ตอนที่ 2
ท่านชายสดายุกำลังรีบจึงไม่ได้ใส่ใจเสียงเรียกของผดาชไม แต่ร้องบอกกรกฎว่าน้องสาวเขาเป็นลม เดี๋ยวตนมา...
รถเคลื่อนออกไปก่อนที่พวกกรกฎจะเดินมาถึง อรรถวาทีบอกกกล่าวว่าละอองดาวเป็นลมเพราะไม่ได้นอนมาหลายวัน ท่านชายพาเธอไปส่งที่ตึก แล้วถามกรกฎว่าจะไม่ไปดูเธอหน่อยหรือ
กรกฎอ้ำอึ้งไม่พร้อมจะตอบ ผดาชไมซึ่งหมั่นไส้อรรถวาทีที่ทำตัวไม่ต่างจากทนายหน้าหอ กรีดเสียงต่อว่า
“ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้นด้วยหรือคะคุณทนายอรรถ คนไม่ได้นอนหรือว่าหาเรื่องให้คนสนใจ เดือดร้อนถึงเจ้าเชื้อเจ้านายอุ้มพาตัวไปส่ง ดูคุณทนายจะเอาอกเอาใจลูกเลี้ยงคุณพ่อคนนี้เหลือเกินนะคะ”
อรรถวาทีสะอึก กรกฎแก้ต่างว่าตนขอรอท่านชายอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวท่านคงมา อรรถวาทีตอบรับเสียงแผ่ว มองเลยไปยังธัชชัยที่ชะเง้อตามรถอย่างสนใจใคร่รู้เรื่องของละอองดาว
ครั้นท่านชายสดายุกลับมาที่ตึกใหญ่ก็พบกลุ่มของกรกฎยังรออยู่ ผดาชไมทักทายท่านอย่างธรรมเนียมฝรั่ง สวมกอดและหอมแก้มซ้ายขวาจนคนอื่นๆตะลึงคาดไม่ถึง ส่วนกรกฎหน้าแดงก่ำด้วยความอาย
เมื่อทั้งกลุ่มเข้าไปเคารพศพ ดร.ไกร ผดาชไมก็ยังคงเป็นจุดสนใจของแขกเหรื่อ เธอทำตัวสนิทสนมกับท่านชายสดายุ พูดคุยโอ้อวดแต่เรื่องความโด่งดังและคิวงานของตนเองที่รัดตัว
ท่านชายไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก อยากคุยกับกรกฎมากกว่า เลี่ยงไปต่อว่าเขาที่ไม่เคยพูดถึงน้องสาวให้ฟัง ความจริงตนรู้จักละอองดาวตั้งแต่เธอยังไว้ผมเปียอยู่โรงเรียนมาแตร์กับเริงใจและชลทิชา แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอเป็นน้องสาวของเขา
ผดาชไมขยับมายืนฟังด้วยสีหน้าตูมตึง ชิงพูดขึ้นก่อนที่กรกฎจะตอบท่านชาย
“ปรินซ์เพคะ แล้วใครบอกปรินซ์ว่าแม่แตนหรือแม่ละอองดาวอะไรนั่นเป็นน้องสาวกฎ หล่อนไม่ใช่น้องสาวของกฎเพคะ หล่อนเป็นแค่เด็กที่คุณพ่อไปเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งลูกและไม่ใช่ลูกเลี้ยงเพคะ”
“อ้อ...อย่างนั้นหรือครับ”
“หม่อมฉันต้องขอรับผิดฝ่าบาทจริงๆในเรื่องนั้น แต่เอาไว้กระหม่อมค่อยทูลให้ฟังอีกที”
“ฝ่าบาทเลยได้มาเป็นธุระโดยไม่จำเป็นกับแม่คนนั้น ที่จู่ๆก็หาเรื่องเป็นลมน่ะสิเพคะ”
“น่าเห็นใจละอองดาวนะ คงมีความเครียดที่มาเสียคุณพ่อไปกะทันหัน เห็นว่าไม่ได้นอนเลย ถึงได้เป็นลมไปอย่างนั้น แกต้องดูแลน้องสาวแกหน่อยนะกรกฎ”
กรกฎอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง ผดาชไมไม่พอใจสะบัดหน้าเมินหนี
ooooooo
จนแล้วจนรอดคืนนี้กรกฎก็ไม่ได้ไปเยี่ยมละอองดาว ส่วนผดาชไมเผ่นกลับก่อนที่พระจะสวดเสร็จพร้อมรุ้งเพชรที่มารอรับไปออกรายการโทรทัศน์แล้วไปต่อที่งานปาร์ตี้ต้อนรับการกลับมาของเธอในฐานะนักร้องดัง
ฝ่ายธัชชัยที่มางานวันนี้ก็ไม่เสียเปล่า ได้ข้อมูลเกี่ยวกับละอองดาวไม่น้อยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับงานที่กรกฎขอความช่วยเหลือโดยมีเงินค่าจ้างจำนวนมากเป็นรางวัลล่อใจ
หลังจากแขกเหรื่อกลับหมดแล้ว ชวนชมนำแฟ้มเอกสารเล่มหนากับพวงกุญแจมาให้กรกฎ บอกว่าละอองดาวเคยเอามาให้ด้วยตัวเองแต่ไม่ได้เจอเขาสักที
“อ้อ เรื่องนี้เองหรือที่เขาอยากขอพบฉัน นี่ฉันก็ลืมไปเลยว่าได้ผัดผ่อนเขาเอาไว้...แล้วปกติใครเป็นคนดูแลสิ่งเหล่านี้อยู่ล่ะ”
“คุณดาวค่ะ เธอเป็นแม่บ้าน เธอถือกุญแจทุกดอก และควบคุมดูแลคนทั้งหมดมาตั้งแต่ก่อนหน้าคุณท่านถึงแก่กรรมแล้ว”
“งั้นก็ดีแล้วนี่ ให้คุณดาวเขาถือไว้ต่อไป ทำไมต้องเอามาให้ฉันด้วย ฉันกลับมาบ้านเพื่อมากราบศพคุณพ่อ ไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินอะไร เพราะฉันเองก็ยังไม่ได้มีสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ถ้าคุณดาวเขาไม่อยากจะทำต่อไปก็ส่งไปให้คุณอรรถก็หมดเรื่อง”
“คุณกรกฎคะ คุณในฐานะทายาทโดยตรงควรตรวจสอบว่ามีอะไรบ้าง อยู่ครบถ้วนดี หรือถูกยักย้ายไปบ้างหรือไม่ คุณดาวเธอทำถูกแล้วที่รีบส่งมอบมาให้คุณทันทีที่คุณมาถึง เพราะขณะนี้คุณเปรียบเหมือนหัวหน้าของบ้าน ส่วนเธอเองมีศักดิ์เป็นเพียงน้อง ที่จริงเธอจะส่งมอบทั้งหมดให้คุณอรรถก็ได้ แต่คุณอรรถก็ต้องนำมาให้คุณตรวจสอบอยู่ดี เพราะคุณอรรถก็ไม่มีอำนาจใดๆจะจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากคุณสองคนพี่น้องเท่านั้น”
เหตุผลของชวนชมทำให้กรกฎชะงักหน้าเจื่อน รู้สึกไม่ดีที่แสดงอาการหงุดหงิดออกไป
“ขอโทษทีน้าชวน ฉันคงหงุดหงิดไปหน่อย ที่จริงเมื่อคุณดาวกับน้าชวนดูแลอยู่แล้วฉันก็ว่าเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นฉันเลย ฉันเป็นผู้ชาย คงไม่สันทัดกับเรื่องเหล่านี้นัก แล้วฉันเองก็ไม่ได้ใกล้ชิดกับทุกอย่างในบ้านนี้มาเลย ยังไงๆเสีย คุณดาวก็จะทำได้ดีกว่าฉันแน่ๆ ดูสิ มันเยอะแยะวุ่นวายไปหมด ขี้เกียจอ่าน”
“ก็ได้ค่ะ เอาไว้วันหลังมีเวลาว่างค่อยตรวจดูรายละเอียด”
“วันที่คุณพ่อเสีย มีเงินส่วนตัวของท่านเหลืออยู่ในเซฟเท่าไหร่”
“เก้าแสนเจ็ดหมื่นแปดพันเศษ เปิดดูจำนวนที่แท้จริงจากยอดในบัญชีนั่นสิคะ”
“อืม...มีมากงั้นเชียวหรือ”
“เซฟถูกเปิดทันทีหลังจากคุณท่านเสียไปชั่วโมงเศษๆ คุณดาวเป็นคนเปิดต่อหน้าดิฉันและคุณอรรถ รวมทั้งผู้ใหญ่คนอื่นๆที่ร่วมอยู่ด้วย เป็นเงินสำรองสำหรับใช้จ่ายในบ้านและส่วนตัวของท่าน”
“รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกทำอย่างเป็นทางการตรงไปตรงมานะ บางทีมันเกินความจำเป็นไปเสียอีก”
“คุณดาวบอกว่าเธอมีฐานะเป็นเพียงลูกเลี้ยงของท่าน เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยในบ้านนี้ เธอจำเป็นที่จะต้องจัดการดูแลระวังทรัพย์สินและผลประโยชน์ทุกชนิดไว้เพื่อรอคุณกลับมา และต้องทำทุกอย่างไปในแบบขาวสะอาด โดยมีพยานร่วมรู้เห็นด้วย”
“แปลกจริง ดูคุณดาวของน้าชวนจะระมัดระวังตัวไปเสียทุกฝีก้าวเชียวนะ...ก็ขอบใจเขาเหลือเกินที่ทำทุกสิ่งเอาไว้ด้วยความปรารถนาดีต่อฉัน”
“นอกจากเงินจำนวนนั้นก็มีจดหมายจ่าหน้าซองชื่อคุณดาวอยู่ฉบับหนึ่งค่ะ”
“จดหมายอะไร”
“ดิฉันไม่ทราบค่ะ แต่จ่าหน้าซองด้วยลายมือคุณท่าน คุณดาวเองก็ดูประหลาดใจไม่น้อย เป็นเพียงสิ่งเดียวที่คุณดาวหยิบออกไปจากเซฟวันนั้น”
“ช่างเถอะ ว่าแต่เงินที่ค้างอยู่ในเซฟนั่นจะจัดเป็นเงินประเภทไหนยังไง คุณอรรถว่ายังไงบ้าง”
ข้อนี้ชวนชมยังตอบไม่ได้ แต่ยอมรับว่ารู้เงื่อนไขในพินัยกรรม กรกฎจึงอยากรู้ว่าเธอคิดเห็นยังไง
“ดิฉันไม่ทราบหรอก และคงไม่บังอาจคิดอะไรกับเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องของคุณพ่อคุณ คุณกฎ แล้วก็คุณดาวโดยเฉพาะ”
“แต่ฉันมีผดาชไมอยู่ทั้งคนแล้ว น้าชวนก็เห็น ไม่รู้ว่าคุณดาวจะเห็นใจฉันไหม”
“คุณกฎควรตรองทุกสิ่งอย่างรอบคอบที่สุดเสียก่อนนะคะ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป”
ชวนชมเตือนด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มพูดเด็ดเดี่ยวว่าตนจะไม่แต่งงานกันและจะไม่ถูกตัดออกจากกองมรดกด้วย
“แล้วพอมีทางเป็นไปได้หรือคะ”
“มี...ถ้าคุณดาวช่วย มันไม่ได้ผิดทำนองคลองธรรม ไม่กระทบกระเทือนใครทั้งสิ้น”
“คุณกฎไม่คิดว่าจะเป็นการขัดขืนคำสั่งของคุณพ่อหรือคะ”
“ฉันเป็นลูกที่เชื่อฟังท่านมาตลอด ไม่เคยขัดคำสั่งคุณพ่อหรือทำให้ท่านขุ่นเคืองเลย แต่นี่มันจำเป็นจริงๆ ฉันไม่อยากที่จะต้องทนทรมานใจไปตลอดชีวิต ไม่คุ้มกันเลย”
“เอาล่ะค่ะ ดิฉันก็พลอยห่วงคุณที่จะพยายามฝืนคำสั่งคุณท่าน สำหรับคุณดาว...ถ้าเธอมีทางช่วยเหลือคุณได้อย่างที่คุณว่า ดิฉันเชื่อว่าคุณจะไม่ผิดหวังจากเธอหรอกค่ะ”
คำพูดประโยคสุดท้ายของชวนชมทำให้กรกฎฉงนอยู่ในที
ooooooo
ไม่ทันที่กรกฎจะเข้านอนก็ได้รับสายจากผดาชไมที่ยังอยู่ในงานเลี้ยง เธอปลีกตัวออกมาโทร.หาแฟนหนุ่ม พูดจาอ่อนหวานเอาใจก่อนจะกลับเข้าไปหารุ้งเพชรที่กำลังคุยกับชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง
รุ้งเพชรแนะนำเจ้าคำอินทร์ให้ผดาชไมรู้จัก ท่าทีเจ้าคำอินทร์พึงพอใจในความสวยของผดาชไมอย่างเปิดเผย
“เจ้าคำอินทร์เป็นเชื้อพระวงศ์เชียงอูองค์สุดท้าย และเป็นทายาทคนเดียวของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ นพดลด้วย”
ผดาชไมยินดีที่รู้จักคนระดับสูง แต่ยังวางท่าเชื่อมั่นในความสวยและดังของตัวเอง
“ไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณฮันนี่...เอ่อ...คุณผดาคือเพื่อนสนิทของคุณรุ้งเพชรนี่เอง ผมแอบชื่นชมผลงานของคุณมาตั้งแต่คุณเล่นหนังของท่านเจษเรื่องแรก”
“เจ้าคำอินทร์กำลังแสดงหนังให้ท่านเจษอยู่สองเรื่อง เคยเป็นนายแบบให้กับสินค้าแบรนด์อังกฤษกับแบรนด์ฝรั่งเศสให้บริษัทของฉันมาสองสามครั้งแล้ว”
“จริงเหรอคะ”
“ครับ ท่านอาเจษยังพูดถึงคุณอยู่บ่อยๆนะครับ ผมว่าถ้าคุณผดามีเวลาว่างวันไหนผมจะพาไปเยี่ยมท่านดีไหมครับ ยินดีอาสารับส่งถึงวังสุนทรีรมย์ของอาเจษ ทีเดียว”
“ค่ะ ก็ดีนะคะ ดิฉันเองก็คิดถึงท่าน อยากไปกราบสวัสดีท่านเจษอยู่เหมือนกัน แต่คงต้องขอดูเวลาอีกทีนะคะ แล้วรุ้งคงจะโทร.บอกเจ้าอีกที”
“ครับ ได้อยู่แล้วครับ เรียกว่าผมพร้อมบริการคุณผดาอยู่เสมอ ถ้าอย่างนั้นเพื่อฉลองไมตรีของเราให้เกียรติออกไปเต้นรำกับผมสักเพลงจะได้ไหมครับ”
เจ้าคำอินทร์ยื่นมือออกมา ผดาชไมไม่ปฏิเสธ รุ้งเพชรจับตามองด้วยความสนใจ
หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา ผดาชไมกลับโรงแรมที่พักแล้วพบว่ามารดามารออยู่ตั้งแต่หัวค่ำ งามตาในวัยกลางคน เมียน้อยอดีตนายตำรวจใหญ่ยศนายพลที่เสียชีวิตไป มีอาชีพนักร้องตามผับบาร์ แต่เพราะวัยที่ร่วงโรยทำให้มีงานน้อยลง รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เมื่อเธอรู้ว่าลูกสาวกลับเมืองไทยจึงมาขอเงินใช้
ผดาชไมรีบพาแม่เข้าห้องเพื่อหลบสายตาผู้คน กลัวเรื่องเล็ดลอดถึงนักข่าวหรือกรกฎรู้เข้าจะเป็นเรื่อง เพราะตนไปโพนทะนาไว้ว่าแม่ไปลงหลักปักฐานอยู่แอลเอแล้ว
พูดคุยกันไม่นานลูกสาวก็เร่งให้แม่กลับ พร้อมกำชับให้ใช้เงินอย่างประหยัด งามตารับปากส่งเดชก่อนจะหยิบฉวยเสื้อผ้าและน้ำหอมราคาแพงของลูกติดมือกลับไปด้วย
ooooooo
ด้านกรกฎหลังจากคุยโทรศัพท์กับผดาชไมทำให้ตาสว่าง เขาตัดสินใจโทร.หาละอองดาวทั้งที่ดึกโข ออกตัวว่าไม่ได้ตั้งใจรบกวนคนป่วยก่อนจะสอบถามอาการ แต่ละอองดาวตอบกลับมาอย่างประหยัดคำมาก ทำให้อีกฝ่ายไม่ค่อยพอใจที่สุดเขาก็เข้าประเด็นสำคัญ ต้องการปรึกษาเรื่องพินัยกรรม
“คุณคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าท่านต้องการให้เราแต่งงานกัน โดยเอาทรัพย์กองมรดกทั้งหมดมาเป็นหลักประกัน ซึ่งผมคิดว่าท่านผูกมัดเราไว้อย่างล้าสมัยเหลือเกิน คุณล่ะคิดยังไง”
“ดิฉันไม่บังอาจพอที่จะคิดเห็นอะไรได้ทั้งสิ้น”
“คุณไม่คิดบ้างหรือว่าความต้องการของท่านมันเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ท่านบีบบังคับเราสองคนเกินไป เรียกว่าเป็นการหมิ่นสิทธิความเป็นมนุษย์ของเราอย่างรุนแรง ทั้งๆที่ท่านก็เลี้ยงเรามาให้เป็นคนมีการศึกษา รู้จักคิด ท่าน...”
“คุณกรกฎคะ ดิฉันเข้าใจ เห็นใจคุณ และเสียใจด้วยที่ตัวดิฉันเองต้องมาเป็นคู่กรณีสร้างความเดือดร้อนลำบากใจให้กับคุณ ทั้งที่ดิฉันเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแบบนี้ ดิฉันจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสบายใจของคุณค่ะ แต่โปรดอย่าได้ตำหนิประณามคุณพ่อของคุณเองให้ดิฉันได้ยินอีกเลย อภัยให้ท่านเถิดค่ะ ตอนนี้ท่านก็เสียไปแล้ว”
กรกฎเหมือนโดนตีแสกหน้าจนชาวูบ อึ้งงันไปชั่วครู่
“ขอโทษที ผมก็แค่พูดความจริง ไม่ได้มีเจตนาเลวทรามลบหลู่คุณพ่อ เอาเป็นว่าคุณเข้าใจดีใช่ไหมว่ายังไงเราก็ไม่มีทางจะแต่งงานกันได้ คุณคงไม่ขัดข้องที่จะให้ความร่วมมือกับผมไม่ใช่หรือ”
“ดิฉันได้เรียนไปแล้วว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสามารถ และได้พูดถึงความเสียใจของดิฉันเองไปแล้วด้วย”
“ขอบคุณเหลือเกินคุณดาว ผมได้ตรวจดูในเงื่อนไขแล้วมีอยู่ข้อหนึ่งที่เราพอจะหลีกเลี่ยงได้ คือเราจะอยู่อย่างนี้กันไปจนครบกำหนดสองปี แล้วพอขึ้นปีที่สามผมต้องขอความร่วมมือจากคุณให้ช่วยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งความจำนงว่าคุณไม่ยินดีแต่งงานกับผมยื่นให้คุณอรรถได้เก็บไว้ พอพ้นปีที่สามแล้วคุณและผมก็เป็นอันหลุดพ้นจากเงื่อนไข”
“ได้ค่ะ” เธอตอบรับทันทีจนเขาประหลาดใจ ไม่คิดว่าจะง่ายดายขนาดนี้
“ก็ต้องขอบคุณคุณอีกครั้งหนึ่ง ผมเองก็เชื่อมาก่อนว่าเราคงจะตกลงทำความเข้าใจกันได้อย่างปัญญาชน ผมจะไม่ลืมความมีน้ำใจของคุณเลย พอพ้นระยะเวลาผูกมัด ผมได้เข้าจัดการกองมรดกเมื่อไหร่ ผมจะมาหารือกับคุณในทรัพย์มรดกที่คุณมีสิทธิ์อยู่ด้วยอีกครั้ง”
“คุณกรกฎคะ ดิฉันให้ความร่วมมือกับคุณในทุกกรณี เพื่อที่คุณจะไม่ต้องแต่งงานกับดิฉันตามที่คุณต้องการ ไม่ใช่เพื่อจะหวังส่วนแบ่งหรือสินจ้างจากคุณ
ทั้งสิ้น มรดกทั้งหลายควรตกเป็นของคุณเพียงคนเดียวอยู่แล้ว ตัวดิฉันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลของคุณเลย เป็นใครที่ไหนก็ไม่ทราบที่คุณพ่อเพียงเมตตานำมาชุบเลี้ยงไว้ จึงเจียมกายเจียมใจอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นดิฉันเองควรทำอะไรสักอย่างเพื่อให้คุณมีสิทธิ์ในกองมรดกโดยเร็ว ในวิธีที่คุณต้องการ”
กรกฎอึ้งอีกคำรบ หน้าร้อนวาบด้วยความรู้สึกละอายใจ
“นอกจากวิธีนั้นแล้วจะมีวิธีอื่นอีกบ้างไหมคะที่จะช่วยให้คุณเป็นอิสระเร็วขึ้น”
“นั่นเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ เว้นแต่จะมีกรณีที่คุณเกิดแต่งงานไปกับใครเสียก่อน ผมก็จะเป็นอิสระเร็วขึ้นอีก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมขอร้องหรือแนะนำคุณ มันเป็นสิทธิของคุณโดยเฉพาะ ที่ผมจะพลอยมีส่วนได้เข้าไปด้วยเท่านั้น”
“ดิฉันเข้าใจดีค่ะ คุณต้องการให้ดิฉันเข้าใจว่าคุณไม่ได้ต้องการเสือกไสให้ดิฉันไปแต่งงานกับใครเข้าเสียก่อนเพื่อตัวคุณ แต่ก็ว่าไม่ได้นะคะ ดิฉันอาจมีโอกาสช่วยคุณด้วยวิธีนี้ก็ได้ ดิฉันจะพยายามช่วยคุณก็แล้วกัน”
“แล้วธุระอะไรที่คุณต้องรีบไปแต่งงานเพื่อช่วยให้ผมได้รับมรดกโดยเร็ว ผมไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือของคุณแบบนั้น ผมเป็นลูกผู้ชายพอ ไม่ได้คิดจะมาบีบบังคับคุณเพื่อให้ผมได้ผลประโยชน์เร็วขึ้น เว้นแต่คุณเกิดพอใจที่จะแต่งงานกับใครไป ผมก็คงห้ามไม่ได้”
น้ำเสียงฉุนเฉียวของกรกฎทำให้ละอองดาวน้ำตาคลอ แข็งใจตอบกลับอย่างเยือกเย็น
“เอาเถิดค่ะ ขอให้คุณกรกฎสบายใจก็แล้วกัน ดิฉันตั้งใจที่จะช่วยปลดพันธะให้คุณ ไม่ว่าวิธีไหนเกิดขึ้นได้ก่อนก็ตาม ใจจริงดิฉันอยากช่วยให้คุณเป็นอิสระวันนี้หรือพรุ่งนี้ด้วยซ้ำไป”
“ผมออกจะเป็นคนเห็นแก่ตัวไปมาก พูดแต่เรื่องของผมอยู่ฝ่ายเดียว ผมอยากให้คุณพูดถึงเรื่องของคุณบ้างถ้าคุณไม่รังเกียจ...อย่างน้อยก็ให้เกียรติผมในฐานะพี่ชายของคุณคนหนึ่ง มีอะไรข้องใจ หรือว่าจะให้ผมช่วยเหลืออะไรคุณได้บ้างไหม”
“ขอบพระคุณ แต่ดิฉันไม่มีอะไรข้องใจ หรือต้องการความช่วยเหลืออะไรจากคุณในขณะนี้ คงหมดธุระของคุณแล้วนะคะ สวัสดีค่ะ”
“เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งวาง คุณดาวๆ”
ไม่ทันแล้ว! ละอองดาววางสายทั้งน้ำตาด้วยความรู้สึกเสียใจ เสียหน้า เจ็บใจ อายตัวเองเหลือเกิน
“คุณกรกฎไม่ต้องการแต่งงานกับเรา ดาวคงไม่ดีพอใช่ไหมคะคุณพ่อ เขาถึงผลักไสไม่ไยดีดาวแบบนี้ ความปรารถนาดีของคุณพ่อมันจบแล้วนะคะ ฉันก็มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีที่ใครจะมาหยามหมิ่นฉันไม่ได้”
พูดกับตัวเองแล้วหญิงสาวเชิดหน้าเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกล้ำกลืนความรู้สึกแย่ๆที่ประเดประดังเข้ามาในใจ
ooooooo
ละอองดาวไม่ได้พูดเรื่องที่คุยกับกรกฎให้ใครฟัง จนกระทั่งหลังวันสวดศพ ดร.ไกร ครบเจ็ดวันแล้วสองเพื่อนสนิทเริงใจกับชลทิชามาพบที่บ้านและพูดจาซักถามเรื่องการแต่งงานตามพินัยกรรมทั้งที่กรกฎมีผดาชไมเป็นคู่รักอยู่แล้วนั่นแหละ ละอองดาวถึงยอมเล่า แต่ไม่แสดงท่าทีเสียใจให้เพื่อนเห็น
พอพ้นงานสวดศพบิดาซึ่งยังต้องเก็บศพไว้ที่บ้านเพื่อทำบุญครบรอบ 50 วัน และ 100 วันต่อไป กรกฎมักใช้เวลาส่วนใหญ่กับชีวิตนอกรั้วบ้านจนไม่เคยได้พบปะเห็นหน้าละอองดาว เที่ยวตระเวนบริการคู่รักพาไปปรากฏตัวในที่ต่างๆ กว่าจะกลับเข้าบ้านก็ดึกดื่นแทบทุกคืน
แต่ผ่านไปหลายวันก็เริ่มเบื่อหน่ายเพราะผดาชไมมีงานมากจนไม่มีเวลาให้ และด้วยความเบื่อผสมรำคาญ กรกฎจึงมานั่งหน้าตาบอกบุญไม่รับที่ห้องทำงานของธัชชัยในวันถัดมา
“ก็คู่รักแกกำลังเป็นดาวดวงเด่นลอยฟ้า แกก็ควรหน้าชื่นตาบานชื่นชมเธอ เธอจะให้แกไปนั่งคอยนั่งเฝ้าที่ไหน แล้วเดินไปคุยไปสัมภาษณ์สัมผัสมือกอดคนนั้นทีคนนี้ทีมันก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรนี่”
“นี่แกเห็นฉันเป็นไอ้งั่งที่ต้องไปเดินตามก้น คอยง้องอนเขาไปตลอดอย่างนี้หรือยังไง ฉันรักเขามาก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ ที่ทนอยู่ตอนนี้ก็เพื่อจะรอว่าสักวันเขาจะมีนิสัยและอารมณ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม”
“แล้วถ้าเธอไม่เปลี่ยนล่ะ”
กรกฎอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง ขรึมลงไปนิดก่อนทวงถามธัชชัย “ว่าแต่เรื่องงานที่แกรับปากฉันไว้จนป่านนี้ยังไม่เห็นจะคืบหน้าไปไหน ฉันยังไม่เห็นแกจะเริ่มต้นเลย หรือว่าแกจะเบี้ยวเสียแล้ว”
“เอ้า...ฉันนี่สิที่จะต้องเป็นฝ่ายถามแกมากกว่า ตั้งแต่วันนั้นที่เขาเป็นลมในงานสวด จนกระทั่งวันนี้แกก็ยังไม่ได้ให้ฉันได้พบหน้าเป้าหมายเสียที ไอ้ฉันก็ยุ่งงานที่นี่อยู่เหมือนกัน”
“ก็จริงของแก ขนาดฉันเองแท้ๆ รั้วบ้านเดียวกันก็ยังไม่ได้พบตัวเขาสักที”
“พิลึกจริงแฮะ นี่เรียกว่าแกเองก็ยังไม่ได้พูดอะไรกับคุณละอองดาวเขาเลย”
“ก็พูดกันแล้ว ตกลงกันด้วยดีด้วย เธอไม่ต้องการแม้แต่สตางค์แดงเดียวจากฉัน”
“นายกฎ แกเสียท่ามาก เธอจะต้องโกรธแกอย่างชนิดไม่มีวันให้อภัย เพราะแบบนั้นเท่ากับดูหมิ่นกัน เธอเป็นผู้หญิงเสียด้วยสิ แกลองคิด สมมติว่าแกกำลังเป็นคุณละอองดาวขณะนี้ แกจะรู้สึกยังไง”
“ไม่รู้ และก็ไม่สนใจด้วย...แกล่ะ คิดว่าหล่อนจะรู้สึกยังไง”
“เรียกว่าผู้หญิงทุกคนที่มาตกอยู่ในสภาพอย่างเธอเลยต่างหาก...มันคือความอับอาย ความเสียใจ น้อยใจ เจ็บปวดไปหมด”
“เหรอ เพราะเขาไม่ได้แต่งงานกับฉันเนี่ยนะ”
“เธอไม่ได้รักแกมาก่อนนี่ใช่ไหม ทำไมจะต้องไปแคร์อะไรที่ไม่ได้แต่งงานกับแกด้วยเล่า อะไรมันก็ไม่สำคัญเท่ากับถูกผู้ชายที่คุณพ่อสั่งไว้ให้เธอยอมแต่งงานด้วยผลักไสนั่นแหละ เธอจะจำมันไปจนวันตายว่าผู้ชายที่ชื่อนายกรกฎ เบ็ญจรงค์ ไม่ปรารถนาเธอ”
“ฉันเข้าใจล่ะ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกัน บ๊ะ! แกนี่มันช่างเข้าใจถึงหัวอกหัวใจผู้หญิงได้ลึกซึ้งเสียจริงๆ ไม่เสียดายที่ฉันอุตส่าห์ไว้วางใจมอบหมายงานสำคัญไว้กับแก แต่ก็ไม่ยักเห็นตรงกับผดาชไมของฉันเลย”
“ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันนะว่า...ถ้าความรักของแกกับผดาชไมสุกงอมเต็มที่ไม่สามารถรอต่อไปได้ถึง 3 ปี แกขอแต่งงานกับหล่อนโดยแกยอมสละพินัยกรรม ยอมตัดขาดออกจากกองมรดก ผดาชไมจะยอมแต่งงานกับแกมั้ย” ธัชชัยตั้งคำถามเสียจนกรกฎนิ่งอึ้ง เงียบไปทันที
ooooooo
วันรุ่งขึ้นกรกฎขับรถของละอองดาวที่พ่อของเขาซื้อให้เธอออกไปรับผดาชไมตามที่นัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวบางแสน แต่แล้วหญิงสาวกลับมีงานด่วนไปด้วยไม่ได้ ทำให้กรกฎหัวเสียผลุนผลันกลับบ้านด้วยความไม่พอใจ
ถึงบ้านได้ไม่นาน กรกฎให้ยอดรักคนรับใช้ไปเอาจักรยานมา จากนั้นก็ขี่มันเพลินไปในอาณาบริเวณบ้าน ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวค่อยๆจางหาย
ผ่านโรงครัว โรงรถ บรรดาคนรับใช้ต่างลุกขึ้นทำความเคารพ กรกฎไม่ได้หยุดพูดคุยด้วยแต่กดกริ่งทักทายแล้วมุ่งหน้าไปเรื่อยจนถึงตึกที่ละอองดาวพักอาศัย
เพราะยังไม่อยากเผชิญหน้า ชายหนุ่มขี่จักรยานเลี่ยงไปอีกทาง แล้วไปเจอเด็กสองคนวิ่งเล่นและพลาดล้มเจ็บจนร้องไห้ เขาเข้ามาถามครู่หนึ่งก่อนจะพาเดินไปทางศาลาที่เด็กบอกว่าแม่อยู่ตรงนั้น
แม่ที่เด็กพูดถึงคือละอองดาวนั่นเอง หญิงสาวเผชิญหน้ากับกรกฎเป็นครั้งแรก เธอจำเขาได้ แต่เขาไม่รู้ว่าเธอคือใคร กระทั่งเธอแนะนำตัวและพนมมือไหว้ เขาตะลึงในความสวย พูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
“น่าขันจริงๆที่ผมเพิ่งจะได้เจอคุณเอาวันนี้อย่างบังเอิญ ทั้งๆที่เราก็อยู่รั้วบ้านเดียวกันแท้ๆ”
“เพราะคุณกรกฎเพิ่งจะอยู่บ้านวันนี้เป็นวันแรกมั้งคะ”
“ครับ ผมเป็นเจ้าของบ้านที่แย่มาก ไม่เคยอยู่ติดบ้านเลยตั้งแต่เสร็จงานสวดศพเจ็ดวันของคุณพ่อ มัวเถลไถลไปอยู่ที่อื่นเสียหมด เพิ่งจะมีเวลาอยู่กับบ้านวันนี้เอง พอดีขี่จักรยานผ่านมาเห็นเด็กๆเล่นกันอยู่เด็กล้มแล้วร้องหาคุณแม่ ผมเลยเดินมาส่ง”
หลังจากพูดคุยกันอีกสักพัก กรกฎก็ทราบว่าเด็กที่เรียกละอองดาวว่าแม่คือลูกของคนงานในบ้าน แต่พวกเขาครอบครัวไม่สมบูรณ์ ถ้าไม่ขาดพ่อก็ขาดแม่ ตนว่างๆเลยช่วยดูช่วยอบรมให้บ้าง ประสาที่ตนเป็นลูกกำพร้าเหมือนกัน
เมื่อส่งเด็กให้ผู้ปกครองแล้ว กรกฎชวนละอองดาวเดินดูอาณาบริเวณบ้าน หญิงสาวไม่กล้าปฏิเสธ แต่พอจะออกเดินเกิดเสียหลักเพราะสะดุดขาตัวเองเกือบล้มถ้าเขาไม่เข้ามารับได้ทันท่วงที
ooooooo










