นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    กำไลมาศ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: เตรียมหลอน! "จุ๋ย" ประชันบทบาท "เจนี่-เต้ย" ใน​ "กำไลมาศ"

    แม้ว่าเกล้ามาศจะปรามสาวใช้ในวังไม่ให้พูดมากเรื่องริ้วทองได้ แต่ก็ปกปิดท่าทางพิรุธ เหมือนมีความลับบางอย่างจากอินทวงศ์ไม่ได้ และเมื่อเธอมาดูอาการย่าที่บ้าน พร้อมกับบัลลพ ซึ่งแวะมาบอกเรื่องสืบหาโจรขโมยกำไลมาศ สถาปนิกหนุ่มก็อดไม่ได้จะต้องระบายให้เพื่อนรักนายตำรวจฟัง

    “คุณมาศมีอะไรบางอย่างปิดบังฉันอยู่ เธอไม่ไว้ใจฉันมากพอจะเล่าให้ฉันฟัง”

    “เกี่ยวกับเรื่องอะไรวะ”

    “นายอย่ารู้เลย ฉันมั่นใจว่าคุณมาศไม่ได้อยากให้ใครรู้เรื่องมากนัก”

    “เดี๋ยวนี้มีความลับกับเพื่อน ถ้าให้ฉันแนะนำ ฉันก็จะบอกว่าแกต้องสร้างความไว้ใจด้วยความจริงใจ”

    อินทวงศ์นิ่วหน้า บัลลพส่ายหน้าเบาๆ แล้วถือโอกาสบอกเคล็ดลับจีบสาว

    “ฉันแน่ใจว่าตอนนี้ใจของแกมีความห่วงใยและหวังดีให้คุณมาศ ขอแค่อย่ากั๊ก ฟอร์มจัด ปล่อยไปตามความรู้สึกที่แกมีให้เขา เดี๋ยวคุณมาศก็จะมองเห็นความจริงใจของแกเอง”

    สถาปนิกหนุ่มเริ่มทำตามที่เพื่อนแนะทันที เมื่อเธอเสร็จจากดูอาการของย่า โดยมีบัลลพเป็นคนเปิดทาง ด้วยการพูดชงให้เพื่อนรักตอบมุก ซึ่งอินทวงศ์ก็ทำได้ดี เกล้ามาศถึงกับหน้าแดงด้วยความเขินอาย

    “คุณย่ากับคุณอาดูมีความสุขเวลาได้คุยกับคุณ... ท่านชอบคุณ”

    สายตากรุ้มกริ่มของเขา ทำให้เกล้ามาศถึงกับทำหน้าไม่ถูก ทั้งเขินทั้งประหม่า แต่ยังปั้นหน้านิ่ง ขอตัวไปทำธุระต่อดื้อๆ ทิ้งอินทวงศ์ให้มองตามตาละห้อย โดยมีบัลลพคอยค่อนขอดไม่ได้ห่าง

    “โธ่เอ๊ย...ไอ้ต๊ะ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ากั๊กอย่าฟอร์ม อุตส่าห์ชงให้ขนาดนี้แล้ว”

    “ฉันพูดไม่ได้...เพราะว่าฉันรู้สึกกับคุณมาศมากกว่าคำว่าชอบ”

    “ครั้งหน้าฉันชงให้อีก ขอให้แกพูดแบบนี้ ถ้าไม่พูด... เลิกคบ!”

    วันเดียวกันที่คอนโดหรูของทรรศนะ...แทมมี่เพิ่งเสร็จจากกองถ่าย แวะมาหาแฟนหนุ่มนายแบบด้วยความคิดถึง แต่กลับถูกเขาไล่กลับ เพราะอินทนิล เจ้าของคอนโดตัวจริงกำลังเดินทางมา

    “ไม่ไป...คุณต้องบอกแทมมี่มาก่อนว่าทำไมคุณถึงต้องเอาใจมัน”

    ทรรศนะไม่ตอบและจะลากเธอออกไป แต่เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น แทมมี่เลยสะบัดตัวออก ปรี๊ดแตก

    “ไหนๆก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาสามคนผัวเมีย เคลียร์กันให้รู้เรื่องไปเลยแล้วกัน”

    นายแบบหนุ่มพยายามข่มอารมณ์โมโห ผลักแฟนสาวเข้าข้างฝา ขู่เสียงเรียบ “ฟังผมให้ดีๆ ถ้าคุณทำให้พี่นิลรู้เรื่องของเรา ผมเดือดร้อนไม่เกินสามวันหรอก เพราะผมมีวิธีทำให้มันใจอ่อนกับผม แต่คนที่จะซวยคือคุณ คุณจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ถ้าคุณยอมกลับไปดีๆ คุณยังมีผม มีทุกอย่างเหมือนเดิม...เลือกเอานะแทมมี่”

    แทมมี่คิดหนัก สุดท้ายก็ตัดสินใจทำตามเขาบอก แต่ไม่วายอาฆาตแค้นอินทนิล

    “มีความสุขกันเข้าไป อย่าให้ถึงวันอีแทมมี่บ้างแล้วกัน กูจะทวงคืนจากมึงให้หมดเลยอีแก่นิล!”

    ooooooo

    สวิตายังมีอาการจิตตกและประสาทหลอน ไลยเป็นห่วงมาก แต่ก็ไม่กระโตกกระตากให้ผิดปกติ ไม่อยากให้ใครๆมองลูกสาวว่าเป็นบ้า แต่สวิตาก็ทำให้ความตั้งใจของเธอเป็นหมัน เพราะทันทีที่มาถึงกองถ่าย ลูกสาวคนเดียวก็กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวเพราะเจอกำไลมาศในกระเป๋า!

    ฝีมือผีริ้วทองที่ไม่ลดละความพยายามจะใช้ร่างของนางเอกสาวนั่นเอง แถมตามมาปรากฏร่างให้เห็นอีกต่างหาก สวิตากลัวมาก แต่ครั้งนี้เธอฮึดสู้ และจัดการเอากำไลไปฝังในมุมลับตา ไม่ไกลจากกองถ่ายนัก

    แต่ที่สวิตาไม่รู้คือผีริ้วทองไม่หมดฤทธิ์ง่ายๆและทันทีที่อินทวงศ์ ซึ่งแวะมาหานางเอกสาวเพราะไลยโทร.ไปขอร้องปรากฏตัว ผีร้ายก็สำแดงอิทธิฤทธิ์ห้อยหัวลงมา จนสวิตาสติแตก ถลาไปกอดสถาปนิกหนุ่มแทบไม่ทัน

    ภาพนางเอกสาวซบอกสถาปนิกหนุ่มคนดัง กลายเป็นเป้าสายตาของคนทั้งกองถ่าย อินทวงศ์จะดึงตัวออก แต่สวิตาก็หวาดกลัวตัวสั่นจนไม่แคร์สายตาใครทั้งนั้น

    “คุณป้าไลยโทร.ไปบอกว่าคุณไม่สบาย เขาให้ผมมาคุยกับคุณ ขอให้คุณรักตัวเอง”

    “วิอุตส่าห์หลงดีใจคิดว่าคุณอยากมาหาวิ ที่แท้เป็นคำสั่งของคุณแม่”

    “วิ...ถ้าคุณเครียด คุณน่าจะพักผ่อนให้มากกว่านี้ อย่าโหมทำงานหนักมากเกินไปเลย”

    “วิไม่ได้เป็นอะไร ต๊ะนั่นแหละเปลี่ยนไป”

    “ผมไม่เคยเปลี่ยน ผมยังเป็นเพื่อนคุณเหมือนเดิม”

    คำว่าเพื่อนของเขา ทำให้สวิตาปรี๊ดแตก โพล่งออกไปอย่างเหลืออด

    “คำก็เพื่อนสองคำก็เพื่อน วิไม่ได้อยากเป็นเพื่อนคุณ!”

    อินทวงศ์ถึงกับอึ้ง แต่สวิตาก็ไม่สนอะไรอีกต่อไปแล้ว “ไหนๆวิก็พูดสิ่งที่เก็บไว้ในใจมานานแล้ว วิจะไม่เก็บเอาไว้อีกต่อไป วิอยากรู้ค่ะต๊ะ สักวันต๊ะจะมองวิเป็นมากกว่าเพื่อนไหม”

    สายตาเว้าวอน เต็มไปด้วยความคาดหวัง ทำให้อินทวงศ์พูดไม่ออก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดตามจริง

    “ผมคิดกับวิได้แค่เพื่อน”

    สวิตาเสียใจมาก สะบัดตัวออกและวิ่งหนีดื้อๆ

    ผีริ้วทองเห็นเป็นโอกาสเหมาะ เลยปรากฏร่างให้เห็นอีกครั้ง และอาสาจะช่วยให้สมหวัง แต่นางเอกสาวก็ไม่เชื่อ ตวาดลั่น

    “ไปให้พ้น...แกจะช่วยอะไรฉันได้”

    “ช่วยได้ทุกอย่างที่คุณต้องการค่ะ อยากรู้ไหมคะว่าทำไมเขาถึงไม่รักคุณ”

    ชื่อของเกล้ามาศผุดขึ้นในหัวสวิตา ผีริ้วทองแสยะยิ้มร้าย ก่อนจะพูดเสริม

    “ค่ะ...ฉันเองก็เกลียดมันไม่ต่างจากคุณ”

    นางเอกสาวนิ่วหน้า แต่ผีริ้วทองก็ไม่อธิบายอะไรมากไปกว่าพูดเป็นนัยๆ “ฉันอยากเห็นมันไม่เหลืออะไรเลย แต่ฉันทำคนเดียวไม่ได้ คุณต้องช่วยฉัน แล้วฉันจะตอบแทนให้คุณสมหวังทุกอย่าง”

    “แล้วทำไมแกต้องช่วยฉันด้วย”

    “เพราะว่าคุณไม่เหลือใครอีกแล้ว...นอกจากฉัน ช่วยฉันนะคะ”

    เพราะความเสียใจจนขาดสติแท้ๆ ทำให้สวิตายอมตกลง ผีริ้วทองสาสมใจมาก และจัดการพานางเอกสาวไปทำพิธีกรีดเลือดร่วมสาบานกลางกองถ่าย

    “สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยาน ข้าพเจ้าจะยอมให้ดวงวิญญาณของริ้วทองใช้ลมหายใจ ใช้เลือดเนื้อของข้าพเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข ขอเชิญดวงวิญญาณของริ้วทองเข้ามาสิงสถิตในร่างของข้าพเจ้านับตั้งแต่บัดนี้”

    จบคำก็เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง...ร่างสวิตากระตุกอย่างแรง เพราะถูกผีริ้วทองเข้าสิง โดยที่ไม่ต้องสวมกำไลแต่อย่างใด ดวงตาคมของนางเอกสาวแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงวาบ พร้อมกับไฟแค้นในอกที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง!

    ooooooo

    อินทวงศ์พยายามโทร.หานางเอกสาวเพื่อปรับความเข้าใจ แต่เธอก็ไม่รับสาย จนเขาเกือบจะปลงตกอยู่แล้วเมื่อกลับถึงบ้าน แต่กลับได้แปลกใจแทน เมื่อสร้อยดาวมาบอกว่าสวิตาแวะมาหา

    ผีริ้วทองในร่างสวิตาดลบันดาลให้เสียงเพลงประกอบละครหุ่นกระบอกดังขึ้น พร้อมกับเยื้องย่างไปกราบเท้า อินทวงศ์รีบยอบตัวลงไปหา ตกใจมากที่เห็นอีกฝ่ายทำท่าแปลกๆ

    “วิ...ไม่เอา คุณอย่าทำแบบนี้ ผมไม่สบายใจ”

    แต่ผีริ้วทองในร่างสวิตาก็ไม่สนใจ เงยหน้าและโถมตัวกอดเขาทันที

    “คิดถึง...คิดถึงใจจะขาด”

    อินทวงศ์ไม่สบายใจเลย ไม่อยากให้เธอคิดกับเขามากกว่าเป็นเพื่อน แต่ก็ต้องพูดถนอมน้ำใจ

    “คิดถึงขนาดนั้นเชียว เราเพิ่งเจอกันไปเองนะ”

    “แต่ไม่ได้กอด อยากกอดให้หายคิดถึง”

    “อยากกอดก็กอด แต่กอดแล้วต้องหยุดร้องไห้ ต้องเข้มแข็งเหมือนเดิมนะ”

    พูดจบก็กอดตอบอย่างเพื่อน แต่ผีริ้วทองในร่างสวิตาไม่รับรู้ เข้าใจไปเองว่าเขาก็คิดถึงและโหยหาเสน่หาของเธอไม่ต่างกัน และไม่รอช้าจะสะกดจิต ให้เขาคิดถึงอดีต...เมื่อครั้งเขากับเธอเคยรักกันมาก

    “เราเคยกอดกัน...กอดกันทั้งคืน จำได้บ้างไหม”

    อินทวงศ์ทำหน้างงๆ ผีริ้วทองในร่างสวิตาเลยจัดการทำให้เขาเห็นภาพในอดีต เรื่องราวระหว่างเธอกับหม่อมเจ้าชายดิเรก ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน จนถึงวันที่เขามอบกำไลมาศให้

    สถาปนิกหนุ่มเหมือนตกในภวังค์ เอ่ยคำรักเป็นกลอน เหมือนเมื่อในวันวาน “กำไลมาศวงนี้พี่ให้น้อง แทนบ่วงคล้องใจรักสมัครสมาน ขอจงสวมติดกรไว้ไม่ห่างกาย ตราบชีพวายใจภักดิ์อยู่คู่กำไล”

    ฉับพลัน...ดวงหน้าของสวิตาก็แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของริ้วทอง ร่างของอินทวงศ์กระตุก ก่อนจะเบิกตาโพลง ละเมอเรียกชื่อริ้วทอง พร้อมกับโน้มตัวลงจูบริมฝีปากนางเอกสาวอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม

    แต่ก่อนที่ผีริ้วทองจะได้สมหวังสมรักกับอินทวงศ์ หรือหม่อมเจ้าชายดิเรกในชาติที่แล้ว สร้อยดาวซึ่งแอบจับตามองเจ้านายหนุ่มด้วยความหึงหวงตลอด ก็โผล่มาขัดจังหวะ!

    เสียงร้องด้วยความตกใจของสาวใช้ทำให้อินทวงศ์ตื่นจากภวังค์ แล้วผละตัวออก ผีริ้วทองโกรธมาก รีบออกจากร่างนางเอกสาว ส่งผลให้เจ้าของร่างเป็นลมหมดสติ อินทวงศ์ต้องถลาไปประคองด้วยความเป็นห่วง แต่ผีริ้วทองก็ไม่สนใจ เพราะกำลังโมโหที่สร้อยดาวบังอาจมาขัดความสุข

    อินทวงศ์จัดการพาเพื่อนสาวไปพักในห้องรับรอง โดยมีอัญมณีตามดู เขาเลยถือโอกาสเล่าว่าเกิดอาการวูบแปลกๆเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เหมือนนอนหลับไปพักใหญ่ แต่ก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น อัญมณีไม่คิดมาก

    เชื่อว่าหลานชายคงทำงานมากไป แล้วเกิดจิตหลอน เลยแนะนำให้พักผ่อนมากๆ

    ส่วนผีริ้วทอง มุ่งมั่นจะจัดการสร้อยดาวให้หายแค้น แต่ก็ต้องพลาดท่า ถูกลำแสงสีทองจากห้องพระขัดขวาง กระเด็นกลับไปปรากฏร่างต่อหน้าพระปราบ ซึ่งรับรู้ได้จากญาณพิเศษในเวลาเดียวกัน

    ผีริ้วทองคลำร่างตัวเองด้วยความเจ็บปวด ร้องไห้กระซิกๆขอความเห็นใจ

    “ถ้าโยมยังไม่ปล่อยวาง โยมจะต้องพบพานกับความเจ็บปวดมากกว่านี้”

    “เจ็บปวดแต่ได้รักกับท่านชายของฉัน...ฉันยอม”

    “เขากับโยมอยู่กันคนละภพ ไม่มีทางจะรักกันได้”

    “ฉันทำได้ เมื่อกี้ถ้าอีนังเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่มาขัดขวาง ฉันกับท่านชายก็จะมีความสุขกัน”

    “โยมรู้ใช่ไหม ถ้าโยมใช้ร่างโยมผู้หญิงคนนั้นมากเท่าไหร่ จิตของเขาจะถูกทำลายลงไปมากเท่านั้น ไม่นานเขาก็จะตาย โยมกับโยมวิสร้างเวรสร้างกรรมร่วมกัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่ง ว่าไม่มีสิ่งใดเป็นของเราได้อย่างแท้จริง ถึงต้องมาพบเจอกันทุกชาติไป แต่อาตมาขอให้มันจบลงเท่านี้เถิด”

    “พี่ปรุง...อย่าห้ามฉัน พี่ปรุงก็รู้ ถ้าฉันต้องการสิ่งใดแล้ว ต่อให้เอาแม่น้ำภูเขามาขวาง ก็ยังห้ามฉัน ไม่ได้!”

    ooooooo

    พระปราบถอนใจหนักหน่วง รู้ดีถึงนิสัยเอาแต่ใจของน้องสาวในอดีตชาติ และภาพเหตุการณ์ในวันวานก็ผุดขึ้นอีกครั้ง ต่อเนื่องจากวันงานฉลองต้อนรับการกลับมาของหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์...

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาร่วมมือกับพี่ชาย จะทำให้ริ้วทองพ้นจากการเป็นศัตรูหัวใจ แย่งหม่อมเจ้าชายดิเรก และแผนการขั้นแรกคือการเรียกตัวล้อมเพชร ลูกสาวเจ้าของร้านทองชื่อดัง ให้เอาเครื่องทองมาให้เลือกถึงวังติณชาติ หม่อมเจ้าหญิงภรณีเฝ้ามองด้วยความหนักใจ ไม่เห็นด้วย แต่ก็ขัดใจพี่ชายกับน้องสาวไม่ได้

    ล้อมเพชรไม่รู้เรื่องแผนการร้ายของพี่น้องวังติณชาติ ตั้งหน้าตั้งตาขายสร้อยทองเส้นสวยจนเป็นที่ประทับใจของหม่อมเจ้าหญิงรัมภาในความขยันขันแข็ง แต่เธอคงเลือกใช้คำพูดผิด ทายาทเจ้าของร้านทองเลยชักสีหน้า

    แต่หม่อมเจ้าหญิงรัมภาก็ไม่รู้ตัว ร้อนถึงหม่อมเจ้า หญิงภรณีต้องเตือนสติ ทันทีที่ลับร่างล้อมเพชร

    “พี่หญิงเข้าใจผิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนจีน ถ้าขยันทำมาหากิน ไม่งอมืองอเท้าขอใครกินเหมือน บางบ้าน ก็จะมีกินมีใช้...หญิงไม่เคยคิดจะดูถูก กลับชื่นชมด้วยซ้ำ”

    “เช่นนั้นน้องหญิงก็ควรปรับปรุงคำพูด...คำพูดของน้องหญิงทำให้คนฟังคิดตรงกันข้ามกับสิ่งที่น้องหญิงคิด”

    “ใครจะคิดยังไงกับหญิงก็ช่าง หญิงไม่ใส่ใจ หญิงรู้ตัวดีว่าหญิงคิดอย่างไรก็เพียงพอ”

    หม่อมเจ้าหญิงภรณีเหนื่อยใจกับความเชื่อมั่นแบบผิดๆของน้องสาวมาก แต่ก็ท้วงหรือทำอะไรไม่ได้ นอกจากเฝ้ามองห่างๆ เปิดโอกาสให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภากับหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์เดินแผนรุกเต็มที่ และวันเดียวกันนั่นเอง เจิมก็แวะไปตามริ้วทองมาพบราชนิกุลหนุ่ม

    แต่ที่ผิดคาด...คือริ้วทองไม่ทันเจอหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ ก็ดันบังเอิญพบล้อมเพชรที่หน้าวังเสียก่อน เลยได้รู้แผนการของพี่น้องตระกูลติณชาติ ที่คิดจะมอบสร้อยให้เธอเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

    ริ้วทองไม่รอช้า หมุนตัววิ่งกลับเรือนพัก ขอสร้อยพระจากพ่อมาคล้องคอ และกลับไปเฝ้าราชนิกุลหนุ่มตามคำสั่ง แล้วก็จริงดังคาด หม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ยื่นกล่องสร้อยทองให้เธอ

    “ของมีค่าเช่นนี้ หม่อมฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”

    “มีค่าไม่มาก...ถ้าเทียบกับความรู้สึกที่ฉันมีกับเธอ”

    สายพระเนตรแฝงแววหวานและลุ่มหลง ทำให้ริ้วทองต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอึดอัด เมื่อเขาทำท่าจะถอดสร้อยพระของพ่อ เธอเลยตัดสินใจโกหกเพื่อเอาตัวรอดว่าไม่อยากถอด เพราะเป็นของสำคัญแทนใจของพ่อ

    แต่หม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ก็ไม่สนใจ กระชากสร้อยพระของเธอโยนไปบนเตียงนอน

    “แต่ฉันต้องการให้เธอใส่สร้อยของฉัน!”

    ตวาดจบก็ดึงตัวเธอมากอด ริ้วทองพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่เขาก็ยิ่งรัดแน่น

    “ริ้วทอง...เธออย่าโง่ไปหน่อยเลย ผู้หญิงหลายคนร่ำร้องอยากเป็นเมียฉัน แต่ฉันจะให้โอกาสนี้กับเธอ”

    “แต่หม่อมฉันไม่ต้องการ”

    “แต่ฉันต้องการ!”

    ขาดคำก็ผลักริ้วทองลงบนเตียง กระชากเสื้อผ้าจนขาดวิ่น และเกือบจะสมหวังอยู่แล้ว ถ้าหม่อมเจ้าหญิงภรณีจะไม่โผล่มาขัดจังหวะ พร้อมของว่างในถาดเสียก่อน...

    ooooooo

    สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาของน้องสาวนอกไส้ ทำให้ปรุงถึงกับเลือดขึ้นหน้า ตั้งท่าจะไปเอาเรื่องหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ให้ได้ แต่หม่อมเจ้าหญิงภรณีซึ่งแวะเอาสร้อยทองของริ้วทองมาคืนก็โผล่มาขัดไว้

    ท่าทางมึนตึงและเย็นชาของปรุง ทำให้หัวใจราชนิกุลสาวร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็พยายามตีหน้านิ่ง และยืนยันความตั้งใจดีจะช่วยพูดกับพี่ชาย ไม่ให้ยุ่งกับริ้วทองอีก แต่ปรุงก็ดูจะไม่เชื่อนัก

    “ปรุงไม่เชื่อใช่ไหมว่าฉันจะทำได้”

    “จะมีผู้ใดขัดพระประสงค์ของโอรสผู้เป็นดั่งหัวแก้วหัวแหวนของเสด็จได้หรือกระหม่อม”

    “ฉันนี่แหละ...เพราะฉันรู้ความลับของพี่อรรถจากจดหมายที่เพื่อนของพี่อรรถส่งมา ว่าตอนอยู่เมืองนอก พี่อรรถมีเมียเป็นแหม่มฝรั่งหลายคน ถ้าพี่อรรถแตะต้องริ้วทอง ฉันจะทูลท่านพ่อ พี่อรรถรู้ดีว่าถ้าท่านพ่อกริ้วจะเป็นเช่นไร”

    ปรุงถึงได้ยิ้มออก “วังติณชาติร่มเย็นน่าอยู่เพราะมีคนดีอย่างท่านหญิง”

    ระหว่างที่วังติณชาติเกิดเรื่องวุ่นวาย...หม่อมเจ้าหญิงรัมภาก็แวะไปหาคู่หมายหนุ่มที่วังศุภมาศ พร้อมกับเดินตามแผน บอกเรื่องหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์คิดจะเลี้ยงดูริ้วทองเป็นภรรยาอย่างจริงจัง

    อาการตะลึงงันของหม่อมเจ้าชายดิเรก ทำให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาพอใจมาก และฉวยโอกาสนี้แกล้งถาม

    “เจ้าพี่เป็นเพื่อนของพี่ชายอรรถ เจ้าพี่คิดอย่างไรคะ ถ้าพี่อรรถกับริ้วทองจะรักกัน”

    “น้องหญิงถามตัวเองดีกว่าว่าจะยอมให้ชายอรรถรักกับริ้วทองจริงๆหรือ”

    “ค่ะ...ถึงหญิงจะไม่ชอบริ้วทอง แต่ถ้าเป็นความสุขของพี่ชาย หญิงก็จะไม่ขัด”

    “แต่พี่จะขัด...พี่รู้จักชายอรรถดี ชายอรรถเจ้าชู้ อยู่เมืองนอกก็ควงแหม่มหลายคน พี่ไม่อยากให้ริ้วทองเสียใจ”

    “ถ้ามีใครมายุ่งกับหญิง เจ้าพี่จะปกป้องหญิงเหมือนที่ปกป้องริ้วทองหรือไม่”

    “ไม่...เพราะพี่รู้ว่าอย่างน้องหญิง จะไม่มีวันยอมให้คนไม่ดีเข้าใกล้ตั้งแต่แรก”

    “หญิงต้องทำตัวอ่อนแอเหมือนริ้วทองใช่ไหมคะ เจ้าพี่ถึงอยากจะปกป้อง”

    ความเงียบของเขาทำให้เธอเจ็บปวดใจมาก แต่ก็ต้องพยายามเรียกกำลังใจให้ตัวเอง เมื่อหม่อมเจ้าชายดิเรกยังไม่เชื่อว่าหญิงชาวบ้าน นักเชิดหุ่นกระบอกสาวจะใจง่ายเพราะเงินทอง และยศถาบรรดาศักดิ์ หม่อมเจ้าหญิงรัมภาเลยต้องท้าให้รอพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง

    “ลองดูไหมคะ ถ้าเจ้าพี่เห็นริ้วทองใส่สร้อยของพี่ชายอรรถ นั่นก็หมายความว่า...เจ้าพี่ดูริ้วทองผิดไป”

    ท่าทางมั่นอกมั่นใจของหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ทำให้หม่อมเจ้าชายดิเรกหลงกล ผละไปวังติณชาติในบ่ายวันเดียวกัน เพื่อพิสูจน์ความจริงตามที่ถูกท้าไว้ เมื่อราชนิกุลสาวทราบเรื่องจากหม่อมถมยา ก็จัดการส่งเจิมไปติดสินบนนางรื่น ให้เกลี้ยกล่อมลูกสาว ให้สวมสร้อยทองของหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์

    นางรื่นเห็นแก่เงินและกลัวถูกไล่ออกจากวังเลยรีบทำตามสั่ง ซึ่งก็ได้ผลดีเกินคาด ริ้วทองสงสารแม่ ไม่อยากให้ไม่สบายใจ เลยยอมสวมสร้อยทองติดตัวไว้ เมื่อหม่อมเจ้าชายดิเรกมาเห็น ก็ถึงกับหน้าตึง และผลุนผลันขับรถออกไปในที่สุด ริ้วทองพยายามจะวิ่งตามไป แต่ก็ถูกหม่อมเจ้าหญิงรัมภาขวางไว้

    “อย่าพูดอะไรไปให้มากเลยริ้วทอง เพราะถ้ารู้ไปถึงพี่ชายอรรถ เธอจะไม่เหลืออะไรเลย”

    แววตาเย้ยหยันของราชนิกุลสาว ทำให้ริ้วทองถึงบางอ้อ

    “หม่อมฉันเข้าใจแล้ว ท่านหญิงสั่งให้แม่บังคับหม่อมฉันให้ใส่สร้อยของท่านชายอรรถ เพราะตั้งใจจะทำให้ท่านชายดิเรกเข้าใจหม่อมฉันผิด ขอบพระทัยนะเพคะที่ทำให้รู้ว่าท่านชายดิเรกหึงหวงหม่อมฉัน เพราะเขารักหม่อมฉัน”

    “เจ้าพี่ไม่ได้รักเธอ เขาแค่ลุ่มหลงกับเปลือกภายนอกของเธอ”

    “แต่ถ้าเลือกได้ ท่านหญิงก็อยากให้ท่านชายลุ่มหลงที่เปลือกบ้างเหมือนกันใช่ไหมเพคะ”

    ผลของการยอกย้อน ทำให้ริ้วทองถูกจับไปขังในห้องเก็บของ โดยมีคนงานชายสองสามคนที่เจิมเรียกมา เฝ้าหน้าประตูไว้ แต่ริ้วทองก็หาทางหนีไปจนได้ ก่อนจะต้องเบิกตาโพลง เมื่อเห็นรถพุ่งมาทางตนด้วยความเร็วสูง!

    รถของหม่อมเจ้าชายดิเรกนั่นเอง ที่แล่นมาด้วยความเร็วสูง ตามอารมณ์พลุ่งพล่านเพราะความหึงหวง แต่ทันทีที่ริ้วทองปรากฏตัว พร้อมสีหน้าตระหนกสุดขีด ความโกรธก็เลือนหายไป...

    ooooooo

    ไม่ใช่แค่ผีริ้วทองที่พยายามรื้อฟื้นความทรงจำในอดีต เกล้ามาศเองก็ฝันร้ายบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาเกี่ยวกับหม่อมเจ้าหญิงรัมภา รวมถึงความรู้สึกร่วมต่างๆ และคืนนี้เธอก็ฝันร้ายอีกครั้ง...

    เกล้ามาศได้เห็นและได้ยินทุกอย่าง ทั้งเรื่องที่หม่อมเจ้าหญิงรัมภาร่วมมือกับหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ เพื่อกำจัดริ้วทอง และเรื่องริ้วทองรู้ความจริงทั้งหมด แต่อะไรก็ไม่เจ็บใจเท่าคำพูดยอกย้อนและตอกย้ำของนักเชิดหุ่นสาว ที่ว่าหม่อมเจ้าชายดิเรกไม่เคยมีใจให้เธอ แต่รักอีกฝ่ายจนหมดหัวใจ

    ภาพความฝันไม่เด่นชัด แต่ความรู้สึกเสียใจกลับท่วมท้นจนเกล้ามาศถึงกับตื่นมาทั้งน้ำตา จังหวะเดียวกับที่ประยงค์มาตามให้ไปพบอินทนิลซึ่งตื่นมาแต่เช้า เพียงเพื่อจะอวดลูกสาวคนเดียวว่าทรรศนะซื้อของขวัญให้!

    เช้าวันเดียวกัน...ทรรศนะแฟนหนุ่มนายแบบที่อินทนิลภูมิใจนักหนา กำลังพลอดรักนัวเนียกับแทมมี่นางแบบสาวขาวีน เมื่อทองแถมแม่ของฝ่ายหญิงมาพบ ก็อาละวาดจนคู่รักแทบกระเจิง

    “แทมมี่...เมื่อไหร่แกจะเลิกหมกมุ่นเรื่องผู้ชายแล้วตั้งใจทำงานสักที”

    “เลิกไม่ได้หรอกแม่ ฉันรักคุณทรรศ”

    ทองแถมอยากจะทึ้งหัวตัวเองนัก แต่ก็ทำได้แค่ด่าเตือนสติลูกสาว “แต่มันจะทำให้ชีวิตแกซวย เมื่อวานคนที่กองถ่ายโทร.มาด่าแม่เป็นชุดว่าแกเบี้ยวกอง ต่อไปใครเขาจะจ้างแก งานไม่มี เงินไม่มา จะเอาอะไรกินกัน”

    “ถ้าแม่เลิกไปบ่อน เราก็คงเหลือเงินกินกันบ้างแหละ”

    คำค่อนแคะของลูก ทำให้ทองแถมเหลืออด ตอกกลับเสียงเข้ม “ไม่ต้องมาโทษแม่ ต่อไปนี้แม่จะยอมเสียสละไม่ไปบ่อนสักพัก แต่แม่จะตามเฝ้าแกทุกฝีก้าว ถ้าแกจะคันวิ่งไปหามันอีก แม่จะเอาโซ่ล่ามแกไว้คอยดู!”

    ฝ่ายสวิตา...เป็นลมหมดสติไปทั้งคืน และจำไม่ได้เลยว่าผีริ้วทองทำอะไรกับร่างตัวบ้าง แต่สร้อยดาวจำได้ไม่มีลืม และไม่รอช้าจะกระแนะกระแหน จนนางเอกสาวสังหรณ์ใจว่าตัวเองจะทำอะไรไม่ดี

    แต่จนแล้วจนรอด สวิตาก็ไม่ได้คำตอบที่ตามหา มีเพียงความแค้นที่มากขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อเห็นอินทวงศ์พาเกล้ามาศมาเยี่ยมทรัพย์มณีแต่เช้า และตัดสินใจเรียกผีริ้วทองให้ปรากฏตัว

    “เธอจะทำอะไรก็ทำ แต่อย่าให้ร่างของฉันเดือดร้อนก็แล้วกัน”

    “ไม่ต้องห่วงค่ะ คนเดียวที่จะต้องเดือดร้อนคือนังรัมภา!”

    ooooooo

    การบำบัดของเกล้ามาศเป็นไปอย่างเพลิดเพลินและสนุกสนาน ทรัพย์มณีสบายใจขึ้นมาก ได้เต้นรำและฟังเพลงที่ตัวเองชื่นชอบในอดีต แถมมีลูกสาวและหลานชายคนโปรดดูแลไม่ห่าง ความอบอุ่นภายในครอบครัว ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความรักที่มีต่อกันจนเหมือนจะลืมเลือนเรื่องกำไลไป

    อินทวงศ์เฝ้ามองท่าทางยิ้มแย้มของย่าด้วยความอิ่มเอมใจ และไม่ปฏิเสธเลย เมื่อย่ากับอาสาวยุให้เต้นรำกับเกล้ามาศ ด็อกเตอร์สาวเสียอีกที่เกิดอาการประหม่า และลังเลจะรับไมตรีจากเขา แต่เมื่อถูกคะยั้นคะยอหนักเข้า เธอก็ยอมออกไปวาดลวดลายพบฟลอร์แต่โดยดี

    สองหนุ่มสาวเพิ่งเต้นรำด้วยกันเป็นครั้งแรก แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยกันอย่างบอกไม่ถูก เหมือนว่าเคยเต้นรำด้วยกันที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่รู้ว่าที่ไหนและเมื่อไหร่ อัญมณีและทรัพย์มณีนั่งมองหนุ่มสาวที่หมายจะจับคู่ให้ด้วยความพอใจ และเมื่อได้อยู่ตามลำพังกับหลานชาย ก็ไม่รอช้าจะบอกให้เร่งมือจีบ

    “ถ้าหนูมาศช่วยคุณแม่ได้ อาจะยอมยกหลานชายสุดที่รักให้เลย”

    “งั้นผมคงต้องเตรียมตัวมีเจ้าของแล้วสิ เพราะผมมั่นใจว่าคุณมาศต้องช่วยคุณย่าได้แน่นอน”

    ช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง...ไลยซึ่งกำลังกลุ้มใจกับอาการแปลกๆของลูกสาว ต้องประสาทเสียอย่างหนัก เมื่อรถดันเสียกลางทาง แต่อาการหงุดหงิดนั้นก็จางหายไป เมื่อเธอได้พบกับใครบางคนระหว่างทาง

    พระปราบนั่นเอง ที่รับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษและตัดสินใจจะเผชิญหน้ากับเจ้าของร้านเครื่องประดับสาวใหญ่

    “ดิฉันกำลังมีเรื่องทุกข์ใจ ลูกสาวดิฉันมีอาการแปลกๆเหมือนถูกผีตามรังควาน แล้วก็ชอบพูดคนเดียว ดิฉันกลัวลูกจะเป็นบ้า ท่านพอจะมีของดีให้ลูกสาวดิฉันไหมคะ เผื่อจะช่วยให้เขาสบายใจขึ้นบ้าง”

    “ถ้าอยากได้ของดี อาตมาก็จะให้”

    ไลยดีใจมาก แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินประโยคเตือนสติถัดมา

    “แต่ของดีที่ไหนก็ช่วยทำให้สบายใจไม่ได้หรอกนะ ถ้าอยากสบายใจก็ต้องให้เขาดับทุกข์ที่ใจด้วยตัวเอง”

    “แต่ดิฉันไม่รู้ว่าลูกสาวทุกข์เรื่องอะไร”

    “ไม่ว่าทุกข์ใดมันก็เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น ไม่ว่าจะเวทนาที่เรายึดมั่น สังขารที่เรายึดมั่น วิญญาณที่เรายึดมั่น ล้วนทำให้เกิดทุกข์ ถ้าใจเรายังมีความยึดมั่นอยู่ตราบใด ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ ถ้าอยากให้ทุกข์หายไป ก็ต้องปล่อยวาง...ความทุกข์ก็จะจางหายไป”

    ด้านเกล้ามาศ...เห็นว่าทรัพย์มณีอารมณ์ดีขึ้นมาก เลยพยายามเกลี้ยกล่อมให้เข้ารับการรักษาและบำบัดอาการกลัวกำไล ทรัพย์มณียังลังเล แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลหว่านล้อมของอีกฝ่าย ก็เริ่มคิดตาม แต่ไม่ทันตอบตกลง ผีริ้วทองในร่างสวิตาก็จัดการล่อลวงให้เกล้ามาศแยกตัวออกไปก่อน ด้วยการแกล้งทำให้อินทนิลโทร.มาตาม

    เกล้ามาศออกจากห้องทรัพย์มณีและปิดประตูเรียบร้อย จึงเดินไปโทร.กลับหาแม่ แต่กลับเป็นเปิ้ลเลขาสาวรับสายแทน พร้อมบอกความจริงที่ว่าอินทนิลกำลังทำธุระ และไม่ได้โทร.หาเธอ!

    ooooooo

    ผีริ้วทองในร่างสวิตาจัดการแปลงร่างเป็นเกล้ามาศ เอากำไลมาศและมือผีไปหลอก จนทรัพย์มณีซึ่งเกือบจะตอบตกลงยอมเข้ารับการรักษาและบำบัดอยู่แล้ว ต้องขวัญผวาและกรีดร้องเสียงหลงอีกรอบ

    อินทวงศ์กับอัญมณีได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงเอะอะโครมครามก็รีบไปดู เช่นเดียวกับเกล้ามาศ ซึ่งเกิดสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แล้วก็จริงดังคาด เมื่อเธอถูกกล่าวหาว่าจะฆ่าทรัพย์มณี!

    แววตาของทรัพย์มณีเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ท่าทางอ่อนหวานและใจดีกลายเป็นแข็งกร้าวและดุดัน

    “ผู้หญิงคนนี้จะฆ่าแม่”

    เกล้ามาศถึงกับอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะตั้งสติได้และพยายามอธิบายความจริง

    “ไม่จริงนะคะ มาศไม่ได้ทำ คุณหญิงกลัวกำไลมาศไม่มีทางเอากำไลมาให้คุณหญิงดูให้เป็นอันตรายแน่นอน”

    “ถ้าเธอไม่ได้ทำก็แสดงว่าฉันโกหกน่ะสิ”

    ท่าทางเกรี้ยวกราดของทรัพย์มณี รวมทั้งสายตาหวาดระแวงของอัญมณี ทำให้เกล้ามาศเลือกจะเงียบ เพราะไม่มีประโยชน์จะเถียงเวลานี้ อินทวงศ์ไม่เชื่อว่าด็อกเตอร์สาวจะทำร้ายย่า แต่ยังไม่มีหลักฐาน เลยได้แต่ช่วยไกล่เกลี่ย

    “คุณมาศไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นหรอกครับ แต่เรื่องนี้อาจจะมีอะไรเข้าใจผิดกัน เพราะพวกเราช่วยกันหาทั่วห้องแล้ว กำไลวงนั้นไม่ได้อยู่ในห้องคุณย่า”

    “ใช่ค่ะ...เราไม่ได้บอกคุณแม่ กำไลวงนั้นหายไปจากบ้านเราหลายวันแล้ว มันไม่มีทางอยู่กับคุณมาศได้หรอก”

    “พวกมิจฉาชีพมาในคราบคนดีมีถมเถ”

    “คุณย่าครับ...ผมขอร้อง”

    “ถ้าต๊ะเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ทำอะไรกับย่า ต๊ะจะรู้ว่าสิ่งที่ย่าทำมันน้อยไปด้วยซ้ำ”

    พูดจบก็สั่งให้สร้อยดาวซึ่งรอโอกาสอยู่แล้ว เอากระเป๋าถือของเกล้ามาศมาค้นหากำไล แต่ก็ไม่พบ ด็อกเตอร์สาวต้องพยายามข่มใจไม่ได้ทำอะไรรุนแรง แต่ทรัพย์มณีก็ไม่ยอมแพ้ แหวลั่นจนเธอแทบหมดความอดทน

    “คุณเกล้ามาศ...กรุณายอมรับมาเดี๋ยวนี้ว่าเธอเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน ลูกกับหลานฉันจะได้ไม่มองว่าฉันบ้า”

    “คุณหญิงทรัพย์ต้องการพักผ่อนแล้ว มาศขอตัวกลับก่อนดีกว่า”

    เกล้ามาศหมุนตัวออกไปขึ้นรถ อินทวงศ์ตามไปด้วยความเป็นห่วง โดยมีสร้อยดาวตามติด ไม่อยากให้เจ้านายหนุ่มใกล้ชิดกับด็อกเตอร์สาว ผีริ้วทองซึ่งเพิ่งนำร่างหมดสติของสวิตาไปนอนในห้องรับรอง กลับมาเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง จึงจัดการทำให้เกล้ามาศตกในสถานการณ์ลำบาก ด้วยการเอากำไลมาศไปใส่ในรถของอีกฝ่าย!

    สร้อยดาวเป็นคนพบ และปรายตาเยาะเย้ยไปทางเกล้ามาศ ซึ่งถึงกับพูดไม่ออกไปอึดใจ อัญมณีประคองทรัพย์มณีออกจากบ้าน ทันเห็นฉากเด็ดนั้น เลยทำให้อินทวงศ์เถียงไม่ออก ไม่รู้จะช่วยเกล้ามาศยังไง

    ooooooo

    เกล้ามาศหัวเสียมากที่ไม่มีใครยอมฟังเรื่องจริงจากปากเธอ และคนแรกที่เธอนึกถึง ต้องไประบายความอึดอัดใจด้วยก็คือพริม อาจารย์สาวรู้จักนิสัยเพื่อนดี และมั่นใจมากว่าต้องเป็นฝีมือผี!

    ด็อกเตอร์สาวยังข้องใจ “แต่ถ้าเป็นผีก็ไม่จำเป็นต้องเข้าออกทางประตู ฉันจำได้ว่าตอนฉันออกจากห้องคุณหญิง ฉันปิดประตูสนิท แต่พอกลับเข้ามา ประตูมันเปิด”

    “เออ...หรือว่าจะฝีมือคน ถ้าเป็นคน...ใครในบ้านคุณต๊ะที่จะมีฝีมือระดับเทพ สะกดจิตให้คุณหญิงทรัพย์เห็นเป็นแก เอากำไลไปซ่อนที่รถ แล้วก็ยังทำให้โทรศัพท์ของแม่แกโทร.ออกมาหาแกเองอีก โอ๊ย...คิดไม่ออก”

    “แต่ฉันอยากรู้มากกว่า ถ้าคนที่เล่นงานฉัน ไม่ว่าจะผีหรือคน เขาต้องการอะไร”

    “ต้องการให้คุณหญิงทรัพย์เกลียดขี้หน้าแกไง แต่แกต้องไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเป็นผีหรือคน แกต้องลุกขึ้นสู้ อย่ายอมโดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว”

    “ไม่ต้องห่วง ถ้าฉันรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นฝีมือใคร ฉันไม่ปล่อยไว้แน่!”

    แต่กว่าจะถึงเวลานั้น...เกล้ามาศก็ถูกเข้าใจผิดไปมากกว่าเดิมแล้ว ด้วยฝีมือสวิตานางเอกสาวเจ้าแผนการคนเดิม ซึ่งครั้งนี้เธอทำโดยไม่ได้ถูกผีริ้วทองสิง เปิดคลิปเกล้ามาศฉีกเสื้อผ้าตัวเองกลางเวทีงานประมูลให้ทรัพย์มณีดู

    “ตายจริง...อุตส่าห์จบเมืองนอกเมืองนา ชาติตระกูลก็ดี ทำไมทำตัวแบบนี้”

    “แต่คุณมาศบอกว่าเธอไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป”

    “ทำขนาดนี้...ถ้าไม่รู้ตัวก็คงผีเข้าล่ะมั้ง”

    สวิตาชะงักไปอึดใจ รู้ดีว่าตอนนั้นเกล้ามาศก็ถูกผีริ้วทองเข้าสิงจริงๆ แต่ก็ยังตีหน้ามึนไม่รู้เรื่อง

    “ตอนแรกวิเชื่อคุณมาศนะคะ แต่พอมีเหตุการณ์วันนี้ ทำให้วิแน่ใจว่าความจริงแล้วคุณมาศเป็นคนยังไง”

    “จ้ะ...ย่าก็แน่ใจแล้วเหมือนกัน ว่าต๊ะควรจะอยู่ห่างผู้หญิงคนนี้ให้มากที่สุด!”

    แม้ว่าแผนการปั่นหัวทรัพย์มณีจะได้ผลดีเกินคาด แต่สิ่งที่ตามมาก็ทำให้สวิตาอยากจะเป็นบ้าตาย เพราะคำสาบานบ้าๆนั่น ทำให้ผีริ้วทองตามติดเธอไปทุกที่ และไม่ได้มีเวลาส่วนตัวเลย

    สวิตาพยายามขอให้ผีร้ายหายตัวไปจากชีวิตเธอบ้าง แต่ก็ไม่ได้ผล จนกระทั่ง...คืนนี้ที่เธอกลับถึงบ้าน และพบว่าแม่เอายันต์จากพระปราบมาแปะหน้าประตู ผีริ้วทองเลยเข้าไปในบ้านเธอไม่ได้อีกต่อไป

    ooooooo

    คืนเดียวกันที่บ้านอินทวงศ์...เจ้าของบ้านหนุ่มกำลังนั่งมองกำไลมาศด้วยสายตาครุ่นคิด แปลกใจเหลือเกินว่าทำไมจู่ๆกำไลทองปริศนาที่หลายคนตามหาถึงมาอยู่ในรถของเกล้ามาศได้

    พลันชื่อริ้วทองที่สลักด้านในกำไลก็ทำให้เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ภาพเหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ต่อเนื่องจากคราวที่แล้ว ตอนหม่อมเจ้าชายดิเรกเกือบขับรถชนริ้วทอง!

    ภาพหญิงสาวนักเชิดหุ่นร่ำไห้ ทำให้ความโกรธและน้อยใจก่อนหน้าเลือนหายช้าๆก่อนจะเปลี่ยนเป็นความร้อนรนด้วยความเป็นห่วง ที่เธอกล้าวิ่งตัดหน้ารถแบบไม่กลัวตายเช่นนี้ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องที่หม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์พยายามจะข่มเหงและบังคับให้เธอใส่สร้อย ก็ทำให้หม่อมเจ้าชายดิเรกโกรธมาก

    “ฉันจะไปเอาเรื่องชายอรรถ”

    “อย่าเพคะ...ครอบครัวหม่อมฉันยังต้องพึ่งใบบุญวังติณชาติ ถ้าเกิดสิ่งใด พ่อแม่หม่อมฉันจะไม่มีที่ซุกหัวนอน”

    “แต่ฉันรู้จักชายอรรถดี ถ้าเขาต้องการสิ่งใดแล้ว เขาก็ต้องเอามาให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง”

    “เช่นนั้นหม่อมฉันจะพกมีดไว้กับตัว ถ้าท่านชายอรรถแตะต้องหม่อมฉันอีก หม่อมฉันจะปาดคอตาย”

    “เธอช่างเด็ดเดี่ยวเหลือเกินริ้วทอง”

    “หม่อมฉันอ่อนแอมากต่างหากเพคะ...แค่ท่านชายเฉยชากับหม่อมฉันเพราะเรื่องสร้อย หัวใจหม่อมฉันก็แทบสลาย แล้วถ้าหม่อมฉันต้องแปดเปื้อนเพราะชายอื่น และท่านชายรังเกียจหม่อมฉัน หม่อมฉันจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร”

    หม่อมเจ้าชายดิเรกปาดน้ำตาให้ริ้วทอง ก่อนจะสารภาพความในใจ

    “ฉันไม่มีวันรังเกียจริ้ว และฉันก็จะไม่มีวันให้ริ้วเป็นของใครเช่นกัน...ริ้วต้องเป็นของฉันคนเดียว!”

    พูดจบก็โน้มหน้าไปใกล้ แล้วประทับจูบแสนหวาน ริ้วทองหลับตาพริ้ม ตอบรับจูบด้วยหัวใจเบ่งบาน ตัดสินใจแล้วว่าจะยอมพร้อมใจไปกับเขา โดยไม่สนว่าใครจะประณามว่าอะไร

    และระหว่างที่หม่อมเจ้าหญิงรัมภากำลังครึ้มอกครึ้มใจ ว่าล่อลวงให้ริ้วทองใส่สร้อยของพี่ชายได้ สองหนุ่มสาวคู่รักหมาดๆก็เพิ่งเสร็จสมอารมณ์หมายใต้ต้นไม้ใหญ่กลางป่าข้างทางนั่นเอง

    หม่อมเจ้าชายดิเรกจูบหน้าผากเมียรักหมาดๆด้วยสีหน้าและอารมณ์สุขสมใจมาก ความสวย ความสาวและความบริสุทธิ์ของริ้วทอง ทำให้เขาลุ่มหลงและเข้าใจว่ามันคือความรัก

    “ริ้วรู้ใช่ไหมว่าฉันรักริ้วจนล้นหัวใจ ฉันอยากกอดริ้วเช่นนี้ไว้ให้นานแสนนาน”

    ริ้วทองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ปลื้มใจมากที่ได้สมรักกับราชนิกุลหนุ่มที่หลงรักตั้งแต่แรกเห็น แต่กระนั้น...สำนึกผิดชอบชั่วดีในใจ ก็ทำให้อดรู้สึกผิดไม่ได้

    “พ่อแม่สอนเสมอให้เป็นหญิงรักนวลสงวนตัว แต่หม่อมฉันก็มิอาจหักห้ามใจได้”

    “อย่าโทษตัวเองเลยริ้ว ถ้าจะมีใครผิดก็ต้องเป็นฉัน แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ฉันก็จะรับผิดชอบริ้ว”

    “แต่ท่านชายมีท่านหญิงรัมภาเป็นคู่หมั้นอยู่แล้ว”

    “ฉันจะเห็นคนอื่นดีกว่าเมียของฉันได้อย่างไร”

    ขาดคำก็กอดและหอมเมียหมาดๆด้วยความรักและหลงใหล ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ

    “อดทนรอฉันอีกสักนิดนะริ้ว ฉันจะรีบทูลเรื่องของเราให้ท่านพ่อท่านแม่ของฉันรู้ แล้วเราจะแต่งงานกัน”

    “หม่อมฉันรอท่านชายได้เสมอเพคะ”

    ริ้วทองยิ้มหวาน ยอมรับจูบของเขาด้วยความเต็มใจ สุขใจเหลือเกินที่ได้สมหวังในรัก...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "อำพน" สารภาพรัก "น้ำพิงค์" ทำคนดูฟินกระจาย ละคร "กระเช้าสีดา" เรตติ้งปัง

    "อำพน" สารภาพรัก "น้ำพิงค์" ทำคนดูฟินกระจาย ละคร "กระเช้าสีดา" เรตติ้งปัง
    21 ต.ค. 2564

    11:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 21 ตุลาคม 2564 เวลา 12:11 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์