ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวใจฟรุ้งฟริ้ง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พราวฟ้าที่หลงรักอัศวินมานาน เห็นเขาทำงานและสนิทกับมู่ลี่ก็ไม่พอใจมาดักถามขณะเขามาเอาจักรยานจะกลับบ้านว่าคิดอะไรกับป้าหรือเปล่า อัศวินแกล้งอำว่า

“พี่ไม่ชอบผู้หญิง ไม่งั้นพี่คงมีแฟนไปแล้ว ลืมเสียเถอะ มันไม่มีทางเป็นไปได้”

พราวฟ้าไปโวยกับเจมส์ว่าเป็นคู่เกย์กับอัศวินเพราะเห็นไปไหนมาไหนด้วยกัน เจมส์จึงไปต่อว่าอัศวิน เขาบอกว่าอำเธอเล่นจะได้เลิกหวังกับตนเสียที ขอร้องให้เจมส์เล่นตามน้ำให้ที แล้วจะเลี้ยงข้าวขาหมูตอบแทน เจมส์เมิน อัศวินจึงเปลี่ยน

เป็นซาลาเปาตี๋ตาโตวันละห้าลูกสิบวัน เจมส์ขอติ่มซำด้วย อัศวินด่าขำๆ “ไอ้ตะกละ!” แล้วเข็นจักรยานขี่กลับบ้าน

ต้องตาโทร.หามู่ลี่ที่กำลังรอแท็กซี่จะกลับไปหาน้องปลื้มที่โรงพยาบาล อัศวินมาเจอพอรู้ว่ารอแท็กซี่อยู่จึงอาสาจะไปส่งเร่งให้ซ้อนท้ายจักรยานเลย พอดีรถเมล์มาอัศวินรีบปั่นออกไปกลัวป้าจะเปลี่ยนใจ

พี่ยักษ์อ่านนิทานให้น้องปลื้มฟังอยู่ได้ยินต้องตาโทร.คุยกับมู่ลี่ถามว่ารถยังซ่อมไม่เสร็จหรือ พอรู้ว่ายังก็ถอนใจ เฮ้อ...น้องปลื้มบอกว่า “อย่าเฮ้อสิครับ แม่บอกว่า... สบาย”

“โอเค เรื่องแค่นี้เอง...สบาย งั้นมาฟังนิทานต่อนะ กำลังสนุกเลย”

อัศวินปั่นจักรยานพามู่ลี่ซ้อนท้ายมาตามถนนในยามค่ำคืน ปั่นสบายๆ กินลมไปเรื่อยๆ

ฝ่ายชิษณุพอส่งตรีดาวแล้วก็ขับรถมองชีวิตราตรีสองข้างทางเหงาๆมาหยุดที่ริมแม่น้ำแล้วหยิบมือถือโทร.หา “ยักษ์” ถามว่ามู่ลี่มาถึงไหนแล้ว...รถยังซ่อมไม่เสร็จหรือ...มาแท็กซี่หรือ...ผู้หญิงนั่งรถคนเดียวอันตราย...เป็นห่วงจนพี่ยักษ์แซวว่าใจเย็นๆ ชิษณุบอกว่าอดเป็นห่วงไม่ได้

“ก็แสดงตัวสักทีจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงอยู่ห่างๆ แบบนี้” ชิษณุติงว่าก็เขาบอกเองว่าเป็นไปได้สูงที่เขาจะไม่เปิดใจ พี่ยักษ์ถามว่ากลัวเขาไม่เปิดใจเลยใช้วิธีนี้? ชิษณุยอมรับว่าใช่ พี่ยักษ์แนะว่า “เริ่มที่การเป็นเพื่อนก่อนไม่ดีเหรอ ฉันโอเคนะถ้ามู่ลี่จะมีแกเป็นเพื่อนเพิ่มมาอีกคนอย่างบริสุทธิ์ใจและจริงใจ”

“หมายความว่าไง”

“อยากให้มู่ลี่เปิดใจ แกก็ต้องเปิดใจก่อน บอกตรงๆ ฉันไม่ชอบที่แกไม่ให้ฉันบอกความจริงมู่ลี่ว่าแกเป็นใครมันแสดงถึงความไม่จริงใจ แสดงตัวซะ ไม่งั้นฉันอาจไม่ช่วยแก”

ชิษณุถูกพี่ยักษ์ใช้ไม้ตายแบบนี้ก็อึ้ง...

อัศวินไปส่งมู่ลี่ที่หน้าโรงพยาบาลแล้วฝากทักทายน้องปลื้มด้วย ถามว่าแล้วจะบอกเรื่องหย่ากับลูกยังไง มู่ลี่ถามเสียงขุ่นทันทีว่ายุ่งอะไรด้วย แต่ก็บอกว่า บอกเมื่อไหร่แล้วจะบอก อัศวินบ่นว่าสงสารน้องแล้วขี่จักรยานกลับไป

มู่ลี่กลับถึงห้องพักน้องปลื้ม ต้องตาเล่าว่า หมอ บอกว่าถ้าพรุ่งนี้ฟังเสียงปอดแล้วเคลียร์ บ่ายๆน้องปลื้มก็กลับบ้านได้แล้ว มู่ลี่บอกว่าตนจะได้โทร.ลางาน แต่จะไม่ให้เสียงานจะเอางานมาทำที่โรงพยาบาล พี่ยักษ์มองอย่างเห็นใจถามว่าเหนื่อยไหม มู่ลี่บอกว่าสบาย

“ดี เข้มแข็งไว้นะ เดี๋ยวเรื่องดีๆก็จะเข้ามาเอง” พี่ยักษ์พูดเป็นนัย มู่ลี่ถามว่าแปลว่าอะไร ใบ้หวยหรือ? พี่ยักษ์ก็ยิ้ม ต้องตาช่วยพูดเบี่ยงเบนว่าพี่ยักษ์แปลว่าอยากกินต้มเลือดหมูเยาวราช มู่ลี่หลงเชื่อเลยเชิญทั้งสองตามสบาย

พอทั้งสองไป มู่ลี่ก็เอาใบหย่าออกมาดู บัดนี้เธอกลับมาใช้นามสกุลของตัวเองแล้ว ระบุในใบหย่าว่าเป็นการสิ้นสุดการสมรส เธออ่านประโยคนี้ด้วยความเจ็บลึกจุกอยู่ข้างใน

ooooooo

อัศวินกลับถึงบ้านก็กินซาลาเปาแทนข้าวเย็น ดวงใจถามว่าทำไมไม่ให้ม้าผัดข้าวผัดให้ เขาบอกว่าไม่เป็นไรของมีอยู่แล้ว บอกม้าว่าตั้งแต่พรุ่งนี้นับไปสิบวันขอซาลาเปากับติ่มซำเอาไปออฟฟิศตอนเช้าด้วย ดวงใจถามว่าจะไปตักบาตรหรือ เขาพูดหน้าตายว่าเอาไปให้กุมารทอง เห็นม้าตกใจก็บอกว่า

“ล้อเล่น เอาไปให้ไอ้เจมส์ ตอบแทนมันที่ช่วยเหลือผม”

ดวงใจหัวเราะตบแขนเขาเบาๆ หยอกล้อกันน่ารักประสาแม่ลูก

ฝ่ายเจมส์อยากให้พราวฟ้าสบายใจ ตามไปเจอพราวฟ้านั่งร้องไห้กับลูกพีชที่ร้านอาหาร เสียใจที่อัศวินเป็นเกย์ ก็พรวดเข้าไปนั่งโพล่งขึ้นว่า “ไอวินไม่ได้เป็นอย่างที่คิด” เห็นสองสาวอึ้งก็ยืนยัน “เฟิร์ม!”

พราวฟ้าหยุดร้องไห้ ถามว่าจริงหรือแล้วกรี๊ดดีใจ ลูกพีชถามว่าเฟิร์มได้ไง

“ลองแล้ว”

สองสาวร้องหือ! ช็อกค้างไปเลย...

ดวงใจบอกอัศวินว่าจะบอกให้เจ๊เตรียมของให้ตามที่ตี๋ขอแล้วจะลุกไป อัศวินเรียกไว้ถามว่า

“พอเตี่ยตายแล้ว นานไหมกว่าม้าจะทำใจได้”

“ไม่นานหรอก ม้าเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วเพราะเตี่ยไม่สบาย ยิ่งพอเห็นหน้าลูกๆ ม้ายิ่งบอกตัวเองว่าต้องรีบเข้มแข็ง ไม่มีเตี่ยไปคนนึงแล้วจะให้ไม่มีแม่อีกเหรอ...ไม่ได้เด็ดขาด”

“แม่ทุกคนคงคิดแบบนี้...ถ้าลูกขาดพ่อ สัญชาตญาณของความเป็นแม่ใช่ไหมม้า”

“ใช่...แต่ถ้าแม่บางคนที่ขาดสติ จะด้วยการถูกปลูกฝังมาผิดๆ คิดเห็นผิดๆ จนกลายเป็นนิสัย สัญชาตญาณยิ่งใหญ่ที่ธรรมชาติมอบให้อันนี้มันก็ไม่ทำงานนะ... เคยเห็นข่าวไหมพอเลิกกับผู้ชายแล้วก็ไปทำแท้งบ้าง คลอดลูกแล้วเอาไปทิ้งบ้าง เด็กไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แต่ต้องมารับกรรม”

“แล้ว...ถ้าลูกต้องขาดพ่อเพราะพ่อตาย อันนั้นคงบอกกันง่าย เข้าใจง่าย แต่ถ้าต้องหย่ากัน เพราะอยู่กันไม่ได้ ม้าคิดว่าควรบอกความจริงกับลูกไหม” ม้าถามว่านี่กรณีของใครล่ะ “พี่ที่ออฟฟิศครับ เขาเพิ่งหย่าและก็ไม่อยากจะบอกความจริงลูกตอนนี้ ผมเลยสงสัยถ้าเป็นผม ผมจะบอก ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับความจริง ดีกว่าหลอกตัวเอง ซื้อเวลาไปวันๆ”

“เราต้องดูด้วยนะตี๋ ว่าสภาพจิตใจของเด็กพร้อมหรือยัง เราไม่ได้ปิดบังหรือหนีความจริง แต่ควรดูเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ความจริงทำร้ายเขา เวลาและวิธีการที่เหมาะสมเท่านั้นลูก จะเมื่อไหร่หรือยังไง ก็แล้วแต่คน ซึ่งแม่ของเด็กน่าจะรู้ดีที่สุด”

“นั่นสิม้า...คงเป็นป้าคนเดียวที่รู้ดีที่สุด” อัศวิน พึมพำ สงสารและเห็นใจมู่ลี่มาก

ooooooo

หลังการหย่าแล้ว พงศ์พิสุทธิ์หาความสงบสุขทางจิตใจไม่ได้เลย แม้จะไปเที่ยวกินดื่มเคล้าหญิงในผับ แต่ในใจเขาก็คิดถึงมู่ลี่และลูกจนต้องลุกออกมายืนข้างนอก ตัดสินใจอะไรบางอย่าง

พงศ์พิสุทธิ์ตัดสินใจไปที่โรงพยาบาล คำแรกที่ถามมู่ลี่คือ ลูกโอเคไหม? เธอประชดว่ามาเร็วไปไหม ลูกจะออกจากโรงพยาบาลพรุ่งนี้แล้ว ทั้งสองง่องแง่งกันจนพงศ์พิสุทธิ์ขอร้องว่าเราจะคุยกันดีๆสักสองนาทีได้ไหม ทำไมต้องโกรธตนด้วย

“ก็คุณมันเลว! ผู้ชายในชีวิตฉันมีแต่คนไม่มีความรับผิดชอบ”

“อย่าโยนความผิดของพ่อคุณมาที่ผม! คุณมันมีปม รู้ไหม ทำไมผมถึงไม่อยากอยู่บ้าน เพราะคุณเป็นแบบนี้ ต่อให้ผมทำดีแค่ไหนมันก็ไม่เคยพอ ทำให้ผมไม่อยากทำอะไรเลยไง!” มู่ลี่โกรธจะเดินหนี พงศ์พิสุทธิ์คว้ามือไว้ถามว่า “รับความจริงไม่ได้ล่ะสิ”

มู่ลี่สะบัดออกปรามว่าอย่ามาแตะต้องตน ขู่ว่าจะไปแจ้งตำรวจทำให้เขารีบปล่อยมือถอยออกมา มู่ลี่บอกว่าถ้าแค่อยากเห็นหน้าลูกก็ได้เห็นแล้ว ไล่ให้กลับไปเสีย

“กลับแน่... ฟังที่ผมพูดเกี่ยวกับตัวคุณไว้บ้างนะ ถ้าไม่อยากเสียลูกไป นอกจากเรื่องความมั่นคงทาง
การเงินที่คุณต้องมี ความมั่นคงทางอารมณ์ก็ต้องมีเหมือนกัน ศาลคงไม่มั่นใจที่จะให้ลูกอยู่ในความดูแลของแม่ที่มีปัญหาทางจิต”

“เข้าใจแล้ว! ทำทุกวิธีสินะที่จะเอาลูกไปให้ได้ ไม่มีทาง! ฉันจะทำให้เห็นว่า ฉันมั่นคงมากพอที่จะเลี้ยงลูกไม่ให้เป็นผู้ชายแบบคุณ!”

พงศ์พิสุทธิ์ไม่ตอบเดินออกไป มู่ลี่มองตามโกรธๆ แล้วหันกลับ พงษ์พิสุทธิ์หันกลับมองมู่ลี่ด้วยแววตาอ่อนลง หวังให้เธอรู้ตัว เพื่อจะได้ไม่ให้เป็นไปตามแผนของแม่...

ooooooo

เมื่อกลับมาที่ห้องพัก มู่ลี่ทำธุระส่วนตัวแล้วเตรียมนอน เอามือถือเสียบหูฟังนอนในท่าสมาธิฟังรายการของพี่แสด พลางหายใจเข้าออกลึกๆช้าๆ

“ท่านพุทธทาสได้เคยบรรยายธรรมเอาไว้ว่าคนเราต้องรู้จักแสวงหาความสุขจากความทุกข์ค่ะคุณผู้ฟัง”

ฟังพี่แสดแล้วมู่ลี่ลืมตาโพล่งทันที ตั้งใจฟังพี่แสดที่นุ่งขาวห่มขาวอย่างเรียบง่ายจัดรายการอยู่

“ท่องไว้ให้เป็นคาถาเลย...ทุกข์มาก ได้เรียนรู้มาก สาธุ ถ้ามัวแต่คิดถึงความทุกข์ในอดีตและกังวลกับอนาคต จะกลายเป็นคนขาดทุน ฉิบหายล้มละลายในชีวิต ใช้ชีวิตให้สนุกสนาน ทำได้ก็หัวเราะได้ ถ้าทำไม่ได้ก็เหมือนเป็นสัตว์นรก ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด เพราะความโกรธบ้าง โง่บ้าง เปลี่ยนจิตใจซะได้ ทุกข์ก็จะกลายเป็นสุข...สาธุ”

มู่ลี่ฟังพี่แสดที่ดื่มด่ำกับการถ่ายทอดธรรมะอย่างตั้งใจ ยกมือไหว้สาธุอย่างซาบซึ้ง ตั้งใจฟังเต็มที่

“ขอให้ตั้งปณิธานจะเป็นผู้ที่ไม่หงุดหงิด ไม่รำคาญ ไม่อึดอัดขัดใจต่อสิ่งที่ไม่ได้อย่างใจใดๆทั้งสิ้น...สาธุ”

“สาธุ” มู่ลี่ยกมือไหว้สาธุ ฟังพี่แสดอย่างจิตสงบตั้งใจ

“จบการอ่านธรรมะบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุแต่เพียงเท่านี้ ขอให้ทุกคนมีความสุข จำไว้นะหาแง่งามให้เจอ สติ...คือคาถาที่วิเศษที่สุดค่ะคุณผู้ชม”

จากนั้นพี่แสดก็ให้ใครที่อยากพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยน เรียกสติบอกว่าแก้ตอนนี้ไม่ได้อย่างน้อยก็ได้ระบาย มีเพื่อนช่วยรับฟัง เชิญชวนว่า “โฟนอินเข้ามาเลยนะคะ ได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ เพราะความทุกข์เกิดขึ้นได้กับทุกคน”

พี่แสดขออนุญาตเปลี่ยนโหมดสู่ความสดใสร่าเริง เพราะชีวิตเราต้องสนุก แล้วให้น้องบอลเปิดเพลงบิ๊วต์ พลางบอกว่าโฟนอินเข้ามา ถ้าไม่กล้าเปิดเผยชื่อจริง ใช้นามแฝงก็ได้เพื่อความสบายใจ

อัศวินนอนอ่านหนังสือและฟังรายการพี่แสดอยู่ นึกถึงมู่ลี่ขึ้นมาว่า ถ้าป้าฟังรายการพี่แสดบ้างน่าจะช่วยได้ ลองโทร.หาแต่สายไม่ว่าง โทร.ใหม่หลายครั้งสายก็ยังไม่ว่าง เพราะมู่ลี่เองก็โทร.หาพี่แสดอยู่ สายพี่แสดไม่ว่าง มีเสียงโทร.เข้าซ้อนมา พอเห็นเป็นเบอร์ของ “ตี๋” ก็บ่นว่า “โอย...อย่าเพิ่ง ฉันกำลังยุ่ง” แล้วกดตัดสายตี๋ทิ้งไปเลย อัศวินโทร.ไม่ติดก็คิดว่าป้าคงนอนแล้วเลยส่งข้อความว่า

“ฟังรายการ SINGLE LADY CLUB ของพี่แสดสิ คลื่น 86.6 ผมฟังอยู่”

มู่ลี่เปิดอ่านแล้วอึ้ง ไม่คิดว่ามีคนรู้จักฟังอยู่ด้วย พอดีสายที่โทร.เข้าพี่แสดติด พอพี่แสดรับสายมู่ลี่ดีใจมาก แต่พอจะบอกชื่อก็อึกอัก พี่แสดเลยตั้งชื่อให้ว่าฟรุ้งฟริ้ง แล้วถามฟรุ้งฟริ้งว่า คืนนี้มีเรื่องคับอกคับใจอะไรจัดมาเลย รอฟังอยู่

“หนูอยากฆ่าคนค่ะ!”

อัศวินฟังอยู่ถึงกับสะดุ้งดีดตัวอุทาน “ทำไมโหดจังวะ”

อัศวินหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ฟังปลายสายอย่างสนใจ ครู่เดียวก็รู้สึกเสียงคุ้นๆ

พี่แสดถามฟรุ้งฟริ้งว่าใครมาด่าพ่อด่าแม่น้องเหรอ มู่ลี่ของขึ้นโพล่งออกไปอย่างลืมแอ๊บว่า

“หนูอยากฆ่ามันให้ตายสองรอบ!”

“อารมณ์โกรธของน้องฟรุ้งฟริ้งทำให้พี่แสดสตั๊นไปชั่วขณะ แต่ตอนนี้พี่แสดได้สติแล้ว สติค่ะสติ...ช่วยดึงสติกันหน่อยนะคะ! สติคำเดียว...หยุดความเสียวทุกอย่างได้!!”

ขณะเดียวกัน อัศวินก็ถูกตุ๊กแกที่แอบเข้ามาในห้องตกใจจนแผดเสียงลั่น ทั้งม้า อาม่าและเจ๊สม วิ่งมาดู เห็นอัศวินถืออาวุธครบมือเตรียมป้องกันตัวเต็มที่ แต่พอได้สติมองไปไม่เห็นตุ๊กแกแล้ว อัศวินเดินออกไปบอกม้า อาม่ากับเจ๊สมว่ากลัวมันกลับมาอีก

เจ๊สมด่าว่าโตเป็นควายแล้ว เจอตุ๊กแกทีไร คนทั้งบ้านไม่ได้นอนกัน ถามประชดว่าจะให้ตามไปช่วยไล่ที่ออฟฟิศด้วยไหม เลยโต้เถียงกันจนม้าต้องบอกให้พอไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร

เจ๊สมไม่ยอมพอ ถามว่าถ้าตนไม่ได้นอน ม้าไม่ได้นอน อาม่าไม่ได้นอน เป็นลมตายไปจะทำยังไง อาม่าเลยผสมโรงหลอกด่าว่า ตนก็แค่คนแก่ ไม่กี่วันก็ตาย ถ้าจะตายก็ขอตายอย่างฮีโร่ ไล่ตุ๊กแกให้หลานอั๊วจนเป็นลมตาย อั๊วภูมิใจ

“ภูมิใจไหม” เจ๊สมถามอัศวินที่รู้สึกว่าตัวเองแย่ ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อกำจัดความกลัวที่เป็นตัวปัญหา แล้วก็เข้าไปในห้องประกาศท้าตุ๊กแกเหยงๆให้ออกมาสู้กัน เจ๊สมด่าว่าไอ้ตี๋มันบ้าไปแล้ว อาม่าบอกว่าบ้าแบบนี้ดี บ้าจนไร้สติอีจะได้มีสติ เจ๊สมบอกว่าไม่เข้าใจ ดวงใจอธิบายว่า

อาม่าหมายถึงตี๋กำลังรักษาความกลัวด้วยการเผชิญหน้ากับมัน เชื่อไหมเดี๋ยวตี๋ก็จะหาย เจ๊สมถามว่าม้ารู้ได้ไงว่าวิธีนี้ช่วยได้ “ม้าเคยอ่านข่าว ฝรั่งเขาใช้วิธีนี้แล้วเขาก็หายกลัวได้จริงๆนะ”

เจ๊สมพยักหน้า ทุกคนแอบดู ลุ้นให้กำลังใจอาตี๋ของตนต่อไป

ฝ่ายมูลี่ยังอินกับการฟังพี่แสดอย่างถึงจิตถึงใจ พี่แสดบอกว่า

“ความโกรธเกิดขึ้นมาแล้ว ความโกรธนั่นแหละที่จะทำร้ายเรา เป็นมะเร็งคอยกัดกินชีวิต ทำให้เราไม่มีความสุข ซึ่งผิดคอนเซ็ปต์ Single Lady Club ของเรานะคะที่ต้องมีความสุขในทุกๆวันของชีวิต ลองนึกถึงหน้าศัตรูของเรา มันอาจจะกำลังแสยะยิ้ม มีความสุขที่ทำให้เราโกรธอยู่ก็ได้ จะยอมให้เป็นอย่างนั้นหรือไงคะ!!!”

ฟังคำพูดเดียวกันจากพี่แสด มู่ลี่กอดน้องปลื้มเครียดอย่างคิดตก ทำไม่ได้อย่างพี่แสดพูด

แต่อัศวินที่เข้าไปเผชิญหน้าตุ๊กแกที่เคยกลัวจนขี้ขึ้นสมอง กลับยืนอย่างท้าทาย เห็นตุ๊กแกเกาะอยู่ที่ผนังห้องก็ตะโกนทันทีที่ฟังพี่แสดจบ

“ไม่ยอม!!!”

จัดรายการเสร็จ พี่แสดแวะมาซื้อซาลาเปาติ่มซำที่ร้านอัศวิน พี่แสดถามดวงใจว่าตี๋เจอตุ๊กแกแล้วมันยังไง

“เขาก็ปักหลัก สู้หน้าตุ๊กแกไม่วิ่งหนีเหมือนเมื่อก่อน จ้องหน้ากันนานมากจนตุ๊กแกมันเป็นฝ่ายหนีไปเอง”

พี่แสดชมว่าสุดยอด อาม่าเอากาแฟมาให้พี่แสด เล่าเสริมอย่างภูมิใจว่า

“ตอนนี้ อาตี๋อั๊วเป็นคนใหม่ อั๊วอดกลายเป็นฮีโร่คอยปกป้องอีจากตุ๊กแกอีกแล้ว”

“ชาบูไอ้ตี๋!”

พี่แสดชื่นชมอัศวิน ดีใจกับดวงใจและอาม่าด้วย

ooooooo

เช้านี้อัศวินขี่จักรยานส่งติ่มซำอย่างเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส สายลมแสงแดดวันนี้สดชื่นสวยงามมากกว่าทุกวัน มองคนรอบข้างก็รู้สึกทุกคนมอง ยิ้มแย้มชื่นชมยินดีกับตน อัศวินยิ้มกว้างจอดจักรยานประกาศก้อง

“กูเป็นอิสระจากมึงแล้ว ไอ้ตุ๊ก!!!”

ส่วนที่ร้าน พี่แสดฟังเรื่องราวของอัศวินจากเจ๊สมแล้วรีบคว้าสมุดมาจดเพื่อเอาไปเล่าในรายการเป็นตัวอย่างการเอาชนะความกลัว นั่นคือการเผชิญหน้า ถูกเจ๊สมขัดคอว่าทำเป็นสอนคนอื่นดีนัก ทีตัวเองทำได้สักข้อไหมล่ะอีแสด

พี่แสดถามว่ามีข้อไหนที่ตนทำไม่ได้บ้าง พูดมาเลยอีเจ๊ เลยถูกเจ๊สมจับผิดทันทีว่านี่ไงสอนคนอื่นให้มีสติเวลาโกรธ นี่โดนแหย่นิดเดียวของขึ้นแล้ว!

พี่แสดถามว่าตนเคยบอกหรือว่าตนทำได้ เจ๊สมบอกว่าไม่เคย

“ก็นั่นไง! เป็นสื่อสารมวลชน มีหน้าที่สื่อสารสิ่งดีๆให้คนฟัง ไม่ใช่อรหันต์ ต้องมีขาดสติกันบ้างสิวะ โดยเฉพาะกับมึง! ใช่ไหมป้า อาม่า”

ดวงใจกับอาม่าเบื่อที่จะฟังคู่กัดทะเลาะกัน เลยเดินออกไปปล่อยให้ทั้งสองไฝว้กันตามสบาย

อัศวินส่งติ่มซำกลับมา ถามดวงใจที่ช่วยอาม่าชงกาแฟอยู่ว่า สาดกันแต่เช้าเลยเหรอม้า อาม่ากับดวงใจตอบเบื่อๆว่าไม่รู้จะเถียงกันให้ได้อะไรขึ้นมา

เถียงกันไปมา จู่ๆพี่แสดก็บอกว่าอยากให้ไอ้เฮียตู่โผล่มาตอนนี้จังเลย เจ๊สมถามว่าให้มันโผล่มาทำไม

เฮียตู่คือคนขายผักในตลาดวัย 30 กว่า เป็นคนขยันทำมาหากินมากแต่ไม่ค่อยพูด เจ๊สมเคยแอบชอบ แต่เฮียตู่แต่งงานกับเจ๊แผงผักไป เจ๊สมเลยเจ็บช้ำมาจนทุกวันนี้ พี่แสดพูดถึงเฮียตู่ขึ้นมาเพราะได้ข่าวว่าเฮียตู่เลิกกับเมียแล้ว เจ๊สมก็มีโอกาส

เจ๊สมฮึดขึ้นมาบอกว่าโผล่มาสิตนจะทำให้รู้ว่าไม่เคยชอบแม้แต่หน้ายังไม่อยากมองเลย ปรากฏว่าเฮียตู่เข็นรถผักผ่านมาจริงๆ เจ๊สมถึงกับมือไม้สั่นก้มหน้างุด เฮียตู่ตั้งหน้าตั้งตาเข็นรถผักจะผ่านไป อัศวินเลยเรียกไว้ เฮียตู่หยุดมองเจ๊สมสายตาอ่อนโยนทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด ก้มหน้าก้มตาเข็นรถผักผ่านไป ทุกคนที่ลุ้นอยู่ต่างเซ็ง

ooooooo

ชิษณุตัดสินใจที่จะบอกความในใจกับมู่ลี่ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้า

ฝ่ายพงศ์พิสุทธิ์ วันนี้มาจ่ายค่ารักษาน้องปลื้มแล้วไปที่ห้อง เพื่อจะรับน้องปลื้มกลับบ้าน มู่ลี่บอกว่าไม่สะดวก

“มู่ลี่...ถึงเราจะหย่ากันแล้ว แต่ผมยังเป็นพ่อของลูกอยู่นะ ไม่มีคำว่าไม่สะดวกถ้าผมจะทำหน้าที่พ่อของลูกไม่ว่าตอนไหน” มู่ลี่อ้างว่าเราหย่ากันแล้วจึงต้องขอเวลาปรับตัว ทั้งยังเอาเงินค่าโรงพยาบาลคืนให้บอกว่าตนมี

พงศ์พิสุทธิ์ถามว่าเธอกลัวอะไร ทำไมถึงต้องคอยผลักไสตนตลอดเวลา มู่ลี่บอกว่าเพราะตนเกลียดเขา

“คุณกลัวจะอ่อนไหวกับผมอีกต่างหาก”

“เลิกคือเลิก! ฉันไม่มีทางอ่อนไหวกับผู้ชายที่มั่วไม่เลือกอย่างคุณอีก!”

“แม่...พ่อ...” น้องปลื้มร้องเรียก ทั้งสองหันมองเห็นน้องปลื้มยืนร้องไห้เสียใจที่พ่อกับแม่ทะเลาะกันอยู่หน้าห้องน้ำ มู่ลี่ถามน้องปลื้มว่าไม่ชอบให้พ่อกับแม่ทะเลาะกันใช่ไหม ถ้างั้นพ่อกับแม่ก็ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อไม่ต้องทะเลาะกันอีก ถามว่าน้องปลื้มจะร่วมมือด้วยไหม พอน้องปลื้มบอกว่าได้ มู่ลี่บอกว่า...

“ปลื้มกับแม่จะอยู่กันที่คอนโด แล้วให้พ่ออยู่ที่บ้าน พอโรงเรียนหยุด ปลื้มก็ไปหาพ่อได้ไหมลูก” น้องปลื้มอึ้งถามว่าแล้วทำไมไม่อยู่ด้วยกัน “ปลื้มเคยเห็นหมากับแมวอยู่ด้วยกันไหมลูก” น้องปลื้มพยักหน้าบอกว่าชอบกัดกัน “พ่อกับแม่ก็เหมือนกัน ถ้าอยู่ด้วยกันเอาแต่ทะเลาะกันมันก็ไม่ดีใช่ไหม”

“ปลื้มไม่ชอบให้ทะเลาะกัน ไว้ปลื้มดูแลแม่เองนะครับ” น้องปลื้มมองหน้าพ่อ เขายิ้มกอดน้องปลื้มไว้ชมว่าเก่งมาก ทั้งมู่ลี่และพงศ์พิสุทธิ์ต่างมองน้องปลื้มด้วยความสะเทือนใจ น้องปลื้มพูดตามประสาว่า

“ชื่อแม่แปลว่าแมว งั้นพ่อก็เป็นหมา”

พงศ์พิสุทธิ์สะอึกแต่รู้ว่าลูกไร้เดียงสา ส่วนมู่ลี่หัวเราะกลั้นขำไม่อยู่

ในที่สุดความพยายามของพงศ์พิสุทธิ์ก็ไร้ผล มู่ลี่บอกว่าอย่าหาว่าตนไม่ให้โอกาสเขา ตนให้โอกาสมาตลอดแต่เขามองไม่เห็นเอง

ต้องตาเห็นมู่ลี่ยังเครียดเตือนให้ระวังอย่าไปลงกับคนรอบข้าง ชวนพาน้องปลื้มออกไปผ่อนคลายกันที่สวนสาธารณะ ปูเสื่อทานอาหารนั่งเล่นกัน น้องปลื้มร่าเริงสนุกสนานที่ได้มาเล่นที่สวนสาธารณะ ถามแม่ว่าเอาจักรยานมาขี่ด้วยได้ไหม ต้องตามองมู่ลี่อย่างสงสารเห็นใจ

ooooooo

อัศวินเอาซาลาเปากับติ่มซำมาให้เจมส์ตามสัญญา ถามเจมส์ว่าแล้วเขารักษาสัญญาหรือเปล่า เจมส์อึ้งเมื่อคิดถึงเรื่องที่พราวฟ้ามาออดอ้อนว่าอย่าบอกอัศวินว่าตนรู้เรื่องที่เขาอำว่าชอบผู้ชายเพราะตนมีแผนบางอย่าง

“ก็แค่อยากให้พี่วินคิดว่าหนูกำลังทำตัวเป็นเพื่อนสาว แค่อยากหาวิธีอยู่ใกล้ๆเขา โดยไม่ถูกไล่เหมือนที่ผ่านมาแค่นี้เอง” ถามเจมส์กับลูกพีชว่าช่วยตนได้ไหม ทั้งสองอึ้งเห็นใจในความรักของพราวฟ้า

เมื่อไปนั่งกินซาลาเปาติ่มซำกัน พราวฟ้าแอ๊บแมนมาก ส่วนอัศวินกับเจมส์ก็เล่นตามน้ำแอ๊บแต๋วกันสนุก

พอแยกกันออกมา เจมส์ถามลูกพีชว่าเราทำถูกหรือผิด ลูกพีชบอกว่าสงสารพราวฟ้าช่วยให้เพื่อนมีที่ยืนบ้างเพราะอัศวินไม่มีทางเปลี่ยนใจมาชอบฟ้าแน่ ฉะนั้น ไม่มีใครเสีย เจมส์ติงว่าตนเสีย

“วินจะเข้าใจแก แกย่อมเลือกที่จะรักษาน้ำใจผู้หญิงที่แกชอบ คนทั้งโลกรู้กันหมดแหละไอ้เจมส์ ยกเว้นยัยพราวฟ้า เพราะมัวแต่หลับหูหลับตาชอบไอ้วิน เลยมองไม่เห็นหัวแก”

ขณะนั้นเอง มือถืออัศวินดังขึ้น เป็นสายจาก “ป้ามู่ลี่” พอพราวฟ้ารู้ก็ไม่พอใจแต่ยิ้มกลบเกลื่อนชวนลูกพีชเดินแซงไป อัศวินรับสายมู่ลี่ที่โทร.มาจากสวนสาธารณะบอกว่าน้องปลื้มอยากกินซาลาเปาร้านเขา ถามว่าร้านอยู่ไหนเดี๋ยวจะไปซื้อ

พออัศวินรู้ว่าน้องปลื้มออกจากโรงพยาบาลแล้วและกำลังนั่งเล่นกันอยู่ที่สวนสาธารณะแถวคอนโด ถามไถ่กันพอรู้ว่าคอนโดอยู่ใกล้ร้านของตน อัศวินก็อาสาจะไปส่งให้

ขณะนั้นเองมีนักเลงในสวนสาธารณะเดินมาชนมู่ลี่จนเซ แต่มันหาว่าเธอชนจะเอาเรื่อง มันผลักเธอ มู่ลี่ถามมันว่าทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย

“แล้วมึงจะทำไม กูเดินของกูอยู่ดีๆ มึงมาชนทำไม” นักเลงตวาดจะเอาเรื่องให้ได้ น้องปลื้มกลัวต้องตาบอกมู่ลี่ให้รีบไปเสีย นักเลงไม่ยอมเดินไปขวางหน้าถามว่ารู้เปล่ากูเป็นใคร พ่อกูใหญ่นะ มู่ลี่ไม่อยากมีเรื่องบอกให้มันถอยไป มันไม่ถอย

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สองชายกับหนึ่งตี๋ได้มาเจอกันจังๆ เพราะชิษณุได้รับโทรศัพท์จากต้องตาที่ลุ้นเขากับมู่ลี่ว่าพวกตนอยู่ที่สวนสาธารณะจึงจะตามมาสารภาพความในใจกับมู่ลี่ พงศ์พิสุทธิ์ตามหามู่ลี่เพราะมีเอกสารแบ่งสินสมรสจะให้เธอเซ็น ส่วนตี๋ตาโตอัศวินเอาซาลาเปาไปส่งตามสั่ง

ชิษณุซุ่มดูมู่ลี่อยู่เพราะยังไม่กล้าเข้าไปหา แต่เห็นนักเลงหาเรื่องเธอทนไม่ได้เข้าไปชกนักเลงจนจุกหมดฤทธิ์ จับส่งตำตรวจ ต้องตาอ้างว่าต้องกลับไปทำงานฝากมู่ลี่กับน้องปลื้มกับชิษณุ เขารับปากจะไปส่งที่คอนโด

พงศ์พิสุทธิ์คาดเดาว่ามู่ลี่อยู่ที่คอนโดนี้ โทร.หาก็ถูกตัดสายทุกครั้ง เลยจะเข้าไปรอในคอนโด ถาม รปภ.จึงรู้ว่ามู่ลี่ออกไปกับน้องปลื้มจึงจะออกไปดู

ชิษณุพาสองแม่ลูกมาถึงคอนโดพอดี พงศ์พิสุทธิ์เห็นชิษณุที่ดูดี ไฮโซ ก็หึงขึ้นสมองคิดว่าคงเป็นผู้ชายคนใหม่ของมู่ลี่ ปราดเข้าชกหน้าชิษณุจนทุกคนตกใจ เป็นจังหวะที่อัศวินถือกล่องซาลาเปาเข้ามาเห็นพอดี!

“ท่านประ...” อัศวินและชิษณุต่างตกใจที่เจอกันในสถานการณ์นี้ น้องปลื้มตกใจร้องไห้ลั่น อัศวินวิ่งเข้าไปอุ้มน้องปลื้มออกมา มู่ลี่ขอร้องให้ชิษณุกลับไปก่อน เขายังเป็นห่วงแต่หันเดินออกไปเพราะไม่อยากให้มู่ลี่ลำบากใจอับอายมากกว่านี้ แต่นึกได้ว่าต้องคุยกับอัศวินจึงเดินไปหาอัศวินที่เอาซาลาเปาหลอกล่อน้องปลื้มให้หยุดร้องไห้อยู่

ชิษณุบอกอัศวินว่าอย่าเพิ่งบอกมู่ลี่ว่าตนเป็นใคร แล้วตนจะหาทางบอกเธอเอง จากการคุยกันจึงรู้ว่าร้านอัศวินทำซาลาเปาติ่มซำขาย อัศวินคุยว่าซาลาเปาตี๋ตาโตอร่อยมาก ซาลาเปา M-ONE ยังสู้ไม่ได้ คุยแล้วนึกได้ว่าเป็นของเจ้านายรีบหยุดและขอโทษ

ชิษณุเปรยๆว่าท่าทางซาลาเปาของเขาจะขายดี แล้วฝากให้อัศวินดูแลมู่ลี่กับน้องปลื้มด้วยเพราะเขาอยู่ใกล้ อัศวินถามว่า “ท่านประธาน...กับป้า...เอ่อ...”

“เป็นเพื่อนกัน” ชิษณุชิงบอกแล้วขอตัว พอชิษณุไปอัศวินก็พึมพำ...

“ใครจะเชื่อว่าแค่เพื่อน” แล้วถามน้องปลื้มว่าลุงกับแม่เป็นเพื่อนกันนานหรือยัง ปรากฏว่าน้องปลื้มหลับจึงอุ้มจะพาขึ้นไป หนักจนหน้าเบี้ยว มู่ลี่รีบเข้ามาจะอุ้มเอง อัศวินบอกไม่ต้องให้เธอช่วยถือกล่องซาลาเปาแล้วอุ้มน้องปลื้มขึ้นไป

มู่ลี่มองตามอัศวินไปด้วยความรู้สึกดีที่เขาคอยช่วยเหลือเสมอ

ooooooo

เมื่อขึ้นถึงห้อง คุยกันถึงรายการของพี่แสด มู่ลี่ถามว่าเขาฟังรายการนี้ด้วยหรือ อัศวินบอกว่าดีเจเป็นเพื่อนบ้าน ก็เลยเปิดฟังแต่ไม่คิดจะฟังต่อหรอก พลางหยิบซาลาเปาให้กินแก้เครียด คะยั้นคะยอจนมู่ลี่กิน พอกินคำแรกเธอก็ตาโตบอกว่าอร่อย อร่อยกว่าของ M–ONE อีก

อัศวินมองหน้ามู่ลี่ ตัดสินใจถามว่า “ป้า...ลุงที่ถูกต่อยคนนั้นเป็นอะไรกับป้าหรือ”

“เพื่อนของแฟนเพื่อนฉัน ก็ได้เขานี่แหละช่วยจับนักเลงนั่น มาช่วยทันพอดี”

อัศวินอุทานว่ารวย เก่ง หล่อ โคตรเพอร์เฟกต์เลย มู่ลี่ถามว่ารู้ได้ไงว่าเขารวย อัศวินบอกว่าเดาเอาจากการแต่งตัว ไม่รวยทำไม่ได้หรอก มู่ลี่บอกว่าก็คงงั้นมั้ง อัศวินหยั่งเชิงว่าพูดเหมือนไม่สนิท แต่ดูเขาอยากสนิทกับป้านะ

“ไม่ใช่ฉันไม่รู้นะว่าเขาคิดยังไง แต่ฉันไม่อยากเปิดใจให้ใครอีก อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ได้ไหม เบื่อ หงุดหงิด!”

อัศวินเลยป้อนซาลาเปาบอกให้กินเข้าไปจนเธอเคี้ยวไม่ทัน แล้วถามว่าเธอจัดการกับสามีเก่าให้กลับไปได้ไง มู่ลี่หงุดหงิดขึ้นมาปรามเสียงเข้ม

“อย่าพูดถึงมันอีก! หยุด!!” หยิบซาลาเปายัดใส่ปากอัศวินแล้วลุกเดินหนีไปเลย

ooooooo

มู่ลี่เดินปึงปังไปเข้าห้องน้ำจะล้างมือ เจ้ากรรม ก๊อกแตกอีกร้องโวยวายจนอัศวินบ่นเบื่อคนขี้บ่นแล้วจะออกไป มู่ลี่ถามว่าจะไปไหน มาช่วยกันก่อน อัศวินบอกว่าจะไปปิดวาล์วน้ำก่อน

อัศวินจะซ่อมก๊อกน้ำให้ ถามหาเครื่องมือก็ไม่มี เขาจึงปั่นจักรยานกลับไปเอาที่ร้านขากลับถูกรถพุ่งจากซอยเฉี่ยวล้มจนหน้าถลอกเลือดซิบเสื้อผ้ามอมแมม แต่มือยังถือกล่องเครื่องมือช่างไม่ยอมปล่อย

พอจะไปซ่อมก๊อก มู่ลี่เห็นแผลบอกให้ทำแผลก่อน ขณะทำแผลให้ เขามองมู่ลี่นิ่งจนเธอถามว่ามองอะไร

“ป้านี่ก็...ตัวหายนะเหมือนกันนะ” มู่ลี่โดนด่าก็ฉุนจะตี อัศวินบอกให้ฟังก่อน มีสติหน่อย มู่ลี่ถามว่าตนเป็นตัวซวยยังไง สัญญาว่าจะฟังอย่างใจเย็น “วันนี้...

ทั้งตาลุงเพื่อนป้า แล้วก็ผม...เลือดตกยางออกกันทั้งคู่ ก๊อกน้ำยังพัง นี่ถ้าเฮียเปรี้ยวผัวเก่าป้าพังด้วยอีกคน...หายนะสมบูรณ์แบบเลย”

ทำแผลแล้วไปซ่อมก๊อกน้ำจนเสร็จ ก่อนกลับอัศวินขอสิ่งตอบแทน มู่ลี่ถามว่าจะขออะไร เขาขอให้เธอใจเย็นลงทุกวัน ไม่งั้นจะไม่มาส่งซาลาเปาให้อีก พอมู่ลี่รับคำก็ดักคอว่าอย่ารับปากส่งเดช จะเสียผู้ใหญ่

เมื่อมู่ลี่รับปากก็เตือนว่าให้เตรียมคำตอบให้น้องปลื้มด้วยเรื่องเฮียเปรี้ยวต่อยหน้าลุง ดักคอว่าป้าคงไม่ด่าพ่อให้ลูกฟังนะ มู่ลี่บอกว่าไม่ เพราะตนไม่อยากให้ลูกเกลียดพ่อ แล้วบอกให้กลับไปเสีย ค่าซ่อมจักรยานไว้เงินเดือนออกจะเคลียร์ให้

“ไม่ต้อง...” แต่พอเห็นเธอทำหน้านิ่งก็รีบบอกโอเค ก่อนไปย้ำว่าถ้าน้องปลื้มอยากกินซาลาเปาอีกโทร.สั่งได้เลย มู่ลี่ทำเสียงอือในคอ ยืนมองตามอัศวินไปอารมณ์ดีขึ้น

ooooooo

พงศ์พิสุทธิ์กลับถึงบ้านก็เจอกีวี่กิ๊กหน้าหงิกรออยู่ ถามว่ามานานแล้วหรือ กีวี่บอกว่าสามชั่วโมง ต่อว่าที่โทร.มาก็ไม่รับสาย ไลน์ก็ไม่อ่าน ไม่ตอบมาเป็นอาทิตย์แล้ว ถามว่าจะเอายังไง!

พงศ์พิสุทธิ์ย้อนถามว่าขนาดนี้แล้วยังไม่รู้หรือว่าจะเอายังไง กีวี่โวยวายว่าจะทิ้งกันง่ายๆอย่างนี้หรือ แล้วเข้าทุบตีประกาศว่าตนไม่ยอมให้จบง่ายๆอย่างนี้

พอออกไปเห็นรถบิ๊กไบค์จอดอยู่ก็จิกตาร้าย ไม่นานพงศ์พิสุทธิ์ออกมาก็เห็นบิ๊กไบค์คันโปรดล้มและถูกกรีดเบาะทุบกระจก เขาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงด่าคนใช้ที่ไม่ดูแล

ทันใดนั้นบริสุทธิ์ผู้เป็นแม่ก็เดินหน้าบอกบุญไม่รับเข้ามา เขาถามว่าแม่มีอะไรกับตนว่ามาเลย บริสุทธิ์บอกว่าคิดถึงหลานเมื่อไหร่จะได้เจอ เขาบอกว่ามู่ลี่ให้เจอเฉพาะเสาร์อาทิตย์

บริสุทธิ์จับได้ว่าน้ำเสียงเขาอ่อนลงไม่เหมือนเดิม บอกว่าคิดถึงหลาน ให้พาหลานไปนอนที่บ้านด้วย พงศ์พิสุทธิ์พูดเสียงอ่อยว่ามู่ลี่กำลังจะมีแฟนใหม่แล้วจริงๆ เป็นคนละคนกับที่เห็นในวันหย่า บริสุทธิ์ได้ทีด่ามู่ลี่จนเขาขอร้องให้แม่พอเพราะเราต่างก็รู้ว่ามู่ลี่ไม่ใช่คนแบบนั้น

“นึกเสียดายขึ้นมารึไง” บริสุทธิ์ดักคอ “ฉันไม่รู้หรอกว่าในใจแกคิดอะไรอยู่กันแน่ เอาเป็นว่าฉันจะหาทางทำให้ตาปลื้มอยากมาอยู่กับย่ากับพ่อให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอเวลาให้แกฟ้องร้องมัน”

“แม่จะทำอะไร”

“เรื่องของฉัน แกเอาเวลาไปหวงก้างเมียเก่าแกเถอะ แต่บอกไว้ก่อนเลยนะฉันไม่ยอมรับมันกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง หลานคนเดียวเท่านั้นที่ฉันต้องการ!”

บริสุทธิ์ประกาศแล้วเดินออกไปเลย พงศ์พิสุทธิ์อึ้งกลัวใจแม่แต่ไม่กล้าขัดใจตัวเองก็เครียดไม่อยากเสียมู่ลี่ไปเพราะยังรักมาก

ฝ่ายชิษณุกลับถึง M-ONE แพตตี้ถามงงๆว่าไหนว่าพักร้อน เขาไม่ตอบสั่งทันทีว่า

“เรียกประชุมฝ่ายการตลาดทั้งหมด คุณตรีดาวกับคุณสุจินต์ด้วย เดี๋ยวนี้”

“ค่ะ” แพตตี้รับคำ เห็นที่แก้มเขามีรอยช้ำถามว่า “แก้มไปโดนอะไรมาคะ”

“ช่างมันเถอะ” ชิษณุนึกได้ยื่นนามบัตรซาลาเปาตี๋ตาโตให้ สั่ง “ให้คนไปซื้อซาลาเปาร้านนี้มาด้วย ด่วน! จำนวนเท่ากับคนที่เข้าประชุม!”

แพตตี้รับคำรีบดำเนินการทันที

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้
28 ก.พ. 2563
08:15 น.