ตอนที่ 3
เพียง 2–3 วันต่อมา เกษราและระวีรำไพ ก็พร้อมที่จะเข้าสู่การตรวจสอบจากอาจารย์ธราธรแล้ว
กรรมการอีก 4 คือปวรรุจ พุฒิภัทร รัชชานนท์และรณพีร์นั่นเอง!
คุณชาย ทั้ง 4 มายืนรออยู่หน้าร้านเสื้อ ถูกสาวๆ แถวนั้นจ้องอย่างแทะโลมกันจนความหล่อแทบกร่อน ส่วนคุณชายทั้งหลายก็คุยกันครึกครื้นประสาหนุ่มเนื้อหอม ชายรุจน์ชมชายใหญ่ว่า
“จะว่าไป พี่ชายใหญ่นี่เยี่ยมไปเลย เก่งกว่านักการทูตมืออาชีพอย่างผมเสียอีก สามารถกล่อมคุณเกษให้ยอมแต่งตัวเป็นผู้ชายได้”
“ไม่ ได้เกลี้ยกล่อมอะไรเลย เธออยากจะไปเที่ยวอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่รับภาระครอบครัวมาตั้งหลายปี เธอไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย พอพี่ชวน เธอแทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ” ชายภัทรถามว่าเธอไม่ตะขิดตะขวงใจบ้างหรือที่ต้องแต่งตัวเป็นชาย “ก็มีบ้าง นี่ก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นยังไง ฝากพวกนายทั้ง 4 คนช่วยกันดูด้วย ถ้าดูแล้วไม่เหมือนผู้ชาย...พี่ก็คงจะไม่ให้ไปทั้งสองคน”
ขณะคุณชายทั้ง 5 กำลังคุยกันเพลินๆอยู่นั้น จู่ๆก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งทะลวงมากระชากกุญแจรถจากชายใหญ่หนีไป คุณชายทั้ง 5 ไม่ทันตั้งตัว ก็มีเด็กหนุ่มอีกคนวิ่งมากระชากกุญแจรถจากชายพีร์ไปอีกคน!
คุณชายทั้ง 5 ทั้งตกใจทั้งงง พอตั้งสติได้ ชายพีร์ก็สั่งการชายใหญ่ ชายรุจ และชายเล็ก ให้แยกย้ายกันไปดักตามตรอกซอกซอยซึ่งชายพีร์รอบรู้เป็นอย่างดี สั่งการพวกพี่ๆ แล้วชายพีร์บอกว่า
“ส่วนฉันจะวิ่งตามมันไป ทางที่มันไปเป็นซอยตันไม่รอดแน่...ท่านพี่เข้าใจแล้วเราก็แยกย้าย!!”
พวกพี่ๆ รับคำสั่งเข้มแข็งราวกับจะออกรบทัพจับศึก มีแต่ชายภัทรเท่านั้นที่ไม่ได้รับหน้าที่อะไรจึงตะโกนบอกว่า
“ฉันรออยู่ในร้านนะ ใครต้องการหมอก็มาเรียกแล้วกัน”
ปรากฏว่าเด็กหนุ่มนักวิ่งราวกุญแจรถทั้งสองคน ถูกคุณชายทั้ง 4 ดักจับได้คาหนังคาเขา กุญแจรถคามือ ที่สำคัญกว่านั้นคือ พอจับตัวได้ เผยโฉมหน้าออกมา กลายเป็นเกษรากับระวีรำไพ!
คุณชายทั้ง 4 ทั้งทึ่งทั้งขำ ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ผ่านโดยไม่ต้องโหวต!
“เย้! ผ่านแล้วๆๆๆ!!” เสียงสี่สาว อันมีเกษรา ระวีรำไพ และโสภิตากับดาราฉายคู่หูที่ตามมาดูผลงานร้องพร้อมกันด้วยความดีใจ
ชายใหญ่จึงตั้งชื่อให้เกษราว่า “น้องก้องเกียรติ” หรือก้อง ส่วนระวีรำไพหรือมะปรางให้ชื่อว่า “นายตะวัน” จากนั้นชายใหญ่เตี๊ยมกันว่า
“ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่พี่เป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ หน้าที่คือ ช่วยพี่บันทึกรายละเอียดการสำรวจทั้งหมด งานของทั้งสองคนจะอยู่ภายใต้การดูแลของพี่เป็นหลัก ต่างจากนักศึกษาอื่นที่จะดูแลโบราณวัตถุ เข้าใจหรือเปล่า”
“เข้าใจครับ!!” ตะวันกับก้องเกียรติตอบรับอย่างเข้มแข็ง
“ดีมาก แบบนี้พี่ก็สบายใจ พรุ่งนี้พบกันที่จุดนัดพบ พวกเราพร้อมที่จะออกเดินทางได้แล้ว!!”
เกษรากับมะปรางตีมือกันร้อง “เย้!!” ด้วยความดีใจ ส่วนคุณชายทั้งหลายก็พลอยยินดีด้วย ชายรุจน์ยังช่างสังเกตเหมือนเคย ยืนมองหน้าชายใหญ่และสองสาวอย่างครุ่นคิด ว่า...ผู้หญิงสองคนนี้ คือคนที่พี่ชายใหญ่ของตนจะต้องตัดสินใจเลือกภายในเวลาอีกไม่นานแล้ว...
ooooooo
แม้จะรู้ว่าความประสงค์ของผู้ใหญ่สองตระกูลต้องการให้ชายใหญ่กับเกษราเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน แต่ชินกรก็แพ้ใจตัวเอง วันนี้จึงไปที่ร้านขนมไทยหมายจะได้เห็นหน้าเกษราสักแว้บ กลับเจอแต่ป้าแย้ม ป้าบอกว่าเกษราออกไปแต่เช้าแล้ว เขาจึงซื้อขนมแก้เกี้ยวแล้วกลับไป
กลับมานั่งทานขนมไทยในจานกระเบื้องเคลือบแบบจีนแล้วก็นึกถึงหน้าคนทำอย่างมีความสุข แต่พอนึกถึงที่มารตีจงใจบอกว่า “ท่านลุงประสงค์ให้พี่ชายใหญ่แต่งงานกับพี่เกษค่ะ” ชินกรก็ถึงกับห่อเหี่ยว บอกตัวเองเหมือนยอมถอดใจว่า
“เราจะไปสู้คุณชายใหญ่ได้ยังไงกัน...เฮ้ออออ...”
ooooooo
ชายรุจซึ่งเป็นคนช่างสังเกตได้ยินชายใหญ่สั่งถนอมตั้งแต่คืนนี้ว่าตนเตรียมกระเป๋าไว้แล้วให้เอาไปไว้ในรถเลย พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า ก็ถามเชิงหยอกว่า
“ออกภาคสนามครั้งนี้ พี่ชายใหญ่เตรียมกระเป๋ารอข้ามคืนเลยเหรอครับ ปกติจะเห็นเตรียมกระเป๋าเช้าวันเดินทาง”
“นั่นสินะ...” ชายใหญ่ชะงักไปนิดหนึ่งจึงเอ่ย “พี่ก็รู้สึกเหมือนกันว่าทริปนี้พิเศษกว่าทริปอื่น” ชายรุจถามว่าเพราะเกษราไปด้วยหรือเปล่าถึงได้พิเศษ ชายใหญ่นิ่งไป ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ
เวลาเดียวกันนั้น ที่ชั้นบน ชายพีร์เป็นหัวโจกชวนชายเล็กพาชายภัทรไปเที่ยวกลางคืนกัน ขณะเดินออกมาได้ยินชายใหญ่กับชายรุจคุยกันอยู่ เลยสุมหัวกันฟัง
ชายรุจถามชายใหญ่ตรงๆ จากการสังเกตของตนว่า ชอบเกษราหรือเปล่า ชายใหญ่ตอบไม่ได้ ชายรุจเลยทำตัวเป็นศิราณีไขปัญหาหัวใจ ถามว่า
“พี่ชายใหญ่เคยถามตัวเองหรือเปล่าครับว่า เคยอยากเห็นหน้าเธอทุกค่ำคืน วันไหนไม่เห็นหน้าก็ทานข้าวไม่ลง อยากได้ยินเสียงเธอทุกเช้าค่ำ โทรศัพท์ไปคุยหน่อยก็ยังดี อยากกอด อยากจูบ อยากปกป้องเธอไปตลอดชีวิต...พี่ชายใหญ่เคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่าครับ”
ถูกชายรุจถามแบบเจาะลึกถึงก้นบึ้งหัวใจแบบนี้ ทำเอาชายใหญ่อึ้งไปนาน จึงตอบหน้านิ่งๆ ว่า
“ไม่ใช่แค่กับน้องเกษ แต่...ตั้งแต่เกิดมาพี่ยังไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย”
ชายใหญ่ย้อนถามชายรุจว่าเคยมีความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า ชายรุจบอกว่ามีแต่ปัดไปว่าเรื่องของตนไม่สำคัญ เพราะเธอไม่ใช่หนึ่งในเทวพรหมและตนก็ไม่ต้องรีบตัดสินใจเรื่องแต่งงาน
“จริงสิ...พี่ก็ได้แต่หวังว่า ระหว่างที่เดินทางไปด้วยกัน ถ้าพี่ได้รู้จักน้องเกษมากขึ้น พี่อาจจะรู้สึกแบบที่เราว่าก็เป็นได้”
“แต่มันก็ไม่แน่นะครับ การที่พี่ชายใหญ่ไม่รู้สึกชอบคุณเกษ อาจจะเป็นเพราะจริงๆ แล้วพี่ชายใหญ่ชอบคนอื่นอยู่ก็ได้ บางทีเส้นผมอาจจะบังภูเขาอยู่ก็ได้นะครับ”
ชายใหญ่ถามว่าหมายถึงใคร? สามคุณชายที่เงี่ยหูฟังอยู่มองหน้ากันใจเต้นรัวอยากรู้ แต่จู่ๆ ชายพีร์ก็จามออกมาลั่น ทุกคนตกใจ ชายใหญ่กับชายรุจมองขึ้นมา ส่วนสามชายที่แอบฟังต่างหลบแว้บโดยอัตโนมัติหายเข้าห้องเงียบกริบกันหมด
หลบเข้าห้องแล้วชายพีร์ถามว่าชายใหญ่จะรู้หรือเปล่าว่าผู้หญิงที่ชายรุจพูดถึงนั้นหมายถึงมะปราง แต่ชายพีร์ก็พูดเอนเอียงมาทางเกษรา เพราะถ้าชายใหญ่ลงเอยกับเกษราได้ พวกตนทั้งสามก็รอดตัว ต่างดี๊ด๊าดีใจกัน
“เดี๋ยว!” ชายภัทรยกมือห้าม “พูดถึงเรื่องคำสัญญาของสองตระกูล พวกนายรู้หรือเปล่าว่าคำสัญญามันมาจากไหนและทำไมท่านพ่อถึงต้องสัญญา”
ชายภัทรตั้งประเด็นกระตุ้นต่อมอยากรู้ขึ้นมา ทั้งหมดจึงพากันไปหาย่าอ่อน โดยมีชายพีร์หลานรักนำขบวนไป
คุณชายทั้งสามไปนั่งสลอนอยู่ตรงหน้าย่าอ่อน ย่าชำเลืองดูนาฬิกาเป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว ท่านถามว่า
“แล้วทำไมมาสงสัยเอาตอนนี้?? มันไม่ดึกไปหน่อยเรอะ แล้วอีกอย่างจะรู้ไปทำไม รู้แค่ว่าต้องแต่งงานตามสัญญาก็พอ ผู้ใหญ่ให้ทำก็ทำไป ท่านตรองแล้วมีแต่เรื่องดีๆถ้าไม่ดีก็ไม่ทำ”
ชายพีร์หัวแก้วหัวแหวนของย่าอ่อนอ้อน ชายภัทรกับชายเล็กก็ช่วยกันลุ้น จนสุดท้ายย่าอ่อนก็ใจอ่อนยอมเล่าให้ฟัง...
ooooooo
ย่าอ่อนเริ่มต้นเล่าว่าเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่าอ่อนทบทวนทำอารมณ์กับเรื่องในอดีตอยู่นานจนชายเล็กแอบกระซิบกันว่านานจัง คืนนี้จะจบไหมเนี่ย ย่าอ่อนได้ยินถามว่าจะฟังไหม สามคุณชายตอบพร้อมกันว่าฟังครับ!
ย่าอ่อนย้อนหลังไปในปี 2485 เวลานั้น ชายใหญ่อายุประมาณ 11 ขวบ ชายรุจกับชายภัทร 10-11 ขวบ ชายเล็กกับชายพีร์ 8-9 ขวบ ครอบครัวต้องอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่สุพรรณบุรี มีแต่ท่านชายประทับอยู่ที่วังเพื่อทรงงานที่พระนคร
คืนหนึ่ง...เครื่องบินทิ้งระเบิดเพลิงลงมาที่วังจุฑาเทพ ท่านชายติดอยู่ในกองเพลิงเพราะถูกผนังห้องพังลงมาทับ ท่านคิดว่าคงไม่รอดแน่แล้ว จึงได้แต่สวดมนต์ แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อคุณชายเทวพันธ์มาช่วยพาออกจากกองเพลิงได้หวุดหวิด
คุณชายทั้ง 3 ฟังอย่างตื่นเต้น แล้วก็ถึงปมสำคัญที่อยากรู้ ทุกคนจ้องหน้าย่าอ่อนเขม็ง ย่าอ่อนเล่าด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลงว่า
“หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ท่านชายทรงตัดสินใจเรียกหม่อมทั้ง 3 มาบอกเรื่องคำสัญญาที่ทรงทำขึ้นเพื่อตอบแทนคุณชายเทวพันธ์ และให้คุณพี่กับย่าเป็นพยาน”
ย่าอ่อนเล่าว่า ท่านชายถือว่าท่านเป็นหนี้ชีวิตคุณชาย ชดใช้อย่างไรก็ไม่หมด เสนอเงินทองให้ก็ไม่รับ บอกแต่ว่าห่วงลูกสาว 3 คนที่ยังเล็ก ท่านตรองดูแล้วจึงพบหนทางใช้หนี้ชีวิตครั้งนี้ โดยให้สัญญาต่อหน้าหม่อมแม่และคุณน้าคือย่าอ่อนว่า
“เมื่อคุณชายทั้ง 5 แห่งจุฑาเทพเติบใหญ่ ขอให้หนึ่งในห้าหรือมากกว่านั้นก็ไม่ผิด แต่งงานกับทายาทเทวพรหมและดูแลคนในครอบครัวอย่างสุดกำลังเพื่อตอบแทนบุญคุณครั้งนี้”
ท่านย้ำกับหม่อมอุบลวรรณ มารดาของชายใหญ่กับชายพีร์ หม่อมช้องนางมารดาของชายรุจ และหม่อมหยกมารดาของชายภัทรและชายเล็ก ให้รักษาคำมั่นสัญญานี้ไว้อย่างเคร่งครัด
เล่าความเป็นมาของคำสัญญาแล้ว ย่าอ่อนย้ำกับคุณชายทั้งสามที่เริ่มหลุกหลิกว่า
“อย่าลืมที่รับปากย่าไว้ล่ะ ต้องแต่งงานแต่โดยดี ไม่มีสิ่งใดต้องค้างคาใจ รู้หรือเปล่า”
ไม่มีใครตอบ แต่ชายพีร์เริ่มหาวขึ้นก่อนแล้วกราบที่อกย่าอ่อนขอไปนอน ย่าอ่อนกำลังงงๆ ชายภัทรกับชายเล็กก็หาวขึ้นบ้างแล้วขอตัวไปนอน คุณชายทั้งสามว่องไวรวดเร็วจนย่าอ่อนพูดอะไรไม่ทัน ได้แต่มองตามแล้วส่ายหน้าบ่น
“ตกลงยังไม่รู้เลยว่า 3 คนนี้จะเลือกสาวๆคนไหนของเทวพรหม...ฮึ่ยยยย...”
ย่าอ่อนกระแทกลมหายใจออกมาเคืองๆ
ooooooo
เกษราขออนุญาตเทวพันธ์และเตรียมเดินทางอย่างตื่นเต้น น้องทั้งสองแปลกใจที่พี่สาวซึ่งขลุกอยู่กับการทำขนมไทยขายตลอดมาวันนี้เกิดอยากไปเที่ยวขึ้นมา
“คุณพ่อไม่คิดว่ามันแปลกๆ เหรอคะที่อยู่ๆ พี่เกษก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับพี่ชายใหญ่” วิไลรัมภาตั้งข้อสังเกต
“ไม่เห็นแปลกเลย ดีสิ...สองคนนี้จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น กลับจากต่างจังหวัดครั้งนี้ อาจจะได้จัดงานแต่งงานเสียเลย ฮ่าๆๆ” เทวพันธ์หัวเราะอย่างอารมณ์ดีมีความสุขมาก
เกษราสั่งคนขับรถให้ไปส่งตนที่วังแสงอาทิตย์ ส่วนมะปรางก็จัดเตรียมของและส่งคุณพ่อเดินทางไปทำงานอย่างไร้พิรุธก็พอดีเกษรามาถึง ทั้งสองนัดแนะโสภิตาและดาราฉาย อ้อนวอนคุณแม่ให้มาช่วยแปลงโฉมให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินทาง
ชินกรร่วมโครงการนี้ด้วย มีนักศึกษาไปด้วยสามคนคืออุดม ปิติ และมานะ เมื่อเช็กชื่อนักศึกษาครบแล้วจึงไปสมทบกับชายใหญ่ธราธร ไปพบอาทิตยรังสีที่ห้องประชุม
อาทิตยรังสีแนะนำให้รู้จักกับผู้ร่วมคณะ อันมีคุณแทนข้าราชการไทยที่เป็นฝ่ายจัดหาทุนการออกภาคสนามครั้งนี้ ครั้งต่อไปอาจเป็นทุนจากมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดก็เป็นได้ เพราะมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดมีกองทุนส่วนตัวสนับสนุนการบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุในเอเชีย
“ทริปนี้มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดขอตามไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ หลังจากที่ได้เห็นการทำงานแล้ว ท่านอาจจะตัดสินใจให้ทุนสำหรับการสำรวจครั้งต่อไป” คุณแทนเอ่ยอย่างยิ้มแย้มเอาใจ
“ถ้าคุณต้องการ ‘เงิน’ ของผม ก็ต้องทำให้ผมพอใจ” เอ็ดเวิร์ดพูดอย่างยโส ทั้งชินกรและชายใหญ่ธราธรต่างสะอึกกับคำพูดนี้ ธราธรไวกว่าพูดสวนไปอย่างสุภาพว่า
“การทำงานของพวกเรา ไม่ได้ทำเพื่อสร้างความพึง พอใจให้ใครคนใดคนหนึ่ง เราทำเพราะต้องการอนุรักษ์ทรัพย์สมบัติของประเทศให้ลูกหลานได้รับรู้ถึงรากเหง้าของตัวเอง ถ้าการเดินทางครั้งนี้จะสร้างความ ‘ไม่พอใจ’ ให้คุณไปบ้าง เราก็ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้า”
ธราธรเกรงว่าคำพูดนี้จะทำให้อาทิตยรังสีไม่สบายใจ แต่อาทิตยรังสีกลับยิ้มให้เป็นนัยว่า“ทำดีมาก” ทำให้ธราธรสบายใจขึ้น
ประชุมเสร็จ ชายใหญ่ธราธรก็เป็นกังวลเมื่อยังไม่เห็น “นายก้องเกียรติ” กับ “นายตะวัน” มา ชินกรเสนอว่าให้คณะเดินทางไปก่อน สองคนนั้นมาค่อยขึ้นรถเมล์ตามไปภายหลังก็แล้วกัน พลางบอกให้ทุกๆคนเตรียมตัวขึ้นรถกัน
“เดี๋ยวก่อนครับ รอผมด้วย!!” เสียงระวีรำไพหรือนายตะวัน ร้องเสียงหนุ่มแตกพานมาแต่ไกล
ธราธรชะงักหันมอง เห็นนายก้องเกียรติและนายตะวันวิ่งกระหืดกระหอบมาก็โล่งใจ แนะนำทั้งสองแก่ชินกร แล้วพากันขึ้นรถ ชินกรถามธราธรว่าตัวเท่าเมี่ยงจะไหวหรือ ชายใหญ่ธราธรมองสองหนุ่มตอบยิ้มๆว่า “ก็ต้องลองดู”
ooooooo
ระหว่างเดินทาง ทั้งนายตะวันและนายก้องเกียรติ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันหัวหมุน เมื่อถูกทั้งมานะ อุดม และปิติ ยียวนกวนประสาท แต่ทั้งสองก็เอาตัวรอดได้ โดยเฉพาะมะปรางหรือนายตะวัน รับมือกับสามหนุ่มแบบตาต่อตาฟันต่อฟันได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันไปตลอดทาง
ชินกรที่แต่แรกไม่ได้สนใจสองหนุ่มที่มากับธราธร แต่พอมองไปมองมาก็รู้สึกคุ้นหน้านายก้องเกียรติ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหน แต่ก็นึกไม่ออกได้แต่รู้สึกว่า “คุ้นแฮะ...” จนกระทั่ง “คุ้นเว้ย...”
เมื่อไปถึง “บ้านพักเจ้าหน้าที่” มีมานิตหัวหน้าหน่วย ประจำที่ปราสาทและพรานอ่อนศรีคอยต้อนรับอยู่ มานิตจัดที่พักให้นักศึกษาฟากหนึ่งและแขกผู้ใหญ่ฟากหนึ่ง
เจ้ากรรม! นายก้องเกียรติและนายตะวันถูกจัดให้นอนรวมกับนักศึกษาชายที่เดินทางมาด้วยกันที่เต็นท์หลังหนึ่ง ทั้งสองทำหน้าพะอืดพะอม โชคดีที่ธราธรสังเกตอยู่ เสนอมานิตว่าให้สองคนนี้อยู่กับตนก็แล้วกัน ทุกคนหันมองธราธรอย่างแปลกใจ เขาจึงต้องชี้แจงว่า
“ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาในความดูแลของผมที่เพิ่มมา ผมไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เลยไม่ได้ให้เตรียมที่นอนไว้ ผมให้ทั้งสองคนไปนอนที่บ้านพัก จะได้ไม่ต้องวุ่นวายจัดที่นอนใหม่”
ทุกคนหายข้องใจ โดยเฉพาะนายตะวันกับนายก้องเกียรติถึงกับแอบถอนใจโล่งอก...
เมื่อจัดที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาอาบน้ำ พวกผู้ชายพากันนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว บ้างผอมกะหร่องจนแทบนับซี่โครงได้ บ้างอ้วนจนนมย้อย พากันไปอาบน้ำ ทั้งยังร้องชวนก้องเกียรติกับตะวันไปอาบด้วยกัน ทั้งสองหาทางเอาตัวรอดบอกว่ายังไม่อยากอาบ แล้วแอบไปปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี
ระหว่างนั้นได้ยินเสียงพรานอ่อนศรีกับป้าพรโต้เถียงกัน โดยพรานอ่อนศรีจะให้ป้าพรทำครัว ป้าพรทำไม่เป็นและที่จ้างตนมาก็ให้ทำความสะอาดไม่ใช่ทำครัว เกษรากับมะปรางเห็นช่องทางแก้ปัญหา พากันเข้าไปเสนอตัวว่าพวกตนทำกับข้าวได้ ทำอร่อยด้วยแล้วโมเมลงมือเลย
ปรากฏว่า เมื่อได้เวลาอาหาร นอกจากส่วนที่จัดให้ผู้ใหญ่แล้ว บรรดานักศึกษาพากันไปนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย ชินกรถึงกับเอ่ยปากชมว่า
“จะว่าไป อาหารครั้งนี้ดูดีกว่าทุกครั้งเลยนะครับ ถ้าไม่บอก นึกว่าสั่งมาจากร้านอาหาร”
ธราธรมองหาตะวันกับก้องเกียรติไม่เห็นมากินข้าว ฉุกคิดอะไรได้ถามอ่อนศรีว่า
“อ่อนศรี ใครเป็นคนทำอาหาร” ถามแล้วมองหน้ารอคำตอบ ทั้งที่ในใจเดาได้อยู่แล้ว!
ระหว่างที่คนอื่นกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้น เกษรากับมะปรางก็แอบไปนุ่งกระโจมอกอาบน้ำกันอย่างเร่งรีบเสร็จแล้วรีบออกมา เสียงธราธรถามขึ้นว่า “ใครเป็นคนคิดแผน!?” ทั้งสองตกใจ แต่พอเล่าก็โล่งใจเมื่อได้รับคำชมว่าเก่งมาก แต่ก็เตือน
“วันนี้เอาตัวรอดมาได้หลายครั้งแล้วนะ แต่ยังเหลืออีกหลายวัน อย่าชะล่าใจรู้หรือเปล่า?”
เพื่อช่วยสองสาวแก้ปัญหา ธราธรสั่งอ่อนศรีให้ตักน้ำมาไว้ในห้องน้ำที่ห้องพักเพื่อจะได้อาบน้ำกันไม่ต้องเสียวไส้เหมือนวันนี้ ทั้งสองมองหน้าธราธรอย่างชื่นชม ขอบคุณ
“เอ่อ...พี่เกษอยู่คุยกับพี่ชายใหญ่ไปก่อนก็ได้นะคะ ปรางไปดูคุณพ่อเองค่ะ เผื่อว่าพี่ชายใหญ่จะมีอะไรอยากคุยกับพี่เกษ...สองต่อสอง” พูดแล้วยิ้มแซวๆแต่พอเดินออกไปแล้วกลับแอบเศร้า...
เกษรากับชายใหญ่ที่มะปรางชงให้อยู่ด้วยกัน ต่างอึกอักเก้อเขินไม่รู้จะคุยอะไรดี ได้แต่ถามถึงการเดินทาง การกินอยู่กันกร่อยๆ พอดีชินกรเดินมาเจอทักทั้งสองชมว่าอาหารวันนี้อร่อยมาก แล้วตีซี้เข้าโอบไหล่เกษรา ธราธร มองอย่างอึดอัดใจ แต่ไม่กล้าทักท้วง
เกษราทำหน้าไม่ถูก ยิ้มเขินๆ แล้วหาทางเบี่ยงตัวออก พลันก็สะดุ้งเมื่อชินกรสั่งไม่ให้หุบยิ้ม จ้องหน้าบอกว่า
“ฉันรู้แล้วว่านายหน้าเหมือนใคร...คุณเกษ!!” ชินกรโพล่งออกไป ทำเอาเกษราแทบหัวใจวาย
ชายใหญ่ธราธรแก้ปัญหาให้อีกตามเคย ชี้แจงกับชินกรว่า พ่อนายก้องเกียรติเป็นน้องชายแม่ของเกษราหน้าลูกออกมาจึงหน้าละม้ายกัน เกษรารีบผสมโรงเป็นปี่เป็นขลุ่ย กระนั้นชินกรก็ยังพูดให้ใจคอไม่ดีว่า
“ถึงว่า...หน้าคล้ายกันมาก นี่ถ้าเอาวิกผมยาวมาใส่แต่งหน้านิดหน่อย นี่...ใช่เลยนะครับเนี่ย ผมนั่งมองหน้ามาตลอดทาง คุ้น...คุ้น แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน นี่แสดงว่าสายตาผมใช้ได้เหมือนกันนะครับเนี่ย”
ธราธรรีบตัดบทก่อนที่ชินกรจะจับเท็จได้ อ้างว่าดึกแล้วแยกย้ายกันไปนอนดีกว่า เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นไปดูปราสาทแต่เช้า
ooooooo
ฝ่ายมะปราง แอบไปด้อมๆมองๆที่บ้านพักอาทิตยรังสีแต่ไม่กล้าเข้าไป จนอ่อนศรีมาเจอถามขู่ๆว่ามาทำอะไรแถวนี้ มะปรางหัวไวแก้ตัวว่าอาจารย์ธราธรให้มาดูว่าท่านชายทานยาหรือยัง ฝากอ่อนศรีให้ช่วยดูแลแล้วรีบหลบไปเลย
“คุณชายธราธร คุณชายใหญ่ครับ ฝากให้นักศึกษามาเตือนท่านว่า อย่าลืมกินยาหลังอาหาร” อ่อนศรีเข้ามาบอก
อาทิตยรังสีฟังอ่อนศรีเล่าพฤติกรรมของนักศึกษาคนนั้นแล้วนึกรู้ว่าเป็นใคร เพราะท่านเอะใจตั้งแต่ออกเดินทางแล้ว ถามว่าแล้วนักศึกษาคนนั้นไปไหนเสียล่ะ อ่อนศรีบอกว่าวิ่งแน่บไปแล้ว
“ขอบใจมากที่เป็นคนส่งสารมาให้ฉันอีกทอดหนึ่ง” แล้วถามถึงงานที่มอบหมายให้ทำ “อ่อนศรี...แล้วเรื่องท่ีฉันขอให้ช่วยหาข้อมูลเป็นยังไงบ้าง มีอะไรคืบหน้าหรือเปล่า”
“มีครับ” อ่อนศรีเสียงเครียด มองไปรอบๆอย่างระแวดระวังเดินไปปิดประตูห้อง แล้วจึงเอาภาพสเกตช์วัตถุโบราณออกมาให้ดู “นี่เป็นภาพที่ผมวาดจากความทรงจำ ก่อนที่ไอ้พวกนั้นมันจะขโมยไป ตัวปราสาทที่โดนบุกรุกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ผมคิดว่าพวกมันยังคงอยู่ไม่ไกล”
“โจรกลุ่มนี้เป็นคนในพื้นที่หรือเปล่า”
“หัวหน้ามันคงไม่ใช่ แต่ในกลุ่มมันต้องมีคนในพื้นที่แน่นอน เพราะปราสาทที่มันเพิ่งบุกรุกมีคนในหมู่บ้านเท่านั้นที่รู้ คนนอกไม่มีทางรู้แน่”
“หมดกัน...ถ้าคนในหมู่บ้านเป็นโจรเสียเอง เราจะป้องกันปราสาทที่เหลือได้ยังไง” อาทิตยรังสีวิตกว่าป่านนี้ พวกนั้นคงขโมยสมบัติชาติไปหมดแล้ว “กว่าพวกเราจะตามเจอก็คงเหลือแต่ซาก หรือไม่ก็...”
“ไม่หรอกครับ เพราะยังมีปราสาทอีก 5 แห่งที่พวกมันไม่รู้ มีแต่ผมเท่านั้นที่ค้นพบและรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”
อ่อนศรีเอาแผนที่จากในย่ามให้อาทิตยรังสีดูท่านดูด้วยความตื่นเต้นดีใจ บอกอ่อนศรีอย่างมุ่งมั่นว่า
“เราจะต้องปกป้องปราสาทพวกนี้ ก่อนที่พวกโจรมันจะหาเจอ”
ooooooo
พอมะปรางกับเกษราเข้าห้องนอนก็คุยกันถึงความวุ่นวายในการแก้ปัญหาของพวกตน ชมกันว่าดีแต่มีชายใหญ่คอยช่วยเหลือ เกษราชมหยั่งความสัมพันธ์ว่า ดูมะปรางสนิทกับชายใหญ่มาก มะปรางบอกว่าตนโชคดีที่มีพี่ชายที่น่ารักและอีกไม่นานก็จะมีพี่สาวที่น่ารักมาอีกคนหนึ่ง เห็นเกษราทำหน้างงก็พูดชัดๆว่า
“ก็พี่เกษกับพี่ชายใหญ่เป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน คงจะมีข่าวดีเร็วๆนี้”
“ไม่หรอกค่ะ” เกษราส่ายหน้ายิ้มเศร้าๆ “พี่ชายใหญ่ยังไม่เอ่ยปากถึงเรื่องแต่งงานกับพี่เลย ไม่ใช่เร็วๆนี้แน่นอน บางทีมันอาจจะไม่มีเลยก็ได้” พูดแล้วตัดบทชวนนอนกันดีกว่าเพราะดึกแล้ว
สองสาวล้มตัวลงนอนทั้งที่ต่างก็ยังมีเรื่องคาใจให้คิดอยู่...
ในใจเกษรานั้นไม่มีความสุขเลย ที่ต้องอยู่ในฐานะคู่หมั้นคู่หมายของชายใหญ่ธราธรอยู่อย่างนี้...
ooooooo
ที่ถ้ำกลางป่า พรานสม ที่อายุน้อยกว่าพรานอ่อนศรี เป็นพรานใจชั่วที่รับใช้อีริคหนุ่มลูกครึ่งวัยเกือบสามสิบที่เป็นโจรขโมยวัตถุโบราณมืออาชีพกำลังคุยกัน โดยอีริคนั่งจิบวิสกี้อย่างใจเย็น ถามพรานสมที่ไปสืบคณะสำรวจว่ามากันหรือยัง
“ยั้วเยี้ยเลยครับ ทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ เดินกันให้ควั่กไปหมด” อีริคถามว่าเจอเป้าหมายของเราหรือยัง “ยังครับ พรุ่งนี้จะให้ผมเข้าไปหาเลยหรือเปล่า”
อีริคจิบวิสกี้พยักหน้า บอกว่าหาเจอแล้วให้รีบบอก เพราะของชุดนี้จะส่งไปชายแดนพรุ่งนี้ ส่วนงานต่อไปพวกตนพร้อมแล้ว จะลงมือเมื่อไรบอกมาเลย
ooooooo










