นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    คู่ปรับฉบับหัวใจ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: 2 เรื่อง 2 รส 'บ้านทรายทอง' ปะทะ 'คู่ปรับฉบับหัวใจ'



    ที่ริมสระน้ำบนดาดฟ้าตึกสูงหรูกลางกรุงเทพมหานคร...มีงานปาร์ตี้ของกลุ่มวัยรุ่นนักเรียนนานาชาติ 8–10 คน มีมาวิน นารา และอินทร เป็นเจ้าภาพ แสงสีเสียงและดนตรีร็อกหนักๆ กระหึ่มกระแทกกระทั้นกึกก้อง

    กลุ่มหนุ่มวัยคะนองห่ามๆตีลังกากระโดดน้ำพร้อมกัน เสียงตู้มๆๆ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของบรรดาเพื่อนๆ แล้วภาพการจัดปาร์ตี้และตีลังกากระโดดน้ำเหล่านั้นก็ถูกอัพลงในอินสตาแกรมชื่ออินสตาแกรมว่า “Rich Hell Boy” มียอดฟอลโล่เฉียดหลักแสน ล้วนเป็นภาพโชว์ความรวยสุดเว่อร์ของพวกลูกเศรษฐี เขียนคำถามในอินสตาแกรมว่า

    “ความรักของคุณมีค่าเท่าไหร่”

    และนั่นก็กลายเป็นคำถามที่มาวินลูกชายของอานนท์นักธุรกิจนำเข้ารถยนต์จากยุโรปกับมยุราแม่ที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ ใช้อินสตาแกรมถ่ายวีดิโอสัมภาษณ์ความเห็นของหญิงสาวในงาน ได้รับคำตอบจากสาวๆด้วยทัศนะที่ต่างกันคือ

    “ประเมินค่าไม่ได้”, “เงินแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้” และสุดท้ายคือ “ถ้ามันใช่ ไม่มีสักบาทก็รัก” ตามด้วยหลายคนที่พูดประโยคเดียวกันว่า “ประเมินค่าไม่ได้”

    “ประเมินค่าไม่ได้? ประเมินค่าไม่ได้จริงๆเหรอ?” มาวินทวนคำ ย้อนถาม

    ขณะนั้นเอง นารา หนึ่งในกลุ่มสามคน ลูกสาวจักรีและรุจิรา นักธุรกิจห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ ก็เข็นรถเข็นที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มสีสันมีผลไม้ประดับขอบแก้วน่ารักเข้ามาร้องบอกเพื่อนๆว่า “เครื่องดื่มมาแล้วจ้า...” เพื่อนๆกรูกันเข้าห้อมล้อมนารา มีคนเอามงกุฎและสายสะพายที่เขียนว่า congratulations! มาสวมให้นารา โดยมีมาวินใช้มือถือถ่ายภาพนาราเอาไว้

    “คนนี้ นารา เพื่อนสนิทผม นาราเอ็นติดคณะบริหาร ทั้งๆที่ไม่อยากเรียนเลย แต่...‘ความรักที่ประเมินค่าไม่ได้’ ทำให้นาราต้องเรียน” มาวินประกาศแก่เพื่อนๆ เชิงชมเชิงแดกดัน

    ooooooo

    กลางวันวันหนึ่ง ที่ห้องประชุมห้างเกรท มีบรรดานักธุรกิจชายหญิงนั่งประชุมกันเต็มห้อง ล้วนหน้าตาเคร่งเครียดทั้งที่ทุกคนล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน

    นารานั่งอยู่กับจักรีและรุจิรา คุณพ่อและคุณแม่ จักรีเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแข็งกร้าวว่า

    “ผมไม่ยอม!! ผมเป็นคนสร้างห้างสรรพสินค้าในเครือเกรทแอนด์แฟมิลี่กรุ๊ปขึ้นมาตั้งแต่แรก ผมไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วย เพราะยังไงลูกสาวผมก็ต้องดูแลธุรกิจต่อจากผมอยู่แล้ว”

    “คนโตอยู่ไหนล่ะ ได้ข่าวว่าเรียนไม่จบ งานไม่ทำ ส่วนคนเล็กก็ไม่รู้จะทันคนแค่ไหน” พี่ชายของจักรีถามพลางหางตาไปทางนารา ถูกจักรีย้อนถามอย่างรู้ทันว่า

    “คุณก็เลยอยากจะให้ลูกชายที่ตกงานของคุณมาดูแลแทน?”

    “ไอ้จักร!!! นี่พี่แกนะ” พี่ชายตบโต๊ะปัง แต่จักรียังพูดอย่างเยือกเย็นว่า

    “ขอโทษนะครับ ป๊าเคยบอกว่าในห้องประชุมไม่มีคำว่าญาติพี่น้อง เอาเวลาไปห่วงเรื่องอื่นเถอะ ยังไงห้างในเครือของเรา นาราจะรับช่วงดูแลต่อจากผมแน่นอน”

    นาราซีดเมื่อได้ยินพ่อเอาตนเป็นเดิมพันในธุรกิจ นั่งเครียด กดดัน พลันคำพูดแดกดันของมาวินก็ขึ้นในห้วงคิด

    “ไงล่ะ ความรักของพ่อแม่ญาติพี่น้องประเมินค่าไม่ได้เลยจริงๆ”

    ooooooo

    ฝ่ายอินทร นั่งหน้าเศร้าอยู่มีรอยช้ำที่มุมปาก กำลังคอนเฟอเรนซ์คุยกับสินชัยผู้เป็นพ่อ

    “มันหาว่าพ่อกระจอก แค่รถคันเดียวก็ไม่ให้ ผมก็เลยต้องสั่งสอนให้มันรู้ว่า อย่ามาดูถูกพ่อผม!!” สินชัยบอกให้ไปถอยรถมาเดี๋ยวนี้เลย ตนเคลียร์เงินให้เอง “จริงเหรอครับพ่อ ผมรักพ่อที่สุดเลย”

    แล้วอินทรก็ได้รถซุปเปอร์คาร์ขับพุ่งไปจอดในมหาวิทยาลัย สาวๆมองเขาเป็นตาเดียว อินทรลงจากรถยืนกอดอกพิงกระโปรงรถเต๊ะท่าเท่บาดใจสาว

    “แล้วมันก็ได้ซุปเปอร์คาร์มาคันนึงเพราะ รักพ่อ...” มาวินให้นิยามความรักของเพื่อน

    เมื่อแม่ของอินทรเสียชีวิต สินชัยจึงมีภรรยาคนใหม่คือจริยา อายุน้อยกว่าสินชัยเกือบยี่สิบปี เธอในชุดนอนบางเบามายืนข้างตรงหน้าอาทรขณะคอนเฟอเรนซ์

    กับสินชัย สินชัยถามอินทรว่าหาเรื่องกับจริยาอีกหรือเปล่า อินทรมองจริยาที่มองตนด้วยสายตาพิศวาสอยู่ตรงหน้า แล้วหมุนไอแพดไปหาจริยาอย่างจงใจให้พ่อเห็น บอกพ่อว่า

    “เราเข้ากันได้ดีมากครับ ไม่เชื่อดูสิ ตอนพ่ออยู่ ผมไม่เคยเห็นแม่เลี้ยงใส่ชุดเซ็กซี่ขนาดนี้ แต่พ่อไปประชุมทีไร ใส่ทุกทีเลย”

    จริยารีบทำเสียงหวานกับสินชัยว่าตนซ้อมใส่ไว้รอเขา เมื่อไรเขาจะกลับเสียที ตนคิดถึงจะแย่แล้ว

    “สำหรับความรักของแม่เลี้ยงของอินทร ไม่ต้องประเมินเลย ไม่มีทางสูงกว่าสะดือแน่นอน” มาวินอนุมานอย่างกูรู

    พอเลิกคุยกับพ่อ อินทรก็มองจริยาด้วยสายตาสมเพช รังเกียจ และขยะแขยง ที่ปาร์ตี้ริมสระน้ำของหนุ่มสาวนักเรียนนานาชาติยังดำเนินไปอย่างคึกคะนองสุดฤทธิ์ อินทรถูกจับโยนน้ำ เขาตะโกนว่าไม่ยุติธรรมเลยแน่จริงต้องจับเจ้าภาพโยนลงมาให้หมด ทำให้นาราถูกจับโยนตามไปตูม!

    มาวินกำลังถ่ายภาพนาราถูกเพื่อนๆรุมกันเข้ามาจับเขาโยนขึ้นกลางอากาศ มาวินประกาศก้องกลางอากาศว่า

    “นี่ผมเอง มาวิน พิทักษ์พงษ์ ความรักของผมมีค่าแค่ไหนเหรอ...ประเมินค่าไม่ได้” มาวินตะโกนประโยคหลังด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

    ooooooo

    ที่คฤหาสน์แบบผู้ดีเก่าของอานนท์ ตัวอานนท์ มยุรา พริตตี้รุ่นใหญ่ และพริตตี้สาวกับแม่ปากปลาร้า นั่งเผชิญหน้ากันอยู่ มีมยุราคอยรับหน้าผู้หญิงพวกนั้น ส่วนอานท์นั่งทำทองไม่รู้ร้อนอยู่ข้างๆ อันเป็นปกติวิสัยของเขา

    พริตตี้รุ่นใหญ่กับแม่ของพริตตี้สาวกำลังเรียกร้องเงินจากอานนท์ พริตตี้รุ่นใหญ่ขอสองแสน มยุราบอกว่าตนมีแค่แสนเดียวและให้พวกเธอเอาไปแบ่งกัน แม่พริตตี้สาวโวยลั่นว่า

    “กูจะเอาสองแสนห้า ถ้าไม่ได้ตามนี้กูจะไปบอกนักข่าวว่าผัวมึงมีเมียน้อย”

    พริตตี้รุ่นใหญ่ก็จะไปโพสต์ลงเว็บพันทิป ดูสิว่าผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินจะยังหน้าด้านหน้าทนออกงานในสังคมได้อีกไหม แต่มยุราไม่แยแส บอกว่าสามีตนติดโซเชียลเขาชอบถ่ายทั้งคลิปทั้งภาพนิ่งเก็บไว้ ถ้าถูกประจานก็จะได้รู้กันว่าใครจะฉาวโฉ่กว่ากัน แล้วถามอย่างเป็นต่อว่า

    “จะรับเงินหรือจะเป็นนางเอกหนังโป๊”

    ผู้หญิงพวกนั้นปรี๊ดแตก แม่พริตตี้สาวด่ามยุราว่าแบล็กเมล์พวกตน ถ้าไม่ได้เงินแสนตนจะไม่กลับ ฝ่ายพริตตี้สาวกลัวฉาวโฉ่ถามหาแต่คลิปจะเอามาลบให้ได้ ผู้หญิงพวกนั้นอาละวาดเอะอะโวยวายเห็นอะไรที่มีค่าก็คว้าไปมาวินเข้ามาดูสภาพครู่หนึ่งแล้ว เขาไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเพราะที่บ้านมักมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเนืองๆ ได้แต่ยืนมองอย่างปวดลึกเจ็บร้าวอยู่

    ภายใน พึมพำอย่างสมเพชเมื่อเห็น “ความรัก” ในมิตินี้ว่า...

    “ความรักที่ประเมินค่าไม่ได้ ก็เพราะมันไม่มีค่า หรือไม่มันก็ไม่ใช่ความรัก”

    มาวินสีหน้าแววตาแข็งกร้าว...เก็บกด... ที่งานปาร์ตี้ มาวินมองเพื่อนรักทั้งสอง อันมีนาราและอินทรที่กำลังสนุกสนานเฮฮากันอยู่ในงานกับเพื่อนๆ พึมพำ...

    “จะมีก็แค่นารากับอินทรนี่แหละที่เวลามองหน้าผมแล้วไม่ได้เห็นแต่เงินในกระเป๋า นารากับอินทรก็คงคิดเหมือนกัน เราถึงคบกันได้แค่สามคน ส่วนไอ้พวกที่เห็นเต็มๆงานน่ะเหรอ ความรักของพวกมันก็แค่ปาร์ตี้ฟรีคืนนึงก็แค่นั้น”

    ooooooo

    ที่ห้องทำงานในโชว์รูมของอานนท์ เขานั่งเป็นประธานบนโซฟาตัวใหญ่ วางมาดป๋าอย่างยิ่งใหญ่ เขารอพริตตี้ที่จะมาเดินให้คัดเลือกตัว ครู่หนึ่งเลขาเข้ามารายงานว่า

    “พริตตี้วันเปิดโชว์รูมสาขาใหม่พร้อมแล้วค่ะ”

    “ผมก็พร้อมแล้ว”

    สิ้นเสียงอานนท์ สาวสวยเรียวขางาม 6-7 คนในชุดที่ทางบริษัทเตรียมไว้ให้ เซ็กซี่นิดๆกับรองเท้าส้นสูง ก็เดินนวยนาดออกมายืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้า

    อานนท์มองไล่ไปทีละคน...ทีละคน...จนไปหยุดที่รตีที่ยืนโพสด้วยสีหน้าท่าทางมืออาชีพ อานนท์หยุดสายตาที่รตีเล็กน้อยแล้วมองผ่านไป จนหยุดที่แพรไหม ที่สีหน้าขรึม ยิ้มพอเป็นพิธี แต่กลับดูน่าสนใจ น่าค้นหามากกว่ารตี

    อานนท์หยุดสายตาที่แพรไหม ในขณะที่ขบวนพริตตี้เริ่มเดินให้ดู ทุกคนเดินอย่างมืออาชีพ มีแต่แพรไหมที่เดินเก้ๆกังๆ พอเดินผ่านอานนท์ก็เซล้มเพราะไม่คุ้นชินกับรองเท้าส้นสูง เธอเซล้มใส่อานนท์ เขารับไว้ในอ้อมกอด สบตากันอย่างใกล้ชิด พอแพรไหมตั้งสติได้ก็รีบผละออกเอ่ยขอโทษเบาๆ

    อานนท์มองแพรไหมตาเยิ้มนึกว่าเป็นลูกไม้ของเธอเหมือนที่เคยเจอพริตตี้คนอื่นๆทำมาแล้ว

    “โอเค ฉันรับทุกคน” อานนท์เอ่ย เลขาจึงเชิญทุกคนที่ด้านนอก “ทุกคนออกไป ยกเว้นเธอ” อานนท์ชี้แพรไหม

    ooooooo

    เมื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้ว รตีเดินออกมา ชะเง้อมองเข้าไปดูว่าแพรไหมออกมาหรือยัง แต่ยังไม่เห็น อึดใจเดียวมาวินก็เดินฉับๆ ตรงดิ่งไปที่ห้องทำงานของอานนท์

    “นั่นคุณมาวินนี่” รตีมองตามยิ้มปลื้ม

    อานนท์เชื่อว่าแพรไหมแกล้งล้มใส่ตักตน แพรไหมขอโทษบอกว่าตนไม่ชินกับรองเท้าส้นสูงขอเดินอีกรอบตนจะตั้งใจเดินให้ดีไม่ให้ล้ม อานนท์อนุญาตยิ้มๆ แต่พอแพรไหมจะลุกเดินก็ถูกเขาคว้าไปกอด เธอตกใจถามว่าจะทำอะไร

    “ก็ทำอย่างที่เธออยากให้ทำไง อยากได้งานไม่ใช่เหรอ ฉันจะให้หนูเป็นพริตตี้ประจำโชว์รูมนี้เลยนะ มีเงินเดือนห้าหมื่น พอไหม แต่หนูต้องตามใจฉันทุกอย่างนะ”

    อานนท์กอดซุกไซ้แพรไหมทันที แพรไหมดิ้นปกป้องตัวเองบอกให้ปล่อย เมื่ออานนท์ไม่ปล่อยเธอผลักเขาอย่างแรงแต่ก็ไม่หลุด โชคดีที่มาวินผลักประตูเข้ามาพอดี เขามองภาพนั้นอย่างชินตา อานนท์ชะงัก เป็นโอกาสให้แพรไหมลุกวิ่งออกไป ถูกมาวินคว้าแขนไว้ พูดกับอานนท์ว่า

    “ผมนึกว่าพ่อทำบริษัทนำเข้ารถยนต์ ไม่ยักรู้ว่าพ่อทำม่านรูดให้เมียน้อยด้วย” แพรไหมแว้ดใส่ว่าตนไม่ใช่เมียน้อย

    “แล้วที่นัวเนียอยู่เมื่อกี๊เรียกว่าอะไร?”

    “เรียกว่าอะไรก็เรื่องของคุณ!!” แพรไหมตอบอย่างไม่แคร์แล้วเดินออกจากห้องไป มาวินมองเหมือนคนเคยรู้จักกัน

    ooooooo

    มาวินตามมาดึงแขนแพรไหมไว้ เธอเสียงดังสั่งให้ปล่อย มาวินจับเธอให้หันมาเผชิญหน้าสั่งให้เงียบ!

    เมื่อเห็นหน้าแพรไหมเต็มๆ มาวินจึงจำเธอได้ เขามองอย่างคาดไม่ถึงว่าจะเจอเธอที่นี่ มาทำงานอย่างนี้

    เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ป้ายรถเมล์...วันนั้น...อินทรลากมาวินมาที่ป้ายรถเมล์ยัดกุหลาบดอกหนึ่งให้แล้วเร่งให้รีบตามนักเรียนหญิงสาวสวยกับเพื่อนที่กำลังขึ้นรถเมล์ไป พอมาวินโดดขึ้นไปรถเมล์ก็ออกพอดี อินทรยืนโบกมือทำท่าห่ามๆให้มาวินสู้ตาย

    มาวินสู้ตายตามคำยุของอินทร เมื่อขึ้นรถเมล์แล้วก็พยายามหาทางที่จะใกล้ชิดกับนักเรียนสาวสวยกับเพื่อน พอเห็นที่นั่งใกล้ๆที่นั่งของนักเรียนสาวสวยว่างมาวินก็รีบไปนั่งโดยไม่ได้สนใจว่าใครนั่งอยู่ก่อนแล้ว ใจมุ่งแต่จะสู้ตายเพื่อมอบกุหลาบดอกนั้นให้สาวสวยให้ได้ พลันมาวินก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงคนที่นั่งคู่กันคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจ...

    “พอเถอะค่ะ!!” มาวินชะงักหันมองหน้า...เธอคือแพรไหมนั่นเอง แพรไหมยังคงพูดต่อไปเสียงสั่นเครือว่า “พ่อทิ้งเราไปแล้วยังจะโทร.มาทำไมอีกคะ พ่อไม่รักแพรกับแม่แล้วก็ไม่เป็นไร แพรจะดูแลแม่เอง แพรจะทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินมาทำให้แม่มีความสุข”

    พูดแล้วแพรไหมกดตัดสายทิ้ง เงยหน้ากะพริบตาถี่ๆกลืนน้ำตา แล้วหันมองมาวินที่นั่งอยู่ข้างๆ มาวิน

    เสหันหน้าไปทางอื่นไม่ให้จับได้ว่าแอบฟังเธออยู่ ลืมสาวสวยที่ตามมาสนิทจนเธอลงจากรถเมล์ไป มาวินก็ยังนั่งอยู่กับแพรไหมต่อไป

    พอนึกได้ว่าเคยเจอแพรไหมที่ไหนในสภาพอย่างไร เขาพึมพำ “ฉันคิดว่าเธอจะเป็นคนดีกว่านี้” พอดีแพรไหมผละตัวเองออกมาได้ก็เดินไป ได้ยินมาวินพึมพำก็หันมอง ในขณะที่มาวินก็มองตามเธอไปด้วยสายตาผิดหวัง...

    เหตุการณ์บนรถเมล์วันนั้นยังอยู่ในความทรงจำของมาวินอย่างแจ่มชัด...

    เมื่อแพรไหมนั่งมาถึงป้ายจึงนึกได้ว่าต้องลง เธอรีบกดกริ่งจอดป้าย คว้าเป้ขึ้นสะพายแต่ซิปช่องหน้าของเป้ไม่ได้รูดปิด ของในเป้หล่นเกลื่อนรวมทั้งถุงใส่สตางค์ด้วย แพรไหมรีบเก็บเศษเงินที่กลิ้งกระจาย เธอตามตะครุบไปอย่างไม่ยอมให้สูญหายพลางปากก็ร้องบอกคนขับให้รอแป๊บ มีเหรียญห้ากลิ้งมาที่เท้ามาวิน เขาหยิบขึ้นจะส่งให้แพรไหม เสียงกระเป๋ารถเมล์ก็แว้ดขึ้นอย่างรำคาญ

    “โอ๊ย...เสียเวลา ออกรถเลยลูกพี่!!”

    แพรไหมยังตามเก็บเศษเงินที่กระจายกลิ้งไปอยู่ใต้ฝ่าเท้าคนหนึ่ง เธอขอร้องให้ช่วยยกเท้าขึ้น เขาก็ยกให้อย่างรำคาญ

    รถเมล์ออกจากป้ายไปแล้วอย่างไม่แยแสว่าแพรไหมยังไม่ได้ลง เธอทรุดนั่งร้องไห้กับความไร้น้ำใจของคนเหล่านั้น...

    มาวินถือเหรียญห้าในมือ มองแพรไหมด้วยความสงสาร...

    นั่นคือภาพที่อยู่ในความทรงจำที่ทำให้มาวินจำแพรไหมได้ แต่ความสงสารในวันนั้นกลับทำให้เขามองเธอแง่ลบในวันนี้เมื่อเห็นเธอมาสมัครเป็นพริตตี้ในโชว์รูมรถหรูของพ่อตัวเอง!

    “ทำไมตอนนั้นฉันถึงคิดว่าเธอจะเป็นคนดี” แพรไหมถามว่าตนรู้จักเขาตอนไหน มาวินนิ่ง แพรไหมจึงจะผละไป เขาตะโกนถาม “แม่รู้ไหมว่ามาทำอาชีพนี้”

    “อาชีพอะไร” แพรไหมชะงักหันถาม

    “พริตตี้ที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อเงิน จะให้เรียกว่าอาชีพอะไรดีล่ะ!”

    “ทุเรศ! ฉันไปเอาตัวเข้าแลกเมื่อไหร่” เมื่อมาวินพูดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ในห้องทำงานของอานนท์ แพรไหมโต้เครียดว่า “ถึงฉันจะจนแต่ฉันก็ไม่เคยคิดทำเรื่องสกปรกวิตถาร มีแต่พวกคนรวยเท่านั้นแหละ ที่พอไม่ต้องคิดเรื่องทำมาหากิน วันๆเลยเอาแต่หมกมุ่นกระเหี้ยน กระหือรือไม่รู้จักพอ ฉันจะบอกให้นะ คนอย่างพ่อนาย แค่เดินเฉียดฉันยังไม่อยากเดินเลย”

    “แสดงว่าแม่ไม่รู้ โอเค ฉันจะไม่บอกใคร ฉันรู้ว่าเรื่องอย่างนี้มันเป็นท็อปซีเคร็ต แต่ถามหน่อยได้ไหม ค่าตัวชั่วโมงละเท่าไหร่”

    แพรไหมเลือดขึ้นหน้ากำลังจะวี้ดใส่ก็พอดีรตีถือชุดออกมาชะงักถามว่ามีอะไรหรือเปล่า พลางยื่นชุดของแพรไหมให้ แพรไหมคว้าชุดเดินแยกไป มาวินมองตามอย่างหมั่นไส้ ในขณะที่รตีมองมาวินปลื้มมมม...

    ขณะแพรไหมเข้าไปเปลี่ยนชุด มาวินตามเข้าไป พอถูกโวยว่าเข้ามาได้ยังไง เขาย้อนถามอย่างยิ่งใหญ่ว่าบริษัทพ่อตนทำไมจะเข้ามาไม่ได้ ท้าทายอย่างเย้ยหยันว่าอยากเปลี่ยนชุดก็เปลี่ยนเลยตนอยากรู้ว่าค่าตัวเธอเท่าไร ตนจะซื้อเวลาเธอสักชั่วโมง ให้อยู่กับตนในห้องเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ชั่วโมงละพันพอไหม

    แพรไหมด่าว่าทุเรศมากไปแล้ว แต่พอมาวินเสนอให้ชั่วโมงละพัน เธอเรียกพรวดเดียวเป็นนาทีละพันถามว่ามีปัญญาซื้อไหม มาวินยิ้มเยาะ แล้วเริ่มจับเวลากันเลย

    พอเวลาผ่านไปหนึ่งนาที มาวินก็วางเงินลงหนึ่งพัน แต่พอวางถึงนาทีที่ 20 เขาก็บอกว่าพอแล้ว แพรไหมถามเย้ยว่ามีปัญญาซื้อได้แค่นี้หรือ

    “ประเด็นมันอยู่ที่ฉันได้รู้ว่าเธอคือคนที่เงินซื้อได้ก็พอแล้ว”

    “ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ” แพรไหมคว้าเงินแล้วเดินผ่านเขาไป มาวินยังคงมองตามทั้งโกรธทั้งผิดหวัง

    พอออกมา รตีถามว่าทำไมเปลี่ยนชุดนานจัง แพรไหมบอกเรื่องยาวเดี๋ยวเล่าให้ฟัง แล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์กำลังจะฝากเรื่องไว้ ก็พอดีอานนท์เดินออกมา แพรไหมจึงหันไปเอาเงินวางลงแล้วพูดกับอานนท์เอง...

    “นี่เงินที่ลูกชายคุณซื้อเวลาจากฉัน ฉันขอซื้อเวลาคุณไปอบรมสั่งสอนลูกชายคุณบ้าง อย่าปล่อยให้เขาเที่ยวไปดูถูกคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพราะคนจะว่าได้ว่าเป็นเด็กมีปัญหา ขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่สั่งสอน อ้อ... แล้วถ้าจะให้ดี ช่วยอบรมตัวเองด้วย”

    แพรไหมพูดๆๆ แล้วจะผละไป นึกอะไรได้หันมองหน้ามาวิน พูดใส่หน้าเขาอย่างไม่แยแสว่า

    “รู้ไว้ด้วยนะ เงินของนายซื้อฉันไม่ได้”

    รตียืนดูยืนฟังอยู่ถึงกับเหวอที่แพรไหมแรงมาก รตีรีบวิ่งตามแพรไหมไป ในขณะที่มาวินได้แต่มองตามแพรไหมไปอย่างเจ็บแสบและคิดเอาคืน!

    อานนท์บอกมาวินว่าอย่าไปบอกแม่ มาวินถามว่ากลัวหรือ อานนท์อ้างว่าเด็กเริ่มก่อน เด็กมันยั่วบอกว่าอยากได้งานอยากได้เงินแล้วจะให้ตนทำอย่างไร

    “พ่อก็เลยอนุเคราะห์ให้กับทุกคนที่ลำบากงั้นเหรอครับ พอมีเมตตามาก” มาวินประชดแล้วเดินแยกไปอย่างไม่แยแสอานนท์ที่ยืนหงุดหงิดที่ถูกลูกรู้ทัน

    ooooooo

    พอพากันออกจากโชว์รูมแล้ว รตีติงแพรไหมขณะเดินกันอยู่ริมถนนว่าไม่น่าออกตัวแรงกับอานนท์อย่างนั้นเลย แพรไหมของขึ้นทันทีบอกว่าเขาจะปล้ำตนและลูกชายเขาก็ดูถูกหาว่าตนขายตัวด่าว่าความคิดต่ำทั้งพ่อทั้งลูกเลย

    รตีพูดปลื้มว่ามาวินเป็นไอดอลของตน ตนตามดูไอจีของเขาอยู่ ถามแพรไหมว่าจะดูไหม

    “ไม่ดู...แล้วแกก็เลิกตามมันได้เลยมันเป็นโรคจิตมีปมด้อยไม่มีอะไรน่าพิศวาสเลยสักอย่าง” แล้วเสียงอ่อนบอกรตีว่า “ฉันขอโทษแกด้วยนะ แกต้องมาชวดงานเพราะฉัน” รตีบอกว่าถึงไม่ชวดตนก็ไม่ทำ เงินดีแค่ไหนแต่ถ้านายจ้างเห็นเราเป็นแค่วัตถุทางเพศตนไม่เอาหรอก ใครทำเธอก็เหมือนทำตนนั่นแหละ แพรไหมชื่นชมอย่างถูกใจจี๋ “เริ่ด สมแล้วที่เป็นเพื่อนรักของฉัน”

    ทันใดนั้นเสียงกดแตรดังลั่นอยู่ข้างหลัง สองสาวหันมองก็เห็นชนนยิ้มแป้นแล้นถามว่าคุยอะไรกันอยู่ ให้พี่ไปส่งไหม รตีหันมองแกล้งอุทานอย่างมีจริตว่ามีเทพบุตรขี่เบนซ์สปอร์ตมารับอย่างนี้ไม่ไปไม่ได้แล้ว พลางสองสาวก็โดดขึ้นตุ๊กๆที่ชนนแฉลบเข้ามา แล้วทั้งผู้โดยสารและคนนั่งก็หัวเราะกันครื้นเครง แพรไหมแนะนำเพื่อนทั้งสองว่า

    “สองคนนี้เพื่อนฉันค่ะ นี่รตี ส่วนนี่ชนน รตีเป็น ลูกแม่ค้าส้มตำที่เพื่อนๆภาคภูมิใจ เพราะรตีสวยฉลาด เลยไม่มีจ๊อบไหนจะเหมาะกับรตีเท่ากับ...”

    นั่นคืองานพริตตี้ ที่รตีกำลังเชิญชวนอยู่ในบูธขายบัตรกดเงินสด เธอพูดฉะฉานมีทั้งลูกเล่นลูกฮาเรียกลูกค้าอย่างน่ารัก

    ปรากฏว่า นายกุลพานางน้อม พ่อกับแม่เธอเข้ามาขอถ่ายรูปกันหน่อย รตีปิดไมโครโฟนเดินเลี่ยงไปกดมือถือตนเข้ามือถือของแม่ พอนางน้อมรับสายเธอก็รัวใส่ทันที

    “หนูบอกแล้วไง ว่าเวลาหนูทำงานไม่ต้องมา” นางน้อมอ้อนอ่อยๆว่า ก็แค่อยากถ่ายรูปด้วยเท่านั้น “กลับบ้านไปเดี๋ยวนี้” รตีเสียงเข้ม วางสายแล้วหันฉีกยิ้มให้กับบรรดาลูกค้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางน้อมจำต้องกลับไปหน้าจ๋อยๆ

    แพรไหมแนะนำชนนที่ขับตุ๊กๆส่งสาวสวยที่แถวตลาดรับเงินค่ารถแล้วยิ้มหวานบอกรักด้วยสายตาแถมให้ว่า...

    “ชนน เป็นบุคคลที่ไม่มีพิษมีภัยที่สุดในโลก เปิดเผย จริงใจ เก็บความรู้สึกไม่เคยมิด เหมือนบ่อน้ำใสๆ ที่มองลงไปก็เห็นหมดว่ามีอะไรอยู่ข้างใต้ โดยเฉพาะเวลาอินเลิฟ”

    แต่ชนนก็มักถูกชัดผู้เป็นพ่อปรามเตือนสติเสมอว่าที่เขายิ้มหวานส่งสายตาให้นั้นเป็นลูกสาวเจ๊ร้านทอง มองอะไรให้มันต่ำๆหน่อย อย่าทำตัวเป็นหมามองเครื่องบิน คนอย่างเราไม่ต้องไปฝันมาก ก้มหน้าก้มตาทำมาหากินทำท้องให้อิ่มไปวันๆก็พอแล้ว อย่างหาเรื่องไปจีบคนรวยเพราะนอกจากไม่ติดแล้วยังจะเจ็บตัวอีกต่างหาก

    “ได้พ่อ...ถ้าจะจีบใคร ฉันจะขอดูบัญชีเงินฝากก่อนเลย ใครมีเงินเกินแสนไม่คบ! จะไล่ให้ไปเป็นหนี้ทำตัวเองให้ล้มละลายก่อนแล้วค่อยมากัดก้อนเกลือกินด้วยกัน โอเค้!!” ชนนประชดพ่อทีเล่นทีจริง แต่ในใจนั้นอึดอัดกับทัศนคติที่พ่อเน้นแต่จะให้คนหนุ่มวัยหัวใจสดใสซุกซนอย่างตนทำมาหากินลูกเดียว

    หลังจากแนะนำเพื่อนรักทั้งสองแล้ว แพรไหมก็แนะนำตัวเองว่า...

    “ส่วนฉัน แพรไหม ชีวิตฉันก็ขำๆ ฉันเคยมีชีวิตที่เรียบง่าย มีแม่แสนดี มีพ่อที่น่ารัก แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...”

    แต่ที่แพรไหมเล่าเป็นชีวิตที่ไม่ขำเลย ในวัย 5 ขวบของเธอก็ต้องเผชิญกับสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เมื่อพ่อพาเด็กอีกคนในวัยเดียวกับเธอมาบอกว่านี่คือรังสิมาเป็นลูกอีกคนของตนกับคุณรัศมีเจ้านายตน!

    เวลานั้น มานีผู้เป็นแม่ช็อก ส่วนแพรไหมใน วัยเพียง 5 ขวบก็กอดแม่ร้องไห้เสียใจไปกับแม่ด้วย

    จนปัจจุบัน แพรไหม รตี และชนน ก็กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน แม้แต่การปาร์ตี้ส้มตำปูม้าจากร้านแม่รตี ก็แย่งกันกินก้ามปูเป็นที่สนุกสนาน แพรไหมประเมินเพื่อนรักทั้งสองขำๆว่า

    “ฉันยังโชคดีที่มีเพื่อนรักสองคนนี้ ชีวิตธรรมดาๆ เลยมีค่ามากขึ้นเหมือนปูม้าที่อยู่ในส้มตำ มันคือไฮไลต์ มันทำให้ส้มตำธรรมดามีมูลค่ามากขึ้นอีกหลายเท่าตัว”

    ooooooo

    เช้าวันนี้ มาวินอยู่ที่ห้องนอน เขากำลังถ่ายรูปลงในอินสตาแกรม มีนาฬิกาข้อมือหรู มือถือรุ่นใหม่ ไอแพดมินิ และกุญแจรถสปอร์ตหรู เขียนข้อความบรรยายว่า “ของใหม่สำหรับนักศึกษาใหม่”

    ถ่ายรูป “ของใหม่สำหรับนักศึกษาใหม่” เสร็จเขาหันมองกล่องใสใบเล็กๆ ที่ข้างในมีเหรียญ 5 บาทและดอกกุหลาบ 1 ดอก นึกถึงวันนั้น วันที่ได้เหรียญ 5 นี้มาบนรถเมล์...

    ที่มุมสวยในบ้านมาวิน มยุรากำลังให้สัมภาษณ์นักข่าว มีนงนุชคอยช่วยดูแลความเรียบร้อยต่างๆอยู่ใกล้ๆ

    มยุราให้สัมภาษณ์ถึงการเอ็นทรานซ์ติดของมาวินว่า ครอบครัวไม่ได้เคี่ยวเข็ญอะไรเลย ที่บ้านเน้นคุยกันด้วยเหตุและผล โดย “ให้เขาคิดได้เองว่า ถ้าเขาตั้งใจมันจะส่งผลดีต่อเขาในอนาคตยังไง”

    “แหม...คุณมยุราเดินสายช่วยงานสังคมมากมายอย่างนี้ แล้วยังดูแลครอบครัวไม่ขาดบกพร่องอีก มีเคล็ดลับยังไงคะ”

    “ก็แค่...ใส่ใจสังคมมากแค่ไหน ต้องใส่ใจคนในครอบครัวให้มากยิ่งกว่า...ดิฉันบอกลูกเสมอค่ะว่าถึงแม่จะต้องไปช่วยคนอื่น แต่ลูกก็สำคัญที่สุด มีปัญหาอะไรให้ปรึกษาดิฉันได้ 24 ชั่วโมง ครอบครัวเราก็เลยไม่มีปัญหาค่ะ”

    ขณะมยุรากำลังให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตครอบครัวที่ทุกคนมีวินัยและจิตสำนึกอย่างสูงนั่นเอง มาวินก็วิ่งลงมาจากข้างบนถามนงนุชโพล่งขึ้นโดยไม่สนใจว่าแม่กำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่

    “คุณนงนุช เอกสารที่ผมขอเอาไว้อยู่ไหนครับ” พอนงนุชเอาให้ เขาขอบคุณแล้วจะเดินไปเลย ไม่แม้แต่จะมองแม่ที่กำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่ มยุราถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอบอุ่นว่า

    “มาวิน...จะไปไหนลูก” มาวินไม่ตอบเดินดุ่มไปเลย มยุราจึงหันยิ้มเจื่อนๆกับนักข่าวแล้วเดินตามมาวินออกไป

    พอพ้นจากสายตานักข่าว มยุราถามเสียงแข็ง

    “แกจะไปไหน!! ฉันเคยบอกแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำตัวไม่มีมารยาทต่อหน้าสื่อ มันจะทำให้ฉันขายหน้า”

    “แล้วแม่อยากให้ผมทำยังไง อยากให้ผมให้สัมภาษณ์ตามความเป็นจริงว่าแม่ไม่เคยมีเวลาให้ครอบครัวเลย ถึงจะมีโทรศัพท์สักร้อยเครื่อง แต่ผมก็ติดต่อแม่ไม่เคยได้ แล้วพ่อของผมก็เป็นประธานชมรมคนรักเด็ก สนับสนุนอุปถัมภ์เด็กสาวทั่วราชอาณาจักร งั้นเหรอครับ” น้ำเสียงมาวินทั้งเจ็บปวดและประชดประชัน

    มยุราถามว่าจะมีสักครั้งไหมที่เขาไม่ก่อปัญหา ชีวิตเขาถ้าไม่ได้แม่อย่างตนช่วยป่านนี้คงอยู่ในคุกไปแล้ว

    “แม่ไม่เคยช่วยผม ทุกอย่างที่แม่ทำก็เพื่อไม่ให้ตัวแม่เสียหน้า แม่ไม่เคยแคร์ใครนอกจากตัวแม่เอง ผมก็เป็นแค่เครื่องประดับที่แม่ใช้เสริมภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีเท่านั้น” มาวินโต้อย่างถึงแก่นจิตวิญญาณของแม่

    “ก็เพราะแกมันดีแต่ทำเรื่องน่าอับอายขายหน้ามาให้ฉันน่ะสิ! แกไม่เคยทำอะไรดีๆ ให้ฉันภาคภูมิใจได้เลย ฉันสร้างชื่อเสียงมามากแค่ไหน แกก็ทำลายมันมากเท่านั้น ชีวิตแกเกิดมาเพื่อถ่วงความเจริญ!”

    นงนุชตามมาบอกว่านักข่าวตามมา มยุราปรับสีหน้าทันที หันไปยิ้มแย้มอ่อนหวานกับนักข่าว บอกว่าไม่มีอะไร ชวนไปสัมภาษณ์กันต่อดีกว่า แล้วเดินนำกลับเข้าไป นงนุชมองมาวินอย่างเป็นห่วง

    มาวินขับรถไป ในสมองยังอึงอลด้วยคำพูดสุดท้ายของแม่เมื่อครู่นี้อย่างเจ็บปวด เขาระบายความกดดันด้วยการเร่งเครื่องรถตะบึงไปข้างหน้าอย่างระห่ำ

    ooooooo

    ที่บ้านแพรไหม...แพรไหมเดินออกจากห้อง เห็นมานีผู้เป็นแม่กำลังต้อนรับสมศักดิ์ผู้เป็นพ่อ กับรัศมีและรังสิมาที่โต๊ะอาหารเป็นโต๊ะญี่ปุ่นตั้งอยู่กลางบ้าน

    ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส พอพ่อหันมาเห็นก็เอ่ยอย่างร่าเริงว่า “เอ้า...เจ้าภาพมาแล้วววว” รังสิมาดึงพลุมือโป้งป้างร้อง

    “เย้...ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ!!!”

    แพรไหมถามมานีว่านี่มันเรื่องอะไรกัน มานีบอกว่าพ่อกับรัศมีสั่งอาหารมาฉลองที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

    “คุณหมีตั้งใจเลือกมาให้ลูกกับแม่ด้วยตัวเองเลยนะ ของอย่างนี้ลูกกับแม่คงไม่เคยกิน...เอ๊ย...ทานมาก่อน มานั่งเร้ว”

    “เอ่อ...เชิญคุณพ่อกับครอบครัวตามสบายเถอะค่ะ แพรไม่ชอบกิน...เอ๊ยทานอาหารฝรั่ง มันหรูเกินปากจนๆ อย่างแพรไปหน่อย” แพรไหมพูดเหน็บแล้วเดินเลี่ยงไป แต่ถูกมานีเรียกไว้เตือนว่าอย่าเสียมารยาท เธอจึงหยุดยืนเซ็งที่ขัดแม่ไม่ได้

    ooooooo

    มาวินเอาเหรียญ 5 บาทมาหาบ้านแพรไหมตั้งใจจะเอามาคืนให้ เขาเอาเอกสารที่นงนุชส่งให้เมื่อครู่ออกมาดู เป็นใบสมัครงานพริตตี้ที่แพรไหมกรอกไว้

    “เธออยู่บ้านหลังนี้นะ” มาวินดูบ้านเลขที่แล้วพึมพำ

    เป็นเวลาที่ในบ้านของแพรไหมกำลังตึงเครียด เมื่อสมศักดิ์แอบบอกมานีว่ารัศมีจะเปิดร้านคาร์แคร์สาขาใหม่ให้ตนดูแล แต่ที่ที่จะเช่ามาทำร้านต้องมีค่ามัดจำแสนห้าตนยังไม่มีขอยืมมานีก่อนได้ไหมเพราะถ้าตนไม่มีเงินเงินแสนห้ามามัดจำเกรงจะถูกรัศมีดูถูกว่าเงินแค่นี้ก็ไม่มี

    แพรไหมได้ยินถามพ่อว่าเรื่องนี้ใช่ไหมที่ทำให้พ่อมาหาเราเพื่อมาขอเงินแม่ สมศักดิ์บอกว่าถ้าไม่เดือดร้อนจริง จะไม่มารบกวนหรอก แพรไหมถามอย่างเจ็บปวดว่าพ่อทิ้งแม่กับตนไปมีครอบครัวใหม่ที่รวยกว่าแล้วยังกล้ามาขอเงินคนจนไปช่วยคนรวยอีกหรือ ถามว่า “พ่อไม่ละอายบ้างเหรอ!” ถูกมานีปรามว่ายังไงพ่อก็คือพ่อ ถ้าเราไม่เดือดร้อนก็ให้พ่อเขาไปก่อน

    พอดีรัศมีเข้ามาถามว่ามีอะไรกันหรือเปล่าเสียงดังเชียว แพรไหมโบ้ยให้ถามพ่อดูเอาเอง มานีเร่งให้แพรไหมไปทำงานเสีย ขอร้อง “เชื่อแม่นะแพรไหม”

    “แม่อ่ะ...” แพรไหมน้ำตาซึมอย่างอัดอั้น เดินร้องไห้ออกไป เจอมาวินยืนอยู่หน้าบ้านพอดี เธอชักสีหน้าถามว่ารู้จักบ้านตนได้ยังไง ต้องการอะไร มาวิน บอกว่าเอาของของเธอมาคืน พลางยื่นเหรียญ 5 บาทให้บอกให้รับไปเสียเพราะเป็นของเธอ แพรไหมถามว่า “เหรียญห้า? ค่าอะไร?” พอมาวินยัดเยียดให้ แพรไหมเอาเงินไปวางบนหลังคารถเขาแล้วเดินหนีไปเลย

    มาวินไม่ยอมแพ้เดินตามไปจนแพรไหมถามว่าจะตามไปถึงไหน เขาบอกว่าจนกว่าเธอจะรับเงินของเธอคืนไป เมื่อแพรไหมไม่ยอมรับเขาถามว่ามันน้อยไปหรือ มันต้องเป็นหลักหมื่นใช่ไหมถึงจะเป็นเรทราคาของเธอ

    “ฉันจะพูดอีกทีว่าฉันไม่ได้ทำอาชีพอย่างที่นายคิด พ่อนายเป็นคนดึงฉันเข้าไปกอดเอง ถึงฉันจะจนแต่ฉันก็มีศักดิ์ศรีฉันสามารถหาเงินด้วยแรงกายและมันสมองของฉันได้ ต่อให้พ่อนายเอาเงินทั้งหมดที่มีมากองตรงหน้าฉันก็ไม่เอา!”

    “ฉันจะซื้อเธอ” มาวินโพล่งออกไป ดูถูกว่าคนจนๆ อย่างพวกเธอก็พูดจาอวดดีเหมือนกันหมด พวกเธอไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าเงิน พูดอย่างท้าทายจะเอาชนะว่า “ยิ่งเธอบอกว่าเงินซื้อเธอไม่ได้ ฉันจะซื้อเธอให้ดู”

    แพรไหมด่าว่าโรคจิตหรือเปล่า มาวินยื่นแบงก์พันให้บอกว่ารับไปแล้วจะตอบ แพรไหมรำคาญจะเดินหนีก็เจอกับคนของอานนท์มาขวางหน้าบอกว่าอานนท์มีของมาให้ แพรไหมงง แต่มาวินชะงักกึก

    คนของอานนท์ขนเอาไอโฟน ไอแพด กระเป๋าสะพายหลุยส์วิตตองและกล่องสร้อยเพชรแวววาวมาให้ บอกว่าไม่ใช่แค่นี้ยังมีกุญแจรถอีกแต่เธอต้องไปรับกุญแจรถจากมือท่านเอง แล้วผายมือเชิญแพรไหมขึ้นรถ มาวินโวยว่าไหนว่าไม่มีอะไร

    “ฉันไม่รู้เรื่อง พวกคุณเอาของกลับไปให้หมดแล้วบอกเจ้านายคุณด้วยว่าอย่ามายุ่งกับฉัน ฉันไม่ต้องการ”ว่าแล้วเดินหนีไป ถูกมาวินกระชากแขนถามว่าจะไปไหนไม่อยากได้รถหรือ คันละตั้งหลายล้านนะ แพรไหมพูดแทบเป็นตะโกนว่า “ฉันบอกว่าไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้เรื่องสิ พ่อนายนั่นแหละตัวปัญหากลับไปบอกพ่อนายให้เลิกยุ่งกับฉันดีกว่า”

    เมื่อมาวินตอแยไม่ยอมเลิก แพรไหมเลยกระทืบเท้าเขาอย่างแรง พูดใส่หน้าว่า

    “คิดว่ามีเงินมากแล้วจะทำอะไรกับใครก็ได้ คนรวยอย่างพวกนายไม่เคยมองคนเป็นคน มีเงินเพื่อเอาไว้กดขี่ข่มเหงคนจน คนอย่างพวกนายมันน่ารังเกียจที่สุด!” ด่าแล้วเดินหนีไปทันที มาวินอยากตามแต่เจ็บเท้าเลยได้แต่ตะโกนตามหลัง

    “แล้วไม่ใช่เงินเหรอที่คนอย่างพวกเธอต้องการ!!”

    มาวินกลับไปยื่นคำขาดกับอานนท์ให้เลิกกับแพรไหมเสีย ถูกอานนท์ย้อนถามว่าเขาก็ชอบเธอใช่ไหม มาวินบอกว่าแพรไหมเป็นรุ่นลูกนะ อานนท์ย้อนถามว่าแล้วจะให้พ่อไปคั่วกับอาม่าอาอึ้มหรือไง มาวินขู่ว่าจะฟ้องแม่ อานนท์หัวเราะร่าพูดอย่างเป็นต่อว่า

    “อยากบอกก็บอกเลย ตราบใดที่ฉันไม่ทำให้แม่แกเสียหน้า คิดว่าแม่แกจะมีเวลาใส่ใจเหรอ...ถ้าแกไม่ได้มาขอแบ่งแพรไหม ก็ออกไปได้แล้ว ยังไงแพรไหมก็ต้องเป็นของพ่อ”

    มาวินได้แต่ฮึดฮัดๆกับคำยืนยันของพ่อ

    ooooooo

    นาราถูกจักรีเอาไปเป็นตัวประกัน เป็นเดิมพัน กันไว้ไม่ให้ญาติๆของเขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของห้างเกรทที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยมือตนเอง

    การประชุมโต้เถียงกันอย่างเคร่งเครียดจนนาราแอบส่งข้อความเข้าไปในไลน์กรุ๊ป “เพื่อนรัก” ที่มีรูปโปรไฟล์เป็นหน้า มาวิน อินทร และนารา ข้อความว่า “ห้องประชุมหรือสนามรบก็ไม่รู้...ช่วยด้วย!!”

    เมื่อนาราจะหนีประชุมก็ถูกจักรีสั่งให้อยู่ก่อนเพราะยังมีประชุมอีกโปรเจกต์หนึ่ง นาราจึงจำต้องเดินตามพ่อไป แต่ถ่วงเวลาเดินช้าหรือไม่ก็เดินถอยหลัง จนเมื่อสบโอกาสก็หนีไปเลย รุจิรารู้ตัวสั่งนายกุลให้รีบตามไปเอาตัวกลับมา

    นาราหนีออกมาถึงหน้าห้าง เห็นรถตุ๊กๆคันหนึ่งจอดอยู่ คนขับนอนเอกเขนกอยู่บนรถ ชนนนั่นเอง เขามารอลูกค้าที่เหมามาและกำลังเข้าไปเอาของในห้าง

    “พี่ตุ๊กๆคะออกรถเถอะค่ะ” นาราเร่ง ชนนบอกว่าตนรอรับลูกค้าอยู่ นาราล่อใจว่าตนจะให้ค่ารถเป็นสองเท่าเลย แล้วยื่นเงินให้หนึ่งพัน ชนนทำเสียงขุ่นว่า

    “นี่น้อง...คนอย่างพี่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน...ถ้าไม่มากพอ...ไป!” ชนนดีดตัวขึ้นขับรถตุ๊กๆไปทันที นายกุลตามมาจึงเห็นแต่ท้ายรถตุ๊กๆเท่านั้น

    ชนนถามว่าจะให้ไปส่งที่ไหน นาราบอกให้ขับไปเรื่อยๆ เขาจึงขับไปทุกที่ที่มีทาง นาราไปเจอของขายที่ไหน

    ก็แวะซื้อหมด ซื้ออย่างละสองชุดบอกว่าเผื่อพี่ตุ๊กๆชุดหนึ่ง ชนนสงสัยถามว่าหนีใครมาหรือ นาราอึกอัก เขาบอกว่า

    “ไม่ต้องบอกก็ได้ เข้าใจ...พี่เองก็มีบางอารมณ์อยากหนีไปเหมือนกัน แต่พี่ก็ไม่เคยหนีไปไหนหรอกนะ” นาราถามว่าทำไม? “ก็...ถ้าจะหนี เราก็ต้องหนีให้สุดๆ ไปให้พ้นจากสิ่งที่เราหนี แต่ถ้าหนีแล้วสุดท้ายก็ต้องกลับไปเผชิญปัญหาอยู่ดี งั้นก็อย่าหนีเลย เสียเวลา เอาเวลามาคิดแก้ปัญหานั้นดี
    กว่า”

    นาราฟังแล้วคิดตาม ถามชนนว่า “เมื่อกี๊แม่โทร. มา คงตามให้กลับบ้าน พี่ว่าหนูควรจะกลับบ้านแล้วใช่ไหม”

    “หรือจะหนีต่อล่ะ แต่พันนึงหนีไม่ได้ทั้งวัน หรอกนะ”

    เป็นคำตอบที่ทำให้นารายิ้มออก ชนนจึงขับรถไปส่งเธอที่บ้าน เห็นบ้านใหญ่โตเขาตกใจถามว่าบ้านน้องเหรอ นาราบอกว่าไม่ใช่ตนเป็นลูกสาวแม่บ้านที่นี่ พ่อเป็นคนขับรถ ส่วนเสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็นชุดเก่าของลูกสาว

    คุณผู้หญิง แล้วขอตัวเข้าบ้าน ชนนเรียกไว้แล้วเอาแบงก์พันคืนให้ ยิ้มหวานพูดอย่างสนิทสนมเป็นกันเองว่า

    “ทีแรกนึกว่ารวยถึงได้รับเงินมา แต่ถ้าเป็นลูกแม่บ้านก็เอาเงินคืนไปเถอะ” นาราไม่รับก็ยัดใส่มือ “เอาไป พี่ไม่อยากให้เราเดือดร้อน”

    “ขอบคุณนะคะ พี่ใจดีมากเลย” นารายิ้มให้อย่างสดใส ชนนยิ้มหวานกรุ้มกริ่มตามประสา เผลอใจจนนาราเข้าบ้านไปแล้วจึงนึกได้ บ่นเสียดายว่ายังไม่ได้ถามชื่อเลย

    พอนาราเข้าบ้านก็ถูกจักรีคาดคั้นถามว่าไปไหนมา เดี๋ยวนี้กล้าขัดคำสั่งพ่อหรือชักจะเอาใหญ่แล้วนะ นารามโนว่าตนเถียงพ่ออย่างไม่หวั่นเกรงเหมือนเมื่อก่อน แต่พอมาสู่ความจริงเธอก็ทำได้แค่แก้ตัว โกหกได้ราวน้ำกลิ้งบนใบบอนว่าตนไม่สบายพะอืดพะอมเลยวิ่งไปอ้วกในห้องน้ำและเป็นลมพอตื่นขึ้นมาเลยโทร.หาหมอก้อยให้มารับไปคลินิก นอนให้น้ำเกลืออยู่ที่นั่น หลับไม่รู้เรื่องเลย อาศัยหน้าซื่อและปดได้เนียน ทั้งจักรีและรุจิราเลยเชื่อบอกให้ไปนอนพักผ่อนเสีย นาราพูดให้น่าเชื่อยิ่งขึ้นว่า

    “สงสัยความดันจะต่ำกะทันหันค่ะ” แล้วทำหน้าจ๋อยเดินขึ้นห้องนอนไป

    ooooooo

    ฝ่ายมาวิน เมื่อขอพ่อไม่ได้ เขาจึงตามไปที่ร้านกาแฟเปิดขาย 24 ชั่วโมงที่แพรไหมไปเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ ชงกาแฟอย่างทะมัดทะแมงอย่างมืออาชีพ มาวินถามกวนๆว่าร้านนี้มีอะไรอร่อย

    แพรไหมตอบกวนๆ คืนไปว่าอร่อยทุกอย่าง ถูกถามอีกว่าอร่อยสำหรับทุกคนหรือเฉพาะกับคนแก่

    “สำหรับคนหนุ่ม แนะนำนมสดร้อนไหมคะ ดื่มเสร็จจะได้ไปนอน” เขาถามว่าเท่าไหร่ แพรไหมบอกว่าเจ็ดสิบห้าบาท ก็ถูกเหน็บอีกว่าตอนบ่ายยังพันหนึ่งพอดึกเลยเลหลังเหลือเจ็ดสิบห้าหรือ แล้วเอาใบพันให้บอกไม่ต้องทอน

    “เงินทอน 925 บาททำบุญให้เด็กด้อยโอกาสที่ถูกพ่อแม่ทิ้งจนมีปมด้อยนะคะ” ว่าแล้วก็หย่อนใส่กล่องรับบริจาค “ขอให้คุณได้รับผลบุญที่ทำนะคะ”

    มาวินไปนั่งรอที่โต๊ะ หันหน้ามองแพรไหมไม่วางตา จนเพื่อนพนักงานถามว่าเขามาจีบแพรไหมหรือ เธอบอกว่าไม่ใช่เลย พนักงานคนนั้นถามอีกว่าเขาจะนั่งเฝ้าทั้งคืนไหม เธอบอกว่าตนก็อยากรู้เหมือนกัน แต่พอมองไปอีกทีเขาก็หายไปแล้ว พอแพรไหมเอาขยะไปทิ้ง หันมาก็เจอมาวินมายืนประชิดจนตกใจผงะ แพรไหมหาทางเอาตัวรอดขู่ว่าตนถ่ายรูปเขาไว้หมดแล้ว และพนักงานในร้านก็พร้อมจะเป็นพยานถ้าเขาทำอะไรตน

    “ต้องทำยังไงเธอถึงจะเลิกยุ่งกับพ่อฉัน” มาวินถาม แพรไหมบอกว่าพ่อเขาเป็นคนสร้างปัญหาเอง มาวินหาว่าผู้หญิงทุกคนก็พูดอย่างนี้ทั้งนั้น แพรไหมโมโห สวนไปอย่างแข็งกร้าวว่าถ้าเขาฟันธงมาจากบ้านแบบนี้แล้วว่าตนเป็นกิ๊กกับพ่อเขา ตนก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก มาวินกระชากเธอเข้าไป จ้องหน้าพูด

    “ฟังนะแพรไหม!! ถ้าเธอยังไม่เลิกยุ่งกับพ่อฉัน ฉันจะไล่บี้เธอให้เลิก อย่าหวังว่าจะมีความสุขอีกเลย” แพรไหมถามว่าขู่กันหรือ มาวินทำเสียงยียวนว่า “ฉันไม่ได้ขู่!”

    “เออ...งั้นฉันจะยุ่ง ฉันจะยั่วยวนพ่อนายให้ใจแตก จะทำให้ครอบครัวนายมีปัญหา จะแย่งสมบัติแย่งความรักมาจากนายให้หมดเลย พอใจยัง! ปล่อยฉันได้หรือยัง”

    “ฉันจะบอกให้แม่เธอรู้ว่าเธอเป็นเมียน้อยพ่อฉัน” มาวินใช้ไม้ตาย ทำให้แพรไหมตกใจถามว่าจะบ้าหรือ? “ไม่บ้าเพราะฉันโทร.ไปบอกแม่เธอเรียบร้อยแล้ว ที่ฉันรอเธอเลิกงานก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้แหละ”

    แพรไหมโมโหผลักหลังมาวินเต็มแรงจนหน้าแทบคะมำด่าว่าเลว ทำอย่างนี้ได้ยังไง มาวินตอบสบายๆ ว่าช่วยไม่ได้ตนเตือนแล้วไม่ฟังเอง ยั่วจนแพรไหมทั้งโมโหและกังวลเป็นห่วงความรู้สึกของแม่มาก

    แต่พอกลับไปพยายามชี้แจงกับแม่ ปรากฏว่ามานีไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้จักแม้กระทั่งคนชื่อมาวิน เลยกลายเป็นเรื่องต้องชี้แจงวุ่นวาย แต่พอดีมีสายเข้ามือถือของแพรไหม เป็นสายจากมาวินนั่นเอง เลยถูกแพรไหมด่าเช็ด แต่ก็ยังถูกมาวินกวนประสาทว่า ตนมีข้อมูลเกี่ยวกับเธออย่างละเอียดจากใบสมัครงานของเธอ รู้กระทั่งสัดส่วนของเธอด้วย

    “นายมาวิน! นายจะทะลึ่งกับฉันมากไปแล้วนะ”

    “ยัง...ยัง...ยังไม่มาก นี่แค่เริ่มๆ อย่าให้ฉันรู้ว่าเธอเจ๊าะแจ๊ะกับพ่อฉันอีก รับรองฉันจะจัดให้เธอหนักกว่านี้แน่” มาวินพูดกลั้วหัวเราะขำๆ แพรไหมทำได้แค่ด่าไอ้คนเลวเท่านั้น

    วางสายจากมาวินแล้ว มานีถามว่ามาวินเป็นใคร พอแพรไหมบอกว่าเป็นลูกเศรษฐีที่ขาดความอบอุ่นเลยตามหาเรื่องตนมาตลอด ภาวนาขออย่าเจอกันอีกเลยตนจะกินเจสี่เดือนเลย มานีบอกว่าอย่าไปสนใจ อะไรที่เขาว่าถ้าไม่ใช่เราก็อย่าสนใจ พลางมานีรีดชุดนักศึกษาให้ แพรไหมขอรีดเอง มานีบอกว่าชุดแรกนี้แม่ขอรีดให้ก่อนเป็นมงคล

    มานีหยิบถุงให้แพรไหมบอกว่าเป็นของขวัญที่สอบเอ็นทรานซ์ติด จะได้ทำรายงานไม่ต้องไปเข้าร้านเน็ตกลางค่ำกลางคืน แม่เป็นห่วง แพรไหมรับถุงไปเปิดดู เห็นเป็นโน้ตบุ๊ก เธอโผกอดแม่

    “แม่...ขอบคุณนะคะแม่ แพรสัญญาจะตั้งใจเรียน จะทำงานที่ดี มีเงินมาก ๆ แล้วแพรจะดูแลแม่ไม่ให้ต้องลำบากอีกเลย

    สองแม่ลูกกอดกันด้วยความรัก...

    ooooooo









    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "แซมมี่" ควงคู่ "ป้อง" เคมีดีเกินต้าน ฟิตติ้งละคร "สายรุ้ง" พร้อมทัพนักแสดงคุณภาพ

    "แซมมี่" ควงคู่ "ป้อง" เคมีดีเกินต้าน ฟิตติ้งละคร "สายรุ้ง" พร้อมทัพนักแสดงคุณภาพ
    15 ต.ค. 2564

    09:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 เวลา 20:32 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์