ข่าว

วิดีโอ



คุณหนูเรือนเล็ก

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า-แฟนตาซี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: เบญจมาศ ดาลหิรัญรัตน์

กำกับการแสดงโดย: คณวัชร สังวริบุตร

ผลิตโดย: บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: ธันวา สุริยจักร,เกศรินทร์ น้อยผึ้ง

เทวัตงงมากที่ดาญ่ามาถามว่าวัชรีเข้าไปในเรือนเล็กของเธอทำไม เขายังไม่ทันจะตอบอะไร เธอพูดดักคอเสียก่อน อย่าปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องเพราะเขาเป็นคนไปช่วยยัยนั่นออกจากเรือนเล็ก เทวัตยอมรับว่ารู้ แต่ที่เขาไปที่นั่นเพราะฝนโทร.มาบอกว่าคุณน้าเข้าไปที่เรือนเล็กเขาจึงต้องรีบไปดู ดาญ่าแปลกใจฝนเป็นคนโทร.บอกเขาหรือ

“แล้วกงการอะไรของฝนต้องโทร.มารายงานคุณด้วย”

“อย่าไปว่าอะไรฝนเลยครับ ผมเป็นคนสั่งฝนเอาไว้เอง”

ดาญ่าไม่เข้าใจเขาทำอย่างนั้นเพื่ออะไร เทวัตเป็นห่วงเธอก็เลยกำชับฝนไว้ถ้าเกิดอะไรขึ้นที่เรือนเล็กให้รีบโทร.บอก เขาจะรีบไปช่วย หวังว่าเธอคงเข้าใจในความปรารถนาดีของเขา

“แต่ที่ผมไม่เข้าใจ ผมตกเป็นผู้ต้องสงสัยของคุณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ผมไปทำอะไรผิดไว้เหรอครับดาญ่า”

“คุณทำผิดหรือเปล่าฉันยังไม่รู้ แต่ที่ฉันรู้แน่ๆคือพ่อคุณทำ ตลอดเวลาที่ผ่านมา อาเหิมพ่อของคุณทั้งรัก ทั้งเอ็นดูและปรารถนาดีกับฉันมาก มากซะจนฉันหวังว่าถึงฉันไม่มีคุณพ่อแล้ว อาเหิมจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของฉันได้ แต่ฉันคิดผิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อคุณแสดงออกมาน่ะ มันเสแสร้งแกล้งทำทั้งนั้นแหละ”

เทวัตใจคอไม่ดี กลั้นใจถามว่าเธอรู้อะไรมา เธอรู้ว่าพ่อของเขากับวัชรีแอบคบชู้กัน ทั้งคู่ไม่ได้เป็นญาติกันเหมือนที่โกหกครอบครัวของเธอแต่เป็นผัวเมียแอบคบกันลับๆมาตั้งแต่แม่กับพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่ เทวัตเห็นเธอน้ำตาคลอด้วยความแค้นใจเข้าไปจับมือไว้ เสียใจด้วยที่เธอต้องมารู้เรื่องนี้ เธอชักมือกลับ ประกาศกร้าวว่าไม่อยากได้ยินคำว่าเสียใจ

“ที่ฉันมาหาคุณวันนี้ เพราะอยากจะได้ยินจากปากของคุณว่าคุณรู้เรื่องพ่อคุณกับยัยวัชรีแอบสวมเขาให้พ่อฉันไหม” ดาญ่าเห็นเทวัตนิ่งอึ้งก็ยิ่งคาดคั้น “เงียบทำไมล่ะ ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าคุณรู้เรื่องเหม็นคาวนี้หรือเปล่า” ไม่พูดเปล่าเธอกระชากเนกไทเขาดึงเข้ามาอย่างเอาเรื่อง ถามซ้ำว่ารู้เห็นเป็นใจเรื่องที่เหิมกับวัชรีสวมเขาให้พ่อของเธอหรือเปล่า เขาตอบเลี่ยงๆว่าไม่เคยเห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อทำ เธอผลักอกเขาออกห่าง

“งั้นก็แปลว่าคุณรู้เรื่องนี้มาตลอดน่ะสิ เลวที่สุด พวกคุณรวมหัวกันต้มตุ๋นคุณพ่อฉัน เนี่ยน่ะเหรอที่คุณตอบแทนบุญคุณของคุณพ่อฉันที่ส่งเสียให้คุณเรียนจนได้ดิบได้ดีมาถึงทุกวันนี้” ต่อว่าจบดาญ่าคว้ากระเป๋าจะไป เทวัตคว้าแขนเธอไว้ ขอร้องให้ฟังเขาอธิบายก่อน แต่เธอไม่ต้องการฟังคำแก้ตัวใดๆจากเขาสะบัดแขนเขาออกแล้วลุกออกไป เขาได้แต่กุมขมับไม่รู้จะเลือกทางไหนดี ระหว่างบุญคุณกับความถูกต้อง

ooooooo

สั่งงานมือปืนเสร็จ เหิมกลับมาขึ้นรถ วัชรีซึ่งนั่งรออยู่ถามว่ากำชับพวกมันหรือเปล่าว่าเราไม่ได้ต้องการแค่ของ เขาบอกไปแล้วว่าให้จัดของแถมให้นังดาญ่าหนักๆด้วย วัชรีหัวเราะชอบใจอยากให้มันได้ของแถมเร็วๆจังเลย แล้วถามเขาแน่ใจหรือว่าลูกชายบุญธรรมของเขาจะไม่ทรยศหักหลังเอาเรื่องรักๆของเราไปแฉให้นังดาญ่าฟัง

“มันไม่กล้าหรอก บุญคุณที่เลี้ยงหัวมันมาค้ำคอมันอยู่ แล้วผมก็ขู่มันไว้แล้วด้วยว่าถ้าไม่ช่วยก็อย่ามาสอดไม่งั้นได้เจอดีแน่ ในเมื่อผมให้ชีวิตมันได้ ผมก็เอาคืนชีวิตมันได้เหมือนกัน”...

ดาญ่าออกจากตัวอาคารสำนักงานของเทวัตตรงไปยังรถของตัวเองที่จอดอยู่ เทวัตวิ่งตามมาด้านหลังคว้ากระเป๋าใบใหญ่ที่เธอสะพายไหล่ไป เธอตกใจมากเพราะในนั้นมีทั้งสมุดบัญชีเงินฝาก กุญแจตู้เซฟธนาคาร จดหมายของพ่อและพินัยกรรมที่พกติดตัวตลอดเวลา พยายามจะแย่งคืนแต่เขาไม่ให้แถมเอาไปหลบไว้ด้านหลัง

“ผมไม่ให้หรอกครับจนกว่าคุณจะยอมฟังผมอธิบายเรื่องทุกอย่างซะก่อน”

“ฉันไม่อยากฟังคุณพ่นคำแก้ตัว ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว ฉันเห็นความจริงหมดทุกอย่างแล้ว”

“สิ่งที่คุณเห็นแล้วตัดสินไปฝ่ายเดียวเรียกว่าความจริงไม่ได้หรอกครับ ถ้าคุณต้องการความจริงคุณต้องฟังผม” ว่าแล้วเทวัตเดินถือกระเป๋าของดาญ่าหนีไปข้างตึกออฟฟิศ เจ้าของกระเป๋ารีบวิ่งตามจนทันกันที่สวนหย่อม ต่อรองให้เขาคืนกระเป๋ามาก่อนแล้วจะยอมฟังทุกอย่าง เขาเริ่มสงสัยในกระเป๋าต้องมีอะไรสำคัญแน่ๆเธอถึงดูร้อนรนนัก สัญญาจะคืนกระเป๋าให้แต่เธอต้องฟังเขาอธิบายตั้งแต่ต้นจนจบก่อน เธอรับข้อเสนอสั่งให้เขารีบเล่ามา

“เรื่องพ่อผมกับคุณน้าวัชรีแอบคบกันผมรู้เรื่องนี้ก็จริงแต่ก็เพิ่งจะรู้ไม่กี่วันนี่เอง ก่อนหน้าคุณไม่เท่าไหร่ ตอนที่ผมรู้ผมก็ช็อกไม่น้อยไปกว่าคุณ เพราะสิ่งที่พ่อผมทำมันไม่ถูกต้องเลย”

“ฉันฟังคุณจบแล้วเอากระเป๋าฉันคืนมา” ดาญ่ายื่นมือไปขอกระเป๋าแต่เทวัตกลับนิ่งเฉยเธอก็เลยโถมเข้าไปแย่ง เขาขอร้องให้ฟังเขาอธิบายให้จบก่อนแต่เธอไม่ฟังอะไรทั้งนั้นแย่งกระเป๋าคืนมาจนได้ เขายอมปล่อยกระเป๋าแต่กอดเอวเธอไว้แทน ตัดพ้อนี่เธอคิดว่าเขารู้เห็นกับสิ่งที่พ่อของเขาทำจริงๆหรือ เธอนิ่งอึ้งไม่แน่ใจเหมือนกัน

อีกมุมหนึ่งห่างออกมา นันทิยาพาเพื่อนซี้สองคนมาหาเทวัตที่ทำงานหวังจะให้เพื่อนเห็นว่าเขาคลั่งไคล้ในตัวเธอขนาดไหน แต่ต้องหน้าแตกหมอไม่รับเย็บเมื่อหนึ่งในเพื่อนซี้มองไปทางสวนหย่อมเห็นเทวัตกำลังกอดดาญ่าอยู่ นันทิยาหันมองตามสายตาเพื่อนซี้เห็นภาพบาดตาถึงกับปรี๊ดแทบแตก...

เทวัตที่โอบเอวดาญ่าไว้ขอความเป็นธรรมให้ตัวเอง หากเธอไม่ชอบในสิ่งที่พ่อของเขาทำก็ให้ไปโกรธท่าน เขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย เขาเองก็เสียใจไม่น้อยไปกว่าเธอที่พ่อของเขาทำแบบนั้น แต่เขาจะทำอะไรได้ ถึงท่านจะไม่ใช่พ่อแท้ๆของเขาแต่ก็เป็นคนเลี้ยงเขามา ดาญ่าไม่พอใจถ้าเป็นอย่างนั้นจากนี้ไปเขาไม่ต้องมาพูดว่าจะช่วยเหลือปกป้องอะไรเธออีก ให้เขาไปอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ช่วยพ่อของเขาก็แล้วกันเพื่อตอบแทนที่ท่านเลี้ยงเขามา

“ส่วนบุญคุณของพ่อฉัน ก็ลืมไปซะ พ่อฉันเป็นคนมีกรรม ทำคุณกับคนไม่ขึ้น” ดาญ่าเดินจากไปทั้งน้ำตา เทวัตพยายามร้องเรียกให้เธอกลับมาแต่ไร้ผล นันทิยายืนมองมาจากอีกมุมหนึ่งชวนสองเพื่อนซี้ตามไปเอาเรื่องนังศัตรูหัวใจ สามสาวตามเธอทันบริเวณลานจอดรถของบริษัท นันทิยาเข้าไปกระชากผมดาญ่าที่ไม่ทันตั้งตัวหน้าหงายเงิบแล้วตามเข้าไปตบซ้ำ เธอไม่ยอมให้ถูกตบฟรีตบคืนจนนันทิยาเซถลาเป็นนกปีกหัก

สองสาวเพื่อนซี้ช่วยกันล็อกตัวดาญ่าไว้ เพื่อให้นันทิยาตบตีได้สะดวก สองฝ่ายตบตีกันอุตลุด จังหวะหนึ่ง ดาญ่าเสียทีถูกนันทิยาเหวี่ยงกระเป๋าถือเข้าเต็มหน้าถึงกับมึนตึบ ทรุดลงไปกอง ยัยตัวแสบเข้ามากระชากผม

“รู้จักฉันน้อยไปแล้วนังดาญ่า คิดว่าคนอย่างนันทิยาไม่เอาจริงใช่ไหม แกได้เจอแน่ ตรงนี้มันโจ่งแจ้งไป ลากมันไปมุมโน้น” นันทิยาเห็นเพื่อนยืนนิ่ง ตวาดแว้ด “ยังจะยืนเฉยอยู่อีก ลากมันไปสิ”

ooooooo

สองเพื่อนซี้ของนันทิยาลากตัวดาญ่ามาถึงมุมปลอดคนจึงเหวี่ยงลงกับพื้นใกล้ถังขยะ เธอพยายามสะบัดหัวไล่ความมึน ยังไม่ทันตั้งหลักได้ นันทิยาปรี่เข้ามาจับคาง พร้อมกับหยิบกุญแจรีโมตรถตัวเองออกมาหวังจะใช้เป็นอาวุธกรีดหน้า ดาญ่าตกใจร้องเอะอะ นั่นคิดจะทำอะไร

“จะทดสอบความหนาของหน้าแกไง ฉันจะได้กรีดให้เละเลย” ว่าแล้วนันทิยาเงื้อกุญแจรถ หนึ่งในเพื่อนเห็นท่าไม่ดีคว้ามือไว้ นันทิยาไม่พอใจสั่งให้ปล่อยมาจับตนไว้ทำไม ตนจะสั่งสอนมัน เพื่อนไม่ยอมปล่อย ขืนให้ นันทิยาทำอย่างนั้น เธอจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำร้ายดาญ่าไปด้วย เอาแค่ตบสั่งสอนไม่ต้องให้ถึงเลือดก็ได้ นันทิยาทำท่าจะไม่ยอม เพื่อนอีกคนหนึ่งต้องช่วยขอร้อง

“สั่งสอนมันแค่นี้ก็สะใจแล้วน่า อย่าให้ถึงคุกตะรางเลย พอเหอะ”

ดาญ่าเห็นพวกนั้นมัวแต่คุยกัน ก็สบโอกาสเหมาะผลักนันทิยาเต็มแรงเซไปชนสองเพื่อนซี้ล้มไปด้วยกัน เตะถังขยะเหม็นๆใส่สามสาว แล้วเดินหนีไปอย่างรวดเร็วโดยมีเสียงก่นด่าของนันทิยาไล่หลัง ครั้นเห็นว่าปลอดภัย ดาญ่าหยุดยืนกอดกระเป๋าไว้แน่น ตกใจกับสิ่งที่นันทิยาจะทำกับตัวเอง

“ไม่ใช่แล้ว พวกยัยวัชรีน่ากลัวกว่าที่เราคิด พวกปิศาจชัดๆ”...

นันทิยาเลวได้ใจมาก ยกพวกมาถล่มดาญ่าแท้ๆ แต่กลับไปฟ้องเทวัตว่าตนเองเป็นฝ่ายโดนกระทำ ดาญ่าทั้งตบทั้งถีบแล้วยังเอาขยะมาปาใส่จนเลอะเทอะไปหมด ชี้ให้ดูแก้มว่าถูกมันตบระบมไปหมดแล้ว ก่อนจะจับมือเขามาอิงแอบแก้มตัวเองที่มีรอยถูกตบแดงเถือก พยายามอ่อยสุดฤทธิ์ เทวัตเห็นท่าไม่ดี

“อ่า ผมน่าจะมียาเก็บไว้ เดี๋ยวไปหามาใส่ให้นะครับ” พูดจบเทวัตดึงมือกลับ ผละไปหายา นันทิยาขัดอกขัดใจมาก ทำไมเขาถึงอ่อยยากนัก...

ในเวลาต่อมา ดาญ่ามาถึงบริษัทเอกธนกิจโดยไม่รู้ว่าตัวเองมีแผลถลอกเลือดซิบที่หัวเข่า รังสรรค์ที่รอท่าอยู่ปรี่เข้ามาหาด้วยความดีใจ เธอขอโทษเขาด้วยพอดีมีธุระต้องไปทำก็เลยมาทำงานช่วงบ่าย เขาไม่สนใจเรื่องเข้างานสายแต่เป็นห่วงเธอมากกว่าท่าทางไม่ค่อยดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่า เธอไม่ได้เป็นอะไรสบายดี

“สบายดีอะไรกันครับ แผลถลอกเลือดซิบออกอย่างนั้น” รังสรรค์ชี้ไปที่เข่าข้างหนึ่งของเธอ

ดาญ่ามองตามมือเขาเห็นสภาพเข่าตัวเองก็ตกใจ เขาถามว่าไปทำธุระอะไรมาถึงกลับมาในสภาพนี้ เธอโกหกว่าซุ่มซ่ามสะดุดขาตัวเองหกล้มที่ลานจอดรถ ไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีแผล เจ็บแค่นี้เองไกลหัวใจตั้งเยอะ

“ไกลหัวใจคุณแต่ใกล้หัวใจผมนะครับ เพราะว่าคุณอยู่ในใจผม” สำนวนจีบสาวสุดเลี่ยนของรังสรรค์ทำเอาดาญ่าแทบแหวะ...

ระหว่างที่เทวัตอ้อยอิ่งกับการหายา นึกเป็นห่วงดาญ่าขึ้นมา นันทิยาเห็นเขาหายาอยู่นั่นไม่เจอสักที บอกว่าไม่ต้องหาแล้ว เธอไม่ได้เจ็บอะไรมาก แต่เมื่อยเพราะนั่งรอยาจากเขานานเว่อร์ เขาอยากโทร.ถามดาญ่าว่าเป็นอย่างไรบ้างแต่ติดที่นันทิยาอยู่ด้วยวางแผนจะชิ่ง ออกอุบายว่าจะไปดูยาที่ห้องพยาบาลให้แล้ววิ่งปรู๊ดออกจากห้องทำงานตัวเองไปเลยไม่สนใจเสียงห้ามของนันทิยา พอพ้นประตูมาแล้วเขาหยิบมือถือขึ้นมาโทร.หาดาญ่า

ooooooo

ภายในตึกเอกธนกิจ ดาญ่านั่งรอรังสรรค์เอายามาให้ อดนึกถึงคำพูดของเพื่อนนันทิยาที่ว่านันทิยาเป็นดาวบ้านเมตตาไม่ได้ ที่แท้ก็เหลือขอมาก่อนนี่เอง จังหวะนั้นมือถือของเธอดังขึ้นดาญ่าหยิบมันขึ้นมาดู เห็นเทวัตโทร.มาอยากรับสายใจจะขาดแต่ด้วยทิฐิทำให้เธอตัดสายทิ้ง

อึดใจรังสรรค์กลับมาพร้อมกับถุงใส่ยา เธอรีบเก็บมือถือแล้วยื่นมือไปรับถุงใส่ยาจากเขา แต่เขากลับบอกให้เธอนั่งเฉยๆปล่อยหน้าที่ทำแผลให้เขา เธอทำตามอย่างว่าง่าย ไม่นานนักเขาทำแผลให้เธอเสร็จ เตือนว่าอย่าเพิ่งโดนน้ำเดี๋ยวขาสวยๆจะเป็นแผลเป็น เธอขอบคุณเขามากที่ช่วยไปซื้อยามาทำแผลให้

“ไม่ใช่แค่ซื้อยาอย่างเดียวครับ ผมยังมี...” ว่าแล้วรังสรรค์ล้วงเข้าไปในเสื้อสูทหยิบกุหลาบออกมาหนึ่งดอกยื่นให้ดาญ่า พร้อมกับอวยพรให้หายเร็วๆ เธอขอบคุณเขาอีกครั้ง ยื่นมือไปรับดอกไม้ เขาจับมือเธอไว้มองอย่างลึกซึ้งทำเอาเธอใจหวิวๆต้องหลบสายตาค่อยๆ ดึงมือออก เขาจำใจปล่อย แม้จะขัดอกขัดใจก็ตาม...

ฝ่ายเทวัตหายไปพักหนึ่งก็กลับมาที่ห้องทำงานตัวเองพร้อมกับยื่นยาทาแก้ฟกช้ำให้นันทิยา เธอตัดพ้อทำไมไม่ทาให้แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ เขาขอร้องอย่าทำแบบนี้มันไม่งาม เธอควรทายาเองจะดีกว่า

“ทีนังดาญ่าไปยืนให้คุณกอดอยู่ข้างนอกโน่น มันงามหน้านักหรือไงคะ อย่าคิดนะว่านันไม่เห็น”

“คุณก็เลยตามไปเอาเรื่องดาญ่าจนมีเรื่องมีราวลงไม้ลงมือกันใช่ไหม”

“ก็มันสมควรโดนตบแล้ว บอกไว้เลยนะว่านันจะไม่ยอมให้นังนั่นแย่งคุณไปจากนันได้ นันจะตามเอาเรื่องมันจนถึงที่สุด” นันทิยาประกาศกร้าว เทวัตหมดความอดทน เตือนว่าอย่ามายุ่งกับเขานักเลย ระวังโรคประสาทจะถามหา แล้วออกจากห้องไม่สนใจเสียงโวยวายของนันทิยาที่ห้ามทิ้งกันเด็ดขาด...

นอกจากไม่ถูกตำหนิที่มาทำงานสาย รังสรรค์ยังชวนดาญ่าโดดงานไปหาข้าวกลางวันกิน

“แย่จัง พนักงานคนใหม่ไปทำงานวันเดียวก็โดดงานซะแล้ว” ดาญ่าบ่นอย่างรู้สึกผิด รังสรรค์กลับบอกว่ามากับเขาไม่เห็นจะเป็นอะไร เธอทักท้วงยิ่งมากับเขาคนอื่นรู้เข้าจะยิ่งดูไม่ดี

“คุณดูดีในสายตาผมก็พอแล้วภัทศา คนอื่นจะมองคุณด้วยสายตายังไงอย่าไปสนใจ สังคมในออฟฟิศที่ป่วยอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะทุกคนเอาแต่สนใจเรื่องคนอื่นมากกว่างานของตัวเอง”

“ในเมื่อคุณรู้ว่าสังคมในออฟฟิศป่วยทำไมไม่ช่วยรักษาล่ะคะ”

รังสรรค์แก้ตัวว่าบริษัทมีพนักงานเป็นร้อยจะไปรักษาไหวได้อย่างไร งานที่เขาต้องดูแลก็ยุ่งมากพอแล้ว ดาญ่าสบช่องอาสาจะช่วยเขาเอง เสียเงินจ้างเธอแล้วทำไมไม่ให้เธอช่วย ยิ้มหวานของเธอทำเอารังสรรค์ใจแทบละลาย ติดกับที่เธอวางไว้อย่างง่ายดาย

ooooooo

เทวัตนัดอารยะให้มาเจอกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เล่าเรื่องพ่อของเขาเป็นกิ๊กกับวัชรีให้ฟัง อารยะถึงกับร้องเอะอะแล้วนี่สองคนนั่นทำแบบนี้มานานแล้วหรือยัง เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดาญ่ามั่นใจว่าทั้งคู่มีอะไรๆกันมานาน ก่อนที่วัชรีจะมาเป็นพยาบาลให้แม่ของเธอ อารยะตกใจเป็นรอบสองที่รู้ว่าดาญ่ารู้เรื่องนี้เช่นกัน

“นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วนะ พ่อเพิ่งตายแม่เลี้ยงมีชู้แบบนี้ คุณดาญ่าคงไม่ปล่อยไว้แน่”

“ก็นั่นน่ะสิ ยิ่งคุณดาญ่าสงสัยอยู่ด้วยว่าพ่อของเธอไม่ได้จมน้ำตายด้วยอุบัติเหตุ แต่ถูกฆาตกรรม เธอต้องคิดว่าพ่อฉันทำแน่”

“ก็เล่นเป็นชู้กับแม่เลี้ยงขนาดนี้เป็นฉันก็คิดว่ะ ว่าแต่แกเถอะเทวัต แกคิดว่าพ่อแกเป็นคนทำไหม” อารยะเห็นเพื่อนรักหน้าเครียด ตบไหล่อย่างเห็นใจ ถ้าเขาไม่สบายใจไม่ต้องตอบก็ได้ เขาเองไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกัน ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ขอคำแนะนำจากเพื่อนรักว่าจะทำอย่างไรดี

“ฉันคิดแทนแกไม่ได้หรอก มันอยู่ที่แกว่าอยากจะหาความจริงเรื่องนี้หรือเปล่า ถ้าไม่อยากก็ทำเป็นทอง ไม่รู้ร้อนเรื่องพ่อแกไปซะ แต่ถ้าอยากก็อย่างที่ฉันเคยบอกแกตอนที่มาปรึกษาเรื่องบริษัทเอกธนกิจจะล้มละลาย แกต้องสืบหาหลักฐานจากพ่อแกมาพิสูจน์อย่างเงียบๆ” อารยะมองเทวัตอย่างรอคำตอบ เขาพยักหน้ารับคำ...

แผนการของดาญ่าสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง รังสรรค์ยกตำแหน่งผู้ช่วยส่วนตัวให้ บอกให้เธอรีบกลับไปพักผ่อน นอนหลับให้เต็มที่พรุ่งนี้จะได้สวยสดใสรับตำแหน่งใหม่

“ขอบคุณมากนะคะคุณรังสรรค์คุณคือคนที่ให้โอกาสภัทศาได้เข้าทำงานในเอกธนกิจ ถ้าไม่ได้คุณช่วย ภัทศาคงไม่ได้เข้ามาในบริษัทนี้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้”

“คุณก็ต้องให้โอกาสผมได้ทำสิ่งดีๆกับคุณเป็นการตอบแทนนะครับ”

“แน่นอนค่ะ ที่ภัทศาตั้งใจเข้ามาทำงานในบริษัทเอกธนกิจก็เพราะหวังว่าจะได้เจอคนดีๆนี่แหละค่ะ กลับกันเถอะค่ะ” พูดจบดาญ่าขยับจะไป รังสรรค์เห็นเธอไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวเท่าใดนักอาสาจะขับรถไปส่งเธอที่คอนโดฯที่พักให้ เธอกลัวความลับแตกปฏิเสธทันทีว่าไม่ต้อง อย่าลำบากไปส่งเธอเลย เขาต้องกลับไปทำงานอีก เขาตัดพ้อไหนรับปากจะให้เขาทำสิ่งดีๆให้ ไม่ทันไรก็ตัดโอกาสกันเสียแล้ว

“โอกาสดีๆไม่ใช่มีแค่วันนี้วันเดียวนะคะ”

ดาญ่าขยับจะไป รังสรรค์ร้องเรียกไว้

“รอเดี๋ยวครับ ผมเดินไปส่งที่รถ”

ครู่ต่อมาทั้งคู่มาถึงรถของดาญ่า เธอหากุญแจรถไม่เจอ จำได้ว่าใส่กระเป๋าไว้แล้วตอนลงจากรถ แล้วค้นในกระเป๋าต่อ รังสรรค์เห็นกุญแจรถของเธอตกอยู่ที่พื้นใกล้ประตูรถฝั่งคนขับ รีบเอาเท้าเหยียบไว้ ดาญ่าเป็นกังวลกลัวรังสรรค์จะพาไปส่งบ้านถ้าหากุญแจรถไม่เจอ จัดแจงจะกลับเข้าไปหาในห้างฯ


“ผมว่าให้ผมขับไปส่งคุณที่บ้านแล้วเอากุญแจสำรองมาใช้จะง่ายกว่าเยอะครับ”

ooooooo

อีกมุมหนึ่งห่างพอสมควร เทวัตที่เพิ่งแยกกับอารยะกำลังจะเดินมาที่รถ เห็นดาญ่ายืนคุยกับรังสรรค์ ทั้งหึงทั้งห่วงรีบเดินไปหา ดาญ่ายังคงหากุญแจรถตัวเองให้ควั่กโดยที่รังสรรค์พยายามตื๊อจะไปส่งเธอที่บ้านให้ได้ เธอยืนกรานขอหากุญแจอีกรอบหนึ่งก่อน

“อย่าดื้อสิครับ เชื่อผม”

“เชื่อผมดีกว่าครับคุณ ผมว่าผมหากุญแจรถคุณเจอ”

ดาญ่าหันมองตามเสียงเห็นเทวัตยืนมองอยู่ก็ตกใจ รังสรรค์โวยใส่เขาว่างานสถาปนิกน้อยหรืออย่างไรถึงทำตัวเป็นพวกคนทรงเจ้ารับจ๊อบนั่งทางในตามหากุญแจหาย เทวัตไม่ต้องนั่งทางในก็เห็นว่ากุญแจรถของดาญ่าอยู่ที่เท้าของคนที่อยากพาเธอไปส่งบ้านแล้วก้มมองเท้ารังสรรค์ เธอมองตามเห็นพวงกุญแจรถตัวเองแพลมออกมาจากเท้า ดีใจมากบอกรังสรรค์ว่าเหยียบกุญแจรถเธออยู่ เขาทำเป็นตกใจ

“อ้าว กุญแจรถมาตกตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่เห็นเลยเหยียบเข้า” ว่าแล้วรังสรรค์ขยับเท้าหนี

“ฮึไม่เห็น ปกตินายตาดีมาก แต่วันนี้ดันตาถั่วมองไม่เห็น แถมยังเหยียบอยู่บนกุญแจเต็มๆดันไม่รู้สึก”

รังสรรค์โกรธที่เทวัตรู้ทันจะมีเรื่องกัน ดาญ่าต้องเข้าไปกั้นกลางขอร้องให้เลิกทะเลาะกัน บอกให้รังสรรค์รอที่นี่เดี๋ยวเธอกลับมา ส่วนเทวัตกรุณาตามเธอมา รังสรรค์มองตามแค้นใจหมูจะหามเทวัตดันเอาคานมาสอด...

เทวัตเห็นดาญ่าดึงแขนตัวเองมาพ้นระยะที่รังสรรค์จะได้ยินจึงจับมือเธอที่จูงแขนเขาให้หยุดเดิน ไม่ต้องดึงไปไกลอีกแล้ว ตรงนี้รังสรรค์ก็ไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรแล้ว เธอปล่อยมือที่จับแขนเขาแต่เขาไม่ยอมปล่อยมือเธอ ถามว่า นันทิยาทำอะไรเธอหรือเปล่า

“อ้อ ยัยนั่นคงไปออดอ้อนฟ้องคุณล่ะสิ ถ้าฉันเดาไม่ผิดยัยนั่นคงบอกคุณว่าฉันเป็นฝ่ายไปตบตีเขาใช่ไหม”

“เขาจะพูดอะไรก็ช่างเขาสิครับ ผมไม่สนใจหรอก คนที่ผมห่วงคือคุณ ผมถึงพยายามโทร.หาคุณหลายครั้งแต่คุณก็ไม่ยอมรับสาย” น้ำเสียงและสายตาแสดงความห่วงใยของเทวัตทำให้ดาญ่าหวั่นไหวต้องหลบสายตากลัวใจอ่อน เขาเหลือบเห็นแผลที่หัวเข่าถามว่าไปโดนอะไรมาแล้วก้มลงไปดู เธอพยายามปิดแผลไม่ให้เขาเห็นจนตัวเองเสียหลักหน้าคะมำ เขารวบตัวเธอไว้ทันทำให้เธออยู่ในอ้อมแขนเขา...

รังสรรค์ร้อนใจเห็นทั้งคู่หายไปนาน ชะเง้อมองสีหน้าเป็นกังวลกลัวเทวัตอุ้มดาญ่ากลับบ้าน รีบตามไปดู

ooooooo

ดาญ่าที่อยู่ในอ้อมแขนของเทวัตขอร้องให้ปล่อยได้แล้วเธอจะกลับแล้ว เขาอยากจะกอดเธอไว้อย่างนี้ตลอดไปถ้าทำได้ เธอรู้ว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้รีบแกะมือเขาออก เขายังไม่ทันจะพูดอะไร เธอชิงห้ามเสียก่อนว่าไม่ต้องอธิบายอะไรอีกเธอเข้าใจหมดแล้ว แค่เหตุผลที่เขาเป็นลูกของเหิม ทั้งเธอและเขาก็ควรจะอยู่ห่างๆกันแล้ว

“แล้วมาสนิทกับรังสรรค์แทนงั้นเหรอครับ ฮึ...คุณไม่มีวันทันลูกเล่นแพรวพราวของรังสรรค์ได้หรอกดาญ่า แค่เรื่องกุญแจรถคุณก็เกือบเสียท่ามันแล้ว ถ้าผมไม่เข้ามาขวางมันเสียก่อน”

“คุณกำลังประเมินฉันต่ำไป ถึงคุณไม่เข้ามาขวางฉันก็มีวิธีรับมือของฉัน” ว่าแล้วดาญ่าขยับจะไป เทวัตร้องถามนี่หมายความว่าเธอจะคบกับรังสรรค์ต่อไปใช่ไหม เธอเห็นรังสรรค์ยืนมองมาเหมือนรอคำตอบเช่นกัน

“ก็แล้วทำไมฉันจะคบเขาไม่ได้คะ” พูดจบดาญ่าเดินจากไป รังสรรค์พอใจมากหันไปยิ้มเย้ยเทวัต

“ชัดไหม หูแกไม่ได้หนวก ได้ยินชัดเต็มสองหูนะว่าคุณภัทศาเขาเต็มใจที่จะคบฉัน หรือพูดง่ายๆก็คือแกควรไปให้พ้น อย่ามาขวางทาง”

เทวัตไม่ไปไหนทั้งนั้น ในเมื่อดาญ่ายังไม่ได้พูดสักคำว่าจะเลิกคบกับเขา รังสรรค์ด่าเขาว่าหน้าด้าน ถ้าอยากได้ยินเธอพูดคำนั้นตนยินดีจัดให้ รับรองตนจะทำให้เธอไล่เขาเหมือนหมูเหมือนหมาแล้ววิ่งตามดาญ่าไป แต่ไม่ทันเธอขับรถออกไปเสียก่อน รังสรรค์รีบไปที่รถตัวเองขับตาม...

ทางฝ่ายเทวัตเดินหมดเรี่ยวแรงมาที่รถตัวเอง เข้าไปนั่งในรถสีหน้าเคร่งเครียดเรื่องที่พ่อกับวัชรีเป็นกิ๊กกัน แม้แต่ตัวเขายังรับไม่ได้ นับประสาอะไรกับดาญ่า ถึงเขาจะไม่ร่วมมือกับทั้งคู่แต่ก็หนีความรับผิดชอบไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง คิดได้ดังนั้นเทวัตสตาร์ตเครื่องแล้วขับรถออกไป...

ด้านดาญ่าเห็นรังสรรค์ขับรถตามมา กลัวจะรู้ว่าตัวเองอยู่คฤหาสน์วศวงศ์ไม่ได้อยู่คอนโดฯตามที่แจ้งไว้ในใบสมัครงาน พยายามเร่งเครื่องหนี เห็นข้างหน้าเป็นสี่แยกไฟเขียวไฟแดงเพิ่มความเร็วขึ้นอีกพร้อมกับภาวนาให้วิญญาณพ่อช่วยให้หนีรอดจากเขาด้วย คำอธิษฐานเป็นจริง จังหวะที่เธอขับรถผ่านสี่แยก ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นไฟเหลือง ทำให้รังสรรค์ต้องเหยียบเบรกไม่กล้าฝ่าสัญญาณไฟ

“กลัวไรวะแค่พิมพ์ชื่อคอนโดฯลงไปก็มีแผนที่นำทางเราไปถึงที่คอนโดฯแล้ว” คิดได้ดังนั้นรังสรรค์หยิบมือถือขึ้นมาจะหาโลเกชัน แต่เปลี่ยนใจกะทันหันเพราะกลัวไก่ตื่น สู้เลี้ยงให้เชื่องก่อนดีกว่าขี้คร้านไก่จะชวนเข้าเล้าเอง

ooooooo

อีกมุมหนึ่งในห้างฯ อารยะทำธุระเสร็จจะเดินไปที่รถ เด็กสาวในชุดนักเรียน ม.ปลายเดินก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือไม่ดูทางชนเข้ากับที่นั่งอย่างจัง เขาปรี่เข้าไปถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เด็กสาวอายที่ซุ่มซ่ามรีบบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้วยันตัวเองลุกขึ้น แต่พอทิ้งน้ำหนักเจ็บเข่าทรุดลงไปอีก เขาคว้าตัวเธอไว้ทัน

“เจ็บขาเหรอ จะเดินไหวไหมเนี่ย” อารยะประคองเด็กสาวให้ลุกขึ้น

เนตรสุดาผ่านมาเห็นพอดีไม่ได้ถามไถ่ให้รู้ความก่อน คิดว่าอารยะเป็นไอ้หื่นผูกไทหวังจะเคลมเด็กสาว รีบวิ่งไปตาม รปภ.ของห้างฯมาจัดการ เรื่องกลับตาลปัตรเมื่อเด็กสาวเล่าความจริงที่เกิดขึ้นให้ฟัง ไอ้หื่นผูกไทของเนตรสุดากลายเป็นพลเมืองดีไปในบัดดล เธออับอายที่ไปกล่าวหาคนดีไม่กล้าสู้หน้าชิ่งหนี อารยะตามไปต่อว่าทำไมถึงมาใส่ร้ายให้เขาเสียหายว่าเป็นไอ้หื่นผูกไท เธอโทษว่าเป็นเพราะพฤติกรรมไม่น่าไว้ใจของเขาเอง

“นี่เจ๊กำลังสบประมาทผมนะ ทำให้ชื่อเสียงหน้าที่การงานของผมเสียหาย”

“พอเหอะ ฉันไม่มีเวลามาฟีเจอริงกับนาย ถ้าต้องการเรียกร้องค่าเสียหายก็ไปฟ้องเอา”

“อย่าท้านะเจ๊เรื่องฟ้องร้องผมถนัด ว่าแต่เจ๊มีทนายเก่งๆหรือยัง ถ้ายังเอานามบัตรนี่ไป” อารยะล้วงนามบัตรตัวเองให้ เนตรสุดากระชากไปดู เห็นรูปเขาในชุดทนายเต็มยศถึงกับตาโตตกใจ เขายิ้มยียวนให้ คุยอวดสรรพคุณของตัวเองหากเธอต้องการฟ้องหย่าติดต่อเขาได้ เนตรสุดาปรี๊ดแตกด่าสวนว่าไอ้บ้า ตนยังไม่มีสามีสักหน่อย แล้วปานามบัตรใส่หน้าก่อนจะเดินหัวเสียออกไป อารยะมองตามหัวเราะชอบใจ...

เหมือนเช่นเคยๆมีเรื่องกับดาญ่าเมื่อไหร่ นันทิยาจะต้องมาฟ้องวัชรี คราวนี้ก็เช่นกันเธอฟ้องว่าดาญ่าบุกไปหาเทวัตถึงที่ทำงาน เหิมที่ฟังอยู่ด้วยเริ่มนั่งไม่ติด หรือนังนั่นรู้เรื่องที่วัชรีแอบเข้าไปรื้อค้นที่เรือนเล็ก วัชรีมั่นใจว่ามันไม่มีทางรู้เพราะคนใช้ของเราไม่มีใครกล้าปากโป้งแน่ๆ หรือเป็นเทวัตที่แอบบอกมัน

เหิมมั่นใจว่าเทวัตจะไม่ทำอย่างนั้นเพราะตนยื่นคำขาดไปแล้วว่าอย่ายุ่งเรื่องนี้เด็ดขาด เขาไม่กล้าขัดคำสั่งตนแน่นอน นันทิยาโวยวายเหิมห้ามไม่ให้เทวัตไปยุ่งกับมัน  แล้วถ้ามันเป็นฝ่ายมายุ่งเองหน้าไหนจะไปห้ามมันได้ วัชรีปลอบเธอให้ใจเย็นๆ ปล่อยเรื่องกำจัดดาญ่าพ้นทางเป็นหน้าที่ของเหิม นันทิยาสงสัยจะจัดการอย่างไร

 “เออน่า เอาเป็นว่านังดาญ่ามันไม่มีทางมาแย่งเทวัตไปจากหลานได้หรอก ทำใจร่มๆขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ ปล่อยให้เรื่องนังดาญ่าเป็นหน้าที่ของน้ากับอาเหิมจัดการเอง”

ooooooo

ดาญ่าเลี้ยวรถเข้าซอยบ้านโดยไม่รู้ว่ามอเตอร์ไซค์ ของมือปืนขับรถตาม คนซ้อนท้ายกระชับปืนในมือเตรียมพร้อม ครั้นเห็นถนนปลอดคนสมุนมือปืนเร่งเครื่องขึ้นไปประกบข้าง จังหวะที่จะยิงมีรถตู้เลี้ยวออกจากซอยในระยะกระชั้นชิด สมุนตกใจเบรกตัวโก่ง จำต้องปล่อยให้รถตู้ไปก่อน

“ไปเว้ย ตามนังนั่นให้ทัน ก่อนที่มันจะถึงบ้าน” ลูกพี่มือปืนกำชับ

สมุนเร่งเครื่องไล่ตามรถของดาญ่าแต่ตามไม่ทัน เธอเลี้ยวรถเข้าบ้านไปเสียก่อน ลูกพี่มือปืนรีบโทร.แจ้งเหิมที่นั่งอยู่ในห้องรับแขกของบ้านว่าเป้าหมายรอดไปได้ เขาถึงกับหัวเสีย นังนั่นอยู่คนเดียวแท้ๆทำไมจัดการไม่ได้ วัชรีเห็นดาญ่าเดินเข้ามารีบกระแอมให้เขารู้สึกตัว

“แกพยายามต่อไปนะ ทำให้สำเร็จ แค่นี้นะ” เหิมวางสายเป็นจังหวะเดียวกับดาญ่าเดินมาถึงทั้งคู่พอดี เขาทำทีร้องทักไม่ได้เจอกันหลายวันเป็นอย่างไรบ้าง สบายใจขึ้นไหม

“จะให้สบายได้ยังไงคะพ่อตาย บริษัทพ่อกำลังจะล้มละลายแถมมรดกก็ไม่รู้ว่าจะเหลือแต่หนี้ไว้ให้หรือเปล่า”

“นั่นสิคะ วัชรีก็หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น” วัชรีว่าพลางตีหน้าเศร้า ดาญ่ากำมือแน่นข่มใจสุดๆทั้งที่อยากตบนังคบชู้สักฉาด แกล้งถามว่ารถของอาเหิมเสียหรือเปล่า เห็นจอดอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืน เหิมแอบสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะโกหกว่าวัชรีไม่ค่อยสบาย ตนแวะมาเยี่ยมพอดีบอกให้ไปหาหมอก็ไม่ไป ตนก็เลยอยู่เป็นเพื่อนเห็นว่าบ้านมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น วัชรีทำเป็นบีบนวดขมับตัวเองทำท่าเหมือนป่วย

“คุณเหิมดูแลวัชรีดีขนาดนี้ ถ้าวิญญาณของคุณภิมุขยังวนเวียนอยู่ที่นี่ท่านคงหมดห่วงจะได้ไปเกิดซะที”

“ยังหรอกค่ะ วิญญาณของคุณพ่อยังไม่หมดห่วงหรอก ยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่า...” ดาญ่าแกล้งหยุดพูดดื้อๆ วัชรีตกหลุมพรางถามว่าจนกว่าอะไร เธออยากบอกเหลือเกินว่าจนกว่าฆาตกรจะชดใช้กรรมแต่ไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่นจึงพูดทีเล่นทีจริงว่า

“จนกว่าคุณพ่อจะเอาคุณไปอยู่ด้วยมั้งคะ”

“ตายแล้ว จะบ้าเหรอคุณดาญ่า ทำไมพูดแมวๆ อย่างนี้ล่ะคะ มาแช่งกัน”

“อ้าว...คุณไม่รักคุณพ่อเหรอ ถึงไม่อยากไปอยู่ด้วย ป่วยๆอย่างนี้ระวังให้ดีนะคะคุณพ่อจะมารับ...ไปนะคะอาเหิม” ดาญ่าเดินยิ้มสะใจออกไป วัชรีหน้าตาตื่นมันพูดแบบนี้แสดงว่าผีพ่อของมันวนเวียนอยู่ในเรือนเล็กจริงๆ เหิมต้องปรามให้เธอเบาเสียงลงหน่อย ผีไม่มีจริงดาญ่าแค่ขู่เธอไปอย่างนั้นเอง

“ผมกลับก่อนดีกว่า อยู่นานนังเด็กนั่นจะสงสัยเอา” เหิมพูดจบคว้ากระเป๋าเอกสารลุกออกไป...

ระหว่างที่เหิมมัวแต่ไปขลุกอยู่กับวัชรี เทวัตกลับถึงบ้านพบว่าพ่อไม่อยู่ ตัดสินใจทำตามที่อารยะแนะนำ แอบเข้าไปในห้องทำงานของท่าน ตรงไปที่โต๊ะทำงานเจอนามบัตรของอาณัติ ผู้จัดการธนาคารวางอยู่ เขาถึงบางอ้อทันที ที่แท้อาณัตินี่เองที่คาบเรื่องดาญ่าหาสมุดบัญชีเงินฝากกับกุญแจไขตู้เซฟเจอมาฟ้องเหิม

เทวัตวางนามบัตรไว้ที่เดิมแล้วหันไปค้นตู้เอกสาร เจอแฟ้มชื่อภิมุข วศวงศ์ หยิบออกมาเปิดดู มีเอกสารสำคัญหลายอย่างเกี่ยวกับภิมุข ทั้งประกันชีวิต กองทุนต่างๆ การซื้อขายหุ้น และที่ทำให้เขาตกใจคือมีพินัยกรรมอยู่ในนั้นด้วย หยิบขึ้นมาอ่านต้องตกใจรอบสองเมื่อในพินัยกรรมระบุว่ายกทุกอย่างให้วัชรีแต่ผู้เดียว ชายหนุ่มมั่นใจว่านี่จะต้องเป็นพินัยกรรมปลอม ปิดแฟ้มอย่างรับไม่ได้ที่พ่อคิดจะฮุบสมบัติของดาญ่า...

ในเวลาเดียวกัน ดาญ่าซึ่งอยู่ในเรือนเล็กหยิบ จดหมายที่พ่อเขียนถึงตัวเองขึ้นมาอ่านอีกครั้งด้วยน้ำตาคลอเบ้า อ่านเสร็จหันไปคว้าพินัยกรรมตัวจริงของท่านขึ้นมา

“ก่อนถึงวันเปิดพินัยกรรม ขอให้รู้ตัวไอ้ฆาตกรที่ฆ่าคุณพ่อให้ได้ก่อนเถอะ แต่ตอนนี้เค้ารู้แล้วนะตัวเอง ผู้ชายคนที่สองที่เค้าต้องระวังคืออาเหิม” ดาญ่าเงี่ยหูฟังแต่ไม่มีเสียงขานตอบจากคุณหนูเรือนเล็ก “คุณหนู ตัวเองได้ยินที่เค้าพูดหรือเปล่า คุณหนู...ตัวเองหาย

ไปไหน” ดาญ่ากวาดตามองไปรอบๆบ้านที่เงียบกริบ เก็บเอกสารทุกอย่างใส่ซองเอกสารสีน้ำตาลอย่างเดิม ยัดใส่กระเป๋าสะพายใบใหญ่ของตัวเองแล้วลงไปข้างล่าง

“คุณหนู ตัวเองอยู่แถวนี้หรือเปล่า” ทุกอย่างยังคงเงียบ ดาญ่าเรียกหาคุณหนูไปทั่วเรือนแต่ไม่มีวี่แววเริ่มใจคอไม่ดี “คุณหนู ตัวเองเป็นอะไรรึเปล่าตอบเค้าหน่อย คุณหนู ตัวเองไม่เป็นอะไรนะ เค้าขอโทษที่ทำให้ตัวเองต้องเหนื่อยขนาดนี้...คุณหนู เค้ารอตัวเองอยู่นะ รีบกลับมาไวๆ”

ooooooo

ความมืดแผ่ไปทั่วบริเวณคฤหาสน์วิจารณ์ เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงดังมาตามลมยิ่งทำให้บรรยากาศวังเวง พี่สาวคุณหนูเรือนเล็กนั่งร้องไห้ที่อยู่ระเบียงบ้าน วิจารณ์ซึ่งได้ยินเสียงร้องไห้เพียงคนเดียวเดินเข้ามาถามว่าร้องทำไม เด็กน้อยใจคอไม่ดีเป็นห่วงน้องสาว ท่านแปลกใจทำไมอยู่ๆถึงได้เป็นห่วงน้องขึ้นมา

“หลานสังหรณ์ว่าน้องกำลังลำบากเจ้าค่ะ”

“มานี่มา มานอนหนุนตักปู่” วิจารณ์เดินไปนั่งที่ตั่งไม้สัก พี่สาวคุณหนูหายวับมาปรากฏตัวนอนหนุนตักท่าน “น้องสาวของหลานคงไม่เป็นไรหรอกหลานคิดมากไปเอง น้องสาวของหลานอาจจะได้ไปอยู่บ้านคนดีๆมีเมตตา เห็นคุณค่าของต้นไม้” วิจารณ์ปลอบ

“เหมือนกับที่หลานได้มาอยู่กับคุณปู่ใช่ไหมเจ้าคะ”

วิจารณ์พยักหน้ายิ้มๆ พลางลูบหัวพี่สาวคุณหนูเรือนเล็ก ท่านเข้าใจความรู้สึกของเด็กน้อยดีว่าความคิดถึงมันทรมานแค่ไหน ท่านเองก็คิดถึงหนูเล็กลูกสาวของท่านมาก พอคิดว่าเธอจะไปตกระกำลำบากอยู่ที่ไหนท่านก็ยิ่งเจ็บปวดใจเหลือเกิน แล้วก้มมองพี่สาวคุณหนูเรือนเล็กที่นอนหนุนตักตัวเองเห็นเป็นหนูเล็กถึงกับน้ำตาร่วง

เสียงซอสามสายบรรเลงเพลงทำนองเศร้าๆดังขึ้นเหมือนจะรับรู้ถึงความคิดถึงของท่าน...

เสียงซอสามสายไม่ได้แค่ดังอยู่ในคฤหาสน์วิจารณ์เท่านั้น ยังดังขึ้นในบ้านเหิมอีกด้วย เทวัตกำลังนั่งหน้าเครียดคิดเรื่องที่เหิมทำ ได้ยินเสียงซอแว่วเข้ามา ตัดสินใจเดินหาต้นเสียงมาจนถึงหน้าห้องเก็บของ ยังไม่ทันจะเปิดประตูเข้าไปมีเสียงเหิมดังขึ้นจากด้านหลังว่าทำอะไร เสียงซอเงียบหายไปเลย เทวัตไม่ต้องการบอกอะไรท่านจึงโกหกว่าเปล่าไม่ได้ทำอะไร เหิมไม่เชื่อจะเปล่าได้อย่างไรในเมื่อเขาทำท่าเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่าง

 “เอ่อ ผมกำลังมองหาถุงไม้กอล์ฟของพ่ออยู่น่ะครับว่าจะขอยืมสักหน่อยพอดีเพื่อนชวนไปออกรอบเสาร์นี้”

“ฉันเก็บไว้ที่ห้องทำงาน มาเอาสิ” ระหว่างที่พูดเหิมจ้องจับผิดลูกตลอด แต่เทวัตตีหน้าซื่อไม่ให้มีพิรุธเดินตามพ่อไปที่ห้องทำงาน เมื่อเข้ามาในห้อง เทวัตใจตุ๊มๆต่อมๆ กลัวท่านจะเห็นอะไรผิดปกติว่ามีใครมารื้อค้นข้าวของ เหิมวางกระเป๋าเอกสารหันไปคว้าไม้กอล์ฟที่วางพิงผนังห้องมาเหวี่ยงวงสวิงเล่น


“แกไปหัดเล่นกอล์ฟตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่าที่ฉันเลี้ยงแกมาจำได้ว่าแกไม่เคยเล่น”

เทวัตโกหกว่าพวกลูกค้าที่มาจ้างออกแบบเล่นกอล์ฟกันทั้งนั้น เขาก็เลยต้องหัดไว้บ้าง แต่ส่วนใหญ่แค่เดินไปเป็นเพื่อนพวกลูกค้ามากกว่าจะตีจริงจัง เหิมเห็นดีด้วย ฝึกเล่นไว้บ้างก็ดี แล้วชี้ไปที่ถุงกอล์ฟ เทวัตเดินไปหยิบนั่นเท่ากับหันหลังให้เหิม จังหวะนั้นเหิมเงื้อไม้กอล์ฟขึ้น ทำให้นึกถึงภาพในอดีตตอนที่ตัวเองทำร้ายฤกษ์พ่อแท้ๆของเทวัต ตอนนั้นเหิมเงื้อซอสามสายกระหน่ำตีไปที่ท้ายทอยของฤกษ์ไม่ยั้งจนซอหักคนถูกตีล้มคว่ำ

เหิมตื่นจากภวังค์แต่ยังคงเงื้อไม้กอล์ฟค้างอยู่

เทวัตหันมาเห็นก็ผงะ ท่านลดไม้กอล์ฟลงพัตต์ลูกกอล์ฟที่วางบนกรีนซ้อมพัตต์ลงหลุม พร้อมกับเล่าให้ฟังว่านันทิยามาฟ้องว่าวันนี้ดาญ่าไปหาเขาถึงที่ทำงาน เขายอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ดาญ่าไปหางานทำแถวนั้นก็เลยแวะมาหาแต่ดันไปเจอนันทิยาเข้าก็เลยมีเรื่องมีราวกันอีก

“ฮึ ไม่ว่าดาญ่าจะมายุ่งกับแกหรือแกเป็นฝ่ายไปยุ่งกับดาญ่า บอกได้เลยว่าชีวิตนี้ไม่สงบสุขแน่เพราะฉะนั้นหยุดซะ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของแกไป ไม่ต้องไปสนใจเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของแก เข้าใจนะลูก” เหิมว่าแล้วใช้ไม้กอล์ฟชี้หน้าลูกสีหน้าจริงจังทำเอาเทวัตสยอง

ooooooo

วันนี้ดาญ่ามาถึงที่ทำงานแต่เช้า ตีซี้เนตรสุดาด้วยการซื้อกาแฟหัวนอกกับขนมมาฝาก ระหว่างดื่มกาแฟด้วยกัน ดาญ่าเล่าเรื่องที่เมื่อวานหายหน้าไปทั้งวันให้ฟัง

“พอดีช่วงเช้าน้องมีธุระด่วน แต่ช่วงบ่ายก็รีบตรงดิ่งมาทำงานนะคะ แต่พอดีเจอคุณรังสรรค์เข้า เขาให้น้องกลับ บอกว่าให้มาทำวันนี้ในตำแหน่งใหม่ค่ะ ตำแหน่งผู้ช่วยของเขา”

“ผู้ช่วยเลยเหรอ” เนตรสุดาร้องเอะอะ

“ค่ะ น้องไม่สบายใจเลยค่ะพี่ แต่ไม่รู้จะขัดยังไง คุณรังสรรค์เขาเป็นหัวหน้าเขาสั่งอะไรก็ต้องทำใช่ไหมคะ”

เนตรสุดาเตือนเธอให้ระวังดีๆอาจตกเป็นเครื่องมือของผู้ชายคนนี้ ดาญ่าฟังแล้วเหมือนรังสรรค์จะไม่โปร่งใส เนตรสุดาพยักหน้า นอกจากจะเจ้าชู้ไก่แจ้แล้วบริษัทอาจพังเพราะเขา เนื่องจากเขาเอางบจำนวนมหาศาลไปทำโฆษณาให้บริษัทแต่กลับไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตอนที่ท่านภิมุขอยู่ บางครั้งท่านก็ไม่อนุมัติ แต่พอสิ้นท่านแล้ว รังสรรค์จะของบเท่าไหร่คงง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ ดาญ่าสงสัยทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

“อ้าว คุณน้องไม่รู้เหรอก็นายรังสรรค์เขาเป็น...” เนตรสุดายังไม่ทันได้บอกว่าเขาเป็นหลานวัชรี รังสรรค์เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน บอกกับดาญ่าหรือภัทศาว่าได้เวลาทำงานแล้ว เรียกให้ขึ้นออฟฟิศไปกับเขา ดาญ่าหันมาชวนเนตรสุดาขึ้นไปพร้อมกัน เธอบอกให้ขึ้นไปก่อนเดี๋ยวตามไป มองทั้งคู่เดินไปขึ้นลิฟต์พลางเบ้ปากใส่

“ชิ นึกอยากทำอะไรก็ทำ ยังกับว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทงั้นแหละ”

ขณะดาญ่าล่วงรู้ถึงความเลวที่รังสรรค์ก่อไว้กับบริษัท เทวัตนัดเจอกับอารยะที่ร้านอาหารเจ้าประจำ เล่าเรื่องที่เข้าไปค้นห้องทำงานของพ่อเจอพินัยกรรมของภิมุข ระบุยกทรัพย์สินทุกอย่างให้วัชรีแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่คิดว่าพินัยกรรมฉบับนั้นจะเป็นของจริง อารยะสรุปหากพูดแบบนี้ก็แปลว่าพ่อของเขาปลอมพินัยกรรมขึ้นมาเพื่อช่วยวัชรีฮุบมรดกของภิมุขมาทั้งหมด เขาพยักหน้ารับคำนั่นเท่ากับดาญ่าจะถูกปล้นทุกอย่างไปจากชีวิต

“และถ้าพ่อแกกับคุณวัชรีมีอะไรกันมาก่อนที่คุณภิมุขจะตาย เรื่องฮุบมรดกนี่ก็ต้องมีการวางแผนมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนนานแล้ว”

“ฉันคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าพ่อจะทำเรื่องแบบนี้ได้” เทวัตถอนใจหนักใจ อารยะไม่อยากจะเชื่อว่าพ่อของเทวัตจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องแย่งมรดกถึงสองตระกูล ทั้งตระกูลวศวงศ์ของดาญ่าและตระกูลของเศรษฐีวิจารณ์

“มันไม่ถูกต้องเลย พ่อกำลังทำบาป แต่น่าแปลกพ่อห้ามฉันยุ่งเรื่องคุณดาญ่าแต่กลับไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องท่านเศรษฐีวิจารณ์กับฉันสักคำเดียว ทั้งๆที่รู้ว่าแกเป็นทนายให้ท่านเศรษฐี”

อารยะเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แล้วเหลือบดูนาฬิกาเห็นว่าใกล้เวลา เร่งให้ไปกันได้แล้วเดี๋ยววิจารณ์จะรอ

ooooooo

การที่รังสรรค์ประกาศเลื่อนตำแหน่งให้พนักงานใหม่อย่างดาญ่าหรือที่คนในบริษัทเอกธนกิจเรียกกันว่าภัทศาขึ้นเป็นผู้ช่วยของเขาและกำชับกับทุกคนในแผนกการเงินว่างานทุกอย่างที่จะส่งถึงเขาต้องติดต่อผ่านเธอ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าพนักงานเป็นทำนองว่าเธอเพิ่งมาทำงานแค่วันเดียวก็ได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว

เนตรสุดากลับไม่เห็นว่ามีอะไรน่าประหลาดใจ ทุกคนควรจะชินกันได้แล้ว ครั้งก่อนรังสรรค์เพิ่งรับพริตตี้มาเป็นเลขาฯส่วนตัว พอหมดฟินก็ไล่ออก อย่าไปคิดอะไรมาก ให้ถือว่าทำงานไปดูซีรีส์เกาหลีไปด้วยสนุกจะตาย แล้วไล่ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงาน ครั้นอยู่ลำพังคนเดียวเนตรสุดาอดหนาวๆร้อนๆไม่ได้

“ดันนินทาเจ้านายไปซะเยอะ หวังว่าเด็กใหม่จะไม่หักหลังฉันนะ”...

ในเวลาเดียวกัน จักรินแวะมาวอแวกับพ่อตัวเองอีก แถมยังพูดจาถึงหนูเล็กในทางไม่ดีทำให้วิจารณ์ไม่พอใจเงื้อมือจะตบสั่งสอนคนปากไม่ดี เขาคว้ามือพ่อไว้ ท่านโวยวายนี่คิดจะสู้กับพ่อตัวเองหรือ เขาจะสู้จนกว่าท่านจะหายบ้าสักที วิจารณ์ยิ่งโมโหเงื้ออีกมือจะตบ เขาจับไว้อีก สองพ่อลูกยื้อยุดฉุดมือกันชนโต๊ะทำให้แก้วน้ำตกแตก

อีกมุมหนึ่งที่ลานหน้าบ้าน อารยะขับรถพาเทวัตมาจอดยังไม่ทันลง เด็กน้อยผมจุกพี่สาวคุณหนูเรือนเล็กวิ่งมาเกาะกระจกรถด้านเทวัตนั่ง ขอให้ช่วยไปดูคุณปู่ที่ศาลากลางสวนด้วย เขาซักว่าเกิดอะไรขึ้น อารยะกำลังหันไปหยิบกระเป๋าเอกสารที่เบาะหลัง นิ่วหน้าแปลกใจว่าเพื่อนพูดอะไรเมื่อครู่นี้

“เกิดเรื่องกับท่านเศรษฐีน่ะสิ”

“ไอ้วัต แกรู้ได้ยังไงวะ” อารยะมองเพื่อนงงๆ

เทวัตรู้เพราะเด็กคนนี้มาบอกแล้วหันไปข้างประตูรถที่เด็กหัวจุกยืนอยู่แต่ตอนนี้ไม่มีแม้เงา เหลียวมองไปรอบๆก็ไม่เห็น อารยะช่วยมองหาอีกแรงก็ไม่เห็นใครเช่นกัน เทวัตขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้รีบไปดูท่านเศรษฐีก่อนดีกว่า แล้วเดินลิ่วนำหน้าโดยมีอารยะเร่งฝีเท้าตาม...

สองพ่อลูกยังคงยื้อยุดฉุดมือกันอยู่ วิจารณ์พยายามดึงมือออกหวังจะตีจักรินสั่งสอนให้รู้จักรักน้อง ไม่ใช่เอาแต่ด่าว่าเสียๆหายๆ เขาไม่ยอมให้พ่อตีจับมือท่านบิดถึงกับทรุด เทวัตวิ่งนำอารยะเข้ามาเห็นพอดี สั่งให้

จักรินหยุดทำร้ายพ่อตัวเอง เขาไม่รู้จักเทวัตว่าเป็นใครจึงไล่ตะเพิดไม่ให้มาแส่เรื่องของพ่อลูก เทวัตไม่สนใจคำห้ามปรามเข้าไปดึงมือเขาออกจากวิจารณ์ อารยะรีบมาประคองท่านไว้ จักรินไม่พอใจปรี่เข้าไปจะเอาเรื่อง อารยะชี้หน้าทันที

“หยุดนะครับคุณสาม ไม่อย่างนั้นผมจะโทร.แจ้งตำรวจจับคุณข้อหาเจตนาทำร้ายพ่อตัวเอง”

“ฉันทำร้ายพ่อที่ไหน พ่อต่างหากที่ทำร้ายฉัน” จักรินเถียงข้างๆคูๆ

วิจารณ์เหลืออดไล่ตะเพิดลูกไปให้พ้นหน้า จักรินเห็นอีกฝ่ายพวกเยอะกว่ายอมล่าถอยโดยบอกให้พ่อไปเจอกันในศาล ก้มหยิบหมวกตัวเองที่ตกอยู่แล้วผละจากไป เทวัตเห็นวิจารณ์ไม่เป็นอะไรรีบเดินตามจักรินจนทัน ขอร้องให้เขาล้มเลิกความตั้งใจจะฟ้องเอาสมบัติจากพ่อตัวเอง ท่านแก่มากแล้วเขาควรจะทำให้ท่านมีความสุขในบั้นปลายชีวิตมากกว่า จักรินโกรธที่โดนเด็กเมื่อวานซืนสั่งสอน ปรี่เข้ามากระชากคอเสื้อจะต่อย

“หยุดนะไอ้สาม” วิจารณ์ที่มีอารยะพยุงเข้ามาตะโกนลั่น “ถ้าแกทำอะไรเด็กคนนั้นให้เจ็บแม้แต่นิดเดียว ฉันจะเอาแกเข้าคุกเดี๋ยวนี้” คำขู่ของท่านเศรษฐีได้ผล จักรินปล่อยมือจากเทวัตแล้วผลักจนเซถลา พลางตัดพ้อพ่อที่เห็นคนอื่นดีกว่า ในเมื่อท่านเห็นเขาเป็นคนเลว เขาก็จะเลวให้ถึงที่สุด เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว

“เออ ฉันก็ไม่มีอะไรจะคุยกับลูกเลวๆอย่างแกอีกแล้วเหมือนกัน นับแต่วันนี้เป็นต้นไปแกกับฉันไม่ต้องมาเผาผีกัน” วิจารณ์เสียงกร้าว จักรินมองพ่อแค้นใจ ก่อนหันหลังเดินจากไป

ooooooo

ครู่ต่อมาเทวัตช่วยกันกับอารยะประคองวิจารณ์มานั่งพักในห้องรับแขก พลางเตือนท่านไม่ควรจะโมโหแบบนี้อีกไม่ดีต่อสุขภาพ อารยะเห็นด้วยกับเพื่อนรัก แนะให้ท่านกำชับคนในบ้านอย่าให้จักรินเข้ามาในนี้อีก

ท่านอธิบายว่าที่ยอมให้มันเข้ามาเพราะเห็นว่าเป็นลูก ต่อให้เลวสักแค่ไหนมันก็ยังเป็นลูก แต่สำหรับมันจะยังคิดว่าท่านเป็นพ่ออยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ มันโกรธเกลียด น้องถึงขนาดพาลโกรธเกลียดมาถึงท่านที่ยังรอน้องของมันอยู่

“นั่นสิครับท่าน ผมแปลกใจทำไมคุณสามยังไม่ยอมให้อภัยน้องสาวตัวเองอีกทั้งๆที่เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้วยี่สิบสามสิบปี คุณสามโกรธแค้นอะไร” เทวัตมองวิจารณ์อย่างรอคำตอบ ท่านว่าเป็นเพราะจักรินรักและหวงแหนหนูเล็กมาก แล้วเดินไปหยิบรูปถ่ายครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตา มีจักราช จักรณ จักริน พิมพัตราหรือหนูเล็ก กับประยงค์และวิจารณ์ ในมือของ หนูเล็กที่นั่งพับเพียบอยู่ด้านหน้าสุดถือซอสามสายในมือด้วย

จากนั้นเรื่องราวในอดีตพรั่งพรูออกจากปากวิจารณ์ว่าหลังจากจักราชแต่งงานแยกครอบครัวออกไป จักรณก็ย้ายไปรับราชการต่างจังหวัด เหลือแต่จักรินที่ยังไม่ยอมแต่งงานเพราะเป็นห่วงหนูเล็ก เขาเป็นพี่ชายคนเดียวที่คอยดูแลเธอมาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นสาว ก็เลยผูกพันกันมาก หนูเล็กเองก็รักและเชื่อฟังพี่ชายคนนี้

แต่แล้ววันหนึ่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ระหว่างที่จักรินต้องไปดูงานต่างประเทศ ครูเฉื่อยป่วยมาสอนซอสามสายให้หนูเล็กไม่ได้จึงส่งฤกษ์ลูกชายตัวเองมาสอนแทน ด้วยความใกล้ชิดทำให้หนูเล็กกับฤกษ์ต่างมีใจให้กัน ทั้งวิจารณ์และประยงค์ไม่รู้เลยว่าทั้งคู่จะแอบคบหากัน

กระทั่งจักรินกลับจากดูงาน เจอหนูเล็กกำลังสีซอสามสายอยู่บนศาลากลางสวนกับชายหนุ่มหน้าตาดี ทั้งคู่ต่างส่งสายตาหวานซึ้งให้กัน เขาไม่พอใจมากสั่งให้เธอหยุดสีซอ แล้วถามชายหนุ่มว่าเป็นใครถึงมานั่งมองหน้าน้องสาวของตนแบบนี้ เธอแนะนำว่าเขาชื่อฤกษ์เป็นครูสอนซอสามสายของเธอเอง ครูเฉื่อยป่วยหนักมาสอนไม่ได้จึงส่งฤกษ์ซึ่งเป็นลูกชายมาสอนแทน จักรินถามเสียงเข้มว่าพ่อกับอาประยงค์รู้เรื่องนี้ไหม เธอยืนยันว่ารู้

“แล้วไอ้นี่มาสอนนานเท่าไหร่แล้ว”

พอรู้ว่าฤกษ์มาสอนตั้งแต่จักรินไปดูงานเมืองนอก เขาก็ไม่พอใจมากลากแขนน้องสาวเข้าไปหาพ่อที่นั่งอยู่ในห้องรับแขกกับประยงค์ ต่อว่าท่านทั้งสองคนว่าทำไมถึงปล่อยให้หนูเล็กซึ่งเป็นสาวเป็นแส้นั่งเรียนซอสามสายมองหน้ากับเด็กหนุ่มตามลำพัง ประยงค์หาว่าเขาคิดมาก พวกนั้นเรียนดนตรี กันไม่มีใครคิดอะไรเลยเถิดแน่ๆ

“แล้วคุณอาจะรับประกันได้ยังไงว่าต่อไปมันจะไม่เลยเถิด”

ประยงค์ถึงกับใบ้กิน วิจารณ์ต้องปรามลูกชายว่าหวงน้องมากเกินไปแล้ว เขาจะไม่หวงหากน้องได้ผู้ชายที่คู่ควร หงส์ไม่ควรคู่กับกา วิจารณ์ไม่อยากให้มีปัญหาจึงขอให้เขารอก่อน จะให้ประยงค์ไปถามครูเฉื่อยก่อนว่าอาการป่วยดีขึ้นหรือยัง จะกลับมาสอนไหวไหม แล้วค่อยว่ากันอีกที จักรินจำใจยอมรับข้อเสนอของพ่อ

ครั้นสองพี่น้องกลับมาที่ศาลากลางสวน เจอฤกษ์ถืออุปกรณ์การสอนเดินสวนมา หนูเล็กร้องทักจะกลับแล้วหรือ เขาขอสอนแค่นี้ก่อนวันพรุ่งนี้จะมาใหม่ จักรินสั่งให้เขามาให้ตรงเวลา สอนเสร็จก็ให้รีบกลับ นับจากวันพรุ่งนี้ตนจะให้เด็กรับใช้มานั่งอยู่ด้วยระหว่างที่น้องสาวของตนเรียนสีซอ ถ้าฝ่าฝืนคำสั่งก็ไม่ต้องโผล่หน้ามาสอนน้องของตนอีก ฤกษ์ค้อมหัวรับอย่างนอบน้อม แล้วขอตัวกลับก่อน หนูเล็กใจหายมองตามเขาเดินจากไป

ท่านเศรษฐีหยุดเล่าไปชั่วขณะ มองรูปถ่ายของหนูเล็กสีหน้าเศร้าสร้อย แล้วเล่าเพิ่มเติมว่าหลังจากถูกจักรินเล่นงาน ฤกษ์มาสอนซอสามสายตามปกติ มาตรงเวลา กลับทันทีที่สอนเสร็จ ไม่ได้มีท่าทีสนใจหนูเล็กแม้แต่น้อยจนไม่มีใครคาดคิดว่าทั้งสองคนจะแอบรักกัน ท่านมารู้เอาภายหลังจากที่เธอหายตัวไปแล้วว่าหนูเล็กแอบนัดพบกับฤกษ์ทุกครั้งที่ออกไปเรียนพิเศษนอกบ้าน โดยแอบนัดเจอกันที่สวนสาธารณะ

ooooooo

วิจารณ์ยังเล่าให้เทวัตและอารยะฟังอีกว่าท่านให้ประยงค์ไปเยี่ยมครูเฉื่อยเพื่อสอบถามว่าจะกลับมาสอนซอสามสายได้หรือไม่ ปรากฏว่าครูเฉื่อยป่วยหนักกว่าเดิมจนเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น ทำให้ไม่สามารถมาสอนหนูเล็กได้อีก ครูยังฝากประยงค์มาบอกวิจารณ์ด้วยว่าจะจ้างฤกษ์ให้สอนหนูเล็กต่อหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน

“งั้นก็ไม่จ้างครับ” จักรินตอบคำถามแทนพ่อ วิจารณ์ไม่เห็นด้วยเอ็ดลูกชายเสียงลั่น

“จะทำอะไรก็นึกถึงใจน้องบ้างนะ หนูเล็กต้องเสียใจมากถ้าไม่ได้เรียนซอสามสายต่อ”

จักรินไม่ได้ให้น้องเลิกเรียนสักหน่อย แค่เปลี่ยนครูสอนใหม่เท่านั้น ตนจะเป็นคนหาครูดีๆเก่งๆมาสอนน้องเอง พ่อไม่ต้องเป็นห่วง วิจารณ์เป็นห่วงแล้วนี่จะบอกกับฤกษ์อย่างไร จักรินอาสาจะจัดการเรื่องนี้เอง ครั้นฤกษ์มาถึงบ้านวิจารณ์ จักรินยื่นซองใส่เงินค่าแรงในการสอนให้กำชับว่าไม่ต้องกลับมาสอนอีก เขาได้แต่ยืนอึ้ง

 “ยืนเซ่อทำไม รับไปซีแล้วกลับไปได้แล้ว” จักรินว่าแล้วยัดเงินใส่มือฤกษ์ซึ่งไม่โต้เถียงอะไร ได้แต่ยกมือไหว้ลาเขาแล้วเดินออกมา หนูเล็กเพิ่งกลับจากโรงเรียนเข้ามาเจอฤกษ์กำลังจะกลับร้องทักแต่เขาไม่มองหน้าไม่ทักตอบ เดินก้มหน้าจากไป เธอตะโกนไล่หลังว่าจะไปไหน วันนี้ไม่สอนซอสามสายให้เธอหรือ

“ไม่ต้องไปเรียกน่าหนูเล็ก มันไปแล้ว”

หญิงสาวงงหมายความว่าอย่างไร จักรินอธิบายว่าฤกษ์จะไม่มาสอนเธออีกแล้ว หนูเล็กถึงกับพูดไม่ออก เขาคิดว่าเธอเป็นห่วงว่าจะไม่ได้เรียนสีซอจึงเข้ามาลูบหัวปลอบว่าไม่ต้องเป็นห่วง ตนกำลังติดต่อว่าจ้างครูจากกรมศิลปฯมาสอนให้ รับรองว่าเก่งกว่าไอ้ฤกษ์เป็นล้านเท่า

ค่ำวันนั้นวิจารณ์ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังมาจากห้องนอนของลูกสาว จะเคาะประตูเรียกแต่เปลี่ยนไม่เคาะ คิดว่าลูกร้องไห้เสียใจที่ต้องหยุดเรียนซอสามสายที่ตัวเองรักไปพักใหญ่จนกว่าจะได้ครูคนใหม่ โดยไม่รู้เลยว่าเธอร้องไห้เพราะถูกกีดกันความรักต่างหาก...

การถูกกีดกันความรักครั้งนี้ทำให้หนูเล็กตัดสินใจหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามฤกษ์ไป และนั่นเป็นวันสุดท้ายที่วิจารณ์ได้เห็นหน้าลูกสาวสุดที่รัก เมื่อทราบว่าเธอหายตัวไปท่านพยายามออกตามหา แจ้งตำรวจ จ้างนักสืบ ทำทุกวิถีทางแต่ก็ไร้วี่แวว การหายตัวไปของหนูเล็กไม่ได้ทำให้วิจารณ์แค่หัวใจสลายเท่านั้น ยังทำให้ประยงค์ตรอมใจตายเพราะโทษตัวเองว่าเป็นคนชักนำฤกษ์เข้าบ้านจนได้มาเจอกับหนูเล็ก...

เทวัตฟังเรื่องที่วิจารณ์เล่าก็ตั้งข้อสังเกตว่าหากหนูเล็กหนีไปกับลูกชายของครูเฉื่อยจริง ครูก็น่าจะมีเบาะแสอะไรบ้าง ท่านส่ายศีรษะ ครูเฉื่อยกับเมียช่วยพวกเราตามหาหนูเล็กเต็มที่แต่ก็ไม่เจอร่องรอย ครูเองก็คงจะเสียใจมากที่ลูกชายทำแบบนี้ ไม่นานครูก็เสียชีวิต เล่าได้แค่นั้นวิจารณ์ไอออกมาอย่างหนัก เทวัตเป็นห่วงบอกว่าไม่ต้องเล่าอะไรอีกแล้ว ให้ท่านไปพักผ่อนดีกว่าเดี๋ยวจะไม่สบาย เขาขอเป็นกำลังใจให้ท่านได้พบลูกสาวเร็วๆ

“ถึงไม่พบลูกสาว ไม่แน่ท่านอาจจะได้พบหลานแทนก็ได้” อารยะปลอบท่านชะงักไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน อารยะตั้งข้อสันนิษฐานถ้าหนูเล็กไปใช้ชีวิตอยู่กับฤกษ์ก็เป็นไปได้ที่ทั้งคู่อาจจะมีทายาทอยู่ที่ไหนสักแห่ง

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีสิ ลูกของหนูเล็ก หลานของฉัน” วิจารณ์ยิ้มอย่างมีความหวังโดยไม่รู้เลยว่าหลานคนนั้นคือเทวัตที่อยู่ตรงหน้าท่านนั่นเอง...

ด้านจักรินพกความขุ่นเคืองใจไประบายใส่เหิมที่แวะมาหาถึงห้องพัก เรื่องที่เพื่อนปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมของอารยะบังอาจมาสั่งสอนเขาให้ปฏิบัติตัวดีๆกับพ่อ เหิมถึงกับชะงักสงสัยว่าเพื่อนของอารยะที่จักรินว่าคือเทวัต จึงเอารูปของลูกเลี้ยงที่อยู่ในมือถือให้เขาดู จักรินเห็นภาพเทวัตก็ของขึ้นอีก

“ใช่ ไอ้เด็กเวรนี่แหละที่มาสอนฉัน แกรู้จักมันเหรอถึงมีรูปมัน ไอ้เวรนี่มันเป็นใครวะ”

“ฮึ มันก็เป็นเด็กที่ฉันเอามาเลี้ยงไว้ไง ไอ้เทวัต...โธ่เว้ย มันไปที่บ้านนั้นจนได้” เหิมบ่นอุบ จักรินโวยวายไหนเขาบอกตนว่าจะดูแลไอ้เด็กเวรนั่นเกิดและตายอยู่แต่ในโลกของมัน แล้วนี่คืออะไร เหิมขอร้องให้เขาใจเย็นๆ เขาเย็นไม่ไหวเกิดมันรู้เรื่องของเขารู้เรื่องกำพืดของมันขึ้นมาจะทำอย่างไร เหิมโวยกลับมันจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรในเมื่อคนที่กุมความลับมีแค่เราสองคน

“ไม่ใช่มีแค่เราสองคน แกลืมไอ้เวรนั่นแล้วเหรอ ตอนนี้มันอยู่ในคุก” จักรินเสียงเครียด

ไอ้เวรที่จักรินพูดถึงคือฤกษ์นั่นเอง


ละครคุณหนูเรือนเล็ก ตอนที่ 6 อ่านคุณหนูเรือนเล็กติดตามละครคุณหนูเรือนเล็ก ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ธันวา สุริยจักร,เกศรินทร์ น้อยผึ้ง 3 ธ.ค. 2561 07:15 2018-12-05T23:43:43+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ