ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวใจฟรุ้งฟริ้ง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

มู่ลี่งงๆว่าชิษณุกับอัศวินมาทำไม อัศวินมองซองจดหมายลาออกในมือมู่ลี่เอ่ยขึ้นก่อนว่า ป้าแน่ใจหรือ คิดอีกทีก็ดีนะ ชิษณุแทรกขึ้นว่าตนขอคุยกับเธอก่อนที่เธอจะตัดสินใจได้ไหม

มู่ลี่รับคำ ชิษณุเดินนำไป อัศวินทำท่าจะตามถูกดอลลี่จับคอเสื้อไว้ อัศวินบอกว่าจะไปฟังด้วย

“ไปก็ช่วยไม่ได้ รอตรงนี้แหละ ให้คนมีอำนาจตัดสินใจจัดการ”

ชิษณุกับมู่ลี่เข้าไปคุยกันในห้องประชุม ชิษณุถามว่าการลาออกเกี่ยวกับปัญหาตรีดาวกับรัชนกหรือเปล่า

“ไม่เกี่ยวค่ะ ฉันผูกตัวเองไว้กับงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาให้ลูก...ฉันควรลาออกและหางานที่เหมาะสมกว่านี้...ปลื้มไม่ได้อยู่กับพ่อ ก็อย่าให้เขาขาดแม่เลยค่ะ” ชิษณุจะท้วงติง มู่ลี่ขัดขึ้นว่า “คุณอาจมองว่าฉันรีบตัดสินใจ แต่ฉันควรทำตามสัญชาตญาณ ก่อนที่มันจะสายไป”

แต่มู่ลี่ตัดสินใจแล้ว ชิษณุจึงขอให้คิดว่าตนเป็นเพื่อนคนหนึ่งได้ไหม มีอะไรให้ช่วยก็บอก มู่ลี่ขอบคุณ แต่คงไม่รบกวน

ชิษณุสั่งสุจินต์ให้จัดการเรื่องการลาออกของมู่ลี่ บอกให้จ่ายเงินเดือนเต็มเดือนและการลาออกมีผลทันทีไม่ต้องรอสิบห้าวัน ดอลลี่จะจัดเลี้ยงส่งมู่ลี่ ชิษณุบอกว่า “ผมเลี้ยงเอง”

ในงานปาร์ตี้เลี้ยงส่งมู่ลี่ คิกขุ สายฝน ลูกพีช อั๋น และพราวฟ้ามากันพร้อมหน้า คิกขุกับสายฝนถึงกับร้องไห้ ดอลลี่บอกว่าอย่าดราม่า จากเป็นไม่ได้จากตายเดี๋ยวก็เจอกันใหม่

มู่ลี่บอกกับทุกคนว่าดีใจที่เราจากกันด้วยดี พอดีชิษณุ สุจินต์กับแพตตี้เดินเข้ามา ดอลลี่บอกให้ทุกคนขอบคุณเจ้าภาพหน่อย ชูแก้วในมือร้อง “ชน!” ชิษณุอวยพรมู่ลี่ ขอให้เจอแต่สิ่งดีๆ

อัศวินเงียบขรึมเอาแต่มองมู่ลี่ จนเจมส์ถามว่าทำไมเงียบ ห่วงหรือ ถ้าห่วงก็ไปเยี่ยมบ่อยๆ บ้านใกล้กันนี่

มู่ลี่มองทุกคนรอบตัวเหมือนจะเก็บไว้ในความทรงจำยิ้มอย่างประทับใจ สายตามองเลยไปเห็นตรีดาวกำลังวุ่นอยู่กับเครื่องถ่ายเอกสารจัดเรียงเอกสารหัวหมุนอยู่ แล้วหอบเอกสารเดินไป อดหันมองกลุ่มปาร์ตี้ไม่ได้ มู่ลี่สบตาพอดียิ้มให้อย่างมีไมตรี แต่ตรีดาวรีบหลบหน้าเดินออกไป มู่ลี่จึงเดินตามไป

ตรีดาวระแวงว่ามู่ลี่จะตามมาซ้ำเติม มู่ลี่บอกให้ตรีดาวอดทนหน่อย เป็นพนักงานต้องปรับตัวให้ได้ งานหนักแค่ไหนก็ต้องทน ตรีดาวพูดอย่างอวดดีว่าคนอย่างตนตกต่ำไม่นาน อีกไม่นานก็จะกลับไปเหมือนเดิม ถามว่าหมดเรื่องพูดแล้วใช่ไหม

“ยัง...ฉันจะมาบอกอโหสิกรรมเธอทุกเรื่อง แค่นี้แหละ” มู่ลี่จริงใจไม่ข้ามคนล้ม ทำให้ตรีดาวอึ้ง คิดถึงสิ่งที่มู่ลี่พูด บอกตัวเองว่าจะต้องอดทนให้ได้ เชิดหน้าคอแข็งอย่างยโสว่า ยังไงฉันก็เป็นตรีดาว!

ooooooo

พงศ์พิสุทธิ์ถูกบริสุทธิ์เร่งรัดถามว่าเมื่อไหร่จะไปเอาน้องปลื้มมาหรือต้องให้ตนไปจัดการเอง

ด่าว่านอกจากเป็นลูกที่ไม่เอาไหนแล้วยังเป็นพ่อที่ไม่เอาไหนด้วย

“เออ...ในสายตาแม่ ผมเป็นคนไม่เอาไหน มู่ลี่ก็มองผมเป็นผัวเลวๆ แต่ผมจะไม่ยอมเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องอย่างที่แม่บอก แม่ไม่ต้องห่วง ผมจะเลี้ยงลูกเองคนเดียวให้ดู!”

พูดจบก็เดินออกไป ตัดสินใจจะแย่งน้องปลื้มมาให้ได้ แต่เมื่อไปปรึกษาทนาย ทนายบอกว่าจะฟ้องร้องเอาลูกมาเลี้ยงดูก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าแม่ไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตร เช่นมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายกับลูก ติดการพนัน ยาเสพติด ไม่ทำงาน มีปัญหาด้านการเงิน

“ผมต้องหาจุดอ่อนของเขาให้ได้ว่างั้นเถอะ”

พงศ์พิสุทธิ์คิดหนัก

เมื่อต้องตากับพี่ยักษ์เข้าใจกันแล้ว บุปผาบอกให้ต้องตากลับไปอยู่บ้านเสีย ต้องตาเป็นห่วงมู่ลี่ว่าช่วงหางานใหม่ก็ต้องประหยัดหน่อยแต่ถ้าไม่พอก็บอกได้ มู่ลี่รับไปอย่างนั้นเองแต่ไม่คิดจะรบกวนเพื่อน

พอต้องตากลับไป มู่ลี่เอาใบแจ้งหนี้ทวงหนี้ค่าน้ำค่าไฟ ค่าประกันมาดูแล้วกลุ้มใจว่าจะมีเงินจ่ายได้นานแค่ไหน
บุปผาดูออก ได้แต่บอกว่า “รีบคิด รีบหาเงิน รายจ่ายมีทุกวัน ยิ่งช้า เงินจะหมดเอา”

ทันใดนั้นเสียงกริ่งห้องดังขึ้น มู่ลี่ไปดูที่ตาแมว เห็นอัศวินยืนยิ้มอยู่จึงเปิดประตูรับ

“ที่บ้านเลี้ยงฉลองเฮียตู่รอดกลับมา ม้าชวนให้ไปกินข้าวด้วยกัน”

ที่แท้ที่ร้านซาลาเปาเตรียมเลี้ยงฉลองกัน คุยกันเรื่องมู่ลี่ลาออกจากงาน เจ๊สมเครียดถามว่าแล้วจะเอาอะไรกินกันเพราะต้องเลี้ยงทั้งตัวเองทั้งลูก ทุกคนเป็นห่วง อัศวินถามว่าถ้าตัดสินใจผิดจะทำยังไง

“ถ้าตัดสินใจแล้ว ไม่มีถูกผิดหรอก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด มีปัญหาก็แก้ปัญหา จะกลัวอะไร” อาม่าติง ดวงใจบอกว่าห่วงได้แต่อย่าตื่นตูม ถ้ามู่ลี่มีอะไร พวกเราช่วยได้ก็ช่วย

ดวงใจเห็นอัศวินเครียด บอกว่าถ้าห่วงมากก็ไปดูบ่อยๆ เผื่อมีอะไรให้ช่วย แต่อย่างมู่ลี่คงไม่เอ่ยปากให้ใครช่วยหรอก พี่แสดเสนอให้ชวนมากินข้าวด้วยกันเลยดีไหม ดวงใจจึงให้อัศวินไปชวนที่คอนโด

ooooooo

ระหว่างกินข้าวกันนั่นเอง พี่แสดคุยกับมู่ลี่ว่า ถ้าไม่ทำงานประจำก็ต้องเป็นฟรีแลนซ์หรือไม่ก็ขายของออนไลน์ก็ได้ ไม่ต้องมีหน้าร้าน

ทุกคนช่วยกันเสนออาชีพให้ ตั้งแต่ขายของใช้จนเครื่องสำอางและของเล่น น้องปลื้มกินไปฟังผู้ใหญ่คุยกันไป จนอิ่มแล้วจึงเสนอว่า

“ขายของกินครับ ฝีมือแม่อร่อยที่สุด”

ทุกคนเห็นด้วยทันที ดวงใจเสนอว่าจะขายอาหารต้องมีจุดเด่น อาม่าย้ำว่าขายของกินของต้องสดใหม่หมดทุกวัน ขายไม่หมดก็ต้องทิ้ง ไม่ขายของค้างคืนเหมือนซาลาเปาของเรา อัศวินเสนอว่า

“งั้นเอางี้ไหม คอนเซปต์คือขายกับข้าวสารอาหารครบถ้วนให้เด็กๆได้กินรสชาติและคุณภาพเหมือนที่แม่ทำ” พี่แสดชมว่าไอเดียดี เจ๊สมบอกว่าต่อไปก็ต้องคิดว่าจะขายที่ไหน ยังไง เมื่อไหร่

“และต้นทุนเท่าไหร่” เฮียตู่ที่นั่งเงียบมาตลอดเสนอขึ้น

ทุกคนเห็นด้วยและเร่งให้ไปต่อยอด มู่ลี่ดีใจ ขอบคุณทุกคนที่ให้ไอเดียทำอาชีพใหม่ที่ตนเองถนัด

ooooooo

คืนนี้มู่ลี่และอัศวินต่างฟังรายการของพี่แสดอย่างตั้งใจ

“การตัดสินใจออกจากจุดที่รู้สึกปลอดภัย ต้องใช้ความกล้าหาญเอาชนะความกลัว ไม่แปลกค่ะที่จะกลัว เพราะเราคาดเดาอนาคตไม่ได้ แต่จำไว้นะคะ พี่แสดจะกล่าวอันที่ลอกเขามาว่า...สิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่มีทางเกิดขึ้นในคอม– ฟอร์ตโซน...Great things never come from comfort zone ค่ะ”

มู่ลี่ฟังแล้วฮึดที่จะเดินหน้าต่อ อัศวินก็มองไปทางคอนโดของมู่ลี่พลางคิดตามที่พี่แสดพูด...

“ท้อได้แต่อย่าถอย ถอยปุ๊บ ชีวิตก็ไม่เดินหน้า...

หรือถ้าใครมีเพื่อนกำลังท้อ คอยดันหลังไว้ค่ะ ผลัก พยุง ลากเพื่อนไปข้างหน้าให้ได้...นี่คือประโยชน์ของเพื่อน ใช้ให้คุ้ม”

มู่ลี่ที่ได้กำลังใจจากน้องปลื้มว่า เพื่อนชมว่าแม่ทำปิ่นโตได้สวย อร่อยด้วย ให้แม่ทำเยอะๆ จะได้ไปแจกเพื่อนด้วย
ส่งน้องปลื้มไปโรงเรียนแล้ว มู่ลี่เข้าร้านเอ็ม-วัน อัศวินมาเจอถามว่ามาทำอะไร เธอบอกว่ามาสำรวจตลาดว่าอาหารที่ขายในร้านสะดวกซื้ออย่างเอ็ม-วัน

มีสารอาหารครบและเหมาะสมสำหรับเด็กไหม เมื่อสำรวจอย่างละเอียดมั่นใจแล้วก็หาคอนเซปต์และจุดขาย
คุยกับอัศวินแล้ว เขาเสนอสโลแกนอาหารปิ่นโตแม่ว่า “ฝีมือแม่อร่อยที่สุด”

ฝ่ายบริสุทธิ์จ้างนักสืบหาจุดอ่อนของมู่ลี่เพื่อฟ้องเอาน้องปลื้มมาเลี้ยงดู นักสืบสะกดรอยตามถ่ายรูปมู่ลี่กับอัศวินไปทุกที่ เมื่อเอาไปรายงาน บริสุทธิ์บอกว่าแค่นี้ยังไม่พอหรอก เพราะพงศ์พิสุทธิ์เองก็ไปกกผู้หญิงอื่นเหมือนกัน ให้หาทางเล่นงานเรื่องอื่น

ด้วยการช่วยเหลือของคนรอบข้าง อาหารปิ่นโต “ฝีมือแม่อร่อยที่สุด” ก็เป็นรูปเป็นร่างจนสำเร็จเป็นอาหารปิ่นโตที่สวยงามและมีคุณภาพ

บุปผาติงว่ามันสวยดูดีแต่เสียเวลาตบแต่งมากไปหน่อย ต้องตาบอกว่าทำบ่อยๆน่าจะเร็วขึ้น

ดอลลี่เตือนมู่ลี่ว่าอย่าลืมเรื่องการตลาด เราจะโปรโมตยังไง แจ้งลูกค้ายังไงว่าเปิดขายอาหารปิ่นโตแล้ว และเรื่องการส่งให้ลูกค้าด้วย โชคดีงานนี้ได้อัศวินปั่นจักรยานแจกใบปลิวและส่งปิ่นโตอย่างมืออาชีพ

ooooooo

หลังจากอัศวินขี่จักรยานแจกใบปลิวก็มีโทรศัพท์เข้ามาผูกปิ่นโต ทุกคนดีใจมากที่ได้ลูกค้าแล้ว

ชิษณุถามพี่ยักษ์ว่ามู่ลี่เป็นยังไงบ้าง พี่ยักษ์บอกว่าน่าห่วง กำลังขายอาหารไม่รู้จะโอเคไหม แล้วเล่าให้ชิษณุฟังอย่างละเอียด ชิษณุฟังอย่างตั้งใจมาก

เช้ามืดวันใหม่ มู่ลี่เอาถุงปิ่นโตให้อัศวินไปส่งสองถุง และถุงหนึ่งให้เขา อัศวินรับถุงปิ่นโตไปส่งอย่างกระตือรือร้น มู่ลี่มองตามอย่างรู้สึกขอบคุณ

อัศวินไปถึงว้าวก็เปิดปิ่นโตโชว์สายฝนกับคิกขุ คิกขุถามว่าอยากอุดหนุนต้องทำยังไง อัศวินเอาใบปลิวออกมาแจกทุกคนที่มามุงดู มีแผ่นหนึ่งปลิวไปอัศวินไม่เห็น

พราวฟ้าสั่งพรุ่งนี้เอามาส่งให้ตนด้วยใจอยากช่วยมู่ลี่ แต่ยังทำเป็นปากดีว่าอยากรู้ว่าจะดีแค่ไหน เจมส์เอาด้วย สายฝนกับคิกขุต่างยกมือเอาด้วยเพราะอยากช่วยมู่ลี่

ขณะทุกคนกำลังสั่งปิ่นโตกันอย่างคึกคักนั่นเอง ตรีดาวเดินมาเหยียบใบปลิวที่หล่นพอดี เธอหยิบขึ้นมาขยำแล้วเดินออกไป พอดีเจอนักสืบทำทีมาส่งเอกสารให้มู่ลี่ ตรีดาวบอกว่ามู่ลี่ออกไปแล้วรู้สึกว่าไปขายข้าวกล่องยื่นใบปลิวให้บอกว่าถ้าจะส่งให้ไปส่งที่นี่

ooooooo

เช้านี้มู่ลี่ไปส่งน้องปลื้ม ครูนกน้อยยื่นจดหมายให้มู่ลี่บอกว่าฝ่ายธุรการฝากเอกสารเกี่ยวกับค่าเทอมกับค่าใช้จ่ายของน้องปลื้มเทอมหน้า ทางโรงเรียนแจ้งล่วงหน้าผู้ปกครองจะได้เตรียมตัว

มู่ลี่ดูเอกสารแล้วเครียด เช็กเงินในบัญชีเหลือเพียงสองสามพัน เงินในกระเป๋าก็มีเพียงพันเดียว จะทำอย่างไรดี? ขณะเดินกลุ้มๆกลับคอนโดก็เจอพงศ์พิสุทธิ์มายืนตรงหน้า มู่ลี่มองเขาอย่างสังหรณ์ใจ

“ได้ข่าวว่าลาออก” พงศ์พิสุทธิ์เอ่ย ยิ้มในหน้า “ถือว่าเป็นข่าวดีของผม เตรียมตัวให้ดี ผมจะยื่นฟ้องศาลขอสิทธิ์เลี้ยงดูปลื้ม”

มู่ลี่เสียงแข็งว่าปลื้มเป็นลูกตน ตนไม่ยกให้ พงศ์พิสุทธิ์อ้างว่าปลื้มเป็นลูกตนเหมือนกัน เธอไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ไม่สามารถเลี้ยงดูปลื้มได้ดีเท่าตน ขู่ว่าถ้าเธอไม่ยอมตนจะให้ศาลทำให้เธอยอม จะทำให้เธอรู้ว่าผู้ชายอย่างตนทำทุกอย่างเพื่อลูกเหมือนกัน ให้รอรับหมายศาลก็แล้วกัน

พงศ์พิสุทธิ์พูดแล้วเดินออกไปเลย มู่ลี่เครียดมาก แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเธอจะไม่ยอมเด็ดขาด

กลับถึงคอนโด มู่ลี่เล่าให้แม่ฟัง บุปผาไม่ยอม มู่ลี่ก็ไม่ยอม แต่ตอนนี้ตนยังไม่มีงานที่มั่นคง ศาลอาจจะตัดสินว่าตนไม่มีความสามารถเลี้ยงลูกได้ บุปผาให้กลับไปทำงานใหม่ หรือไม่ก็เอาเงินของตนก็ได้ มู่ลี่ไม่เอาทั้งสองอย่าง บุปผาบอกให้ค่อยๆคิดเดี๋ยวก็มีทางออก

ooooooo

บุปผาไปด่าบริสุทธิ์ถึงบ้านว่า อีคนใจดำ! ยุให้พงศ์พิสุทธิ์ฟ้องแย่งหลานตน บริสุทธิ์อ้างว่าตนไม่ยอมให้หลานอยู่กับแม่กับยายจนๆ หลานตนต้องอยู่อย่างสบายและมีความสุข

“ความรวยความจนมันวัดความสุขไม่ได้โว้ย ฉันไม่ยอมให้ปลื้มอยู่กับนังย่าเผด็จการ คอยแต่จะเป็นเจ้าชีวิตคนอื่นเด็ดขาด ตกนรกทั้งเป็น”

พงศ์พิสุทธิ์ได้ยินเสียงเอะอะเดินออกมาดู เห็นแม่กับแม่มู่ลี่กำลังปะทะกันอยู่จึงหยุดฟัง

บุปผาด่าบริสุทธิ์ว่าเลี้ยงลูกจูงเหมือนควาย เคยถามไหมว่าลูกอยากได้อะไร อยากมีชีวิตยังไง บริสุทธิ์กระโจนจะเข้าตบบุปผา พงศ์พิสุทธิ์โดดออกไปดึงแม่ไว้ เลยถูกบุปผาด่าไปด้วยอีกคนว่าไม่เคยเลี้ยงดูลูกแต่จะมาพรากลูกไป ถามตัวเองหรือยังว่าพร้อมจะเป็นพ่อคน ทุ่มเททุกอย่างในชีวิตให้ลูกเหมือนที่มู่ลี่ทำหรือเปล่า ถ้าไม่พร้อมก็ถอนฟ้องเสีย บุปผาประกาศว่าถ้ายังอยากได้ปลื้มก็ข้ามศพตนไปก่อน

คำด่าของบุปผากระทบใจพงศ์พิสุทธิ์อย่างแรง

เมื่อบุปผากลับมาถึงคอนโด เจอชิษณุ เขาบอกว่ามาเยี่ยมมู่ลี่ อยากดูให้แน่ใจว่าสบายดีไหม

“ไม่สบายหรอกค่ะ กำลังมีเรื่อง เจอคุณก็ดี ฉันมีเรื่องจะขอร้อง”

บุปผาเล่าเรื่องพงศ์พิสุทธิ์ให้ชิษณุฟังแล้วขอร้องให้รับมู่ลี่กลับเข้าทำงานใหม่ได้ไหม เขาบอกว่าตนยินดีแต่ไม่รู้ว่ามู่ลี่จะยอมหรือเปล่า ยังไงก็จะลองพูดดู

เมื่อขึ้นไปที่ห้อง มู่ลี่ถามว่าเขามีอะไรไหม ชิษณุบอกว่า

“คุณลาออกไป บริษัทของผมก็ขาดคนเก่ง เลยอยากมากล่อมให้คุณกลับไปทำงานให้ผม ได้ไหมครับ” มู่ลี่บอกว่าเราเคยคุยกันแล้ว ตนไม่เปลี่ยนใจ ชิษณุเสนอว่า “เป็นฟรีแลนซ์ไหมครับ”

“ไม่ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”

“โอ๊ย...อีมู่ลี่จะหยิ่งทำไม!” บุปผาแอบฟังอยู่เผยอเสียงดังอย่างทนไม่ได้

มู่ลี่ถามชิษณุว่าเพราะแม่หรือเปล่าเขาถึงมาคุยกับตนเรื่องนี้ ชิษณุรับว่าใช่ทั้งเรื่องเงินและเรื่องน้องปลื้ม มู่ลี่บอกแม่ว่าไม่ต้องหลบแล้ว บุปผาเลยออกมาพูดตรงๆ ต่อหน้าชิษณุว่า

“แกจะหยิ่งทำไม เจ้านายอยากให้กลับไปทำงานก็ไปทำ ไว้ผ่านเรื่องฟ้องร้องไปแล้วค่อยว่ากันใหม่”

มู่ลี่ยืนกรานว่าตนตัดสินใจแล้ว ชิษณุจึงเปลี่ยนเป็นขอเป็นหุ้นส่วนร้านปิ่นโตแม่ได้ไหม มู่ลี่ขอเป็นเจ้าของคนเดียวดีกว่า บุปผาหงุดหงิดบ่นงึมงำ “เออ...หยิ่งเข้าไป มันกินได้ไหม” ก็พอดีน้องปลื้มชวนแม่กับลุงณุมาเล่นด้วยกัน ชิษณุจึงไปเล่นกับน้องปลื้ม ส่วนเรื่องอื่นก็คงต้องปล่อยไปก่อน

ฝ่ายพงศ์พิสุทธิ์ถูกบริสุทธิ์เอาเงินก้อนโตให้ไปฟาดหัวมู่ลี่แลกกับหลาน เขาถามแม่ว่าจะเอาเงินไปซื้อลูกตนหรือ บริสุทธิ์บอกว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง ถามว่าจะไปไหมหรือจะให้ตนไปเอง

“ผมจัดการเอง” เขามองเงินในมือลำบากใจ ทั้งสงสารลูกและตัวเอง เมื่อนึกถึงที่บุปผามาด่าเมื่อเช้าแล้วก็ลังเล...

ooooooo

อัศวินขี่จักรยานกลับมาอย่างเบิกบานใจเพราะมีออเดอร์สั่งปิ่นโตจากว้าวมาหลายราย มาเจอชิษณุก็แปลกใจถามว่ามาทำอะไรที่นี่ ชิษณุบอกว่ามาชวนมู่ลี่กลับไปทำงาน

“กลับไหม?” อัศวินถามทันที พอชิษณุบอกว่าไม่ บุปผาก็ด่าแทรกขึ้นว่ามันหยิ่ง

“เล่นตัวเลยนะป้า เออป้า...มีออเดอร์ปิ่นโตจากออฟฟิศว้าวตอนเช้ามารับไปส่งเหมือนเดิมนะ” มู่ลี่ขอบใจถามว่าไปช่วยขายมาหรือ “ทุกคนอยากลองน่ะ ปิ่นโตป้าแต่งสวย อร่อย ดีต่อสุขภาพ”

“ผมสั่งด้วย เดี๋ยวผมมารับตอนเช้า ก่อนไป ทำงาน” ชิษณุสั่งเพิ่มอีกคน

มู่ลี่บอกว่าให้ตี๋ไปส่งดีกว่าตนทำเช้ามืดเสร็จตอนตี๋ไปทำงานพอดี ชิษณุบอกว่าตนจะรอกิน

มู่ลี่ภูมิใจในสิ่งที่ทำมาก มองชิษณุและอัศวินอย่างขอบคุณ บุปผาบอกว่าเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันบ้านใครบ้านมัน ไม่ชวนกินข้าวเพราะไม่ได้ทำไว้ ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับ

เย็นนี้เองบุปผาเอาเงินก้อนหนึ่งมาวางไว้ให้มู่ลี่บอกว่าเอาไปทำทุน มู่ลี่บอกว่าตนยังไหว

“แต่หน้าแกบอกว่าไม่ไหว อย่าหยิ่ง รายจ่ายก็มี รายรับไม่ปรากฏ ทู่ซี้ไปอีกระวังจะพัง...เอาไป” มู่ลี่ยังลังเล “วุ้ย ต้องให้ฉันด่าใช่ไหมถึงจะเอา เลือกเอาระหว่างเป็นหนี้กับอดตาย การเป็นหนี้ไม่ได้แย่ ไม่เสียศักดิ์ศรีอะไรเลย ยอมให้คนอื่นช่วยบ้างเถอะ คิดถึงลูกเยอะๆ เงินนี่เป็นทุนสร้างฐานะในอนาคต ถ้าแกไม่เอาแล้วจะเอาอะไรไปลงทุน แกเสียลูกไปให้ไอ้พงศ์แน่ เลือกเอาระหว่างศักดิ์ศรีกับลูก”

บุปผาพูดรัวเร็วจนมู่ลี่ไม่มีช่องจะตอบ พอบุปผาพูดจบจึงถามว่าแม่มีใช้ใช่ไหม บุปผาปดว่าเป็นเงินถูกหวย มู่ลี่ไม่เชื่อ บุปผาจึงยอมรับว่าเป็นเงินที่มู่ลี่ให้ไว้และตนเก็บไว้ ถ้ามีจะคืนก็จะได้เก็บไว้ยามฉุกเฉิน แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องคืน

บุปผาเสนอว่าให้ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้ง กลับไปอยู่ที่บ้านกันก่อนจะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าคอนโด

มู่ลี่ซึ้งใจมากเมื่อรู้ว่าแม่ห่วงตนกับน้องปลื้มขนาดนี้และแอบทำโน่นทำนี่ให้ มู่ลี่เข้าไปกอดแม่ไว้ด้วยความรัก บุปผารับรู้ความรักความซาบซึ้งของมู่ลี่ แต่ยังเก้อๆเขินๆ

เมื่อมู่ลี่ถามน้องปลื้มว่าจะกลับไปอยู่กับยายโอเคไหม น้องปลื้มตอบทันทีว่าโอเค ตนอยู่ที่ไหนก็ได้ขอแค่ให้มีแม่กับยาย ทั้งมู่ลี่และบุปผาค่อยคลายเครียดลงเมื่อแก้ปัญหาได้ทีละจุด...ทีละจุด...

อัศวินรู้ว่ามู่ลี่ต้องออกไปซื้อของเตรียมทำอาหารคนเดียว คืนนี้จึงหาข้ออ้างว่าม้าให้เอาน้ำเต้าหู้มาให้และออกช่วยถือของซื้อของกับมู่ลี่

ooooooo

เช้าตรู่วันนี้ อัศวินมารับปิ่นโตไปส่งหลายเถา มู่ลี่ถามว่าไหวแน่นะ เขาทำเสียงเข้มแข็งว่าสบาย...

“ขอบใจนะตี๋ ถึงชีวิตฉันจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่ฉันโชคดีที่มีคนดีๆรอบตัว”

พออัศวินขี่จักรยานออกไปก็เจอพงศ์พิสุทธิ์จ้องหน้าถมึงทึงอยู่ บรรยากาศตึงเครียดทันที

เมื่อมู่ลี่ไปคุยกับพงศ์พิสุทธิ์ที่มุมหนึ่งของคอนโด พงศ์พิสุทธิ์ยื่นเงินก้อนหนึ่งให้บอกว่าเธอกำลังลำบากเงินก้อนนี้จะช่วยเธอได้แต่ต้องยกน้องปลื้มให้ตน

มู่ลี่โมโหปรี๊ดบอกว่าไม่มีทาง ปรามาสว่าขนาดเรื่องลูกแม่เขายังคิดให้แล้วเขาจะดูแลลูกได้อย่างไร แม่ไม่ใช่เจ้าของชีวิต แม่ที่ดีควรให้ลูกใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง เฝ้ามองให้กำลังใจและช่วยฉุดลูกขึ้นมาในวันที่ล้ม นั่นคือแม่ที่ตนอยากเป็นให้ปลื้ม ไม่ใช่แม่ที่คอยสั่งๆๆ แบบที่
แม่เขาเป็น

พงศ์พิสุทธิ์โต้ว่าแม่หวังดีกับตน มู่ลี่แย้งว่าแม่เขาแค่อยากเอาชนะตน ตนไม่ยอมยกปลื้มให้แน่ ถ้าอยากฟ้องศาลก็เอาเลย ตนสู้ไม่ถอย ย้ำเตือนว่าอย่าทำร้ายลูกเพราะอยากเอาชนะ คนที่เจ็บที่สุดไม่ใช่เขาและตน แต่เป็นลูก พูดแล้วเดินไปเลย

ขณะที่พงศ์พิสุทธิ์ยืนลังเลกับคำพูดของมู่ลี่อยู่นั้น อัศวินเดินเข้ามาเอ่ยขึ้นว่า

“ผมว่าที่ป้าพูดถูกต้องทุกอย่างนะ” พงศ์พิสุทธิ์ฉุนขาดสะอึกเข้าไปจะต่อย “อย่าต่อยนะ ผมมาดี...สันติ” พลางชูสองนิ้วสัญลักษณ์ของสันติให้ พงศ์พิสุทธิ์จึงเย็นลง

เมื่อไปนั่งคุยกัน อัศวินถามว่าเขาจะฟ้องศาลเพราะอะไร กลัวปลื้มไม่รัก กลัวปลื้มลืมพ่อ และถ้าชนะใครจะเลี้ยงปลื้ม คงจะเป็นแม่ของเขาใช่ไหม อัศวินพูดอย่างใจเย็นเหมือนจะตอกย้ำให้คิดว่า

“ปลื้มรักเฮียมากนะ วันพ่อปลื้มยังคิดถึงแต่เฮีย ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแย่งลูกไป แล้วถ้าเลี้ยงไม่ได้ ก็ให้แม่ปลื้มเลี้ยงไป เอาจริงๆแบบไม่มีอคติ ป้าเลี้ยงปลื้มไม่ดีเหรอ?”

“ดี...”

“ใช่ไหม ปลื้มถึงได้เข้าใจพ่อแม่ ไม่ดื้อไม่ซน พ่อแม่เลิกกันก็ยังสุขภาพจิตดี แล้วจะฟ้องไปทำไม คิดถึงปลื้มก็มาหา จะเสียเวลาขึ้นศาลทำไม เอาเวลาไปดูแลลูกดีกว่า”

อัศวินเห็นพงศ์พิสุทธิ์อึ้ง สับสน เลยขู่สำทับว่า “ไม่ให้ปลื้มเจอกับป้า ระวังเขาจะเสียใจนะ เผลอๆจะเกลียดเฮียเอานะ” พูดแล้วถามอย่างอาทรว่า “หิวไหม ถ้าหิวเอานี่ไป” พลางยื่นปิ่นโตที่มู่ลี่ให้มา “ปิ่นโตแม่ ลองกินดู ความรักของแม่ ล้นมาก”

ให้ปิ่นโตไปแล้ว อัศวินมองอย่างคาดหวังว่าเขาจะคิดได้...

ooooooo

อัศวินเข้าออฟฟิศเจอชิษณุพอดีจึงเอาปิ่นโตให้ แล้วถือที่พวกเพื่อนๆสั่งไปที่โต๊ะอาหาร ถอดปิ่นโตจากเถามาวางเต็มโต๊ะ ทั้งดอลลี่ เจมส์ พราวฟ้า คิกขุและสายฝนเตรียมช้อน ส้อมพร้อมลุยแล้ว

พอสายฝนจะลงมือ ดอลลี่บอกว่าต้องถ่ายรูปโปรโมตก่อน พอถ่ายรูปก็สั่งให้แชร์ พราวฟ้าเสนอว่าร้านพี่มู่ลี่ไม่มีไอจีไม่ได้เพราะสมัยนี้เปิดร้านต้องมี

ช่องทางติดต่อหลายทาง สายฝนเสนอว่าให้เราช่วยพี่มู่ลี่คิดดีไหมว่าต้องทำการตลาดอะไรบ้าง ทุกคนเห็นด้วย

อัศวินบอกดอลลี่เรื่องพงศ์พิสุทธิ์จะเอาเงินมาฟาดหัวมู่ลี่แลกเอาน้องปลื้มไปเลี้ยงเผื่อดอลลี่จะช่วยมู่ลี่ได้บ้าง

เมื่อพงศ์พิสุทธิ์กลับไปเล่าให้บริสุทธิ์ฟังว่ามู่ลี่ไม่เอาเงิน บริสุทธิ์ถามว่าน้อยไปหรือ ต้องการเท่าไหร่? เขาบอกว่ามู่ลี่ไม่อยากได้และถ้าตนฟ้องเธอก็จะสู้ เขาบอกแม่ว่าตนตัดสินใจจะไม่ฟ้องศาล

“ไม่ได้! แกต้องทำตามที่ฉันสั่ง ฉันสั่งให้แกฟ้อง ก็ต้องฟ้อง”

“ผมไม่ทำ”

บริสุทธิ์ด่าว่าโง่ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาจะได้ลูกมา แต่พงศ์พิสุทธิ์ที่วันนี้ถูกแม่บีบจนมาถึงจุดแตกหักที่ต้องเลือกแล้ว จากที่ได้ฟังมู่ลี่และอัศวินพูดเมื่อเช้าทำให้เขาตัดสินใจที่จะเลือกด้วยตัวเอง

เขาบอกบริสุทธิ์ว่า รู้ว่าแม่รักตนมาก แต่ความรักของแม่ทำให้เขาเจ็บปวด ต้องทำทุกอย่างตามที่แม่

บอก จนคิดว่าต่อต้านแม่ไปก็ไม่มีประโยชน์แค่ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆก็พอ ยังไงแม่ก็ไม่สนใจความรู้สึกของตนอยู่ดี แต่วันนี้... “ผมไม่ยอมให้ปลื้มเป็นแบบผมแน่...ผมผิดเองเพราะผมเป็นลูกที่อ่อนแอ แต่ผมจะไม่ยอมเป็นพ่อที่อ่อนแอ! ผมขอร้อง ยกเลิกเรื่องฟ้องร้อง ให้ปลื้มอยู่กับแม่”

“ฉันไม่ยอม!”

“ถ้าไม่ยอม ผมนี่แหละ จะเป็นคนขัดขวางแม่เอง ...แม่ลองคิดในฐานะแม่ ถ้ามีคนมาพรากผมไปจากแม่ แม่จะรู้สึกยังไง แม่จะยอมเสียผมไปง่ายๆหรือเปล่า”

บริสุทธิ์เงียบแต่ใจไม่ยอมเดินหนีไปเลย แม้พงศ์พิสุทธิ์จะเหนื่อยใจ แต่วันนี้...เขาไม่ยอมแล้วตามไปเคลียร์กับแม่อีก

“แม่ไม่อยากเสียผมไปใช่ไหมครับ มู่ลี่ก็เหมือนกัน แม่ครับ...ขอให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อที่ดีบ้าง ผมก็จะทำทุกอย่างให้ได้เจอลูก แล้วผมก็จะส่งค่าเลี้ยงดูให้มู่ลี่ แม่น่าจะรู้ดีนะครับว่าการเลี้ยงลูกคนเดียวมันเหนื่อยแค่ไหน แม่ก็เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกัน”

บริสุทธิ์ฟังแล้วท่าทีอ่อนลง พงศ์พิสุทธิ์หว่านล้อมอีกว่า

“ยังไงมู่ลี่ก็ไม่ได้ห้ามเราเจอปลื้มนะครับ เราหยุดแค่นี้นะแม่ ถ้าไม่เห็นแก่มู่ลี่ก็เห็นแก่ปลื้มนะครับ”

บริสุทธิ์เงียบ ท่าทีอ่อนลงแล้ว พงศ์พิสุทธิ์ยิ้มออก อย่างน้อยแม่ก็ไม่ปฏิเสธสิ่งที่ตนเสนอ
วันนี้มู่ลี่บอกแม่ว่าแจ้งเจ้าของห้องแล้วว่าจะย้ายออก พูดขาดคำชิษณุก็โทร.เข้ามาบอกว่ามีธุระอยากคุยด้วยพอมีเวลาไหม

มู่ลี่ไปคุยกับชิษณุที่ห้องประชุมของว้าว ชิษณุเสนอจะให้ขายปิ่นโตแม่ในรายการของว้าว เพราะเขามีแผนปรับรายการ ทำให้ช่วงท้ายรายการมีเวลาสามนาทีจึงอยากให้เธอเสนอรายการเพื่อกลุ่มแม่บ้าน อาจจะเชื่อมโยงได้ว่าถ้าใครไม่มีเวลาก็สามารถสั่งปิ่นโตจากร้านเราได้ ถ้าผลตอบรับดี ตนจะลองเอาปิ่นโตของแม่ไปขายในร้านเอ็ม-วัน

ดอลลี่กรี๊ดกร๊าดว่าดีจัง ชิษณุบอกว่าตนมีแผนปรับรายการหาไอเดียมาพักหนึ่งแล้ว ถามว่ามู่ลี่ช่วยตนได้ไหม มู่ลี่ตอบตกลงทันที ชิษณุจึงให้คุยเรื่องแผนการทำงานกันเลย

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"
23 ม.ค. 2563
15:11 น.