ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    คลื่นชีวิต

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    สาธิตตอแยจีราวัจน์ไม่เลิก หวังเอาคืนที่เธอกล้าต่อปากต่อคำเขา และสองหนุ่มสาวก็ต้องมาตีกันแย่งแท็กซี่หน้าปากซอยบ้านปียากุล จีราวัจน์พยายามยื้อเพราะเรียกก่อนแต่สาธิตก็ไม่ยอมตามขึ้นไปด้วยจนได้

    คนขับแท็กซี่ลำบากใจมากเพราะสองผู้โดยสารตีกันตลอดทาง ก่อนที่จีราวัจน์จะเป็นฝ่ายมีชัยเมื่อคนขับจำหน้าได้และตัดสินใจไปส่งเธอก่อน สาธิตเจ็บใจมาก ป่วนตลอดทางจนถึงหน้าคอนโดฯหรู แต่จีราวัจน์ก็ไม่ยี่หระลงจากรถแบบไม่เหลียวหลังจนเขาต้องตามไปแขวะและขู่

    “ไม่รู้ว่าชาติก่อนผมทำกรรมอะไรกับคุณไว้ ถึงยังต้องวนเวียนมาเจอกันไม่จบสิ้น”

    “ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่อยากพูดคำนั้น”

    “ผมขอเตือนคุณเป็นครั้งสุดท้าย เลิกยุ่งกับพี่ชยันต์ซะ ผมเคยหยุดสืบเรื่องคุณเพราะน้าวดีขอร้อง แต่ถ้าคุณทำให้เปี๊ยกเสียใจ ผมอาจจะเปลี่ยนใจ อย่าทำให้ผมมีข้ออ้างในการขุดคดีคุณขึ้นมาใหม่!”

    ปียากุลตื่นเช้าในสภาพมึนหัวสุดขีด จำได้ลางๆว่าไปดื่มบ้านสาธิตและถูกหามกลับกลางดึก เช่นเดียวกับชยันต์เมาแอ๋มาจากข้างนอกและถูกแบกกลับมา หญิงสาวจ้องสามีที่ยังหลับ พลางคิดถึงอดีตตอนเขาขอเธอแต่งงาน

    “ผมรู้ว่าผมไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ ผมแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะดูแลผู้หญิงที่ผมรักให้ดีที่สุด ไม่ได้อยากเป็นคนแรกที่คุณคิดถึงเวลาคุณมีความสุข แต่อยากเป็นคนแรกที่คุณคิดถึงเวลาคุณมีทุกข์ อยากเป็นคนที่คอยอุ้มเวลาคุณหมดแรง อยากเป็นคนปลอบเวลาคุณเหนื่อย อยากเป็นคนกอดเวลาคุณท้อ”

    ปียากุลตื้นตันจนน้ำตาไหล ดีใจเหลือเกินที่เขารักและอยากใช้ชีวิตร่วมกับเธอ

    “ผมไม่มีอะไรมาวัดปริมาณความรักที่ผมมีให้กับคุณ ผมมีเพียงคำสัญญาว่าทั้งชีวิตของผม...ผมรักแค่คุณคนเดียว ถ้าคุณไว้ใจ เชื่อใจในคำสัญญาของผม...แต่งงานกับผมนะเปี๊ยก”

    คำสัญญาของเขายังก้องในหัว ปียากุลดึงตัวเองจากอดีตแสนหวานและทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะคำพูดเตือนสติของสาธิตเมื่อคืนให้เธอพยายามรักษาความรักไว้ ก่อนที่จีราวัจน์จะมาชุบมือเปิบ

    ปียากุลเลยเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยมื้อเช้าที่ลงมือทำเอง โดยมีพัฒนะเป็นลูกมือ หวังเอาใจชยันต์และไถ่โทษเรื่องเมื่อวันก่อน แต่ความพยายามของเธอก็

    สูญเปล่าเพราะผู้กำกับหนุ่มไม่สนใจเลย...

    ooooooo

    หลังเรื่องวุ่นๆเพราะข่าวอุบัติเหตุ สุกี้ก็อนุญาตให้จีราวัจน์ไปต่างจังหวัด โดยมีดารากาไปเป็นเพื่อน เช่นเดียวกับเจตรและเจนจิรา สองพี่น้องที่ไปเที่ยวจังหวัดเดียวกันเพื่อพักผ่อนและซ่อมแซมบ้านพักของครอบครัว

    การมาต่างจังหวัดของจีราวัจน์กลายเป็นข่าวใหญ่ในตลาด ดาราสาวแทบขยับตัวไปไหนไม่ได้เพราะต้องถ่ายรูปคู่ แจกลายเซ็นและรับของขวัญ ดารากาเฝ้ามองเพื่อนรักอย่างอดทน และยิ่งกว่าเต็มใจจะช่วยขนของขวัญกลับที่พัก

    แต่เพราะของขวัญมากมาย รถสปอร์ตของจีราวัจน์ เลยไม่มีที่นั่งเหลือ ดารากาเลยตัดสินใจจะกลับที่พักด้วยรถสองแถว ปล่อยให้เพื่อนรักขับกลับที่พักเอง แต่กลายเป็นว่าสองสาวกลับไปเจอคนที่ไม่คาดคิด!

    เวลาเดียวกันที่กรุงเทพฯ...ชยันต์ออกมาชกมวยตามคำชวนของสาธิต สองหนุ่มฟาดฟันกันแบบไม่ยั้งมือจนหมดแรงกันทั้งคู่ ทนายหนุ่มเลยได้โอกาสพูดถึงปียากุลญาติสาว

    “ผมรู้ว่าน้องสาวผมมันงี่เง่า แต่ที่เปี๊ยกเป็นอย่างนี้ก็เพราะแคร์พี่มาก”

    “ฉันรู้...แต่บางครั้งเปี๊ยกก็ทำเกินไป ถึงกับใช้อำนาจสั่งคนมาตบจี มันไม่ถูก”

    “เปี๊ยกสั่งคนตบจีราวัจน์เหรอ”

    “ใช่...ตบเขาทั้งๆที่จีไม่ได้ทำอะไรผิด”

    “เรามันผู้ชาย เราอาจไม่เห็นเหมือนอย่างที่ผู้หญิงด้วยกันเห็น คนบางคน...ต่อหน้าผู้ชายอาจจะดี ลับหลังอาจทำอีกอย่างก็ได้ พี่อยู่วงการนี้มานานน่าจะรู้ว่านักแสดงเก่งเรื่องสร้างภาพ”

    “มันไม่เหมือนกันทุกคนหรอก โดยเฉพาะจี”

    “ดูท่าทางพี่จะเข้าข้างผู้หญิงคนนั้นมากกว่าเชื่อเมียพี่อีกนะ”

    ชยันต์ถอนใจยาว พยายามจะพูดให้อีกฝ่ายมองจีราวัจน์ในแง่ดีขึ้น “ฉันเชื่อนะว่าถ้านายได้รู้จักจีในสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่ในสถานการณ์ร้ายๆอย่างนี้ นายจะรู้ว่าจีราวัจน์ไม่ได้เลว ไม่ได้ร้ายอย่างที่ใครๆคิด”

    “และถ้าพี่รู้จักเปิดใจให้เมียเหมือนที่พี่เปิดใจให้คนอื่นบ้าง พี่ก็จะรู้ว่าทุกอย่างที่เปี๊ยกทำ...ทำเพราะรักไม่ใช่เพราะร้าย และตอนนี้เขาก็รู้ว่าเขาผิด คนอย่างเปี๊ยกไม่เคยยอมใคร แต่เขายอมพี่ เขาพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อพี่”

    “ถ้าเปี๊ยกทำผิดครั้งแรก ฉันจะบอกให้ว่าเขาไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย ฉันก็ให้อภัยเขาได้ แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่...เปี๊ยกได้ทุกอย่างง่ายเกินไปจนไม่เห็นคุณค่า...ถึงเวลาที่เปี๊ยกควรได้อะไรยากๆบ้าง”

    และบททดสอบของปียากุลก็มาถึงในคืนนั้นเอง เมื่อชยันต์ไม่กลับบ้าน คร่ำเคร่งกับงานตัดต่อเกือบทั้งคืน ภรรยาจอมหึงที่เตรียมมื้อเย็นสุดหรูไว้รอท่าเลยตามไปเฝ้า แต่เขาก็มึนตึงและไม่ยอมพูดดีด้วยเลย

    ขณะที่ปียากุลต้องรับศึกหนักจากสามี จีราวัจน์กับดารากาก็ต้องพูดไม่ออก เมื่อมาเจอกันที่บ้านแล้วพบว่าทั้งสองต่างมีนัดกินมื้อเย็น โดยที่ทั้งสองก็ไม่รู้ว่าทั้งสองนัดจะพาพวกเธอไปในที่เดียวกัน...

    ooooooo

    ความจริงก็คือจีราวัจน์ขับรถหลงทางจนยางรถแตกที่หน้าบ้านพักของเจตร วิศวกรหนุ่มเลยฉวยจังหวะนี้ชวนเธอกินมื้อเย็นด้วย เช่นเดียวกับดารากาที่เจอเจนจิราทนายความหน้าใหม่และลูกสาวของ

    จวงจันทร์ครูใหญ่โรงเรียนที่เธอสอน เลยถูกชวนมากินมื้อเย็นที่บ้านด้วยเพราะอยากกระชับสัมพันธ์ให้พี่ชายคนเดียว

    กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นนัดของสองพี่น้องบ้านพักเดียวกัน จีราวัจน์กับดารากาก็ไปยืนหน้าบ้านแล้ว หนึ่งหนุ่มสามสาวเลยได้ช่วงเวลาดีๆแทน โดยเฉพาะเจตรกับดารากาที่ได้เจอกับคนที่ถูกตาต้องใจ

    จีราวัจน์ไม่รู้ตัวว่าเจตรแอบชอบ มัวสนใจอาการยิ้มไม่หุบและหน้าแดงเหมือนเขินตลอดเวลาของเพื่อนสาว จนต้องเก็บไปซักไซ้ที่บ้าน แต่ดารากาก็เฉไฉไม่ยอมเล่าและผละหนีเข้าห้องดื้อๆ

    แต่มีหรือจีราวัจน์จะยอม ตามไปรั้งแขนเพื่อนรักไว้

    “จะรีบไปไหน...ไหนดาวบอกวันนี้ท้องฟ้าสวยไง”

    “ท้องฟ้าสวยแต่ไม่ค่อยน่าไว้ใจ จีเคยบอกไม่ใช่เหรอ...อะไรที่นิ่งๆดูดีเกินไป ต้องมีบางสิ่งแอบแฝงมาด้วยเสมอ”

    “นั่นจีหมายถึงชีวิตจี ไม่ใช่ท้องฟ้า”

    “ก็เหมือนกันนั่นแหละ”

    “งั้นเรายิ่งต้องอยู่ดูดาวกันต่อ เผื่อพรุ่งนี้จะมีมรสุมจนไม่เห็นดาว...”

    สองสาวเพื่อนรักกอดกันดูดาวหลังจากนั้น ถ่ายทอดความรักและความรู้สึกดีๆผ่านมิตรภาพอันยาวนาน โดยไม่รู้เลยว่าอีกไม่นาน...ท้องฟ้าและคลื่นชีวิตอาจทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป...

    วันเวลาพักผ่อนผ่านพ้นไปด้วยดี เจตรกับเจนจิราต้องกลับกรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น เมื่อจู่ๆเจนจิราก็ถูกสาธิตเรียกตัวสัมภาษณ์ในบ่ายของวันเดียวกัน ส่วนจีราวัจน์ก็ต้องกลับสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง และวันนี้ก็ถึงคิวถ่ายละครฉากเกือบสุดท้ายของเธอ โดยมีชยันต์เป็นผู้กำกับเหมือนเคย

    ปียากุลไม่พอใจนัก แต่เพราะอยากง้อสามีเลยยอมขอโทษจีราวัจน์ตามความต้องการของเขา ดาราสาวเห็นท่าทางอึดอัดใจของภรรยาจอมหึงของชยันต์ก็นึกสงสัย แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อได้ยินอีกฝ่ายบ่นในห้องน้ำ

    “จะให้คนอย่างฉันขอโทษจีราวัจน์เนี่ยนะ ท่องไว้ ...ต้องทำให้ชยันต์เห็น เรามีเหตุผล ไม่ใช้แต่อารมณ์!”

    จีราวัจน์เข้าใจและเห็นใจปียากุล เลยตัดสินใจปรากฏตัวและพูดตรงๆ

    “คุณเปี๊ยกไม่ต้องขอโทษจีอย่างที่พี่ชยันต์บอกหรอกค่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันจบไป”

    “ไม่ต้องแสดงเป็นคนดีหรอก...เท่านี้ชยันต์ก็เชิดชูเธอจะแย่อยู่แล้ว”

    “คนอย่างฉัน...จะทำการแสดงก็ต่อเมื่ออยู่หน้ากล้องเท่านั้น แต่พอหลังกล้อง...ไม่ว่าจะพูดจะทำอะไร ฉันพูดฉันทำจากใจ ถามว่าฉันโกรธไหมที่คุณสั่งคนตบฉัน...ฉันโกรธมาก เพราะถ้าฉันไม่ผิด ฉันไม่เคยยอมให้ใครมาทำร้ายฟรีๆ และถ้าจะชดใช้ แค่คำว่าขอโทษไม่พอ...แต่ฉันต้องตบคืน!”

    พูดจบก็ย่างสามขุมเข้าหา สีหน้าดุดันจนปียากุลแอบกลัว ก้าวถอยโดยไม่รู้ตัว จีราวัจน์เหยียดยิ้มช้าๆ ก่อนจะเตือนสติอีกฝ่ายให้เข้าใจในตัวชยันต์และความรู้สึกของเธอ

    “ที่ฉันยอมให้คุณ...เพราะฉันเข้าใจความรู้สึกคุณ เอาเป็นว่าฉันยืนยันตรงนี้ว่าฉันกับพี่ชยันต์ไม่มีอะไรกัน จบละครเรื่องนี้แล้ว...ทั้งฉัน ทั้งพี่ชยันต์...ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องเจอกันอีก คุณสบายใจได้”

    “ฉันจะเชื่อเธอได้ยังไง”

    “คุณไม่ต้องเชื่อฉันหรอก...เพราะความจริง...คนที่คุณควรจะเชื่อคือพี่ชยันต์ ที่พี่ชยันต์เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะเขาโกรธแทนฉันอย่างที่คุณเข้าใจ แต่เขาน้อยใจที่คุณไม่เคยเชื่อใจเขาต่างหาก”

    พูดจบก็จะผละไป ทิ้งปียากุลให้มองตามอึ้งๆ ก่อนจะตัดสินใจขอโทษ จีราวัจน์ชะงัก ไม่อยากเชื่อหู แต่เพียงไม่นานก็ต้องถอนใจยาวด้วยความอ่อนใจเมื่อได้ยินประโยคต่อมา

    “ครั้งนี้ฉันผิดจริง ฉันถึงขอโทษ...แต่คราวหน้า...ถ้าฉันไม่ผิด...อย่าหวังจะได้ยินคำนี้จากปากฉัน!”

    ooooooo

    เจนจิราได้งานเป็นทนายความผู้ช่วยในสำนักงานของสาธิต หญิงสาวตื่นเต้นมากจนทุกคนในสำนักงานอดมองมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้ แม้แต่สาธิตก็พลอยยิ้มไปด้วยในความสดใสร่าเริงของเธอ...

    ขณะที่สาธิตหมกมุ่นกับการฝึกงานน้องใหม่

    จีราวัจน์ก็วุ่นวายกับการดูแลเด็กๆที่บ้านของนวดี อย่างเช่นวันนี้...หลังเคลียร์ปัญหาคาใจกับปียากุล ดาราสาวก็รีบไปเยี่ยมเด็กๆพร้อมของฝากหอบใหญ่

    อารีที่รับหน้าที่เป็นตัวแทนหิ้วของมากมายไปให้แทนดาราสาวถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อได้ยินเสียงเอะอะทักทายจากหน้าบ้าน เช่นเดียวกับนวดีที่แวะเอาผลไม้มาให้ครูสอนร้องเพลงหนุ่มใหญ่

    “ครู...อยู่หรือเปล่า วันนี้จีมีของทะเลมาฝากด้วย ถุงใหญ่ฝากให้คุณน้าวดีกับเด็กๆเหมือนเดิมนะ ส่วนปลาหมึกบดของครู เอ๊ะ...ไม่มีสัญญาณตอบรับ สงสัยจะไม่อยู่ โยนให้หมากินดีกว่า”

    ไม่ทันขาดคำ อารีก็โผล่หน้าพร้อมข่าวร้ายสำหรับจีราวัจน์

    “ฉันเคยบอกแกหลายหนแล้วใช่ไหมว่าเวลามาหาฉันอย่าแหกปาก”

    “อ้าว...คนสมัยนี้ เวลาทำอะไรต้องประกาศให้โลกรู้”

    “งั้นฉันก็ดีใจกับแกด้วย เพราะนอกจากแกจะประกาศให้โลกรู้แล้ว แกยังทำความลับแตกด้วย!”

    จีราวัจน์นิ่วหน้า แล้วก็ถึงกับหน้าเจื่อนเมื่อเห็นนวดีเดินตามอารีออกมาจากในบ้าน ดาราสาวไม่มีทางเลือก ต้องเดินหน้าจ๋อยพร้อมถุงของฝากหอบใหญ่ไปส่งนวดีถึงบ้านด้วยตัวเอง

    “จีขอโทษคุณน้าด้วยนะคะที่ไม่ได้บอกความจริงคุณน้า”

    “ฉันเข้าใจ...เอาเป็นว่าฉันขอบคุณแทนเด็กๆด้วยแล้วกัน”

    “ไม่เป็นไรเลยค่ะ จีเต็มใจช่วยเด็กๆ ถ้าคุณน้าอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกได้เลยนะคะ”

    “อย่าเลยแค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว”

    “ไม่เลยค่ะ เท่านี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับที่คุณน้าต้อง...ดูแลเด็กๆทั้งหมดคนเดียว”

    “มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว ต่อให้ตอนนี้ชีวิตอาจมีอะไรเปลี่ยนไป ฉันก็ต้องดูแลเด็กๆให้ได้”

    สีหน้าและแววตามุ่งมั่นของนวดีทำให้จีราวัจน์ยิ่งรู้สึกผิด จนต้องเอื้อมไปจับมือ “จีรู้ว่าคุณน้าคงไม่อยากให้จีมายุ่ง แต่ถ้าจะให้จีทำเป็นไม่รับรู้ จีก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน จีขอล่ะค่ะ...ให้จีได้ช่วยอะไรบ้างเถอะนะคะ”

    นวดีถอนใจยาว ใจอ่อนยอมให้จีราวัจน์เอาของฝากไปให้เด็กๆ ดาราสาวปลื้มมากและลงท้ายด้วยการวิ่งเล่นต้อนไก่เข้าเล้ากับเด็กๆ แต่ช่วงเวลาความสุขสนุกสนานก็อยู่ไม่นาน เมื่อจู่ๆสาธิตก็โผล่มา!

    ooooooo

    เสียงหัวเราะลั่นบ้านนวดีต้องจบลงพร้อมใบหน้าถมึงทึงของสาธิตที่บังคับให้จีราวัจน์ขนข้าวของฝากมากมายออกจากบ้าน นวดีไม่อยากให้ทนายความหนุ่มผูกใจเจ็บพยายามไกล่เกลี่ยแต่เขาก็ไม่ฟัง

    “พอเถอะครับ...คุณน้าขอเพื่อผู้หญิงคนนี้มากเกินไปแล้ว ผมจะไม่ยอมให้ผู้หญิงคนนี้มายุ่งอะไรกับคุณน้าอีก”

    จีราวัจน์ทนไม่ไหว โพล่งออกไปว่าเขาทำตัวเหมือนเด็ก

    “คุณไม่ชอบฉันก็เรื่องของคุณ ทำไมคุณต้องบังคับคุณน้าให้รู้สึกเหมือนคุณด้วย ทำตัวเป็นเด็กหาพวกไปได้”

    สาธิตโกรธมาก ตั้งท่าจะลากตัวดาราสาวออกไป แต่จีราวัจน์ก็เอาชนะ ยื้อยุดไม่ยอมกลับ นวดีเห็นท่าไม่ดี พยายามจะห้ามแต่ก็เกิดหน้ามืดเป็นลมเสียก่อน

    สองหนุ่มสาวหยุดตีกันโดยอัตโนมัติ ก่อนที่สาธิตจะได้สติก่อนจะพานวดีไปโรงพยาบาล จีราวัจน์ไม่รอช้ากระโดดขึ้นรถไปด้วย เลยถูกทนายหนุ่มไล่ลงจากรถ

    “ไม่! ฉันจะนั่งประคองคุณน้าไปด้วย”

    “ไม่ต้อง! ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้องมายุ่ง...ลงมา!”

    “ไม่! นี่มันไม่ใช่เวลาที่คุณจะเอาความเกลียดฟาดฟันฉันนะคุณสาธิต เวลานี้คุณควรคิดถึงชีวิตคุณน้าสำคัญที่สุด ถ้าคุณห่วงคุณน้าคุณจริงก็รีบพาคุณน้าไปหาหมอเดี๋ยวนี้ เห็นไหมคุณน้าหน้าซีดตัวเย็นไปหมดแล้ว”

    สภาพของนวดีทำให้สาธิตหยุดอคติไว้ชั่วคราวและรีบไปโรงพยาบาล นวดีถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินหลังจากนั้น สาธิตเลยหันไปเล่นงานจีราวัจน์ต่อ ไม่อยากให้เธอยุ่งวุ่นวายกับนวดีอีก

    จีราวัจน์เป็นห่วงนวดีเลยไม่อยากกลับ รั้นจะอยู่ต่อจนสาธิตต้องเสนอเงินค่าจ้างให้

    “ฉันช่วยคุณน้าด้วยใจ ไม่ใช่เพราะเงิน”

    “จะไปรู้เหรอ...เห็นคุณถนัดตีค่าคนเป็นเงิน ผมไม่อยากติดค้างบุญคุณใคร...เท่าไรว่ามา!”

    “ฉันไม่ต้องการเงิน ถ้าจะตอบแทน...ฉันอยากได้อย่างเดียว”

    สาธิตรอฟัง แล้วก็ถึงกับหน้าชาเมื่อได้ยิน

    “ฉันอยากได้ยินคำว่าขอบคุณ...พูดเป็นไหม”

    สองหนุ่มสาวคงปะทะคารมกันอีกนาน ถ้าหมอกับพยาบาลจะไม่มาแจ้งอาการของนวดีเสียก่อนว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว แค่อ่อนเพลียเพราะพักผ่อนไม่พอเท่านั้น สาธิตเลยรีบไล่จีราวัจน์อีกครั้ง ดาราสาวคร้านจะต่อปาก ต่อคำด้วย จึงผละไปดูแลเด็กๆที่บ้านแทน กว่าสาธิตจะรู้เรื่อง ทั้งเธอและเด็กๆก็ลงมือทำมื้อเย็นกันแล้ว

    สีหน้ายิ้มแย้มและชื่นชมของเด็กๆที่มีต่อจีราวัจน์ทำให้สาธิตพูดไม่ออก ตั้งท่าจะหาเรื่องค่อนแคะเหมือนเคยแต่ก็ทำไม่ได้เต็มปากเต็มคำนัก

    “หมดหน้าที่ของคุณแล้ว กลับไปได้...และทีหลังอย่ามายุ่งกับคนในบ้านนี้อีก ไม่ว่าจะเป็นน้าวดีหรือเด็กๆ”

    “ทำไม...หรือทนไม่ได้ที่พวกเขาไม่เกลียดฉันเหมือนคุณ”

    “เรื่องนั้นผมไม่เคยแคร์ ถ้าทุกคนรู้ว่าตัวจริงคุณเป็นยังไง...รับรองว่าไม่มีใครรักคุณลง”

    “ก็ดี...ถ้าคิดแบบนั้นจริงๆก็ปล่อยให้ฉันอยู่กับเด็กๆสิ พวกเขาจะได้รู้ว่าตัวจริงของฉันเป็นยังไง จะกีดกันทำไม!”

    ooooooo

    เพราะคำพูดท้าทายของจีราวัจน์และสีหน้าผิดหวังของเด็กๆทำให้สาธิตใจอ่อนยอมให้ดาราสาวช่วยทำมื้อเย็นจนเสร็จ แต่กระนั้นก็ไม่วายตามเหน็บแนมเมื่อเห็นว่าเธอเข้ากับเด็กๆได้ดีเกินคาด

    “คุณเป็นเด็กขาดความอบอุ่นใช่ไหม ตอนเด็กๆพ่อแม่ไม่รักใช่หรือเปล่า...ถึงได้ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ความรัก ความสนใจจากคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่...การหลอกเด็ก”

    จีราวัจน์เจ็บจี๊ดที่เขาพูดแทงใจดำ พยายามระงับอารมณ์อย่างมากก่อนสวน “มันคงมีเหตุผลล้านแปดที่คุณจะเกลียดฉัน...ฉันไม่ห้าม เกลียดไปเลย แต่ความเกลียดของคุณห้ามไม่ให้ฉันมาดูแลเด็กๆ ดูแลคุณน้าวดีไม่ได้ ใช่...ฉันอาจจะทำเพราะฉันต้องการความรัก ต้องการความรู้สึกดีๆ แล้วมีใครบนโลกใบนี้บ้างที่ไม่ต้องการมัน!”

    สาธิตถึงกับอึ้งไปอึดใจ เหมือนตกในภวังค์เมื่อสบตาแข็งกร้าวของเธอ แต่เพียงไม่นานสองหนุ่มสาวก็ต้องสะดุ้ง เมื่อจู่ๆเด็กๆก็ลุกมาตีกัน สาธิตเห็นว่ามีคนขโมย อาหารเลยดุเสียงดังจนคนก่อเรื่องหน้าจ๋อย จีราวัจน์สงสาร เข้าใจความรู้สึกดีเพราะเคยอดอยากมาก่อน เลยถือชามอาหารไปหาเด็กคนก่อเรื่องนั้น

    “ถ้าหิว...ก็กินเยอะๆ แกงยังมีอีกแต่ต้องสัญญาก่อนว่าอย่าขโมยของเพื่อนอีก เพราะเพื่อนก็หิวเหมือนกัน”

    คำพูดเตือนสติง่ายๆแต่ตรงจุดของเธอทำให้สาธิตตะลึงอีกรอบ แต่ด้วยอคติในใจทำให้ไม่เชื่อว่าเธอจะดีจากใจจริง และเมื่อสบโอกาสก็อดไม่ได้จะแขวะด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่ชยันต์ถึงหลงคุณ ขนาดเด็กผู้ชาย...คุณยังใช้เสน่ห์ทำให้หลงได้เลย”

    จีราวัจน์ถอนใจเซ็งๆกับอคติฝังใจของเขา โต้เสียงเรียบ “ฉันไม่ได้ใช้เสน่ห์แต่ใช้ความเข้าใจ...ไหนคุณบอกว่ารู้จักเด็กพวกนี้ดีกว่าฉันไง ถ้าคุณรู้จักจริง คุณจะไม่ทำโทษเขาอย่างนั้น”

    “คนทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ”

    “แต่บางเรื่องที่เกิดขึ้น มันอาจไม่ใช่ความผิดที่ตั้งใจ อย่างเช่นเรื่องนี้...เด็กน่ะ...ถ้าไม่หิว เขาไม่แย่งหรอก”

    “คุณนี่เก่งทำเรื่องผิดให้ไม่ผิดนะ”

    “คุณก็เก่งยัดเยียดการลงโทษให้กับคนที่ไม่ตั้งใจทำผิดนะ แกงจืดยังเหลืออีกนะ...คุณน่าจะลองกิน เผื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่คุณตั้งแง่ว่าไม่ดี มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่คุณคิดก็ได้”

    พูดจบก็ผละไป สาธิตได้แต่มองตามเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดตรงๆตอนเธอจะกลับ

    “อย่ามาที่นี่อีก! ที่วันนี้ผมพยายามอดทนเพราะเห็นแก่เด็กๆ แต่ถ้าคุณยังมาวุ่นวายกับคนในครอบครัวผมมากกว่านี้...ผมไม่รับรองว่านอกจากปล่อยคุณตกน้ำได้แล้ว ผมอาจทำอย่างอื่นได้อีก”

    “คุณคิดว่าคำขู่ของคุณจะทำให้ฉันกลัวเหรอ ฉันผ่านจุดที่เรียกว่ากลัวมาไกลมากแล้วคุณสาธิต...คุณไม่มีวันคาดถึงหรอกว่าชีวิตของฉัน...เจออะไรมาบ้าง!”

    ooooooo

    คำพูดทำร้ายจิตใจของสาธิตทำให้จีราวัจน์จิตตกอย่างหนัก หญิงสาวเหยียบคันเร่งมิดหวังให้ความเร็วชำระล้างจิตใจบอบช้ำเมื่อหวนคิดถึงอดีต สมัยเธอยังเป็นเด็กสลัมและจริยาแม่แท้ๆเป็นโสเภณีหาเช้ากินค่ำ จีราวัจน์เวลานั้นยังช่วยตัวเองไม่ได้มาก ต้องอดๆอยากๆ มีเพียงยายจันทร์แม่ค้าขายข้าวแกงข้างบ้านช่วยดูแลและให้ข้าวให้น้ำ

    จีราวัจน์ดึงตัวเองจากอดีต ชีวิตวัยเด็กของเธอไม่มีอะไรน่าพิสมัย จริยามีเรื่องตบตีเพราะเรื่องผัวๆเมียๆ

    ไม่เว้นแต่ละวัน ดาราสาวถอนใจยาวก่อนจะผ่อนคันเร่งและตัดสินใจไปหาผู้มีพระคุณสมัยเด็กของเธอ

    ยายจันทร์ยังขายข้าวแกงในสลัมเดิม โดยมีพันหลานชายคนเดียวอยู่เป็นเพื่อน จีราวัจน์แอบมาเยี่ยมเสมอด้วยความรักและคิดถึง สองยายหลานไม่อยากให้ดาราดังอย่างเธอถูกแฉว่าเคยเป็นเด็กสลัมเลยพยายามห้ามปรามตลอด แต่จีราวัจน์ก็ไม่หวั่น หมั่นแวะมาหาทุกครั้งที่มีโอกาส

    การมาเยือนถิ่นที่เคยอยู่ทำให้จีราวัจน์สะท้อนใจ คิดถึงวันคืนเก่าๆอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะตอนจริยาเมาแอ๋กลับบ้านแล้วเธอไม่สามารถช่วยอะไรได้ แม้แต่แบกแม่เข้าบ้าน เธอตัวเล็กเกินกว่าจะทำคนเดียว

    สีหน้าครุ่นคิดของจีราวัจน์ไม่รอดพ้นสายตาของยายจันทร์ไปได้ เช่นเดียวกับพัน...ชั่งใจอยู่นานจะบอกเรื่องหนักใจที่เขากับยายจะถูกไล่ที่ในไม่ช้า แต่ ยายจันทร์ก็รู้ทันและห้ามไว้ ไม่อยากให้จีราวัจน์ต้องเดือดร้อนและอื้อฉาวเพราะพวกตนเป็นต้นเหตุ

    หลังพูดคุยจนหายคิดถึง โดยที่ยายจันทร์กับพันไม่ได้ปริปากเรื่องถูกไล่ที่แม้แต่น้อย จีราวัจน์ก็กลับ

    คอนโดหรูในสภาพอ่อนเพลียสุดขีด แต่ไม่ทันได้พักสมใจก็ต้องถอนใจยาว เมื่อเห็นว่าใครมาดักรอ

    จริยานั่นเองที่รู้ว่าลูกสาวคนเดียวที่เธอพยายามล้างอดีตให้ แอบไปหายายจันทร์ถึงสลัม

    “มาหาหนูดึกๆแบบนี้...อย่าบอกนะคะว่าคิดถึง”

    “แกกลับไปยุ่งกับยายจันทร์อีกทำไม”

    “รู้ข่าวเร็วจังนะคะ อ้อ...ลืมไปว่าเรื่องนี้มันอาจสั่นคลอนขาเก้าอี้ตำแหน่งคุณหญิงถึงต้องรีบมา”

    “อย่ายุ่งกับยายจันทร์อีก”

    “แต่ยายจันทร์กำลังลำบาก”

    “ก็ให้เงินแล้วก็ไล่มันไปสิ...ฉันเคยบอกแกแล้วใช่ไหม วันที่ฉันพาแกออกจากตรงนั้น...อย่ากลับไปที่นั่นอีก...ฉันใช้ทั้งชีวิตของฉันต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแลกกับชีวิตใหม่ที่ดีกว่า...ทำไมแกไม่เชื่อฉัน!”

    “เพราะบังเอิญหนูไม่ใช่วัวลืมตีน! หนูยังจำได้ว่าที่หนูอยู่เป็นคนได้เพราะเศษข้าวเศษแกงก้นหม้อจากร้านยายจันทร์ เวลาหนูป่วย หนูก็รอดตายเพราะยาและอ้อมกอดยาย ในขณะที่แม่แท้ๆทิ้งหนูไปแย่งผัวคนอื่น”

    จริยาโกรธมาก ตอกกลับไม่ไว้หน้า “แล้วเงินที่เลี้ยงแก มันไม่ใช่เงินจากคนที่แกด่าว่าแย่งผัวชาวบ้านเหรอ เงินที่ส่งแกไปชุบตัวเรียนเมืองนอกแล้วก็กลับมาทำตัวปีกกล้าขาแข็งท้าทายฉัน ในขณะที่ฉันสร้างความดี แต่ แกกลับขยันสร้างความเลว ก่อแต่เรื่อง ทะเลาะกับคนโน้น แย่งผัวคนนี้ มีข่าวมั่วผู้ชายไม่ซ้ำคน แกทำได้ยังไง!”

    “สงสัยคงจะมาจากสายเลือด”

    ขาดคำจีราวัจน์ก็โดนตบฉาดใหญ่ พร้อมคำอาฆาตโทษจากแม่แท้ๆ

    “นังจี! แกจำไว้นะ...ฉันจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงของฉัน ไม่ว่ายายจันทร์หรือแก...อย่าบีบให้ฉันต้องเลือกระหว่างแกกับชื่อเสียงเงินทองของฉัน... เพราะแกก็รู้ว่าฉันจะเลือกอะไร!”

    จริยากลับไปแล้ว ทิ้งจีราวัจน์ให้ยืนมองทั้งน้ำตา ก่อนจะทรุดตัวกับพื้นช้าๆ สะเทือนใจสุดขีดที่แม่คนเดียวไม่เคยรักและเข้าใจในตัวเธอเลย ดาราสาวผล็อยหลับหลังจากนั้น ก่อนสะดุ้งตื่นเช้าวันต่อมาเพราะเสียงปลุกของดารากา พร้อมกับความจริงที่ว่าเหตุการณ์ทะเลาะกับแม่เมื่อคืนเป็นแค่ฝันร้าย!

    ooooooo

    จีราวัจน์คงจะอ่อนเพลียกับเหตุการณ์มากมายที่รุมเร้าก่อนหน้าและเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว จนไม่รู้ว่าจริยาไม่ได้มาหาเธอที่คอนโดเพื่อต่อว่าเรื่องยายจันทร์ แต่คงเพราะความกังวลจากส่วนลึกของจิตใจมากกว่าทำให้เธอเก็บไปฝัน

    ดารากาเห็นสีหน้าซึมๆของเพื่อนรักก็พยายามซักไซ้ แต่จีราวัจน์ก็ปากแข็ง เฉไฉและบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเล่า แอบไปร้องไห้ตามลำพังในห้องน้ำ หวังลมๆแล้งๆว่าโชคชะตาจะทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้นในไม่ช้า...

    ชีวิตของจีราวัจน์ดำเนินไปอย่างปกติ เช่นเดียวกับสาธิตที่คร่ำเคร่งกับงาน โดยมีเจนจิราทนายสาวผู้ช่วยคนใหม่ตามประกบไม่ห่าง ความเฉลียวฉลาดทันคนของเขาทำให้เธอทึ่งไม่หยุดหย่อน อย่างเช่นวันนี้ที่เขาซ้อนแผน ดึงตัวหญิงสาวที่ถูกจ้างวานเป็นเมียน้อยเพื่อให้เมียหลวงกลบเกลื่อนเรื่องมีชู้มาเป็นพยานในคดีฟ้องหย่าจนความจริงเปิดเผย!

    คดีเมียหลวงฟ้องหย่าเลยจบลงด้วยการให้ผัวจ่ายค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง โดยไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูรายเดือนเรือนแสนอย่างที่ถูกเรียกร้องแต่แรก เพราะเมียหลวงเป็นฝ่ายทำผิดลอบมีชู้ เจนจิราประทับใจในความสามารถของสาธิตมาก แต่ไม่ทันชม สองทนายก็ต้องมองหน้ากันงงๆ เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากอีกด้าน

    ยายจันทร์กับพันนั่นเองที่เถียงกันหน้าศาล เพราะฝ่ายแรกอยากจะมาหาสาธิตทนายหนุ่มที่ได้ยินว่าช่วยเหลือคนจนที่ถูกเอาเปรียบตลอด พันพยายามรั้งไว้เพราะกลัวจะถูกไล่กลับ แต่สาธิตก็ทำให้ทุกคนแปลกใจ เมื่อเขายอมรับว่าว่าความเรียกร้องความเป็นธรรมให้ยายจันทร์...

    ปียากุลไม่ละความพยายามจะง้อสามี แต่ชยันต์ก็ไม่ดีด้วยง่ายๆ อยากให้บทเรียนกับเธอ ไม่ให้ใช้อารมณ์ชั่ววูบทำลายความรักที่สั่งสมมานาน พัฒนะเห็นใจลูกสาว ช่วยสร้างสถานการณ์ให้คืนดีกันแต่เพียงไม่นานก็ต้องกุมขมับแทน เมื่อทางสถานีดันโทร.บอกเรื่องสปอนเซอร์จะซื้อโฆษณาเพิ่มหากได้จีราวัจน์เป็นนางเอกละครอีกรอบ!

    โชคชะตาไม่ได้เล่นตลกแค่จีราวัจน์กับปียากุล ยังไปถึงเจตรกับดารากาด้วย ที่วนเวียนเจอกันโดยบังเอิญอีกรอบในห้องสมุด ก่อนจะค้นพบว่าเจ้าของบัตรคอนเสิร์ตก็คือวิศวกรหนุ่มและเจ้าของข้อความส่งคืนหนังสือก็คือดารากา

    เจตรดีใจมาก ไม่ใช่เพราะได้เจอครูสาวคนสวย แต่เพราะจะได้สานสัมพันธ์กับเธอและไปถึงจีราวัจน์ ดาราสาวที่เขาแอบมีความรู้สึกดีๆด้วย ดารากาไม่ทันคิดเรื่องนี้ มัวปลื้มที่ได้เจอวิศวกรหนุ่ม และเชื่อเต็มหัวใจว่าเขาคือคนแห่งโชคชะตาที่ฟ้าประทานมาให้จนอดไม่ได้ต้องพึมพำ

    “ไม่น่าเชื่อว่าจะบังเอิญขนาดนี้”

    “บางทีอาจไม่ใช่ความบังเอิญ...แต่เป็นเพราะโชคชะตาก็ได้นะครับ”

    สองหนุ่มสาวมองหน้ากันยิ้มๆ แต่ด้วยความในใจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดารากาใจเต้นแรงมากที่ได้เจอชายหนุ่มที่แอบปลื้ม ส่วนเจตรก็ยินดีเหลือเกินที่ได้แลกไลน์กับเธอเพื่อจะสานสัมพันธ์ถึงจีราวัจน์ในที่สุด

    ooooooo

    จีราวัจน์ยังไม่รู้ตัวว่ามีคนแอบชอบ วุ่นวายกับ การดูแลเด็กๆแทนนวดี และวันนี้เธอก็แวะมาวิ่งเล่นกับพวกเด็กๆ และมีโอกาสได้ค้นพบบันทึกของติวดีที่มีต่อสาธิตโดยบังเอิญ

    ข้อความในสมุดอัดแน่นไปด้วยความรักและความผูกพันระหว่างสาธิตกับติวดี แต่ที่ทำให้จีราวัจน์ถึงกับ น้ำตาตก เมื่อได้รู้ว่าทั้งสองรักกันมากและกำลังจะแต่งงานกันตอนที่เกิดอุบัติเหตุ

    สาธิตแวะมาเยี่ยมเด็กๆแทนนวดีพอดี ทันได้เห็นจีราวัจน์ยืนตัวแข็งอ่านบันทึกของติวดี ทนายหนุ่มโกรธจนตัวสั่น ตวาดลั่นให้คืนบันทึกและไล่เธอออกจากบ้านนวดี

    จีราวัจน์หน้าเสีย พยายามจะอธิบายความจริงแต่สาธิตก็โมโหจนขาดสติแล้ว ถลาไปแย่งบันทึกแต่คงออกแรงมากไปและดาราสาวก็ไม่ทันปล่อย บันทึกเจ้าปัญหาเลยขาดเป็นสองท่อน!

    สาธิตสติแตก ผลักจีราวัจน์ชนผนัง แผดเสียงลั่น “เอาชีวิตคนรักเขาไปยังไม่พอ แม้กระทั่งสิ่งของก็ยัง ทำลายอีก ตอนนี้ไม่เหลืออะไรให้คุณทำลายแล้วนอกจากชีวิตผม อยากทำลายด้วยไหม เอาไหม ต้องการไหม!”

    จีราวัจน์เสียใจมาก ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ ได้แต่ยอมให้เขาบีบแขนเธอจนเจ็บแทบทนไม่ไหว ก่อนจะผละมาบ้านอารี ระบายความอึดอัดใจด้วยหัวใจอันปวดร้าวที่ทำลายความรักระหว่างสาธิตกับติวดี

    “จีไม่เคยเชื่อว่าในโลกนี้มีความรัก ไม่เคยเชื่อว่าจะมีใครตายแทนกันได้”

    “วันนี้แกเห็นแล้วสินะว่ามันมีอยู่จริง”

    “จีไม่เคยคิดว่าคนสองคนจะมีความรักให้กันได้ขนาดนี้ สมควรแล้วที่เขาจะเกลียดจี อยากฆ่าจีให้ตายคามือ คุณติวดีไม่ควรตายเพราะคนไร้ค่าอย่างจี”

    “จีเอ้ย...มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครตั้งใจอยากให้เกิดขึ้น อย่าเอาความผิดทั้งโลกมาแบกคนเดียวเหมือนที่แกชอบทำ...ฉันบอกแล้วไงว่าแกไม่ใช่สไปเดอร์แมน ถ้าจะมีใครเป็นสไปเดอร์แมนต้องเป็นฉันคนเดียว”

    “ทำไมต้องเป็นครู”

    “เพราะฉันเป็นคนเดียวที่มี...เยื่อใยและห่วงใยแก”

    พูดพลางทำท่าขำขันประกอบ หวังให้ลูกศิษย์สาวหัวเราะ จีราวัจน์หลุดขำทั้งน้ำตา ครูหนุ่มเลยเบาใจ

    “มองในแง่ดี...สวรรค์อาจดลใจให้แกได้ไปเห็นว่าในโลกนี้ความรักยังมีจริง”

    “ความรักอาจมีจริง...แต่มันไม่ได้มีไว้ให้จี”

    “รู้ได้ยังไง...ความรักมันอาจมีรอบๆตัวแก แต่แกนั่นแหละที่สร้างกำแพงปิดมัน”

    “ไหนครูเคยบอกว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม แล้วจีจะสร้างกำแพงปิดกั้นความสวยงามทำไม”

    “เพราะแกกลัวที่จะรักแล้วเจ็บ...เหมือนที่แกรักแม่แกไง”

    คำพูดของอารีแทงใจดำอย่างแรง แม้จีราวัจน์จะไม่ยอมรับแต่ก็อดรู้สึกเห็นด้วยลึกๆไม่ได้ ช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง...จริยาแม่แท้ๆของเธอก็กำลังทวงรางวัลจากสิทธาที่ทำงานรองมือรองเท้าเขาจนได้ดี

    “ทำไมฉันต้องให้อะไรเธอ เธอมีบุญคุณอะไรกับฉัน ในเมื่อของที่เธอเอามาให้ฉัน เธอก็ซื้อมาด้วยเงินของฉัน รวมทั้งสร้อยเพชร เสื้อผ้า และตำแหน่งคุณหญิงของเธอก็มาจากเงินของฉัน!”

    พูดจบก็ผละไป ทิ้งจริยาให้มองตามด้วยความเจ็บช้ำ ความรักสำหรับเธอมันไม่มีจริงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เธอทำก็ลดทอนศักดิ์ศรีจนทำให้เจ็บใจ ศิริลักษณ์สาวใช้ประจำตัวสิทธาอดถากถางไม่ได้ตามประสาคู่ปรับ แต่ก็ต้องแค้นแทบกระอักเมื่อถูกจริยาตอกกลับว่าเธอเป็นแค่คนใช้ อย่าเหิมเกริมคิดลามปาม!

    นวดีได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล สาธิตไปรับกลับบ้านและขอร้องไม่ให้เธอยอมให้จีราวัจน์เข้ามาวุ่นวายด้วยอีก ครูสาวใหญ่ไม่อยากให้เขาผูกใจเจ็บและยึดติดอดีต เลยพยายามพูดให้เข้าใจเจตนาและความจริงใจของจีราวัจน์ที่อยากชดใช้และชดเชยความผิดที่มีต่อติวดี

    “น้าเป็นแม่ที่สูญเสียลูก น้าคือคนเจ็บที่สุด แต่ทำไมน้าถึงยอมให้จีราวัจน์เข้ามา...เพราะเธอไม่ใช่คนผิด”

    “เขาผิด...เขาคือคนที่ขับรถชนติว!”

    “แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ หรือสมมติว่าใช่...เขาก็ไม่ผิดอยู่ดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้ใครตาย แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ธิตจะคิดเหมือนน้าหรือไม่ก็ตาม แต่น้าเชื่อว่าคนที่ไม่ตั้งใจฆ่าใคร แต่กลับทำให้คนคนหนึ่งที่ไม่รู้จักต้องตาย เขาก็คงรู้สึกผิดและเสียใจไม่ต่างกัน”

    สาธิตถึงกับพูดไม่ออก บางสิ่งในหัวใจบอกเขาว่านวดีพูดถูก แต่กระนั้นก็ทิฐิและอคติจนไม่อยากยอมรับความจริง นวดีเข้าใจความรู้สึกนั้นดีและอยากให้เวลากับเขาได้ทบทวนทุกอย่างจึงทิ้งท้ายเสียงเรียบ

    “ธิตอยากให้ความยุติธรรมกับติว แต่ถ้าติวยังอยู่... เขาคงบอกให้ธิตมีความยุติธรรมให้ทั้งสองฝ่าย...จริงไหม”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 18:03 น.