ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เพียง 2–3 วันต่อมา เกษราและระวีรำไพ ก็พร้อมที่จะเข้าสู่การตรวจสอบจากอาจารย์ธราธรแล้ว

กรรมการอีก 4 คือปวรรุจ พุฒิภัทร รัชชานนท์และรณพีร์นั่นเอง!

คุณชาย ทั้ง 4 มายืนรออยู่หน้าร้านเสื้อ ถูกสาวๆ แถวนั้นจ้องอย่างแทะโลมกันจนความหล่อแทบกร่อน ส่วนคุณชายทั้งหลายก็คุยกันครึกครื้นประสาหนุ่มเนื้อหอม ชายรุจน์ชมชายใหญ่ว่า

“จะว่าไป พี่ชายใหญ่นี่เยี่ยมไปเลย เก่งกว่านักการทูตมืออาชีพอย่างผมเสียอีก สามารถกล่อมคุณเกษให้ยอมแต่งตัวเป็นผู้ชายได้”

“ไม่ ได้เกลี้ยกล่อมอะไรเลย เธออยากจะไปเที่ยวอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่รับภาระครอบครัวมาตั้งหลายปี เธอไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย พอพี่ชวน เธอแทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ” ชายภัทรถามว่าเธอไม่ตะขิดตะขวงใจบ้างหรือที่ต้องแต่งตัวเป็นชาย “ก็มีบ้าง นี่ก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นยังไง ฝากพวกนายทั้ง 4 คนช่วยกันดูด้วย ถ้าดูแล้วไม่เหมือนผู้ชาย...พี่ก็คงจะไม่ให้ไปทั้งสองคน”

ขณะคุณชายทั้ง 5 กำลังคุยกันเพลินๆอยู่นั้น จู่ๆก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งทะลวงมากระชากกุญแจรถจากชายใหญ่หนีไป คุณชายทั้ง 5 ไม่ทันตั้งตัว ก็มีเด็กหนุ่มอีกคนวิ่งมากระชากกุญแจรถจากชายพีร์ไปอีกคน!

คุณชายทั้ง 5 ทั้งตกใจทั้งงง พอตั้งสติได้ ชายพีร์ก็สั่งการชายใหญ่ ชายรุจ และชายเล็ก ให้แยกย้ายกันไปดักตามตรอกซอกซอยซึ่งชายพีร์รอบรู้เป็นอย่างดี สั่งการพวกพี่ๆ แล้วชายพีร์บอกว่า

“ส่วนฉันจะวิ่งตามมันไป ทางที่มันไปเป็นซอยตันไม่รอดแน่...ท่านพี่เข้าใจแล้วเราก็แยกย้าย!!”

พวกพี่ๆ รับคำสั่งเข้มแข็งราวกับจะออกรบทัพจับศึก มีแต่ชายภัทรเท่านั้นที่ไม่ได้รับหน้าที่อะไรจึงตะโกนบอกว่า

“ฉันรออยู่ในร้านนะ ใครต้องการหมอก็มาเรียกแล้วกัน”

ปรากฏว่าเด็กหนุ่มนักวิ่งราวกุญแจรถทั้งสองคน ถูกคุณชายทั้ง 4 ดักจับได้คาหนังคาเขา กุญแจรถคามือ ที่สำคัญกว่านั้นคือ พอจับตัวได้ เผยโฉมหน้าออกมา กลายเป็นเกษรากับระวีรำไพ!

คุณชายทั้ง 4 ทั้งทึ่งทั้งขำ ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ผ่านโดยไม่ต้องโหวต!

“เย้! ผ่านแล้วๆๆๆ!!” เสียงสี่สาว อันมีเกษรา ระวีรำไพ และโสภิตากับดาราฉายคู่หูที่ตามมาดูผลงานร้องพร้อมกันด้วยความดีใจ

ชายใหญ่จึงตั้งชื่อให้เกษราว่า “น้องก้องเกียรติ” หรือก้อง ส่วนระวีรำไพหรือมะปรางให้ชื่อว่า “นายตะวัน” จากนั้นชายใหญ่เตี๊ยมกันว่า

“ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่พี่เป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ หน้าที่คือ ช่วยพี่บันทึกรายละเอียดการสำรวจทั้งหมด งานของทั้งสองคนจะอยู่ภายใต้การดูแลของพี่เป็นหลัก ต่างจากนักศึกษาอื่นที่จะดูแลโบราณวัตถุ เข้าใจหรือเปล่า”

“เข้าใจครับ!!” ตะวันกับก้องเกียรติตอบรับอย่างเข้มแข็ง

“ดีมาก แบบนี้พี่ก็สบายใจ พรุ่งนี้พบกันที่จุดนัดพบ พวกเราพร้อมที่จะออกเดินทางได้แล้ว!!”

เกษรากับมะปรางตีมือกันร้อง “เย้!!” ด้วยความดีใจ ส่วนคุณชายทั้งหลายก็พลอยยินดีด้วย ชายรุจน์ยังช่างสังเกตเหมือนเคย ยืนมองหน้าชายใหญ่และสองสาวอย่างครุ่นคิด ว่า...ผู้หญิงสองคนนี้ คือคนที่พี่ชายใหญ่ของตนจะต้องตัดสินใจเลือกภายในเวลาอีกไม่นานแล้ว...

ooooooo

แม้จะรู้ว่าความประสงค์ของผู้ใหญ่สองตระกูลต้องการให้ชายใหญ่กับเกษราเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน แต่ชินกรก็แพ้ใจตัวเอง วันนี้จึงไปที่ร้านขนมไทยหมายจะได้เห็นหน้าเกษราสักแว้บ กลับเจอแต่ป้าแย้ม ป้าบอกว่าเกษราออกไปแต่เช้าแล้ว เขาจึงซื้อขนมแก้เกี้ยวแล้วกลับไป

กลับมานั่งทานขนมไทยในจานกระเบื้องเคลือบแบบจีนแล้วก็นึกถึงหน้าคนทำอย่างมีความสุข แต่พอนึกถึงที่มารตีจงใจบอกว่า “ท่านลุงประสงค์ให้พี่ชายใหญ่แต่งงานกับพี่เกษค่ะ” ชินกรก็ถึงกับห่อเหี่ยว บอกตัวเองเหมือนยอมถอดใจว่า

“เราจะไปสู้คุณชายใหญ่ได้ยังไงกัน...เฮ้ออออ...”

ooooooo

ชายรุจซึ่งเป็นคนช่างสังเกตได้ยินชายใหญ่สั่งถนอมตั้งแต่คืนนี้ว่าตนเตรียมกระเป๋าไว้แล้วให้เอาไปไว้ในรถเลย พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า ก็ถามเชิงหยอกว่า

“ออกภาคสนามครั้งนี้ พี่ชายใหญ่เตรียมกระเป๋ารอข้ามคืนเลยเหรอครับ ปกติจะเห็นเตรียมกระเป๋าเช้าวันเดินทาง”

“นั่นสินะ...” ชายใหญ่ชะงักไปนิดหนึ่งจึงเอ่ย “พี่ก็รู้สึกเหมือนกันว่าทริปนี้พิเศษกว่าทริปอื่น” ชายรุจถามว่าเพราะเกษราไปด้วยหรือเปล่าถึงได้พิเศษ ชายใหญ่นิ่งไป ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ

เวลาเดียวกันนั้น ที่ชั้นบน ชายพีร์เป็นหัวโจกชวนชายเล็กพาชายภัทรไปเที่ยวกลางคืนกัน ขณะเดินออกมาได้ยินชายใหญ่กับชายรุจคุยกันอยู่ เลยสุมหัวกันฟัง
ชายรุจถามชายใหญ่ตรงๆ จากการสังเกตของตนว่า ชอบเกษราหรือเปล่า ชายใหญ่ตอบไม่ได้ ชายรุจเลยทำตัวเป็นศิราณีไขปัญหาหัวใจ ถามว่า

“พี่ชายใหญ่เคยถามตัวเองหรือเปล่าครับว่า เคยอยากเห็นหน้าเธอทุกค่ำคืน วันไหนไม่เห็นหน้าก็ทานข้าวไม่ลง อยากได้ยินเสียงเธอทุกเช้าค่ำ โทรศัพท์ไปคุยหน่อยก็ยังดี อยากกอด อยากจูบ อยากปกป้องเธอไปตลอดชีวิต...พี่ชายใหญ่เคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่าครับ”

ถูกชายรุจถามแบบเจาะลึกถึงก้นบึ้งหัวใจแบบนี้ ทำเอาชายใหญ่อึ้งไปนาน จึงตอบหน้านิ่งๆ ว่า

“ไม่ใช่แค่กับน้องเกษ แต่...ตั้งแต่เกิดมาพี่ยังไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย”

ชายใหญ่ย้อนถามชายรุจว่าเคยมีความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า ชายรุจบอกว่ามีแต่ปัดไปว่าเรื่องของตนไม่สำคัญ เพราะเธอไม่ใช่หนึ่งในเทวพรหมและตนก็ไม่ต้องรีบตัดสินใจเรื่องแต่งงาน

“จริงสิ...พี่ก็ได้แต่หวังว่า ระหว่างที่เดินทางไปด้วยกัน ถ้าพี่ได้รู้จักน้องเกษมากขึ้น พี่อาจจะรู้สึกแบบที่เราว่าก็เป็นได้”

“แต่มันก็ไม่แน่นะครับ การที่พี่ชายใหญ่ไม่รู้สึกชอบคุณเกษ อาจจะเป็นเพราะจริงๆ แล้วพี่ชายใหญ่ชอบคนอื่นอยู่ก็ได้ บางทีเส้นผมอาจจะบังภูเขาอยู่ก็ได้นะครับ”

ชายใหญ่ถามว่าหมายถึงใคร? สามคุณชายที่เงี่ยหูฟังอยู่มองหน้ากันใจเต้นรัวอยากรู้ แต่จู่ๆ ชายพีร์ก็จามออกมาลั่น ทุกคนตกใจ ชายใหญ่กับชายรุจมองขึ้นมา ส่วนสามชายที่แอบฟังต่างหลบแว้บโดยอัตโนมัติหายเข้าห้องเงียบกริบกันหมด

หลบเข้าห้องแล้วชายพีร์ถามว่าชายใหญ่จะรู้หรือเปล่าว่าผู้หญิงที่ชายรุจพูดถึงนั้นหมายถึงมะปราง แต่ชายพีร์ก็พูดเอนเอียงมาทางเกษรา เพราะถ้าชายใหญ่ลงเอยกับเกษราได้ พวกตนทั้งสามก็รอดตัว ต่างดี๊ด๊าดีใจกัน

“เดี๋ยว!” ชายภัทรยกมือห้าม “พูดถึงเรื่องคำสัญญาของสองตระกูล พวกนายรู้หรือเปล่าว่าคำสัญญามันมาจากไหนและทำไมท่านพ่อถึงต้องสัญญา”

ชายภัทรตั้งประเด็นกระตุ้นต่อมอยากรู้ขึ้นมา ทั้งหมดจึงพากันไปหาย่าอ่อน โดยมีชายพีร์หลานรักนำขบวนไป

คุณชายทั้งสามไปนั่งสลอนอยู่ตรงหน้าย่าอ่อน ย่าชำเลืองดูนาฬิกาเป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว ท่านถามว่า

“แล้วทำไมมาสงสัยเอาตอนนี้?? มันไม่ดึกไปหน่อยเรอะ แล้วอีกอย่างจะรู้ไปทำไม รู้แค่ว่าต้องแต่งงานตามสัญญาก็พอ ผู้ใหญ่ให้ทำก็ทำไป ท่านตรองแล้วมีแต่เรื่องดีๆถ้าไม่ดีก็ไม่ทำ”

ชายพีร์หัวแก้วหัวแหวนของย่าอ่อนอ้อน ชายภัทรกับชายเล็กก็ช่วยกันลุ้น จนสุดท้ายย่าอ่อนก็ใจอ่อนยอมเล่าให้ฟัง...

ooooooo

ย่าอ่อนเริ่มต้นเล่าว่าเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ย่าอ่อนทบทวนทำอารมณ์กับเรื่องในอดีตอยู่นานจนชายเล็กแอบกระซิบกันว่านานจัง คืนนี้จะจบไหมเนี่ย ย่าอ่อนได้ยินถามว่าจะฟังไหม สามคุณชายตอบพร้อมกันว่าฟังครับ!

ย่าอ่อนย้อนหลังไปในปี 2485 เวลานั้น ชายใหญ่อายุประมาณ 11 ขวบ ชายรุจกับชายภัทร 10-11 ขวบ ชายเล็กกับชายพีร์ 8-9 ขวบ ครอบครัวต้องอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่สุพรรณบุรี มีแต่ท่านชายประทับอยู่ที่วังเพื่อทรงงานที่พระนคร

คืนหนึ่ง...เครื่องบินทิ้งระเบิดเพลิงลงมาที่วังจุฑาเทพ ท่านชายติดอยู่ในกองเพลิงเพราะถูกผนังห้องพังลงมาทับ ท่านคิดว่าคงไม่รอดแน่แล้ว จึงได้แต่สวดมนต์ แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อคุณชายเทวพันธ์มาช่วยพาออกจากกองเพลิงได้หวุดหวิด

คุณชายทั้ง 3 ฟังอย่างตื่นเต้น แล้วก็ถึงปมสำคัญที่อยากรู้ ทุกคนจ้องหน้าย่าอ่อนเขม็ง ย่าอ่อนเล่าด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลงว่า

“หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ท่านชายทรงตัดสินใจเรียกหม่อมทั้ง 3 มาบอกเรื่องคำสัญญาที่ทรงทำขึ้นเพื่อตอบแทนคุณชายเทวพันธ์ และให้คุณพี่กับย่าเป็นพยาน”

ย่าอ่อนเล่าว่า ท่านชายถือว่าท่านเป็นหนี้ชีวิตคุณชาย ชดใช้อย่างไรก็ไม่หมด เสนอเงินทองให้ก็ไม่รับ บอกแต่ว่าห่วงลูกสาว 3 คนที่ยังเล็ก ท่านตรองดูแล้วจึงพบหนทางใช้หนี้ชีวิตครั้งนี้ โดยให้สัญญาต่อหน้าหม่อมแม่และคุณน้าคือย่าอ่อนว่า

“เมื่อคุณชายทั้ง 5 แห่งจุฑาเทพเติบใหญ่ ขอให้หนึ่งในห้าหรือมากกว่านั้นก็ไม่ผิด แต่งงานกับทายาทเทวพรหมและดูแลคนในครอบครัวอย่างสุดกำลังเพื่อตอบแทนบุญคุณครั้งนี้”

ท่านย้ำกับหม่อมอุบลวรรณ มารดาของชายใหญ่กับชายพีร์ หม่อมช้องนางมารดาของชายรุจ และหม่อมหยกมารดาของชายภัทรและชายเล็ก ให้รักษาคำมั่นสัญญานี้ไว้อย่างเคร่งครัด

เล่าความเป็นมาของคำสัญญาแล้ว ย่าอ่อนย้ำกับคุณชายทั้งสามที่เริ่มหลุกหลิกว่า

“อย่าลืมที่รับปากย่าไว้ล่ะ ต้องแต่งงานแต่โดยดี ไม่มีสิ่งใดต้องค้างคาใจ รู้หรือเปล่า”

ไม่มีใครตอบ แต่ชายพีร์เริ่มหาวขึ้นก่อนแล้วกราบที่อกย่าอ่อนขอไปนอน ย่าอ่อนกำลังงงๆ ชายภัทรกับชายเล็กก็หาวขึ้นบ้างแล้วขอตัวไปนอน คุณชายทั้งสามว่องไวรวดเร็วจนย่าอ่อนพูดอะไรไม่ทัน ได้แต่มองตามแล้วส่ายหน้าบ่น

“ตกลงยังไม่รู้เลยว่า 3 คนนี้จะเลือกสาวๆคนไหนของเทวพรหม...ฮึ่ยยยย...”

ย่าอ่อนกระแทกลมหายใจออกมาเคืองๆ

ooooooo

เกษราขออนุญาตเทวพันธ์และเตรียมเดินทางอย่างตื่นเต้น น้องทั้งสองแปลกใจที่พี่สาวซึ่งขลุกอยู่กับการทำขนมไทยขายตลอดมาวันนี้เกิดอยากไปเที่ยวขึ้นมา

“คุณพ่อไม่คิดว่ามันแปลกๆ เหรอคะที่อยู่ๆ พี่เกษก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับพี่ชายใหญ่” วิไลรัมภาตั้งข้อสังเกต

“ไม่เห็นแปลกเลย ดีสิ...สองคนนี้จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น กลับจากต่างจังหวัดครั้งนี้ อาจจะได้จัดงานแต่งงานเสียเลย ฮ่าๆๆ” เทวพันธ์หัวเราะอย่างอารมณ์ดีมีความสุขมาก

เกษราสั่งคนขับรถให้ไปส่งตนที่วังแสงอาทิตย์ ส่วนมะปรางก็จัดเตรียมของและส่งคุณพ่อเดินทางไปทำงานอย่างไร้พิรุธก็พอดีเกษรามาถึง ทั้งสองนัดแนะโสภิตาและดาราฉาย อ้อนวอนคุณแม่ให้มาช่วยแปลงโฉมให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินทาง

ชินกรร่วมโครงการนี้ด้วย มีนักศึกษาไปด้วยสามคนคืออุดม ปิติ และมานะ เมื่อเช็กชื่อนักศึกษาครบแล้วจึงไปสมทบกับชายใหญ่ธราธร ไปพบอาทิตยรังสีที่ห้องประชุม

อาทิตยรังสีแนะนำให้รู้จักกับผู้ร่วมคณะ อันมีคุณแทนข้าราชการไทยที่เป็นฝ่ายจัดหาทุนการออกภาคสนามครั้งนี้ ครั้งต่อไปอาจเป็นทุนจากมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดก็เป็นได้ เพราะมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดมีกองทุนส่วนตัวสนับสนุนการบูรณะโบราณสถานและโบราณวัตถุในเอเชีย

“ทริปนี้มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดขอตามไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ หลังจากที่ได้เห็นการทำงานแล้ว ท่านอาจจะตัดสินใจให้ทุนสำหรับการสำรวจครั้งต่อไป” คุณแทนเอ่ยอย่างยิ้มแย้มเอาใจ

“ถ้าคุณต้องการ ‘เงิน’ ของผม ก็ต้องทำให้ผมพอใจ” เอ็ดเวิร์ดพูดอย่างยโส ทั้งชินกรและชายใหญ่ธราธรต่างสะอึกกับคำพูดนี้ ธราธรไวกว่าพูดสวนไปอย่างสุภาพว่า

“การทำงานของพวกเรา ไม่ได้ทำเพื่อสร้างความพึง พอใจให้ใครคนใดคนหนึ่ง เราทำเพราะต้องการอนุรักษ์ทรัพย์สมบัติของประเทศให้ลูกหลานได้รับรู้ถึงรากเหง้าของตัวเอง ถ้าการเดินทางครั้งนี้จะสร้างความ ‘ไม่พอใจ’ ให้คุณไปบ้าง เราก็ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้า”

ธราธรเกรงว่าคำพูดนี้จะทำให้อาทิตยรังสีไม่สบายใจ แต่อาทิตยรังสีกลับยิ้มให้เป็นนัยว่า“ทำดีมาก” ทำให้ธราธรสบายใจขึ้น

ประชุมเสร็จ ชายใหญ่ธราธรก็เป็นกังวลเมื่อยังไม่เห็น “นายก้องเกียรติ” กับ “นายตะวัน” มา ชินกรเสนอว่าให้คณะเดินทางไปก่อน สองคนนั้นมาค่อยขึ้นรถเมล์ตามไปภายหลังก็แล้วกัน พลางบอกให้ทุกๆคนเตรียมตัวขึ้นรถกัน

“เดี๋ยวก่อนครับ รอผมด้วย!!” เสียงระวีรำไพหรือนายตะวัน ร้องเสียงหนุ่มแตกพานมาแต่ไกล

ธราธรชะงักหันมอง เห็นนายก้องเกียรติและนายตะวันวิ่งกระหืดกระหอบมาก็โล่งใจ แนะนำทั้งสองแก่ชินกร แล้วพากันขึ้นรถ ชินกรถามธราธรว่าตัวเท่าเมี่ยงจะไหวหรือ ชายใหญ่ธราธรมองสองหนุ่มตอบยิ้มๆว่า “ก็ต้องลองดู”

ooooooo

ระหว่างเดินทาง ทั้งนายตะวันและนายก้องเกียรติ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันหัวหมุน เมื่อถูกทั้งมานะ อุดม และปิติ ยียวนกวนประสาท แต่ทั้งสองก็เอาตัวรอดได้ โดยเฉพาะมะปรางหรือนายตะวัน รับมือกับสามหนุ่มแบบตาต่อตาฟันต่อฟันได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันไปตลอดทาง

ชินกรที่แต่แรกไม่ได้สนใจสองหนุ่มที่มากับธราธร แต่พอมองไปมองมาก็รู้สึกคุ้นหน้านายก้องเกียรติ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหน แต่ก็นึกไม่ออกได้แต่รู้สึกว่า “คุ้นแฮะ...” จนกระทั่ง “คุ้นเว้ย...”

เมื่อไปถึง “บ้านพักเจ้าหน้าที่” มีมานิตหัวหน้าหน่วย ประจำที่ปราสาทและพรานอ่อนศรีคอยต้อนรับอยู่ มานิตจัดที่พักให้นักศึกษาฟากหนึ่งและแขกผู้ใหญ่ฟากหนึ่ง

เจ้ากรรม! นายก้องเกียรติและนายตะวันถูกจัดให้นอนรวมกับนักศึกษาชายที่เดินทางมาด้วยกันที่เต็นท์หลังหนึ่ง ทั้งสองทำหน้าพะอืดพะอม โชคดีที่ธราธรสังเกตอยู่ เสนอมานิตว่าให้สองคนนี้อยู่กับตนก็แล้วกัน ทุกคนหันมองธราธรอย่างแปลกใจ เขาจึงต้องชี้แจงว่า

“ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาในความดูแลของผมที่เพิ่มมา ผมไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เลยไม่ได้ให้เตรียมที่นอนไว้ ผมให้ทั้งสองคนไปนอนที่บ้านพัก จะได้ไม่ต้องวุ่นวายจัดที่นอนใหม่”

ทุกคนหายข้องใจ โดยเฉพาะนายตะวันกับนายก้องเกียรติถึงกับแอบถอนใจโล่งอก...

เมื่อจัดที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาอาบน้ำ พวกผู้ชายพากันนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว บ้างผอมกะหร่องจนแทบนับซี่โครงได้ บ้างอ้วนจนนมย้อย พากันไปอาบน้ำ ทั้งยังร้องชวนก้องเกียรติกับตะวันไปอาบด้วยกัน ทั้งสองหาทางเอาตัวรอดบอกว่ายังไม่อยากอาบ แล้วแอบไปปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี

ระหว่างนั้นได้ยินเสียงพรานอ่อนศรีกับป้าพรโต้เถียงกัน โดยพรานอ่อนศรีจะให้ป้าพรทำครัว ป้าพรทำไม่เป็นและที่จ้างตนมาก็ให้ทำความสะอาดไม่ใช่ทำครัว เกษรากับมะปรางเห็นช่องทางแก้ปัญหา พากันเข้าไปเสนอตัวว่าพวกตนทำกับข้าวได้ ทำอร่อยด้วยแล้วโมเมลงมือเลย

ปรากฏว่า เมื่อได้เวลาอาหาร นอกจากส่วนที่จัดให้ผู้ใหญ่แล้ว บรรดานักศึกษาพากันไปนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย ชินกรถึงกับเอ่ยปากชมว่า

“จะว่าไป อาหารครั้งนี้ดูดีกว่าทุกครั้งเลยนะครับ ถ้าไม่บอก นึกว่าสั่งมาจากร้านอาหาร”

ธราธรมองหาตะวันกับก้องเกียรติไม่เห็นมากินข้าว ฉุกคิดอะไรได้ถามอ่อนศรีว่า

“อ่อนศรี ใครเป็นคนทำอาหาร” ถามแล้วมองหน้ารอคำตอบ ทั้งที่ในใจเดาได้อยู่แล้ว!

ระหว่างที่คนอื่นกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้น เกษรากับมะปรางก็แอบไปนุ่งกระโจมอกอาบน้ำกันอย่างเร่งรีบเสร็จแล้วรีบออกมา เสียงธราธรถามขึ้นว่า “ใครเป็นคนคิดแผน!?” ทั้งสองตกใจ แต่พอเล่าก็โล่งใจเมื่อได้รับคำชมว่าเก่งมาก แต่ก็เตือน

“วันนี้เอาตัวรอดมาได้หลายครั้งแล้วนะ แต่ยังเหลืออีกหลายวัน อย่าชะล่าใจรู้หรือเปล่า?”

เพื่อช่วยสองสาวแก้ปัญหา ธราธรสั่งอ่อนศรีให้ตักน้ำมาไว้ในห้องน้ำที่ห้องพักเพื่อจะได้อาบน้ำกันไม่ต้องเสียวไส้เหมือนวันนี้ ทั้งสองมองหน้าธราธรอย่างชื่นชม ขอบคุณ

“เอ่อ...พี่เกษอยู่คุยกับพี่ชายใหญ่ไปก่อนก็ได้นะคะ ปรางไปดูคุณพ่อเองค่ะ เผื่อว่าพี่ชายใหญ่จะมีอะไรอยากคุยกับพี่เกษ...สองต่อสอง” พูดแล้วยิ้มแซวๆแต่พอเดินออกไปแล้วกลับแอบเศร้า...

เกษรากับชายใหญ่ที่มะปรางชงให้อยู่ด้วยกัน ต่างอึกอักเก้อเขินไม่รู้จะคุยอะไรดี ได้แต่ถามถึงการเดินทาง การกินอยู่กันกร่อยๆ พอดีชินกรเดินมาเจอทักทั้งสองชมว่าอาหารวันนี้อร่อยมาก แล้วตีซี้เข้าโอบไหล่เกษรา  ธราธร มองอย่างอึดอัดใจ แต่ไม่กล้าทักท้วง

เกษราทำหน้าไม่ถูก ยิ้มเขินๆ แล้วหาทางเบี่ยงตัวออก พลันก็สะดุ้งเมื่อชินกรสั่งไม่ให้หุบยิ้ม จ้องหน้าบอกว่า

“ฉันรู้แล้วว่านายหน้าเหมือนใคร...คุณเกษ!!” ชินกรโพล่งออกไป ทำเอาเกษราแทบหัวใจวาย

ชายใหญ่ธราธรแก้ปัญหาให้อีกตามเคย ชี้แจงกับชินกรว่า พ่อนายก้องเกียรติเป็นน้องชายแม่ของเกษราหน้าลูกออกมาจึงหน้าละม้ายกัน เกษรารีบผสมโรงเป็นปี่เป็นขลุ่ย กระนั้นชินกรก็ยังพูดให้ใจคอไม่ดีว่า

“ถึงว่า...หน้าคล้ายกันมาก นี่ถ้าเอาวิกผมยาวมาใส่แต่งหน้านิดหน่อย นี่...ใช่เลยนะครับเนี่ย ผมนั่งมองหน้ามาตลอดทาง คุ้น...คุ้น แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน นี่แสดงว่าสายตาผมใช้ได้เหมือนกันนะครับเนี่ย”

ธราธรรีบตัดบทก่อนที่ชินกรจะจับเท็จได้ อ้างว่าดึกแล้วแยกย้ายกันไปนอนดีกว่า เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นไปดูปราสาทแต่เช้า

ooooooo

ฝ่ายมะปราง แอบไปด้อมๆมองๆที่บ้านพักอาทิตยรังสีแต่ไม่กล้าเข้าไป จนอ่อนศรีมาเจอถามขู่ๆว่ามาทำอะไรแถวนี้ มะปรางหัวไวแก้ตัวว่าอาจารย์ธราธรให้มาดูว่าท่านชายทานยาหรือยัง ฝากอ่อนศรีให้ช่วยดูแลแล้วรีบหลบไปเลย

“คุณชายธราธร คุณชายใหญ่ครับ ฝากให้นักศึกษามาเตือนท่านว่า อย่าลืมกินยาหลังอาหาร” อ่อนศรีเข้ามาบอก

อาทิตยรังสีฟังอ่อนศรีเล่าพฤติกรรมของนักศึกษาคนนั้นแล้วนึกรู้ว่าเป็นใคร เพราะท่านเอะใจตั้งแต่ออกเดินทางแล้ว ถามว่าแล้วนักศึกษาคนนั้นไปไหนเสียล่ะ อ่อนศรีบอกว่าวิ่งแน่บไปแล้ว

“ขอบใจมากที่เป็นคนส่งสารมาให้ฉันอีกทอดหนึ่ง” แล้วถามถึงงานที่มอบหมายให้ทำ “อ่อนศรี...แล้วเรื่องท่ีฉันขอให้ช่วยหาข้อมูลเป็นยังไงบ้าง มีอะไรคืบหน้าหรือเปล่า”

“มีครับ” อ่อนศรีเสียงเครียด มองไปรอบๆอย่างระแวดระวังเดินไปปิดประตูห้อง แล้วจึงเอาภาพสเกตช์วัตถุโบราณออกมาให้ดู “นี่เป็นภาพที่ผมวาดจากความทรงจำ ก่อนที่ไอ้พวกนั้นมันจะขโมยไป ตัวปราสาทที่โดนบุกรุกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ผมคิดว่าพวกมันยังคงอยู่ไม่ไกล”

“โจรกลุ่มนี้เป็นคนในพื้นที่หรือเปล่า”

“หัวหน้ามันคงไม่ใช่ แต่ในกลุ่มมันต้องมีคนในพื้นที่แน่นอน เพราะปราสาทที่มันเพิ่งบุกรุกมีคนในหมู่บ้านเท่านั้นที่รู้ คนนอกไม่มีทางรู้แน่”

“หมดกัน...ถ้าคนในหมู่บ้านเป็นโจรเสียเอง เราจะป้องกันปราสาทที่เหลือได้ยังไง” อาทิตยรังสีวิตกว่าป่านนี้ พวกนั้นคงขโมยสมบัติชาติไปหมดแล้ว “กว่าพวกเราจะตามเจอก็คงเหลือแต่ซาก หรือไม่ก็...”

“ไม่หรอกครับ เพราะยังมีปราสาทอีก 5 แห่งที่พวกมันไม่รู้ มีแต่ผมเท่านั้นที่ค้นพบและรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”

อ่อนศรีเอาแผนที่จากในย่ามให้อาทิตยรังสีดูท่านดูด้วยความตื่นเต้นดีใจ บอกอ่อนศรีอย่างมุ่งมั่นว่า

“เราจะต้องปกป้องปราสาทพวกนี้ ก่อนที่พวกโจรมันจะหาเจอ”

ooooooo

พอมะปรางกับเกษราเข้าห้องนอนก็คุยกันถึงความวุ่นวายในการแก้ปัญหาของพวกตน ชมกันว่าดีแต่มีชายใหญ่คอยช่วยเหลือ เกษราชมหยั่งความสัมพันธ์ว่า ดูมะปรางสนิทกับชายใหญ่มาก มะปรางบอกว่าตนโชคดีที่มีพี่ชายที่น่ารักและอีกไม่นานก็จะมีพี่สาวที่น่ารักมาอีกคนหนึ่ง เห็นเกษราทำหน้างงก็พูดชัดๆว่า

“ก็พี่เกษกับพี่ชายใหญ่เป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน คงจะมีข่าวดีเร็วๆนี้”

“ไม่หรอกค่ะ” เกษราส่ายหน้ายิ้มเศร้าๆ “พี่ชายใหญ่ยังไม่เอ่ยปากถึงเรื่องแต่งงานกับพี่เลย ไม่ใช่เร็วๆนี้แน่นอน บางทีมันอาจจะไม่มีเลยก็ได้” พูดแล้วตัดบทชวนนอนกันดีกว่าเพราะดึกแล้ว

สองสาวล้มตัวลงนอนทั้งที่ต่างก็ยังมีเรื่องคาใจให้คิดอยู่...

ในใจเกษรานั้นไม่มีความสุขเลย ที่ต้องอยู่ในฐานะคู่หมั้นคู่หมายของชายใหญ่ธราธรอยู่อย่างนี้...

ooooooo

ที่ถ้ำกลางป่า พรานสม ที่อายุน้อยกว่าพรานอ่อนศรี เป็นพรานใจชั่วที่รับใช้อีริคหนุ่มลูกครึ่งวัยเกือบสามสิบที่เป็นโจรขโมยวัตถุโบราณมืออาชีพกำลังคุยกัน โดยอีริคนั่งจิบวิสกี้อย่างใจเย็น ถามพรานสมที่ไปสืบคณะสำรวจว่ามากันหรือยัง

“ยั้วเยี้ยเลยครับ ทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ เดินกันให้ควั่กไปหมด” อีริคถามว่าเจอเป้าหมายของเราหรือยัง “ยังครับ พรุ่งนี้จะให้ผมเข้าไปหาเลยหรือเปล่า”

อีริคจิบวิสกี้พยักหน้า บอกว่าหาเจอแล้วให้รีบบอก เพราะของชุดนี้จะส่งไปชายแดนพรุ่งนี้ ส่วนงานต่อไปพวกตนพร้อมแล้ว จะลงมือเมื่อไรบอกมาเลย

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ชิงชิง” ขวาง “เบน” เสียหลักล้มทับ ใจเต้นแรง...บีบคอแก้เขิน

“ชิงชิง” ขวาง “เบน” เสียหลักล้มทับ ใจเต้นแรง...บีบคอแก้เขิน
21 ก.พ. 2563
08:30 น.