลกๆคนนั้นเช่นกัน แต่ที่เมื่อคืนไม่ได้พูดอะไรเพราะเชื่อว่าชายที่เห็นไม่ใช่คนแต่เป็นผี ชาวบ้านแถวนี้มักจะลือกันว่ามีชายแต่งตัวประหลาดเดินไปเดินมาในบ้านหลังนี้

“คนเก่าคนแก่ในรุมิหราเขาเล่ากันมาว่า บ้านนี้มีผู้ชายออกมาจากกระจกที่อยู่ในบ้าน”

ศิถีถือถาดใส่ผลไม้เข้ามาทันได้ยินก็เอ็ดปลาทูที่พูดมาก เดี๋ยวคุณเดือนก็กลัวไม่กล้าอยู่ที่นี่ แล้วบอกกับเจ้านายสาวว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่าของคนแก่ในรุมิหรา ตนอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปียังไม่เคยเห็นอะไรแบบที่เขาลือ เดือนพัตราไม่กลัวผี คนน่ากลัวกว่าผีมากมายนัก ศิถีชมเปาะว่าเธอเก่งไม่กลัวอะไรเหมือนประพิมไม่มีผิด...

เดือนพัตราไม่รอช้าตรงไปที่กระจกโบราณในห้องนอนของคุณยาย เอามือเคาะๆไปรอบกระจกไม่พบสิ่งผิดปกติ มองเงาสะท้อนในนั้นก็เห็นแต่ตัวเอง เธออยากจะเขกหัวตัวเองนักที่ดันไปเชื่อตามปลาทู คนที่ไหนจะออกมาจากกระจก แล้วนึกถึงชายปริศนาคนนั้น

“ถ้าเป็นคนร้ายก็น่าจะทำร้ายเราไปแล้ว เป็นใครกันนะ”...

ในขณะที่ทัศน์เทพกำลังคุยอยู่กับจ่าสนองมือขวาคนสนิท มรุตเข้ามาขออนุญาตรื้อคดีประพิม เนื่องจากเห็นว่ามีเงื่อนงำน่าสงสัยอย่างที่เดือนพัตราตั้งข้อสังเกตไว้ว่าน่าจะไม่ใช่การฆ่าตัวตาย ท่านสารวัตรไม่พอใจสั่งห้ามเขามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องนี้ แล้วเชิญออกจากห้อง รอกระทั่งเขาไปพ้นหน้า จึงหันไปทางจ่าสนอง

“จับตาดูมันไว้ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็สั่งสอนซะหน่อยก็ดี เอาแค่พอหอมปากหอมคอ”...

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มรุตแอบทำคดีประพิมลับหลังทัศน์เทพโดยมีจ่าสนิทคอยให้ความช่วยเหลือ...

ทันทีที่รู้เรื่องจากศิถีว่าเมื่อคืนเดือนพัตราเห็นผู้ชายออกมาจากกระจก นายหัววรงค์เดินไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบรูปใบหนึ่งขึ้นมาดูเป็นรูปถ่ายเสด็จในกรมกับขุนรัชดาพิพัฒน์ มีคนงานในบ้านและมีทวดของนายหัววรงค์รวมอยู่ด้วย ด้านหลังเห็นกระจกโบราณบานนั้นตั้งอยู่มีภาพสะท้อนลางๆของเหมหิรัญญ์

“ออกมาปรากฏตัวแล้วสินะ” นายหัววรงค์สีหน้าร้ายกาจ...

ขณะที่เดือนพัตรากำลังขนผ้าโบราณในห้องเก็บของออกมาที่ห้องโถงเพื่อคัดแยกตามโน้ตที่ประพิมติดไว้กับผ้าว่าเป็นผ้าอะไรมาจากที่ไหน หันตราถือวิสาสะเข้ามาขอพบ เพื่อเจรจาขอซื้อบ้านหลังนี้ อ้างว่าเคยคุยกับประพิมไว้แล้ว เดือนพัตราไม่เชื่อว่าท่านจะขายที่นี่ให้ใครและตนเองก็เช่นกัน หากเธอมาที่นี่เพื่อพูดเรื่องนี้อีก ตนขออนุญาตไม่ต้อนรับ แล้วสั่งศิถีส่งแขกให้ด้วย หันตราจำต้องกลับไปอย่างหัวเสีย...

ด้วยความแค้นที่เดือนพัตราบังอาจมาไล่ตะเพิดออกจากบ้าน หันตราโทร.นัดทัศน์เทพมาพบที่ร้านอาหารเพื่อให้ช่วยแก้แค้น ระหว่างนั้นรัตนพรรณเดินนำทองมาตย์เข้ามาในร้านเห็นหันตรานั่งอยู่กับทัศน์เทพจัดแจงเข้าไปหาเรื่องเนื่องจากไม่พอใจที่รู้ว่าวันนี้เธอตัดหน้าไปขอซื้อบ้านรัชดาพิพัฒน์แต่ถูกเดือนพัตราไล่ตะเพิด แทนที่รัตนพรรณจะเล่นงานหันตรา กลับถูกเธอยกเรื่องที่รัตนพรรณรับเซ้งผัวที่เธอไม่ต้องการขึ้นมาด่า

รัตนพรรณปรี๊ดแตกจะตบสั่งสอนคนปากดี ทองมาตย์ไม่อยากให้มีเรื่องรีบดึงเมียรักออกไป

“บ้านรัชดาพิพัฒน์ต้องเป็นของฉัน ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม” หันตรามองสบตาทัศน์เทพอย่างรู้กัน...

เดือนพัตราต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับหันตราจึงเสิร์ชหาในกูเกิล ได้ข้อมูลมาเพียบว่าเธอเป็นเจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์ กว้านซื้อบ้านโบราณในรุมิหราด้วยราคาสูงลิบ แถมยังมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีหลายคดีเกี่ยวกับการกว้านซื้อที่ดินจากเจ้าของที่แล้วมีปัญหาแต่สามารถหลุดมาได้ทุกคดี บางคดีมีการส่งคนไปทำร้ายเจ้าของที่ดินอีกด้วย เดือนพัตรายิ่งอ่านประวัติของเธอก็ยิ่งสงสัยว่าเธออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของคุณยาย...

ขณะที่เดือนพัตราค้นหาข้อมูลของเหล่าผู้ต้องสงสัย มรุตกำลังหาทางช่วยเธอรื้อฟื้นคดีประพิม...

ในเวลาเดียวกัน ฝนเริ่มตกหนาเม็ดขึ้น เดือนพัตราลุกขึ้นไปปิดหน้าต่าง ได้ยินเสียงเหมือนมีคนอยู่ในบ้าน ร้องถามว่าใคร เงียบไม่มีเสียงตอบ เธอใจคอไม่ดีรีบโทร.หามรุตแต่ไม่มีใครรับสาย ตัดสินใจลุยเองคว้าแจกันขึ้นมากระชับในมือเดินไปยังต้นเสียง ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องนอน

คนร้ายเอามีดจี้คอเธอไว้ส่วนอีกมือหนึ่งปิดปากไม่ให้ส่งเสียง “ไปจากที่นี่ซะถ้ายังไม่อยากตาย”

เดือนพัตราสู้สุดฤทธิ์กัดมือคนร้ายจนต้องปล่อยมือ เธอเป็นอิสระวิ่งหนีลงไปข้างล่างพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือ แต่ฝนตกหนักกลบเสียงทุกอย่าง คนร้ายไล่ตามทันจับเธอกระแทกกับผนังห้อง แล้วตามมาบีบคอซ้ำ ก่อนเธอจะขาดอากาศหายใจ เหมหิรัญญ์มาช่วยไว้ทัน เหวี่ยงคนร้ายล้มกลิ้งแล้วย่างสามขุมเข้าหา คนร้ายชักปืนยิง เขาเซถลาก่อนจะล้มลง เดือนพัตรากรีดร้องด้วยความตกใจที่เห็นเขาโดนยิง คนร้ายสบช่องวิ่งหนี เธอรีบเข้าไปดูคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ แต่ปรากฏว่าเขาไม่เป็นอะไรไม่มีแม้แต่รอยเล็บข่วน

“ฉันว่าเมื่อกี้ฉันไม่ได้ตาฝาดฉันเห็นคุณถูกยิงตรงนี้” เดือนพัตราจับที่กลางอกเหมหิรัญญ์

“ท่านไม่ควรสัมผัสตัวของเรา” เหมหิรัญญ์ขยับตัวออกห่างจากเดือนพัตรา แล้วมองไปที่หน้าผากเธอซึ่งมีแผลแตก วางมือบนแผลที่นั่น ครั้นเอามือออกแผลแตกเมื่อครู่หายไปราวกับไม่เคยเป็นแผลมาก่อน เธอจ้องเขาเขม็ง ตกลงเขาเป็นใครกันแน่ มองชุดที่เขาสวมก็ถึงบางอ้อ

“คุณคือคนที่ฉันเห็นในกระจกคืนก่อน...ใช่ ต้องใช่แน่ๆ คุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง คุณเป็นใคร ต้องการอะไร”

เหมหิรัญญ์ยังไม่ทันตอบคำถาม มีเสียงมรุตตะโกนเรียกพร้อมกับเคาะประตูบ้าน เธอบอกให้เขารอตรงนี้ก่อน แล้วเดินไปเปิดประตู มรุตถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เห็นโทร.หาเขาพอเขาโทร.กลับก็ไม่รับสาย

“มีคนบุกเข้ามาที่นี่ ฉันโทร.หาคุณ แต่คุณก็ไม่รับ แต่โชคดีที่...” เดือนพัตราจะบอกมรุตว่ามีคนมาช่วยไว้ทัน แต่ต้องยั้งปากไว้เมื่อหันไปมองในห้องโถงอีกครั้งเหมหิรัญญ์หายไปแล้ว แปลกใจเขาหายไปไหนเร็วนัก

ooooooo


ละครลูกไม้ลายสนธยา ตอนที่ 1 อ่านลูกไม้ลายสนธยาติดตามละครลูกไม้ลายสนธยา ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ฌอห์ณ จินดาโชติ,พิมประภา ตั้งประภาพร 18 ส.ค. 2561 12:30 2018-08-05T01:49:14+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ