ข่าว

วิดีโอ



คุณหนูเรือนเล็ก

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า-แฟนตาซี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: เบญจมาศ ดาลหิรัญรัตน์

กำกับการแสดงโดย: คณวัชร สังวริบุตร

ผลิตโดย: บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: ธันวา สุริยจักร,เกศรินทร์ น้อยผึ้ง

ระหว่างนั่งเครื่องบินจากอเมริกากลับเมืองไทยเนื่องจากได้รับข่าวร้ายว่าภิมุขผู้เป็นพ่อจมน้ำตายในสระว่ายน้ำของคฤหาสน์ตัวเอง ดาญ่าหรือภัทศา วศวงศ์ที่นั่งหลับเพราะพิษไข้ฝันร้ายเห็นตัวเองกำลังว่ายน้ำอยู่ในสระที่พ่อจมน้ำตาย อยู่ๆเธอถูกอะไรบางอย่างดึงขาลงไปใต้น้ำทั้งๆที่ไม่มีอะไรด้านล่าง

ดาญ่าเริ่มหมดแรงจะต่อต้าน มือที่พยายามว่ายน้ำพาตัวเองขึ้นจากสระตกลงข้างตัว ครั้นมองไปยังก้นสระต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นพ่อกำลังทุรนทุรายยื่นมือมาให้ช่วยดึงขึ้นจากน้ำ ปากขยับแต่ไม่มีเสียงออกมา

“ช่วยพ่อด้วยๆ” ภิมุขดิ้นรนได้อีกอึดใจก็หมดลมไปต่อหน้า

ดาญ่าตกใจสุดขีดกรีดร้องลั่นแต่ไม่มีเสียง ด้วยความหวาดกลัวกับฝันร้ายเธอละเมอไปคว้าแขนเทวัตที่กำลังหลับใส่หูฟังเพลงนั่งอยู่ข้างๆ เขาตกใจตื่นหันมองสาวสวยสวมแว่นดำที่นอนกระสับกระส่ายเกาะแขนตัวเอง ค่อยๆแกะมือออก แต่เธอกลับกอดเขาแน่นขึ้นแถมซบหน้ากับไหล่สีหน้าหวาดกลัวอะไรบางอย่างจนแว่นดำที่สวมอยู่จะหลุด เขากลัวคนอื่นจะมองเธอไม่ดี ดึงหูฟังออกจะปลุกให้เธอรู้สึกตัว แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงสะอื้น

“พ่อ...พ่อขา”

ชายหนุ่มเห็นแว่นดำที่หญิงสาวสวมอยู่จะหลุดช่วยดึงแว่นออก ทำให้สัมผัสได้ว่าเธอตัวร้อนเป็นไข้ แอร์โฮสเตสผ่านมาเห็นพอดี ถามว่าแฟนของเขาเป็นอะไรหรือเปล่า เขาจะปฏิเสธว่าไม่ใช่แฟนแต่ดาญ่ากอดแขนแน่นขนาดนั้นจำต้องปล่อยเลยตามเลย

“เอ่อคือเธอตัวร้อนจี๋เลยครับ ขอยาแก้ไข้ น้ำแล้วก็ผ้าเย็นหน่อยนะครับ”

แอร์โฮสเตสรับคำรีบไปทำตามที่ขอ เทวัตมองดาญ่าที่หยุดเพ้อด้วยความสงสาร ดึงผ้าห่มมาห่มให้ เมื่อเห็นใบหน้าเธอชัดๆ ความสวยของเธอทำให้เขาจ้องมองนิ่งงันเหมือนต้องมนตร์สะกด ไม่นานนักแอร์โฮสเตสเอายาแก้ไข้กับผ้าเย็นมาให้ เทวัตจัดแจงปลุกดาญ่าให้รู้สึกตัวงัวเงียขึ้นมากินยาแก้ไข้จนได้

กินยาเสร็จหญิงสาวคอพับหลับไปอีกครั้ง เขาต้องจัดท่าให้เธอนอนดีๆ เอาผ้าเย็นเช็ดเนื้อตัวหน้าตาให้

แล้ววางผ้าเย็นไว้บนหน้าผากเพื่อลดไข้ จากนั้นถอดแจ็กเกตของตัวเองมาห่มให้เธออีกชั้นหนึ่ง...

ในเวลาเดียวกัน ณ คฤหาสน์วศวงศ์ วัชรีสั่งให้อำไพ อุ่นและฝนเก็บกวาดทำความสะอาดห้องนอนของดาญ่าลูกเลี้ยงเพื่อรอรับเจ้าของห้องกลับมา ด้วยความที่เป็นแม่เลี้ยงตัวแสบ วัชรีเป่าหูคนรับใช้ในบ้านให้มีอคติกับดาญ่า พวกคนรับใช้หูเบาต่างหลงเชื่อคำโป้ปดของเธอ จากนั้นไม่นาน เหิมทนายความของภิมุขก็มาถึง ตรงไปหาวัชรีซึ่งรอท่าอยู่ที่ห้องทำงานแล้วขลุกอยู่ในนั้นด้วยกัน

ooooooo

ดาญ่ารู้สึกตัวตื่นเมื่อเครื่องบินใกล้ถึงน่านฟ้าเมืองไทย พบว่าตัวเองนอนห่มเสื้อแจ็กเกตของใครก็ไม่รู้ ครั้นก้มลงดูผ้าเย็นที่แปะหน้าผากร่วงลงมา

เธอหยิบทั้งเสื้อแจ็กเกตและผ้าเย็นขึ้นมาดูด้วยความแปลกใจ แอร์โฮสเตสที่กำลังบริการผู้โดยสารอยู่ด้านหลังร้องทักว่าดีขึ้นแล้วหรือ เธอหันมองสงสัยอะไรที่ว่าดีขึ้น

“นี่คุณไม่รู้ตัวเลยสิคะ เมื่อคืนคุณไข้ขึ้นแฟนคุณคอยดูแลทั้งคืนเลยนะคะ”

“แฟน!” ว่าแล้วดาญ่าหันมองคนนั่งข้างๆ เทวัตที่นั่งงัวเงียอยู่ตาสว่างทันที รอจนแอร์โฮสเตสไปแล้ว จึงเล่าให้เธอฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ทีแรกเขากลัวเธอจะหาว่าเขาฉวยโอกาสตอนเธอไม่ได้สติ แต่เธอกลับขอบคุณเขาที่ช่วยดูแลทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วส่งเสื้อแจ็กเกตคืนให้

“หรือว่าคุณจะให้ฉันไปซักก่อน แล้วค่อยส่งคืนทีหลัง”

“โอ๊ะ ไม่ต้องซักหรอกครับ ไม่ได้เปื้อนอะไร”เทวัตรับเสื้อคืนด้วยความเกรงใจ รอให้ดาญ่าแนะนำตัวเอง แต่เธอกลับยิ้มให้แล้วหันเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กที่ถือติดตัวมา เขาตัดสินใจจะเป็นฝ่ายแนะนำตัวเองให้เธอรู้จัก แต่เธอลุกจากที่นั่งไปเข้าห้องน้ำเสียก่อน ทำเอาเขาอ้าปากค้าง...

จนแล้วจนรอดเทวัตก็ไม่ได้แนะนำตัวเองให้ดาญ่ารู้จัก กระทั่งลากกระเป๋าเดินทางมุ่งหน้าไปที่ประตูผู้โดยสารขาเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ เห็นเธอเข็นรถใส่กระเป๋าเดินทางหลายใบเดินอยู่ข้างหน้า คิดหนักจะตามไปขอเบอร์โทร.ดีไหม ขณะกำลังลังเลมีสายเรียกเข้าจากอารยะ เขาละสายตาจากเธอมารับสาย

“ฮัลโหล แกมารอนานแล้วเหรอ ออกมาแล้วๆกำลังเดินไป โอเคเดี๋ยวเจอกัน” เทวัตวางสายแล้วมองไปอีกที ดาญ่าหายไปแล้ว รีบลากกระเป๋าออกไป อารยะทนายความหนุ่มเห็นเพื่อนซี้วิ่งหน้าตั้งออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้าโบกมือเรียก เขากลับวิ่งเลยไปหน้าตาเฉย อารยะต้องตะโกนเรียกว่าจะวิ่งไปไหน เทวัตถึงรู้สึกตัวเบรกตัวโก่งลากกระเป๋าเดินทางกลับมาหาเพื่อนซี้ฝากมันไว้ก่อนเดี๋ยวมาแล้ววิ่งปรู๊ดออกไปเลย

เทวัตวิ่งตามหาดาญ่าไปทั่วบริเวณ เห็นเธอกำลังเข็นรถใส่กระเป๋าอยู่ไกลๆมุ่งหน้าไปที่ประตูทางออกจากตัวอาคารสนามบิน รีบวิ่งไปหา แต่ไม่ทันเธอขึ้นแท็กซี่ไปก่อนหน้าแค่เสี้ยววินาที เทวัตเจ็บใจตัวเองที่ตัดสินใจช้าทำให้ไม่ได้ทั้งเบอร์โทร.แถมชื่อเสียงเรียงนามก็ไม่รู้อีกต่างหาก เดินคอตกกลับไปหาเพื่อนรัก

ครั้นอารยะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นถึงกับขำก๊าก อยู่บนเครื่องบินด้วยกันแท้ๆไม่รู้จักถามชื่อแซ่ หรือถามเบอร์มือถือให้เรียบร้อย ลงจากเครื่องแล้วค่อยมานึกอยากทำ แบบนี้จำเลยก็หนีหายแน่นอน เทวัตโวยเพื่อนพูดเว่อร์ไป เธอไม่ได้เป็นจำเลยของตนสักหน่อย อารยะยืนยันว่าเป็นแต่เป็นจำเลยรัก เทวัตส่ายหน้าให้กับมุกเต่าล้านปีของเพื่อน

“แกเก็บไว้หาให้ตัวเองเถอะ จำเลยรักอะไรเนี่ย เฮ่อ...ไอ้เทวัตแกไม่น่าจะปากไวเลยตอนเธอบอกว่าจะเอาแจ็กเกตไปซักให้แล้วส่งคืนทีหลัง ทำไมแกไม่เซย์เยสไปเลยว้า จะได้เจอกับเธออีก” เทวัตบ่นไม่เลิก

“แบบนี้ชัวร์เลย แกกับเขาคงไม่ใช่เนื้อคู่กันหรอกเทวัตถึงได้คลาดจากกัน ที่สำคัญแกเพิ่งไปรับรางวัลสถาปนิกหนุ่มยอดเยี่ยมจากอเมริกา สาขาไพรเวตเฮาส์ ออฟเดอะเยียร์ มาเข้าตำราลักกี้อินเกม...”

“ลักกี้อินเลิฟด้วยเว้ย ฉันจะต้องเจอกับเธออีก ลางสังหรณ์ของเทวัตไม่เคยพลาด อย่ามาพูดมากไอ้ทนายรีบพาฉันไปส่งบ้าน แล้วชนแก้วฉลองที่ฉันได้รับรางวัลกับได้เจอรักแรกพบกันหน่อย...ไป”

ooooooo

ดาญ่านั่งมาในรถแท็กซี่ มองแสงสีสองข้างทางรู้สึกเคว้งคว้างอ้างว้างน้ำตาคลอเบ้า พึมพำกับตัวเองว่า

“5 ปีที่ไม่เคยกลับมาเหยียบเมืองไทยเลย แต่วันที่กลับมาคือวันที่เราเหลือคนเดียว” บ่นจบดาญ่าหยิบรูปถ่ายพ่อกับแม่อุ้มเธอในวัยเพียงขวบเดียวขึ้นมาดู รูปนี้ถ่ายกันที่นอกคฤหาสน์วศวงศ์ น้ำตาเจ้ากรรมไหลอาบแก้ม เธอต้องปาดน้ำตาทิ้ง เบือนหน้าไปทางอื่น อยู่ๆในภาพถ่ายด้านหลังภิมุขกับดาริน ปรากฏร่างเด็กหญิงไว้ผมจุกวัย 6 ขวบ นุ่งโจงยืนหลบๆ อยู่ตรงมุมที่จะสร้างเรือนเล็ก ครั้นดาญ่าก้มมองรูปอีกครั้งเด็กน้อยหายวับไป...

ทันทีที่รถแท็กซี่ซึ่งดาญ่านั่งมาแล่นผ่านประตูรั้วไปตามทางที่ทอดยาวสู่คฤหาสน์วศวงศ์ บรรยากาศรอบๆที่สงบนิ่งเมื่อครู่ เริ่มมีลมพัดแรงต้นไม้ไหวเอน ราวกับสรรพสิ่งภายในอาณาบริเวณบ้านต้อนรับการกลับมาของเจ้าของบ้านที่แท้จริง

ด้านวัชรีได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามา มั่นใจว่าต้องเป็นลูกเลี้ยงชวนเหิมมานั่งรอต้อนรับอยู่ที่ห้องรับแขก ดาญ่าลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาเจอหน้าแม่เลี้ยงทำเมินใส่ไม่แม้แต่จะยกมือไหว้ แต่หันไปไหว้เหิมแทนที่เขาปั้นหน้ายิ้มตอบเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่น่าเคารพ ร้องทักทายหญิงสาวอย่างสนิทสนม

“หวัดดีครับคุณดาญ่า เดินทางเป็นยังไงบ้างครับเหนื่อยไหม”

“เหนื่อยยังไงดาญ่าก็ต้องกลับมาค่ะแต่เสียดาย ดาญ่ากลับมาช้าไป อาเหิมคะวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดาญ่าต้องการรู้เรื่องทั้งหมด” ดาญ่ามองเหิมอย่างรอคำตอบ เขาเล่าให้ฟังว่าภิมุขชอบว่ายน้ำมากไม่ว่าจะทำงานเหนื่อยแค่ไหน เมื่อกลับถึงบ้านจะต้องไปว่ายน้ำในสระหน้าเรือนเล็กก่อนเข้านอนทุกคืน

ดาญ่าโพล่งขึ้นทันที

“ก็เพราะว่ายน้ำเป็นประจำว่ายทุกคืนถึงเป็นไปไม่ได้ที่คนว่ายน้ำแข็งอย่างคุณพ่อจะจมน้ำตาย”

“เป็นความผิดของวัชรีด้วยค่ะคุณดาญ่า คืนนั้นฉันน่าจะอยู่กับท่านจนกว่าท่านจะว่ายน้ำเสร็จ” วัชรีบีบน้ำตา

“แต่คุณก็ไม่อยู่ คุณไปไหนของคุณถึงทิ้งพ่อฉันไว้ที่สระคนเดียว” ดาญ่าเสียงเข้มไม่พอใจ

วัชรีแก้ตัวว่าภิมุขเป็นคนไล่ให้เธอกลับไปที่ตึกใหญ่เนื่องจากอยากดื่มน้ำผลไม้ปั่นฝีมือเธออีก เธอจึงวางเสื้อคลุมของท่านไว้ที่เตียงริมสระแล้วเดินไปเรือนใหญ่ ทำน้ำผลไม้เสร็จจึงกลับไปที่สระเห็นท่านนอนคว่ำหน้าตายลอยอยู่ในสระ ดาญ่าฟังแล้วกลั้นน้ำตาไม่อยู่ร้องไห้ออกมาด้วยความสงสารที่พ่อต้องตายอย่างทรมาน มองหาคนช่วยแต่กลับไม่มีใครอยู่สักคน ร้องไห้จนเข่าอ่อนจะทรุด เหิมรีบประคองไปนั่งโซฟา

“หนูเพิ่งนั่งเครื่องมาเหนื่อยๆ แล้วนี่มันก็ดึกแล้ว ยังต้องมารับรู้เรื่องที่มันโศกเศร้าอีก อาว่าหนูขึ้นไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันดีกว่า อาจะมาแต่เช้าเพราะมีหลายเรื่องเหมือนกันที่หนูควรต้องรู้” เหิมพูดอย่างมีเลศนัย ดาญ่าไม่เห็นจะมีเรื่องอะไรที่ควรรู้มากกว่าสาเหตุการตายของพ่อ

“ในฐานะที่อาเป็นทนายเก่าแก่ของคุณพ่อ ตอบดาญ่าได้ไหมว่าทำไมคุณพ่อถึงจมน้ำตาย ทั้งๆที่คุณพ่อว่ายน้ำเก่งมาก สุขภาพก็แข็งแรง มันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ดาญ่าไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด การตายของพ่อต้องมีเงื่อนงำ”

ooooooo

เรือนเล็กที่ถูกปิดตาย หน้าต่างทุกบานเปิดผลัวะราวกับรอต้อนรับการกลับมาของดาญ่า กระดิ่งใบโพธิ์ที่แขวนไว้หน้าเรือนแกว่งไกวส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งกังวาน ทั้งๆที่ไม่มีลมพัด ที่สระว่ายน้ำซึ่งถูกทิ้งร้างมีใบไม้ร่วงอยู่เต็ม ปรากฏเงาดำของเด็กผมจุกยืนอยู่ริมสระ

“เขากลับมาแล้วนะ ฮิๆ” เสียงเด็กน้อยบอกกับวิญญาณที่อยู่ในน้ำ ทันใดนั้นน้ำในสระมีพรายน้ำผุดขึ้นมาเหมือนวิญญาณที่อยู่ในนั้นรับรู้...

ทางฝ่ายดาญ่ายังคงคาดคั้นแม่เลี้ยงเกี่ยวกับการตายที่ไม่ชอบมาพากลของพ่อ และยังพาลเล่นงานเรื่องที่เผาศพท่านไม่รอให้ตัวเองกลับมาก่อน วัชรีอ้างโทร.ทางไกลหาเธอที่ห้องพักหลายครั้งแต่ไม่มีใครรับสาย พยายามติดต่อนานเป็นอาทิตย์ก็ติดต่อไม่ได้ไม่รู้ว่าหายไปไหน ดาญ่าอ้อมแอ้มว่าไปเที่ยวต่างรัฐกับเพื่อนหลังสอบเสร็จ

“อ๋อ...ไปเที่ยว” น้ำเสียงประชดประชันของวัชรีทำให้ดาญ่าไม่พอใจ ทั้งคู่มีปากเสียงกันอีก เหิมเห็นท่าไม่ดีต้องเข้ามาห้ามปรามและบอกให้ดาญ่าไปพักผ่อนก่อนดีกว่า เดินทางมาเหนื่อยๆ วัชรีตีหน้าเป็นแม่เลี้ยงผู้ใจดี

“วัชรีให้เด็กทำความสะอาดเตรียมห้องเก่าของคุณดาญ่าไว้ข้างบนเรียบร้อยแล้วค่ะ”

“ไม่...ฉันไม่อยู่ที่นี่ ฉันจะไปอยู่เรือนเล็ก”

แม่เลี้ยงตัวแสบแอบสยองเพราะเป็นคนวางยาดารินแม่ของดาญ่าตายที่นั่น...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน เทวัตกับอารยะนั่งดื่มกันไปพลางคุยกันไปด้วยอยู่ในห้องรับแขกของบ้านเหิม ฝ่ายหลังเล่าให้เพื่อนรักฟังว่าตอนนี้กำลังทำคดีให้เศรษฐีผู้ดีเก่าคนหนึ่ง อยากจะพาเพื่อนไปรู้จัก เทวัตถามติดตลกว่าลูกสาวของท่านสวยหรือ อารยะถึงกับร้องเอะอะขืนลูกสาวของท่านยังอยู่ อายุคงแก่รุ่นราวคราวเดียวกับแม่ของเขา เทวัตแปลกใจหมายความว่าอย่างไรถ้ายังอยู่

“ก็ลูกสาวเศรษฐีคนนี้หายตัวไปสี่สิบกว่าปีแล้ว ทุกวันนี้ท่านก็ยังรอลูกสาวอยู่ เก็บสมบัติไว้ให้ก็เลยถูกลูกชายสามคนรวมหัวกันฟ้อง หาว่าพ่อเป็นบ้าสติฟั่นเฟือน เพื่อจะเอาสมบัติพ่อ”

“จริงเหรอเนี่ย ลูกเลวๆแบบนี้ก็มีด้วย แล้วแกอยากพาฉันไปรู้จักเศรษฐีคนนี้ทำไม”

อารยะเล่าว่าท่านชอบสะสมไม้เก่าเก็บไว้จำนวนมาก ก็เลยอยากสร้างบ้านจากไม้เก่าเหล่านั้น แต่ยังหาคนออกแบบไม่ได้ ตนก็เลยเสนอว่ามีเพื่อนซี้เป็นสถาปนิกมือรางวัลอย่างเขา แล้วเปิดรูปในมือถือยื่นให้เทวัต

“อะนี่ ดูรูปคฤหาสน์ท่านไปพลางๆก่อน ระหว่างที่ฉันไปเข้าห้องน้ำ” อารยะว่าแล้วลุกออกไป เทวัตเดินดูรูปในมือถือไปที่ระเบียงบ้าน เป็นภาพบ้านไทยประยุกต์ในมุมต่างๆ อาณาเขตบ้านของเศรษฐีท่านนั้นกว้างขวางเป็นสวนร่มรื่น เขาเลื่อนภาพดูเร็วขึ้นเนื่องจากมีหลายรูป แวบหนึ่งเห็นเด็กหญิงหัวจุกวัยประมาณ 7 ขวบแก่กว่าคุณหนูเรือนเล็กนั่งห้อยขาอยู่บนต้นไม้ เขาสะดุดตาจนต้องย้อนภาพมาดู แต่เด็กนั่นหายไปแล้ว


“เอ๊ะ เมื่อครู่นี้ยังเห็นอยู่ เด็กผมจุกหายไปไหนแล้ว” เทวัตกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่ออารยะเข้ามาตบไหล่ คนตบไหล่หัวเราะชอบใจที่เห็นเพื่อนตกใจขนาดนั้น

“แค่นี้ทำเป็นขวัญอ่อนไปได้ ฉันกลับดีกว่าจะตีสองแล้ว เรื่องออกแบบบ้านให้ลูกความฉันไว้คุยกันอีกทีนะ”

“โอเค รีบกลับเถอะ แทงยูนะที่ไปรับฉันถึงสนามบินแล้วยังมาส่งที่บ้านอีก” พูดจบเทวัตยื่นมือถือคืนให้

“แกติดเลี้ยงฉันมื้อนึงนะ”

เทวัตรับปากจะเลี้ยงตอบแทนเพื่อนให้สาสม แล้วยืนส่งอารยะขึ้นรถกลับไปจนลับสายตา เมื่ออยู่เพียงลำพังคนเดียวเทวัตอดนึกถึงภาพเด็กหัวจุกคนนั้นไม่ได้ แต่ไม่ได้ติดใจอะไรด้วยความที่เป็นคนสมัยใหม่ไม่เชื่อเรื่องผีสาง

“เฮ้ย...เราคงตาฝาดไปเอง”

ooooooo 

ดาญ่าขึ้นไปที่ห้องนอนของพ่อกับแม่ เห็นรูปพวกท่านวางเคียงกันบนหลังตู้ มีกระถางธูปวางอยู่ข้างหน้า เธอทรุดตัวลงนั่งพับเพียบก้มกราบทั้งน้ำตา คร่ำครวญว่าแม่ทิ้งเธอไปคนหนึ่งแล้ว พ่อยังมาหนีไปอีก แม้เธอจะไม่ชอบใจที่พ่อเอายัยวัชรีมาอยู่กินในบ้านแต่เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะกลับมาคืนดีกับท่านพร้อมด้วยปริญญาบัตร

“ตอนนี้ดาญ่าเรียนจบแล้ว แต่คุณพ่อก็ไม่อยู่แล้ว ทำไมคุณพ่อถึงไม่รอดาญ่า ตอนนี้ดาญ่าไม่เหลือใครอีกแล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปดาญ่าจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง พ่อจ๋า แม่จ๋า ช่วยคุ้มครองลูกด้วย” คร่ำครวญจบดาญ่าก้มกราบ...

ฝ่ายเทวัตอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย เอาถ้วยรางวัลที่ได้รับจากอเมริกามาวางบนตู้โชว์เคียงข้างรางวัลอื่นๆที่ได้รับก่อนหน้าอีกหลายรางวัล แล้วหยิบกระบอกใส่แบบบ้านที่ได้รางวัลมาคลี่ดูด้วยสีหน้าภูมิใจ เผยให้เห็นว่ามันคือแบบบ้านเรือนเล็กของภิมุขนั่นเอง...

หลังไหว้พ่อกับแม่เสร็จ ดาญ่าลากกระเป๋าเดินทางมาที่เรือนเล็กซึ่งพ่อสร้างให้แม่อยู่ตอนที่แม่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง และพ่อยังสร้างสระว่ายน้ำไว้ให้เธอหน้าเรือนเนื่องจากรู้ว่าเธอชอบว่ายน้ำ เวลากลับมาจาก เมืองนอกจะได้ลงน้ำเวลาไหนก็ได้ที่อยาก ไม่ต้องเดินทางไปสปอร์ตคลับให้ลำบาก หญิงสาวมองไปรอบๆสีหน้าเศร้า

“ดาญ่าจะกลับมาอยู่เรือนเล็กของคุณแม่ ไม่ไปไหนอีกแล้วค่ะคุณพ่อ” สิ้นเสียงดาญ่า ลมพัดกระโชกแรงราวกับมีพายุ ใบไม้ปลิวว่อน เสียงกระดิ่งใบโพธิ์ดังรัว เธอแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด พึมพำกับตัวเองหรือว่าฝนจะตก แล้วมองไปทางสระว่ายน้ำเห็นเงาดำๆของเด็กหญิงหัวจุกนั่งพับเพียบมองตัวเองอยู่ตรงขอบสระ เธอนิ่วหน้าแปลกใจขยับจะเข้าไปดู เงาดำวิ่งแวบไปแวบมาแถวพุ่มไม้มืดๆข้างสระพร้อมกับหัวเราะคิกๆ

“เด็กที่ไหนมาวิ่งเล่นดึกๆดื่นๆป่านนี้” ด้วยความที่ดาญ่าไม่เชื่อเรื่องผีสาง จึงเลิกสนใจเด็กน้อยคนนั้น ลากกระเป๋าเดินทางตรงไปยังเรือนเล็ก โดยไม่รู้ว่าเด็กน้อยหัวจุกสวมชุดโบราณมองตาม...

เด็กน้อยไม่ใช่แค่มองตามเท่านั้น ยังมาปรากฏร่างเดินเคียงข้างดาญ่าที่เข้ามาในเรือนเล็กซึ่งมืดมิด เธอเปิด สวิตช์ไฟแต่มันติดแค่สองดวงทำให้บ้านส่วนอื่นยังคงมืดสนิท ทันทีที่มีแสงสว่างร่างเด็กน้อยก็หายวับไป ดาญ่าเห็นฝุ่นเริ่มจับตัวหนาบนพื้น ตามตู้ตามโต๊ะ บ่นพึมพำ

“แค่คุณพ่อตายไปเดือนเดียว เรือนเล็กก็ถูกทิ้งๆ ขว้างๆแบบนี้เลยเหรอ”...

อีกมุมหนึ่งในห้องทำงานบนตึกใหญ่ เหิมแหวกม่านหน้าต่างมองไปยังเรือนเล็กเห็นไฟชั้นบนเปิด วัชรีที่ยืนมองอยู่ข้างๆบ่นอย่างไม่พอใจว่านังเด็กนั่นแยกไปอยู่เรือนเล็กคนเดียวเท่ากับตั้งป้อมเป็นศัตรูกับตนชัดๆ อดกลัวไม่ได้ว่าจะพลาดท่าเสียทีให้มัน เหิมปลอบว่าไม่ต้องกลัว มันต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายกลัวเราเพราะมันคนเดียวโดดเดี่ยวไม่มีใคร และถ้ามันอยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนพ่อกับแม่ของมันก็เชิญตามสบาย

“ได้ยินแบบนี้แล้ววัชเบาใจขึ้นเยอะเลย ชีวิตของวัชขาดพี่เหิมไม่ได้จริงๆ” วัชรียิ้มหวานให้

“ชีวิตพี่ก็ขาดวัชไม่ได้เช่นกัน อดทนหน่อยนะที่รัก อีกไม่นานเราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างที่ฝันเอาไว้” เหิมก้มจูบวัชรีอย่างดูดดื่ม...

ด้านดาญ่าหลับสนิทไปด้วยความอ่อนเพลียโดยไม่รู้ว่ามีเด็กหญิงหัวจุกมานั่งร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟัง

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น เหิมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์จิบกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหารเห็นเทวัตลูกบุญธรรมของตัวเองเดินเข้ามาร้องทักว่าไปรับรางวัลถึงนิวยอร์กเป็นอย่างไรบ้าง เขาภูมิใจกับรางวัลนี้มากต้องขอบคุณภิมุขที่ให้โอกาสออกแบบบ้านตามไอเดียรักษ์โลกของเขา ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีผลงานดีๆส่งประกวด เหิมแอบยิ้มร้ายไม่ให้ลูกเห็น

“ป่านนี้วิญญาณของคุณภิมุขคงดีใจกับแกอยู่บนสวรรค์แล้วมั้ง”

“นั่นสิครับ น่าเสียดายที่ท่านไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จของเด็กที่ท่านส่งเสียให้เรียนจนจบเมืองนอกอย่างผม คนดีๆอย่างท่านไม่น่าด่วนจากไปเร็วเลย”

เทวัตหน้าเศร้า แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้มีเรื่องอยากจะรบกวนพ่อสักหน่อย เขาอยากกลับไปเรือนเล็กหลังนั้นอีก เหิมไม่ขัดข้องอยากไปก็ไปได้เลยจะบอกวัชรีให้ แต่ตอนนี้อาจจะลำบากหน่อยเพราะลูกสาวของภิมุขที่เพิ่งกลับจากเมืองนอกย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้น

“คุณหนูเขาโกรธไหมครับเรื่องที่เผาอาภิมุขโดยที่ไม่รอเขากลับมาก่อน”

“โกรธก็โทษคุณวัชไม่ได้ แม่เจ้าประคุณมัวแต่ไปเที่ยวสบายใจเฉิบไม่มีใครติดต่อได้ ใครเขาจะรอ”

เทวัตแปลกใจที่เหิมดูจะไม่ปลื้มลูกสาวผู้มีพระคุณเท่าใดนัก...

คนที่เหิมตั้งแง่ใส่เดินลงมาที่ห้องโถงของเรือนเล็ก เจอฝนกำลังรื้อค้นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของตัวเองอยู่ โวยวายว่าเป็นขโมยหรือถึงมาค้นกระเป๋าคนอื่นแบบนี้ ฝนตกใจจะวิ่งหนี ดาญ่าไวกว่าพุ่งมาคว้าแขนไว้ทันอย่างเอาเรื่อง เธอแก้ตัวว่าไม่ใช่ขโมย คุณผู้หญิงใช้ให้มาเอาผ้าของดาญ่าไปซักให้ ดาญ่าไม่เชื่อจะเอาเรื่องให้ได้

ฝนกลัวจัดคุกเข่ายกมือไหว้ปลกๆขอร้องอย่าแจ้งตำรวจ ลูกของตนยังเล็ก ต้องหาเงินส่งไปให้แม่เลี้ยงดูที่ต่างจังหวัด จะให้ทำอะไรก็ยอมทุกอย่าง ดาญ่าปิ๊งไอเดียต้องหาใครสักคนไว้เป็นพวกก็เลยไม่เอาเรื่อง แถมยังให้เงินหนึ่งพันบาทเพื่อซื้อใจอีกต่างหาก ฝนดีใจยกมือไหว้ขอบคุณท่วมหัวชมเธอว่าใจดีไม่เห็นเหมือนที่เขาว่า

“เขาของเธอคงบอกว่าฉันใจร้ายเป็นคนไม่ดีสินะ” ดาญ่าเห็นฝนนิ่งเงียบ ไม่อยากคาดคั้นอะไรให้ไก่ตื่นได้แต่เดินผละมา แต่แอบยิ้มพอใจที่สามารถซื้อใจฝนได้...

ระหว่างที่ดาญ่าได้ฝนมาเป็นพวก เหิมยังคงใส่ความดาญ่าว่าเป็นเด็กไม่ดี ก้าวร้าวไม่เห็นหัวผู้ใหญ่ นอกจากจะไม่คล้อยตามพ่อ เทวัตยังแก้ตัวแทนเธออีกว่าอาจเป็นเพราะเธอกำลังเสียใจเรื่องการตายของพ่อ เหิมไม่พอใจเอ็ดลูกเสียงเขียวทำไมไม่เคยจำที่ตนสอนบ้างอย่าเที่ยวไปสงสารใครสุ่มสี่สุ่มห้า เทวัตงงทำไมพ่อต้องเครียดขนาดนี้ด้วย เริ่มเป็นห่วงลูกสาวผู้มีพระคุณ แกล้งซัก แล้วภิมุขตายไปแบบนี้ใครจะได้มรดก

“บ๊ะ ก็ต้องเป็นของคุณวัชรี เขาเป็นเมียนี่”

“หมายความว่าคุณวัชจดทะเบียนสมรสกับท่านภิมุขแล้วเหรอครับ หรือว่าท่านทำพินัยกรรมยกทุกสิ่งทุกอย่างให้คุณวัชคนเดียว” เทวัตยิ่งเป็นห่วงลูกสาวผู้มีพระคุณมากขึ้น เหิมไม่ยอมบอกอะไร ไว้ถึงเวลาเขาจะรู้เอง

ooooooo

เทวัตกลับไปที่ห้องนอนตัวเอง ครุ่นคิดหนักถึงเรื่องที่คุยกับพ่อเมื่อครู่ ตลอดเวลาที่ผ่านมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นแววตาร้ายกาจของพ่อเวลาที่พูดถึงลูกสาวของภิมุข จนระแวงว่าพ่อกำลังทำเรื่องไม่ดีอยู่ นึกย้อนไปถึงวันที่ภิมุขให้โอกาสเขาซึ่งตอนนั้นยังเป็นแค่นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม

ภิมุขถูกใจการออกแบบเรือนไทยแนวรักษ์โลกของเทวัตตกลงใจให้เขาสร้างเรือนเล็กให้ และตอนนั้นเองเขาได้เจอกับดาญ่าครั้งแรกแต่เห็นหน้าไม่ถนัดเพราะอยู่ไกลมาก...

เด็กน้อยหัวจุกยังคงตามติดดาญ่าไปทุกที่ ตอนเธอไปเอาหลอดไฟใหม่มาเปลี่ยนหลอดเก่าที่ขาดในห้องเก็บของ แกก็ตามมานั่งยองๆเฝ้าดูอยู่ในมุมมืด ครั้นเธอหาหลอดเจอกำลังจะออกจากห้องรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่หันขวับไปดูเด็กน้อยหายตัวไปแล้วจึงพบแต่ความว่างเปล่า

ดาญ่าไม่ติดใจสงสัยอะไรเดินไปที่ห้องโถงเพื่อเปลี่ยนหลอดไฟที่ขาด ขณะปีนเก้าอี้เพื่อเปลี่ยนหลอดดวงใหม่ เก้าอี้เตี้ยเกินไปทำให้เธอต้องเขย่งปลายเท้า แต่ทรงตัวไม่ดีเสียหลักร่วงตกจากเก้าอี้ เทวัตเปิดประตูเข้ามาเห็นพอดีพุ่งไปรับเธอไว้ทัน แต่ตัวเองกลับกระแทกพื้นโดยที่มีดาญ่านอนทับอยู่บนตัวอีกทอดหนึ่ง เขาทั้งจุกทั้งเจ็บพูดไม่ออก เธอพลิกตัวมาดูหน้าคนที่ช่วยรับตัวเองไว้ต้องตะลึงเมื่อเห็นเขาชัดๆ

เทวัตเองลืมตาขึ้นมาเห็นหน้าหญิงสาวในดวงใจที่อยู่ห่างแค่คืบลืมความเจ็บไปสิ้น เธอรีบลุกออกจากตัวเขาพร้อมกับขอบคุณที่ช่วยเธอไว้อีกครั้ง

“แต่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกที่คุณมาที่นี่ คุณรู้จักที่นี่ด้วยเหรอคะ”

“ผมรู้จักเรือนเล็กนี่เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ รู้ทุกซอกทุกมุมรู้กระทั่งว่าเรือนหลังนี้สร้างด้วยไม้กี่ชิ้น”

หญิงสาวตระหนักในทันทีว่าผู้ชายตรงหน้าคือสถาปนิกที่ออกแบบบ้านหลังนี้ เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจพร้อมกับแนะนำตัวเองว่าชื่อเทวัต เธอจึงต้องแนะนำตัวเองเช่นกันว่าชื่อดาญ่า เขาดีใจสุดๆไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงที่เป็นรักแรกพบของตัวเองจะเป็นลูกสาวของผู้มีพระคุณ

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณดาญ่าลูกสาวอาภิมุข ผู้มีพระคุณของผม”

สองคนต่างยิ้มให้กันอย่างรู้สึกดี โดยไม่รู้เลยว่ากามเทพกำลังแผลงศรรักปักอกทั้งคู่เข้าให้แล้ว...

อีกมุมหนึ่งบริเวณลานซักล้าง อำไพกับอุ่นเห็นฝนกำลังซักเสื้อผ้าให้ดาญ่าช่วยกันรุมเล่นงานว่าว่างงานมากนักหรือถึงได้เจ้ากี้เจ้าการไปขนเสื้อผ้าลูกเลี้ยงคุณผู้หญิงมาซัก เธอแก้ตัวว่าไม่ได้ทำโดยพลการแต่คุณผู้หญิงเป็นคนส่งเธอไปที่เรือนเล็กเอง ทั้งคู่ถึงหยุดโวยวายได้

ooooooo

ดาญ่าชวนเทวัตไปคุยที่สวนข้างบ้าน เล่าให้ฟังว่าพ่อพูดถึงเขาบ่อยๆว่าเป็นคนออกแบบที่นี่ รักที่นี่เหมือนที่ท่านรัก ถนอมไม้ทุกชิ้นเหมือนที่ท่านทำ และไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนพอกลับมาก็จะมาเยี่ยมที่นี่ทุกครั้ง

“แล้วพอคุณอาท่านพูดถึงผมแบบนั้น คุณตอบท่านไปว่ายังไงครับ”

“คือ...คุณพ่อบอกว่าคุณไม่ยอมรับเงินค่าออกแบบบ้านน่ะค่ะ ฉันไม่เชื่อ คุณพ่อก็เลยบอกว่าคงเป็นเพราะคุณเป็นลูกชายอาทนายที่ทำงานกับคุณพ่อมานาน คุณก็เลยทำให้คุณพ่อเพื่อตอบแทนบุญคุณท่าน”

“ที่จริงนั่นก็ส่วนหนึ่งครับ แต่ส่วนสำคัญก็คือคุณพ่อคุณท่านกรุณาส่งเสียให้ผมได้ไปเรียนต่อเมืองนอก ผมถึงมีอนาคตมีโอกาสดีๆสร้างฐานะอย่างทุกวันนี้ ต่อให้ผมออกแบบบ้านให้ท่านสักกี่ร้อยหลังก็คงตอบแทนพระคุณของท่านไม่หมดหรอกครับ”

“วิญญาณของคุณพ่อคงจะดีใจมากที่ได้ยินคุณพูดอย่างนี้” ดาญ่ายิ้มเศร้า...


ทางด้านวัชรีเรียกฝนมาซักว่าดาญ่าพูดอะไรถึงตนเองบ้าง เธอส่ายหน้าไม่ได้พูดอะไรแค่บอกให้เอาผ้ามาซักให้ วัชรีซักไม่เลิกแล้วเห็นดาญ่ารื้อค้นหาอะไรที่เรือนเล็กบ้างไหม เธอส่ายหน้าอีกครั้ง วัชรีขัดใจที่ถามอะไรก็ไม่ได้เรื่องสักอย่างแต่ไม่กล้าปรี๊ดแตกใส่กลัวเสียภาพลักษณ์คุณผู้หญิงแสนดี

“เอาล่ะ หน้าที่เธอคือรับใช้หนูดาญ่าที่เรือนเล็ก มีอะไรที่เรือนเล็กเธอก็ต้องมารายงานฉัน เอ่อ...คือฉันไม่อยากให้เธอทำงานขาดตกบกพร่องจนเขามาว่าฉันได้น่ะ แล้วเดี๋ยว 11 โมง ไปบอกคุณดาญ่าว่าฉันเชิญทานข้าวเที่ยงกับทนายเหิมที่นี่” วัชรีสั่งเสร็จกรีดนิ้วไล่ฝนออกไป แล้วมองไปทางเรือนเล็กทำท่าสยองขวัญ “อยู่เข้าไปได้ยังไงบ้านหลังนั้น บรรยากาศยังกับบ้านผีสิง”...

การได้พูดคุยกับเทวัตครั้งนี้ทำให้ดาญ่าได้รู้ว่าเขาเป็นอย่างที่พ่อว่าไว้ไม่มีผิดเพี้ยน เอาใจใส่ทุกรายละเอียดของเรือนไทยหลังนี้ แม้แต่เรื่องสระว่ายน้ำ เขาก็รู้ว่าท่านสร้างให้เธอเพราะรู้ว่าเธอชอบว่ายน้ำ การพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ดาญ่าเป็นน้ำหูน้ำตาขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากพ่อต้องมาตายเพราะสระว่ายน้ำที่สร้างให้เธอ

เทวัตสงสารเธอจับใจอยากจะดึงตัวมากอดปลอบใจแต่ทำได้แค่คิด จากนั้นทั้งคู่เดินคุยกันเข้ามาในเรือนเล็ก มีเสียงดังตึงมาจากชั้นบน สักพักมีเสียงเหมือนคนวิ่ง ครั้นขึ้นไปดูก็ไม่เห็นมีใคร พบเพียงตุ๊กตาไม้แกะสลักตกอยู่ เทวัตก้มเก็บขึ้นมายิ้มอย่างโล่งใจ

“นี่ไง ผมเจอต้นตอของเสียงแล้วครับ คงถูกลมพัดตกแล้วกลิ้งไปกับพื้น”

ทั้งสองคนมัวแต่คุยกันไม่รู้ว่าเด็กน้อยผมจุกหรือคุณหนูเรือนเล็กแอบมองมาจากประตูห้องที่แง้มอยู่ ในเมื่อไม่มีอะไรทั้งคู่กลับลงมาที่ห้องรับแขก ระหว่าง

ดาญ่ารินน้ำเย็นให้เทวัตดื่มเล่าถึงที่มาของไม้ที่เอามาสร้างเรือนหลังนี้ว่า พ่อได้มาตอนเดินทางไปเหนือกับเพื่อน บังเอิญท่านไปเจอกองไม้กองหนึ่งเข้ากำลังจะถูกส่งเข้าโรงเลื่อย

“ตอนนั้นคุณพ่อมีความรู้สึกเหมือนเห็นคนกำลังจะถูกตัดแขนตัดขา คุณพ่อเลยวิ่งเต้นหาทางประมูลไม้กองนั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์จนเอามาสร้างเป็นเรือนเล็กหลังนี้จนได้ แต่เหตุผลที่ทำให้ดาญ่าตกใจก็คือ...”

จากนั้นเรื่องราวที่ภิมุขเคยเล่าให้ฟังตอนที่สร้างเรือนเล็กเสร็จใหม่ๆก็พรั่งพรูออกจากปากดาญ่าว่าต้นไม้ทุกต้นมีรุกขเทวดาอาศัยอยู่ หากเราตัดไม้ทำลายป่าก็เหมือนทำร้ายรุกขเทวดาไม่ให้มีที่อยู่อาศัย เธอยังกระเซ้าท่านว่าถ้าอย่างนั้นไม้เก่าที่ท่านเอามาสร้างเป็นบ้านก็ต้องมีผีสิงไปด้วย

“ไม่ใช่ผีลูก รุกขเทวดาเป็นเทวดานางฟ้าที่อยู่บนสวรรค์ชั้นแรก คนที่จะสามารถมองเห็นรุกขเทวดาได้ต้องเป็นคนพิเศษเท่านั้น”

ooooooo

ดาญ่าเล่าเรื่องเกี่ยวกับรุกขเทวดาจบ แกล้งกระเซ้าเทวัตว่าอยากเป็นคนพิเศษไหมจะได้เห็นรุกขเทวดา เขาส่ายหัวดิกไม่อยากเห็นหรือว่าเธออยาก เธอส่ายหัวเช่นกัน ถึงอยากเห็นก็คงไม่เห็นเพราะเธอไม่ใช่คนพิเศษขนาดนั้นแล้วหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ

เทวัตสารภาพซึ่งหน้าสำหรับเขาแล้วเธอเป็นคนพิเศษมาก ดาญ่าแทบสำลักน้ำ

“ผมไม่ได้แกล้งพูดจีบคุณนะครับ ผมพูดเรื่องจริง คุณคงไม่รู้ตัวหรอกว่าคุณเป็นคนพิเศษไม่เหมือนใคร”

พลันหน้าต่างปิดดังปังทั้งที่ไม่มีลมพัด ทั้งคู่กำลังซึ้งกันอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยงหันมองไปทางต้นเสียง เป็นจังหวะเดียวกับฝนเดินเข้ามาแจ้งดาญ่าว่าคุณผู้หญิงให้มาเชิญไปกินข้าวเที่ยงกับเหิมที่ตึกใหญ่ พูดพลางเหลือบมองไปทางเทวัตจำได้ว่าเป็นลูกชายของเหิม ก่อนจะกลับออกมา เขาบอกให้ดาญ่าไปกินข้าวกับพ่อของเขาได้เลย ท่านคงมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยถึงได้มาถึงที่นี่ ส่วนเรื่องหลอดไฟที่ขาดปล่อยให้เป็นหน้าที่เขาเอง

“อาเหิมรู้ไหมคะว่าคุณมาที่นี่”

“ผมบอกพ่อว่าอยากจะมาที่นี่แต่ไม่ได้บอกว่าจะมาวันนี้ ถ้าพ่อไม่ได้ถามถึงผมก็ไม่ต้องบอกหรอกครับ”

“ไม่ไปทานข้าวด้วยกันจริงๆเหรอคะเนี่ย” ดาญ่าคะยั้นคะยอ เทวัตอยากอยู่ที่นี่ให้หายคิดถึงมากกว่า อีกอย่างจะได้ช่วยเธอเช็กบ้านเผื่อมีอะไรต้องซ่อมแซมหรือต้องเปลี่ยน เธอแซวว่านี่เป็นบริการหลังการขายที่ดีมาก แล้วขอตัวสักครู่เดี๋ยวกลับมา เขาพยักหน้ารับคำจะรอจนกว่าเธอกลับ มองตามเธอที่เดินออกไปอดเป็นกังวลแทนไม่ได้ไม่รู้ว่าเธอต้องไปเจอกับอะไรบ้าง เพราะรู้ว่าพ่อของเขาไม่ได้ชอบเธอ แถมอยากให้วัชรีได้มรดก...

ไม่ได้มีแต่เทวัตที่เป็นห่วงดาญ่า เด็กน้อยหัวจุกแอบมองเธอจากชั้นบนเรือนเล็กก็เป็นห่วงเธอเช่นกัน...

ไม่นานนัก ดาญ่ามาถึงห้องรับแขกเจอเหิมกับวัชรีรอท่าอยู่ เธอไหว้ทักทายเขาอย่างเป็นมิตรแล้วปรายตามองแม่เลี้ยงแบบพร้อมจะมีเรื่องด้วย เหิมเห็นท่าไม่ดีชวนให้ไปที่โต๊ะอาหาร ขืนปล่อยให้ทะเลาะกันเกรงแผนการที่วางไว้จะเสีย

“ไปหนูดาญ่า เดี๋ยวเราทานข้าวไปคุยกันไปนะ”

“ค่ะอา” ว่าแล้วดาญ่าเดินนำไปที่โต๊ะอาหาร เห็นอุ่นกับอำไพยืนรอให้บริการอยู่ วัชรีเดินมาถึงลงนั่งที่หัวโต๊ะทันที ดาญ่าโวยลั่นตรงนั้นที่ของพ่อห้ามใครนั่ง เธอขยับไปนั่งเก้าอี้ด้านขวามือแทน ดาญ่าโวยอีกนั่นที่แม่ของตน

“โอ๊ย นั่งตรงไหนก็ไม่ได้งั้นวัชรีให้คนขนโต๊ะเก้าอี้พวกนี้ไปไว้ที่เรือนเล็กของคุณเลยดีไหมคะจะได้ไม่มีใครนั่งทับรอยพ่อแม่คุณ” วัชรีโวยกลับอย่างเหลืออดเหิมได้แต่ถอนใจเซ็งที่ชู้รักไม่รู้จักอดกลั้นเถียงกับดาญ่าจนได้

“ไม่จำเป็น เพราะที่ไหนๆในเขตรั้ววศวงศ์นี้ก็เป็นบ้านของฉันทั้งนั้น ย้ายคนออกน่าจะง่ายกว่าย้ายของ”

แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงมีปากเสียงเถียงกัน เหิมเห็นไม่เข้าทีรีบเข้ามาห้าม จังหวะนั้นนันทิยาเดินเข้ามาพอดี ได้ยินดาญ่าต่อว่าน้าสาวของตัวเองจึงช่วยเถียงอีกแรง โดนเธอด่ากลับถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้า ปรี่จะเอากระเป๋าถือฟาด ดาญ่ายกมือกันไว้ได้ทัน แล้วผลักอีกฝ่ายสุดแรงล้มกลิ้งไปกับพื้น วัชรีเข้าไปประคองหลานรัก ต่อว่าดาญ่าว่ามาทำหลานของตนทำไม สองคนเปิดศึกน้ำลายกันอีกรอบ เหิมรำคาญสั่งให้หยุดเถียงกันได้แล้ว

ooooooo

ที่เรือนเล็ก ฝนเอาของว่างกับกาแฟมาให้เทวัตที่เพิ่งเปลี่ยนหลอดไฟเสร็จ เขาคิดจะตีสนิทกับเธอไว้เผื่อให้ช่วยดูแลดาญ่าจึงชวนคุยโน่นคุยนี่ ทำให้เขาได้รู้ว่าเรือนไทยแสนรักหลังนี้ของตัวเองกลายเป็นบ้านผีสิงในสายตาของเด็กรับใช้ และยังรู้อีกด้วยว่าวัชรีทั้งเกลียดทั้งกลัวที่นี่สุดๆ

“ฝนเคยได้ยินคุณผู้หญิงคุยกับคุณทนายเหิมว่าถ้าคุณผู้ชายทำพินัยกรรมยกเรือนหลังนี้ให้คุณผู้หญิง สิ่งแรกที่คุณผู้หญิงจะทำคือรื้อเรือนหลังนี้ทิ้งซะ”

เทวัตทั้งไม่พอใจและเป็นห่วงดาญ่ามากขึ้น ตัดสินใจหยิบเงินให้ฝนสามพันบาท ฝากให้ช่วยดูแลดาญ่าให้ด้วย ตอนนี้เธอเหมือนตัวคนเดียวในบ้านหลังนี้ กำชับไม่ต้องบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้แม้แต่ดาญ่าเอง จากนั้นเอานามบัตรของเขาให้ ถ้ามีเรื่องอะไรให้โทร.หาได้ตลอดเวลา ฝนรับทั้งเงินและนามบัตรดีใจที่ได้เงินส่งไปให้ลูก...

การมากินข้าวที่ตึกใหญ่ครั้งนี้ทำให้ดาญ่าได้รับรู้เรื่องสำคัญถึงสามเรื่อง เรื่องแรกศพของพ่อไม่มีการชันสูตร เนื่องจากตำรวจสรุปว่าท่านเป็นตะคริวกะทันหันช่วยตัวเองไม่ได้ก็เลยจมน้ำตาย เรื่องที่สองก็คือเรื่องที่ก่อนตายพ่อจดทะเบียนสมรสกับวัชรีและเรื่องสุดท้ายคือธุรกิจของพ่อขาดทุนอย่างหนัก บริษัทง่อนแง่นใกล้จะล้มละลายเต็มที วัชรีอ้างว่าที่ท่านไม่บอกให้ดาญ่ารู้ว่าเรากำลังจะหมดตัวเพราะกลัวเธอรับไม่ได้

“เป็นไปได้ยังไงธุรกิจของคุณพ่อดีมาตลอดท่านเป็นคนละเอียดรอบคอบอยู่ๆจะทำการค้าขาดทุนได้ยังไง”

“คุณภิมุขเอาเงินไปทุ่มลงทุนในบริษัทผิดพลาด ในระยะหลังท่านหมดอาลัยตายอยากในชีวิตมาก ท่านก็เลยทำพินัยกรรมขึ้นมาฉบับหนึ่ง ท่านมีความประสงค์จะให้มีการเปิดพินัยกรรมในวันที่หนูบรรลุนิติภาวะซึ่งก็คืออีกสองเดือนข้างหน้า” เหิมช่วยยืนยันอีกแรงหนึ่ง วัชรีสวมบทแม่เลี้ยงผู้มีเมตตามอบเงินให้ดาญ่าสามแสนบาทพร้อมกับรถเก๋งคันเล็กๆอีกหนึ่งคันไว้ใช้ระหว่างที่รอเปิดพินัยกรรม เหิมเห็นเธอนิ่งอึ้งคะยั้นคะยอให้รับเอาไว้

“แต่ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกอาถ้าพอช่วยอะไรได้อาก็ยินดี”

“ดาญ่าไม่รบกวนหรอกค่ะ ดาญ่าจะหางานทำเอง” พูดจบดาญ่าจำใจคว้าเงินกับกุญแจรถผลุนผลันออกไป วัชรีกับเหิมมองตามสะใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แถมง่ายกว่าที่คาดไว้อีกด้วย...

ขณะที่แผนฮุบสมบัติของภิมุขมาเป็นของเหิมกับวัชรีขั้นแรกสำเร็จด้วยดี เทวัตเดินตรวจตราทั่วเรือนเล็กเพื่อเช็กดูว่ามีอะไรต้องซ่อมหรือต้องแก้ไข แล้วเหลือบไปเห็นดาญ่านั่งเศร้าอยู่หน้าเรือน เข้าไปนั่งลงข้างๆถามว่ามีอะไรหรือเปล่า เธอยกมือปาดน้ำตาทิ้ง

“นี่คือเงินก้อนเดียวที่เขาเจียดไว้ให้กับรถคันเล็กๆอีกหนึ่งคันไว้ให้ฉันใช้ คุณดูสินี่คือสิ่งที่ฉันได้รับ หลังจากที่เสียคุณพ่อไป จนกว่าจะเปิดพินัยกรรม” ดาญ่าหยิบซองเงินกับกุญแจรถขึ้นมาให้เทวัตดู เขาตกใจเนื่องจากรู้ดีว่าภิมุขร่ำรวยมากเธอไม่ควรได้รับข้าวของแค่นี้ ถามว่าใครบอกเธอแบบนี้

“ก็แม่พยาบาลที่เขยิบฐานะขึ้นมาเป็นแม่เลี้ยงฉันไงคะเป็นคนบอก”

อีกมุมหนึ่งในเรือน หนูน้อยหัวจุกได้ยินที่ดาญ่าพูดก็โกรธแทนกระทืบเท้าอย่างแรงจนรูปที่แขวนบนผนังเอียงหมดทุกรูป ด้านเทวัตไม่เชื่อว่าทายาทเศรษฐีอย่างเธอจะได้สมบัติจากพ่อแค่นี้แถมยังต้องดิ้นรนไปหางานทำ มั่นใจว่าต้องมีการเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ เธอเองก็งงไปหมด แถมเหิมยังบอกอีกว่าบริษัทของพ่อกำลังจะล้มละลาย

“หา!! ล้มละลาย...พ่อผมบอกอย่างนั้นเหรอครับ” เทวัตเห็นดาญ่าพยักหน้ารับคำก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่ไม่กล้าพูดกับเธอเพราะเหิมคือพ่อ ได้แต่เก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจ

ooooooo

แผนขั้นต่อไปของเหิมกับวัชรีคือปลอมพินัยกรรมของภิมุขเพื่อยึดทุกอย่างมาจากดาญ่า แม้วัชรีจะรักนันทิยาเหมือนลูกในไส้ก็ไม่ยอมปริปากบอกถึงแผนชั่วนี้ ได้แต่บอกว่าทุกอย่างของภิมุขจะต้องเป็นของเธอเพราะเธอเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมาย นันทิยาอาสาจะมาอยู่เป็นเพื่อนระหว่างรอเปิดพินัยกรรม

“เผื่อนังดาญ่ามาหาเรื่องระรานน้า นันจะได้ช่วยตบสั่งสอนมันให้”

“ขอบใจมากจ้ะยัยหลาน ไม่เสียแรงที่น้าเอ็นดูส่งเสียให้เรียนถึงเมืองนอกเมืองนาหวังจะฝากผีฝากไข้ด้วย”

นันทิยาโผกอดออดอ้อนวัชรีเพราะนี่คือตัวทำเงิน หยอดคำหวานว่าตนก็รักและจะดูแลวัชรีเหมือนเป็นแม่แท้ๆเช่นกัน แต่อย่าลืมเรื่องตนกับเทวัต วัชรีบอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วง เหิมเองก็อยากได้เธอเป็นลูกสะใภ้

“เสียดาย ถ้ารู้ว่าวันนี้หลานจะมา น้าจะได้ให้คุณเหิมชวนเทวัตมาทานข้าวด้วย”...

เทวัตสงสารและเห็นใจดาญ่าที่มีแต่เรื่องทุกข์ใจรุมเร้า จึงหยิบนามบัตรยื่นให้หากมีปัญหาอะไร ต้องการใครพูดคุยปรับทุกข์ด้วยโทร.หาเขาได้ตลอดเวลา นอกจากนี้เขายังคุยเปิดอกกับเธออีกว่าเขาไม่ได้เป็นลูกแท้ๆของเหิม พ่อแม่ของเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่าน พอดีทั้งคู่เสียชีวิต ท่านก็เลยรับเขามาเลี้ยง เทวัตเห็นสมควรแก่เวลาจึงขอตัวกลับก่อน ดาญ่าแสดงไมตรีตอบแทนด้วยการเดินไปส่ง...

ฝ่ายนันทิยายังแค้นดาญ่าไม่หายที่ผลักตัวเองหงายท้องจะตามไปเอาเรื่องถึงเรือนเล็ก แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นนังนั่นเดินคุยมากับเทวัตอยู่มุมไกลๆ เธอแทบปรี๊ดแตก เขาไปรู้จักมันตั้งแต่เมื่อไหร่

ดาญ่าล่ำลาเทวัตเสร็จเดินกลับไปเรือนเล็ก โดยเขาเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง นันทิยาวิ่งตามจนทันเห็นเขากำลังจะขึ้นรถ รีบดึงประตูรถไว้ เชิญเขาที่ตึกใหญ่หน่อย เขาอึกอักไม่อยากไป เธอมองอย่างรู้ทัน

“จะไม่แวะไปไหว้สวัสดีคุณน้าเจ้าของบ้านหน่อยเหรอคะ” คำพูดดักคอของนันทิยาทำเอาเทวัตหนีไม่ออก

ครู่ต่อมาเทวัตเข้าไปไหว้ทักทายวัชรีที่ตึกใหญ่พอไม่ให้เสียมารยาทเสร็จสรรพก็ขอตัวกลับก่อน อ้างมีนัดคุยเรื่องสร้างคอนโดฯกับลูกค้าที่ออฟฟิศ แล้วพรวดพราดออกมา นันทิยางงมากที่เขามาไวไปไว รีบวิ่งตามจนทันกันที่รถ นัดแนะกับเขาวันพรุ่งนี้อย่าลืมมากินข้าวด้วยกันที่นี่ ทดแทนที่วันนี้เขาต้องรีบไปทำงาน เขายังไม่ทันปฏิเสธ เธอเข้ามากอดแขนยื่นนิ้วก้อยให้เกี่ยวเป็นสัญญา พอดีเธอจะมาอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนคุณน้าสักพักใหญ่ๆ

“เมื่อเช้าเห็นลูกสาวอาภิมุขอาละวาดใส่คุณน้าแล้ว นันคิดว่าต้องอยู่ปกป้องคุณน้าสักหน่อย คุณน้าอยู่คนเดียวใครจะไปรู้แม่คนนั้นอาจจะคลั่งลุกขึ้นมาฆ่าคุณน้าแย่งสมบัติขึ้นมาก็ได้” คำพูดของนันทิยาทำให้เทวัตเป็นห่วงดาญ่าขึ้นมาทันที จึงรับปากจะมากินข้าวด้วยเที่ยงพรุ่งนี้ เธอดีใจจนเนื้อเต้น...

จากนั้นนันทิยานำเรื่องที่เห็นเทวัตเดินคุยกับดาญ่าอย่างสนิทสนมไปฟ้องวัชรี บ่นอุบไม่รู้ไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ วัชรีเองก็ไม่รู้เหมือนกัน นังนั่นเพิ่งกลับจากเมืองนอกมาเมื่อวานหรือว่าจะรู้จักกันมาก่อน นันทิยาทนไม่ไหวจะไปถามดาญ่าให้รู้เรื่อง  ถ้ามาวอแวกับเทวัตของตนจะตบให้คว่ำ แล้วขยับจะไป วัชรีคว้าตัวไว้เตือนไม่ให้วู่วาม ขืนไปตบนังนั่นแล้วเรื่องรู้ถึงหูเทวัต ได้ถูกมองว่าเราราคาต่ำ นันทิยาไม่ชอบให้มีอะไรคาใจ

“น้ารู้ แต่บางครั้งเราต้องอดกลั้นไว้ก่อนโดยเฉพาะเรื่องของเทวัต อาเหิมเขาเทคะแนนให้เราจะไปกลัวอะไร ต่อให้เทวัตไปหลงรักผู้หญิงหน้าไหนโลกนี้  ถ้าอาเหิมไม่เห็นด้วยเทวัตก็ไม่กล้าขัดหรอก อาเหิมมีบุญคุณท่วมหัวเขาที่เก็บเขามาเลี้ยง” สีหน้ามั่นอกมั่นใจของวัชรีทำให้นันทิยาพลอยสบายใจไปด้วย

ooooooo


ละครคุณหนูเรือนเล็ก ตอนที่ 1 อ่านคุณหนูเรือนเล็กติดตามละครคุณหนูเรือนเล็ก ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ธันวา สุริยจักร,เกศรินทร์ น้อยผึ้ง 17 พ.ย. 2561 10:00 2018-11-21T01:08:06+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ