ข่าว

วิดีโอ



เล่ห์รักบุษบา

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-คอมาดี้

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: สรรพชัย เกิดอุทัย / วรวรรณ ชัยสกุลสุรินทร์

กำกับการแสดงโดย: ต่อพงศ์ ตันกำแหง

ผลิตโดย: บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: ไมค์ ภัทรเดช , พีค ภัทรศยา

ดินแดนพาบุษบาบรรณมาให้พิมกับสริยาช่วยปฐมพยาบาล พิมคาดว่าเธอเป็นลมแดด พอเธอรู้สึกตัวคนปฐมพยาบาลก็ออกไปจากห้อง ภูวดลนั่งห่างออกมาถามบุษบาบรรณว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไปหาหมอไหม

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็หาย ขอบคุณนะคะคุณภูที่เป็นห่วง”

ดินแดนนั่งอยู่ด้วยทำเป็นมองเพดานไม่รู้ไม่เห็น บุษบาบรรณขอตัวไปห้องน้ำ แต่พอลุกขึ้นไม่ทันจะก้าวขาก็เซเพราะยังมึนหัวอยู่ โชคดีที่ภูวดลรับไว้ทันเธอจึงไม่ล้ม

ลับหลังหญิงสาว ภูวดลบ่นน้องชายว่าให้บุษบาบรรณ

ทำงานหนักเกินไป ดินแดนไม่สนใจ บอกว่าทำงานในหน้าที่ต้องอดทน ถ้าไม่ไหวก็อย่ามาทำ

ทันใดสองพี่น้องได้ยินเสียงกรี๊ดของบุษบาบรรณดังมาจากห้องน้ำ ดินแดนรีบวิ่งไป แต่หยุดตรงหน้าห้องเมื่อได้ยินเสียงเธอบ่น

“ตายแล้ว...คุณภูเห็นหน้าฉันเละตุ้มเป๊ะแบบนี้เหรอเนี่ย โอย...ฉันอยากจะบ้าตาย ฮึ! นายดินแดน เพราะนายคนเดียว อีตาบ้า ทำให้ฉันต้องขายหน้า ดูซิ แทนที่จะพาฉันไปบ้านพัก กลับพาฉันมาเจอคุณภูในออฟฟิศ คุณภูเลยเห็นฉันมอมเป็นแมวอย่างงี้”

ดินแดนหมั่นไส้เหลือหลาย เคาะประตูดังๆ ตะโกนถาม “บ่นอะไรบุษบา รีบล้างหน้าล้างตาเร็วๆ หน้าเป็นขนมครก อายคนอื่นเขา”

หญิงสาวยัวะเลยแอบด่าเขาอีกยก “อีตาบ้ายังมีหน้ามาพูดให้เจ็บใจอีก คนผีทะเล บ้าที่สุด บ้าๆๆๆๆ ฝากไว้ก่อนเหอะนายดินแดน”

หลังจากเช็ดล้างเครื่องสำอางบนหน้าออกหมดแล้ว บุษบาบรรณกลับออกมานั่งที่โซฟาบอกภูวดลว่าตนได้ล้างหน้าค่อยสดชื่นขึ้นบ้าง

“แต่ผมว่าหน้าคุณยังดูซีดๆอยู่เลยครับ ยังไงวันนี้คุณกลับไปพักก่อนเถอะครับ”

ดินแดนได้ทีเย้ยว่าทำงานวันแรกก็เหยาะแหยะอย่างนี้ ไม่ไหวก็กลับบ้านไปเสียดีกว่า บุษบาบรรณจ้องหน้าเขาเขม็งบอกว่าตนไหว แล้วเดินฉับๆออกไปหน้าออฟฟิศเพื่อไปทำงานต่อ แต่ดินแดนพาเธอมาที่บ้านพัก สั่งให้เตรียมเก็บข้าวของแล้วไปลาออกเพราะงานในไร่ไม่เหมาะกับผู้หญิงอย่างเธอ

บุษบาบรรณฉุนขาดเดินมาดักหน้าเขาที่กำลังจะผละไป “นายหมายความว่ายังไง ผู้หญิงอย่างฉันทำไมฮึ! ฉันเป็นลมแค่นี้นายก็บอกว่าฉันไม่เหมาะกับงานในไร่แล้ว โธ่...ผู้ชายอย่างนายไม่เคยเป็นลมหรือไง”

“ไม่เคย”

“จริงอ่ะ แต่...แต่ถึงยังไงนายก็ไม่มีสิทธิ์ให้ฉันไปไหน เพราะคนที่รับฉันเข้ามาคือคุณภูวดล”

“ใช่...แต่บอกให้คุณรู้เลยนะว่าคุณภูวดลให้ผมเป็นคนประเมินการทำงานของคุณว่าผ่านหรือไม่ผ่านการทดลองงาน และผมคิดว่าคุณไม่ผ่าน...ไปเก็บเสื้อผ้าซะ”

“เดี๋ยวสิ ฉันรู้สิทธิ์ของฉันนะ ฉันมีเวลา 3 เดือนในการทดลองงาน”

“อย่าเสียเวลาเลยคุณ จะวันนี้หรืออีก 3 เดือนข้างหน้า ผลมันก็เหมือนกันนั่นล่ะ คุณจะมาเสียเวลาทำไม เอาเวลาไปหางานอื่นทำเถอะ หรือไม่ก็ไปสมัครงานไร่อื่นก็แล้วกัน ผมว่าน่าจะมีเจ้าของไร่องุ่นหล่อๆรวยๆ อยู่อีกหลายที่นะ”

“นายพูดอะไรของนาย”

“เก็บข้าวของแล้วก็กลับไปซะ ผมว่าคุณไม่เหมาะกับที่นี่หรอก แล้วคุณก็ไม่มีวันทำได้ด้วย”

“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันจะทำไม่ได้”

“เพราะผมเห็นผู้หญิงอย่างคุณมาเยอะแล้วน่ะสิ”

บุษบาบรรณยังไม่ทันตอบโต้ ดินแดนก็หันหลังเดินออกไป

“ผู้หญิงอย่างฉันอีกแล้ว....เก่งจริงอย่าหนี กลับมาเถียงกันต่อสินายดิน”

ดินแดนเดินออกมาสั่งข่อยให้บอกปูนไปช่วยบุษบาบรรณขนของ ข่อยหน้าเจื่อนถามว่าจะให้ผู้จัดการออกจริงหรือ เธอน่าสงสารเพิ่งมาทำงานได้ไม่ถึงสองวัน

“สงสารมาก งั้นฉันไล่แกออกแล้วให้เขาทำแทนแกเอาไหม”

“โอ๊ย...บ่เอาดอกครับ สงสารก็ส่วนสงสาร แต่ผมสงสารตัวเองมากกว่า...ว่าแต่ว่าลูกพี่เหอะ อุตส่าห์เป็นคนเลือกเขามาเอง สร้างเรื่องปกปิดฐานะตัวเอง ทำโง้นทำงี้ ทำไมไม่ให้โอกาสคุณบุษบาเขาอีกหน่อยล่ะครับ”

“อย่าดีกว่า...ถือว่าฉันดูคนผิดไปก็แล้วกัน”

ดินแดนเดินจากไป ทิ้งข่อยยืนเกาหัวแกรกๆ บ่นอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมถึงดูเร็วนัก ยังไม่ถึงสองวันเลย

ค่ำนั้นบุษบาบรรณถึงกับซึมเศร้า แต่พอแม่โทร.มาก็ทำเป็นเริงร่าบอกว่าได้งานทำที่ไร่องุ่นแล้ว

“เหรอ ตั้งใจทำงานนะลูก แม่เชื่อว่าลูกต้องทำได้ ทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วง แม่จะดูแลพ่อแกเอง”

“ค่ะแม่...เท่านี้ก่อนนะแม่ พอดีบุษทำงานค้างอยู่”

“จ้ะๆ ดูแลตัวเองดีๆนะ หวัดดีจ้ะ”

บุษบาบรรณวางสายจากแม่แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ตั้งสติลุกขึ้นสู้ใหม่

ooooooo

รุ่งขึ้นพ่อแม่ลูกกินข้าวร่วมโต๊ะกันที่บ้านพร้อมหน้า เอกภพถามถึงผู้จัดการไร่คนใหม่ที่พิมมารายงานตั้งแต่เมื่อวานว่าได้มาแล้ว ภูวดลบอกว่าดูรวมๆก็โอเค หน่วยก้านดี แต่ต้องทดลองงานกันดูก่อน

“แล้วทำไมถึงรับผู้หญิงล่ะ งานในไร่มันหนักนะ” อักษรถาม

“ที่จริงพ่อก็ชอบนะผู้หญิงทำงานละเอียด แต่ก็ห่วงเรื่องน้ำอดน้ำทนนี่แหละ เพราะงานไร่มันหนัก”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณพ่อ เขามีเวลาพิสูจน์ตัวเอง 3 เดือน”

“เออ...เขาว่ากันว่าผู้จัดการคนนี้แกเป็นคนเลือกเองเลยไม่ใช่เหรอดิน”

ดินแดนสะดุ้งนิดๆก่อนตอบ “ครับ...ก็พี่ภูอยากให้ผมเลือก ผมก็เลยเลือก”

“ว่าแต่ว่าที่แกเลือกคนนี้มาน่ะ แกไม่ได้คิดอะไรแผลงๆอีกใช่ไหม”

“ไม่หรอกครับ”

“อ้อ...จริงสิภู พ่อจะให้แกรับหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์เพิ่มอีกสักคนจะได้รับหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องสื่อ เรื่องข่าวประชาสัมพันธ์ แบ่งเบาภาระของคุณพิมเขาไปด้วย”

“ทำไมล่ะครับ คุณพิมก็ทำหน้าที่นี้ดีอยู่แล้วนะครับ”

“ยุคนี้มันยุคใหม่แล้วนะ มันไปลงทางออนไลน์กันหมดแล้ว พ่อว่าแกลองหาคนรุ่นใหม่ๆเข้ามาช่วยงานดีกว่า แล้วคุณพิมจะได้เบาลงด้วยเพราะเขาก็อยู่กับไร่มานานแล้ว ให้คอยเป็นหูเป็นตาให้พ่ออย่างเดียวก็พอ”

“ครับคุณพ่อ” ภูวดลรับคำ

“เออ เจ้าดิน...เรื่องสริยาน่ะ พ่อนัดคุณลุงชาญชัยเข้ามาพูดคุยกันแล้ว เตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าวเอาไว้ด้วยก็แล้วกัน”

ดินแดนสีหน้าเปลี่ยนไปทันที อ้าปากจะค้านแต่เห็นอักษรทำหน้าปรามเอาไว้ก็เลยนิ่งเสีย...

ส่วนที่หลังครัว ป้าสร้อย ขมิ้น ข่อย และปูนล้อมวงกินข้าวพลางเม้าท์มอยเรื่องผู้จัดการไร่คนใหม่ ซึ่งข่อยกับปูนชมว่าสวยมาก ทำเอาขมิ้นที่ชอบปูนอยู่ไม่สบอารมณ์ คาดหวังว่าถ้าผู้จัดการโดนไล่ออกจะดีมาก เพราะตนจะได้กลับมาเป็นคนสวยเบอร์หนึ่งของไร่ภูผาต่อไป ข่อยได้ยินแล้วหมั่นไส้น้องสาวเหลือเกิน ตักน้ำพริกใส่ปากมันจนร้องลั่นวิ่งไปคว้าน้ำมาดื่มอั้กๆ

ขณะเดียวกันนั้นบุษบาบรรณฮึดสู้ลุกขึ้นไปเด็ดใบองุ่นจนครบสิบแถวเพื่อลบคำสบประมาทของดินแดนหัวหน้าคนงานจอมโหด

ที่สุดเธอก็ทำได้ แต่พอลุกขึ้นร้องไชโยได้ครู่หนึ่งก็หน้ามืดเป็นลมล้มเข่าถลอก เดือดร้อนดินแดนต้องไปหายามาทำแผลให้ ส่วนที่บ้านหลังใหญ่นั้นกำลังต้อนรับชาญชัยพ่อของสริยา โดยเอกภพกับอักษรต้อนรับผู้มีพระคุณด้วยความยินดี

เอกภพกับชาญชัยพูดคุยกันเรื่องแต่งงานระหว่างดินแดนกับสริยาที่ต้องการให้จัดในปีนี้ อักษรทราบดีว่าดินแดนไม่ได้รักสริยาจึงพยายามยื้อไว้ว่าต้องดูฤกษ์ก่อน เอกภพจึงยกหน้าที่นี้ให้ภรรยาไป แต่หลังจากชาญชัยกลับไปแล้ว เอกภพก็พูดกับเธอว่า

“ผมรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่นะษร คุณอย่าตามใจ

เจ้าดินมันมากนัก คุณไม่สงสารหนูริยาบ้างหรือ”

“ษรก็สงสารทุกคนนั่นล่ะค่ะ”

“คุณหมายความว่ายังไง”

“ษรสงสารหนูริยาเพราะรู้ว่าหนูริยารู้สึกยังไงกับดิน แต่ษรก็อดสงสารดินไม่ได้เพราะษรรู้ว่าดินไม่ได้รักหนูริยาแบบนั้น”

“อยู่กันไปเดี๋ยวมันก็รักกันเองนั่นแหละน่า”

“คุณคิดอย่างนั้นจริงๆเหรอคะ ษรรู้ดีนะคะว่าเวลาที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เราไม่ได้รักมันเป็นยังไง ไม่อยากให้ทั้งดินและหนูริยาต้องมารู้สึกแบบนั้นค่ะ”

เอกภพท่าทีอ่อนลงเพราะสงสารภรรยากับเรื่องราวในอดีต “มันไม่เป็นแบบนั้นหรอกษร ลูกชายเราไม่ได้เป็นคนแบบนั้น คุณรู้ใช่ไหมว่าพี่ชาญมีบุญคุณกับผมมากแค่ไหน ถ้าไม่มีพี่ชาญ ผมไม่มีชีวิตมาถึงวันนี้แน่”

“ษรรู้ค่ะว่าคุณชาญเคยช่วยชีวิตคุณเอาไว้ แต่คุณคะ เราต้องตอบแทนบุญคุณคุณชาญด้วยความสุขทั้งชีวิตของลูกเราน่ะเหรอคะ”

“คุณก็พูดแรงเกินไป...คุณลองคิดดูนะ คนอย่างเจ้าดินมันต้องได้ผู้หญิงอย่างหนูริยานี่แหละเป็นเมียมันจะได้เกรงใจ ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ผมน่ะไม่ได้คิดแค่เรื่องตอบแทนบุญคุณหรอกนะ ผมก็ต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้มันสิ”

“แต่...”

“เอาเถอะ คุณจะหาฤกษ์ก็ทำไป แต่อย่าให้นานนักก็แล้วกัน ระหว่างนี้ผมจะหาทางทำให้เจ้าดินกับหนูริยารักกันให้ได้ มันจะยากอะไรนักหนาเชียว”

อักษรนิ่งไปทั้งที่ยังกังวลใจอยู่ดี

ดินแดนช่วยทำแผลที่หัวเข่าให้บุษบาบรรณโดยมีข่อยกับปูนรอลุ้นว่าเจ้านายจะยังให้พวกเขาไปส่งเธอที่หน้าไร่อีกหรือเปล่า

ปรากฏว่าไม่ต้อง สองคนดีใจกระโดดตัวลอย ขณะที่บุษบาบรรณก็ยิ้มหน้าบาน

“นี่ไม่ได้หมายความว่าคุณผ่านการประเมินแล้วนะ มันก็แค่ทำให้คุณได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองต่อไปเท่านั้น เอ้า...รออะไร เปลี่ยนเสื้อผ้าสิครับ เดี๋ยวผมจะไปรอข้างนอก วันนี้คุณต้องเริ่มเรียนรู้งานทั้งหมดที่ไร่ของเราทำอยู่”

ไม่นานจากนั้นดินแดนก็พาบุษบาบรรณไปที่โรงบ่มไวน์ อธิบายงานด้านการผลิตไวน์ให้ฟังอย่างละเอียด เสร็จแล้วไปต่อที่แปลงองุ่น

“องุ่นแปลงนี้เราปลูกไว้สำหรับกินสดหรือเรียกกันว่า Table Grapes ซึ่งมีความต่างกับองุ่นที่เรานำไปบ่มหรือนำไปคั้น”

“องุ่นที่กินสดก็จะมีเปลือกบางกว่า ผลใหญ่กว่า แล้วก็มีน้ำตาลน้อยกว่าด้วย เพราะฉะนั้นการดูแลหรือเวลาที่เก็บผลผลิตก็ต้องระวังให้มาก เพราะไม่อย่างนั้นผิวจะเสียหมด”

“รู้เยอะดีนี่”

“ก็ฉันเคยบอกแล้วนี่ว่าไร่องุ่นเป็นความฝันของฉันเหมือนกัน”

“ฝันอยากทำไร่องุ่นหรือฝันอยากเป็นเมียเจ้าของไร่องุ่นกันแน่ล่ะ” ดินแดนพึมพำก่อนจะพาเธอไปดูรอบๆบริเวณไร่โดยใช้รถอีแต๊ก เล่นเอาหญิงสาวนั่งหัวสั่นหัวคลอน พอลงจากรถได้ก็แทบเดินไม่เป็น แถมยังโก่งคออาเจียนซะพักใหญ่ ก่อนจะฮึดสู้ทำงานต่อไปเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

ส่วนที่สำนักงาน พิมกำลังร้องไห้กระซิกๆ เมื่อรู้ว่าภูวดลจะประกาศรับพนักงานประชาสัมพันธ์ใหม่เข้ามา อยากรู้ว่าตนทำงานไม่ดีตรงไหน?

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ...ผมเพียงแต่หาคนมาช่วยแบ่งเบาคุณพิมเท่านั้นเอง คุณพิมจะได้ไม่เหนื่อยไงครับ”

“แต่พิมก็ไม่ได้เหนื่อยนี่คะ”

“แต่ถึงยังไงคุณพิมก็ยังต้องคอยดูแลทั้งหมดอยู่ดีล่ะค่ะ คุณอาบอกว่าจะให้คุณพิมคอยเป็นหูเป็นตาแทนท่าน เพราะท่านไว้ใจคุณพิมมากเลยนะคะ” สริยาช่วยอธิบาย

“แน่นอนอยู่แล้วล่ะค่ะ ท่านคงเห็นว่าไม่มีพนักงานคนไหนจะซื่อสัตย์มั่นคงและจงรักบวกภักดีได้มากไปกว่าพิมแล้ว แต่ถึงยังไงก็เถอะค่ะ พิมก็ยังทำหน้าที่เดิมได้อยู่นี่คะ”

“คนที่เข้ามาใหม่นี่จะมาช่วยคุณพิมดูเรื่องสื่อไวรัล และก็พวกสื่อออนไลน์ทั้งหลายน่ะครับ แต่สำหรับการส่งข่าวให้กับสื่อเก่าๆที่เรามีอยู่แล้วคงต้องให้คุณพิมช่วยดูไปก่อน”

“อ๋อ...แล้วไอ้ไวรัลกับไวรัสนี่มันเหมือนกันไหมคะ”

สริยาหัวเราะขำ “ไม่เหมือน...แต่ก็คล้ายๆกัน หมายถึงการกระจายสื่อแบบปากต่อปากน่ะค่ะ”

“อุ๊ยตาย...ปากต่อปาก...เม้าท์ทูเม้าท์...ว้าย...ถ้าอย่างนั้นดีแล้วค่ะ พิมไม่เอาด้วยหรอก”

“ยังไงก็รบกวนคุณพิมเรื่องประกาศรับสมัครงานหน่อยนะครับ”

“ได้ค่ะ งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วพิมขอตัวก่อนนะคะ”

เมื่ออยู่กันสองคน ภูวดลตัดสินใจพูดเรื่องแต่งงานระหว่างสริยากับดินแดนให้ฟังพร้อมกับแสดงความยินดี บอกว่าดินแดนเป็นผู้ชายที่โชคดีมาก สริยาไม่พูดอะไรเพราะสีหน้าของอีกฝ่ายแสดงความรู้สึกลึกๆ ทำให้เธอต้องขอตัวออกไปทำงานเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัดไปมากกว่านี้

ooooooo

บุษบาบรรณพร้อมแล้วสำหรับงานที่จะได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคนงาน ดินแดนบอกว่าเมื่อวานเด็ดใบองุ่นไปแล้ว วันนี้จะให้ลองเก็บผลองุ่น

“การเก็บองุ่นโดยเฉพาะองุ่นทานสดน่ะเราต้องระวังเป็นพิเศษเพราะเปลือกของเขาจะบาง เราไม่ใช้มือเด็ดเพราะจะทำให้ก้านของเขาได้รับความบอบช้ำจากการดึง เพราะฉะนั้นเราจะใช้มือข้างหนึ่งประคองพวงองุ่นไว้แล้วใช้กรรไกรคมๆตัดที่ขั้ว แล้วนำมาวางไว้ในภาชนะที่เตรียมไว้...เดี๋ยวผมจะลองทำให้คุณดู”

ดินแดนสาธิตวิธีการเก็บองุ่นพร้อมพูดทวนซ้ำตามขั้นตอน บุษบาบรรณจ้องมองดูด้วยความหลงใหล เพราะนี่เป็นสิ่งที่เธอฝันมาตลอด

เธอเพลินมากจนรู้สึกว่านายขี้เก๊กที่กวนเธอมาตลอดดูเป็นผู้ชายที่อ่อนโยน ยามที่มือใหญ่ๆของเขาสัมผัสไปบนพวงองุ่นที่บอบบาง ทุกท่าทางที่เขาปฏิบัติกับองุ่นตรงหน้ามันช่างดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก แตกต่างจากนายดินที่เธอเห็นไปอย่างสิ้นเชิง

หญิงสาวจ้องนิ่งอย่างลืมตัว ดินแดนหันมาเห็นรู้สึกแปลกๆ ถามว่าอยากลองดูไหม บุษบาบรรณกระตือรือร้นทันที เขาจับมือเธอดึงมาแตะที่ผิวองุ่นอย่างช้าๆ

“คุณลองหลับตานะ ใช้มือของคุณสัมผัสกับผิวที่บอบบางของเขา เอานิ้วมือของคุณสำรวจเขาไปทีละลูกๆ คุณจะรู้สึกถึงสัมผัสขององุ่นแต่ละลูก สำหรับคนที่ชำนาญสัมผัสแค่นี้ก็จะบอกได้ว่าองุ่นในมือคุณนั้นพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวแล้วหรือยัง”

มือของทั้งสองคนที่สัมผัสซ้อนอยู่ด้วยกันบนพวงองุ่น บุษบาบรรณฟินมากรู้สึกเหมือนเพิ่งเคยสัมผัสความมหัศจรรย์บางอย่างเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่พอดินแดนกระซิบข้างหูว่า “เดี๋ยวคุณต้องเก็บองุ่นแปลงนี้ให้หมดภายในเย็นวันนี้” หญิงสาวลืมตาโพลง หุบยิ้มทันที...

กลับถึงบ้านพักเย็นนั้นบุษบาบรรณได้คุยโทรศัพท์กับอังคณา จึงเล่าเรื่องเก็บองุ่นให้ฟังเป็นต่อยหอย

ก่อนจะโดนเพื่อนถามว่า ตกลงเก็บหมดทั้งแปลงหรือเปล่า

“หมดสิแก...แต่ไม่มีเวลาพอจะไปสัมผัสด้วยความอ่อนโยนและความรักทีละลูกหรอกนะ นายขี้เก๊กนั่นทำเสียอารมณ์...หมดมู้ดไปเลย”

“ฟังแกเล่านี่มันเข้าข่ายพ่อแง่แม่งอนเลย ระวังตอนท้ายแกกับนายดินนั่นจะต้องมาได้กันในที่สุดนะ”

“แกอย่ามาพูดเรื่องน่าสยดสยองแบบนั้นได้ไหม ผู้หญิงคนไหนเป็นแฟนนายนั่นนะต้องไปรดน้ำมนต์เจ็ดวัดแน่ๆ”


“ขนาดนั้น...ว่าแต่ว่าเรื่องทางบ้านแกล่ะเป็นไงบ้าง”

“ก็อย่างที่แกรู้นั่นล่ะ นี่ฉันยังไม่รู้เลยว่าฉันจะหาเงินให้พอค่าเรียนของใบบัวหรือเปล่า”

“นี่บุษ...ฉันยอมเสียสละชายในดวงใจของฉันให้แกก็ได้นะ”

“หมายความว่าไง”

“แกก็จีบคุณภูวดลไปเลย คิดดูนะแก...แกจะได้แก้ปัญหาทางบ้านได้ พอเป็นแฟนกัน ยังไงเขาต้องช่วยเหลือแกอยู่แล้ว อีกอย่างฝันของแกเรื่องไร่องุ่นก็จะได้เป็นจริงซะที ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยนะแก”

“จะบ้าเหรอยัยอัง ชีวิตจริงมันมีเรื่องง่ายๆอย่างนั้นด้วยเหรอ”

“เอ้า...ไม่ลองจะรู้เหรอ อย่างเรื่องที่แกได้มาทำงานที่ไร่นี่ ฉันก็ว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์มากแล้วนะ แล้วทำไมมันจะมีปาฏิหาริย์ซ้ำซ้อนไม่ได้วะ”

“นี่แกพูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ย”

“พูดจริงสิ”

ทันใดเสียงตบประตูดังขึ้น อังคณาสงสัยถามว่าเสียงอะไร บุษบาบรรณบอกมีคนมาและขอวางสาย

เมื่อเดินไปดูก็เห็นดินแดนยืนอยู่กับข่อยที่ถือถุงพะรุงพะรัง พอเห็นสิ่งของในถุงทั้งหมดที่ข่อยวางไว้ให้ก่อนจะกลับออกไป บุษบาบรรณถึงกับอุทาน

“โอ้โห เพียบเลย ทั้งผักสด อาหารสด ของแห้ง นี่นายซื้อมาให้ฉันเหรอ”

“เดี๋ยวจะหาว่าที่ไร่เราดูแลพนักงานไม่ดี ต่อให้เป็นแค่พนักงานทดลองงานก็เถอะ”

บุษบาบรรณแอบค้อน หยิบอาหารสดออกมาจากถุงพลางบ่นพึมพำว่าจะทำอะไรดี?

“ทำไม...ทำกับข้าวไม่เป็นเหรอ” เธอยิ้มแห้งๆ แทนคำตอบ “เจียวไข่เป็นมั้ย แค่นี้น่าจะทำได้นะ อีกอย่างง่ายๆ ก็ผัดกะเพราหมู” แค่อาหารง่ายๆสองอย่างที่เขาพูดมา ก็เล่นเอาผู้จัดการไร่คนสวยลอบถอนใจ

ooooooo

ทั้งหนักใจและไม่แน่ใจในฝีมือตัวเอง  แต่บุษบา-บรรณก็ต้องลงมือทำอาหารสองอย่างนั้นเพื่อป้องกันนายดินแดนหัวหน้าคนงานจอมโหดดูแคลน

ปรากฏว่าเริ่มจากท่วงท่าก็ไม่ได้แล้ว ทำกล้าๆกลัวๆ น้ำมันในกระทะกระเด็นใส่แถมยังเจียวไข่ไหม้เกรียมและผัดกะเพราหมูก็ใส่ซีอิ๊วดำเยอะจนไม่น่ากิน แค่ตักชิมคำแรกดินแดนก็คายทิ้งแทบไม่ทัน ขนาดคนทำเอง

ยังบ้วนทิ้งด้วยเช่นกัน

ในที่สุดดินแดนก็ต้องลงมือทำอาหารเอง ท่าทางเขาทะมัดทะแมงหั่นหอมหัวใหญ่กับมะเขือเทศอย่างคล่องแคล่วและได้ชิ้นเท่าๆกันสวยงามจนบุษบาบรรณทึ่ง...อึ้ง

“ท่าทางนายทำอาหารเก่ง ไปฝึกมาจากไหน”

“ตอนอยู่เมืองนอกผมต้องทำกินเอง”

“นี่นายเคยไปเรียนเมืองนอกด้วยเหรอ”

ดินแดนเพิ่งรู้ว่าหลุดปากพูดความจริงไปจึงรีบกลับลำอย่างเร็ว “คือ...คุณเอกภพส่งผมไปดูงานอาทิตย์นึง ที่โน่นอาหารมันแพง ไม่มีเงิน ผมก็ต้องทำกับข้าวเอง”

“ไปอาทิตย์นึงคล่องขนาดนี้เชียว เหลือเชื่อ”

“นี่บ่นอะไร ไปล้างผัก เป็นผู้หญิงยิงเรือหัดทำกับข้าวไว้บ้างก็ดีนะ เขาเรียกเสน่ห์ปลายจวักรู้ไหม

ผู้ชายชอบ”

“เหรอ แล้วนายรู้ไหมล่ะว่าคุณภูวดลน่ะเขาชอบผู้หญิงทำกับข้าวเก่งด้วยรึเปล่า”

“ถามทำไม”

“เอาน่า ก็อยากรู้ไว้เป็นความรู้”

“เอ้า อยากรู้ก็รู้ไว้ซะ คุณภูชอบคนทำอาหารเก่ง เรียบร้อย ช่างเอาใจ แล้วก็ตัวสูงๆ ไม่เตี้ยอย่างงี้” พูดเสร็จดินแดนหันมาที่เตา หยิบตะเกียบคนเส้นสปาเกตตี

ในหม้อจนน้ำร้อนกระเซ็นโดนมือบุษบาบรรณที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ หญิงสาวสะดุ้งโหยง ร้องลั่นสะบัดมือเร่าๆ

ดินแดนตกใจจับมือเธอโดยไม่ตั้งใจ

“เป็นอะไรรึเปล่า อยู่นิ่งๆก่อน” ว่าแล้วเขาเดินหายไป อยู่ทางนี้เธอเอานิ้วเข้าปากดูดให้หายแสบร้อน ดินแดนกลับมาพร้อมหลอดยาสีฟันเห็นเข้าก็บ่น “บอกให้อยู่นิ่งๆก่อนไง อะไรกัน ทำเป็นเด็กไปได้”

“ก็ตอนเด็กๆฉันก็ทำแบบนี้นี่”

เขาบีบยาสีฟันป้ายนิ้วเธออย่างบรรจง บุษบา–บรรณมองเพลินและรับรู้ถึงความตั้งใจของเขาผ่านมาทางปลายนิ้วของเธอเหมือนเวลาเขาสัมผัสกับลูกองุ่นในไร่ สองคนเงยหน้ามองกันนิ่ง สักครู่ฝ่ายหญิงได้สติดึงมือออก กล่าวขอบใจด้วยท่าทีเขินๆ แล้วเร่งเขาให้ไปทำอาหารต่อ

ทันทีที่ดินแดนหันหลังไปที่เตา บุษบาบรรณเอามือจับบริเวณหัวใจตัวเอง...ประหลาดใจว่าทำไมมันเต้นผิดปกตินัก

กว่าจะได้กินอาหารแสนอร่อยก็มืดค่ำ บุษบาบรรณทั้งชมและยกนิ้วให้กับฝีมือทำอาหารของดินแดน แต่เขาไม่บ้ายอ บอกว่าเวลาคนหิวกินอะไรก็อร่อยทั้งนั้น

“นายนี่ยังไงนะ ทำไมต้องกวนกันอยู่ตลอด ฉันชมดีๆ นายก็แค่ขอบใจก็ได้...หรือจะไม่พูดอะไรเลยก็ได้นะจะดีกว่า”

คราวนี้เขาเอาแต่นิ่งเงียบจนเธอหงุดหงิดรู้ว่าเขายังกวนไม่เลิก แต่เพราะทำอาหารอร่อยเลยไม่โกรธ แถมยังจะยอมให้เขาค้างคืนด้วยแต่ต้องนอนหน้าบ้านโน่น

ดินแดนกลับไปอย่างมีความสุข นึกถึงตอนที่เธอให้เงินหนึ่งร้อยบาทแล้วยังประทับใจไม่หาย แต่พอเปลี่ยนไปคิดเรื่องที่ได้ยินเธอคุยโทรศัพท์จะจีบภูวดล เขาก็หน้าตึง บ่นงึมงำไม่เข้าใจว่าเธอเป็นผู้หญิงแบบไหนกันแน่

ooooooo

บุษบาบรรณเก็บเรื่องทำอาหารมาฝันเป็นตุ เป็นตะตอนเช้าตรู่ว่าตัวเองทำอาหารไปแจกจ่ายคนงานในไร่แต่ไม่มีใครกินสักคน แถมยังโดนดินแดนหยามว่าขนาดหมายังไม่รับประทาน แล้วพวกคนงานก็พากันหัวเราะไปกับเขา

เธอโกรธมากตะเบ็งเสียงเรียกนายดินดังลั่นจนข่อยที่มาเคาะประตูบ้านนิ่วหน้าแปลกใจ เคาะแล้วเคาะอีกจนเธอสะดุ้งตกใจตื่นและรู้ว่าตัวเองแค่ฝันไป

ทันทีที่ประตูบ้านเปิดออก ข่อยชะเง้อมองเข้าไปด้วยความสงสัย ขณะที่บุษบาบรรณเองก็ทำหน้างงๆ ถามข่อยว่ามีอะไรหรือเปล่า

ข่อยอึกอักเล็กน้อยก่อนจะกล้าถามออกมา “ลูกพี่อยู่กับคุณบุษหรือครับ”


“ไม่อยู่...เรื่องอะไรเขาต้องอยู่ล่ะ”

“ก็เมื่อกี้ได้ยินเสียงคุณบุษตะโกนเรียกชื่อลูกพี่ซะลั่นบ้านเลยครับ”

“เฮ้ย! ดังขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ครับ...ลูกพี่ทำอะไรคุณบุษหรือเปล่าครับ”

“เปล่าๆ ลูกพี่ข่อยไม่ได้อยู่ในนี้ ฉันแค่ฝันร้ายน่ะ”

“อ๋อ...ฝันถึงลูกพี่น่ะเหรอครับ”

บุษบาบรรณถอนหายใจยาว ขี้เกียจพูดแล้วยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว อยากรู้ว่าข่อยมีอะไรถึงมาแต่เช้า

“อ้อ...ลูกพี่สั่งไว้เมื่อวานครับ บอกว่าวันนี้แกไปธุระข้างนอก ให้คุณบุษเข้าไปที่สำนักงานครับ แล้วก็ให้ไปขอรายงานประจำปีจากคุณสริยามานั่งศึกษาครับ แกบอกว่าให้คุณอ่านย้อนหลังไปสัก 5 ปีครับ เดี๋ยวแกกลับมาจะมาฟังสรุปจากคุณบุษครับ”

“มีอะไรที่ลูกพี่ของข่อยสั่งไว้อีกไหม”

“ไม่มีแล้วครับ”

“งั้นฉันไปแต่งตัวเดี๋ยว เสร็จแล้วจะรีบไปนะ ขอบคุณนะจ๊ะข่อย”

ข่อยรับคำแล้วกลับไป บุษบาบรรณมองบ้านดินแดนที่อยู่ถัดไปปิดเงียบ บ่นพึมพำกับตัวเองอย่างเคืองๆ

ว่า “ตามมาหลอนถึงในฝันนะนายดินขี้เก๊ก”

บุษบาบรรณแต่งตัวแต่งหน้าแบบจัดเต็มไปที่ออฟฟิศ ตั้งใจให้ภูวดลประทับใจในความสวยของตน เจอสริยาก่อนจึงขอข้อมูลเรื่องผลผลิตของไร่ย้อนหลัง  5 ปี มาศึกษาตามที่นายดินสั่งไว้ สริยาอดขำไม่ได้ที่ผู้จัดการสาวเม้าท์หัวหน้าคนงานว่าขี้เก๊กอย่างโง้นอย่างงี้ ก่อนจะบอกให้เธอหาแฟ้มเอกสารตามสบายเพราะตัวเองมีนัดกับลูกค้าที่ห้องประชุม

โภคินนั่นเองคือลูกค้าที่มาพบภูวดลและสริยา เขากำลังคิดจะสั่งซื้อผลผลิตจากไร่ภูผา แต่วันนี้เพียงแค่มาคุยรายละเอียดกันคร่าวๆ หากสรุปทุกอย่างกับฝ่ายจัดซื้อได้แล้วเขาจะติดต่อกลับมาอีกครั้ง ส่วนบุษบา–บรรณที่เพลินอยู่กับตู้เอกสารบังเอิญเห็นรูปถ่ายของ

ดินแดนกับสริยาในลิ้นชักที่เปิดแง้มไว้เลยเข้าใจไปเองว่านายดินแอบรักสริยา

หลังจากบอกลาภูวดลกับสริยาแล้ว โภคินเดินไปที่ลานจอดรถ บุษบาบรรณเห็นเขาเต็มตา ยืนตะลึงไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงโทร.ปรึกษาอังคณา ปรากฏว่าเพื่อนรักไม่ให้หนี ต้องกล้าเผชิญหน้ากับคนเลวๆอย่างเขา แล้วด่าให้แสบกลับไปบ้าง

โภคินไม่ทันขึ้นรถก็ได้ยินเสียงเรียกดังอยู่ข้างหลัง พอเขาหันกลับมาก็โดนฝ่ามือบุษบาบรรณฟาดหน้าเต็มแรง

“บุษบาบรรณ...” โภคินอุทานชื่อนั้นด้วยความตกใจ

“ไม่ต้องมาเรียกชื่อฉัน...นาย...นายเลวมาก...นายทำกับฉันอย่างนี้ทำไม นายหลอกฉัน นายหักหลังฉัน ฉันอยากรู้จริงๆเลยนะว่าตลอดเวลาที่เราคบกันมันเป็นแค่แผนการลวงโลกของนายที่จะหลอกเอาเงินจากฉันใช่ไหม”

โภคินนิ่งเงียบไม่พูดสักคำ บุษบาบรรณเจ็บแค้นใจแต่สะกดมันไว้อย่างเข้มแข็ง


“ถือว่าฉันผิดเองที่เลือกเชื่อใจคนอย่างนาย...หวังว่าชาตินี้เราคงไม่ต้องมาเจอกันอีก”

“คุณมาทำอะไร...บุษ”

“ฉันก็มาเป็นคนงานไร่เพื่อทำงานใช้หนี้คนเลวๆ อย่างนาย...เงินที่ถูกนายหลอกเอาไปไงล่ะ”

บุษบาบรรณพูดจบเดินหันหลังออกไป โภคินมองตามสีหน้าเรียบนิ่ง แล้วเย็นนั้นบุษบาบรรณก็นัดเจออังคณาที่ร้านกาแฟ อังคณาสะใจมากเมื่อรู้สิ่งที่เพื่อนรักทำ

“มันต้องยังงี้สิเพื่อน แล้วเป็นไง แกรู้สึกเป็นไงบ้าง”

“ก็แปลกนะตอนแรกฉันคิดว่าจะต้องเสียใจมากกว่านี้ แต่มันกลับเป็นความโกรธมากกว่า แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกดีขึ้นเยอะเลย”

“บางทีอาจเป็นเพราะว่าจริงๆแล้วแกอาจจะไม่ได้รักนายโภคินนั่นก็ได้นะ”

“แกคิดงั้นเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ คนรักกันนะ เวลาถูกหลอกมันต้องเจ็บลึกๆในใจแบบเสียวแปล๊บๆน่ะ...เวลานึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ความหลังอะไรพวกเนี้ย...แกเป็นไหมล่ะ”

“เปล่า”

“นั่นไง...ฉันว่าแล้ว คนสมัยนี้เอะอะก็รักกัน เป็นแฟนกัน ทั้งๆที่บางทียังไม่รู้เลยว่าใจตัวเองคิดยังไง”

“อัง...ฉันมาคิดเรื่องที่แกพูด มันก็ถูกนะ”

“เรื่องอะไร ฉันพูดกับแกตั้งเป็นร้อยเรื่องพันเรื่อง”

“ก็เรื่องยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวอะไรของแกนั่นไง”

“ทำไม...แกคิดจะจับคุณภูของฉันเหรอ แต่แก

ก็ไม่ได้รักคุณภูนะบุษ เอาให้ชัวร์ๆนะแก”

“ความรักมันคืออะไรล่ะอัง ฉันเคยคิดว่าฉันรักผู้ชายเลวๆอย่างโภคินได้ แล้วผู้ชายดีๆอย่างคุณภูทำไมฉันจะรักเขาไม่ได้ วันหนึ่งฉันอาจจะรักเขาจริงๆก็ได้ คุณภูดูเป็นสุภาพบุรุษ นิสัยใจคอก็ดี ฉันคงรักเขาได้ไม่ยากหรอก”

“แล้วถ้าเกิดคุณภูรู้ความจริงว่าแกอยากแต่งงานกับเขาเพราะต้องการช่วยกอบกู้ฐานะทางบ้าน ซวยนะยะ เขาต้องดูถูกแกแหงๆ”

“ฉันก็ไม่คิดจะเอาเงินของคุณภูมาฟรีๆหรอก ฉันจะขอยืมเงินเขา พอปลดภาระทางบ้านได้แล้ว ฉันก็จะเร่งทำงานเก็บเงินมาใช้หนี้เขา”

“แกเอาจริงใช่ไหมเนี่ย”

“ก็น่าจะ...แต่ก่อนอื่นต้องขออนุญาตแกก่อน”

อังคณายิ้มกว้าง หยิบแก้วกาแฟชูขึ้นอวยพร

เพื่อนรัก “ขอให้แผนจับผู้ชาย เอ๊ย แผนทำให้ผู้ชายปิ๊งของแกสำเร็จนะยะ”

สองสาวชนแก้วกันก่อนดื่ม แล้วคืนนั้นบุษบาบรรณก็กลับไปเตรียมความพร้อมที่จะทำให้ภูวดลมาสนใจ

เริ่มจากบำรุงผิวหน้าและผิวกายให้ผุดผ่อง ดินแดนมาเยี่ยมๆมองๆเห็นไฟในบ้านยังเปิดจึงกดกริ่ง ครู่เดียวหญิงสาวก็เปิดประตูบ้านในสภาพใบหน้าขาวโพลน

ชายหนุ่มผงะตกใจ ถามว่าเล่นพิเรนทร์อะไรถึงทาแป้งซะขาววอกเหมือนผี

“ผีบ้าอะไรสวยขนาดนี้ เชยอ่ะ นี่ไม่ใช่แป้ง

ซะหน่อย ฉันใช้หน้ากากมาส์กหน้าย่ะ มีอะไรเหรอมาเรียกดึกๆดื่นๆ”

“อ่านรายงานประจำปีไปถึงไหนแล้ว”

บุษบาบรรณใจหายวาบ...ลืมไปเลยเพราะมัวแต่วุ่นเรื่องอื่น ตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมาจนโดนจับได้ว่ายังไม่ได้อ่านแต่รับรองพรุ่งนี้จะรีบอ่าน



“หัก 10 แต้ม”

“อะไรนะ!!”

“ผมจะหักคะแนนการประเมินงานของคุณทุกครั้ง...ที่คุณผิดพลาด”

“เฮ้ย! บอกกันล่วงหน้าก่อนสิ จู่ๆจะมาหักยังงี้เลยเหรอ”

“คุณอยากให้ผมหักอีก 5 คะแนนข้อหาโต้เถียงไหม”

“ไม่...ไม่เลย...แล้วนี่ฉันมีคะแนนเหลืออยู่เท่าไหร่อ่ะ”

“90 ถ้าโดนหักออกต่ำกว่า 50 ถือว่าคุณไม่ผ่าน... เข้าใจนะ”

“เข้าใจก็ได้”  แล้วพึมพำลับหลัง “คอยดูนะนายดิน ข่มได้ข่มไป  รอก่อนเถอะ ถึงคราวของฉันเมื่อไหร่จะจัดใหญ่ไฟกะพริบเอาคืนให้ดู”

คืนเดียวกันนี้โภคินไปเที่ยวผับแล้วมีสาวสวยนางหนึ่งมาพัวพัน แต่ครู่เดียวหล่อนก็กระเจิงเพราะโดนสราญฉัตรเข้ามาตบสั่งสอนด้วยความหึงหวง

“ใจร้อนไปได้ เรื่องแค่นี้เอง” โภคินบ่น

“ฉันเกลียดพวกแมวขโมยชั้นต่ำ”

“คุณอยากได้เงินก้อนใหญ่ใช้สักก้อนไหมฉัตร”

“ก็ขึ้นอยู่กับว่า...ใหญ่แค่ไหนล่ะโภคิน”

โภคินมองหน้าสราญฉัตรแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

ooooooo

รุ่งเช้าบุษบาบรรณรีบไปที่สำนักงานเพื่อขอรายงานประจำปีจากสริยามาอ่าน เหมือนโชคเข้าข้างเธอพอดีที่ภูวดลโทร.มาขอกาแฟหนึ่งแก้ว สริยาจะไปบอกแม่บ้านให้ชงแต่บุษบาบรรณอาสาพร้อมขอข้อมูลว่าภูวดลกินกาแฟรสไหน

เมื่อกาแฟหอมกรุ่นพร้อมแล้ว หญิงสาวหันไปเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบขนม จึงไม่เห็นดินแดนก้าวเข้ามาแอบหย่อนน้ำตาลก้อนใส่ลงถ้วยกาแฟอีกห้าหกก้อน กาแฟสื่อรักเลยกลายเป็นไม่ได้เรื่อง ภูวดลทำหน้าปูเลี่ยนๆ และดื่มแค่อึกเดียว

แต่บุษบาบรรณก็ยังไม่ถอย แอบหาจังหวะเดินสวนกับเขาแล้วแกล้งล้ม แต่ก็ผิดแผนอีกเพราะคนที่เดินสวนมาคือดินแดน ส่วนภูวดลเดินเลี้ยวไปอีกทาง เธอเลยล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้น โดนเขาล้อว่าจับกบได้กี่ตัว

“คุณมาทำอะไรที่นี่”

“ก็...เอ่อ...มาเอาแฟ้มรายงานเพิ่มน่ะสิ”

ดินแดนมองสำรวจบุษบาบรรณตั้งแต่หัวจดเท้าแล้วพึมพำ “แต่งหน้าด้วย”

“ก็เป็นผู้หญิงก็ต้องแต่งหน้าสิ แปลกตรงไหน แล้วนายตามมายุ่งอะไรกับฉันด้วย”

“ก็จะมาดูว่าคุณผู้จัดการไร่มาทำอะไรในออฟฟิศ”

“เรื่องของฉัน นายไม่เกี่ยว”

“บ่นอะไรน่ะ...ไป...กลับไปที่ไร่ได้แล้ว” ดินแดนเดินนำ บุษบาบรรณจำใจต้องเดินตาม

ooooooo

เวลานั้นภูวดลกำลังสนทนาอยู่กับสราญฉัตรภายในห้องทำงานโดยมีพิมและสริยายืนอยู่มุมหนึ่ง

“นี่คุณสราญฉัตร เธอมาเริ่มงานวันนี้ในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ของไร่ภูผานะ นี่คุณพิมนะครับ เป็นผู้ช่วยของผม แล้วนั่นคุณสริยาเป็นผู้จัดการสำนักงาน”

สราญฉัตรยกมือไหว้ทั้งสองคนอย่างนอบน้อม


“ไร่ภูผายินดีต้อนรับ คุณมาในช่วงเวลาที่เหมาะจริงๆ เพราะไร่ของเรากำลังขยายงานหลายอย่าง จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์มากขึ้น หวังว่าคุณจะทำงานที่นี่อย่างมีความสุขนะครับ มีอะไรขาดเหลือก็บอกคุณพิมได้เลยนะครับ”

“ดิฉันจะทำงานอย่างสุดฝีมือเลยค่ะ มีอะไร

คุณภูวดลกรุณาแนะนำด้วยนะคะ”

“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะคะ” สริยายิ้มมีไมตรี สราญฉัตรยิ้มตอบ

“เอาล่ะ คุณพิมจะพาคุณไปรู้จักกับคนอื่นๆ

รวมทั้งแนะนำสถานที่ในไร่เราด้วย เชิญครับ”

สราญฉัตรเดินตามพิมออกไป สริยาถามภูวดลว่าหนักใจไหม?

“ก็นิดหน่อยครับ...พี่ไม่ค่อยชอบวิธีแบบนี้เลย”

“แต่ดูจากโปรไฟล์แล้วก็ดีนะคะ จบด้านประชาสัมพันธ์จากโอ๊คแลนด์ด้วย”

“รวมถึงจดหมายรับรองจากผู้ใหญ่ที่คุณพ่อเกรงใจอีกต่างหาก”

“ก็ต้องลองให้โอกาสเธอดูนะคะ”

“ใช่...ใครๆก็ต้องการโอกาสทั้งนั้นละ”

สรุปคือสราญฉัตรเข้ามาทำงานที่นี่ได้เพราะ

ใช้เส้น...คุณพิมพาประชาสัมพันธ์คนใหม่มาที่โต๊ะ

ทำงานด้วยสีหน้าท่าทีไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะตำแหน่งนี้ตนเองเคยทำมาก่อน จึงเหมือนโดนแย่งงาน

“นี่โต๊ะทำงานของคุณ...คุณฉัตรจบมาจากเมืองนอกคงพูดภาษาอังกฤษเก่งมากสินะคะ แฟ้มพวกนั้นเป็นข้อมูลงานพีอาร์ ส่วนพวกภาพข่าว งานโปรโมตบริษัท และเอกสารอื่นๆจะอยู่ในคอมพ์นะ ลองศึกษาดู มีข้อสงสัยอะไรก็ถามฉันได้...แตน เธอพาคุณสราญฉัตรไปแนะนำด้วยนะ”

“ได้เลยค่ะคุณพิม”

แตนซึ่งนั่งโต๊ะข้างกันพาสราญฉัตรเดินแนะนำสถานที่จนมาถึงบริเวณห้องอาหารของพนักงาน

“ส่วนนี้เป็นบริเวณทานอาหารของพนักงานนะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพนักงานทั่วไป ผู้บริหารจะไม่ค่อย

ลงมาทานที่นี่หรอก แล้วพวกที่อยู่ที่ไร่ก็จะแยกกันไปเลย ยกเว้นบางครั้งบางคราวน่ะ”

“คุณแตนพอจะเล่าเรื่องของไร่ภูผาให้ฉัตรฟังบ้างได้ไหม ฉัตรจะได้รู้จักที่นี่ดีขึ้นน่ะค่ะ”

“ได้สิคะ คุณฉัตรอยากรู้เรื่องไหนบ้างล่ะ”

“แล้วแต่คุณแตนเลยค่ะ แต่ทุกเรื่องเลยก็ได้นะคะ”

“ถูกใจค่ะ เรื่องเม้าท์เนี่ย...ท่าทางเราจะคบกันได้นะคะคุณฉัตร”

แตนกระตือรือร้น จากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องบริษัทอย่างออกรส ในขณะที่สราญฉัตรก็รับฟังอย่างตั้งใจ

ooooooo

ดินแดนขับรถพาบุษบาบรรณมาจอดหน้าบ้านพักแล้วพูดกับเธอที่นั่งเงียบมาตลอดทางอย่างหงอยๆ เพื่อดึงความร่าเริงของเธอกลับคืนมา

“ผมจะไปคุยเรื่องแปลงผักปลอดสารกับชาวบ้านแถวนี้หน่อย คุณอยากไปด้วยไหม”

ได้ผล! หญิงสาวตื่นเต้นอยากไปมากแต่ชุดที่ใส่เขาบอกไม่เหมาะ เธอจึงเข้าไปเปลี่ยนชุดใหม่ทะมัดทะแมงออกมาอย่างรวดเร็วถึงแปลงผักของชาวบ้าน สองคนลงเดินไปด้วยกัน บุษบาบรรณสดชื่นมากแต่มีข้อสงสัยว่าที่ไร่ภูผาคิดจะปลูกผักปลอดสารพิษด้วยหรือ

“เราไม่ได้คิดจะปลูกเพื่อการค้าหรอก แต่ใช้ภายในไร่เท่านั้น เพราะเรามีส่วนที่เป็นรีสอร์ตเล็กๆ  ไม่กี่ห้องไว้ใช้รับรองแขก หรือใครอยากมาพักก็บริการได้ อาหารก็จะเน้นเป็นอาหารปลอดสาร เพราะตอนนี้ที่ไร่องุ่นของเราก็เป็นองุ่นปลอดสารอยู่แล้ว”

ดินแดนหยุดยืนท่ามกลางแปลงผักปลอดสารที่สวยงาม หญิงสาวหยุดด้วยและให้ความสนใจกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากเขา

“คุณรู้ไหมเกษตรกรส่วนใหญ่ของเราเสียเงินไปกับค่าปุ๋ยเคมีต่อปีตั้งมากมาย และทุกๆปีก็ต้องเพิ่มปริมาณของปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ที่แย่กว่านั้นคือมันทำให้ความสมบูรณ์ของดินลดลงไปเรื่อยๆเหมือนกัน ยิ่งดินเสื่อมลงก็เพิ่มปุ๋ยเคมีเข้าไปอีก เพิ่มปุ๋ยเคมีเข้าไปดินก็เสื่อมลงไปอีก ต้นทุนก็เพิ่มไปอีก แต่คุณดูนี่สิ วิธีการทำเกษตรอินทรีย์ทำให้ดินมีความสมบูรณ์กว่า และก็เป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินมากนักด้วย” เขานั่งลงหยิบดินขึ้นมาขยี้ให้ดู

“ถ้ามันดีอย่างนี้แล้วทำไมเขาถึงยังใช้ปุ๋ยเคมีกันล่ะ”

“เพราะมันเห็นผลเร็วกว่า แล้วก็เหนื่อยน้อยกว่าไง มันเหมือนเป็นทางลัดน่ะ ผมว่าใครหลายๆคนก็คงชอบทางลัดแบบนั้น อยากรวยเร็ว อยากมีเงินเยอะๆ แต่สำหรับผม...ผมคิดว่าถึงมันจะช้ากว่า เหนื่อยกว่า แต่ถ้ามันยั่งยืนและมั่นคงกว่าผมก็จะเลือกทางนั้น”

บุษบาบรรณหน้าสลดเพราะเรื่องที่ดินแดนพูดนั้นตรงกับสิ่งที่เธอกำลังทำคืออยากรวยทางลัด

“อ้าวเป็นไรอีกล่ะ ถ้าจะเป็นลมก็บอกล่วงหน้านะจะได้รับทัน เดี๋ยวล้มทับแปลงผักเขาเสียหายหมด”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า”

“เดี๋ยวผมจะไปคุยกับชาวบ้านเขาก่อน คุณเดินเล่นดูอะไรแถวนี้แล้วกัน”

“ได้ๆ ไม่ต้องห่วงเลย”

ดินแดนผละไป ส่วนบุษบาบรรณเดินเพลินมาเรื่อย จนกระทั่งเจอเด็กชายหญิงกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นซนจะจับลูกนกในรังบนต้นไม้ หญิงสาวเข้าไปเตือนและแนะนำให้เล่นอย่างอื่นแทนซึ่งสนุกกว่า เด็กๆหัวเราะชอบใจ วิ่งหนีบุษบาบรรณที่เอาผ้าคาดตามองไม่เห็นแล้วไล่จับพวกเขา

ดินแดนกลับมาเห็นอดขำไม่ได้ แล้วชวนทุกคนไปกินข้าวเย็นที่ชาวบ้านเตรียมไว้ให้ ผู้คนแถวนี้รักและเป็นกันเองกับดินแดน เด็กๆพวกนี้ก็เป็นลูกหลานชาวบ้านที่คุ้นเคย

ooooooo

บุษบาบรรณนั่งร่วมวงกินข้าวกับทุกคนอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุข ทั้งที่กับข้าวแสนธรรมดาแต่ได้บรรยากาศของความอบอุ่นเป็นกันเองมาก ดินแดนลอบมองความสดใสของเธอที่คุยจ้ออยู่บ่อยครั้ง

หลังอาหารมื้อนั้นบุษบาบรรณอาสาช่วยเก็บถ้วยจานไปล้างแต่เจ้าของบ้านไม่ยอมให้แขกทำ หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจไมตรีของชาวบ้าน ถอยออกมานั่งห้อยขาอย่างสบายใจ

“เฮ้อ...อิ่ม...อร่อยด้วย มาที่นี่แล้วฉันคิดถึงบ้านจัง”

“บ้านคุณเป็นแบบนี้เหรอ”

“ไม่เหมือนซะทีเดียว แต่ก็คล้ายๆ นี่นายดิน...นายแอบชอบกันอยู่กับคุณสริยาใช่ไหม”

บุษบาบรรณเปลี่ยนเรื่องกะทันหันจนดินแดนตกใจ

“อะไรนะ! ใครบอกคุณ”

“ไม่ต้องมาปิดหรอก ฉันรู้น่า”

“รู้อะไรของคุณ”

“เรื่องแบบนี้นะ ผู้หญิงด้วยกันเขาดูกันออก แหม...โรแมนติกนะ หัวหน้าคนงานผู้ต้อยต่ำกับหญิงสาวสูงฐานะ...และชาติตระกูล”

ดินแดนเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วอดขำไม่ได้ บอกให้เธอไปเขียนนิยายดีกว่า

“นิยายมันก็มาจากชีวิตจริงนั่นแหละ ท่าทางครอบครัวคุณสริยาก็คงรวยมากนะ เพราะเห็นเธอบอกว่าพ่อของเธอกับพ่อของคุณภูวดลเป็นเพื่อนสนิทกัน”

“แล้วไง”

“นายก็ต้องพยายามเข้านะ ทำให้พ่อของคุณสริยาเห็นให้ได้ว่าถึงนายจะไม่รวย แต่ก็ดูแลลูกสาวเขาได้”

ดินแดนนิ่งไปนิดนึง...ประเด็นเรื่องรวยหรือจนเป็นปมที่อยู่ในใจของเขามาโดยตลอด เพราะแฟนคนแรกก็ทิ้งเขาไปด้วยเหตุผลที่เจอผู้ชายรวยกว่าในตอนนั้น

“เรื่องรวยหรือจนมันสำคัญมากนักเหรอ”

“ก็ทำไมจะไม่สำคัญ สมมติว่าถ้ามีคนสองคนที่รักนายเท่าๆกัน...คนนึงสวยกว่าและอีกคนขี้เหร่กว่ามาให้เลือก นายจะเลือกใครล่ะ”

ชายหนุ่มนิ่งคิดแล้วเลือกที่จะไม่ตอบ

“เห็นมั้ย นายยังเลือกยากเลย”

“แล้วคุณล่ะ คุณจะเลือกใคร ถ้ามีผู้ชายสองคนที่รักคุณเท่าๆกัน...คนนึงรวยกว่า ในขณะที่อีกคนจนกว่า”

“ฉันก็คงต้องเลือกคนที่รวยกว่าน่ะสิ”

“ทำไม”

“อ้าว คนเราก็ต้องการชีวิตที่สุขสบายกว่า...มันก็ดีกว่าไม่ใช่เหรอ”

ดินแดนถอนหายใจยาวก่อนตัดบทชวนเธอกลับบ้าน

“อ้าว ทำไมล่ะ ยังสบายๆอยู่เลย”

เขาไม่ฟัง ลุกเดินออกไปทันที บุษบาบรรณเซ็งเลย

“เฮ้ย...เดี๋ยวสิ ผีเข้าหรือไงเนี่ย...รอด้วย” แล้ววิ่งตามเขาไปอย่างงงๆ

ooooooo


ละครเล่ห์รักบุษบา ตอนที่ 2 อ่านเล่ห์รักบุษบาติดตามละครเล่ห์รักบุษบา ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ไมค์ ภัทรเดช , พีค ภัทรศยา 24 ต.ค. 2561 09:59 2018-10-27T03:18:52+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ