ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวใจฟรุ้งฟริ้ง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ที่ห้องประชุมว้าว อัศวินนั่งนิ่งรอฟังคำอธิบายจากชิษณุที่นั่งหันหลังให้ก่อนจะหันมาชี้แจงว่า

“ผมให้คนซื้อซาลาเปาร้านคุณมากิน ยอมรับว่าอร่อยมากและอยากให้ซาลาเปาเอ็ม-วันอร่อยได้อย่างนั้น”

ที่หน้าห้อง ดอลลี่ มู่ลี่ และเจมส์แอบฟังกันหูผึ่ง สุจินต์เดินมาบอกว่า อยากรู้อะไรถามตนก็ได้ ทั้งสามหันขวับยิ้มแหยหน้าเสีย

ในห้อง...ชิษณุบอกอัศวินว่าตนไม่เคยจ้างใครไปขโมยสูตรซาลาเปาของเขาแต่เราพัฒนาของเราเอง ตั้งใจทำให้ดีกว่า อัศวินถามว่ามันคือการก๊อบปี้ใช่ไหม? เขาแย้งว่า “มันคือการทำธุรกิจ”

อัศวินโต้ว่านั่นเป็นการคิดถึงแต่กำไรมากกว่าจริยธรรม ชิษณุเห็นต่างว่าเรามองกันคนละจุด

“ครับ...และจุดของผมตอนนี้คือ...ลุงโคตรใจร้ายเลยครับ!” อัศวินด่าใส่หน้าอย่างผิดหวังในตัวเขามากแล้วลุกไปเลย

ชิษณุนิ่ง เพราะคิดว่านี่คือธรรมชาติ...ธรรมดาของการทำธุรกิจ

มู่ลี่ ดอลลี่ และเจมส์ ฟังสุจินต์ชี้แจงแล้ว

เจมส์ถามว่าหมายความว่าเอ็ม-วันไม่แคร์ ถ้าอัศวินจะเสียความรู้สึกหรือกิจการทางบ้านจะได้รับผลกระทบหรือ สุจินต์ชี้แจงในจุดยืนเดียวกับชิษณุว่า

“เอ็ม-วันไม่ได้ทำผิดกฎหมายนะครับ ส่วนในเรื่องจริยธรรมเราก็ไม่ได้ขโมยสูตรมา เราแค่พัฒนาให้ดีที่สุด ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ เรายอมรับว่าสินค้าของเราได้แรงบันดาลใจมาจากร้านของคุณอัศวิน ซึ่งเป็นสินค้าต้นตำรับ ดังและอร่อยมาก แต่ในการทำธุรกิจ เราต่างมีหน้าที่พัฒนาสินค้าของเราให้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอครับ เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือผู้บริโภคนะครับ ใครดีก็อยู่รอด ใครไม่ดีลูกค้าก็จะเป็นผู้ตัดสินเองครับ”

ทุกคนอึ้ง พูดไม่ออก เพราะนี่คือโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่มีคำว่า “ปรานี” ในการแข่งขัน

เจมส์โพล่งว่าตนเข้าใจแต่แค่ไม่ชอบ แล้วเดินออกไปเลย มู่ลี่เห็นใจอัศวินมาก พยายามโทร.คุยกับเขาแต่ไม่มีคนรับสาย

เมื่อมู่ลี่กลับถึงโต๊ะทำงาน เห็นชิษณุยืนรออยู่เธอชะงัก ความรู้สึกเห็นใจอัศวินพุ่งขึ้นมาอีก

ooooooo

พี่แสดอยู่ที่ร้าน พอได้ชิมซาลาเปาเอ็ม–วันก็บอกว่าอร่อยมาก เหมือนของตี๋ตาโตเลย แต่ของเขายังแช่แข็งซื้อมาเก็บในตู้เย็นได้หลายวัน อยากกินก็เอามาอุ่นไมโครเวฟ แป้งยังนิ่มเหมือนเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ พี่แสดยิ่งพูด อาม่า ดวงใจและเจ๊สมก็ยิ่งหน้าเสีย เหวอ พี่แสดมองไปหน้าร้านแล้วอุทาน

“โห...มิน่าล่ะ ลูกค้าร้านป้าน้อยลงกว่าเดิมเข้าไปอีก นี่มันออกสูตรใหม่มากะให้ร้านป้าเจ๊งเลยมั้งเนี่ย”

พี่แสดพล่ามเสียจนเจ๊สมทนไม่ไหวตบโต๊ะปัง ด่า “ทรยศ!” ถามว่าจะเลือกข้างใคร พี่แสดบอกว่ายังไงก็เข้าข้างนี้ เพราะกินซาลาเปาป้าดวงรสชาติอาจเหมือนกันแต่เสน่ห์มันต่างกัน

ทั้งหมดนั่งเงียบ เครียด หาทางแก้ปัญหากันต่อไป

ooooooo

ชิษณุบอกมู่ลี่ว่าตนไม่มีอะไรจะแก้ตัว มู่ลี่บอกว่าตนเข้าใจ ไม่ได้โกรธเขา แต่โกรธระบบ ชิษณุบอกว่าโลกของธุรกิจมันก็เป็นแบบนี้แหละ เปลี่ยนไปเร็วมาก ถามว่าสิ่งที่ตนทำมันผิดมากเลยหรือ?

“กับสินค้าทั้งหมดของเอ็ม-วัน มันเล็กน้อยมาก แต่มันคือชีวิตทั้งหมดของตี๋ตาโต...ถ้าคุณไม่ขายซาลาเปา คุณก็ยังอยู่ได้ด้วยสินค้าตัวอื่น แต่ตี๋ตาโต ถ้าไม่ขายซาลาเปา เขาอยู่ไม่ได้”

ชิษณุอึ้ง เงียบ...

“คุณได้เงิน...แต่มันอาจทำให้คุณเสีย ‘เพื่อน’ และ ‘การนับถือตัวเอง’ แต่คุณไม่แคร์”

มู่ลี่มองเขาด้วยสายตาที่ผิดหวัง ชิษณุเจ็บปวดกับสายตานั้นมาก เมื่อเธอเดินออกไปจากห้อง ชิษณุได้แต่ยืนนิ่ง เริ่มสับสนกับจุดยืนของตัวเอง...

อัศวินปั่นจักรยานปั่นๆๆจนหัวส่ายระบายอารมณ์เครียด ขณะผ่านสนามเด็กเล่น เขาเห็นน้องปลื้มขี่จักรยานเล่นอยู่ตามลำพังจึงลงไปถามว่ามากับใคร

น้องปลื้มบอกว่ามากับพ่อพลางชี้ให้ดูพงศ์พิสุทธิ์ที่ง่วนอยู่กับการโทรศัพท์ไม่ได้สนใจลูกเลย อัศวินจึงอยู่เป็นเพื่อนน้องปลื้ม

มู่ลี่เป็นห่วงลูกโทร.มาบอกแม่ว่าถ้าน้องปลื้มทำการบ้านเสร็จให้พาไปวิ่งเล่นข้างล่าง บุปผาบอกว่าพ่อเขาพาไปแล้ว มู่ลี่พยายามโทร.หาพงศ์พิสุทธิ์จะถามว่าพาน้องปลื้มไปที่ไหน แต่เขาติดกับสายกีวี่ที่โทร.มาออดอ้อนจนไม่ได้รับสายมู่ลี่

เวลาเดียวกัน ต้องตาโทร.เข้ามือถือมู่ลี่บอกว่าอยู่คนเดียวยิ่งฟุ้งซ่าน ขอมาอยู่ที่คอนโดจะได้ช่วยเลี้ยงน้องปลื้มด้วย มู่ลี่บอกว่าดี แต่ตอนนี้ให้มาตามหาน้องปลื้มก่อน

พออัศวินมาเล่นเป็นเพื่อน น้องปลื้มก็ยิ่งสนุก ชวนไปเล่นชิงช้า ให้อัศวินไกวให้ ไกวเบาก็ว่าไม่ใจเลย อัศวินเลยไกวแรงขึ้น ต่างสนุกกันจนอัศวินลืมความเครียดไปชั่วขณะ

ต้องตาตามมาเห็นน้องปลื้มเล่นอยู่กับอัศวินก็โทร.บอกมู่ลี่ มู่ลี่กำลังจะมาถึงโทร.ถามพงศ์พิสุทธิ์ว่าลูกอยู่ไหน เขาย้อนถามไม่พอใจว่าใครบอกว่าตนไม่ได้อยู่กับลูก พอดีเหลือบเห็นอัศวินเล่นกับน้องปลื้มอยู่ก็หาเรื่องว่ามีสายรายงานใช่ไหม โมโหเลยตัดสายทิ้ง

ต้องตาเดินไปหาน้องปลื้มกับอัศวิน น้องปลื้มหันทักน้าตาไม่ทันระวังเลยตกจากเครื่องเล่นหัวเข่าถลอก น้องปลื้มเข้มแข็งไม่ร้องไห้ อัศวินจึงให้ต้องตาช่วยไปซื้อน้ำมาเพื่อล้างแผลที่หัวเข่า

พอต้องตาไปซื้อน้ำ พงศ์พิสุทธิ์ก็วิ่งเข้ามาพอดี เห็นน้องปลื้มเจ็บเข่าอยู่กับอัศวินก็ตรงเข้ากระชากอัศวินออกมาตวาด “ทำอะไรลูกกู!”

อัศวินจะอธิบายก็ถูกเขาผลักอกอย่างแรง ต้องตากลับมาและมู่ลี่ก็มาถึงพอดี เห็นการกระทำของพงศ์พิสุทธิ์ก็ไม่พอใจ มู่ลี่บอกให้ต้องตาพาน้องปลื้มออกไปก่อน แล้วเข้าไปขวางพงศ์พิสุทธิ์ตวาดถาม

“ทำบ้าอะไร!!” พงศ์พิสุทธิ์กำลังเลือดขึ้นหน้าตวาดอัศวินว่าอยากได้เมียกูมากนักรึไง มู่ลี่สั่งให้เขาหยุด ก็ถูกหาว่าปกป้องอัศวิน ถามว่าอยากได้มาเป็นพ่อใหม่ของลูก!

มู่ลี่ฉุนขาดตบหน้าเขาเปรี้ยง พงศ์พิสุทธิ์จะเอาคืนถูกอัศวินเข้าผลักออกถามเสียงเข้มว่า

“เฮียจะทำอะไรป้าครับ!”

ooooooo

กลับมาที่ร้านซาลาเปา ดวงใจประคบปากอัศวินที่ถูกต่อย มู่ลี่ขอโทษแทนพงศ์พิสุทธิ์ อาม่าไม่รับบอกว่าไม่ใช่คนผิดไม่ต้องขอโทษแทน

เจ๊สมจะไปเอาคืนเอ็ม-วัน อาม่าห้ามไว้กลัวจะเจ็บกลับมาอีกคน เจ๊จะไปแจ้งความ อัศวินสงสารมู่ลี่บอกว่าช่างมันเถอะ ขึ้นโรงพักวุ่นวายไม่ต้องทำอะไรกันพอดี แค่นี้ก็เครียดพอแล้ว เรื่องปากแตกเรื่องเล็ก

อาม่าถามมู่ลี่ว่ายังจะกลับไปคืนดีกับเขาอีกหรือเขาเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้ ถ้าเป็นตนจะทิ้งมันไปเลย

“หนูก็ไม่ได้กลับไปคืนดีกับเขานะคะอาม่า”

ทุกคนมองมู่ลี่ขวับ อึ้ง มู่ลี่พยักหน้ายืนยันทุกคนหันมองอัศวิน เขายิ้มออกมาทั้งที่ปากเจ็บ...

ขณะอัศวินให้น้องปลื้มขี่หลังไปส่งคอนโด เขาบอกมู่ลี่ว่าเฮียเขายังรักป้ามากนะถึงได้หึง มู่ลี่บอกว่านั่นเป็นปัญหาของเขาไม่ใช่ของตน อัศวินนิ่ง แต่ลึกๆแล้วรู้สึกดีใจ

เมื่อเข้าห้องนอน น้องปลื้มถามแม่ว่าพ่อไม่ชอบพี่วินหรือ มู่ลี่พูดให้ดูดีว่าพ่อไม่เข้าใจ กลัวใครจะมาทำให้น้องปลื้มเจ็บ น้องปลื้มบอกว่าพี่วินเป็นเพื่อนตน มู่ลี่ให้น้องปลื้มบอกพ่อ

“แม่พูดนะครับ ปลื้มไม่กล้า”

“โอเค แม่พูดเอง งั้นปลื้มช่วยแม่อย่างนึง เวลาเจอพี่วิน ช่วยทำให้พี่วินสบายใจหน่อย เขาจะได้หายเสียใจ โอเคไหม”

“สบายมากครับ” น้องปลื้มรับปากแข็งขัน มู่ลี่ลูบผมลูกอย่างเอ็นดู พยายามแก้ปัญหาให้ดีที่สุดทั้งที่เครียดมาก

ooooooo

คืนนี้...ชิษณุยืนที่หน้าร้านเอ็ม–วัน เห็นลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อซาลาเปา เขามองสินค้าอื่นที่วางขายในร้านมากมาย อดคิดถึงคำพูดของมู่ลี่เมื่อกลางวันไม่ได้

เธอบอกว่าเขาไม่ขายซาลาเปาแต่ขายสินค้าอื่นมากมายก็ยังอยู่ได้ แต่ตี๋ตาโตไม่ขายซาลาเปาเขาอยู่ไม่ได้...และคุณได้เงิน แต่มันอาจทำให้คุณเสีย ‘เพื่อน’ และเสีย ‘การนับถือตัวเอง’

ความคิดชิษณุต่อสู้กันอย่างหนัก คำพูดของมู่ลี่ ทำให้ความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจเริ่มสั่นคลอน

ส่วนพงศ์พิสุทธิ์กลับถึงบ้านแล้วยังหงุดหงิดงุ่นง่านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้เขาจะเหนือกว่าอัศวินในการต่อสู้ แต่ถูกมู่ลี่เข้ากระชากออกมา ปรามว่า

“ถ้าแตะต้องเพื่อนฉันอีกแม้แต่นิดเดียว...อย่าหาว่าฉันใจดำ! เพราะคุณจะไม่มีวันได้เห็นหน้าลูกอีก” เมื่อเขาชะงักมู่ลี่ไล่ให้กลับไปเสีย ปรามว่า “ถ้าไม่กลับ ไม่ฉันก็คุณต้องตายกันไปข้างนึง!”

ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด ได้แต่กลับมาฮึดฮัดงุ่นง่านอยู่ที่บ้าน จะไปหาเหล้ามาเมาดับอารมณ์ก็ทิ้งไปหมดแล้ว ได้แต่สบถ

“โธ่เว้ย!!” แล้วนั่งเครียดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี

ที่ร้านซาลาเปา ค่ำคืนนี้ทุกคนยังคุยกันว่าจะทำอย่างไรดีโดยมีพี่แสดร่วมวงด้วย ดวงใจบอกว่าฟ้องร้องไปก็แพ้เขาอยู่ดี เพราะเขาไม่ยอมให้ร้านซาลาเปาเล็กๆอย่างเราทำให้ธุรกิจเขาเสียหายแน่นอน ต้องตาบอกว่าตนก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรเพราะเห็นๆอยู่ว่าต้นเหตุของความวุ่นวายคือพงศ์พิสุทธิ์เราควรกำจัดที่ต้นเหตุ บุปผาโต้ทันควันว่า

“ต้นเหตุของความวุ่นวายคือนังมู่ลี่มันทิฐิไม่ยอมเปิดโอกาสให้ตาพงศ์! ก็คนมันยังรัก แต่ดันไปเห็นคนอื่นดีกว่า ใครมันจะไม่โมโหวะ”

มู่ลี่ฟังแล้วเครียดจนไมเกรนลงกระเพาะปวดหัวอาเจียนรุนแรง กินยาแล้วนอนเป็นตายอยู่ที่เตียง ทำให้พงศ์พิสุทธิ์โทร.มาไม่ได้รับสาย เขาโมโหมากโทร.มาโวยวายกับบุปผาว่า มู่ลี่เล่นสงครามประสาทจนตนจะบ้าตายอยู่แล้ว

“ตาพงศ์!!” บุปผาเรียกเสียงเข้ม เขาจึงอ่อนลง “ที่มันพังๆอยู่ไม่ใช่เพราะเราเอาแต่ใช้อารมณ์รึไง ใจเย็นก่อนแล้วรอ ถ้ามู่ลี่พร้อม ก็ติดต่อไปเอง”

“ให้ผมรอเฉยๆงั้นเหรอครับ”

“ก็เออสิ! อยู่เฉยๆใช้สติแล้วคิด! ทีหน้าทีหลังก็หัดคิดก่อนทำอะไรลงไป จะได้ไม่ต้องมาตามเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวอยู่แบบนี้ เหนื่อย!”

บุปผาพูดแล้ววางสายเลย พงศ์พิสุทธิ์เซ็ง ปามือถือทิ้งตะโกน “โว้ย!!!!”

ooooooo

จากการปรึกษากันเมื่อคืนจนมู่ลี่ไมเกรนลงกระเพาะป่วยนอนซม เช้านี้ ดวงใจบอกกับทุกคนว่าช่างมันเถอะ เราอยู่ของเราเหมือนเดิมต่อไป อาม่าถามว่าไม่กลัวเจ๊งหรือ

“ไม่เจ๊งหรอก เดี๋ยวเราก็จะหาทางปรับตัวให้เราอยู่ได้ เขาทำเหมือนเรา เราก็แค่ต้องให้ดีกว่ามีลูกๆ

มีมันสมองอยู่ตั้งสองคน กลัวทำไม ใช้ชีวิตให้มีความสุข ทำสิ่งที่สบายใจ ไม่ต้องไปแข่งกับยักษ์ที่ไหนหรอก เหนื่อย แข่งกับตัวเองก็พอแล้ว”

ทั้งเจ๊สมและอาม่าเห็นด้วยกับดวงใจ แล้วต่างก็ไปทำหน้าที่ของตัวเอง ดวงใจบอกอัศวินว่า

“ไม่ต้องไปทำอะไรกับเจ้านายนะตี๋ อยู่เฉยๆ ยักษ์ล้มเราไม่ได้หรอก ทำในสิ่งที่เราเชื่อต่อไปนะลูก นี่คือจุดแข็งของเรา”

“ครับม้า” อัศวินตอบอย่างมั่นใจขึ้น มองไปรอบๆ เห็นทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งใจ แข็งขัน ทำให้อัศวินเชื่อว่านี่คือเสน่ห์ที่เอ็ม-วัน ไม่มีทางลอกเลียนแบบตี๋ตาโตได้

ooooooo

ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนตรีดาวก็ไม่สามารถทำให้ชิษณุเปลี่ยนความรักจากน้องมาเป็นคนรักกับตนได้ แล้วจู่ๆวันหนึ่งแมกกาซีนฉบับหนึ่งก็พิมพ์รูปแอบถ่ายตรีดาวกับชิษณุ พาดหัวสกู๊ปตัวใหญ่ว่า

“สองทายาทพันล้านควงคู่หวานเตรียมลั่นระฆังวิวาห์”

ตรีดาวเอาแมกกาซีนให้ดู ชิษณุบอกว่าเราก็รู้อยู่ว่ามันไม่จริง ตรีดาวบอกว่าแต่พ่อกับแม่เธอไม่ได้คิดอย่างนั้นและท่านอยากเจอเขา

ชิษณุไปที่บ้านตรีดาว เจอผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายตกลงกันอย่างชื่นมื่นแล้ว มณฑาทิพย์บอกเขาว่า

“งานแต่งงานระหว่างณุกับน้องต้องเกิดขึ้นเร็วที่สุด เราคุยกันเรียบร้อยก่อนณุจะมาถึง”

“โดยไม่มีผม” ชิษณุเสียงไม่พอใจ เขายืนยันว่าตนจะไม่ยอมแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก หรือถ้าบังคับให้แต่ง ไม่นานก็ต้องเลิก และจะทำให้ตรีดาวกลายเป็นหม้าย ตรีดาวฟังแล้วยิ่งเจ็บใจมู่ลี่

เมื่อชิษณุประกาศชัดเจนแข็งกร้าวเช่นนี้ พ่อแม่ของเขาจึงยอมปล่อยไปก่อนแต่ยังไม่ยอมแพ้

ดวงใจฝากอัศวินเอาซุปมาให้มู่ลี่บำรุง เธอฝากขอบคุณม้า เพื่อให้เปลี่ยนบรรยากาศ อัศวินพาเธอมาพักผ่อนที่สวนข้างล่างคอนโด มู่ลี่ถามว่าเรื่องซาลาเปาจะเอายังไงต่อ

“ม้าบอกให้อยู่เฉยๆถ้าอยากเอาชนะเราจะไม่ชนะ สู้ไปมีแต่เสีย เอาเวลามาพัฒนาตัวเองดีกว่า”

อัศวินพูดถึงเอ็ม-วันที่ต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปอย่างเข้าใจว่าทางนั้นเขาต้องเลี้ยงดูพนักงานเยอะ พูดอย่างเข้าใจและปลงว่า

“ทำไงได้ ที่พูดกันก็ถูก คนที่แข็งแรงกว่าเท่านั้นจึงจะอยู่รอด แต่บ้านผมจะทำให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแข็งแรงกว่าก็อยู่รอดได้...ถ้ารู้จักพอ อยู่นิ่งๆเดี๋ยวก็เห็นทางออกของปัญหาเอง”

วันพ่อมาถึงแล้ว น้องปลื้มดีใจที่ปีนี้จะได้มอบพวงมาลัยให้พ่อเพราะพงศ์พิสุทธิ์รับปากแล้วว่าจะมาแต่เพราะเมื่อคืนเขาทั้งเมาและพากีวี่มาค้างที่บ้านจนลืมสนิท บุปผาชะเง้อคอยตั้งแต่เช้าก็ไม่เห็นมา โทร.ตามก็ไม่มีสัญญาณ บ่นหงุดหงิด “ตาพงศ์ ไปมุดอยู่ไหนเนี่ย โอ๊ย!!!”

มู่ลี่จูงน้องปลื้มเข้าไปในโรงเรียน ต้องตาตามมาด้วยถามว่า

“แล้วถ้า...มาไม่ทัน หรือไม่มาล่ะแก”

มู่ลี่กอดน้องปลื้มสงสารจับใจ รู้สึกหมดหวังกับพงศ์พิสุทธิ์แล้ว หรือว่า...ต้องตัดออกจากชีวิตไป...

ooooooo

มู่ลี่พยายามโทร.ติดต่อพงศ์พิสุทธิ์แต่เขาปิดเครื่อง ต้องตาถามว่าจะเอายังไง มู่ลี่บอกว่าก็คงต้องทำแทนเหมือนเดิม

ต้องตาฟังแล้วถอนใจเมื่อคิดถึงตัวเองเรื่องพี่ยักษ์ แต่พอมู่ลี่ถามถอนใจทำไมก็บอกว่าไว้ค่อยคุยกันแล้วขอไปทำงานเพราะสายแล้ว มู่ลี่นั่งดูน้องปลื้มเห็นลูกซึมๆเศร้าๆก็ยิ่งสงสาร แต่ก็พยายามยิ้มแย้มทักทายกับลูกอย่างสดชื่น ขณะนั้นเอง อัศวินโทร.เข้ามาถามว่าพงศ์พิสุทธิ์มาหรือยัง

พอรู้ว่ายังไม่มาก็ขอเบอร์โทร. หวานเป็นคนรับสาย เขาบอกให้หวานไปปลุก หวานไม่กล้า อัศวินจึงมาที่บ้านถามห้องนอนของพงศ์พิสุทธิ์แล้วลุยขึ้นไปเอง หวานรีบไปเคาะประตูเรียก

“อะไรวะ!!!” พงศ์พิสุทธิ์งัวเงียมาเปิดประตู พอเห็นหน้าอัศวินก็โวย “เฮ้ย! มึงมาได้ไงเนี่ย!!”

“ยังจะนอนอยู่อีก สัญญากับลูกว่าไง วันนี้วันอะไรวะ เฮีย!!!”

“วันพ่อ...” พงศ์พิสุทธิ์นึกได้ ขณะนั้นกีวี่ก็งัวเงียมาเกาะแขนถามว่าโวยวายอะไรกัน

อัศวินเห็นสภาพของกีวี่ก็เดาได้ เขานึกเห็นใจมู่ลี่มาก ฝ่ายพงศ์พิสุทธิ์พอนึกได้ว่าวันนี้เป็นวันพ่อ ก็รีบ อาบน้ำแต่งตัวออกไปในสภาพเนี้ยบดูดีให้ลูกภูมิใจ

“พ่อ!!” น้องปลื้มร้องเรียกด้วยความดีใจเมื่อเห็นพ่อมา ครูนกน้อยก็พลอยดีใจด้วย มู่ลี่มองอย่างสงสัยว่าทำไมเขาถึงมาทัน

น้องปลื้มบรรจงวางดอกพุทธรักษาลงบนมือของพ่อ พงศ์พิสุทธิ์ลูบหัวลูกอย่างชื่นใจ น้องปลื้มมองพ่อยิ้มดีใจอย่างไม่เคยยิ้มมาก่อน มู่ลี่เห็นลูกดีใจก็ถึงกับน้ำตาไหล เอามือถือขึ้นมาเก็บภาพประทับใจนี้ไว้

เมื่อเสร็จพิธี ขณะเดินกลับมู่ลี่ถามพงศ์พิสุทธิ์ว่าเป็นยังไง เขาบอกว่าตนน่าจะมาตั้งแต่ลูกอยู่อนุบาลหนึ่ง มู่ลี่บอกว่าคิดว่าจะไม่มาเสียแล้ว มัวทำอะไรอยู่ล่ะ

“ตื่นสาย เมื่อคืนทำงานดึก” มู่ลี่ทำเสียงอืม...

ในลำคอ เขาระแวงถามว่าไม่เชื่อ? หรือว่ามีใครมาใส่ร้ายตนอีก มู่ลี่บอกว่าก็แค่กังวล เตือนว่าอย่าลืมมารับลูกตอนเย็นแล้วแยกไป

พงศ์พิสุทธิ์ถอนใจโล่งอกที่รอดตัวไปได้ แต่มู่ลี่ยังติดใจสงสัยการมาอย่างกระหืดกระหอบของเขา...

ooooooo

เมื่ออัศวินปลุกให้พงศ์พิสุทธิ์ไปงานน้องปลื้มแล้วไปที่ออฟฟิศ อดคิดไม่ได้ที่เห็นกีวี่มาอ้อนพงศ์พิสุทธิ์ว่าอย่าทิ้งตนไป...

“เดี๋ยวกลับมา” พงศ์พิสุทธิ์บอกกีวี่ แล้วปรามอัศวิน “ปิดปากไปเลยนะ ถ้ารู้ว่ามึงเอาไปฟ้องมู่ลี่มึงเละแน่”

อัศวินนิ่ง แต่มองพงศ์พิสุทธิ์อย่างสมเพชและสงสารมู่ลี่ที่มีสามีแบบนี้

มู่ลี่มาถึงที่ทำงานได้ยินสายฝนกับคิกขุคุยกันว่าวันนี้อัศวินมาสาย พอถามสายฝนบอกพี่วินแวะปั๊มน้ำมันสงสัยท้องเสีย มู่ลี่รับรู้แต่ยังติดใจสงสัย...เมื่อเจออัศวินจึงถามอย่างจับเท็จว่า

“เล่ามา แวะปั๊มที่ไหน” อัศวินงงๆ มู่ลี่คาดคั้นว่า “มาสายไม่ใช่เหรอ หรือโกหก”

“เออ...จริงด้วย เมื่อเช้าท้องเสีย ตอนนี้เพลียหมดแรงเลยเนี่ย ดู”

“เอาความจริง!” มู่ลี่ไม่เล่นด้วย เมื่อออกไปกินข้าวเที่ยง อัศวินกินไม่ลงมองหน้ามู่ลี่ทีมองจานข้าวที มู่ลี่กินพลางบอกว่า “กินก่อนค่อยเล่าก็ได้ หรือกินไม่ลง เพราะกำลังหาคำพูดมาโกหกอยู่”

“โหย...ป้า ไม่กล้าโกหกแล้ว...” พลางลงมือกินข้าวกลบเกลื่อนถามว่า “เมื่อเช้าเป็นไง ตกลงเฮียไปทันใช่ไหม”

มู่ลี่มองขวับจับโกหกได้ทันทีถามว่ารู้ได้ไงว่าพงศ์ไปที่โรงเรียน ไม่ได้แวะปั๊มแต่แวะบ้านเขาใช่ไหม!

“ครับ...ป้าอย่าโกรธเฮียเลย ยังไงก็ไปทันไม่ใช่เหรอ มนุษย์ซาลาเปาหน้าบานเลยสิ” มู่ลี่เล่าว่า เขาบอกว่าทำงานดึกเลยตื่นสาย “ใช่ๆๆ ผมกับแม่บ้านช่วยกันเคาะประตูเรียกเฮียเขา เฮียเขาไม่ได้ลืมหรอก แต่ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก มือถือแกก็วางอยู่ข้างนอก”

มู่ลี่ทำเสียงรับรู้ อัศวินถามว่าไม่โกรธเฮียเขาแล้วใช่ไหม เธอบอกว่าไม่โกรธแต่เหนื่อย

“ใช่ๆ...ดีกันไว้ดีกว่า บรรยากาศจะได้ดีเพื่อลูก” อัศวินเชียร์ แต่มู่ลี่นิ่ง คิดตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตัดพงศ์พิสุทธิ์ออกไปจากชีวิตดีไหม เพราะเหนื่อยเหลือเกินแล้ว...

ooooooo

เมื่อกลับมาถึงออฟฟิศ อัศวินถามมู่ลี่ว่า รู้ไหมว่าเฮียเขาอยากจะดีกับป้ามาก มู่ลี่บอกว่ารู้

“ป้าไม่ใจอ่อนกับเฮียเขาจริงๆเหรอ” ถามแล้วใจจดจ่อฟัง พอมู่ลี่บอกว่าไม่ เขาพยักหน้าหงึกๆแล้วเดินเลยไป มู่ลี่มองตามรู้ว่าอัศวินกังวลและห่วงใยเรื่อง
ตนคืนดีกับพงศ์พิสุทธิ์

เพราะติดใจสงสัยเรื่องพงศ์พิสุทธิ์ มู่ลี่โทร.หาหวาน พอหวานรับสายก็พูดจริงจัง

“ตอบฉันมาตามตรงนะ อย่าโกหก พงศ์ทำงานดึกเลยตื่นสายจนเพื่อนฉันกับเธอไปปลุกจริงหรือ” หวานอึ้งไปนิดหนึ่งแล้วบอกว่าไม่จริง มู่ลี่เสียงเข้มกว่าเก่า
ถามว่า “ความจริงคืออะไร”

“คุณผู้ชายเมาค่ะ แล้วก็อยู่กับผู้หญิง”

มู่ลี่ตัดสินใจในทันทีเมื่อพงศ์พิสุทธิ์มาส่งน้องปลื้มเย็นนี้ เธอบอกเขาว่าไม่ต้องมารับส่งลูกอีกแล้วนะ เขาอึ้งถามว่า “ทำไม...”

“ฉันไม่อยากให้ลูกคอยลุ้น...ไม่อยากอยู่กับความรู้สึกเสี่ยงแบบนี้อีก อย่ามายุ่งกับเราเลยดีกว่า”

พงศ์พิสุทธิ์ถามว่าตนก็ไปงานของลูกแล้วจะอะไรกันนักหนา ถามว่าใครฟ้องอะไร ไอ้ตี๋นั่นใช่ไหม

“คุยกันดีๆและไม่ต้องลากคนอื่นเข้ามายุ่ง คุณรู้อยู่แก่ใจดีว่าทำอะไรไป” เห็นเขาอึ้งพูดไม่ออก เธอรวบรัดว่า “คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้หรอก คุณไม่พร้อมจะดูแลใคร และฉันไม่มีทางยอมให้ลูกซึมซับนิสัยแย่ๆของคุณเด็ดขาด!”

พงศ์พิสุทธิ์อึ้งแล้วอึ้งอีกกับความเด็ดขาดของมู่ลี่ เธอตัดบทก่อนเดินออกไปว่า

“คุณกลับไปคิดทบทวนซะ ถ้ายังเห็นว่าลูกมีค่ากับคุณจริงๆค่อยกลับมาคุยกันใหม่ในฐานะ...กัลยาณมิตร ที่ช่วยกันเลี้ยงลูก”

พงศ์พิสุทธิ์มองมู่ลี่ที่เดินจากไปใจว้าวุ่น รู้สึกโกรธตัวเองขึ้นมาตงิดๆที่ปรับปรุงตัวเองไม่ได้สักที

ooooooo

ต้องตาที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาของมู่ลี่อย่างดี เมื่อรู้การตัดสินใจเรื่องพงศ์พิสุทธิ์ของมู่ลี่ก็คิดถึงเรื่องของตัวเอง และตัดสินใจบางอย่าง วันนี้เธอบอกพี่ยักษ์ว่า

“หนูมีเรื่องจะคุยกับพี่ค่ะ”

เมื่อมาพบกันที่ร้านอาหาร ต้องตาบอกพี่ยักษ์ตรงๆว่า

“ที่ผ่านมา...หนูอาจจะทำตัวไม่ดี แต่หนูก็รักพี่มาก รู้แค่นี้...และหนูก็รู้อีกว่าหนู...ทำได้เท่านี้...และคงมาได้แค่นี้...หนูจะไม่ไปต่อ พี่อยากเลิกกับหนูอยู่แล้วใช่ไหมคะ หนูเลยมาคอนเฟิร์มว่า งั้นก็เลิกเถอะ”

พี่ยักษ์อึ้ง ตกใจ ที่จู่ๆต้องตาก็มาบอกเลิก ต้องตาพูดอย่างเข้มแข็งว่า

“หนูคิดดีแล้ว ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา พี่เป็นคนดีมาก ถึงหนูจะไม่อยากเสียพี่ไปก็ตามเถอะ แต่หนูก็ไม่อยากเสียความเป็นตัวเองและไม่อยากเสียใจ ถ้าอนาคตพี่ไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่หนูเห็นอยู่ทุกวันนี้ สวัสดีค่ะ”

ต้องตาพูดๆๆแล้วลุกไปเลย พี่ยักษ์ไม่ทันตั้งตัวได้แต่เรียก “ตา...ตา...”

“พี่ไม่ต้องกลัวนะ หนูไม่ร้องไห้หรอก หนูเป็นคนเลือกเอง หนูต้องยอมรับการตัดสินใจของหนู หนูไม่เสียใจเลย” ต้องตายิ้มอย่างเชื่อมั่นหันหลังเดินไปอย่างแน่วแน่

พี่ยักษ์ยืนเหวอ อึ้ง...จู่ๆต้องตาก็มาอย่างพายุ แล้วลอยลมจากไป...แต่พอกลับมาคอนโดของมู่ลี่ ต้องตาก็ร้องไห้จะเป็นจะตายกับมู่ลี่ บุปผาและน้องปลื้ม จนบุปผาต้องพาน้องปลื้มไปห้องนอน มู่ลี่เห็นต้องตาเสียใจอย่างหนักก็ถามว่า “แล้วไปบอกเลิกพี่เขาทำไม?”

“ฉันต้องเลิก ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันไม่อยากรักพี่ยักษ์อีกต่อไปแล้ว...ฉันกลัว!! กลัวว่าถ้าฉันไปต่อ สักวันฉันอาจจะต้องเสียใจเหมือนแก”

มู่ลี่พยายามจะอธิบาย แต่ต้องตาหยุดฟังไม่ได้ขอร้องไห้ก่อน สัญญาว่าเดี๋ยวก็หายแล้ว มู่ลี่ได้แต่มองเพื่อนอย่างเหนื่อยใจ สงสารทั้งต้องตาและพี่ยักษ์

ooooooo

พราวฟ้ารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่เจมส์บอกว่าชอบตน พยายามจะคุยกับเจมส์ แต่เจมส์กลับเดินหนี

“ถามประโยคเดียว ทำไมถึงชอบหนู” พราวฟ้าตามไปดักหน้าถาม ทำให้เจมส์ยิ่งอาย อึ้ง บอกว่าไม่รู้รู้แต่ว่าชอบ ย้อนถามว่า “ถามทำไมในเมื่อมันไม่มีประโยชน์อะไร”

“มี...ไม่ได้ชอบพี่ แต่รู้สึกดีที่มีคนมาชอบหนู เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครชอบหนูเลยสักคน มีแต่หนูไปชอบคนอื่น ก็อยากรู้ว่ามีอะไรในตัวหนูที่ทำให้พี่ชอบ”

“ไม่รู้หรอกว่าทำไมถึงชอบ รู้ว่า...ทำไมถึงเลิกชอบ อยากรู้ไหม ทำไม?”

“เรื่องนี้ไม่อยากฟัง ช่างมันเถอะ”

พราวฟ้าตัดบทแล้วเดินหนีไปเลย คราวนี้เจมส์เป็นฝ่ายรุก ตามไปต่อว่าว่าตนยอมคุยแต่เธอไม่ยอมฟัง พราวฟ้าสะบัดเสียงว่า “ก็มีสิทธิ์”

“ก็นี่ไง โคตรเอาแต่ใจแบบนี้ไง โคตรไม่มีเหตุผล โคตรขี้อิจฉา โคตรปากแข็ง โคตรขี้นินทา โคตร...”

เจมส์ด่าไม่หายใจจนพราวฟ้าทนไม่ได้ตะโกนเรียกปราม “ไอ้พี่เจมส์!!!”

“อะไรยะ มาดราม่าอะไรหน้าห้องฉัน!” ดอลลี่ออกมาถาม เจมส์เดินหนีไป ส่วนพราวฟ้าทำหน้าเบะ พอดอลลี่โอ๋ว่าอย่าร้อง ก็ปล่อยโฮพูดแทบไม่เป็นภาษา....

“พี่ดอลลี่ หนูถูกผู้ชายด่าอีกแล้ว...”

ooooooo

คืนนี้ชิษณุเรียกสุจินต์มาพบที่ห้องทำงานสั่งให้เรียกประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้องด่วนที่สุด

วันรุ่งขึ้น ที่ห้องประชุมว้าว ดอลลี่ประกาศให้ทุกคนทราบว่า

“เอ็ม-วัน ถอดซาลาเปาออกจากรายการสินค้า”

ทุกคนอึ้ง โดยเฉพาะมู่ลี่กับอัศวิน รัชนกถามว่าถอดทำไมขายดีออก ดอลลี่บอกว่าอันนี้ไม่ทราบ

เวลาเดียวกัน ชิษณุก็บอกอำนาจกับมณฑาทิพย์ อำนาจขอทราบเหตุผล เขาบอกว่าขายอย่างอื่นก็มากพอแล้ว มณฑาทิพย์ติงว่าลูกไม่เคยเป็นแบบนี้ เขาบอกแม่ว่า

“ความคิดคนเราเปลี่ยนกันได้ครับ” อำนาจถามว่าอะไรทำให้เขาเปลี่ยนใจ ชิษณุตอบเรียบๆแต่ชัดเจนว่า “ผมก็แค่...ไม่อยากเสียเพื่อนครับ”

เป็นคำตอบที่ทำให้ทั้งมณฑาทิพย์และอำนาจไม่พอใจ กลุ้มใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ออกจากห้องประชุมว้าว รัชนกพูดประชดว่าที่นี่ท่าจะอยู่อยากขึ้นทุกทีแล้ว เพราะมีผู้ทรงอิทธิพลอยู่ ทำเอาซาลาเปาปิ๋วไปได้ สักวันไม่ใครก็ใครแถวนี้ก็คงปิ๋วตามซาลาเปาแน่ ดอลลี่ได้ยินสวนไปทันทีว่าก็คงเป็นคนที่ชอบแซะชาวบ้านนี่แหละ
ทั้งสองปะทะฝีปากกันตามเคย ดอลลี่ท้าให้รัชนกบอกมาเลยว่าที่พูดนั้นหมายถึงใคร

“จะใคร ถ้าไม่ใช่คุณมุลิลา ได้ข่าวว่าปกป้องซาลาเปาไอ้ตี๋ซะขนาดนั้น ไปวีนท่านประธานไม่ใช่เหรอ เก๋เนอะ ได้ผลซะด้วย วุ้ย! ควบสองคะนองสวาทมากๆ นะยะ เดี๋ยวเด็ก เดี๋ยวคนชรา”

“หยุด!” มู่ลี่สั่ง รัชนกถามว่าไม่หยุดจะทำไม มู่ลี่บอกให้หันไปดูข้างหลัง รัชนกแทบเข่าอ่อนเมื่อเห็นชิษณุยืนอยู่กับสุจินต์ เลยทำเป็นเรียกสายฝนรีบไปประชุมทีมงานกัน ทุกคนมองอย่างรู้ทัน

“คุยกันหน่อย เราสามคน อ้อ...คุณดอลลี่ด้วย เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน”

ชิษณุบอกแล้วเดินนำเข้าห้องประชุม ทุกคนตามไป

ooooooo

ในห้องประชุมว้าว...ชิษณุยืนคุยกับมู่ลี่ อัศวิน ดอลลี่ มีสุจินต์ยืนฟังอยู่ด้วย ชิษณุบอกทุกคนว่า

“ผมกำลังจะเปลี่ยนนโยบายใหม่ เราเติบโตได้โดยไม่จำเป็นต้องไปทำร้ายใคร”

ทุกคนมองชิษณุอึ้ง “ผมเห็นด้วยนะที่คุณมู่ลี่พูดกับผม มันคงไม่มีความสุข ถ้าต้องอยู่ในจุดสูงสุดเพียงลำพัง...”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้ธุรกิจของคุณต้องกระทบ กระเทือน” มู่ลี่ออกตัว

“มันกระเทือนใจผม มันเลยกระเทือนไปถึงวิธีคิดของผม และมันก็เลยส่งต่อไปยังสิ่งที่ผมทำ คุณวิน คุณโชคดีนะที่มีเพื่อนอย่างคุณมู่ลี่” อัศวินบอกว่าบางทีป้าเขาก็แมนกว่าตนเสียอีก ชิษณุหันไปพูดกับมู่ลี่ว่า “คุณทำถูกแล้วที่คอยเตือนสติผม”

“เอ่อ...ค่ะ...ขอบคุณค่ะที่รับฟังและขอโทษด้วยค่ะ ถ้าทำให้ต้อง...เสียหาย”

“เตือนผมบ่อยๆนะ ผมชอบ”

วันนี้ชิษณุกลายเป็นคนพูดตรงเสียจนทุกคนอึ้ง มู่ลี่ยิ้มแหยๆไม่ปลื้มกับความรู้สึกนี้ของเขานัก

คุยกันเสร็จ อัศวินขอบคุณมู่ลี่ บอกว่าที่บ้านต้องดีใจมากแน่ มู่ลี่เปรยว่าวันนี้ชิษณุมาแปลกๆ

“ไม่แปลกหรอก ก็ลุงเขาชอบป้า เขาคงขี้เกียจวางฟอร์มแล้วมั้ง เปิดๆกันไปเลย ไม่ชอบเหรอ”

“ไม่ชอบ” มู่ลี่สะบัดเสียงเดินไปเลย อัศวินยิ้มอย่างโล่งอก อารมณ์แจ่มใสร่าเริงขึ้นทันที

รัชนกรุ่มร้อนเหมือนไฟสุมอก บอกตรีดาวว่า “ฉันอยากช่วยถีบมู่ลี่ให้ออกไปไกลๆจากชีวิตฉันเร็วๆ มีอะไรให้ฉันทำได้บ้าง” ตรีดาวฟังแล้วยิ้มอย่างสมใจ!

จากนั้นตรีดาวคุยกับแพตตี้ แพตตี้ถามว่าจะไว้ใจได้หรือ ตรีดาวยิ้มร้ายบอกว่า

“จงไว้ใจความริษยาของผู้หญิงเถอะ ทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งยอมกลืนน้ำลายตัวเอง หันมาร่วมมือกับคนที่เคยเป็นศัตรู...ถึงฉันจะแพ้มันในเรื่องพี่ณุ ก็ขอให้ฉันชนะมันเรื่องอื่น มันจะมายืนอยู่ในที่ที่ฉันยืนอยู่ไม่ได้! รายการมันถ่ายวันไหน”

“อีกสองวันค่ะ”

ตรีดาวยิ้มพิฆาต รออย่างเลือดเย็นมีความสุขที่จะเห็นมู่ลี่ถูกทำลาย

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้
28 ก.พ. 2563
08:15 น.