นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    กำไลมาศ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: เตรียมหลอน! "จุ๋ย" ประชันบทบาท "เจนี่-เต้ย" ใน​ "กำไลมาศ"

    ชีวิตหลังย้ายไปอยู่วังศุภมาศของริ้วทองหรูหราและเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย จนริ้วทองแทบสำลักความสุขตาย และวันนี้ก็คือวันสำคัญ เมื่อหม่อมเจ้าชายดิเรกจะเปิดตัวเธอในงานเลี้ยงต้อนรับพระสหายของท่านพ่อ

    และอย่างแรกที่เขาทำคือเตรียมตัวว่าที่เมียคนสวยให้พร้อม ซึ่งริ้วทองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ชุดสวยอย่างดีบนเรือนร่างของเธอ ทำให้ราชนิกุลหนุ่มเกือบลืมหายใจและไม่รอช้าจะพาไปซื้อเครื่องประดับให้สมสถานะ

    ล้อมเพชรถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเห็นหม่อมเจ้าชายดิเรกควงริ้วทองมาซื้อเครื่องประดับเข้าชุดกับกำไลมาศ ซึ่งเขาเคยสั่งทำเมื่อไม่กี่วันก่อน ความริษยาแล่นพล่านในอก จนเหมยกุยต้องลากตัวไปคุยตามลำพัง

    “นังหญิงรัมภาถึงคราวเคราะห์ เสียผัวแล้วยังต้องเจ็บตัวอีก”

    “มันจะเจ็บจะตายก็ช่างมันเถิด แต่ฉันอยากรู้ว่าริ้วทองกับท่านชายดิเรกรักกันได้ยังไง”

    “รักกันได้อย่างไรไม่รู้ รู้แต่อีกไม่นานสองคนนี้ก็ต้องพลัดพรากจากกัน เขาสองคนไม่ได้เป็นเนื้อคู่กัน”

    ล้อมเพชรนิ่วหน้า คำพูดเป็นนัยๆของญาติสาวสะกิดใจอย่างแรง เหมยกุยไม่ตอบ แต่แสยะยิ้มร้าย เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ตอนเธอลองสร้อยข้อมือให้ริ้วทอง แล้วเห็นภาพในอนาคตว่าริ้วทองจะถูกเขี่ยทิ้ง!

    “ถ้าท่านชายดิเรกกับริ้วทองไม่ใช่เนื้อคู่กัน แล้วฉันล่ะ ฉันล่ะเป็นเนื้อคู่กับเขาไหม”

    คำถามของญาติสาว ทำให้เหมยกุยหน้าตึงด้วยความหึงหวง จนล้อมเพชรต้องลดความกระตือรือร้นลง

    “ไม่เอาน่าเหมย ฉันบอกแล้วไงว่าที่ฉันอยากสมหวังกับท่านชายดิเรก เพื่อที่ท่านชายจะได้ช่วยพาเราสองคนไปอยู่วังศุภมาศ เราจะได้ไม่ต้องอยู่กับเตี่ยอีก ว่าอย่างไร...ฉันกับท่านชายจะเป็นเนื้อคู่กันไหม”

    “เป็นไปได้ เพราะล้อมมีดวงชะตาจะได้ผัวเป็นคนมียศมีศักดิ์”

    “แต่ฉันอยากให้ผัวของฉันเป็นท่านชายดิเรกคนเดียว”

    “ถ้าอยากก็ต้องลงมือทำ อย่ารอพึ่งดวง”

    และแล้วเวลางานเลี้ยงก็มาถึง...หม่อมถมยาหงุดหงิด ไม่อยากลงไปร่วมงาน เพราะไม่อยากอายที่ต้องเห็นสะใภ้บ้านนอกควงคู่ลูกชายคนเดียว หม่อมเจ้าชายดิเรกหนักใจ มาก เกรงใจแม่แต่ก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจริ้วทอง หากว่าเขาห้ามหรือไม่พาเธอออกมาเปิดตัวเหมือนที่รับปากกับครอบครัวเธอไว้

    ฝ่ายหม่อมเจ้าหญิงรัมภา...มาร่วมงานในสภาพ อ่อนแรงเต็มที อาการปวดท้องยังไม่หาย แต่ด้วยไม่อยากผิดคำสัญญากับผู้ใหญ่ เลยจำต้องลากสังขารมา เสด็จพระองค์ชายทรงซาบซึ้งพระทัยมาก แต่ก็ทำได้แค่ขอบใจ

    “บาปกรรมใดถึงปิดหูปิดตาให้ชายดิเรกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว หญิงรัมภาไม่ต้องห่วงลุงดอก ลุงให้คนไปตามชายดิเรกให้รีบลงมาแล้ว หญิงไปพักเสียเถิดนะลูกนะ”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาจะผละไปพักหลังจากนั้น แต่ก็ปลีกตัวลำบากเต็มที แขกเหรื่อมากหน้าหลายตา เวียนวนมาทักทายไม่ได้ขาด จนเธอเกือบจะล้มอยู่แล้ว ถ้าเจิมไม่มาพยุงไว้

    “เจิม...หญิงบอกแล้วใช่ไหมว่าให้คอยข้างนอก อย่าเข้ามา”

    “หม่อมฉันเป็นห่วงท่านหญิง”

    “ไม่ต้องห่วง หญิงเจ็บมากกว่านี้ หญิงยังอดทนได้ เจ็บกายแค่นี้ ทำไมหญิงจะทนไม่ได้”

    เจิมทำท่าจะพูดบางอย่าง แต่ก็ต้องชะงักปาก เมื่อเห็นหม่อมเจ้าชายดิเรกควงริ้วทองในชุดสวยเข้ามาในงาน หม่อมเจ้าหญิงรัมภามองตาม สะกดกลั้นอารมณ์ขมขื่น แต่ก็จวนเจียนจะระเบิดเต็มที เมื่อได้ยินแขกบางคนนินทาเธอลับหลัง ที่ต้องเสียว่าที่คู่หมั้นให้หญิงชาวบ้านอย่างริ้วทอง เจิมเป็นเดือดเป็นร้อนแทนมาก จนเธอต้องปราม

    “ช่างเขาเถิดเจิม เราบังคับปากใครไม่ได้ แต่เราบังคับใจเราไม่ให้ไหลไปกับคำนินทาของพวกเขาได้”

    ooooooo

    งานเลี้ยงโก้หรูและบรรยากาศชื่นมื่นอยู่กับริ้วทองไม่นาน เพราะหม่อมเจ้าชายดิเรกต้องรับแขกต่างประเทศ เลยไม่มีเวลาดูแล เธอรู้สึกแปลกแยกและน้อยเนื้อต่ำใจ ฟังอะไรไม่รู้เรื่อง เลยปลีกตัวไปเดินรอบงานตามลำพัง

    แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เมื่อจู่ๆก็มีแขกฝรั่งมาชน เธอถอยหนี เมื่อเขาพูดบางอย่างกลับมา หม่อม เจ้าหญิงรัมภาเห็นแล้วอดเวทนาไม่ได้ เลยช่วยแปลให้

    “เขาถามว่าที่เขาชนเธอ เธอเป็นอะไรไหม”

    ริ้วทองเอาแต่ก้มหน้าหนี จนหม่อมเจ้าหญิงรัมภาต้องตำหนิ

    “พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่ได้น่ารังเกียจเท่ากับไร้มารยาท”

    ริ้วทองหน้าเสีย ก่อนจะพึมพำตอบว่าไม่เป็นไรมาก หม่อมเจ้าหญิงรัมภาช่วยแปลให้ ก่อนจะชวนแขกฝรั่งคนนั้นคุยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตามมารยาท และหัวข้อก็หนีไม่พ้นเรื่องละครหุ่นกระบอกที่ริ้วทองคุ้นเคย แต่นักเชิดหุ่นสาวกลับเข้าใจท่าทางนั้นผิด คิดว่าราชนิกุลสาวพูดไม่ดีถึง และไม่รอช้าจะตามไปเอาเรื่องทันทีที่มีโอกาส

    “ท่านหญิงไม่ต้องแกล้งไม่รู้เรื่อง ถ้าท่านหญิงไม่ว่าหม่อมฉัน เขาจะมองหม่อมฉันเหมือนเป็นตัวตลกหรือเพคะ”

    “อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย เธอไม่ได้มีค่ามากพอที่ฉันจะยอมเสียเกียรติพูดนินทาเธอให้ใครฟัง”

    “หม่อมฉันไม่ได้มีค่ากับท่านหญิง แต่หม่อมฉันมีค่ากับท่านชายดิเรก เท่านี้ก็มากพอที่ท่านหญิงจะอิจฉาริษยาหม่อมฉัน หรือท่านหญิงจะเถียงว่าการที่ท่านชายเลือกหม่อมฉัน ท่านหญิงไม่รู้สึกอะไรเลย”

    สายตาเย้ยหยันของริ้วทอง ทำให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาโกรธจัด จ้องมาตาแทบถลน แต่ก็ไม่ได้คิดทำอะไรมากกว่านั้น ริ้วทองกวาดตามองรอบตัว แล้วคิดแผนร้าย พยายามยั่วยุให้ราชนิกุลสาวหมดความอดทน

    “เอาสิเพคะ...ตบหม่อมฉันให้สาแก่ใจที่หม่อมฉันแย่งคนรักของท่านหญิงไป ถ้าหม่อมฉันเป็นท่านหญิง หม่อมฉันก็คงทนไม่ได้เหมือนกัน เป็นถึงท่านหญิงแห่งวังติณชาติ มีความรู้ มีชาติตระกูล แต่ผู้ชายไม่เอา!”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาข่มอารมณ์สุดความสามารถ ผละไปดื้อๆ ริ้วทองไม่ยอม ถลาตามติด ไม่ทันดูรอบข้าง เลยถูกฉุดเข้าข้างทาง และเกือบถูกขืนใจแล้ว ถ้าล้อมเพชรจะไม่โผล่มาช่วยไว้

    ริ้วทองซึ้งใจมาก ไม่รู้เลยว่าทั้งหมดเป็นแผนลวงของล้อมเพชรกับเหมยกุย ให้เข้าใจผิดหม่อมเจ้าหญิงรัมภาว่าเป็นคนส่งคนร้ายมาดักฉุด ล้อมเพชรเห็นว่าริ้วทองเชื่อสนิทก็เริ่มปั่นหัว ตีหน้าตื่นกลัว

    “อย่าพูดไปริ้ว ฉันจะเดือดร้อน ฉันเห็นท่านหญิงรัมภายืนคุยกับไอ้ผู้ชายคนที่มันทำร้ายเธอ”

    “รัมภา...แกทำกับฉันขนาดนี้เชียวหรือ ฉันกับแกจะได้เห็นดีกัน!”

    ooooooo

    ภาพในอดีตเลือนหายไปแล้ว ทิ้งเกล้ามาศให้จมกับความคิดตัวเองเงียบๆ และตัดสินใจเอาภาพวาดรูปริ้วทองฝีมือของพริมไปให้คุณทวดภรณีดู จึงได้รับการยืนยันจากคุณทวดว่าผู้หญิงในภาพนั้นคือริ้วทองจริงๆ

    พริมถึงกับพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อเลยว่ายุคสมัยใหม่ จะมีเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่จริง

    “มาศ...งั้นแกก็แน่ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าผีที่ตามเล่นงานแกคือริ้วทอง กำไลสีทองวงนั้นก็เป็นของริ้วทอง”

    “ใช่...สิ่งที่ฉันต้องหาต่อไปก็คือ...ทำยังไงถึงจะปลดปล่อยวิญญาณของริ้วทอง”

    “ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไง เหมือนที่แกเคยทำให้ผู้หญิงในน้ำที่เอาแต่ร้องไห้ จากนั้นแกก็ไม่ได้ยินเสียงเขาอีก”

    เกล้ามาศคิดถึงเสียงผู้หญิงในน้ำแล้วเบิกตาโพลง จำได้แม่นว่าคือเสียงเดียวกับเสียงของริ้วทอง พริมนิ่วหน้าไม่อยากเชื่อ ด็อกเตอร์สาวเลยต้องยืนยัน

    “ฉันฟังเสียงดนตรีมาทั้งชีวิต ฉันฟังออก ตั้งแต่วันที่มีริ้วทอง ฉันก็ไม่เคยได้ยินเสียงผู้หญิงในน้ำอีกเลย”

    “แสดงว่าวิญญาณของริ้วทองเคยถูกขังอยู่ในสระนี้!”

    ข้อสันนิษฐานของพริม ทำให้เกล้ามาศตัดสินใจโทร.ขอความช่วยเหลือจากอินทวงศ์ในคืนเดียวกัน

    “คุณจะให้ผมขุดลอกสระน้ำที่วังติณชาติ คุณคิดว่าในสระน้ำจะมีอะไร”

    “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่ฉันหวังว่าจะได้เจออะไรที่จะช่วยบอกได้ว่าท่านทวดรัมภาเคยทำอะไรไว้กับริ้วทอง วิญญาณของริ้วทองถึงได้อาฆาตแค้นท่านมากขนาดนี้”

    อินทวงศ์ถอนใจยาวก่อนจะเอ่ย “คุณมาศครับ พรุ่งนี้ไปวัดกับผมไหม...ถ้ากำไลสีทองเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องวุ่นวายนัก ผมก็จะเอากำไลไปทำลายซะ เผื่อจะช่วยให้อะไรดีขึ้น”

    คำประกาศกร้าวของอินทวงศ์ ทำให้ผีริ้วทองโกรธมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้ใครหน้าไหนเอากำไลไปทำลาย ผีร้ายเลยไปบอกสวิตาให้มาขโมยกำไลออกจากบ้านศุภมาศ แต่โชคไม่ดีที่สร้อยดาวโผล่มาเห็นเสียก่อน พร้อมๆกับที่มือผีออกมาอาละวาด นางเอกสาวเลยต้องจัดการให้ผีร้ายปิดปากสร้อยดาว

    “ริ้วทอง...จัดการมัน อย่าให้คนที่นี่คิดว่าฉันเป็นตัวประหลาด!”

    สร้อยดาวตาเหลือก ตะโกนขอความช่วยเหลือลั่นบ้าน สวิตาตกใจ สั่งผีร้ายให้เร่งมือ

    “มันยังไม่สลบ มันเห็นเรา จัดการมันริ้วทองจะให้มีใครรู้ความลับของเราไม่ได้เด็ดขาด อีกอย่าง...นังนี่มันก็คอยแต่จะจ้องจับต๊ะ ถ้าไม่มีมัน ฉันจะได้ไม่ต้องมีใครคอยขวางหูขวางตา จัดการมัน!”

    สร้อยดาวหมดสติและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากนั้น สมาชิกทุกคนในครอบครัวศุภมาศรวมทั้งสร้อยทอง แห่ไปรวมตัวกันหน้าห้องฉุกเฉินด้วยความเป็น ห่วง สวิตาจำต้องตามไปด้วย สวมบทนางเอกบีบน้ำตาขอความเห็นใจ ก่อนจะสร้างเรื่องเป็นตุเป็นตะว่าสร้อยดาวเข้าใจผิดคิดว่าตนจะขโมยกำไล

    สร้อยทองไม่เชื่อ รู้จักนิสัยหลานสาวคนเดียวดีว่าถึงเกเรและดื้อแค่ไหน ก็ไม่มีนิสัยขี้ลักขโมยของ อินทวงศ์ก็เชื่อไม่ต่างกัน และตัดสินใจว่าจะรอให้สร้อยดาวฟื้น ค่อยถามความจริงทั้งหมด

    สวิตาเป็นเดือดเป็นร้อนมากจนต้องแอบไปบอกผีริ้วทองให้จัดการปิดปากสร้อยดาว ถ้าไม่อยากให้แผนแตก ผีร้ายตกลงจัดการตามสั่ง และคืนเดียวกันนั้นเองที่โรงพยาบาล สร้อยดาวก็เกิดอาการชักโดยไม่ทราบสาเหตุ!

    ooooooo

    ระหว่างที่ผีริ้วทองอาละวาดจนเดือดร้อนกันทั่ว คุณทวดภรณีก็ฝันร้ายถึงปรุง จนถึงกับคลั่งเมื่อตื่นขึ้น นุชต้องปลอบให้คลายใจ ว่าฝันร้ายจะนำมาซึ่งเรื่องดีๆ ในชีวิตจริง พระปราบก็รับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษ และได้แต่ถอนใจยาว คิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่วงล้อแห่งกรรมจะนำพาทุกคนกลับมาพบกันอีกครั้ง...

    เช้าวันต่อมา...อินทวงศ์พาทีมงานไปขุดลอกสระน้ำที่วังติณชาติ แต่ไม่ทันลงมือ เขากับเกล้ามาศก็ต้องรีบออกไปโรงพยาบาล เพราะสร้อยทองโทร.มาตามไปดูสร้อยดาวที่เกิดอาการชักเมื่อคืนและมีอาการเหมือนคนเป็นอัมพาต

    สร้อยทองร้องไห้ด้วยความเสียใจ อินทวงศ์ต้องกอดปลอบ เกล้ามาศมัวสงสารเลยไม่ทันระวัง ถูกสร้อยดาวดึงเข้าไปใกล้ ให้ฟังเสียงที่พยายามเปล่งออกมาเป็นคำพูด แต่ด็อกเตอร์สาวก็ฟังไม่รู้เรื่อง

    อินทวงศ์ต้องช่วยกระชากตัวเกล้ามาศออกมา และเมื่อได้อยู่กันตามลำพัง ก็อดไม่ได้จะบอกสิ่งที่คิด

    “สร้อยดาวคงจะบอกว่าเธอเจออะไร ผมมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับสร้อยดาวต้องไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมันมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งเรื่องเสียงร้องของคุณย่า และเรื่องที่เกิดขึ้นกับสร้อยดาว”

    “เป็นไปได้ไหมคะ ว่าริ้วทองไม่อยากให้คุณเอากำไลของเธอไปทำลาย เลยใช้สร้อยดาวเป็นเครื่องมือ”

    “ผมก็คิดอย่างงั้นครับ”

    “ฉันไม่เข้าใจเลย ตั้งแต่เด็กจนโต ทำไมฉันต้องเจอเหตุการณ์แปลกๆตลอด ไม่รู้ว่าฉันเคยทำเวรกรรมกับใครไว้”

    อินทวงศ์เอาแผ่นประคบเย็นมาวางบนข้อมือเธออย่างอ่อนโยน “ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในชาตินี้มีผลจากกรรมที่เราเคยทำ งั้นชาติที่แล้วผมก็คงสร้างกรรมอะไรไว้กับคุณ ชาตินี้ผมถึงอยากดูแลแต่คุณ วันแรกที่ผมพบคุณที่ร้านคุณไลย ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุณมาก เหมือนเคยรู้จักมานาน แต่สิ่งที่พิเศษกว่านั้นก็คือ...ผมรู้สึกว่าผมมีหน้าที่ดูแลคุณ”

    “วันนั้นฉันก็รู้สึกค่ะ แต่ฉันรู้สึกว่า...อย่าให้คุณเข้าใกล้ ถ้าไม่อยากเสียใจ”

    อินทวงศ์นิ่วหน้าไม่เข้าใจ “แล้วทำไมตอนนี้ คุณถึงยอมให้ผมอยู่ตรงนี้”

    “เพราะฉันให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอดีตค่ะ ไม่ว่าอดีตคุณจะเคยทำอะไรไว้ มันก็คือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แต่ปัจจุบันคุณเป็นคนดี คุณคือคนที่คอยช่วยเหลือฉัน อยู่ข้างฉันเสมอ แล้วเรื่องอะไรฉันจะไม่ยอมให้คุณอยู่ด้วยล่ะคะ”

    รอยยิ้มสดใสและคำพูดของเธอทำให้อินทวงศ์หัวใจเต้นแรง เอื้อมไปกุมมือเธอ

    “ขอบคุณมากครับที่ให้โอกาสผม ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย”

    สองหนุ่มสาวจับมือกันด้วยความเข้าใจ แม้ยังไม่ได้บอกรัก แต่ต่างฝ่ายก็รู้สึกดีต่อกันมากเกินคำว่าเพื่อนแล้ว และเมื่ออินทวงศ์มาส่งเกล้ามาศที่วังในเวลาต่อมา เขาก็ตัดสินใจจะสารภาพความในใจ

    “คุณมาศครับ...เรื่องที่เกิดขึ้นกับสร้อยดาว ทำให้ผมยิ่งรู้ว่า...โลกนี้ไม่มีความแน่นอนเลย ในวินาทีต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้างไม่รู้ เพราะฉะนั้น...ในวินาทีนี้ที่ผมยังมีลมหายใจ ผมอยากบอกกับคุณว่าผม...”

    อินทวงศ์ไม่ทันบอกรัก พลก็โผล่มาขัดจังหวะบอกว่ามะลิแวะมา อยากให้เกล้ามาศโทร.หาอาร์ม ซึ่งกำลังเมาแอ๋ด้วยความตรอมใจคิดถึงเธอ สถาปนิกหนุ่มเลยขอตัว ทิ้งด็อกเตอร์สาวให้คุยกับมะลิตามลำพัง

    เกล้ามาศรับฟังด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ ก่อนจะรับปากโทร.หาเพื่อนหนุ่มภายหลัง มะลิอดเป็นกังวลไม่ได้ และลืมเลือนจนเกือบหมด เมื่อด็อกเตอร์สาวพาไปเยี่ยมคุณทวดภรณี

    ooooooo

    หุ่นกระบอกของคุณทวดภรณีทำให้มะลิตื่นตา ตื่นใจมาก และไม่รอช้าจะขอถ่ายรูปด้วย คุณทวดภรณียอมให้ถ่ายแต่โดยดี ก่อนจะหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นรูปถ่ายพระรูปหนึ่งในมือถือลูกครึ่งสาว

    พระปราบนั่นเองที่ทำให้คุณทวดภรณีพูดไม่ออก น้ำตาพานไหลอย่างช่วยไม่ได้ ในที่สุดเธอก็ได้รู้ความจริงถึงฝันร้ายเมื่อคืนก่อนว่าจะได้พบกับชายหนุ่มที่เป็นรักเดียวของเธออีกครั้ง

    อินทวงศ์มารับเกล้ามาศกับคุณทวดภรณีไปหาพระปราบในเช้าวันต่อมา คุณทวดตื่นเต้นและกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อได้เห็นหน้าพระปราบ ก็ถลาไปกราบเท้า ก่อนจะเอ่ยถามทั้งน้ำตา

    “หายไปไหนมา...รู้ไหมว่ารออยู่”

    “รู้...ถึงได้กลับมา”

    คุณทวดภรณีร้องไห้โฮ ยิ้มรับด้วยความดีใจ พระปราบเลยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเมตตา

    “อาตมาตั้งใจจะกลับมาบอกโยมว่า...ปล่อยวางได้แล้วนะ”

    พริมตามมาหลังจากนั้น และพาคุณทวดภรณีไปนั่งเล่นที่อื่น ทิ้งอินทวงศ์กับเกล้ามาศให้คุยกับพระปราบตามลำพัง พระหนุ่มมองหนุ่มสาวตรงหน้ายิ้มๆ ยินดีด้วยจากใจจริง

    “เนื้อคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ภพชาติ ก็ต้องได้กลับมาพบเจอกัน”

    เกล้ามาศกับอินทวงศ์สบตากันเขินๆ ก่อนจะนิ่วหน้าเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของพระปราบ

    “แต่ถ้าไม่ใช่เนื้อคู่...ต่อให้พยายามเท่าใด อย่างไรก็ต้องมีเหตุให้แคล้วคลาด”

    พูดจบก็ปรายตาไปทางผีริ้วทองซึ่งแอบมายืนมองตรงหน้าต่างด้วยแววตากราดเกรี้ยว แต่กระนั้น...พระหนุ่มก็วางเฉยและเริ่มต้นเล่าให้เกล้ามาศและอินทวงศ์ฟังถึงที่มาที่ไปของตนว่าเหตุใดถึงมาบวช

    “อาตมาไม่รู้ว่าสิ่งที่อาตมาเห็นมันคืออะไร อาตมาหาคำตอบให้ตัวเองด้วยการนั่งสมาธิ แล้วจิตที่นิ่งสงบก็ให้คำตอบกับอาตมาว่าภาพเหล่านั้นมันคือกรรมที่อาตมาเคยทำไว้เมื่ออดีตชาติ อาตมาจึงออกบวชตลอดชีวิต เพื่อหวังให้บุญกุศลปลดปล่อยความทุกข์ให้กับเจ้ากรรมนายเวรของอาตมา”

    “มาศอยากปลดปล่อยความทุกข์ให้ริ้วทองเหมือนกัน มาศควรจะทำอย่างไรคะ”

    “ทำอย่างที่โยมทำน่ะถูกต้องแล้ว ไม่โกรธไม่อาฆาตแค้น ไม่สร้างบ่วงกรรมให้มันแน่นหนามากกว่านี้”

    “แต่ริ้วทองไม่เห็นความหวังดีของคุณมาศ เขายังทำร้ายคุณมาศ แล้วก็ทำร้ายคนอื่นๆ”

    “นั่นคือกรรมของเขา ตราบใดที่เขายังยึดกับความแค้น ยึดติดกับสิ่งที่รัก จนมองไม่เห็นด้วยปัญญาของตัวเองว่าสิ่งใดควรไม่ควร ก็ไม่มีใครช่วยเขาได้”

    “หลวงพี่คะ...บอกมาศได้ไหมคะ ว่าริ้วทองต้องการอะไรจากมาศ”

    “เขาต้องการให้โยมเป็นเหมือนเขา...สูญเสียเหมือนที่เขาสูญเสีย”

    เกล้ามาศถึงกับอึ้งไปอึดใจ อินทวงศ์ต้องดึงมือไปกุมให้กำลังใจ

    “หลวงพี่คะ...มาศเคยทำกรรมอะไรไว้กับริ้วทอง ริ้วทองถึงต้องโกรธแค้นมาศมากขนาดนี้”

    “อาตมาไม่สามารถบอกในสิ่งที่อาตมาไม่รู้อย่างชัดเจนได้ เรื่องราวในอดีตที่อาตมาระลึกได้นั้นเป็นเพียงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับนายปรุง ส่วนใครทำอะไรไว้กับใคร อาตมาไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่อาตมาขอให้โยมเชื่อมั่นในความดี พลังของจิตที่มีเมตตาจะนำพาแสงสว่างให้กับโยม”

    ooooooo

    เกล้ามาศพาคุณทวดภรณีส่งถึงเรือนพักในเย็นวันเดียวกัน รับปากดิบดีจะพาไปหาพระปราบอีก หากคุณทวดยอมรักษาสุขภาพ ก่อนจะผละไปนั่งห้องพระ และตั้งจิตอธิษฐานตามคำแนะนำของพระหนุ่ม

    “ขอให้มาศมีสมาธิ มีจิตที่มั่นคง รับรู้ถึงสิ่งที่มาศเคยทำกับริ้วทอง เพื่อที่มาศจะได้ชดใช้เวรกรรมนั้นให้เขา”

    ภาพในอดีตผุดขึ้นช้าๆ แต่ไม่ปะติดปะต่อ ตั้งแต่ริ้วทองเข้ามาอยู่ในวังติณชาติ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่เกล้ามาศก็ไม่แน่ใจ เพราะมองเห็นไม่ชัดว่าใครคือคนฆ่าริ้วทอง!

    เวลาเดียวกันที่กุฏิพระปราบ...ผีริ้วทองอาละวาดยกใหญ่ โทษฐานที่เขาทำดีกับเกล้ามาศ

    “เหตุใดพี่ปรุงถึงสับปลับกับฉันเช่นนี้ ไหนเคยบอกจะอยู่ข้างฉัน แล้วไปช่วยมันทำไม!”

    พระปราบถอนใจยาว “ถ้าโยมปิดหูปิดตาตัวเอง ยึดมั่นแต่ความปรารถนาของตัวเอง ไม่มองเห็นความดีของใคร โยมจะไม่เหลือแม้กระทั่งความเมตตาจากคนที่โยมรัก”

    แต่ผีริ้วทองก็ไม่เชื่อ สวนกลับ “พี่ปรุงคอยดูแล้วกัน ว่ามันกับฉัน...ใครจะเป็นฝ่ายไม่เหลืออะไรเลย!”

    ด้านอินทนิล...แค้นใจมากที่ถูกสวมเขา เลยจัดการตัดขาดจากทรรศนะ และสั่งให้เลขาขายคอนโดทิ้ง นายแบบหนุ่มตกใจมาก ตัดสินใจกระโจนไปขวางหน้ารถ พร้อมขอโอกาสแก้ตัว

    “ถ้าพี่นิลไม่ให้อภัยผม งั้นผมขอตายดีกว่า ผมอยู่โดยไม่มีพี่นิลไม่ได้จริงๆ”

    “พี่ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะทรรศ มุกน้ำเน่าจะฆ่าตัวตาย หลอกพี่ไม่ได้หรอกนะ”

    “ผมไม่ได้หลอก แต่ผมเอาจริง”

    “งั้นก็เชิญ พี่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอรักพี่อย่างที่พูดจริงหรือเปล่า”

    คำท้าของอินทนิล ทำให้ทรรศนะตัดสินใจกระโดดไปขวางทางรถคันอื่น แต่ก็เป็นโชคดีที่รถหยุดไว้ได้ทัน อินทนิลตะลึงมาก ใจหายวาบ กลัวนายแบบหนุ่มจะตาย ลืมหมดความขุ่นเคืองก่อนหน้า ถลาไปคว้าตัวมากอดไว้ ทรรศนะลอบยิ้ม ส่งสายตาขอบใจไปทางคนขับที่จ้างมา แล้วหันไปอ้อนอินทนิล

    “พี่นิลยังห่วงผม แสดงว่าพี่นิลยังรักผม ผมสาบาน ผมจะรักพี่นิลคนเดียว...”

    วันเดียวกันที่วังติณชาติ...เกล้ามาศนัดอินทวงศ์จะขุดลอกสระน้ำหลังวังอีกครั้ง หลังจากไม่ทันได้ทำในวันก่อน เพราะต้องรีบไปดูอาการสร้อยดาว ผีริ้วทองร้อนรนมาก รีบไปตามสวิตาซึ่งอยู่กลางกองถ่าย ให้ไปขัดขวางการขุดลอกสระ ไม่ให้นำโครงกระดูกของเธอมาทำลาย

    สวิตาจะไม่ยอม เลยถูกสิงบังคับให้ไป โชคดีที่ไลยตามมายื้อ สร้อยพระที่ห้อยคอเลยช่วยดึงตัวลูกสาวคนเดียวไว้ได้ แต่กระนั้น...ผีริ้วทองก็ไม่ยอมแพ้ รุดกลับวังติณชาติ ขัดขวางการขุดลอกด้วยการจับพลเป็นตัวประกัน

    “ถ้าไม่เลิกยุ่งกับกู มันตาย!”

    เกล้ามาศใจไม่ดี กลัวมากแต่ต้องพยายามข่มใจต่อรอง

    “แต่ฉันอยากช่วยเธอ ถ้าในสระบัวจะมีอะไรที่ทำให้ฉันช่วยปลดปล่อยเธอสู่สุคติได้ ฉันก็อยากทำให้”

    “กูไม่ต้องการ!”

    อินทวงศ์พยายามช่วยพูด แต่กลับทำให้ผีริ้วทองยิ่งโกรธ พาลจะฆ่าพลจริงๆ โชคดีที่พระปราบมาช่วยไว้ สวดมนต์ภาวนา ทำให้พลรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด

    ooooooo

    เหตุการณ์หวิดเอาชีวิตไปทิ้งกลางสระของพล ทำให้เกล้ามาศกับอินทวงศ์ได้พบโครงกระดูกของริ้วทองเป็นครั้งแรก อายุกว่าร้อยปีทำให้ด็อกเตอร์สาวคิดว่าโครงกระดูกนี้เป็นของริ้วทองจริงๆ

    “ตั้งแต่เด็ก...ฉันมักจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ให้ช่วยจากสระ แค่ฟังเสียงก็รู้ว่าเธอต้องทุกข์ทรมาน”

    อินทวงศ์พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถอนใจยาวด้วยความหนักใจ เมื่อบัลลพมาถึงหลังจากนั้น และขอสอบปากคำทุกคน เพื่อให้แน่ใจว่าโครงกระดูกนี้ไม่ได้ตายเพราะถูกฆาตกรรม!

    เพราะคำให้ปากคำของเกล้ามาศ ที่ว่าโครงกระดูกนี้อาจเป็นคนงานเก่าแก่ของวังติณชาติ บัลลพเลยตัดสินใจขอสอบปากคำคุณทวดภรณี เพราะท่านอาจมีส่วนรู้เห็น และเมื่อคุณทวดได้เห็นโครงกระดูก ก็หน้าซีด เบิกตาโพลง

    “ทวดจำได้แล้ว น้องรัมภาฆ่าริ้วทอง น้องรัมภาฆ่าริ้วทอง!”

    พูดจบก็เป็นลมหมดสติ เกล้ามาศกับอินทวงศ์ต้องพาไปพัก บัลลพนึกสงสัยอาการหวาดระแวงแปลกๆ

    ของคุณทวดภรณี เกล้ามาศเลยตัดสินใจเล่าอดีตบางส่วน ว่าริ้วทองคือนักเชิดหุ่นกระบอกที่มาอาศัยในวังติณชาติเมื่อหลายสิบปีก่อน และเคยมีปัญหากับหม่อมเจ้าหญิงรัมภา คุณทวดอีกคนของเธอและน้องสาวคนเดียวของคุณทวดภรณี

    “งั้นคงต้องรอเจ้าหน้าที่นิติเวชชันสูตรโครงกระดูกก่อน แล้วค่อยเอามารวบรวมกับพยานหลักฐาน ว่าโครงกระดูกนั้นเป็นของคนที่ชื่อริ้วทองหรือไม่”

    “แล้วถ้าเกิดว่าเป็นริ้วทองจริงๆ ทางคดีจะเป็นยังไง” อินทวงศ์ถามแทนทุกคน

    “ก็ต้องรอดูว่าเรื่องนี้เกิดนานแค่ไหน ถ้าอายุคดีนานกว่ายี่สิบปี ก็ขาดอายุความฟ้องร้อง คดีก็สิ้นสุด”

    พริมขอตัวกลับ จากนั้นทิ้งอินทวงศ์ให้ปลอบใจเกล้ามาศตามลำพัง

    “ขอให้ความเครียดในตัวคุณมาศหายไป โอม...เพี้ยง”

    เกล้ามาศยังซึม ก่อนจะบอกว่าไม่ได้เครียด แต่กลัวมากกว่า “พระปราบเคยบอกว่าริ้วทองจะทำให้ฉันสูญเสีย เหมือนที่ฉันเคยทำไว้กับริ้วทอง ฉันเคยฆ่าริ้วทอง ริ้วทองก็คงอยากให้ฉันตายเหมือนกัน”

    “ถ้าจะมีใครตายชดใช้ความผิดในอดีต ก็ควรจะเป็นผม เพราะผมเป็นต้นเหตุ”

    “ริ้วทองรักคุณ ริ้วทองไม่มีวันยอมให้คุณเป็นอะไร”

    “ผมก็ไม่ยอมให้คุณเป็นอะไรเหมือนกัน!”

    พูดจบก็มองลึกเข้าไปในดวงตาเธอ เหมือนจะสารภาพรัก เกล้ามาศถึงกับสะท้านกับสายตาคมคู่นั้น

    ก่อนจะยืนนิ่ง ยอมให้เขาโน้มตัวมาจูบหน้าผากด้วยความเต็มใจ อินทวงศ์ปลื้มใจมาก ดึงตัวเธอไปกอดแน่น พร้อมกับปลอบ

    “ไม่ต้องกลัว...ไม่ว่าอะไรจะเกิด เราสองคนจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

    เกล้ามาศยกมือโอบตอบ เหมือนเป็นการยอมรับในทีว่าได้เปิดใจให้เขาเข้ามาในหัวใจแล้ว...

    คืนเดียวกันที่บ้านสวิตา...นางเอกสาวเพิ่งฟื้นจากเป็นลมกลางกองถ่าย เพราะถูกผีริ้วทองพยายามเข้าสิง ไลยเห็นท่าทางแปลกๆของลูกสาว แต่ก็ไม่อยากซักให้มากความ กลัวอารมณ์เสียไปกว่านี้ เลยแยกไปดื้อๆ โดยไม่รู้เลยว่ากำลังถือกล่องใส่กำไลมาศเข้าไปในบ้าน

    สวิตาผละจากแม่ได้ก็ร้องเรียกผีริ้วทองให้ออกมาพบ อยากต่อว่าใจแทบขาดที่ทำเรื่องให้เธออับอายกลางกองถ่าย แต่นอกจากผีริ้วทองจะไม่ปรากฏตัว ไลยก็ร้องโวยวายบ้านแทบแตก เพราะเจอฤทธิ์มือผี!

    ooooooo

    เสียงร้องโวยวายของแม่ทำให้สวิตาวิ่งไปดู แล้วก็ถึงกับตาเหลือก อดสะพรึงไม่ได้ เมื่อเห็นมือผีอีกครั้ง ไลยร้องไห้ไม่หยุด นางเอกสาวเลยต้องร้องสั่งผีริ้วทอง ให้เลิกแผลงฤทธิ์ได้แล้ว

    กว่าจะปลอบให้แม่หายกลัวก็แทบแย่ สวิตายังต้องเหนื่อยเป็นสองเท่า เมื่อพยายามอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับผีริ้วทอง เพราะไลยไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย

    “จะชื่ออะไรก็ช่าง แต่แม่ไม่อยากให้วิทำแบบนี้เลย คนปกติที่ไหนเขาจะไปคบค้าสมาคมกับผี”

    “วิคบเพราะผลประโยชน์ค่ะแม่ งานที่วิได้หลายๆ ชิ้น แล้วก็ที่ร้านคุณแม่ขายดี เป็นเพราะริ้วทองช่วยเรา”

    “อะไรนะ...แล้วนี่ริ้วทองอยู่แถวนี้หรือเปล่า”

    “ริ้วทองเข้ามาข้างในบ้านเราไม่ได้ค่ะ เป็นเพราะยันต์ที่คุณแม่เอามาแปะไว้ที่ประตูกันริ้วทองไว้ เขาจะอยู่ได้แค่นอกบ้านเท่านั้น เพราะถ้าเอาเข้ามาในบ้าน อำนาจพระพุทธคุณจากยันต์จะทำให้มันเปลี่ยนเป็นมือเหมือนเมื่อกี้”

    “วิต้องทำอะไรให้ริ้วทองบ้าง”

    “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่ทำให้นังเกล้ามาศสูญเสียทุกอย่างอย่างที่ริ้วทองเคยเสียเท่านั้นเองค่ะ”

    ไลยอยากรู้ แต่สวิตาก็ไม่ตอบ ได้แต่บอกสั้นๆ

    “คุณแม่รู้แค่ว่าเมื่อทุกอย่างสำเร็จ ริ้วทองจะทำให้เรารวย แล้ววิก็จะได้ต๊ะมาครอบครองเท่านั้นเอง”

    เหตุการณ์วุ่นวายที่วังติณชาติ รวมทั้งเรื่องเลวร้ายที่เกิดกับสร้อยดาว ทำให้อินทวงศ์เครียดหนัก แม้จะสมหวังในรักกับเกล้ามาศ แต่เขาก็เป็นกังวล อยากให้ผีริ้วทองปล่อยวาง เลยตัดสินใจเจรจากับเธอตรงๆ

    และเขาก็ได้โอกาสเหมาะในคืนเดียวกันนั่นเอง เมื่อเห็นเงามืดของอะไรบางอย่างผ่านตาในห้องนอน

    “ริ้วทอง...คุณใช่ไหม ถ้าคุณอยู่แถวนี้ ผมอยากจะบอกคุณว่าผมขอโทษ ผมผิดเองที่ทำให้คุณต้องอยู่ในสภาพแบบนั้น ถ้าคุณจะโกรธใคร ขอให้โกรธผมเถอะ ได้ยินผมไหมริ้วทอง”

    แต่จนแล้วจนรอด ผีริ้วทองก็ไม่ปรากฏร่าง อินทวงศ์ถอนใจปลงๆ โดยไม่รู้เลยว่าผีร้ายวนเวียนอยู่ไม่ไกล

    “อย่าโทษตัวเองเลยเพคะ ไม่ใช่ความผิดของท่านชาย ที่หม่อมฉันต้องทุกข์ทรมานเป็นเพราะอีรัมภา มันผู้เดียวเท่านั้นที่จะต้องชดใช้คืนให้หม่อมฉัน!”

    ด้านคุณทวดภรณี...ฝันร้ายจนผวาตื่นอีกครั้ง ความฝันก็เป็นภาพเก่าๆเดิมๆ ที่ว่าหม่อมเจ้าหญิงรัมภาเป็นคนฆ่าริ้วทอง แต่กระนั้น...คุณทวดก็ไม่ได้เล่าความจริงทั้งหมดให้เกล้ามาศฟัง เพราะไม่อยากให้คิดมาก ได้แต่บอกให้ทำใจ อโหสิกรรมและขอให้ไปทำบุญกรวดน้ำด้วยกันในเช้าวันรุ่งขึ้น

    เกล้ามาศยกน้ำมาให้ ก่อนจะตัดสินใจลองถามถึงเรื่องในอดีต

    “ท่านทวดคะ...ริ้วทองทำอะไรให้ท่านทวดรัมภาโกรธ ท่านทวดถึงต้องฆ่าริ้วทองโหดเหี้ยมอย่างนั้น”

    “น้องรัมภาเกลียดริ้วทอง แต่ไม่ใช่แค่น้องรัมภาหรอกนะ ใครๆก็เกลียดริ้วทอง คนที่วังศุภมาศก็เกลียด”

    “วังศุภมาศ...วังของท่านชายดิเรก ริ้วทองไปทำอะไรให้ พวกเขาถึงต้องเกลียดริ้วทองล่ะคะ”

    “คนที่วังศุภมาศเล่าว่า...ตั้งแต่ริ้วทองเข้าไปอยู่ที่วังในฐานะเมียของเจ้าพี่ ริ้วทองก็ถืออำนาจบาตรใหญ่ ทำตัวเจ้ายศเจ้าอย่าง คิดจะทำร้ายใครก็ทำ ไม่เกรงใจใคร...”

    ooooooo

    เรื่องราวในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง...ริ้วทองกลายเป็นเจ้านายคนใหม่ของวังศุภมาศไปโดยปริยาย เพราะสถานะที่หม่อมเจ้าชายดิเรกมอบให้เป็นเมีย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนหรือมีพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ

    แต่บรรยากาศและสังคมที่เปลี่ยนไป ก็ทำให้ริ้วทองเครียดหนัก ไม่ว่าจะจับต้องหรือทำสิ่งใด ก็ดูจะเป็นเรื่องแปลกใหม่และแปลกตาสำหรับเธอเสมอ และก็ดูเหมือนจะทำให้เธอลำบากใจเต็มที เพราะความไม่คุ้นเคย ทำให้เธอปล่อยไก่ให้อับอายต่อหน้าบ่าวไพร่เสมอ

    ความเครียดกลายเป็นความเก็บกด พาลเกลียดและขวางหูขวางตาทุกคนที่เข้ามาใกล้ มองไม่เห็นความ ปรารถนาดี จนใครๆก็เข้าหน้าไม่ติด และคนเดือดเนื้อร้อนใจที่สุด ก็หนีไม่พ้นหม่อมถมยา ช้ำใจเหลือเกินที่ลูกชายคนเดียวเลือกหญิงบ้านนอกมาเป็นสะใภ้ศุภมาศ

    และคนแรกที่หม่อมถมยาคิดถึงก็คือสองสาวจากตระกูลติณชาติ ต้องตามไปปรับทุกข์ให้หายเครียด หม่อมเจ้าหญิงภรณีรับฟังด้วยความสงสารและเห็นใจ ต่างจากหม่อมเจ้าหญิงรัมภาที่พยายามอธิบายให้เข้าใจอดีตคู่หมั้นหนุ่ม

    “ท่านน้าเชื่อหญิงเถอะค่ะ เจ้าพี่ไม่ได้หลงริ้วทองเพราะมนต์เสน่ห์ใด เจ้าพี่รักริ้วทองจริงๆ หญิงมองออก และที่เจ้าพี่พูดเช่นนั้นกับท่านน้า เจ้าพี่ไม่ได้เข้าข้างริ้วทอง แต่เจ้าพี่กำลังประนีประนอมให้ทุกฝ่ายเข้าใจกัน เพราะทั้งท่านน้าและริ้วทอง...ต่างก็เป็นคนที่เจ้าพี่รักมากที่สุด เจ้าพี่อยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”

    “ไม่มีใครรู้ใจลูกชายของป้าเท่ากับหญิงรัมภาอีกแล้ว”

    คุณทวดภรณีดึงตัวเองจากอดีต เกล้ามาศนิ่วหน้า ยังคาใจ

    “ท่านทวดรัมภาก็ดูจะทำใจยอมรับเรื่องริ้วทองกับท่านชายดิเรกได้แล้ว ทำไมท่านถึงต้องฆ่าอย่างโหดเหี้ยม”

    “สิ่งไม่แน่นอนที่สุดคือใจคน...วันนี้รัก...พรุ่งนี้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกัน จากรักก็กลายเป็นเกลียดได้”

    “แต่เกลียดถึงขั้นฆ่ากันตาย ต้องเป็นเรื่องหนักหนามากเลยนะคะ”

    “ทวดไม่รู้หรอกว่าเขามีเรื่องอะไรกัน แต่ทวดก็ไม่แปลกใจที่น้องรัมภาจะโหดร้ายกับริ้วทอง เพราะนิสัยที่ติณชาติสืบทอดกันมาก็คือ...เวลาเรารักใครก็รักมาก เกลียดใครก็เกลียดแรง มาศโชคดีที่ได้นิสัยฝั่งพ่อ ถึงไม่เป็นอย่างเรา”

    “แต่มาศไม่เคยเห็นท่านทวดเกลียดใคร”

    “ทำไมจะไม่เคย...ทวดเคยเกลียดมาแล้ว ทวดถึงไม่อยากเกลียดใครอีก เพราะถ้าทวดรู้ตัวว่าเกลียดใครขึ้นมา ทวดทำได้ไม่ต่างจากที่น้องรัมภาทำกับริ้วทอง”

    “ท่านทวดเคยเกลียดใครหรือคะ”

    “อดีตเลวร้ายที่ทวดเคยทำไว้ ทวดขอเก็บมันไว้กับตัวคนเดียวนะ”

    ooooooo

    บทสนทนากับหลานสาวคนเดียว ทำให้ห้วงความคิดของคุณทวดภรณีคืนสู่อดีตอีกครั้ง...อดีตเลวร้ายของเธอ เริ่มต้นจากคืนหนึ่ง หลังจากที่ริ้วทองย้ายไปอยู่วังศุภมาศ ครอบครัวนายรวยก็ต้องเจอกับความลำบาก อึดอัดใจจากบรรดาเจ้านายในวังติณชาติ โดยเฉพาะหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ ซึ่งพาลหัวเสียจากเรื่องริ้วทอง

    คุณทวดภรณีหรือหม่อมเจ้าหญิงภรณีเวลานั้น รับรู้ถึงบรรยากาศนั้นได้ดี แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นคนมีปัญหา แต่ก็อดเป็นกังวลแทนครอบครัวนายรวยไม่ได้ ที่ต้องถูกกดดันตลอด และคืนนี้ก็เช่นกัน...เมื่อเธอต้องไปเป็นพยานรู้เห็นปรุงถูกพี่ชายอัดเกือบตาย เพียงเพราะไม่ยอมเล่นละครหุ่นกระบอกตามสั่ง

    ปรุงพยายามอธิบายว่าการเล่นละครแต่ละครั้งต้องเตรียมตัว เล่นไม่ได้ทันใจทุกครั้ง ซึ่งหม่อมเจ้าหญิงภรณีก็เข้าใจดี เพราะมาคลุกคลีกับชาวคณะบ่อยๆ เลยออกรับแทนปรุง แถมขู่พี่ชายอีกต่างหาก ไม่ให้ทำร้ายใครอีก หากไม่อยากให้ความลับฉาวๆเรื่องชอบเที่ยวสำนักโคมเขียวทุกวันถึงหูท่านพ่อ

    หม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ฮึดฮัดจากไปแล้ว หม่อมเจ้าหญิงภรณีเลยพาปรุงไปทำแผลใส่ยา โดยมีสายตาสงสัยของหม่อมเจ้าหญิงรัมภาตามติด สังหรณ์ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวกับนักเชิดหุ่นหนุ่มคงไม่ธรรมดา

    และเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องไม่งามเกิดจริงๆ หม่อมเจ้าหญิงรัมภาเลยจัดแจงส่งเจิมไปตามตัวปรุงมาพบ แล้วเอ่ยถามตรงๆว่าเขาคิดเช่นไรกับพี่สาว ปรุงหน้าเจื่อน ใจไม่ดี แต่ก็ข่มใจตอบเสียงเรียบ

    “ท่านหญิงณีเป็นคนดี มีน้ำพระทัยงดงาม เห็นอกเห็นใจผู้อื่น”

    “ใช่...ปรุงพูดถูกต้องหมดทุกอย่าง พี่หญิงณีของฉันเป็นคนดีมาก ต่อไปพี่หญิงก็ควรจะได้แต่งงานกับชายที่คู่ควร ให้สมพระเกียรติของเสด็จพ่อ ปรุงเห็นด้วยกับฉันหรือไม่”

    ปรุงรู้ได้ในวินาทีนั้นเองว่าอีกฝ่ายจงใจเรียกเขามาเตือนสติเรื่องหม่อมเจ้าหญิงภรณี เลยได้แต่ก้มหน้านิ่ง แล้วพยักหน้าตอบรับว่าเห็นด้วย หม่อมเจ้าหญิงรัมภาเลยถือโอกาสพูดเหมือนหวังดีแต่แฝงเจตนาร้าย

    “ดีล่ะ...เช่นนั้นถ้าปรุงเห็นชายที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเข้ามาใกล้ชิดพี่หญิง ปรุงต้องรีบบอกฉันนะ ฉันจะเตือนสติพี่หญิงเอง เพราะบางครั้ง...จิตใจที่งดงามเกินไปของพี่หญิง ทำให้พี่หญิงหลงลืมไปว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรทำ”

    คำพูดแดกดันทิ้งท้ายของหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ทำให้ปรุงถึงกับหน้าม้าน และพาลไปลงกับหม่อมเจ้าหญิงภรณี แต่ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายจิตใจ แค่อยากให้เธอตีตัวออกห่างเท่านั้น

    “ท่านหญิงเลิกยุ่งวุ่นวายกับหม่อมฉันเสียทีเถิด อย่างไรเสียกระหม่อมก็ไม่มีวันรักท่านหญิง”

    “แต่ปรุงเคยบอกว่าปรุงรักฉัน”

    “กระหม่อมไม่เคยพูด ท่านหญิงคิดไปเอง”

    “ไม่จริง...ปรุงเคยพูด ปรุงเคยบอกฉัน”

    “กระหม่อมจะพูดได้อย่างไร ในเมื่อกระหม่อมรู้ดีแก่ใจว่าหัวใจกระหม่อมรักใครคนหนึ่งไปหมดแล้ว”

    “ปรุงรักใคร...ปรุงบอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าปรุงรักใคร!”

    หม่อมเจ้าหญิงภรณีร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนัก ปรุงได้แต่ปลีกตัวออกมา เสียใจและรู้สึกผิดไม่น้อยเลย

    “ท่านหญิง...กระหม่อมขอโทษ ถ้ากระหม่อมไม่ทำเช่นนี้ ท่านหญิงก็จะไม่เลิกรักกระหม่อมเสียที”

    ด้านล้อมเพชร...พาเหมยกุยเข้าวังศุภมาศในวันเดียวกัน เพื่อรับรางวัลจากหม่อมเจ้าชายดิเรก ที่ช่วยริ้วทองไม่ให้ถูกขืนใจ บรรยากาศโออ่าและสวยหรู ทำให้ล้อมเพชรยิ่งริษยาในโชคชะตาของริ้วทอง เหมยกุยเลยอาสาจะช่วยให้ฝันเป็นจริง แต่เริ่มแรกญาติสาวจะต้องจัดการปั่นหัวริ้วทองให้ได้เสียก่อน

    ริ้วทองตามเล่ห์เหลี่ยมสองสาวจากร้านเพชรไม่ทัน เชื่อสนิทว่าอีกฝ่ายเป็นคนดีและหวังดีกับเธอจริงๆ อคติแต่เดิมทำให้ทวีความโกรธและเกลียดชังในตัวหม่อมเจ้าหญิงรัมภา และหมายมาดจะเอาคืนให้ได้!

    ไม่มีใครรู้ว่าแผนการเอาคืนของริ้วทองคืออะไรและในบ่ายวันเดียวกันนั่นเอง หม่อมเจ้าชายดิเรกก็พาเมียรักไปส่งวังติณชาติ เพราะตนต้องไปดูงานต่างจังหวัดหลายวัน ริ้วทองเลยขอไปพักกับพ่อแม่

    หม่อมเจ้าชายดิเรกรับปากจะจัดงานแต่งอย่างเป็นทางการ หลังกลับจากดูงาน นายรวยกับนางรื่นถึงได้ใจชื้น รับปากจะดูแลว่าที่เจ้าสาวให้ และปล่อยให้สองหนุ่มสาวได้ร่ำลากันตามลำพัง

    ริ้วทองมอบสร้อยพระของพ่อให้เขา ก่อนจะอวยพรเสียงหวาน

    “อำนาจพระพุทธคุณจะคุ้มครองท่านชายให้เดินทางปลอดภัย แล้วเราจะได้กลับมาพบกันอีกเพคะ”

    หม่อมเจ้าชายดิเรกซึ้งใจมาก โอบกอดเมียรักแน่น ไม่อยากจากไปไกลเลย

    “ฝากขอบใจพ่อรวยด้วยนะ ริ้วอยู่ที่นี่ก็ระวังรักษาตัวให้ดี จำไว้ว่าถึงเราจะห่างกัน ฉันจะคิดถึงริ้วทุกลมหายใจ”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา
    17 ต.ค. 2564

    06:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 02:01 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์