ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวใจฟรุ้งฟริ้ง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พ.ศ.2554 ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มุลิลาหรือมู่ลี่ ในวัย 25 ปี กำลังเจ็บท้องคลอดอย่างหนัก ทั้งโวยวายทั้งครวญคราง โดยมีต้องตา เพื่อนสนิทคอยเอาน้ำแข็งจากกระติกให้อม...ให้เคี้ยวเพื่อผ่อนคลายความเจ็บปวด

“พงษ์อยู่ไหนนนนน!!!!” มู่ลี่แผดเสียงเรียกหาพงศ์พิสุทธิ์พ่อของลูกที่กำลังจะคลอด ต้องตาบอกว่าเดี๋ยวเขาก็มาเพราะตนโทร.บอกแล้ว มูลี่ถามว่าบอกตอนกี่โมง?

“เจ็ดโมงเช้า”

“แล้วตอนนี้กี่โมง”

“ทุ่มนึง” ต้องตาตอบเสียงแผ่ว

“กองถ่ายมันอยู่ขั้วโลกใต้รึไง ป่านนี้ยังมาไม่ถึง ไอ้...”

“รีบพาเข้าห้องคลอดเถอะค่ะ” ต้องตาบอกพยาบาล เจ้าหน้าที่รีบเข็นมู่ลี่เข้าห้องคลอด แต่มู่ลี่เอาแขนดันประตูไว้ไม่ยอมเข้า พลางก้มบอกลูกอย่าเพิ่งออกมา แม่ขอเวลาอีกแป๊บ บอกพยาบาลว่า

“รอสามีแป๊บนะคะ...ถ้ามาไม่ทัน มันตาย!”

“มู่ลี่!!!” เสียงพงศ์พิสุทธิ์เรียก มู่ลี่หันมอง ดีใจจนน้ำตาไหล อุทานเรียก...ป๊า พงศ์พิสุทธิ์ร้องบอก “ป๊ามาแล้ว” พลางวิ่งไปจับมือมู่ลี่ มู่ลี่ก้มบอกลูกว่าป๊ามาแล้ว หันอ้อนสามีว่า...ขอสามคำ

“เลิกกันเถอะ!” พงศ์พิสุทธ์ก้มกระซิบสามคำ มู่ลี่ช็อก ผงกหัวขึ้นจากเตียง แต่แล้วก็ช็อกอีกครั้งเมื่อพงศ์พิสุทธิ์ตอกย้ำว่า “ผมรักคนอื่นแล้ว”

!!!!!

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น มู่ลี่สะดุ้งจากฝันร้ายเหงื่อแตก เต็มหน้า...

มู่ลี่ตะปบนาฬิกาที่ดังไม่หยุด จากนั้นชีวิตก็เร่งรีบ นับวินาทีต่อวินาที เธอเดินออกไปนอกห้องเจอพงศ์พิสุทธิ์ นอนเผละอยู่บนโซฟาทั้งชุดทำงาน มู่ลี่มองอย่างไม่พอใจ พอดีเสียงน้องปลื้มลูกชายวัย 5 ขวบร้องเรียกแม่ มู่ลี่ดูนาฬิกาหกโมงสิบนาทีแล้ว วิ่งไปหยิบผ้ามาคลุมให้

พงศ์พิสุทธ์ ที่นอนแผ่อยู่ลวกๆ แล้วพาน้องลื้มไปห้องน้ำ ถามว่าวันนี้วันอะไร น้องปลื้มบอกว่าวันพฤหัสฯก็ยิ่งตกใจเพราะมีประชุม

อาบน้ำแล้วใส่ชุดอนุบาลให้น้องปลื้มเสร็จ ก็ต้องรีบเปลี่ยนอีกเพราะน้องปลื้มบอกว่าวันนี้ต้องใส่ชุดพละ

เปลี่ยนชุดให้น้องปลื้มเสร็จก็รีบไปจัดการกับตัวเอง แปรงฟันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จภายใน 5 นาที!

ก่อนออกจากบ้าน เจอหวานแม่บ้านที่เพิ่งมาถึง เพราะทำงานเช้ามาเย็นกลับ จ่ายเงินค่าแรงอาทิตย์นี้ให้ สั่งให้เปลี่ยนผ้าปูที่นอน หาข้าวให้พงศ์พิสุทธิ์ ตอนเย็น น้องปลื้มกินราดหน้า ซื้อมาห่อเดียวพอเพราะน้องปลื้มกินนิดเดียวตนกินที่เหลือเอง

สั่งๆๆ แทบไม่ได้หายใจแล้วไปขึ้นรถ ดั๊น...สตาร์ตไม่ติดอีก สตาร์ตอยู่สามสี่ที พอสตาร์ตติดก็บึ่งไปทันที

หวานยังไม่ได้ขยับไปไหน มองตามมู่ลี่ขับรถออกไปแล้วเหนื่อยแทน เฮ้อ...

ooooooo

ระหว่างรถติดบนถนน น้องปลื้มกินซาลาเปาส่วนมู่ลี่กินไส้กรอกในถุง M-ONE ต่างตั้งหน้าตั้งตากิน พลางมองรถติดเป็นแพว่าเมื่อไหร่จะขยับ

07.30 น. รถยังติดอยู่บนถนน เพื่อนโทร.มาชวนมู่ลี่ไปคาราโอเกะ มู่ลี่บอกว่าต้องรับลูก ดูลูก...ผัวทำงานไม่อยู่ เพื่อนแซวว่าผัวทำงานเซเว่นรึไง ชวนตอนไหนผัวทำงานตลอด มู่ลี่ตอบไปว่า “ดีกว่าผัวว่างงาน...เค...จ้า... ซียู” วางสายแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ กินไส้กรอกต่ออย่างทำเวลาเต็มที่

รถติดไฟแดง...มู่ลี่ทำมือถือตก ขณะก้มลงเก็บบอกน้องปลื้มว่ารถขยับบอกแม่ด้วย ขณะนั้นรถหรูของชิษณุ หนุ่มหล่อเท่ภูมิฐานดูดีมาก มาจอดติดไฟแดงคู่กัน เขามองน้องปลื้มที่กินซาลาเปาถือถุง M-ONE เขายิ้มพอใจ เปิดกระจกรถโบกมือทัก น้องปลื้มเปิดกระจกลง ชิษณุถาม “ซาลาเปาอร่อยไหมครับ”

น้องปลื้มรีบปิดกระจก ไม่กล้าพูดกับคนแปลกหน้า มู่ลี่หยิบมือถือขึ้นมาได้ไฟเขียวพอดี รีบขับรถไป ถามน้องปลื้มว่าเปิดกระจกทำไม ทีหลังอย่าเปิดนะ น้องปลื้มรับคำเบาๆ

ooooooo

ที่ร้านซาลาเปา บ้านของอัศวินหนุ่มตี๋หล่อเกาหลีผู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆ อยู่กับแม่ดวงใจ อาม่าและเจ๊สม พี่สาววัยสามสิบกว่า สาวทึนทึกเพราะอกหักจากชายที่ตัวเองหลงรักเลยทุ่มเทชีวิตให้กับครอบครัวทำซาลาเปาติ่มซำขายส่งน้องเรียน

ในร้านมีอาม่าเป็นมือชง ชงกาแฟอร่อยจนลูกค้าติดทั้งตลาด ชงอร่อยแต่ช้าตามคอนเซปต์ของร้านที่ว่า “อยากกินของอร่อยก็ต้องรอ” พอลูกค้ารอนานร้องเร่งอาม่าก็แถมค่ารอให้เป็นขนมจีบหนึ่งเข่ง แต่ถ้ารอไม่ไหว เร่งอีก อาม่าก็จะยกเลิกของแถม ลูกค้าเงียบทันที อาม่า ก็ลั้ลลาชงกาแฟสบาย...สบาย ค่อยๆเติมความอร่อย เข้าไปเต็มถ้วย

อัศวินมีหน้าที่ส่งขนมจีบซาลาเปา ขี่จักรยานบรรทุกกระบะใส่ซาลาเปาไปส่ง มีป้ายชื่อร้านโชว์โลโก้เก๋ไก๋เป็นลายเส้นน่ารักว่า “ติ่มซัมตี๋ตาโต”

อัศวินขี่จักรยานผ่านย่านชุมชนไปช้าๆ ทักทายคนโน้นคนนี้อารมณ์ดีไปตลอดทาง แต่เพราะเป็นคนเถรตรงขวานผ่าซาก เจอสาวก็ชมว่าสวยขึ้นเยอะ สาวเขินด่าบ้า...ก็ตอบก่อนเร่งหนีไปอย่างรู้ชะตากรรมว่า

“ถ้าไม่บ้า ชมเจ๊ไม่ได้หรอก”

พอพ้นรัศมีอันตรายของเจ๊ ก็ขี่จักรยานลั้ลลาอารมณ์ดีไปจนเลี้ยวออกถนนใหญ่...

นี่คืออัศวิน หนุ่มหล่อเกาหลีตี๋เมืองไทยผู้ขยัน อดทน ซื่อตรง ตรงจนถูกบางคนด่าว่า “ปากหมา”

อัศวินไปส่งซาลาเปาให้ลูกค้าสาย ลูกค้าหิวรอไม่ไหวจึงซื้อจากร้าน M-ONE กินก่อน บอกว่าร้านเพิ่งมาเปิดใหม่ซื้อตอนไหนก็ได้เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง อัศวินถามว่าแล้วอร่อยสู้ของตนได้ไหมล่ะ ลูกค้าบอกว่าไม่ได้

“แล้วยังจะกินของเขาอีกไหมล่ะ”

“กิน! อั๊วมีสิทธิ์เลือก ลื้อจะทำไม”

“ก็ขี่จักรยานกลับดิ ปล่อยให้เฮียได้ทบทวน...ว่าเราเคยรักกันมากมานานแค่ไหน ได้ใหม่ลืมเก่าแบบนี้ เสียใจจริงๆ”

อัศวินขี่จักรยานออกไปอย่างสงบเสงี่ยม ปล่อยให้เฮียลูกค้าทำหน้าพะอืดพะอมพึมพำสยอง...

“มันหมายถึงซาลาเปาหรืออะไรวะ...ไอตี๋...ขนลุกโว้ย!”

ooooooo

ส่งซาลาเปาเสร็จ อัศวินกลับถึงบ้าน ลูกค้าวายแล้ว แม่กับเจ๊สมกำลังช่วยกันเก็บร้าน อาม่ายังยืนชงกาแฟอยู่ แม่เห็นอัศวินหน้าขรึมถามว่าเป็นอะไร เขาบอกว่าเรากำลังถูกแย่งลูกค้า แม่ถามว่าเพิ่งรู้หรือ

“ก็เพิ่งรู้ไง เลยเพิ่งพูด ไม่งั้นพูดนานแล้ว” อัศวินตอบยืดยาว อาม่าเอาโกโก้ร้อนมาให้บอกให้กินเสียก่อนจะได้เย็นๆ อัศวินถามว่าโกโก้ร้อนกินไปจะไม่ยิ่งร้อนหรือ อาม่าบอกว่าไม่ มันจะเย็นชื่นใจเพราะมันเป็นโกโก้ที่ชงจากใจของอาม่า อัศวินแซวว่า “คมนะเรา อาม่ามือชง”
อาม่าถามว่าเย็นแล้วใช่ไหม พออัศวินพยักหน้า ดวงใจก็สอนว่า

“ตี๋ ฟังแม่นะ ทำการค้าให้อยู่รอดได้ สำคัญอยู่ที่คุณภาพของสินค้า...ใหม่ๆอาจจะยังเห่อ แต่ยังไงซะ ม้าก็เชื่อว่าลูกค้าเก่าเราจะกลับมา” อัศวินถามว่าถึงแม้คอนเซปต์เราจะยังเป็นอยากกินของอร่อยก็ต้องรอหรือ “ใช่...ชีวิตพวกเค้าเร็วกันเกินไป เราจะทำให้เขาเห็นความดีงามของความเชื่องช้า เห็นคุณค่าของสิ่งที่ต้องรอคอย”

“สวยนะเรา” อัศวินทะเล้น เลยถูกเจ๊สมตีเพียะ

“ลามปาม! ไป เอาไปเก็บหลังร้าน เจ๊จะกวาดจะถูแล้ว”

อัศวินยกลังไปเก็บหลังร้าน หันมองร้านตัวเองที่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองไปเรื่อยๆ เขายิ้มอย่างมีความสุข มองรูปเตี่ยที่แขวนอยู่ พูดกับเตี่ยอารมณ์ดี

“รักบ้านของเราจังเลยเตี่ย...เนอะๆๆ” แล้วผิวปากวี้ดวิ้วเดินไปหลังบ้าน รู้สึกชีวิตนี้ ดี๊...ดี

ooooooo

ที่โถงออฟฟิศ M–ONE...ชิษณุเดินเข้าออฟฟิศพนักงานที่เดินสวนไปต่างค้อมให้อย่างนอบน้อม สุจินต์ ผู้ช่วยอาวุโสของชิษณุเดินตามมาพลางคุยกัน สุจินต์เอ่ยว่าวันนี้ท่านประธานเข้าออฟฟิศก่อนตน

“อยากเห็นวิถีคนทำงานตอนเช้าๆว่าเป็นยังไง เลยขับรถออกมาแต่เช้า” สุจินต์ถามว่าเป็นยังไงบ้าง “น่าสงสารรถกลายเป็นห้องแต่งตัว เป็นครัว เป็นโต๊ะรับประทานอาหาร เป็นที่นอน เป็นทุกอย่างที่บ้านเคยเป็น เพราะทุกคนรีบกันไปหมด...ซึ่งดี เท่ากับว่า M-ONE ได้เข้าไปอยู่ในทุกจังหวะหายใจของชีวิตคน”

“ครับ” สุจินต์ตอบรับครับ...ครับ มาตลอดทาง

แต่ชีวิตของมุลิลาหรือมู่ลี่นั้น เร่งรีบร้อนรนทำทุกอย่างแข่งกับเวลาจนหายใจแทบไม่ทัน ตื่นนอนจนส่งลูกไปโรงเรียนพอกลับมาที่รถเจ้ากรรม...สตาร์ต

ไม่ติดอีก ตัดสินใจขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปถึงโถงลิฟต์ออฟฟิศก็พุ่งเข้าแหวกผู้คนแทรกเข้าไปถึงหน้าลิฟต์

ก็ปาเข้าไป 08.45 น.เข้าไปแล้ว

จากกระจกที่สะท้อนภาพที่โถงลิฟต์ มู่ลี่เห็นตัวเอง หน้ามัน ผมเป็นกระเซิง เสื้อผ้าเยิน เธออุทานเหมือนถูกผีหลอก

“My Godddd!!!”

ทุกคนหันมองมู่ลี่เป็นตาเดียว เธอเหลือบๆ เหลียวๆ เห็นป้ายบอกทางไปห้องน้ำ เธอรีบไปห้องน้ำ หยิบตลับแป้ง ออกมาตบๆป้ายๆ หยิบลิปสติกทาปรื๊ดๆ เอามือรองน้ำสลัดแล้วลูบผมที่เป็นกระเซิง ทุกอย่างเสร็จใน 5 นาที

พอไปถึงมุมตอกบัตร เป็นเวลา 08.50 น.แล้ว! มู่ลี่วิ่งเข้าออฟฟิศ นาฬิกาบอกเวลา 08.58 น.พอดี!!

ชีวิตของมูลี่เป็นเช่นนี้ทุกวัน พอเข้านั่งที่โต๊ะทำงาน เธอสรุปชีวิตประจำวันของตัวเองที่วนเป็นวัฏจักรว่า...

“ฉันชื่อมุลิลา...แม่ลูกหนึ่ง ผัวอีกหนึ่ง เช้าไปส่งลูกแล้วมาทำงาน ให้ลูกกลับรถโรงเรียน ที่มีแม่บ้านรอรับ ชีวิตฉันเป็นปกติอย่างนี้...ทุกวัน...แต่ยกเว้นวันนี้...ที่ไม่ปกติ” มู่ลี่มองพนักงานที่เดินมาที่โต๊ะทำงานของเธองง พนักงานแจ้งว่า

“M.D.ขอพบพี่ตอนนี้เลยคะ” มู่ลี่ขอเก็บของที่โต๊ะก่อน “ตอนนี้เลยค่ะ แกบอกว่า...ด่วน”

พอมู่ลี่ไปพบ M.D.เลื่อนซองขาวบนโต๊ะให้มู่ลี่ถามว่าทำบุญผ้าป่าวัดไหนหรือคะ

“จดหมายแจ้งให้ออก”

มู่ลี่ช็อก ขอทราบเหตุผลเป็นข้อๆให้เคลียร์ ได้รับ คำตอบว่า มันเป็นนโยบายของบริษัทแม่

“แล้วบริษัทแม่เป็นแม่แท้ๆของ M.D.หรือไง!”

“ยิ่งกว่าแม่แท้ๆ แม่แท้ๆไม่ได้ให้เงินเดือน แต่บริษัทแม่ให้” มู่ลี่บอกโอเค ถามแล้วไงต่อ? “เพราะเราต้องควบคุมต้นทุนเลิกจ้างซีเนียร์ที่เงินเดือนสูงๆ”

“สูงตรงไหน!!! หนูทำงานที่นี่ตั้งแต่เรียนจบเงินเดือนขึ้นไม่กี่เปอร์เซ็นต์” ถูกโต้ว่าก็สูงกว่าเด็กที่เพิ่งทำงานได้ไม่กี่ปี ที่สำคัญไฟแรงกว่า แล้วขอความเห็นใจให้เข้าใจตนด้วย เพราะตนเป็นลูกจ้างเหมือนกัน ต้องทำตามนโยบายของบริษัท มูลี่ถามว่า “ความจงรักภักดีต่อองค์กร มันไม่มีประโยชน์เลยใช่ไหม”

“โลกของทุนนิยม เรายึดที่ผลกำไร อีกอย่างใครทำงานให้เราไม่เต็มที่ เราก็ต้องพิจารณา ตั้งแต่หนูมีลูก ความทุ่มเทที่หนูมีให้เราน้อยลงมาก ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่ที่ยังโสด...เขาเต็มที่ได้มากกว่าหนู”

“ใครแข็งแรงกว่า คนนั้นคือผู้อยู่รอด โอเค้...ได้ค่ะ หนูมีเวลาอีกหนึ่งเดือนใช่ไหมคะ”

“ไม่มี”

“ได้ไงคะ จะให้ออกก็ต้องบอกล่วงหน้าเดือนนึงสิคะ ตามกฎหมาย”

M.D.บอกว่า เคยส่งจดหมายไปแจ้งให้ออกและเธอก็เซ็นรับทราบเมื่อเดือนที่แล้ว จำได้ไหมว่าเซ็นอะไรไปบ้าง มู่ลี่ส่ายหน้ากลืนน้ำลายฝืดคอ เหวอ เพราะจำอะไรไม่ได้เลย M.D.ชูเอกสารที่มีลายเซ็นรับทราบของเธอ ให้ดู

มู่ลี่อึ้งแล้วอึ้งอีก...พอออกมาหน้าห้อง มูลี่เห็นเลขา M.D.กำลังนั่งเติมหน้าอยู่ จึงเข้าไปบอกให้ต่อสายภรรยา M.D.ให้หน่อย เลขาอึกอัก มู่ลี่ทำเสียงเข้มเร่ง เลขาจึงต่อให้

“สวัสดีค่ะ มู่ลี่ แผนกมาร์เกตติ้งนะคะ M.D. ไล่หนูออกจากงานด้วยเหตุผลว่าแก่เกินไป แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ หนูถูกไล่ออกเพราะไปเห็นว่า M.D.กับเลขาหน้าห้อง แอบกินกันลับๆมาสองปีแล้ว รายละเอียดหลังไมค์กับ M.D.เอาเองนะคะ สวัสดีค่ะ”

พูดเสร็จส่งโทรศัพท์คืนให้เลขาที่ยืนเหวออ้าปากค้างอยู่ แล้วมู่ลี่ก็เดินฉับๆออกไปอย่างสะใจ!

ooooooo

แม้จะมีเรื่องร้ายแรงที่ทำให้ชีวิตต้องสะดุดแต่มู่ลี่ก็ยังทำหน้าที่ของ “แม่”อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คืนนี้มู่ลี่อ่านนิทานให้น้องปลื้มฟังเหมือนทุกคืน จนน้องปลื้มหลับ ห่มผ้า หอมที่หน้าผากด้วยความรักปิดไฟแล้วออกไปอย่างแผ่วเบา

มู่ลี่เดินออกมายืนเศร้า เครียด ที่หน้าบ้านรอพงศ์พิสุทธ์ เมื่อเขายังไม่กลับจึงโทร.หา แต่เขาไม่รับสาย จึงเปลี่ยนเป็นส่งไลน์บอกว่า “พรุ่งนี้จะพาลูกไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์ที่บ้านแม่ จะไปด้วยกันไหม” ครู่หนึ่งเห็นว่าข้อความถูกอ่านแล้ว มีไลน์ตอบมาว่า “ติดงาน ต้องออกกอง คิวด่วน”

มู่ลี่รู้คำตอบอยู่แล้ว ไลน์ตอบไปว่า “โอเค กลับวันที่ 2 นะ เดี๋ยวบอกลูกให้ไม่ต้องห่วง ขับรถระวังด้วย เป็นห่วง” มีการอ่านไลน์แต่ไม่ตอบ เธอตัดสินใจพิมพ์ข้อความ “ออกจากงานแล้วนะ...” แต่แล้วเปลี่ยนใจลบทิ้ง

มุลิลา...หรือมู่ลี่ ยืนมองไปในความมืดที่เห็นแต่ม่านสีดำ ถอนใจเครียด แต่ก็ยังมีความหวังให้กำลังใจตัวเองว่า...

“ฉันชื่อ มุลิลา แปลว่าแมว แมวมันมีเก้าชีวิต ตกงานแค่นี้เดี๋ยวก็หาใหม่ได้ไม่ตายหรอก ถือซะว่าซวยส่งท้ายปีเก่า ปีใหม่ฉันต้องเฮง!!!”

รุ่งขึ้นมู่ลี่พาน้องปลื้มไปบ้านยาย บอกน้องปลื้มว่าให้อยู่กับยายก่อนแม่จะไปเอาคอมพิวเตอร์ เดี๋ยวซื้อช็อกโกแลตมาฝาก แต่พอกลับไปถึงบ้าน เธอเห็นรองเท้าผู้หญิงถอดวางอยู่หน้าบ้าน มู่ลี่ใจเสียหน้าเสีย เดินใจสั่นไปที่ประตู ได้ยินเสียงชายหญิงหัวร่อต่อกระซิกกัน เธอเอาหูแนบประตูฟังให้แน่ใจ

ทันใดนั้น มู่ลี่ผลักประตูผัวะเข้าไป!

ทั้งพงศ์พิสุทธิ์และหญิงสาวที่เริงรักกันอยู่บนเตียงผงะตกจากเตียง มู่ลี่เองยืนช็อก พงศ์พิสุทธิ์ถามว่าไหนบอกว่าอยู่บ้านแม่ มู่ลี่ไม่ตอบ ยืนกำมือแน่นจนสั่น อารมณ์พร้อมที่จะระเบิด!

ooooooo

ในคืนส่งท้ายปีเก่า มู่ลี่ยืนอยู่ท่ามกลางคนรอบข้าง ที่ต่างร่าเริงแจ่มใส แต่เธอเหมือนตกอยู่ในห้วงเหวแห่งความทุกข์ นอกจากถูกออกจากงานแล้ว ยังมาจับได้คาหนังคาเขาที่ถูกสามีนอกใจ แม้จะรู้และเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่คราวนี้...ซ้ำเติมเธอที่กำลังทุกข์ที่ตกงาน เป็นภาวะที่สุดจะทนต่อไปแล้ว!

มู่ลี่คิดถึงบาดแผลในใจตลอดเวลาที่ผ่านมา นับแต่เธอท้องได้สามสี่เดือน พงศ์พิสุทธิ์ก็เสนอ “เราเลิกกันเถอะ” เมื่อน้องปลื้มได้หนึ่งขวบ

มู่ลี่ก็กระเตงน้องปลื้ม เข้าสะเอวไปบอกต้องตาว่าพงศ์พิสุทธ์มั่วกับเด็กฝึกงานที่กองและขอเลิกกับตนอีกแล้ว นี่เป็นครั้งที่สองที่มู่ลี่พยายามอดทนประคองชีวิตคู่เพื่อน้องปลื้มจะได้มีทั้งพ่อและแม่

แต่พอน้องปลื้มได้สองขวบ พงศ์พิสุทธ์ก็กิ๊กกับนางแบบโฆษณาอีก มู่ลี่บอกต้องตาว่าตนทนไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว

ชีวิตยังวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้จนน้องปลื้มอายุได้ 4-5 ขวบ น้องปลื้มโตพอที่จะรู้เรื่องบ้างแล้ว มู่ลี่พาน้องปลื้มไปหาต้องตาอีกแต่คราวนี้ให้น้องปลื้มใส่ครอบหูฟังบ้าง เอามือปิดหูน้องปลื้มบ้างขณะระบายอารมณ์กับต้องตาเป็นครั้งที่ 4-5 และ 6 ถี่ขึ้น...ถี่ขึ้น จนกระทั่งคืนส่งท้ายปีเก่าปีนี้...

“นี่คือครั้งที่เจ็ด...หลังจากที่ฉันพยายามอดทนให้อภัยเพื่อประคองชีวิตครอบครัวเพื่อให้ลูกยังมีพ่อและแม่มาตลอด...แต่ฉัน...ไม่ไหวแล้ว”

มู่ลี่น้ำตาซึมแต่พยายามกลืนกลับไปด้วยความแค้น!

เมื่อจับได้คาเตียงในคืนวันส่งท้ายปีเก่านี้ พงศ์พิสุทธิ์ ขอให้เธอใจเย็นๆ จะทำอะไรให้คิดถึงลูกบ้าง มู่ลี่ชกหน้า เขาเต็มหมัด ตวาดถามผู้หญิงคนนั้นว่า รู้ไหมว่าสันดานผู้ชายคนนี้มันเป็นยังไง ผู้หญิงคนนั้นอ้างว่าเขาบอกเลิกกับเมียแล้ว

“ฉันนี่แหละเมีย! แต่เลิกแล้วเมื่อกี๊นี้ ถ้ายังอยากได้ ก็เอาไป” มู่ลี่ประกาศก้องแล้วหันหลังเดินออกไปเลย พงศ์พิสุทธิ์ตะโกนเรียก เธอหันมาตะโกนว่า “ฉันจะหย่า!!”

“เอาเลย ไม่อยากทนอยู่เหมือนกัน อึดอัด เอาแต่จิกแต่บ่น ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจ นี่ผัวนะไม่ใช่ลูก”

มู่ลี่ปรามว่าอย่าโยนความผิด อยู่ที่เขาไม่รู้จักพอต่างหาก เขาจะเถียง เธอตัดบทเด็ดขาดว่า

“พอ! จบ!” มู่ลี่เดินออกไปด้วยหัวใจที่แตกสลาย ชีวิตครอบครัวที่เธอพยายามประคองมาแหลกสลายดำมืด ไปทันที

ooooooo

มู่ลี่กลับไปพาน้องปลื้มออกไปอยู่ท่ามกลางงาน CountDown to 2017 ที่ผู้คนเบิกบานร่าเริงรับปีใหม่ แต่มู่ลี่จูงมือน้องปลื้มยืนนิ่งงัน...

“เราไม่ค้างที่บ้านยายแล้วเหรอครับ” น้องปลื้ม เงยหน้าถามแม่ มู่ลี่รีบปรับสีหน้าตอบร่าเริงว่า

“แม่อยากพาปลื้มมาเจออะไรสนุกๆ คนเยอะๆ ไงครับ”

น้องปลื้มบ่นว่าเสียงดังและง่วงนอน แต่พอแม่บอกว่าเดี๋ยวมีพลุด้วย น้องปลื้มก็ตาโตตื่นเต้น มู่ลี่ดูนาฬิกาแล้วบอกว่าใกล้ถึงเวลาเคาต์ดาวน์แล้ว เดี๋ยวเรานับไปพร้อมๆกันนะครับ น้องปลื้มรับคำอย่างตื่นเต้น

“ปลื้มครับ...แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะลูก แม่รักลูกที่สุด”

“ครับ”

มู่ลี่กับน้องปลื้มเปล่งเสียงนับถอยหลังพร้อมกัน พอถึงศูนย์ ทุกคนก็กอดกันและสวัสดีปีใหม่ต่อกันอย่างสดชื่น หญิงคนหนึ่งมากอดมู่ลี่ อีกคนกอดน้องปลื้ม มู่ลี่อยู่ตรงกลางกอดน้องปลื้มรับวันปีใหม่ ย้ำกับตัวเอง อย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งและกล้าหาญว่า

“ฉันชื่อมุลิลา แปลว่าแมว...แมวมีเก้าชีวิต ฉันกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในวันปีใหม่ และสถานภาพใหม่...ซิงเกิลมัม!!!”

ooooooo

มุลิลา-มู่ลี่ เริ่มชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวในวันขึ้นปีใหม่ 2017 โดยอยู่คอนโดของเพื่อนกับน้องปลื้ม วันนี้เธอในชุดทำงานแต่ยังไม่ได้แต่งหน้า ลงไปซื้ออาหารเช้าในร้าน M-ONE เดินกินซาลาเปาออกมาพลางคุยโทรศัพท์กับต้องตา มู่ลี่กัดซาลาเปาไปคำหนึ่งแล้วชะงักทำหน้าเหย

มู่ลี่บอกต้องตาว่าอยู่คอนโดเพื่อนที่ทำงานเก่า และกำลังจะไปสมัครงาน ต้องตาถามว่าทำไมไม่มาพักกับตน มู่ลี่บอกว่ากลัวพงศ์พิสุทธิ์ไปตามเกรงใจพี่ยักษ์ และกลัวเธอจะเดือดร้อน

ต้องตาบ่นว่าเกรงใจเกินไปเพราะตนกับพี่ยักษ์ยังไม่ได้แต่งงานกัน มู่ลี่เลยเตือนเพื่อนว่าหัดเกรงใจเขาบ้าง เห็นตามรับตามส่งกันจนจะแก่แล้ว อย่าให้รอนานเดี๋ยวจะมีลูกไม่ได้ ต้องตาไม่แคร์ บอกมู่ลี่ว่าถ้าเดือดร้อนมีอะไรให้ช่วยบอกนะ มู่ลี่ขอบใจแล้วค่อยโทร.คุยกันใหม่

พอเลิกคุยกับต้องตา มู่ลี่ก็มองซาลาเปาในมือบ่นว่าน้องปลื้มกินเข้าไปได้ยังไงแล้วทิ้งถังขยะ วิ่งออกไปเรียกแท็กซี่

อัศวินขี่จักรยานส่งซาลาเปาตามปกติ ผ่านร้าน M-ONE ไปครู่เดียว แท็กซี่ที่มู่ลี่นั่งก็ขับแซงไป แต่ไปติดไฟแดง อัศวินขี่จักรยานซิกแซ็กผ่านแท็กซี่ที่มู่ลี่นั่งไปจอดเทียบรถคันหน้า มู่ลี่หยิบตลับแป้งมาแต่งหน้าเลยเห็นจักรยานของอัศวินอยู่ข้างหน้า ทันใดนั้นคนขับรถที่อัศวินจอดเทียบก็เปิดกระจกโยนก้นบุหรี่ผ่านหน้าอัศวินพอดี!

อัศวินมองก้นบุหรี่แล้วลงจากจักรยานไปหยิบก้นบุหรี่ที่ยังไม่ดับ มู่ลี่สงสัยว่าเขาเก็บไปทำไม

อัศวินหยิบก้นบุหรี่ไปเคาะกระจกรถคันนั้น พอคนขับเปิดกระจกเขาก็ดีดก้นบุหรี่ผึงเข้าไปในรถ มู่ลี่ตกใจไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำ คนขับโวยลั่น “ทำอะไรวะ!!”

“ก็พี่ทำก้นบุหรี่หล่น ผมก็เก็บคืนให้”

คนขับฉุนขาดเปิดประตูรถลงมาจะเอาเรื่อง พอดีไฟเขียว มู่ลี่ชะโงกไปที่คนขับแท็กซี่กดแตรลั่น บอกโชเฟอร์แท็กซี่ว่าให้รีบไปไฟเขียวแล้ว คนขับรถคันนั้นรีบกลับขึ้นรถขับออกไป อัศวินก็ขึ้นจักรยานปั่นเลี้ยวแยกไปอีกทาง

แท็กซี่ขับไปทางเดียวกับรถคันนั้น มู่ลี่เหลียวมองอัศวินที่ขี่จักรยานไปอีกทางยิ้มๆชอบใจ

ooooooo

คืนนี้ มู่ลี่อ่านนิทานให้น้องปลื้มฟังก่อนนอนเหมือนเคย วันนี้อ่านเรื่อง “แม่รักหนูที่สุดในโลก” แต่พออ่านถึงตอนที่เขียนว่า “วันที่หนูเกิดมาบนโลกใบนี้ ดวงอาทิตย์ส่องแสงทักทายหนู การที่ฟ้าส่งหนูมาให้แม่ คือสิ่งที่วิเศษที่สุด...”

มู่ลี่อ่านต่อไม่ได้ รู้สึกมีก้อนอะไรแล่นขึ้นมาจุกแน่นที่คอ เธอพยายามข่มและกลืนมันลงไป น้องปลื้มมองหน้าแม่ เห็นแม่เศร้าเลยกอดคอแม่ไว้ มู่ลี่ถามว่า “รักแม่ใช่ไหมเนี่ย”

“ไม่อยากให้แม่ร้องไห้”

มู่ลี่ทำเสียงร่าเริงบอกว่าแม่หาวต่างหาก น้องปลื้ม บอกว่า “แม่ร้อง...เพราะป๊าไม่อยู่” ยิ่งทำให้มู่ลี่ตีบตื้นแข็งใจถามว่า

“แล้วปลื้มจะเป็นอะไรหรือเปล่าลูกถ้านานๆป๊าจะมาหาเราที” น้องปลื้มส่ายหน้าบอกว่าชอบอยู่กับแม่มากกว่า ป๊าชอบหงุดหงิดแต่แม่สนุกสนาน

มู่ลี่สงสารลูกใจแทบขาด บอกว่าอย่าว่าป๊านะลูกบาป ป๊าทำงานเยอะ เหนื่อย น้องปลื้มบอกว่าแม่ก็ทำงานเยอะแม่ไม่เห็นเหนื่อย มู่ลี่ทำเสียงตลกว่า “แม่เป็นคนประหลาดไง” ทำให้น้องปลื้มหัวเราะขำ ถามว่าเมื่อไหร่จะกลับบ้านเรา

มู่ลี่สะเทือนใจแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ จำต้องปดลูกว่าบ้านเราซ่อมอยู่ ลูกเป็นภูมิแพ้เดี๋ยวแพ้ฝุ่น

“แล้วเมื่อไหร่ป๊าจะมาหา”

“อืม...คงเร็วๆนี้แหละ ปลื้มครับ ปลื้มเข้าใจป๊านะ ที่ป๊าไม่อยู่กับเราเพราะต้องออกกองถ่ายไปต่างจังหวัดบ่อย โอเคไหมครับ” เมื่อน้องปลื้มพยักหน้า มู่ลี่จึงอ่านนิทานให้ฟังต่อด้วยน้ำเสียงปกติ ทั้งที่ใจ...เจ็บปวดเหลือเกิน...

“วันที่หนูหัวเราะครั้งแรก ดอกไม้ต่างผลิบานราวกับอยากจะหัวเราะไปพร้อมกับหนู...”

อ่านนิทานให้ฟังจนน้องปลื้มหลับ มู่ลี่ห่มผ้าให้อย่างเบามือ ลุกไปปิดไฟมองลูกหลับในความมืดอีกครั้งก่อนออกไป

เมื่อไปอาบน้ำ มู่ลี่ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้ เธอเปิดฝักบัวเสียงดังให้กลบเสียงสะอื้นของตัวเอง...

น้องปลื้มยังไม่หลับ ย่องมาแอบฟังเสียงที่หน้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงสะอื้นของแม่ น้องปลื้มยืนซึมอยู่ตรงนั้น แล้วค่อยๆหันเดินออกไป เสียงน้ำจากฝักบัวและเสียงสะอื้นของแม่บาดหัวใจน้อยๆของน้องปลื้ม...สงสารแม่เหลือเกิน...

ooooooo

เช้านี้ มู่ลี่ดูแลน้องปลื้มแต่งตัวไปโรงเรียน เห็นลูกกลัดกระดุมลำบากก็เข้าช่วย แต่น้องปลื้มบอกว่า “ไม่เป็นไร ปลื้มทำเอง” น้องปลื้มพยายามช่วยตัวเองแบ่งเบาภาระของแม่...

มู่ลี่เร่งให้ต้องเร็วเดี๋ยวรถติด วันนี้ต้องนั่งแท็กซี่เพราะรถบุญช่วยป่วยยาว แล้วจูงน้องปลื้มไปใส่รองเท้าพลางบอกว่าเดี๋ยวไปร้าน M-ONE ซื้ออาหารไปกินบนแท็กซี่จะได้ไม่เสียเวลา น้องปลื้มเดาว่าเป็นซาลาเปา มู่ลี่ถามว่าไม่อร่อยใช่ไหม

“แต่ปลื้มว่า...โอเคนะ” มู่ลี่ถามว่าจริงหรือ “อืมม... ขอชิมอีกทีนะครับนักวิทยาศาสตร์ต้องทดลองจนกว่าจะแน่ใจ”

“ก็ได้...” พอดีใส่รองเท้าเสร็จ “โอเค...หล่อแล้วพ่อนักวิทยาศาสตร์น้อย ไปกัน” สองแม่ลูกจูงกันออกไป

ไปถึงหน้าร้าน M-ONE พอดีอัศวินขี่จักรยานส่งซาลาเปาผ่านไป น้องปลื้มมองโลโก้ซาลาเปาตี๋ตาโตก็ยิ้มชอบใจ แล้วตามแม่เข้าไปในร้าน

ส่งน้องปลื้มไปโรงเรียนแล้ว มู่ลี่ไปนั่งคุยกับต้องตาที่ร้านกาแฟ เล่าเรื่องทั้งหมดที่ทำให้ความอดทนเธอขาดสะบั้น ต้องตาถามว่าคราวนี้เลิกแน่หรือ ตนขอโนคอมเมนต์กลัวบาปกรรมและเคารพการตัดสินใจของเธอ มู่ลี่พยักหน้า ต้องตาชมว่าเธอเข้มแข็งไม่มีน้ำตาสักหยด

“น้ำตามันหมดตัวแล้ว” มู่ลี่บอกเสียงขื่น ต้องตาถามว่าแล้วจะเอายังไงต่อ “รีบหางานให้เร็วที่สุดก่อนที่เงินชดเชยหกเดือนจะหมด” ต้องตาบอกว่างานสมัยนี้หายากชวนมาทำบัญชีกับตนไหม “ฉันทำงานเอเจนซี่ วางแผนการตลาดมาทั้งชีวิตให้ไปทำบัญชี?!”

“ใจเย็นๆ อย่าขึ้น แกต้องมีสติให้มากๆนะจะได้เกิดปัญญาหาทางแก้ปัญหา...แล้วเขาติดต่อมาบ้างไหม”

“กริบ อีโก้จัด สลัดเอ๊ย!” มู่ลี่ของขึ้นอีก พอต้องตาเตือนก็สงบลง ต่างนั่งดื่มกาแฟเงียบ...เศร้า...

ooooooo

ที่บ้านพงศ์พิสุทธิ์...สายมากแล้ว เขายังนอนเขละอยู่อย่างหมดสภาพ พลันก็สะดุ้งเมื่อมีเสียงเรียก

“ตาพงศ์”

พงศ์พิสุทธิ์ปรือตาขึ้น เห็นบริสุทธิ์ผู้เป็นแม่ยืนมองหน้าบึ้งอยู่

“แม่...” เขายันตัวลุกขึ้น ปวดหัวจนต้องสลัดเบาๆ บริสุทธิ์มองสภาพบ้านที่สกปรกรกรุงรังถามอย่างสมเพชว่านี่บ้านหรือที่หมานอน เขาหัวเราะขื่นๆ บอกแม่ว่า “ฮ่ะๆๆ หมากับผมมันก็ไม่ต่างกันหรอกครับ”

“ไปอาบน้ำ ล้างหน้าดีๆ มีเรื่องต้องคุยกัน”

บริสุทธิ์ แม่ของพงศ์พิสุทธิ์เป็นเจ้าของธุรกิจจิวเวลรี่ เป็นเซเลบไฮโซเจ้ายศเจ้าอย่าง เลิกกับพ่อเพราะพ่อมีเมียน้อยและผิดหวังในชีวิตจนตรอมใจตาย เขาอยู่กับแม่ที่ใช้เงินเลี้ยงมาจนไม่รู้จักโต อยู่ในอาณัติของแม่อย่างไม่มีเงื่อนไข

วันนี้แม่มาจิกถึงที่บ้าน เขาลุกขึ้นเซ็งๆอย่างไม่อยากจะคุยนัก...

เมื่ออาบน้ำล้างหน้าตามคำสั่งของแม่เสร็จมานั่งคุยกัน เขานั่งจ๋อยๆ ในขณะที่แม่นั่งคอแข็ง เชิดตามบุคลิกเฉพาะตัว

“เมื่อวานงานเปิดตัวร้านเพชรสาขาใหม่ของแม่ ทำไมไม่ไป”

“เมาอยู่”

บริสุทธิ์ด่าพงศ์พิสุทธิ์ว่าเลวที่ปล่อยให้ลูกเมียหนีไป และตอนนี้ไฟแนนซ์รถกับแบงก์ที่เขากู้มาซื้อบ้านก็โทร.มาทวงหนี้ยิกๆ เขาบอกให้แม่ออกไปก่อนตอนนี้ตนไม่มีเงินและไม่มีงาน แม่บอกให้ไปทำงานด้วยก็บอกว่าไม่ชอบ

“หึ...ทำในสิ่งที่ชอบแต่เอาตัวรอดไม่ได้ นังเมียแทนที่จะช่วยผัว กลับทิ้งเอาตัวรอด”

“แม่เพิ่งพูดว่าผมเลวเอง อย่าว่ามู่ลี่”

“รักมาก?? แล้วไง ไปกันรอดไหม เตือนแล้วไม่ฟัง คนแข็งอย่างยายมู่ลี่ไม่มีทางทนแกได้นาน แล้วมันก็จริง แทนที่จะดูใจกันให้นานๆก่อน ดันปล่อยให้ท้อง หรือไม่มันก็ตั้งใจปล่อยเพื่อที่จะจับแก แล้วก็สมใจ แกมันโง่เองตามมันไม่ทัน”

พงศ์พิสุทธิ์ทนฟังแม่ด่าไม่ไหวลุกหนีไป บริสุทธิ์ก็ยังตามไปด่า ยื่นคำขาดว่า

“ถ้าไม่อยากให้บ้าน รถถูกยึด ก็ไปเอาหลานฉันกลับมา!” พงศ์พิสุทธิ์ชะงักอึ้งถามว่าอะไรนะ?! “ถ้าแม่มันจะไปก็ให้มันไปแต่ตัว ยังสาวยังสวย เดี๋ยวก็หาผัวใหม่ได้ แต่หลานฉันจะกลายเป็นหมาหัวเน่า ฉันไม่ยอม!”

พงศ์พิสุทธิ์ถามว่าจะให้ตนพรากแม่พรากลูกหรือ แต่พอถูกแม่ย้อนถามว่า หรือจะให้ตัดแม่ตัดลูกกับเขา สมบัติของตนก็อย่าหวังว่าจะได้แม้สักสลึง เขาก็อึ้ง จำนนบอกเสียงอ่อยว่า “ผมไม่รู้จะทำยังไง เพราะผมผิดเองมาตั้งแต่ต้น”

“แกต้องบีบให้แม่มันคืนหลานมาให้ฉัน ตอนนี้ฉันได้ข่าวว่ามันเพิ่งถูกไล่ออกจากงาน” เห็นเขาอึ้งก็ดักคอ “ไม่รู้ล่ะสิ เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเมียแกบ้าง?”

“แม่รีบๆว่ามาเหอะ จะให้ผมทำยังไง อย่าเสียเวลาด่าอยู่เลย”

“ใช้เรื่องที่มันตกงานกดดันมัน คืนหลานมาแกต้องทำให้ได้!”

เป็นประกาศิตจากแม่ ที่พงศ์พิสุทธิ์เครียด กดดัน กังวล จนหายมึน หายเมา หายปวดหัวไปเลย!

ooooooo

ฝ่ายมู่ลี่ที่คุยกับต้องตาที่ร้านกาแฟ ก็ยอมรับว่าตอนนั้นตนคิดสั้นคิดว่าคงไม่ท้องและเพราะรักเขาเลยยอม

“พวกแกมันประมาท สุดท้ายเป็นไง ท้องแล้วก็ต้องแต่ง สันดานเป็นยังไงยังไม่รู้จักดีพอเลย แล้วก็อยู่กันไม่ได้ กรรมก็ตกที่ลูก...โอ๊ย...ว่าจะไม่คอมเมนต์แล้วเชียว”

มู่ลี่บอกว่าตอนนั้นคิดแค่ว่าความรักชนะทุกอย่าง แต่ความจริงแค่รักมันไม่พอจริงๆ แต่ตนก็พยายามทำหน้าที่เมียและแม่แล้ว แต่ตนพยายามคนเดียวคงไม่ได้

ต้องตาบอกว่าเธอทำดีที่สุดแล้ว ใครๆก็คาดหวังว่าแต่งงานแล้วมันต้องดีทั้งนั้น ถ้าไม่อยากผิดหวังก็แค่ไม่ต้องแต่ง...แค่นั้น

“ต่อไปนี้ ฉันจะใช้สมองให้มากกว่าหัวใจ...ฉันไม่อยากผิดหวังอีกแล้ว”

ต้องตาพยักหน้าอย่างเข้าใจและเห็นใจเพื่อน

หลายวันต่อมา มู่ลี่เปิดโน้ตบุ๊กค้างไว้ขณะคุยโทรศัพท์กับเพื่อนเจ้าของห้องพัก บอกว่าเกรงใจจะจ่ายค่าคอนโดให้ คิดค่าเช่าเท่าไหร่ให้บอก ขอบใจเพื่อนแล้ววางสาย เดินไปดูบิลค่าใช้จ่ายที่วางซ้อนๆกันกองโต ถอนใจแล้วหันดูโน้ตบุ๊กต่อ ถามน้องปลื้มทั้งที่ไม่ได้หันมองว่าหิวหรือยัง ลงไปหาอะไรกินกันไหม เห็นเงียบหันมองเห็นน้องปลื้มนั่งซึมถามว่าเป็นอะไร

“ทำไมป๊าไม่มา...โทร.หาป๊าได้ไหมครับ”

มู่ลี่สะอึกอึ้ง บอกน้องปลื้มว่าแม่โทร.แล้วป๊าบอกว่ายังเคลียร์งานไม่เสร็จ ให้รออีกสองสามวัน น้องปลื้มลุกเดินหงอยๆไปเปิดการ์ตูนดู มู่ลี่มองลูกเครียด ทันใดก็มีโทรศัพท์จากต้องตาเข้ามา

ต้องตาโทร.มาถามว่าจำดนัยเทพได้ไหม ตอนนี้เป็นผู้บริหารช็อปปิ้งทีวี ให้เธอลองโทร.หาดู รีบโทร.เลยเผื่อเขาช่วยได้ มู่ลี่เปิดดูเบอร์โทรศัพท์ที่จดไว้แล้วโทร.ออกทันทีด้วยความหวังว่าจะได้งาน

พอปลายสายรับ เสียงทักห้าวๆแต่ดัดเสียงกระแดะ มู่ลี่อึ้งไปอึดใจแล้วขอสายดนัยเทพ

คนรับสายคือแสงดาวที่มู่ลี่รู้จักดีแต่เปลี่ยนชื่อเป็นดอลลี่ บีบเสียงกระแดะบอกมู่ลี่ว่า

“โอ๊ะ ขอโทษที มู่ลี่ทีหลังเรียกฉันว่าดอลลี่นะ ดนัยเทพเป็นอดีตไปแล้ว พลีส...โอเคเข้าเรื่อง แต่ว่า...ได้เวลาประชุมกับเจ้านายใหม่แล้วอะ เขาเพิ่งมาเทกโอเวอร์ช่องฉัน งั้นเอางี้...”

ทั้งสองคุยกันรีบๆ แล้วมู่ลี่ก็บอกว่าว่าง และนัดเจอกัน

ooooooo

ก่อนหน้านี้ พราวฟ้าเลขาสาวเปรี้ยวเดินเข้ามาบอกว่าคุณสุจินต์ผู้ช่วยท่านประธานโทร.มาบอกว่าอีกสิบนาทีมาถึง

ชิษณุ ผู้บริหารสูงสุดหนุ่มใหญ่ของ M-ONE เดินเข้าห้องประชุมอย่างสง่างามดั่งเทพบุตร ดอลลี่เข้าไปไหว้อย่างอ่อนช้อย ดัดเสียงหวาน “สวัสดีค่ะท่านประธาน” ชิษณุยิ้มให้ดอลลี่และพราวฟ้าอย่างอ่อนโยน

เมื่อเริ่มประชุม ชิษณุมาดเข้ม ขรึม เขี้ยว ผิดกับตอนเดินเข้ามา พูดกับที่ประชุมว่า

“ผมเห็นศักยภาพของ WOW SHOPPING TV ที่น่าจะทำตลาดให้กับสินค้า M-ONE ได้เข้าถึงทุกบ้านทุกครัวเรือนมากขึ้น...แต่ดูจากผลประกอบการที่ผ่านมาของ WOW แย่มาก”

ดอลลี่กับพราวฟ้าหน้าเจื่อน สุจินต์ส่งไอแพดให้ชิษณุดู ดูแล้วเขาพูดต่อ

“จากการวิเคราะห์ เพราะคุณไม่สามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายหลักสนใจในตัวสินค้าได้ เน้นแต่ตลาดบน ทั้งๆที่เคเบิลทีวีเข้าถึงคนทุกระดับ...ผมต้องการการเปลี่ยนแปลง”

“ยังไงคะ” ดอลลี่ตัวลีบหน้าเจื่อน

“เพิ่มยอดขายให้ได้สามสิบเปอร์เซ็นต์ภายในสามเดือน คุณต้องทำให้ร้านสะดวกซื้อ M-ONE ของเรา เข้าถึงได้ทุกบ้าน ตั้งแต่บ้านชาวนา คนเก็บของเก่า พนักงานบริษัท จนถึงเศรษฐี” ดอลลี่อุทานว่าทำได้ยากมากเลย “ถ้าทำไม่ได้ ผมปลดคุณออก” ดอลลี่พลิกลิ้นทันทีว่าทำได้ง่ายมากค่ะ “ขายแต่สินค้าของ M-ONE แต่ถ้าใครอยากจะมาขายในช่องของเรา ก็ต้องยอมรับได้ถ้าจะต้องส่งให้เราในราคาถูก”

“ก็เท่ากับกีดกันซัพพลายเออร์รายอื่นทางอ้อม ขายแต่ของของเรา” พราวฟ้าสรุปเชิงถาม

“ช่วยไม่ได้ นี่คือรบทุนนิยม ใครอ่อนแอ ก็ต้อง... หายไป”

ดอลลี่กับพราวฟ้าอึ้งสนิท!

ooooooo

หลังการประชุม ชิษณุสั่งสุจินต์ให้ตามเรื่อง WOW ให้ตนและรายงานเป็นระยะ และตอนนี้ตนจะเดินเล่นหน่อย กำชับไม่ต้องบอกใครว่าตนเป็นใคร อยากเห็นว่าคนที่นี่ทำงานกันยังไง ถามว่าเขาเข้านอกออกในที่นี่ได้ใช่ไหม

สุจินต์ตอบรับ ชิษณุแสดงความยินดีกับหลานคนแรกของครอบครัวเขาแล้วจะแวะไปรับขวัญ สุจินต์ของพระคุณอย่างซาบซึ้ง

ฝ่ายดอลลี่ หลังประชุมก็กระฟัดกระเฟียดบ่นกับพราวฟ้าว่าสั่งอะไรมากมายให้สร้างสรรค์รูปแบบใหม่แต่งบการผลิตทุกอย่างเท่าเดิมแถมมีแต่ลดลงด้วย พราวฟ้าบอกว่าตอนแรกนึกว่าจะใจดี ที่ไหนได้โคตรเขี้ยวเลย ดอลลี่ถามว่าไม่เขี้ยวแล้วจะรวยมากแบบนี้หรือ ทำหน้าละเหี่ยบ่นว่าเศร้ามาก

พราวฟ้าจะไปหายาดมมาให้ เปิดประตูออกไปแล้วโผล่มาบอกว่ามีเพื่อนมาหา แล้วมู่ลี่ก็เดินเข้ามายิ้มให้ดอลลี่

“มู่ลี่!!!” ดอลลี่โผเข้ากอดหอมซ้ายหอมขวาไม่หยุดจนมู่ลี่ถามว่าพอกันไหม ดอลลี่จึงหยุด

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้

"แก้ว-โทนี่" เขินหนักไม่ถนัดสวีตต่อหน้าคนอื่น ทุกๆ การเดินทางคือการเรียนรู้
28 ก.พ. 2563
08:15 น.