ข่าว

วิดีโอ



ลิขิตริษยา

อ่านเรื่องย่อ

แนว: พีเรียด-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ปิยพร วายุภาพ

กำกับการแสดงโดย: ผิน เกรียงไกรสกุล

ผลิตโดย: บริษัท มีเดียสตูดิโอ จำกัด ร่วมกับ เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

อัลบั้ม: "เอ ศุภชัย" ผู้จัดป้ายแดง ส่ง "ลิขิตริษยา" ลงจอ ช่อง 7

ซ่อนกลิ่นถอนหายใจโล่งอกเพราะคิดว่าฆ่าธูปได้สำเร็จ แต่ยังไม่ทันไรมือของมันกลับจับที่ข้อเท้าเธออย่างแรง ซ่อนกลิ่นตกใจสุดขีดแล้วก้มลงบีบคอบ่าวคนสนิทอีกครั้ง ธูปดิ้นทุรนทุรายไขว่คว้ากระชากชายเสื้อนายหญิงจนขาดติดมือ

“ตายยากตายเย็นจริงนะมึง...ฉันไม่ได้อยากทำแบบนี้ แต่แกมันรนหาที่เองนะ”

จากนั้นซ่อนกลิ่นลากศพธูปไปตามพื้นเรือนโดยกวาดสายตามองรอบบริเวณอย่างระมัดระวัง ก่อนจะทิ้งศพลงแม่น้ำหลังเรือนหลวงเดชในที่สุด

รุ่งเช้า ซ่อนกลิ่นจำเป็นต้องสร้างเรื่องหลอกผู้คนภายในเรือนว่าธูปหนีตามผู้ชายเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตที่จู่ๆบ่าวคนสนิทหายตัวไป ทั้งพวงและอุ่นแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ซ่อนกลิ่นบอก จนนายหญิงต้องแสร้งโมโหตวาดว่า

“จะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจเพราะมันก็หนีไปแล้ว นี่มันขโมยทองหยองฉันไปด้วย คงตั้งใจหนีไปแล้วไม่กลับมาจริงๆ นังพวง...แกเตรียมสำรับไปให้ฉันกับหนูอร

ที่เรือนเล็กด้วย เอาไปตอนนี้เลยนะ ฉันหิวแล้ว”

พูดจบแล้วก็สะบัดหน้าเดินออกจากโรงครัวไป เจิมหันมองหน้าอุ่นและพวงอย่างงงๆ ก่อนกระวีกระวาดจัดสำรับอาหารเช้าขึ้นเรือนใหญ่ ขณะนั้นหลวงเดชนั่งคอยโฉมฉายให้มาร่วมโต๊ะจนรู้สึกเอะใจสอบถามกันขึ้นมา

“คุณโฉมล่ะ...เจิม ไม่มารับประทานมื้อเช้าด้วยกันเหรอ”

เจิมชะงักแปลกใจเพราะรู้ดีว่านายหญิงไม่เคยผิดเวลาเช่นนี้ เวลานั้นโฉมฉายกำลังยืนมองเวิ้งน้ำตรง

ท้ายเรือนเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ แต่จนแล้วจนรอดก็

ไม่สามารถนึกออก จึงทรุดตัวลงนั่งในศาลาอย่างหงุดหงิด ทันใดนั้นเองโฉมฉายเหลือบเห็นอะไรบางอย่างสีดำคล้ายเส้นผมลอยอยู่ เธอหยิบไม้แถวนั้นมาเขี่ยดู จึงเห็นว่าเป็นศพธูปนั่นเอง

โฉมฉายตกใจสุดขีดทิ้งตัวนั่งลงด้วยความหวาดกลัว และแล้วภาพในความคิดของเธอจากเหตุการณ์ที่ซ่อนกลิ่นทำร้ายและภาพที่บวรยศถูกทิ้งอยู่ในเรือลอยไปตามยถากรรมก็ผุดขึ้นในความคิด...

ด้านพิศรู้สึกตกใจและกังวลอย่างมากเมื่อไปตามหาโฉมฉายยังห้องนอนแล้วไม่พบ เธอเดินตามหาทั่วเรือนจนกระทั่งเห็นโฉมฉายเดินกลับขึ้นมาบนเรือนด้วยสีหน้านิ่ง สั่งให้เจิมไปพบที่ห้องนอนโดยด่วน ทั้งหลวงเดชและพิศมองตามประหลาดใจ เนตรมองท่าทีของมารดาอย่างเป็นห่วงเอ่ยปากว่า

“ปกติถ้าแม่เป็นไรจะต้องเรียกหาหนู นี่แม่กลับเรียกน้าเจิม หนูกลัวแม่จะเป็นอะไรแต่ไม่ยอมบอกมากกว่านะคะ”

ที่เรือนราชรักษ์ คุณหญิงมณีมีอาการกังวลใจเช่นกัน เมื่ออรรถกรลางานมาขอคุยเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับภารกิจของหัวใจ เขาก้มลงกราบมารดาอย่างขอความเห็นใจพร้อมกับชี้แจงว่า

“ผมต้องกราบขอโทษคุณแม่ที่ขัดใจคุณแม่เรื่องนี้ แต่ผมหลงรักคุณหนูอรมานานแล้ว เพียงแต่ผมไม่กล้าบอกใคร เพราะรู้ว่าคุณหนูอรคงไม่ได้สนใจผม แต่เพราะผมเปิดใจสารภาพรักกับเธอไป และพบว่าเธอไม่ได้รังเกียจอะไรผมครับ”

“ก็แน่ล่ะสิ ลูกเป็นถึงนายแพทย์หนุ่มอนาคตไกลและวงวานว่านเครือก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร เธอจะมารังเกียจ รังงอนได้อย่างไร แต่ตอนนี้ ถึงแม่จะพูดอะไรไปคงไม่มีความหมายแล้วเพราะลูกตั้งใจจะคบหาดูใจกับแม่นี่ให้ได้นี่นะ”

พูดจบแล้ว คุณหญิงมณีก็ลุกพรวดเดินออกไป ปล่อยให้ลูกชายมองตามหน้าเศร้า พระยาราชรักษ์เดินเข้ามาตบบ่าลูกชายให้กำลังใจ ก่อนจะเดินตามออกไปช่วย เจรจาให้ แต่เวลานั้นคุณหญิงมณีถือเอาอารมณ์เป็นใหญ่ไม่รับฟังคำเตือนจากสามี สวนว่า

“น้องว่าขืนรักใคร่ชอบพอกับเด็กนั่น ลูกจะเสียใจมากกว่าซะอีก ยังไงน้องก็ไม่ยอมรับแม่อรพิลาสมาเป็นสะใภ้แน่”

ooooooo

หลวงเดชรู้สึกเป็นห่วงโฉมฉายจึงตามเข้าไปถามไถ่อาการถึงในห้อง เขาแปลกใจที่ภรรยาทำท่าเหมือนมีลับลมคมในแต่กลับปฏิเสธว่าไม่มีอะไร เมื่อพยายามจับพิรุธก็ได้ยินเพียงคำยืนยันจากโฉมฉายว่า

“ถ้ามีอะไร น้องไม่ปิดคุณพี่แน่นอนค่ะ คุณพี่อย่ากังวลเลยค่ะ น้องไม่เป็นไรจริงๆ”

จากนั้นไม่นาน โฉมฉายก็ตัดสินใจเดินลงจากเรือนไปหาซ่อนกลิ่นที่กำลังนั่งจิบกาแฟอย่างใจเย็นโดยเปิดฉากการสนทนาว่าตนกลัวอีกฝ่ายจะเหงาจึงมาคุยเป็นเพื่อน ซ่อนกลิ่นเลิกคิ้วประหลาดใจพูดแขวะว่า

“แน่ล่ะค่ะ ก็คุณโฉมเล่นฮุบตัวคุณหลวงไว้คนเดียวนี่คะ...ว่าแต่กลับมาตั้งนานแล้ว ยังจำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ”

“ฉันจากคุณหลวงมายี่สิบกว่าปี ให้ฉันได้อยู่กับสามีบ้างเถอะ และฉันคงแก่เกินไปที่สมองจะฟื้นคืนมาเหมือนเดิม แต่ช่างเถอะ เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ฉันก็มีความสุขดีอยู่แล้ว”

“จริงค่ะ เรื่องเก่าๆอย่าเก็บไปคิดให้รกสมองเลย ดูอย่างดิฉันสิ ถึงจะลงมาอยู่เรือนเล็ก แต่ดิฉันก็ยังไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะอย่างน้อยดิฉันก็ได้อยู่กับหนูอร

ต่างจากคุณโฉมที่สูญเสียลูกไปตั้งยี่สิบกว่าปี จริงไหมคะ”

โฉมฉายสะอึกกับคำเสียดสีนั่นรีบขอตัวกลับ ซ่อนกลิ่นแอบหัวเราะเยาะที่จี้จุดอ่อนจนฝ่ายตรงข้ามเสียกระบวน โดยไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่ เป็นต่อในเกมนี้

ขณะนั้น หลวงเดชกำลังร้อนใจตามหาโฉมฉายอยู่ เมื่อพบหน้าก็ถามว่าหายไปไหนมา ภรรยาจ้องหน้าสามีแล้วตอบด้วยสีหน้าจริงจังว่ามีเรื่องจะเรียนให้ทราบ แต่ยังไม่ทันจะได้เล่าอะไร ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าเรือนพร้อมกับเสียงเนตรพูดด้วยความตกใจว่าตำรวจ หลวงเดชยืนงงถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมตำรวจถึงมาที่นี่ โฉมฉายหันมาตอบว่า

“ความทรงจำของดิฉันกลับคืนมาหมดแล้วค่ะ มันมีเรื่องมากมายแล้วดิฉันจะเล่าให้ฟังในภายหลัง”

ทุกคนได้ยินก็ตื่นเต้นกันหมด เจิมร้องบอกนายหญิงว่าพวกตำรวจพร้อมแล้ว โฉมฉายรีบเดินนำตำรวจไปยังเรือนเล็กพลางแจ้งว่าเมื่อกี้ตนไปสังเกตการณ์ที่นั่นแล้วพบว่าคนร้ายยังอยู่ดี พวกตำรวจค่อยๆกระจายกำลังโอบล้อมเรือนของซ่อนกลิ่นไว้ โฉมฉายสั่งบ่าวไพร่คนอื่นๆว่า

“จับตาดูให้ทั่ว อย่าให้ซ่อนกลิ่นหนีไปได้”

อรพิลาสร้องบอกมารดาว่ามีตำรวจมาเต็มบ้าน ซ่อนกลิ่นตกตะลึงเพริด พอได้สติก็สั่งลูกสาวสกัดไว้อย่าปล่อยให้พวกนั้นเข้ามาได้ แล้วรีบวิ่งตรงไปยังห้องนอน อรพิลาสทำใจดีสู้เสือถามตำรวจว่ามาหาใครกัน

“ผมมาจับกุมนางสาวซ่อนกลิ่น ผู้ต้องสงสัยข้อหาฆ่าคนตาย ขอความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยครับ”

ทุกคนได้ยินสิ่งที่ตำรวจพูดก็ตกใจสุดขีด เวลานั้นซ่อนกลิ่นตัดสินใจเปิดตู้โกยเครื่องทองและเงินลงกระเป๋าพร้อมกับคว้าปืนกระโดดหนีไปทางหน้าต่าง พึมพำอย่างเคียดแค้นว่าต้องเป็นฝีมืออีโฉมฉายแน่!

หลวงเดชปราดเข้ามาดึงตัวอรพิลาสให้พ้นจากหน้าประตูห้องนอน พวกตำรวจกรูกันเข้าไปแต่ก็สายเสียแล้ว อรพิลาสตกใจน้ำตาไหลสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมแล้ววิ่งตามซ่อนกลิ่นออกไปด้วยความเป็นห่วงโดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามของพิศ แต่แล้วซ่อนกลิ่นก็หนีรอดไปจนได้ หลวงเดชเอ่ยปากให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่แม้ว่าคนร้ายจะเป็นภรรยาก็ตาม โฉมฉายจับมือสามีแน่นเพื่อให้กำลังใจและเริ่มเท้าความว่า

“น้องจำเรื่องร้ายในอดีตได้ทุกอย่างว่าเป็นฝีมือของซ่อนกลิ่น ยิ่งเห็นศพธูปที่กำเศษผ้าไว้จึงมั่นใจ น้องใช้ให้เจิมไปหาหลักฐานจนพบว่าเศษผ้านั้นมาจากเสื้อที่ขาดของซ่อนกลิ่น ก่อนจะนัดแนะแจ้งตำรวจให้มาจัดการจับตัวค่ะ”

หลวงเดชทำท่าน้อยใจที่ตนเองรู้เรื่องเป็นคนท้ายๆ โฉมฉายพยายามง้องอนสามีด้วยการขอโทษที่ทำอะไรโดยไม่บอก เพราะรู้สึกผิดในใจกับการที่คนในครอบครัวเราต้องเผชิญความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพราะตนคนเดียวที่ชวนซ่อนกลิ่นมาอยู่ด้วยกันถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่เกิดเรื่องและบวรยศลูกของเราก็คงไม่ตาย

โฉมฉายร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจบอกว่าซ่อนกลิ่นคือคนทำร้ายตนและฆ่าบวรยศ หลวงเดชตกใจมากคิด

ไม่ถึงว่าซ่อนกลิ่นจะกล้าก่อเรื่องมากมายขนาดนี้ เช่นเดียวกันกับนพที่รู้สึกสะเทือนใจกับความร้ายกาจของอดีตเพื่อนหญิง เขามีสีหน้าลำบากใจยิ่งยวดเมื่อโฉมฉายขอร้องเขาให้บอกซ่อนกลิ่นมามอบตัว ถ้ามีโอกาสได้เจอกันอีกครั้งเพราะนี่คือความถูกต้อง

ด้านอรพิลาสเอาแต่ร้องไห้เสียใจกับเรื่องของซ่อนกลิ่นจนเนตรต้องพูดเตือนสติว่า

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพราะคุณซ่อนกลิ่นทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าเขาไม่ทำร้ายใครก่อน จะมีใครอยากทำร้ายคืนบ้าง”

“หยุดพูดได้แล้ว ฉันอยากอยู่คนเดียว ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้” อรพิลาสตาขวางไม่พอใจ

พิศยืนรอฟังอาการของอรพิลาสอยู่ที่หน้าเรือนเล็กอย่างกระวนกระวายใจ และยิ่งรู้จากเนตรว่าลูกสาวไม่ยอมทานอะไรเลยก็ทำให้เธอรู้สึกกังวลมากขึ้น

ooooooo

ซ่อนกลิ่นวิ่งหนีตำรวจออกมาจากเรือนหลวงเดชอย่างกระเซอะกระเซิง ในมือกอดกระเป๋าที่มีทรัพย์สินไว้แนบอกและเดินอยู่ริมถนนด้วยความหวาดระแวง แต่ดูเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อมีชายสองคนเห็นท่าทางพิรุธของเธอจึงเดินตาม

“ดึกๆดื่นๆมาเดินทำอะไรคนเดียวจ๊ะ ขอดูกระเป๋าหน่อยสิ...หวงทำไม มีอะไรในนั้นเหรอ”

ชายคนหนึ่งเข้ามายื้อแย่งกระเป๋าในขณะที่ซ่อนกลิ่นพยายามแย่งคืนจนกระเป๋าตกลงพื้น ชายอีกคนคว้าไว้ได้แล้วรีบเปิดดูถึงกับตาลุกเมื่อเห็นเงินทองเต็มไปหมด ซ่อนกลิ่นปราดเข้าไปแย่งกระเป๋าคืนแต่โดนทั้งคู่จิกผมแล้วตบเต็มแรงจนทรุดลงกับพื้นสลบแน่นิ่ง สองคนหน้าเสียคิดว่าเหยื่อตายจึงวิ่งหลบหนีความผิดไป

ไม่นานนัก ซ่อนกลิ่นฟื้นคืนสติก็พบว่าทรัพย์สินหายไปหมดแล้ว เธอแค้นแทบกระอักก่นด่าเจ้าหัวขโมยอย่างโมโหสุดขีด พลันนึกขึ้นได้ว่ายังมีปืนเหลืออยู่ จึงประคองตัวลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซไปตามทางอย่างอ่อนแรง จนกระทั่งมาทรุดตัวลงนั่งอยู่แถวตึกใกล้ตลาดและผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

รุ่งเช้า ซ่อนกลิ่นสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงคนเดินผ่าน เธอรีบพรางตัวแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจนถึงตลาด ด้วยความหิว เธอแอบขโมยไก่ย่างจากร้านค้าแต่ก็ไปไม่รอดถูกลูกชายแม่ค้าซ้อมลงไปนอนคุดคู้อยู่กับพื้นเป็นที่น่าสังเวชใจ ซ่อนกลิ่นแข็งใจเดินต่อไปในสภาพสะบักสะบอม จนกระทั้งไปพบพระสงฆ์รูปหนึ่ง

“หลวงพ่อเจ้าขา แบ่งข้าวให้ฉันกินบ้างได้ไหมเจ้าคะ ฉันหิว ฉันเจ็บปวดไปหมดทั้งตัว”

หลวงพ่อเปิดบาตรหยิบห่อข้าวและขวดน้ำยื่นให้ ซ่อนกลิ่นตะครุบอาหารกินอย่างหิวโหย สักพักหนึ่งหลวงพ่อพูดอย่างเมตตากับเธอว่า

“เวรกรรมที่โยมก่อกำลังตามมาให้โยมชดใช้ อาตมาขอบิณฑบาตโยมให้หยุดก่อกรรมทำเข็ญเสียทีได้ไหม”

ซ่อนกลิ่นชะงักเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นเป็นหลวงพ่อ อุเทนก็โวยวายใส่หาว่ามายุ่งเรื่องของตนอีกแล้ว อย่ามาเทศน์สั่งสอนเพราะตนไม่เชื่อว่าเวรกรรมมีจริง ตนจะอยู่เหนือกฎแห่งกรรมทั้งปวง เธอจ้องหน้าอาฆาตมาดร้ายแล้วเดินหนีออกไป หลวงพ่อถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเอือมระอา

แต่แล้วซ่อนกลิ่นก็ไม่ได้ไปไหนไกล เธอย้อนกลับมาที่เรือนหลวงเดชพร้อมปืนในมือ ประจวบเหมาะเห็นเจิมเดินมาพอดี เธอชักปืนเล็งปลายกระบอกไปยังบ่าวของโฉมฉายทันที เจิมตกใจละล่ำละลักบอกว่า

“คุณซ่อนกลิ่น มอบตัวซะเถอะ ยังไงตำรวจก็ไม่ปล่อยคุณไว้แน่”

“เรื่องอะไรกูจะยอมมอบตัว ตราบใดที่กูยังไม่ได้ฆ่ามึงกับนายมึง คิดว่ากูโง่รึไงถึงดูไม่ออกว่าอีโฉมมาหากูที่บ้านเพื่อถ่วงเวลาให้ตำรวจมาจับกู มันคือคนที่ทำลายชีวิตกู!”

เจิมทำใจดีสู้เสือพูดอ้อนวอนไม่ให้ทำอันตรายโฉมฉายพร้อมกับค่อยๆเดินเข้ามาประชิดตัวซ่อนกลิ่น พอสบโอกาสก็ปราดเข้าแย่งปืน ทั้งสองยื้อยุดกันไปมาอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเสียงปืนก็ดังขึ้น ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างตกใจ...

เจิมเป็นฝ่ายทรุดตัวลงเลือดไหลเต็มหน้าท้อง ซ่อนกลิ่นแสยะยิ้มสมน้ำหน้า เจิมรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายกระโจนเข้ากอดขาซ่อนกลิ่นไม่ให้หนีไปไหน พลางตะโกนก้องทั่วเรือน

“กูไม่ให้มึงไป...ช่วยด้วย ซ่อนกลิ่นอยู่ที่นี่”

ทันใดนั้นอรรถกรที่มาหาอรพิลาสได้ยินเสียงปืนจึงวิ่งตามหาต้นเสียงจนมาพบเจิมนอนจมกองเลือดกอดขาซ่อนกลิ่นเอาไว้ เขาตกใจทำอะไรไม่ถูก ซ่อนกลิ่น ได้จังหวะกระชากขาจากมือเจิมสำเร็จแล้วหันกระบอกปืนไปที่ชายหนุ่ม

“อย่านะ ถ้าไม่อยากตาย ไม่ใช่เรื่องของแก อย่ามายุ่ง!”


สิ้นเสียงขู่ ซ่อนกลิ่นยิงใส่อรรถกรทันที โชคดีที่เขากระโดดหลบทัน ในขณะที่บ่าวไพร่คนอื่นๆพากันวิ่งเข้ามา ซ่อนกลิ่นเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหาทางหลบหนี เจิมตะโกนสั่งคนงานผู้ชายให้ล้อมจับซ่อนกลิ่นไว้ อย่าให้หนีไปฆ่าโฉมฉายได้ อรรถกรไม่สนใจอะไรนอกจากอุ้มเจิมเพื่อไปส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

ooooooo

ที่หน้าเรือนหลวงเดช ผลเพิ่งจะพาพวกเจ้านายกลับมาจากสถานีตำรวจ ทุกคนเห็นอรรถกรอุ้มเจิมเข้ามาก็ตกใจ

“น้าเจิมถูกคุณซ่อนกลิ่นยิงครับ ผมกำลังจะพาไปส่งโรงพยาบาล”

เจิมกระอักเลือดออกมาเต็มไปหมด ขณะที่โฉมฉายร้องไห้รีบเข้าไปกอดเจิมประคองให้อยู่บนตัก ต้นห้องคนสนิทรู้ตัวดีว่าคงไม่รอดจึงขอร้องหลวงเดชให้ดูแลทุกคนในเรือนนี้ อย่าได้มีภัยอะไรมากล้ำกรายอีก โฉมฉายสงสารเจิมเร่งเร้าให้อรรถกรนำตัวไปส่งที่โรงพยาบาล แต่เจิมกลับพูดว่า

“เจิมไม่ไหวแล้วค่ะ ขอให้เจิมไปอย่างสงบได้ไหมคะคุณโฉม ชาตินี้เจิมได้ทำตามสัญญาที่รับปากไว้ ได้ดูแลทุกคนอย่างดีที่สุดแล้ว เท่านี้เจิมก็ตายตาหลับแล้วค่ะ มีแค่สิ่งเดียวที่เจิมยังรู้สึกติดค้างคือเจิมไม่ได้อยู่รับใช้คุณโฉมต่อไป”

โฉมฉายร้องไห้โฮ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่เจิมเอื้อมมือตัวเองไปจับมือเธอมาแนบแก้มตัวเอง ยิ้มอย่างอ่อนระโหย ก่อนจะคอพับหลับนิ่งไป อรรถกรถลาเข้ามาดูเจิมและพยายามปั๊มหัวใจได้สักพักแต่ไม่มีทีท่าว่าเจิมจะฟื้น ทุกคนร้องไห้ระงมด้วยความเสียใจ

หลังหนีรอดมาจากเรือนหลวงเดช ซ่อนกลิ่นเดินมาหมดแรงบริเวณวัด เมื่อเห็นแม่ชีคนหนึ่งเดินผ่านมา เธอใช้ปืนจี้บังคับให้หาที่นอนกับอาหารสำหรับตัวเอง แม่ชีตกใจจำยอมทำตามไม่เกี่ยงงอน ระหว่างที่ทานอาหาร แม่ชีเทศน์ว่า

“แม่ไม่อยากเห็นเธอทำผิดคิดร้ายใคร ปืนผาหน้าไม้มีไว้ให้ตำรวจจับผู้ร้าย นอกนั้นก็พวกคนร้ายคนเลวที่คิดทำร้ายคนอื่น ผู้หญิงอย่างเธอจะเก็บไว้ทำไม หากมีปัญหา... หนทางแก้มีมากมาย เลือกใช้สักทางที่ไม่ใช่การทำร้ายใครไม่ได้เหรอ”

ซ่อนกลิ่นตวาดกลับไม่ให้มายุ่งและบอกว่าต้องการแค่ที่ซุกหัวนอนคืนเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้ก็ไปที่อื่นแล้ว อย่าได้แส่เอาเรื่องไปบอกใคร ว่าแล้วก็ยกปืนเล็งขู่สำทับว่าต่อให้เป็นแม่ชี ตนก็ไม่เอาไว้

ตกดึกคืนนั้น ซ่อนกลิ่นนอนกระสับกระส่ายฝันถึงกรองแก้วกับธูปมาตามทวงให้ชดใช้กรรมที่ฆ่าพวกเขา เสียงระฆังปลุกซ่อนกลิ่นให้ตื่นด้วยความตกใจ แม่ชีพูดปลอบขวัญเพื่อให้ซ่อนกลิ่นรู้จักการอภัยไม่คิดแค้นผู้ใดอีก แต่เธอกลับไม่ฟังลุกพรวดขึ้นจ้ำอ้าวออกไป

เช้าวันต่อมา ข่าวเจิมถูกยิงตายก็แพร่สะพัดออกไป ทุกคนที่รู้จักเธอต่างเศร้าเสียใจและร่วมไว้อาลัยกันแน่นวัด ในขณะที่ซ่อนกลิ่นเมื่อทราบข่าวกลับพอใจ ครุ่นคิดวางแผนขั้นต่อไป

เพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ซ่อนกลิ่นเดินเข้ามาในบริเวณวัดโดยเอาผ้าโพกหัวปิดหน้าไว้ พลางกวาดสายตามองไปทั่วเพื่อหาอรพิลาส ครู่เดียวก็เห็นลูกสาวเดินมาพร้อมกับอรรถกร เธอส่งสัญญาณให้อรพิลาสปลีกตัวเข้ามาหา ลูกสาวดีใจถามว่า

“คุณแม่เป็นไงบ้างคะ...อย่าหนีต่อไปเลยนะคะ เข้ามอบตัวเถอะค่ะ คุณแม่จะได้ปลอดภัย”

“มอบตัวให้โง่สิ ฉันจะไม่ยอมติดคุกเด็ดขาด ฉันมาเพื่อทวงความยุติธรรม แกต้องช่วยแม่ ไม่งั้นแม่จะถือว่าเนรคุณ”

อรพิลาสตกใจแต่ไม่มีทางเลือกจึงยินยอมให้มารดาจับเป็นตัวประกันเพื่อใช้ต่อรองกับโฉมฉายและพวกหลวงเดช ในช่วงที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการจัดงานศพเจิม ซ่อนกลิ่นใช้ปืนจี้และผลักอรพิลาสเข้าไปในศาลาวัด ด้วยแววตาร้ายกาจ

“อยู่กันพร้อมหน้าอย่างนี้ก็ดีแล้ว พวกแกไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เพราะแกคนเดียวนังโฉมฉาย แกทำให้ฉันต้องลำบาก วันนี้ฉันจะส่งแกไปนรกให้ได้ และอย่ามาถามเรื่องบาปกรรมกับคนอย่างฉัน ขนาดพระนั่นเทศน์ฉันยังไม่เชื่อเลย”

ทุกคนตะลึงค้างตกใจ นพพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อนหญิงแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะซ่อนกลิ่นหน้ามืดตามัวไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น พิศร้องไห้ด้วยความเป็นห่วงอรพิลาสพลางขอร้องไม่ให้ทำอันตรายเธอ ซ่อนกลิ่นสวนกลับว่า

“แกได้ตายสมใจแน่อีพิศ เสียดายถ้าฉันรู้ว่าแกจะหายดีกลับมาชูคอเป็นเมียคุณหลวงอย่างนี้ ฉันคงไม่เอายาใส่ให้แกกินจนแค่เป็นบ้าหรอก”

ทั้งพิศและอรพิลาสต่างตกใจยิ่งยวดเมื่อรู้ความจริงในเรื่องนี้ ซ่อนกลิ่นยิ่งขาดสติหนักขึ้นหันไปทางผลแล้วบอกว่าแม้แต่การตายของก้านก็เป็นฝีมือตน ผลได้ยินเช่นนั้นก็ปราดเข้ามาจะทำร้ายแต่ถูกอุ่นกับพวงยื้อยุดไว้ เสียงหัวเราะอย่างสะใจของซ่อนกลิ่นดังก้องเหมือนคนโรคจิต อรพิลาสเสียใจที่ถูกหลอก

“ไหนคุณแม่บอกว่าแค่จะเรียกร้องความยุติธรรมไงคะ”

“ก็นี่ไงความยุติธรรมที่ฉันอยากได้ คือพวกมันต้องตายทุกคน โดยเฉพาะอีโฉมฉาย”

โฉมฉายตัดสินใจเดินเข้าไปหาโดยหวังว่าซ่อนกลิ่นจะปล่อยตัวอรพิลาส แต่แล้วพิศกลับขวางไว้แทน

“อย่าค่ะคุณโฉม ให้ฉันได้ทำหน้าที่แม่ปกป้องลูกสักครั้ง ฉันยอมตายเพื่อปกป้องหนูอรค่ะ”

อรพิลาสมองพิศอย่างคาดไม่ถึง ซ่อนกลิ่นกระชากเสียงว่าไม่ต้องแย่งกันเพราะวันนี้เป็นวันตายของทุกคน ทันใดนั้น พิศตัดสินใจวิ่งเข้าหาลูกสาวในขณะที่ซ่อนกลิ่นชักปืนขึ้นยิง แต่แล้วอรพิลาสกลับโผเข้ามาบังวิถีกระสุนจนถูกยิงเข้าที่กลางหลัง ซ่อนกลิ่นชะงักตกใจ นพและ

หลวงเดชสบโอกาสพุ่งเข้ารวบตัวเธอไว้ได้ อรรถกรเดินนำตำรวจเข้ามาในบริเวณวัดพอดี ตำรวจจึงควบคุมตัวซ่อนกลิ่นไป

ooooooo

ที่โรงพยาบาล อรพิลาสถูกนำตัวเข้าสู่ห้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ทุกคนเต็มไปด้วยความเครียดและวิตกกังวล พิศร้องไห้แทบขาดใจโดยมีหลวงเดชเฝ้าปลอบใจไม่ห่าง อรรถกรเดินวนเวียนไปมาเหมือนหนูติดจั่น กระทั่งประตูห้องผ่าตัดเปิดออก พิศปราดเข้าถามอย่างเป็นห่วง

“ลูกสาวดิฉันเป็นยังไงบ้างคะคุณหมอ”

หมออึกอักลำบากใจแจ้งว่ากระสุนปืนทำลายเส้นประสาทสำคัญ โอกาสที่คนไข้จะกลับมาเดินได้เป็นปกติแทบเป็นศูนย์ พิศร้องไห้โฮด้วยความสงสารลูก เมื่ออรพิลาสฟื้นตื่นขึ้นในเวลาค่ำ เธอตกใจเพราะขยับขาไม่ได้ หลวงเดชน้ำตาซึมสงสารลูกสาวจับใจ เช่นเดียวกับโฉมฉายและเนตรหน้าเศร้าหมดหวัง ทั่วทั้งห้องมีแต่ความอึมครึม

ขณะนั้นเอง พระยาราชรักษ์กับคุณหญิงมณี มาเยี่ยมและถามไถ่ผลของการผ่าตัด อรรถกรหน้าเศร้ารายงานมารดาว่า

“คุณหนูอรคงเดินไม่ได้อีกแล้วครับคุณแม่ แต่เธอจะไม่โชคร้ายตลอดไปหรอกครับ เพราะผมจะดูแลเธอเอง”

คุณหญิงมณีเงียบกริบพูดไม่ออก ชะรอยสองคนนี้อาจเป็นเนื้อคู่กันมาตั้งแต่ชาติก่อน ต่างจากโฉมฉายที่ดีใจอย่างบอกไม่ถูก หลวงเดชปลอบโยนลูกสาวไม่ให้คิดมากฝันร้ายกำลังจะผ่านพ้นไป อรพิลาสพยักหน้ารับเศร้าๆแล้วถามถึงซ่อนกลิ่น ทั้งพิศและสามีมองหน้ากันลำบากใจ ก่อนหลวงเดชจะบอกว่า

“ตำรวจพาตัวซ่อนกลิ่นไปแล้วลูก แม่ซ่อนกลิ่นของหนูปลอดภัยดี เขาต้องชดใช้ความผิดที่ทำกับคนอื่นไว้”

อรพิลาสน้ำตาซึมสงสารมารดาที่หลงเดินทางผิด หลวงเดชลูบหัวปลอบใจและชื่นชมการทำหน้าที่ของลูกอย่างเต็มความสามารถ พิศเองก็ขอบใจลูกสาวที่ยอมเสียสละเอาตัวเข้าปกป้องตน ท้ายที่สุดสายใยของแม่ลูกก็มีอานุภาพเหนือทุกสิ่ง

ที่มุมหนึ่งของโรงพยาบาล อรรถกรพูดกับคุณหญิงมณีด้วยสีหน้าจริงจังว่าตนขอโอกาสดูแลอรพิลาส เพราะเธอเป็นหญิงที่ตนรักอย่างสุดหัวใจ ถึงแม้มารดาแย้งว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องดูแลคนพิการชั่วชีวิต อรรถกรตัดสินใจเด็ดขาดว่า

“พิการทางกาย แต่หัวใจของเธอไม่ได้พิการนี่ครับคุณแม่ ก่อนนี้คุณแม่ไม่ยอมรับเธอ เพราะคิดว่าเธอจิตใจไม่ดี แต่นี่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเนื้อแท้เธอเป็นคนดี และยอมเสียสละเพื่อบุพการีมากขนาดไหน”

คุณหญิงมณีอ่อนใจพูดไม่ออก ในขณะที่ลูกชายเดินหน้าเพื่อความรักสุดตัวโดยเอ่ยปากขออนุญาตกับหลวงเดชและโฉมฉายอย่างเป็นทางการ คำตอบจากปากของหลวงเดชที่ไม่ขัดข้องและดีใจกับความสุขของลูกสาวทำให้อรรถกรคลายกังวล

ด้านซ่อนกลิ่นมีท่าทีเศร้าซึมอยู่ในห้องขัง แรกๆร้องโวยวายให้ตำรวจปล่อยตัวเสียงขรม แต่เมื่อไม่ได้ผลก็ทรุดตัวลงนั่งหมดอาลัยตายอยาก กรรมที่ก่อไว้เริ่มจะส่งผลมาเป็นระลอกๆ เพราะเมื่อตกดึก เธอเกิดอาการประสาทหลอนเห็นผู้คนที่เคยถูกเธอฆ่าตามมาทวงชีวิต ซ่อนกลิ่นโบกมือไล่ด้วยความกลัวพร้อมกับร้องไห้โฮอย่างหวาดผวา

นพยืนมองสภาพซ่อนกลิ่นด้วยความสังเวชใจ ตำรวจนายหนึ่งเล่าว่า

“ท่าทางคนร้ายจะมีอาการทางประสาทครับเห็นเป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง ถ้าไม่ผวาแบบนี้ก็นั่งเหม่อคนเดียว”

ooooooo

หลายวันต่อมา งานศพของเจิมก็เสร็จสิ้น หลวงเดชและครอบครัวมาทำพิธีเก็บเถ้ากระดูกด้วยความอาลัย อาวรณ์ ซาบซึ้งในความจงรักภักดีที่บ่าวคนหนึ่งพึงมีให้ หลวงพ่ออุเทนสอนว่า

“หมดทุกข์หมดโศกเสียที คนผิดก็ไปชดใช้กรรมที่ก่อจนกว่าจะหมดสิ้น นี่คือความแตกต่างของกฎหมายกับกฎแห่งกรรม เพราะกฎหมายยังมีผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่กฎแห่งกรรมทำเขาเท่าไหร่ ต้องเอากลับไปเท่านั้น”

ผลร้องไห้ถามว่าก้านมีเวรกรรมอะไรกับซ่อนกลิ่นจึงต้องถูกฆ่าตาย หลวงพ่ออุเทนอธิบายว่าเรื่องของเวรกรรมไม่มีใครหยั่งรู้ว่าเคยไปทำอะไรให้กับเจ้ากรรมนายเวรเมื่อไร จึงสมควรหมั่นเร่งสร้างบุญกุศลเพื่อไม่ต้องผูกเวรกับใครอีก

ฟังแล้วผลก็ได้คิดขอลาบวชเพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้กับลูกชายและคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเขา โฉมฉายกับหลวงเดชรับทราบเรื่องด้วยความยินดีและเต็มใจเป็นเจ้าภาพในการบวชครั้งนี้

ด้านนพรู้สึกกังวลใจกับอาการทางประสาทของซ่อนกลิ่น เขามาเยี่ยมเธออีกครั้งที่สถานีตำรวจ แต่ภาพเพื่อนหญิงเอาหัวตัวเองโขกกับลูกกรงในห้องขังทำให้เขาตกใจและขอร้องให้ตำรวจเปิดประตูเพื่อช่วยเหลือ

ซ่อนกลิ่นเหมือนคนวิกลจริตที่พยายามหาทางหนีและต่อสู้กับความว่างเปล่าอยู่แล้ว เมื่อสบช่องเห็นตำรวจเปิดประตูก็วิ่งพุ่งชนและคว้ามีดจากโต๊ะแถวนั้นมาขู่ นพจะเข้าไปช่วยก็โดนถีบกระเด็น แล้วซ่อนกลิ่นก็ยกมีดจ้วงแทงตัวเองไม่ยั้งเพื่อขับไล่วิญญาณต่างๆที่จะมาจับต้องตัวเธอ ทั้งตำรวจและนพพยายามห้ามแต่ถูกผลักไสจนล้มลงไป เมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ซ่อนกลิ่นก็หายตัวไม่เห็นแม้แต่เงา

ซ่อนกลิ่นวิ่งหนีโซซัดโซเซมาหมดแรงอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เหลียวซ้ายแลขวาพยายามหาคนช่วยเหลือตัวเองเนื่องจากบาดแผลมีเลือดไหลทะลักออกมา พลันเธอมองเห็นเจิมแสยะยิ้มน่ากลัว พอหันไปอีกทางก็เจอทองกับก้านทำท่าเหมือนจะเข้ามารุม ซ่อนกลิ่นกรีดร้องเสียขวัญพยายามตะเกียกตะกายหนีสุดชีวิต ในที่สุดก็ตกลงไปในแอ่งดินตื้นๆแถวนั้น

เสียงฟ้าร้องครืนก่อนฝนตกหนัก น้ำในแอ่งดิน ค่อยๆท่วมสูงขึ้น ซ่อนกลิ่นพยายามรวบรวมแรงที่มีเพื่อพาร่างอันบอบช้ำออกไปจากที่นั่นแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ขณะเดียวกันก็มีชายหญิงกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามามองดู ซ่อนกลิ่นดีใจมากที่มีคนมาช่วยในที่สุด แต่พอเห็นหน้าคนเหล่านั้น หล่อนก็ตกใจจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น เพราะพวกนั้นคือผีที่ตายด้วยฝีมือซ่อนกลิ่น เท้าของผีทุกตัวก้าวเหยียบลงบนหน้าอกและตัวเธอจนขยับไม่ได้

ซ่อนกลิ่นพยายามยกหัวเพื่อให้พันระดับน้ำที่สูงขึ้นมาเข้าปากเข้าจมูก รู้สึกถึงความกลัวที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อนในชีวิต ผีกรองแก้วแสยะยิ้มอาฆาต ก่อนใช้มือกดหน้าซ่อนกลิ่นให้จมลงใต้ระดับน้ำช้าๆ

รุ่งเช้า ชาวบ้านยืนมุงดูศพซ่อนกลิ่นที่ตายอย่างสยดสยอง ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆนานา ในขณะที่วิญญาณซ่อนกลิ่นตกใจผงะถอยหลังออกมาอย่างไม่เชื่อว่าตัวเองตายแล้ว ไม่กี่นาทีต่อมามีกลุ่มควันพวยพุ่งเข้าล้อมและดูดวิญญาณเธอลงใต้ดินไปพร้อมเสียงร้องโหยหวนสุดแสนทรมาน

ooooooo

นพรับทราบข่าวการตายของซ่อนกลิ่นด้วยความสะเทือนใจ คาดไม่ถึงว่าเพื่อนเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็กจะจบชีวิตในสภาพเช่นนั้น เขาเร่งรุดไปหาหลวงเดชกับโฉมฉายที่โรงพยาบาลเพื่อแจ้งข่าวนี้

“ผมไปที่บ้าน ทราบว่าคุณหลวงมารับคุณหนูอรเลยตามมาที่นี่ครับ ผมจะมาส่งข่าวเรื่องซ่อนกลิ่น...เธอตายแล้วครับ”

หลวงเดชและครอบครัวต่างตกใจเมื่อทราบเรื่อง ทุกคนร่วมใจจัดงานศพซ่อนกลิ่นพร้อมกับอโหสิกรรมในเรื่องร้ายต่างๆที่ผ่านมา นพรู้สึกเสียใจเพราะคิดว่าทำหน้าที่เพื่อนได้ไม่ดีทำให้ซ่อนกลิ่นตัดสินใจเดินทางผิด สิ่งสุดท้ายในตอนนี้ที่เขาจะทำให้คือการบวชอุทิศส่วนกุศลเพื่อซ่อนกลิ่น หลวงเดชมองนพด้วยความซาบซึ้งใจ

เมื่อเรื่องร้ายต่างๆได้ผ่านพ้นไป พระยาราชรักษ์กับคุณหญิงมณีเห็นสมควรว่าถึงเวลาแห่งความสุขของลูกชายทั้งสอง จึงยกขบวนมาสู่ขอลูกสาวของหลวงเดชและพบว่าพ่อแม่ของฝ่ายหญิงไม่ขัดข้อง ทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความยินดีของว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวสองคู่พลันอัครยศมีอีกเรื่องแจ้งให้หลวงเดชทราบว่า

“อย่างที่ทราบว่าผมเป็นเพียงลูกบุญธรรมของคุณพ่อ คุณแม่ แต่ผมยังมีผู้มีพระคุณอีกท่านที่เก็บผมมาชุบเลี้ยงแต่เด็ก ผมเลยอยากแนะนำให้ท่านได้รู้จักผู้ใหญ่ฝ่ายผมอีกท่านด้วยครับ”

อัครยศพาผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมากราบหลวงพ่ออุเทนในฐานะที่เคยชุบเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก เขากราบเรียนหลวงตาว่าอีกไม่นานจะแต่งงานกับเนตร จึงขอนิมนต์ท่านไปเป็นเกียรติในงาน หลวงพ่ออุเทนยิ้มรับดีใจ

“นี่เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ ไอ้หนูตัวเล็กๆของหลวงตา ตอนนี้จะมีครอบครัวแล้วเหรอ งานมงคลของเจ้าอัครยศ อาตมาต้องไปอยู่แล้ว แล้วนี่โยมอรรถกรล่ะ...แต่งพร้อมกันหรือไม่”

อรรถกรกับอรพิลาสยิ้มให้กัน ตอบหลวงพ่ออุเทนว่าพวกเราทั้งหมดจะจัดงานแต่งพร้อมกัน หลวงพ่อมองว่าที่บ่าวสาวสองคู่ปลื้มใจ และเทศน์สั่งสอนถึงหลักธรรมของการใช้ชีวิตคู่ ทุกคนได้ฟังก็ยกมือไหว้สาธุกันหมด ขณะนั้นเองหลวงพ่อนึกขึ้นได้เรียกอัครยศให้เข้ามารับของ เสียงหลวงพ่ออธิบายว่า

“นี่เป็นของสิ่งเดียวที่ติดตัวเจ้ามาแต่เด็ก หลวงตา

ตั้งใจว่าเมื่อถึงวันที่เหมาะสมจะคืนให้...รับไปสิ”

อัครยศรับสร้อยพร้อมจี้มาดู ขณะที่โฉมฉายเหลือบเห็นก็ตื่นเต้นน้ำตาไหลพรากเพราะจำได้ว่าเป็นสร้อยของตระกูลบริรักษ์ที่เคยสวมให้กับลูกชายก่อนจะหายตัวไปจนพวกตนเข้าใจว่าสิ้นชีวิตแล้ว หลวงเดชกับโฉมฉายกอดกันร้องไห้โฮด้วยความดีใจที่โชคชะตาไม่โหดร้ายกับคนทั้งสองจนเกินไปนัก

ท้ายที่สุดพวกเขาก็มีโอกาสได้เจอกับลูกชายอีกครั้ง อัครยศหรือบวรยศในตอนนี้รู้สึกไม่ต่างจากคนทั้งสอง เขาละล่ำละลักถามว่า

“ถ้าสร้อยเส้นนั้นเป็นของคุณหลวงที่สวมคอผมตั้งแต่เด็ก นั่นหมายความว่า ผมคือลูกของคุณหลวงใช่ไหมครับ”

“บวรยศลูกแม่ ลูกยังไม่ตาย แม่ดีใจเหลือเกิน...

หลวงพ่อเหมือนให้ชีวิตใหม่กับฉันจริงๆ ดีใจที่สุดที่ได้ลูกกลับคืนมา”

หลวงเดชกับโฉมฉายกอดบวรยศร้องไห้ด้วยความดีใจ ขณะที่ทุกคนพลอยดีใจน้ำตาซึมกันถ้วนหน้า

หลายเดือนต่อมา ความผาสุกก็กลับคืนมาสู่ครอบครัวบริรักษ์ หลวงเดชนั่งโอบโฉมฉายอยู่ริมน้ำและพูดว่าตนมีความสุขมากที่ได้กลับมาอยู่กับเธอ เพราะเรื่องที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าชีวิตคนเราอะไรก็ไม่แน่นอน ตอนที่อยู่เราต้องทำดีต่อกันให้มากที่สุด เมื่อต้องจากกันแล้ว เราจะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง โฉมฉายพยักหน้าเห็นด้วย เธอสบตาสามีและแย้มยิ้มอย่างมีความสุข

ooooooo

–อวสาน–


ละครลิขิตริษยา ตอนที่ 15(ตอนจบ) อ่านลิขิตริษยา ติดตามลิขิตริษยา ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า 15 ก.ค. 2559 10:23 2016-07-18T02:13:20+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ