นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    กำไลมาศ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: เตรียมหลอน! "จุ๋ย" ประชันบทบาท "เจนี่-เต้ย" ใน​ "กำไลมาศ"

    สถานะที่เปลี่ยนไปของริ้วทอง ไม่ได้ทำให้เธอแค่ภูมิใจ แต่ทำให้ลำพองใจขึ้นด้วย จนเมื่อเจิมซึ่งตามมาเอาเรื่อง โทษฐานที่เธอขัดคำสั่งหม่อมเจ้าหญิงรัมภา หนีออกจากห้องเก็บของ นักเชิดหุ่นสาวก็ไม่กลัว
    เจิมโกรธมาก ถลาไปจิกผมและตบเต็มแรง จนร่างของริ้วทองล้มคว่ำบนพื้น

    “นี่เป็นค่าที่แกกล้าดีขัดคำสั่งท่านหญิง ปีนหน้าต่างออกมา...และเป็นค่าเตือนความจำว่าอย่าริทำตัวเก่งกับกู!”

    แต่ครั้งนี้ริ้วทองไม่ยอมถูกกระทำอีกต่อไป จังหวะที่เจิมจะซ้ำ เธอก็คว้ามือไว้แล้วตบกลับ “นี่เป็นค่าขี้โคลนที่พวกแกเคยบังคับให้ฉันลงไปคลาน” เจิมเลือดกบปาก แต่ไม่ทันขยับก็ถูกตบอีกรอบ “นี่เป็นค่าน้ำชาที่แกเอาสาดฉัน” เจิมหน้าหัน และเมื่อหันกลับ ก็ถูกซ้ำอีกรอบ “และนี่คือค่าข้าวของเครื่องใช้ของบ้านฉันที่พวกแกทำพัง!”

    ริ้วทองตาวาว จิกผมเจิมมาที่สระน้ำ แล้วถีบตกลงไปเต็มแรง

    “แล้วก็ช่วยจำเอาไว้ ถึงพวกฉันจะจน แต่พวกฉันก็เป็นคน มีมือมีตีนเหมือนกัน”

    เจิมกรีดร้องเสียงหลง ตะโกนโหวกเหวกด่าริ้วทองจนปรุงได้ยิน จึงจับทั้งสองแยกกัน และพยายามซักไซ้น้องสาวว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสร้อยคอของหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ที่หายไปจากคอเธอแล้ว

    ริ้วทองเชิดหน้า ตอบเสียงนิ่งแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ “ทิ้งไปแล้ว...ต่อไปนี้ฉันจะไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ใครมาบังคับให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันไม่อยากทำ หรือทำแล้วจะทำให้ฉันกับท่านชายเข้าใจผิดกัน ฉันจะไม่ทำ!”

    การเปลี่ยนแปลงของริ้วทอง จากหญิงชาวบ้านและนักเชิดหุ่นสาวธรรมดา กลายเป็นคนรักของหม่อมเจ้าชายดิเรก ทำให้เธอไม่เกรงกลัวใคร โดยเฉพาะเจ้านายในวังติณชาติอีกต่อไป

    แต่กระนั้น...เรื่องระหว่างเธอกับราชนิกุลหนุ่ม ก็เป็นความลับ เพราะฝ่ายชายยังไม่มีโอกาสทูลท่านพ่อท่านแม่ทราบ แถมที่วังศุภมาศก็มีเรื่องวุ่นๆ เพราะเสด็จพระองค์หญิง เสด็จป้าของหม่อมเจ้าชายดิเรก มีพระอาการไม่ค่อยดี ตรอมพระทัยจากการสูญเสียพระสวามีเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เลยทำให้ราชนิกุลหนุ่มตัดสินใจยังไม่บอกใครเรื่องริ้วทอง...

    อินทวงศ์ดึงตัวเองจากภวังค์ในที่สุด ภาพจากอดีตเลือนหายไปแล้ว แต่เรื่องราวเหล่านั้นยังชัดเจนดีในความรู้สึกเขา และไม่รอช้าจะโทร.หาเกล้ามาศ เพื่อจะบอกถึงสิ่งที่คิด แต่เธอก็ไม่ยอมรับสาย เขาเลยส่งข้อความไปแทนว่าเขาเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นคนทำร้ายทรัพย์มณี

    แต่ก็น่าเสียดาย เพราะเกล้ามาศปิดมือถือก่อนจะได้รับข้อความนั้น และเมื่อตื่นมาอีกครั้ง ความทุกข์ใจก็ยังอยู่ ด็อกเตอร์สาวเลยไปหาแม่เพื่อหาที่ระบาย แต่อินทนิลก็มัวขลุกตัวกับทรรศนะ เธอเลยไปหาคุณทวดภรณีแทน

    คุณทวดภรณีเห็นหลานสาวทำหน้าเครียดเหมือนไม่สบายใจ เลยปลอบด้วยการเล่าเรื่องพระลักษณวงศ์ให้ฟัง

    “เอาตอนที่นางยี่สุ่นรู้ความจริงแล้วว่าพราหมณ์เกสรคือนางทิพเกสร คนรักของพระลักษณวงศ์ปลอมตัวมาดีกว่า หลังจากนั้นนางยี่สุ่นกับคนใช้ก็ช่วยกันใส่ร้ายพราหมณ์เกสรต่างๆนานา เพื่อให้พระลักษณวงศ์และทุกคนเกลียดพราหมณ์เกสร โดยที่นางทิพเกสรไม่รู้เรื่องด้วยเลย”

    “ถูกใส่ร้าย...แล้วนางทิพเกสรทำอย่างไรคะ”

    “อภัยจ้ะ...การให้อภัยเป็นเสมือนน้ำเย็นที่ช่วยดับไฟ ส่วนใครที่จุดไฟแห่งโมหะขึ้นมา ถ้าเขาไม่ดับมัน ไฟนั้นก็จะเผาไหม้ทำลายคนคนนั้นไปเอง...”

    ooooooo

    สวิตายังเป็นนางเอกที่มีฝีมือเหมือนเดิม แม้จะหงุดหงิดใจเรื่องอินทวงศ์กับเกล้ามาศ แต่ก็ไม่ทำให้ความนิยมในตัวเธอลดลง ส่วนที่เปลี่ยนไปกลับเป็นบรรยากาศระหว่างเธอกับแทมมี่ หลังจากข่าวฉาวในกองถ่ายเมื่อหลายวันก่อน สองนักแสดงสาวก็กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด

    แต่ที่น่าหัวเสียกว่าคือแทมมี่ไม่ได้เอาความสามารถเข้าสู้ แต่ใช้ลูกเล่นน่าเบื่อทำให้สวิตารำคาญใจ อย่างเช่นวันนี้ ที่แทมมี่หอบหิ้วทองแถมมาด้วย และป่วนจนนางเอกสาวอยากจะส่งผีริ้วทองไปบีบคอ!

    สวิตาเกือบทำตามตั้งใจแล้ว ถ้าไลยจะไม่โทร.มาให้เธอต้องถ่อสังขารไปโรงพักต่างจังหวัดในวันเดียวกัน เพราะมีการขุดพบโครงกระดูกอายุกว่าร้อยปี พร้อมสมุดบันทึกสีดำเล่มเก่า ที่มีชื่อเจ้าของว่าล้อมเพชร แสงเพชร!

    วันเดียวกันที่วัดชานเมือง...เกล้ามาศกับพริมแวะมาทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร อาร์มตามมาด้วย พร้อมกับมะลิ ซึ่งอ้างว่าจะมาช่วยเขาจับสังเกตเกล้ามาศ ว่ามีใจให้เขาหรือไม่

    แต่จนแล้วจนรอด มะลิก็ไม่ได้ทำตามที่อ้าง มัวถ่ายรูปเล่นในวัดจนอาร์มเอือมระอา แต่การเดินเล่นของเธอ ก็ทำให้คณะของเกล้ามาศได้เจอกับพระปราบเป็นครั้งแรก

    พระปราบเห็นเกล้ามาศแล้วถึงกับอึ้งไปอึดใจ แต่เพราะรู้ดีว่าเป็นกรรมเก่า ทำให้ต้องเจอกันอีก ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นสงบนิ่ง และเมื่อด็อกเตอร์สาว ซึ่งรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเขาอย่างประหลาด ตั้งท่าจะถาม เขาก็โพล่งออกไปก่อน

    “ไม่ว่าใครจะทำร้ายโยมให้ทุกข์ใจทุกข์กายเพียงใด โยมต้องอโหสิกรรมให้เขา อย่าผูกบ่วงกรรมกันอีก”

    คำพูดเตือนสติของพระหนุ่ม ทำให้เกล้ามาศสะกิดใจ อดคิดถึงเรื่องแปลกๆในระยะนี้ไม่ได้

    “หลวงพี่พูดเหมือนรู้ว่ามีใครจะทำร้ายมาศ บอกมาศได้ไหมคะ มาศจะได้ระวังตัว”

    พระปราบถอนใจยาว ไม่ตอบคำถาม แต่พูดทิ้งท้ายเป็นนัยๆ “ทุกคนมีกรรมของตัวเอง ไม่มีใครช่วยใครได้ แต่เชื่อเถิดว่ากรรมคือสิ่งยุติธรรมที่สุด กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นจะคืนสนอง...ไม่ช้าก็เร็ว”

    ระหว่างที่เกล้ามาศครุ่นคิดถึงคำพูดของพระปราบ...สวิตาก็หมกมุ่นกับการอ่านบันทึกของล้อมเพชร แสงเพชร คุณทวดของเธอ และข้อความเกี่ยวกับวังติณชาติในตอนนั้น ก็ทำให้เธอตะลึงงัน

    “วังใหญ่โตหรูหราน่าอยู่ที่สุด แต่คนในวังมีจิตใจคับแคบนัก โดยเฉพาะนังท่านหญิงรัมภาน้องสาวของท่านชายอรรถรัตน์ มันพูดจาดูถูกฉัน เพราะว่าฉันไม่ได้มีเชื้อผู้ดีเช่นกัน ฉันชังน้ำหน้าผู้ดีเช่นมัน ฉันชังน้ำหน้ามันนัก ฉันขอสาบาน ถ้ามีโอกาสเมื่อใด คนเลือดไพร่อย่างฉันจะทำให้ผู้ดีอย่างมันพบพานแต่ความฉิบหาย...อีรัมภา!”

    บันทึกของคุณทวด ตรงกับคำบอกเล่าของผีริ้วทอง ที่ว่าล้อมเพชรไม่ถูกกับหม่อมเจ้าหญิงรัมภา แต่ที่น่าสนใจกว่า คือบันทึกถึงเหมยกุย ลูกพี่ลูกน้องของคุณทวด หญิงสาวลูกครึ่งไทยจีน ซึ่งได้พบกันโดยบังเอิญ

    คุณทวดล้อมเพชรบันทึกว่าเจอญาติสาวกำลังขโมยของกินในตลาด เลยพากลับมาบ้าน และเมื่อเธอขอเตี่ย พ่อแท้ๆและเจ้าของร้านทองตัวจริง ให้เหมยกุยพักอยู่ด้วย ก็ถูกด่ากระเจิง

    “อั๊วบอกว่าไม่ก็คือไม่ อย่ามาทำอวดดีกับอั๊ว ไม่งั้นจะเจอดีเหมือนแม่ลื้อ”

    คำขู่ของเตี่ยมาพร้อมกับการใช้กำลังทุบตีเธอเหมือนเคย แต่ไม่ทันตอบโต้ เจ้าหนี้ที่เตี่ยไปกู้เงินไว้ก็มาทวงเงิน และเหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้สองพ่อลูกได้รู้ความจริงบางอย่างเกี่ยวกับญาติสาว...

    “เหมยกุยได้รับสืบทอดวิชาไสยศาสตร์มนต์ดำมาจากแม่ ที่ผ่านมาเหมยกุยไม่อยากใช้วิชาเพราะเกรงจะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด แต่เหมยกุยยอมใช้วิชาช่วยฉันกับเตี่ย เตี่ยถึงใจอ่อนยอมให้เหมยกุยอยู่ด้วย

    เหมยกุยสาบานกับเตี่ยว่า...จะขอเป็นทาสรับใช้อาแปะกับล้อมเพชรไปจนวันตาย!”

    ooooooo

    อินทวงศ์ติดต่อเกล้ามาศไม่ได้ กลุ้มใจมาก แต่ก็ไม่ละความพยายามจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของเธอ ด้วยการพาตัวบัลลพมาตรวจสอบที่บ้าน และผลก็เป็นไปตามคาด คือไม่มีร่องรอยหรือหลักฐานบ่งบอกว่าด็อกเตอร์สาวเป็นคนนำกำไลเข้ามาในบ้าน นอกเสียจากว่าจะมีคนสมรู้ร่วมคิดด้วย

    “แต่ฉันเชื่อว่าคุณมาศไม่ได้ทำเลย...คุณมาศถูกอะไรบางอย่างจากกำไลเล่นงาน”

    อะไรบางอย่างของอินทวงศ์คงหมายถึงผี บัลลพถึงกับนิ่วหน้า ไม่อยากเชื่อหู

    “เฮ้ย...นี่คุณมาศทำอะไรเพื่อนฉันวะ”

    “ฉันรู้ว่านายไม่เชื่อ แต่ฉันขออย่างเดียว ว่าอย่าตัดสินคุณมาศเป็นคนไม่ดี เพราะฉันไม่อยากมีปัญหากับนาย”

    นายตำรวจหนุ่มหนักใจไม่น้อย แต่ไม่ทันสรตะอะไร เสียงกรีดร้องของทรัพย์มณีจากอีกห้อง ก็ทำให้สองหนุ่มต้องถลาไปหา แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่ออัญมณีบอกว่าทรัพย์มณีอาละวาดเพราะเห็นยางรัดผมของสร้อยดาว

    กว่าจะทำให้ทรัพย์มณีสงบสติอารมณ์ได้ ทุกคนในบ้านศุภมาศก็แทบบ้า อัญมณีเลยตัดสินใจกล่อมแม่ให้ไปรักษาตัว บำบัดอาการกลัวกำไลและทุกอย่างที่มีรูปร่างคล้ายกัน แต่ทรัพย์มณีก็ไม่ยอมท่าเดียว

    “แม่ไม่ไป...เดี๋ยวแม่ก็หายเอง แต่อย่าให้เกล้ามาศมาหาแม่อีก ต๊ะก็เหมือนกัน อย่าไปยุ่งกับเขาอีก”

    อินทวงศ์ไม่ตอบ ทรัพย์มณีเลยบังคับ จนเขาต้องรับปากแบบขอไปที

    “ดี...คิดแล้วก็เจ็บใจนะ เกล้ามาศอยากแสดงว่าตัวเองเก่งด้วยการทำให้ย่าหาย แต่เขาใช้วิธีโหดร้ายกับย่า ไม่สนใจเลยว่าย่าจะเป็นหรือจะตาย พวกติณชาติจิตใจต่ำช้าเหมือนที่ผู้ใหญ่เคยบอกเอาไว้จริงๆ”

    “มีเรื่องอะไรหรือครับ”

    “ย่าได้ยินว่าคนที่ติณชาติเคยทำให้คนในตระกูลเราตาย แต่ย่าก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้ เพราะตอนนั้นย่ายังเด็ก”

    “ทำไมคุณแม่ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ณีฟังเลยนะคะ”

    “เพราะแม่ไม่ได้ใส่ใจ อดีตก็คือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว แม่ไม่เอามาตัดสินคนปัจจุบัน แต่ตอนนี้แม่ชักจะแน่ใจแล้วว่า อยู่ให้ห่างตระกูลติณชาติไว้เป็นดีที่สุด!”

    เช้าวันเดียวกันที่บ้านสวิตา...ไลยไม่สบายใจเลยที่เห็นลูกสาวหมกมุ่นกับบันทึกเล่มเก่าของคุณทวดล้อมเพชร แต่เตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง นางเอกสาวยืนยันจะอ่านจนจบ และข้อความบางส่วนก็ทำให้ผงะ

    “อีกไม่นานทุกคนก็จะรู้ว่าหญิงสาวผู้สูงศักดิ์อย่างท่านหญิงรัมภา ติณชาติ ฆ่าสาวบ้านนอกเพราะเหตุหึงหวง นังรัมภาจะต้องถูกจับ ถูกประหารชีวิต มันจะต้องตายไปอย่างน่าสมเพช และตายไปพร้อมกับความลับที่ว่า...”

    ความจริงอันน่าตกใจจากบันทึกเล่มเก่าของคุณทวด ทำให้สวิตาอึ้งมาก และคิดได้ว่าผีริ้วทองจะรู้เรื่องนี้ไม่ได้ เลยจะเผาบันทึกทิ้ง แต่เพียรพยายามเท่าไหร่ บันทึกลับเล่มเก่าก็ไม่ไหม้ แถมไฟจะลวกมือเธออีกต่างหาก

    สุดท้ายนางเอกสาวเลยต้องเก็บบันทึกลับของคุณทวดไว้ก่อน พร้อมล็อกกุญแจแน่นหนา ก่อนจะออกไปเจอผีริ้วทอง ซึ่งมาส่งสัญญาณเรียกเธอจากหน้าบ้านนานแล้ว

    ท่าทางหวาดระแวงของสวิตา ทำให้ผีริ้วทองสงสัย แต่ไม่ทันถาม นางเอกสาวก็โพล่งออกมาก่อน

    “ฉันรู้แล้วริ้วทอง...ว่านังรัมภามันทำเลวกับเธอและกับท่านทวดล้อมเพชรของฉันมากขนาดไหน”

    ความสงสัยแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม สะใจที่นางเอกสาวเข้าใจหัวอกสุมด้วยไฟแค้นของเธอ

    “ถ้าฉันคือคุณทวดล้อมเพชร นังเกล้ามาศคือรัมภา ก็แสดงว่าชาติที่แล้วนังเกล้ามาศมันร้ายกับฉันเอาไว้มาก ฉันอยากแก้แค้นมัน เธอต้องช่วยฉันแก้แค้นนังเกล้ามาศให้สำเร็จเร็วที่สุดนะริ้วทอง”

    “งั้นเราจะรออะไรอยู่ล่ะคะ...”

    ooooooo

    แผนแก้แค้นเกล้ามาศอย่างแรกของสวิตากับผีริ้วทองคือทำร้ายอินทนิล ด้วยการยุแยงให้ไฮโซสาวผิดใจกับทรรศนะ แฟนหนุ่มนายแบบที่ลอบเป็นชู้กับแทมมี่

    อินทนิลซึ่งกำลังมีความสุขกับความรัก ถึงกับหน้าเครียด เมื่อได้รับข้อความจากบุคคลปริศนา

    “ปล่อยให้มันเอาเขามาสวมให้ ไม่รู้สึกหนักหัวบ้างหรือคะ ทรรศนะเขาเบื่อโคแก่หนังเหนียวอย่างคุณเต็มที่แล้ว เขาถึงไปแอบกินโคสาวเนื้ออ่อน”

    ข้อความยังไม่ร้ายเท่ารูปภาพ ซึ่งถูกส่งเข้ามือถือในเวลาต่อมา ว่ารถของทรรศนะจอดอยู่หน้าบ้านแทมมี่!

    ไฮโซสาวโกรธมาก ผลุนผลันจะออกจากบ้านไปตามจับแฟนหนุ่มให้ได้คาหนังคาเขา เกล้ามาศเห็นว่าดึกแล้ว ไม่อยากให้แม่ไปคนเดียว เลยพยายามทัดทาน แต่ก็ถูกแหวเสียงเขียว

    “อย่ายุ่งได้ไหม...มาศก็รู้ว่าแม่รักทรรศมาก แม่ไม่อยากเสียทรรศไปเหมือนที่แม่เคยเสียคนอื่น ถ้ามาศไม่อยากเห็นแม่ทรมานใจจนตายก็อย่าห้ามแม่...แม่ขอร้อง”

    เกล้ามาศไม่มีทางเลือก ต้องปล่อยแม่ตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ตามไปช่วยเผื่อเกิดเรื่อง ส่วนสวิตากับผีริ้วทอง ยิ้มเยาะด้วยความสะใจ แล้วจัดการเอากำไลมาศมาใส่ให้แทมมี่ เพราะหวังผลบางอย่าง...

    ฤทธิ์เดชของกำไล ทำให้แทมมี่กลายสภาพเป็นนางมารร้าย กล้าต่อปากต่อคำกับอินทนิลอย่างหน้าไม่อาย จนโดนตบไปหลายฉาด แต่ก็ไม่สะทกสะท้าน

    “พอใจแล้วใช่ไหม คราวนี้ก็ถึงเวลาที่พวกมึงต้องชดใช้!”

    พลังจากกำไล ทำให้แทมมี่มีเรี่ยวแรงมากกว่าเดิมหลายเท่า ลงไม้ลงมือกับอินทนิลจนอีกฝ่ายแทบลุกไม่ขึ้น ทรรศนะกลัวบ่อเงินบ่อทองจะตาย เลยถลาไปห้าม เกล้ามาศมาถึงบ้านของแทมมี่หลังจากนั้น และเมื่อเห็นกำไลบนข้อมือแทมมี่ ก็ตัดสินใจกระชากออก เหตุการณ์วุ่นวายจึงสงบลงได้

    เกล้ามาศรีบพาร่างสะบักสะบอมของแม่กลับวังติณชาติหลังจากนั้น ทรรศนะตามไปปรับความเข้าใจ แต่ก็ถูกขวาง และถูกสั่งไม่ให้มาที่วังอีก ถ้าไม่อยากถูกจับส่งตำรวจ!

    อินทนิลเสียใจมาก และขังตัวเองในห้องจนเกล้ามาศถึงกับร่ำไห้ด้วยความเป็นห่วง

    “คุณแม่ขา...มาศรักคุณแม่นะคะ คุณแม่ต้องเข้มแข็งเพื่อมาศนะคะ”

    เสียงหัวเราะปริศนาดังขึ้นระหว่างนั้น เกล้ามาศมองรอบๆตัวหาที่มา ก่อนจะปาดน้ำตาทิ้ง หัวเสียมาก เมื่อคิดได้ว่าเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดกับแม่ อาจมีสาเหตุมาจากเจ้าของเสียงปริศนา

    “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าท่านทวดรัมภาเคยทำอะไรให้เธอโกรธ แต่มันยุติธรรมแล้วเหรอที่เธอจะมาลงกับฉันกับคุณแม่ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ถ้าอยากเอาคืน ขอให้มาลงที่ฉัน...อย่าทำร้ายคุณแม่”

    ผีริ้วทองไม่ได้ตอบ แต่ส่งเสียงหัวเราะลั่นกว่าเดิม สาแก่ใจนักที่ทำให้ศัตรูหัวใจจากอดีตชาติเจ็บปวดใจ เหมือนเธอเมื่อหลายสิบปีก่อน และนับจากวันนี้...เธอก็จะทำให้อีกฝ่ายต้องช้ำหนักกว่าเดิม!

    ไม่ใช่แค่เกล้ามาศที่ต้องหนักใจกับอาการของอินทนิล แม้แต่เหล่าคนใช้ ซึ่งอยู่วังติณชาติมานาน ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ โดยเฉพาะประยงค์ อยู่ที่นี่นานกว่าคนอื่น และรู้ดีว่าอินทนิลไม่ใช่คนจิตใจเลวร้าย แต่อาจเป็นกรรมเก่าจากรุ่นพ่อ ทำให้เธอต้องมารับกรรม ถูกทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    แต่นุชซึ่งมาอยู่ทีหลัง กลับไม่คิดเช่นนั้น และคิดว่าเป็นกรรมจากการกระทำของอินทนิลเองมากกว่า

    “ตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยเห็นคุณนิลสนใจไยดีท่านทวดเลย ทั้งที่ท่านทวดรักคุณนิลมาก ถามหาคุณนิลตลอด แต่คุณนิลก็เบลอใส่ตลอดเหมือนกัน ทำให้คนที่เรารักเป็นทุกข์ใจแล้วจะไปหวังให้คนอื่นรักเราได้ยังไง ไม่เหมือนคุณมาศ...คุณมาศใส่ใจท่านทวด ท่านทวดมีความสุขขึ้นก็เพราะคุณมาศเลยนะ”

    พลถอนใจหนักหน่วง โพล่งออกไปบ้าง “งั้นก็ขอให้ผลบุญที่คุณมาศทำให้ท่านทวดณีสุขกายสบายใจ ช่วยให้คุณมาศเจอผู้ชายดีๆ สมหวังในความรัก อย่าให้เจอปัญหารักสามเส้าเราสามคนเหมือนคุณนิลเลย...”

    ooooooo

    เรื่องของอินทนิลทำให้เกล้ามาศข่มตาหลับไม่ลง และด้วยความเป็นห่วง จึงคอยเฝ้าไม่ห่างจนถึงเช้าวันต่อมา และคงเพราะพักผ่อนไม่พอ เลยทำให้ด็อกเตอร์สาวทรุดฮวบ!

    อินทวงศ์แวะมาวังติณชาติในเช้าวันเดียวกัน ทันเห็นความวุ่นวายของเหล่าคนใช้ ที่พยายามจะพยุงร่างอ่อนแรงของเกล้ามาศ เขาไม่รอช้าจะเข้าไปช่วยด้วยและเมื่อด็อกเตอร์สาวเห็นหน้าสถาปนิกหนุ่มก็ถึงกับถอนใจ ทั้งอับอายและกระอักกระอ่วนใจเหลือเกินที่เขาต้องเจอเธอในสภาพนี้

    สภาพของเกล้ามาศ ทำให้อินทวงศ์เป็นห่วง แต่เมื่อซักไซ้ เธอกลับตัดบท และบอกตรงๆว่าไม่อยากคุยกับใคร

    “งั้นไม่ต้องคุย ฟังผมอย่างเดียว ผมไม่เชื่อว่าคุณทำร้ายคุณย่า เพราะคุณเป็นคนดี คนอย่างคุณไม่มีวันทำร้ายใครได้ แต่ผมเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะกำไลวงนั้น เขาที่มากับกำไลต้องการทำร้ายคุณ ถ้าคุณเปิดใจ ไว้ใจผม ผมจะช่วยคุณหาคำตอบว่าทำไมเขาต้องตามทำร้ายคุณ”

    สายตาจริงจังและจริงใจของเขา ทำให้เกล้ามาศใจอ่อน แต่ไม่ทันตอบ คุณทวดภรณีก็แวะมาเยี่ยมอินทนิลเสียก่อน ด็อกเตอร์สาวไม่อยากให้คุณทวดกังวลกับอาการแม่ เลยพยายามบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่อง ให้อินทวงศ์ไปส่งถึงเรือนไทยหลังวัง และอยู่รอฟังเรื่องพระลักษณวงศ์

    อินทวงศ์ถึงกับนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะรับมุก เกล้ามาศจะตามไปด้วย แต่เพราะยังอ่อนแรง เลยเกือบเป็นลมอีกรอบ สถาปนิกหนุ่มรีบถลาไปประคอง เลยกลายเป็นภาพที่ทำให้คุณทวดภรณีต้องตะลึง

    ภาพอินทวงศ์ประคองเกล้ามาศ ช่างเหมือนกับภาพในความทรงจำเก่าๆที่เธอคุ้นเคยมานาน โดยเฉพาะฝ่ายชาย ทำให้คุณทวดภรณีเกิดภาพหลอนชั่วขณะ เหมือนว่ากำลังเห็นหม่อมเจ้าชายดิเรก ศุภมาศ อีกครั้ง!

    และภาพหลอนนั้นคงเหมือนจริงมาก จนคุณทวดภรณีต้องก้มกราบอินทวงศ์ “เจ้าพี่ดิเรก...เจ้าพี่หายไปไหนมาคะ ทำไมไม่มาที่นี่บ้าง เจ้าพี่รู้หรือยังคะว่าน้องรัมภาตายแล้ว ทุกคนทิ้งน้องกันไปหมด”

    อินทวงศ์รีบยอบตัวไปประคอง ร้องห้ามให้วุ่นวาย ไม่อยากให้คุณทวดทำแบบนี้ เกล้ามาศต้องเข้าไปช่วย แต่กลับทำให้คุณทวดยิ่งประสาทเสีย เพราะใบหน้าของหลานสาว เหมือนกับหม่อมเจ้ารัมภา น้องสาวคนเดียวเหลือเกิน

    “น้องรัมภา...น้องรัมภาตายแล้ว น้องรัมภาเป็นผี!”

    คุณทวดภรณีร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัว เกล้ามาศ พยายามจะอธิบาย แต่คุณทวดก็ถอยหนี

    “ไป...ไปให้พ้น น้องรัมภาอย่ามาหลอกพี่ พี่เป็นพี่สาวของน้องนะ”

    ภาพเหตุการณ์สุดสะพรึงในอดีตผุดขึ้นในหัวของคุณทวดภรณีอีกครั้ง เธอยังจำแววตาโหดเหี้ยมและเลือดเย็นของน้องสาวคนเดียวได้ดี และไม่รอช้าจะวิ่งหนี แต่เพราะไม่ทันระวัง เลยลื่นล้มตรงหน้าอินทวงศ์กับเกล้ามาศนั่นเอง!

    ooooooo

    คุณทวดภรณีหมดสติไปแล้ว พร้อมกับภาพในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง ในวันที่หม่อมเจ้าชายดิเรกแวะมาทูลขอประทานคณะหุ่นกระบอกนายรวยจากเสด็จ ในกรมฯ ไปแสดงในงานฉลองวันคล้ายวันประสูติของเสด็จพระองค์หญิง

    หม่อมเจ้าหญิงภรณีอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย จำได้ดีถึงท่าทางอึกอักของท่านพ่อ ที่ต้องปฏิเสธหม่อมเจ้าชายดิเรก ก่อนจะทรงโยนไปให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาเป็นคนตัดสิน เพราะหลังจากวันงานเลี้ยงฉลองที่หม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์กลับจากเมืองนอก และเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น สิทธิ์ขาดในการดูแลคณะหุ่นกระบอกก็ถูกเปลี่ยนมือ

    และในเมื่อเจ้าของตัวจริงอย่างหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ไม่อยู่ หม่อมเจ้าหญิงรัมภา น้องสาวที่ไว้ใจมากที่สุด เลยเป็นคนตัดสินใจแทน หม่อมเจ้าชายดิเรกอดเป็นกังวลไม่ได้ แล้วก็ถึงกับถอนใจ เมื่อได้ยินคำถามจากราชนิกุลสาว

    “ในพระนครมีคณะหุ่นกระบอกอื่นอีกถมเถ ทำไมเจ้าพี่จะต้องเจาะจงเลือกคณะนายรวยคะ”

    “เพราะว่าไม่มีคณะไหนแสดงหุ่นกระบอกได้สนุกเท่าคณะนายรวย”

    “เจ้าพี่เคยดูหมดทุกคณะแล้วหรือคะ ถึงกล้าตัดสินใจเช่นนั้น”

    “ถ้าพี่พบสิ่งที่ดีแล้ว พี่จะไม่เสียเวลาไปเลือกหาอีก”

    คำพูดเป็นนัยของเขา ทำให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาช้ำใจมาก แต่ยังทำหน้านิ่ง เหมือนไม่เป็นอะไร

    “ถ้าเจ้าพี่มั่นใจมากเช่นนี้ หญิงก็คิดว่าพี่อรรถจะไม่ขัดข้อง”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาอยู่ในสภาพหน้าชื่นอกตรมหลังจากนั้น เจิมไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเจ้านายสาวถึงยอมตกลงให้คณะหุ่นกระบอกนายรวยไปแสดงในวังศุภมาศ แต่เพียงไม่นาน ต้นห้องคนสนิทก็ได้รู้เหตุผล

    แท้จริงแล้ว...หม่อมเจ้าหญิงรัมภาแทบเก็บความคับแค้นใจไว้ไม่ไหว ถึงกับต้องแล่นไปวังศุภมาศในบ่ายวันเดียวกัน พร้อมกับเจิมซึ่งยังมีแผลบอบช้ำเต็มหน้า จากการปะทะกับริ้วทองเมื่อวันก่อน เมื่อหม่อมถมยาเห็นเข้าก็ถามไถ่ด้วยความสงสัยและเป็นห่วง แต่หม่อมเจ้าหญิงรัมภาก็ไม่บอก แต่กลับตีหน้าเศร้าเคล้าน้ำตา เรียกร้องความสนใจ

    ได้ผลเกินคาด ท่าทีมีพิรุธของหม่อมเจ้าหญิงรัมภา และแผลบนหน้าเจิม ทำให้หม่อมถมยาเชื่อสนิท!

    “หญิงรัมภา...บอกป้ามาเดี๋ยวนี้ ดิเรกกับริ้วทองมีอะไร”

    “ท่านป้าอย่าขุ่นเคืองหญิงเลยนะคะ หญิงไม่อยากพูดให้ร้ายใคร เอาเป็นว่าหญิงขอให้ท่านป้าจับตาดูริ้วทองไว้ให้ดี แล้วตัดสินใจด้วยตัวเองว่าผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างไร...”

    แผนการของหม่อมเจ้าหญิงรัมภา คือทำให้หม่อมถมยาล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างริ้วทองกับหม่อม เจ้าชายดิเรก แล้วก็ได้ผลดีจริงๆ เพราะหม่อมถมยาโกรธมาก เมื่อเห็นท่าทางชม้ายชายตาของริ้วทองที่มีต่อลูกชาย และเข้าใจในบัดดลว่านักเชิดหุ่นกระบอกจงใจยั่วยวนราชนิกุลหนุ่ม เพราะหวังเปลี่ยนสถานะและกำพืดของตน

    ริ้วทองไม่รู้เรื่อง และคิดว่าทุกอย่างคงเป็นไปด้วยดี เพราะทุกคนในวังศุภมาศดูจะชื่นชอบการแสดงของครอบครัวเธอ โดยเฉพาะเสด็จพระองค์หญิง ป้าของหม่อมเจ้าชายดิเรก ที่ถึงกับทรงร่วมแสดงด้วย

    หม่อมถมยาเฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างด้วยความไม่พอใจ และเมื่อการฝึกซ้อมจบลง จึงส่งคนไปตามริ้วทองมาพบ และมอบผ้าแพรสีเรียบให้หนึ่งผืน เพื่อใช้ใส่ในงานวันคล้ายวันประสูติของเสด็จพระองค์หญิง

    ริ้วทองดีใจมาก และคิดว่าอีกฝ่ายคงจะไม่รังเกียจฐานะของตน แต่ก็เกือบต้องล้มทั้งยืน เมื่อเห็นว่าหม่อมเจ้าหญิงรัมภาก็ได้รับผ้าสำหรับใส่ไปงานเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ว่า ผืนนั้นงดงามกว่าที่เธอได้มามาก

    “ผ้าผืนนี้ป้ารักมาก ตอนแรกตั้งใจเก็บไว้ใส่งานแต่งงานของดิเรก แต่ป้าคิดว่าเหมาะสมกับหญิงรัมภามากกว่า ดูสิ...สีผ้าขับกับสีผิว หญิงรัมภาใส่แล้วต้องงดงามสมกับที่เป็นคู่หมั้นคู่หมายของชายดิเรก...เธอเห็นด้วยไหมริ้วทอง”

    ในที่สุดริ้วทองก็รู้ความจริง...ว่าแท้จริงแล้ว หม่อมถมยาเรียกเธอมาพบเพราะอะไร หม่อมเจ้าหญิงรัมภามองมาด้วยแววตาเย้ยหยัน ยิ่งเมื่อหม่อมถมยาถามย้ำกับริ้วทอง ยิ่งสาสมใจ

    “ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือริ้วทอง เธอเห็นด้วยกับฉันหรือไม่ ว่าไม่มีใครเหมาะกับชายดิเรกเท่าหญิงรัมภาอีกแล้ว”

    ริ้วทองจำต้องตอบรับอย่างอดทน ก่อนจะต้องกัดฟันแน่น เมื่อได้ยินคำสั่งต่อมาของหม่อมถมยา

    “กำชับทุกคนด้วยว่าวันงานเจ้าพี่ ทุกคนต้องนุ่งผ้าที่ฉันให้เท่านั้น จะได้ดูดีสมกับเป็นคนรับใช้ของวังศุภมาศ”

    คำพูดเหยียดหยามทิ้งท้ายของหม่อมถมยา ทำให้ริ้วทองแทบคลั่ง แต่ก็ทำได้แค่ข่มอารมณ์ รอจนได้อยู่ตามลำพัง ถึงได้เขวี้ยงผ้าพับที่เพิ่งได้มาลงพื้น ก่อนจะใช้เท้าเหยียบย่ำด้วยความโกรธจัด

    “พวกแกจะได้เห็น ว่าฉันต่างหากที่เหมาะสมกับท่านชายดิเรก!”

    ooooooo

    แผนการโต้กลับของริ้วทองเริ่มต้นในเช้าวันต่อมา เมื่อหม่อมเจ้าชายดิเรกแวะมารับคณะหุ่นกระบอกไปซ้อมการแสดงที่วังศุภมาศ นักเชิดหุ่นกระบอกสาวแกล้งทำตัวหมางเมินและเย็นชา อ้างว่าไม่สบายขอตัวไม่ไปซ้อม ราชนิกุลหนุ่มก็ร้อนรนแทบแย่ และไม่รอช้าจะตามไปปรับความเข้าใจ

    “ริ้วโกรธฉันเรื่องอะไร หรือว่าริ้วโกรธเรื่องที่ฉันยังไม่ทูลท่านพ่อท่านแม่ให้รู้เรื่องของเรา”

    “เปล่าเพคะ เรื่องนั้นหม่อมฉันเข้าใจดี”

    “เช่นนั้นริ้วเป็นอะไร ถ้าริ้วไม่ยอมบอก ฉันจะกอดริ้วไว้แบบนี้ จะหอมริ้วให้แก้มช้ำเลยด้วย”

    พูดจบก็ทั้งกอดและหอมจนริ้วทองเริ่มเขิน แต่ยังตีหน้าเศร้า สวมบทโศกเป็นหญิงสาวผู้เจียมตน

    “หม่อมฉันไม่อยากไปงานของเสด็จป้าของท่านชาย... หม่อมฉันไม่อยากเห็นหญิงคนอื่นๆเข้าใกล้ท่านชาย”

    “หึงฉันหรือไง ฉันสัญญาว่าฉันไม่มีวันเห็นหญิงใดดีกว่าเมียของฉัน”

    “หม่อมฉันมั่นใจความรักของท่านชายเพคะ แต่หม่อมฉันไม่มั่นใจจิตใจตัวเอง หม่อมฉันยังเป็นคนธรรมดาที่มีรักโลภโกรธหลง หม่อมฉันเกรงว่าเมื่อเห็นผู้หญิงอื่นมางานแต่งตัวโก้หรู ขณะที่หม่อมฉันมีเพียงกระโปรงตัวเก่า ไม่มีเครื่องประดับสักชิ้น จะยิ่งตอกย้ำให้หม่อมฉันรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงคนจากโคลนตม ไม่มีสิ่งใดคู่ควรจะท่านชายดิเรกเลย”

    “อย่าร้องไห้...ฉันสัญญา ฉันจะทำให้ริ้วไม่ต้องรู้สึกต่ำต้อยอีกต่อไป”

    ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของริ้วทอง หม่อมเจ้าชายดิเรกรีบกลับไปคิดหาทางทำให้คนรักมีหน้ามีตาไม่อายใครในงาน และสิ่งแรกที่เขาคิดถึงคือกำไลมาศบนข้อมือหุ่นนางยี่สุ่น ซึ่งเขาเคยชื่นชมนักหนาว่าริ้วทองประดิษฐ์ออกมาได้ดี และครั้งนี้...เขาจะจำลองมันออกมาเป็นกำไลจริงๆบ้าง เพื่อให้เธอได้สวมใส่วันงาน

    แต่ที่คู่รักต่างฐานันดรไม่รู้ คือปรุงแอบเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง และคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างน้องสาวนอกไส้กับราชนิกุลหนุ่มคงเกินจะขัดขวางเสียแล้ว นักเชิดหุ่นหนุ่มเสียใจมาก กินเหล้าเมามายจนแทบขยับตัวไปไหนไม่ได้ เมื่อหม่อมเจ้าหญิงภรณีผ่านมาเห็นโดยบังเอิญ เลยพยายามจะพยุงกลับไปพักในเรือนด้วยความทุลักทุเล

    ปรุงเมาแอ๋จนไม่ได้สติ เห็นภาพหลอนและเข้าใจผิดคิดว่าหม่อมเจ้าหญิงภรณีคือริ้วทอง เลยพรั่งพรูความในใจ พร้อมกับซุกไซ้ด้วยความหลงใหลและหึงหวง ราชนิกุลสาวตัวสั่นด้วยไม่เคยต้องมือชาย แต่แล้วแรงพิศวาสจากเขาก็ทำให้เธอหลงเคลิ้มไปชั่วขณะ และคิดเอาเองในตอนนั้นว่าเป็นความรัก!

    และก่อนที่อะไรๆจะเลยเถิด นายรวยกับนางรื่นก็กลับมาจากซ้อมละคร หม่อมเจ้าหญิงภรณีเลยต้องผละออกไป ทิ้งปรุงซึ่งเมามายไม่ได้สติไว้ในเรือนพักตามลำพัง แต่ไม่วายแอบมองจากมุมลับตา พร้อมกับหมายมั่นปั้นมือ จะทำทุกอย่างเพื่อสมหวังในรักกับปรุงให้ได้...

    ด้านหม่อมเจ้าชายดิเรก...แวะไปร้านทองของล้อมเพชรแต่เช้าของวันต่อมา เพื่อรับเครื่องประดับชิ้นงามที่สั่งทำไว้ เตี่ยของล้อมเพชรให้การต้อนรับอย่างดี และจัดแจงนำกำไลมาศมาให้

    ชื่อของริ้วทองที่ถูกสลักด้านในของกำไล ทำให้ราชนิกุลหนุ่มยิ้มด้วยความพอใจ

    “ชื่อที่ให้สลักเพิ่มก็ทำได้ดี ตอนแรกฉันกังวลใจไม่น้อยว่าสลักชื่อโดยไม่ได้ร่างในแบบ ออกมาจะเป็นอย่างไร ไม่เสียแรงที่ฉันไว้ใจให้คุณทำของให้คนรักของฉัน”

    หม่อมเจ้าชายดิเรกออกจากร้านไปแล้ว แต่ลืมกระดาษวาดแบบกำไลมาศไว้ เตี่ยเลยจะเอาไปคืน จึงทันได้เห็นเหตุการณ์หน้าร้าน เมื่อล้อมเพชรได้เจอหม่อมเจ้าชายดิเรกเป็นครั้งแรก!

    ooooooo

    อาการมองตามจนเหลียวหลังของล้อมเพชร ทำให้เตี่ยของขึ้น และไม่รอช้าจะกระชากลากถูลูกสาวคนเดียวไปเฆี่ยนอย่างรุนแรงในบ้าน พร้อมกับตะโกนด่าลั่น

    “แค่เห็นสายตาที่ลื้อมองท่านชายดิเรก อั๊วก็รู้แล้วว่าเลือดร่านของแม่ลื้อมันแรงแค่ไหน”

    ล้อมเพชรเจ็บแทบตาย แต่ยังพยายามพูดแก้ต่างแทนแม่ แต่มีหรือเตี่ยจะสนใจ

    “เจ็บแล้วจะได้จำ ว่าอย่าทำตัวต่ำ ร่านผู้ชายเหมือนแม่ลื้อ!”

    จบคำก็ทำท่าจะฟาดไม่ยั้ง เหมยกุยซึ่งเพิ่งกลับจากตลาดรีบเข้ามาห้าม เสนอให้ทำโทษตนแทนล้อมเพชร แต่นอกจากจะไม่ได้ผล สาวลูกครึ่งยังถูกตบจนกระเด็นไปอีกทาง

    “ลื้อไม่ใช่ลูกอั๊ว ลื้อจะชั่วจะดีก็เรื่องของลื้อ อั๊วไม่จำเป็นต้องสั่งสอนลื้อให้เสียแรง แล้วลื้อจำเอาไว้ ถ้าลื้อยังอยากอยู่ที่นี่ต่อไป อย่าใช้วิชาหมอผีกับอั๊วอีก ไม่อย่างนั้นอั๊วกับลื้อได้เห็นดีกันแน่ ส่วนลื้อ...สามวันจากนี้ไป ห้ามไปไหนเด็ดขาด ถ้าลื้อไม่ฟังอั๊ว อั๊วจะเฆี่ยนให้หลังขาด!”

    เตี่ยโยนไม้ทิ้งแล้วหุนหันออกไป ทิ้งสองสาวให้มองหน้ากันเครียดๆ โดยเฉพาะล้อมเพชรมองตามพ่อด้วยแววตาเกลียดชังอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มบางๆเมื่อเห็นกระดาษแบบของหม่อมเจ้าชายดิเรกไม่ไกลกันนั้น

    แบบกำไลมาศงดงามจนล้อมเพชรอดรำพึงด้วยความคับแค้นใจไม่ได้ “เกลียดขี้หน้านังท่านหญิงรัมภานัก มันทำบุญด้วยอะไรถึงเกิดมาโชคดีเสียเหลือเกิน ถ้าผู้หญิงที่ท่านชายดิเรกรักเป็นฉันบ้างก็คงจะดี”

    “ล้อมรักท่านชายดิเรกหรือ”

    ล้อมเพชรถอนใจยาว ก่อนจะเผยให้ฟังถึงความเก็บกดในใจ “ฉันอยากให้ท่านชายรักฉัน ท่านชายจะได้พาฉันออกจากนรกขุมนี้ แล้วถ้าฉันได้เป็นสะใภ้วังศุภมาศ เตี่ยคงไม่กล้าตบตีฉันอีก”

    “แล้วถ้าท่านชายรักล้อม ล้อมจะรักท่านชายหรือเปล่า”

    ท่าทางแปลกๆของญาติสาว ทำให้ล้อมเพชรเริ่มเอะใจ แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเหมยกุยสารภาพง่ายๆ

    “ฉันหวงล้อม ฉันไม่อยากให้ล้อมรักใคร”

    “เธอจิตวิปลาสไปแล้วเหรอเหมย เราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน เธอจะมารักฉันได้ยังไง”

    “ฉันรู้...ฉันเคยพยายามห้ามใจตัวเองแล้ว แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันมีความสุขเวลาที่ล้อมยิ้มให้ฉัน ปกป้องฉัน อาจเป็นเพราะว่าฉันไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านั้นจากใคร...นอกจากล้อม ในเมื่อล้อมรู้เช่นนี้แล้ว ล้อมจะรังเกียจฉันหรือไม่”

    สายตาอ้อนวอนของเหมยกุย ทำให้ล้อมเพชรใจแข็งไม่ลง แต่ก็ไม่วายพูดตามตรง

    “เธอเป็นเพื่อนดีที่สุดของฉัน ฉันไม่รังเกียจเธอหรอก แต่ฉันไม่ได้รู้สึกเหมือนเธอ”

    “ไม่เป็นไร ฉันรักล้อมคนเดียวก็ได้ ฉันขอแค่ได้อยู่ใกล้ล้อม ทำทุกอย่างให้ล้อมมีความสุข ฉันก็ดีใจแล้ว ถ้าล้อมรักใคร ฉันก็จะรักตาม ถ้าล้อมเกลียดใคร ฉันก็จะเกลียดด้วย เราสองคนจะไม่แยกจากกัน...ตกลงไหมล้อม”

    ฝ่ายริ้วทอง...สมหวังในที่สุด เมื่อหม่อมเจ้าชายดิเรกมอบกำไลมาศแทนใจให้ในเวลาต่อมา และแทบอดใจรอไม่ไหว จะให้ทุกคนในวังติณชาติและศุภมาศได้เห็นว่าใครกันแน่คือตัวจริงของหม่อมเจ้าชายดิเรก

    และแล้วงานเลี้ยงวันคล้ายวันประสูติเสด็จป้าก็มาถึง สมาชิกตระกูลติณชาติมาร่วมงานอย่างพร้อมหน้า พร้อมตา โดยเฉพาะหม่อมเจ้าหญิงรัมภา สวยจนทุกคนตะลึง ไม่เว้นแม้แต่หม่อมเจ้าชายดิเรก!

    หม่อมเจ้าหญิงภรณีก็งดงามไม่ต่างกัน จนปรุงซึ่งกำลังเตรียมตัวแสดงหุ่นกระบอกถึงกับอ้าปากค้าง ราชนิกุลสาวชอบใจมาก และตัดสินใจเอ่ยความในใจทิ้งท้ายเป็นนัยๆ

    “ฉันสัญญา ฉันจะไม่เต้นรำกับใคร...ฉันจะเก็บไว้เต้นรำกับชายที่ฉันรักผู้เดียว”

    ราชนิกุลสาวสบตาหวาน เหมือนอยากบอกความในใจ แต่ปรุงกลับไม่รู้เรื่อง และไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าเธอมีใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “ริว วชิรวิชญ์” ปลื้ม พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน “สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสฯ” ชื่นชม

    “ริว วชิรวิชญ์” ปลื้ม พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน “สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสฯ” ชื่นชม
    25 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2564 เวลา 07:21 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์