นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    กำไลมาศ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: เตรียมหลอน! "จุ๋ย" ประชันบทบาท "เจนี่-เต้ย" ใน​ "กำไลมาศ"

    เสียงหลอนปริศนาที่ได้ยินบ่อยครั้งในระยะหลังทำให้สวิตาประสาทเสีย โดยเฉพาะเหตุการณ์วุ่นวายในงานเดินแบบการกุศลของอินทนิล ทำให้เธอหลอนแทบตายจนวันนี้...วันที่เธอต้องมาคัดตัวเพื่องานสำคัญ

    ไลยไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลของลูกสาว พยายามกล่อมให้ตั้งสติ ให้มุ่งมั่นที่งาน จะได้เลิกฟุ้งซ่าน แต่สวิตาก็ทำไม่ได้ เพราะเสียงปริศนานั้นยังตามหลอกตามหลอนไม่เลิก!

    “คุณล้อมเพชรคะ คุณล้อมเพชร...ช่วยริ้วนะคะ”

    เสียงเพลงประกอบการแสดงของสวิตากลายเป็นเสียงร้องเรียกแสนหลอน ที่ทำให้นางเอกสาวหน้าซีดเผือด ส่งเสียงกรี๊ดลั่นสตูดิโอ แล้ววิ่งหนีไป ไลยถลาตามติด แต่ก็เอาตัวลูกสาวกลับมาไม่ได้ จนต้องตีหน้าเศร้าเคล้าน้ำตา บอกทีมงานว่าลูกสาวคงเครียดกับการทำงานมากเกินไป เลยสติแตกชั่วขณะ!

    เวลาเดียวกันที่วังติณชาติ...อินทวงศ์พาเกล้ามาศไปส่งตามที่อีกฝ่ายขอ ก่อนจะถอนใจยาว เมื่อต้องรับศึกหนัก ถูกคาดคั้นและซักไซ้ถึงเรื่องที่เกิดบนเวทีงานประมูลเครื่องประดับของแม่ แต่กระนั้น...ด็อกเตอร์สาวก็กระดากเกินกว่าจะนั่งคุยลำพังกับเขา เลยสั่งให้สาวใช้เตรียมของว่างที่สวนด้านนอก

    อินทวงศ์ไม่อยากให้เธอตากลมเพราะยังไม่หายดี แต่ท่าทางแข็งขืนฝืดๆของเธอก็ทำให้ถึงบางอ้อ แซวยิ้มๆ

    “ถ้าคุณกลัวว่าเราสองคนอยู่ข้างในกันตามลำพังจะน่าเกลียด ก็ให้นายพลนั่งอยู่ด้วยก็ได้”

    เกล้ามาศจะเถียง แต่เขาก็ยืนยันให้เธอนั่งคุยกับเขาข้างในดีกว่า

    “อย่าดื้อเลยครับ ผมไม่อยากเห็นคุณป่วยอีก ถ้าคุณไม่ยอมเข้าไปดีๆ ผมจะอุ้มคุณเข้าไปข้างในนะคุณมาศ”

    ด็อกเตอร์สาวหน้าแดง ร้องห้ามเสียงหลง สถาปนิกหนุ่มนึกสนุก แกล้งยั่ว “ไม่ต้องห่วงว่าผมจะหนัก เมื่อคืนผมอุ้มคุณตั้งหลายนาที ผมกะน้ำหนักถูกแล้วว่าควรจะอุ้มคุณยังไงให้สบายที่สุด ถ้าไม่เชื่อลองดูก็ได้นะครับ”

    พูดจบก็ขยับตัว เกล้ามาศผงะถอย แล้วเกิดเสียหลักจะหงายหลัง โชคดีที่อินทวงศ์ปราดมารับทัน จนหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ ด็อกเตอร์สาวถึงกับหน้าแดงก่ำ และยอมเปลี่ยนใจในที่สุด อินทวงศ์ได้แต่มองตามหลังขำๆ...รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เย้าแหย่และแกล้งให้เธอเขินแบบนี้

    สายตากรุ้มกริ่มของเขา ทำให้เกล้ามาศนึกประหม่า แต่ความอยากรู้เรื่องบนเวทีเมื่อคืนก็ทำให้ต้องโพล่งถามออกไปว่าเกิดอะไรกับเธอกันแน่ อินทวงศ์ถอนใจหนักหน่วง ก่อนจะตัดสินใจบอกข้อสันนิษฐานของตน

    “สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณเมื่อคืนเป็นเพราะใครบางคนทำให้คุณเป็น...ใครบางคนที่มาจากกำไล”

    เกล้ามาศถึงกับอึ้งไปอึดใจ ครุ่นคิดถึงเรื่องกำไลมาศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์แปลกๆที่ผ่านมา

    “จำได้แล้ว...วันนั้นที่สร้อยดาวทำร้ายฉันที่บ้านคุณสร้อยดาวก็ใส่กำไลวงนั้น”

    “สร้อยดาวก็ยืนยันว่าไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เหมือนกับที่เมื่อคืนคุณก็ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไปเหมือนกัน”

    “แต่ฉันไม่เคยเกี่ยวข้องกับกำไลวงนั้น ทำไมเขาถึงต้องคอยตามทำร้ายฉันครั้งแล้วครั้งเล่า”

    “อย่าบอกนะครับ ว่าที่คุณเคยบอกว่าคุณถูกตามทำร้าย คุณหมายถึง...ผี”

    “ใช่ค่ะ...และทุกครั้งที่ฉันถูกทำร้าย ฉันจะได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกฉันว่ารัมภา”

    ชื่อรัมภาทำให้อินทวงศ์นิ่วหน้า เกล้ามาศเลยอธิบายว่าเป็นชื่อของคุณทวดอีกคนของเธอ ซึ่งเธอไม่คิด ว่าจะเกี่ยวข้องกับกำไลมาศ แต่ทว่าท่าทางเป็นกังวลของเธอ ก็ทำให้อินทวงศ์นึกเป็นห่วง

    “ไม่ต้องกังวลนะครับคุณมาศ ถ้าคุณมาศมั่นใจในความดีของตัวเอง ความดีจะช่วยคุ้มครองคุณมาศจาก อันตรายทั้งปวงเอง และในฐานะที่ผมเอากำไลมาร่วมประมูล ทำให้คุณต้องเดือดร้อน ผมจะขอรับผิดชอบด้วยการช่วยคุณแก้ปัญหาเรื่องนี้...ตกลงไหม”

    “ยินดีค่ะ...เรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ ฉันคงหาคำตอบคนเดียวไม่ไหวแน่”

    ooooooo

    สวิตาหนีจากสตูดิโอคัดตัวไปหาอินทวงศ์ถึงบ้าน อยากเล่าให้ฟังใจแทบขาดว่าเธอต้องขวัญผวาแค่ไหนที่ต้องได้ยินเสียงหลอน แต่นางเอกสาวก็ต้องผิดหวัง เพราะเขาไม่อยู่บ้าน

    สร้อยดาวเป็นคนมาต้อนรับ แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเห็นท่าทางแปลกๆเหมือนหวาดระแวงอะไรบางอย่างของสวิตา ผีริ้วทองซึ่งแอบตามนางเอกสาวมาเห็นกล่องกำไลมาศ ซึ่งเปิ้ลเลขาสาวของอินทนิลนำมาคืนให้อินทวงศ์ ก็แสยะยิ้มร้าย แล้วจัดการทำให้กำไลเข้าไปอยู่ในกระเป๋าถือของสวิตาจนได้

    ด้านเกล้ามาศ...แม้จะตอบตกลงอินทวงศ์ให้เขาช่วยสืบเรื่องกำไลมาศ แต่เมื่อเขาบอกว่ามีชื่อริ้วทองสลักบนกำไล ก็ถึงกับคิดหนัก ไม่อยากเล่าสิ่งที่เคยได้ยินมาจากคุณทวดภรณี เพราะกลัวจะเสื่อมเสียถึงวงศ์ตระกูล

    เมื่อพริมรู้เรื่องในบ่ายวันเดียวกันก็พยายามทักท้วง

    “คุณต๊ะไม่ใช่คนอื่น เขาเป็นคนที่แกรับปากเขาไปแล้วว่าจะให้เขาช่วยแกแก้ปัญหาเรื่องกำไลผี”

    “ก็ตอนนั้นฉันยังไม่รู้...ว่าเรื่องจะมาเกี่ยวข้องกับท่านทวดรัมภา แล้วอีกอย่างนะพริม ฉันมาคิดดู...คุณต๊ะเขามีแฟนอยู่แล้ว มันคงจะดีถ้าเขาจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับฉันมากๆ”

    “กลัวใจตัวเองหวั่นไหวหรือจ๊ะ”

    “กลัวถูกมองว่าเป็นมือที่สามต่างหากล่ะ แค่ฉันกับเขาเป็นข่าวด้วยกันทุกวันก็แย่มากพอแล้ว”

    “เชื่อฉันเถอะ ไม่มีอะไรแย่เท่าเรื่องกำไลที่แกเจออยู่ตอนนี้หรอก”

    เกล้ามาศหน้าเสีย เครียดจริงจัง พริมเข้าไปโอบกอด และให้กำลังใจ

    “สรุปว่าตอนนี้มีความเป็นไปได้เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ว่าผีตนนั้นคือริ้วทอง”

    “อีกหนึ่งเปอร์เซ็นต์หายไปไหน”

    “ก็เผื่อไว้ว่าท่านทวดรัมภาอาจจะไม่ได้มีปัญหากับริ้วทองคนเดียวไง เพราะฉะนั้น...เราต้องแน่ใจให้ได้ก่อนว่าเรื่องชื่อในกำไลตรงกับชื่อคู่ปรับท่านทวดรัมภาเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือว่าเป็นริ้วทองคนเดียวกันจริงๆ”

    ฝ่ายอาร์ม...นั่งรอมะลิ สาวลูกครึ่งคนสวย ลูกสาวเพื่อนสนิทของอนรรฆที่สนามบินด้วยความหงุดหงิด เพราะเครื่องบินมาถึงผิดเวลามาก แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าสวยใสของอีกฝ่ายก็ถึงกับตะลึง พูดไม่ออกไม่อึดใจ

    มะลิเห็นหน้าอาร์ม ลูกชายเพื่อนสนิทของพ่อก็ถลาไปหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ตามประสาคนมีอัธยาศัยดี แต่เมื่อถูกเขาทำเก๊กและพูดจากวนประสาทใส่ สาวลูกครึ่งก็หน้างอและเล่นงานกลับ จนเขาต้องยอมให้แบบเสียไม่ได้

    ส่วนอินทวงศ์...หลังแยกจากเกล้ามาศก็กลับไปหากำไลมาศที่บ้าน เพื่อถ่ายรูปรอยสลักชื่อริ้วทองตามที่เธอขอ แต่ก็กลับต้องแปลกใจมากกว่า เพราะกำไลไม่ได้อยู่ในกล่องที่อินทนิลให้เลขาเอามาคืน

    “กำไลหายไปไหน!”

    ooooooo

    สวิตาโวยวายด้วยความหัวเสีย เมื่อได้ยินจากแม่ว่าโปรดิวเซอร์รายการที่เธอไปคัดตัวเมื่อกลางวัน ตัดสินใจเลือกคนอื่น ไลยถอนใจ ไม่ปลอบ แถมซ้ำเติมอีกต่างหากว่าเป็นเพราะความไร้สติของอีกฝ่ายเอง

    “ก็วิไปทำท่าเหมือนคนบ้าต่อหน้าเขา ใครเขาจะเลือกวิ”

    “จะให้วิบอกแม่กี่ครั้ง ว่าวิถูกผีหลอก”

    “ตกลงจะให้แม่เชื่อวิใช่ไหม”

    “ถ้าคุณแม่ไม่เชื่อวิก็ตามใจเถอะค่ะ วิเหนื่อยจะพูดแล้ว”

    พูดจบก็ผละไปโทร.หาโปรดิวเซอร์รายการ เพราะอยากรู้เหตุผล แต่กลับต้องโยนมือถือทิ้งแทบไม่ทัน เมื่อได้ยินเสียงหลอนอันคุ้นเคย แถมต้องผวาหนักกว่าเดิม เมื่อเห็นอะไรบางอย่างในกระเป๋าขยับไปมา!

    สวิตาสติแตกมาก แต่ต้องพยายามข่มใจเปิดประเป๋า แล้วก็ถึงกับหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นกำไลมาศในนั้น

    “ช่วยริ้วด้วยคุณล้อมเพชร...ใส่กำไลสิคะ ยอมให้ริ้วใช้ร่างคุณทำในสิ่งที่ริ้วต้องการ”

    ขาดคำผีริ้วทองก็ปรากฏร่างให้เห็น สวิตาพยายามสะบัดตัวออก แต่ผีริ้วทองก็ดึงไว้

    “ช่วยริ้วเถอะค่ะ ริ้วจะตอบแทนคุณ ช่วยให้คุณสมหวังทุกอย่าง”

    สวิตากลัวแทบขาดใจ และกำลังจะบ้าตาย โชคดีที่ไลยเคาะประตูขัดจังหวะ เพื่อแจ้งข่าวดีว่าโปรดิวเซอร์รายการเปลี่ยนใจเลือกเธอแล้ว นางเอกสาวถึงกับลืมความกลัวชั่วขณะ และเมื่อเหลือบมองที่กำไลก็เห็นว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ แถมไม่มีเสียงหลอนอีกต่อไปแล้ว

    “ไม่จริง...เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับแก!”

    กว่าเกล้ามาศจะรู้เรื่องกำไลมาศหายไปจากบ้านอินทวงศ์ก็คืนเดียวกัน พริมแวะมาคุยด้วย เลยอาสาจะไปบรรยายรูปร่างลักษณะของกำไลให้คุณทวดภรณีฟังเอง แต่เมื่อไปถึงที่กลับต้องยั้งปากไว้ก่อน เพราะคุณทวดกำลังทำพิธีขอขมาที่เกล้ามาศทำหุ่นกระบอกนางยี่สุ่นหัวขาดเมื่อหลายวันก่อน และแผลบนหัวเกล้ามาศก็เป็นหลักฐานอย่างดี ทำให้ด็อกเตอร์สาวไม่ปฏิเสธจะไหว้ขอขมาบ้าง

    “ถ้ามาศทำสิ่งใดที่เป็นการล่วงเกิน มาศต้องขอโทษด้วย มาศไม่ได้ตั้งใจค่ะ”

    พูดจบก็ยกมือไหว้และนำพวงมาลัยไปวางหน้าหุ่นกระบอก พลันสายตาก็เหลือบเห็นกำไลบนแขนของหุ่น คุณทวดภรณีมองตามสายตาหลานสาว แล้วเอ่ยยิ้มๆว่าหุ่นกระบอกนางยี่สุ่นนี้เป็นของริ้วทอง!

    เกล้ามาศกับพริมถึงกับผงะ แต่เมื่อตั้งสติได้ก็เริ่มตั้งคำถาม

    “กำไลที่หุ่นสวยมาก ริ้วทองมีกำไลของจริงแบบนี้ไหมคะ”

    “มีนะ...เป็นกำไลทอง งดงามมาก แต่ทวดจำไม่ได้ว่าริ้วทองเอากำไลมาจากไหน”

    “แต่ท่านทวดเคยบอกว่าริ้วทองกับครอบครัวเดือดร้อนเรื่องฐานะเป็นอยู่ ถึงได้มาอาศัยวังติณชาติ แบบนี้ถ้าท่านทวดรัมภาเห็นว่าริ้วทองมีของประดับสวยๆใส่ ท่านไม่โกรธแย่หรือคะ”

    “สองคนนี้น่ะหรือ...ต่อให้ไม่มีกำไล เขาก็มีเรื่องให้โกรธกันอยู่แล้ว...”

    ooooooo

    เรื่องราวในอดีตถูกคุณทวดภรณีรื้อฟื้นอีกครั้ง... ความเจ็บแค้นฝังใจของริ้วทองทำให้เกิดทิฐิอยากเอาชนะหม่อมเจ้าหญิงรัมภาซึ่งเคยดูถูกและเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นคนของเธอ

    ริ้วทองเฝ้ารอคอยเวลาอย่างอดทน แม้จะถูกตราหน้าว่าใฝ่สูง คิดจับหม่อมเจ้าชายดิเรก เธอก็ไม่หวั่น และแล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อราชนิกุลหนุ่มแวะมาเยี่ยมถึงเรือนพักในเย็นวันหนึ่ง นายรวยกับนางรื่นถวายการต้อนรับอย่างดี ก่อนจะมองหน้ากันงงๆ เมื่ออีกฝ่ายดูเหมือนจะให้ความสนใจและห่วงใยริ้วทองเป็นพิเศษ

    ทันทีที่เห็นหม่อมเจ้าชายดิเรกออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าหาเธอที่ป่าท้ายวัง ริ้วทองก็วิ่งหน้าตั้งกลับไปที่ที่ตัวเองตั้งหม้อต้มผ้าย้อมสีไว้ แล้วตัดสินใจคิดแผนร้าย ราดน้ำร้อนใส่แขนตัวเอง!

    หม่อมเจ้าหญิงภรณีผ่านมาเห็น ก็อดแปลกใจไม่ได้ ที่เห็นนักเชิดหุ่นกระบอกสาวทำร้ายตัวเอง แต่ไม่ทันเข้าไปถาม ก็ต้องรีบผละไปเสียก่อน เพราะเสด็จในกรมฯมีรับสั่งหา

    ริ้วทองเลยยังไม่ถูกจับได้ แต่กระนั้น...ก็ปิดบังปรุงไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายรู้ทันและพยายามคาดคั้นความจริง “ทำไมเอ็งต้องเจ็บตัวเพื่อเขาถึงเพียงนี้”

    “ฉันจะเอาคืนอีรัมภา พี่ปรุงไปซะเถิด ท่านชายกำลังจะมาแถวนี้แล้ว”

    “พี่ไม่ไป พี่จะไม่ยอมให้เอ็งหาเรื่องใส่ตัว พี่จะไปบอกความจริงกับท่านชายว่าเอ็งทำอะไร”

    พูดจบก็จะผละไป ริ้วทองหน้าเสีย รีบถลาไปขวาง ขู่เสียงเข้ม

    “พี่ปรุง...ถ้าพี่ปรุงบอกท่านชาย ฉันจะเกลียดพี่ตลอดไป”

    “เอ็งก็ไม่ได้รักพี่อยู่แล้วนี่ เกลียดพี่ไปเลยก็ดีเหมือนกัน พี่จะได้ทรมานให้ตายไปเลย”

    น้ำตาของพี่ชายนอกไส้ทำให้ริ้วทองเอะใจ แต่ไม่ทันถาม เขาก็ดึงตัวเธอมาแนบตัว

    “พี่รักเอ็งไงล่ะริ้ว พี่รักเอ็ง เอ็งต้องเป็นของพี่คนเดียวเท่านั้น!”

    ปรุงพยายามจูบซุกไซ้ ริ้วทองดิ้นรนขัดขืนกรีดร้องเสียงลั่น หม่อมเจ้าชายดิเรกได้ยินก็รีบวิ่งมาดู ทันได้เห็นภาพบาดตาบาดใจที่ทำให้เลือดขึ้นหน้า ต่อยปรุงจนหน้าคว่ำ

    แต่เหตุการณ์ก็ไม่จบแค่นั้น เพราะปรุงฮึดสู้ จะเอาท่อนไม้ฟาดอีกฝ่ายให้หายแค้น แต่ริ้วทองก็ถลาไปขวาง

    “อย่าพี่ปรุง...ถ้าพี่อยากทำร้ายท่านชายนัก ทำร้ายฉันก่อนเถิด แต่ถ้าไม่กล้า...ก็ไปให้พ้น!”

    ปรุงมองมาด้วยแววตาผิดหวังและเสียใจ สุดท้ายก็ยอมรามือ แต่ไม่วายขู่ทิ้งท้าย

    “ริ้วจำเอาไว้ ชีวิตริ้วจะต้องหายนะเพราะเขา!”

    ooooooo

    แม้จะโกรธปรุงแค่ไหน ริ้วทองก็พยายาม เกลี้ยกล่อมไม่ให้หม่อมเจ้าชายดิเรกเอาเรื่องพี่ชายนอกไส้ แต่สิ่งที่คาใจราชนิกุลหนุ่ม กลับเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองมากกว่า

    “ปรุงกับริ้วไม่ได้เป็นพี่น้องกันจริงๆหรือ”

    “ไม่ใช่เพคะ...พี่ปรุงเป็นกำพร้า ถูกทิ้งที่วัดตั้งแต่เกิด พ่อไปพบเข้าก็เลยเกิดความสงสารพามาเลี้ยงดูไม่ต่างจากลูกอีกคน ท่านชายอย่าโกรธเคืองพี่ปรุงเลยนะเพคะ พี่ปรุงกำลังโมโหเลยขาดสติยั้งคิด”

    “แล้วฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าริ้วอยู่ใกล้ปรุงแล้วจะปลอดภัย”

    “ท่านชายเป็นห่วงหม่อมฉันหรือเพคะ”

    “มากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด”

    พูดจบก็ดึงตัวเธอมากอด ริ้วทองปลื้มมาก สัญญาเสียงหวาน

    “เช่นนั้น...หม่อมฉันสัญญาว่าจะดูแลรักษาตัวเองให้ดี ไม่ให้ท่านชายต้องเป็นห่วง ส่วนเรื่องพี่ปรุง ท่านชายไม่ต้องเป็นห่วงนะเพคะ หม่อมฉันรู้จักนิสัยพี่ปรุงดี พี่ปรุงไม่ใช่คนเลว แต่เขาทำไปเพราะเป็นห่วงหม่อมฉัน

    คำพูดแปลกๆของเธอ ทำให้หม่อมเจ้าชายดิเรกเอะใจ และเมื่อลองปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่าง ราชนิกุลหนุ่มก็รู้จนได้ว่าปรุงเป็นห่วงเธอเพราะเรื่องเขา ยิ่งเมื่อเห็นหลักฐานบนข้อมือที่ถูกน้ำร้อนลวก ยิ่งทำให้เขาเครียดหนัก และไม่รอช้าจะไปเอาเรื่องหม่อมเจ้าหญิงรัมภาตามคำบอกเล่าของริ้วทอง!

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาถึงกับอึ้งไปอึดใจ เมื่อได้ยินข้อกล่าวหาจากคู่หมายหนุ่ม

    “แล้วเจ้าพี่เชื่อริ้วทองพูดหรือเปล่าคะ”

    “พี่เชื่อว่าถ้าน้องหญิงไม่ชอบใจใคร น้องหญิงสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อไล่คนคนนั้นออกจากชีวิตน้องหญิง”

    “ทำไมเจ้าพี่ต้องเข้าข้างริ้วทอง”

    “พี่ไม่ได้เข้าข้างริ้วทอง แต่พี่เข้าข้างความถูกต้อง”

    “ริ้วทองฟ้องคนอื่นให้มาต่อว่าผู้มีพระคุณ มันก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน”

    “ริ้วทองไม่ได้ฟ้อง พี่ต่างหากที่เป็นฝ่ายคาดคั้นให้ริ้วทองพูดความจริง!”

    น้ำเสียงดุดันของเขา ทำให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาช้ำใจมาก แต่ก็ยังนิ่งจนคู่หมายหนุ่มต้องยอมลดท่าที

    “พี่รู้ว่าน้องหญิงไม่ชอบริ้วทอง เพราะริ้วทองกับครอบครัวมาพึ่งใบบุญของเสด็จ แต่พี่อยากให้น้องหญิงเปิดใจกับพวกเขา แล้วน้องหญิงจะรู้ว่าพวกเขาเป็นคนดี ไม่ได้น่ารังเกียจอย่างที่น้องหญิงคิดเลยสักนิด”

    “เจ้าพี่เข้าใจผิดแล้วค่ะ สาเหตุที่หญิงไม่ชอบริ้วทองมีสาเหตุมากกว่าเรื่องท่านพ่อ”

    สายตาเป็นคำถามของเขา ทำให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาต้องถอนพระทัยยาว

    “เจ้าพี่ไม่ทราบจริงๆหรือคะ”

    “พี่คิดไม่ออกว่าคนอย่างริ้วทองจะไปทำสิ่งใดให้น้องหญิงไม่พอใจได้”

    “ถ้าจนถึงป่านนี้เจ้าพี่ยังไม่ทราบ หญิงก็ไม่มีสิ่งใดจะพูดอีกแล้ว”

    ooooooo

    ท่าทางเฉยเมยและเย็นชาของหม่อมเจ้าชายดิเรก ทำให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาหัวใจแทบสลาย ที่เขาไม่เคยรับรู้ความในใจของเธอเลย เจิมเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเจ้านายสาวมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ริ้วทองใส่ความอีกฝ่าย ให้เป็นเจ้านายใจร้าย สาดน้ำชาใส่จนมือบวมพอง

    เมื่อหม่อมเจ้าหญิงภรณีทราบเรื่อง ก็ถึงกับพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อเลยว่าริ้วทองจะกล้าทำขนาดนี้ และไม่รอช้าจะเล่าสิ่งที่เห็นก่อนหน้าทั้งหมด ว่าแอบเห็นริ้วทองเอาน้ำร้อนราดมือด้วยตัวเอง!

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาหัวเสียมาก รีบไปเฝ้าท่านพ่อ และยื่นคำขาดให้ไล่คณะหุ่นกระบอกออกจากวังติณชาติ เสด็จในกรมฯทรงแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่อยากไล่ให้เสียคำพูด แต่ก็จนด้วยเหตุผลจะคัดค้าน เมื่อลูกสาวคนเล็กนำบัญชีรายรับรายจ่ายซึ่งร่อยหรอลงไปมากในระยะหลังให้ดู

    เสด็จในกรมฯทรงลังเล หม่อมเจ้าหญิงรัมภาเลยขู่จะไปทำงานต่างประเทศและไม่กลับมาอีก จึงทรงตกลงให้ไล่คณะนายรวยออกจากวัง แต่ไม่วายขอให้เป็นช่วงหลังวันงานเลี้ยงต้อนรับหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์กลับจากต่างประเทศ

    คุณทวดภรณีดึงตัวเองจากอดีต ถอนใจหนักหน่วงกับเรื่องเมื่อหลายสิบปีก่อน เธอยังจำน้ำตาแห่งความเจ็บช้ำใจของน้องสาวคนเดียวได้ เช่นเดียวกับแววตาอาฆาตแค้นของริ้วทอง ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะเอาคืน

    พริมฟังเรื่องทั้งหมดแล้วได้แต่นึกปลง แต่ก็อดแสดงความเห็นไม่ได้ ที่ริ้วทองหาเรื่องใส่ตัวเอง

    “อย่าไปว่าริ้วทองเลย ตราบใดที่เรายังไม่เจอเรื่องนี้กับตัว เราไม่รู้หรอก...ว่าถ้าวันหนึ่งเราอยากได้อะไรขึ้นมา เราอาจจะทำสิ่งที่ร้ายกาจกว่าริ้วทองก็ได้”

    คำพูดแปร่งๆของคุณทวด สะกิดใจเกล้ามาศอย่างมาก แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามคาดคั้นหรือซักไซ้เท่าไหร่ คุณทวดก็ไม่ยอมบอก แต่กลับเล่าเรื่องราวต่อจากนั้นแทนว่าสุดท้ายแล้วคณะนายรวยถูกไล่ออกจากวังติณชาติหรือไม่...

    และแล้ววันงานเลี้ยงต้อนรับหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์กลับจากเมืองนอกก็มาถึง ท่ามกลางแขกเหรื่อ ผู้มีเกียรติและชื่อเสียงมากมายมาเป็นพยาน หม่อมเจ้าชายดิเรกก็เช่นกัน มาถึงพร้อมท่านพ่อท่านแม่ และทักทายเจ้าภาพหนุ่มอย่างคุ้นเคย เพราะรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่ยังเด็ก

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาปรากฏตัวหลังจากนั้นในชุดสวย พร้อมท่วงท่าสง่างาม เป็นที่ตกตะลึงแก่คนทั้งงาน ไม่เว้นแม้แต่หม่อมเจ้าชายดิเรก แต่กระนั้น...ความประทับใจนั้นก็อยู่แค่อึดใจ ราชนิกุลหนุ่มหล่อก็ขอตัวไปทักทายคนอื่น ทิ้งราชนิกุลสาวให้มองตามด้วยความน้อยใจ ที่เขาไม่เคยเห็นเธอในสายตา

    หม่อมเจ้าชายดิเรกปลีกตัวจากเจ้าภาพได้ก็แอบไปหาริ้วทอง เลยมีโอกาสได้เห็นคณะหุ่นกระบอกทำพิธีไหว้ครู ริ้วทองยังมีท่าทีมึนตึงกับปรุง ต่างกับที่มีต่อหม่อมเจ้าชายดิเรก อ่อนหวานและดูเขินอาย จนชาวคณะอดแปลกใจไม่ได้

    ราชนิกุลหนุ่มเฝ้ามองบรรยากาศเตรียมการแสดงด้วยความชื่นชม และวันนี้...เขาก็มีโอกาสได้พินิจหุ่นกระบอกนางยี่สุ่นของริ้วทองเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะกำไลมาศบนข้อมือที่งดงามจับตาและเตะใจเขาอย่างประหลาด

    ท่าทางเหมือนคนตกในภวังค์รักของหม่อมเจ้าชายดิเรกกับริ้วทอง ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาหม่อมเจ้าหญิงรัมภากับเจิมไปได้ และไม่รอช้าจะจัดแจงจ้างวานคนงานชายจำนวนหนึ่งให้ทำงานสำคัญบางอย่างหลังจบการแสดง!

    ooooooo

    การแสดงหุ่นกระบอกเรื่องลักษณวงศ์ของคณะนายรวย เป็นที่ประทับใจของบรรดาแขกเหรื่อและเจ้าภาพ โดยเฉพาะหม่อมเจ้าดิเรกกับหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ จ้องมองริ้วทองไม่วางตา จนหม่อมเจ้าหญิงรัมภาอดหมั่นไส้ไม่ได้

    แต่แม้การแสดงจะผ่านพ้นไปด้วยดี แต่ริ้วทองก็สะเพร่า ทำให้หัวของหุ่นกระบอกนางยี่สุ่นหลุด นางรื่นกับนายรวยโกรธมาก ด่าทอและทำโทษลูกสาวอย่างหนักที่ทำให้คณะเสียชื่อ

    ปรุงเห็นท่าไม่ดี พยายามช่วยไกล่เกลี่ย จนนางรื่นนายรวยอ่อนท่าที และสั่งให้ไหว้ขอขมาครูอาจารย์แทน แต่ไม่ทันขยับ สองพี่น้องนอกไส้ก็ถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเจิมพาคนงานชายฉกรรจ์หลายคนมาขนของออกจากเรือนพัก!

    ริ้วทองกับปรุงถลาไปห้าม และตั้งท่าจะไปทูลถามเสด็จในกรมฯให้รู้เรื่อง แต่ก็ถูกหม่อมเจ้าหญิงรัมภาขวางไว้

    “เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงคิดว่าท่านพ่อจะไม่มีวันไล่เธอไปจากที่นี่”

    “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันก็อยากจะรู้ว่าพวกเราทำผิดอะไร”

    “ถ้าอยากรู้ ฉันจะบอกให้เอง พ่อแม่ของเธอผิดที่ไม่รู้จักอบรมสั่งสอนลูกสาวให้เจียมเนื้อเจียมตัว ส่วนเธอ...ผิดที่กล้าเป็นศัตรูกับฉัน ฉันเคยเตือนเธอแล้วไม่ใช่หรือ ว่าถ้าอยากอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข ก็จงอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่นี่เธอถึงกับเอาน้ำร้อนราดใส่มือตัวเองเพื่อใส่ร้ายฉัน”

    ริ้วทองอึ้งไปอึดใจ เปิดโอกาสให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาซ้ำเติม

    “เธอคิดว่าฉันจะโง่ ปล่อยให้เธอลอยหน้าลอยตาอยู่ในวังนี้ได้อีกหรือริ้วทอง”

    นางรื่นกับนางรวยร้อนรนมาก ปรี่ไปกระชากตัวลูกสาวมาคาดคั้นความจริง แต่ริ้วทองก็ปฏิเสธ ปรุงไม่มีทางเลือก ต้องช่วยน้องสาว และต่อปากต่อคำกับเจิมจนนางรื่นต้องโพล่งแทรก

    “ท่านหญิงเพคะ นังริ้วยังเด็ก ถ้ามันทำสิ่งใดให้ท่านหญิงไม่พอพระทัย อภัยให้มันเถอะนะเพคะ ถ้าหม่อมฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ ก็ไม่รู้จะไปซุกหัวกันที่ไหน”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาปรายตามองเหยียดๆ ย้อนเสียงเรียบ “ฉันเห็นใจน้ารื่นนะ แต่ลูกสาวของน้ารื่นจะทำอะไรยังไม่เห็นจะรู้จักนึกถึงหัวอกพ่อแม่ แล้วทำไมฉันจะต้องนึกถึงแทนด้วย”

    พูดจบก็ตะโกนสั่งให้คนงานเร่งมือเก็บของ โดยมีเจิมคอยสนับสนุน ปรุงถลาไปขวาง กระชากตัวคนงานมาต่อย แต่สุดท้ายก็สู้แรงเหล่าคนงานไม่ไหว ถูกซัดจนหมอบ

    ริ้วทองเห็นพี่ชายถูกซ้อมปางตายก็ลืมความโกรธก่อนหน้าเสียสิ้น ปรี่ไปประคอง แต่ก็ถูกลูกหลงจนกระเด็นไปอีกทาง หม่อมเจ้าอรรถรัตน์ ซึ่งได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากหม่อมเจ้าภรณีมาเห็นพอดี เลยร้องห้ามไว้

    “จะไม่มีใครไปไหนทั้งนั้น ริ้วทองต้องอยู่ที่นี่!”

    ooooooo

    แม้หม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์จะช่วยไม่ให้ครอบครัว ริ้วทองต้องออกจากวัง แต่ริ้วทองก็ถูกพ่อแม่ทำโทษอย่างหนัก โทษฐานหาเรื่องใส่ร้ายหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ปรุงเห็นน้องเจ็บ ก็ถลาไปขวางเหมือนเคย นางรื่นกับนายรวยเลยใจอ่อน ยอมรามือ แต่ไม่วายไล่ไปให้พ้นหน้า เพราะไม่อยากหัวเสียมากไปกว่านี้

    ปรุงพาริ้วทองไปเก็บของที่เรือนพัก แต่ก็มีท่าทีห่างเหินและเย็นชาจนอีกฝ่ายรู้สึกผิด

    “พี่ปรุง...ขอบคุณที่ช่วยปกป้องฉัน ฉันดีใจที่มีพี่ปรุงเป็นพี่ชาย”

    หัวใจของปรุงแทบสลาย แต่ก็ต้องพยายามข่มใจ แล้วลูบหัวน้องสาวเบาๆ

    “งั้นพี่ก็จะเป็นพี่ชายของเอ็งไปตลอดชีวิต”

    ริ้วทองเข้าไปกอดพี่ชาย ก่อนจะดึงตัวออก ยิ้มกว้างสดใส ขอให้เขาสาบาน

    ปรุงยกมือพนมเหนือหัว “สาบาน...ฟ้าดินเป็นพยาน พี่ปรุงคนนี้จะคอยดูแลริ้วทองน้องพี่ไปจนสิ้นลมหายใจ และจะขอติดตามไปช่วยเหลือเอ็งให้ได้พบพานแต่ความสุขทุกชาติไป”

    เวลาเดียวกันภายในห้องโถงวังติณชาติ...หม่อม เจ้าหญิงรัมภากำลังโวยวายใส่พี่ชายคนเดียว ที่ขัดขวางภารกิจขับไล่พวกริ้วทองออกจากวัง แถมยังทำท่าเหมือนจะเลี้ยงคณะละครไว้เองด้วย

    “แล้วมันจะเป็นอะไรไปเล่า ถ้าพี่จะแบ่งสมบัติของเราให้ว่าที่เมียของพี่ใช้บ้าง”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภากับหม่อมเจ้าหญิงภรณีมองหน้ากันอึ้งๆ ต่างจากหม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์ สารภาพอย่างไม่อายว่าตกหลุมรักเสน่ห์และความงามของริ้วทองตั้งแต่แรกเห็น จนถึงขั้นอยากแต่งงานด้วย

    คำว่าแต่งงานจากปากพี่ชายคนเดียว ทำให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภานิ่งไปอึดใจ ก่อนจะยิ้มร้าย

    “แต่เจ้าพี่ต้องสัญญากับหญิงนะคะ ว่าจะทำให้ริ้วทองรักเจ้าพี่เร็วที่สุด”

    หม่อมเจ้าชายอรรถรัตน์นิ่วหน้า ไม่เข้าใจ น้องสาวคนสวยได้แต่ยิ้ม แล้วตอบเป็นนัยๆ “หญิงแค่อยากเห็นเจ้าพี่มีความสุขค่ะ เพราะความสุขของเจ้าพี่ ก็เป็นความสุขของหญิงเช่นกัน!”

    คุณทวดภรณีดึงตัวเองจากอดีต ยังจำได้ดีถึงแววตา ร้ายกาจของน้องสาวคนเดียว แต่ครั้งนั้นเธอไม่ได้คิดติดใจอะไรมาก นอกจากพยายามอยู่ร่วมกับพวกคณะละครอย่างเป็นสุขเท่านั้น แต่น้องสาวคนเดียวก็ก่อเรื่องจนได้

    เกล้ามาศกับพริมเบิกตาโพลง รีบถามต่อด้วยความอยากรู้ แต่คุณทวดกลับมีท่าทีอึกอัก ก่อนจะตีหน้านิ่ง บอกว่าจำไม่ได้ แต่สองสาวก็ไม่เชื่อ และคิดว่าคุณทวดต้องปิดบังความจริงอะไรบางอย่างไว้แน่

    และทันทีที่ได้อยู่ตามลำพัง สองสาวก็ไม่รีรอจะถกกันเรื่องที่คุณทวดภรณีปกปิดไว้

    “คำพูดโกหกได้ แต่แววตาโกหกไม่ได้ แววตาท่านทวดไม่ได้พยายามจะคิดเรื่องอดีตอย่างที่ท่านพูดเลยสักนิด”

    พริมพยักหน้าเห็นด้วย “ก็ถ้าแกแน่ใจ แล้วทำไมแกไม่กล่อมให้ท่านทวดเล่าออกมาล่ะ ไม่แน่นะ...เรื่องวันนั้นอาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่แกเจอผีตามเล่นงานอยู่ตอนนี้ก็ได้”

    “ฉันจะไม่เอาความกลัวของตัวเองมาทำร้ายท่านทวด ท่านทวดอายุมากแล้ว จะทำอะไรต้องรอบคอบที่สุด เราต้องไม่ทำให้ท่านเครียด กดดัน เพราะฉันมั่นใจว่าเรื่องที่ท่านทวดปิดบังเรา...ต้องมีผลกับจิตใจของท่านทวดอย่างมาก”

    ooooooo

    ระหว่างที่เกล้ามาศกับพริมตามหาความจริงที่คุณทวดภรณีปิดบังไว้ อินทวงศ์ก็ไล่เปิดดูกล้องวงจรปิดทุกตัวในบ้าน แต่ก็ไม่พบใครน่าสงสัยจะเอากำไลมาศออกจากบ้านได้ นอกจากสวิตา!

    แต่กระนั้น...สถาปนิกหนุ่มก็ไม่ปักใจเชื่อ และตัดสินใจโทร.หาบัลลพตำรวจหนุ่มเพื่อนรักให้ช่วยตามล่าหาความจริงแทน โดยไม่รู้เลยว่าผีริ้วทองคอยจับตามองเขาตลอด และเฝ้าคอยเวลาจะได้อยู่กับเขาอีกครั้ง

    ด้านคุณทวดภรณี...รู้ตัวดีว่าทิ้งความสงสัยไว้แก่หลานสาว แต่ก็คิดว่าตัดสินใจถูก ที่ไม่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต เพราะไม่อยากขุดคุ้ยให้เสื่อมเสียและสะเทือนใจกันไปมากกว่านี้

    แต่กระนั้น...ความทรงจำในอดีต ก็ทำให้อดคิดถึงความรักครั้งเก่าไม่ได้ และหุ่นกระบอกตัวพระลักษณ–วงศ์ ซึ่งนุชนำมาให้เธอนั่งดูก่อนนอน ก็ทำให้ต้องร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น...

    ความคิดของคุณทวดภรณีกลับสู่อดีตอีกครั้ง... เธอยังจำได้ว่าต้องพยายามแค่ไหน จะทำดีกับพวกคณะละคร เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แต่ความบาดหมางในวันวาน ก็ทำให้เธอเข้าหน้าพวกเขาไม่ติด จนต้องใช้ให้บัวสาวใช้ต้นห้องนำของว่างคาวหวานที่เธอทำเองไปให้แทน

    แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพราะระหว่างรอให้บัวนำของไปให้ หม่อมเจ้าหญิงภรณีก็เกือบถูกงูฉกตาย ถ้าปรุงซึ่งซ่อนตัวอยู่แถวนั้นจะไม่โถมตัวไปผลักเธอออกเสียก่อน!

    ปรุงพาหม่อมเจ้าหญิงภรณีไปรักษาและประคบยาไม่ให้ข้อเท้าบวมที่เรือนพัก ก่อนจะได้หน้าซีดเผือด เมื่อเจิมกับหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ซึ่งแอบเห็นท่าทางใกล้ชิดระหว่างพี่สาวกับนักเชิดหุ่นหนุ่มในป่ารกมาตามไปพบท่านพ่อ

    และทันทีที่เจอหน้าลูกสาวคนโต เสด็จในกรมฯก็ทรงถลาไปตบเต็มแรง ก่อนจะตวาดลั่น

    “แกจำเอาไว้นะหญิงณี ปล่อยให้งูกัดตายก็ยังดีกว่าปล่อยให้คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างไอ้ปรุงมาแตะเนื้อต้องตัวให้เสื่อมเสียพระเกียรติเลือดติณชาติในตัวแก”

    หม่อมเจ้าหญิงภรณียกมือกุมปากห้อเลือด พยายามจะอธิบายความจริงว่าปรุงเป็นคนช่วยชีวิต แต่เสด็จในกรมฯก็กริ้วจนเลือดขึ้นหน้าเสียแล้ว

    “ท่านพ่อห่วงแต่หน้าตาตัวเอง มากกว่าห่วงชีวิตของลูก”

    “แกเข้าใจผิดแล้ว ฉันห่วงชีวิตของแกมากที่สุด เพราะชีวิตของแกแลกมาด้วยชีวิตของเมียฉัน ถ้าแกรักษาชีวิตให้ดี ไม่ให้แปดเปื้อนความสกปรกไม่ได้ ก็ไปตายซะ!”

    หม่อมเจ้าหญิงภรณีเจ็บช้ำน้ำใจมาก ทั้งโกรธและน้อยใจท่านพ่อที่กล่าวหารุนแรงถึงเพียงนี้ ปรุงไม่กล้าเข้าไปหา กลัวเธอจะถูกลงโทษหนักกว่าเดิม เลยได้แต่ฝากลูกประคบไว้กับบัว

    น้ำใจของนักเชิดหุ่นหนุ่ม ทำให้หม่อมเจ้าหญิงภรณีถึงกับน้ำตาซึม ก่อนจะปาดมันทิ้ง แล้วทำท่าจะออกจากห้อง บัวถลาตามติด พยายามทักท้วงเพราะไม่อยากให้เจ้านายสาวถูกลงโทษ

    “ฉันจะไปหาปรุง เพราะต่อให้ฉันทำตัวดี ท่านพ่อก็ไม่เคยพอพระทัย ไม่เหมือนพี่อรรถกับน้องหญิง สองคนนั้นทำตามใจตัวเองตลอด แต่ท่านพ่อก็ยังรัก ถึงเวลาที่ฉันจะต้องทำตามใจตัวเองบ้าง เผื่อจะทำให้ท่านพ่อรักฉันขึ้นมาบ้าง”

    “ท่านหญิงจะทำอะไรหรือมังคะ”

    “ฉันจะรักคนที่ฉันอยากรัก!”

    คุณทวดภรณีดึงตัวเองจากอดีตอีกรอบ กอดหุ่นกระบอกตัวพระแน่น ร้องไห้น้ำตาซึม

    “ปรุงไปอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่จะกลับมาหาฉัน ฉันคอยปรุงอยู่ทุกลมหายใจ”

    พระปราบซึ่งรับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษ ว่ามีคนคิดถึง ได้ถอนใจหนักหน่วง เห็นใจแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...

    ด้านอินทวงศ์...พยายามโทร.หาสวิตาในเช้าวันต่อมา เพื่อถามเรื่องกำไลมาศ แต่กลับไม่ได้เรื่องอะไรนัก เพราะผีริ้วทองคอยขวาง ไม่ให้เขารู้ว่ากำลังจะทำให้นางเอกสาวเป็นตัวช่วยของตน

    ธุระกับสวิตายังไม่ได้คำตอบ อินทวงศ์ก็จำต้องพักไว้ก่อน มุ่งหน้าไปรับเกล้ามาศที่วังติณชาติ เพื่อให้เธอมาดูอาการของย่า แต่ไม่ทันเจอเธอ ก็ได้ยินเรื่องน่าสนใจจากนุชเสียก่อน ที่เล่าให้เขาฟังแบบไม่คิดมากว่าคุณทวดภรณีชอบชมละครหุ่นกระบอกมาก จนถึงขั้นเล่าให้เกล้ามาศฟังบ่อยๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับนักเชิดหุ่นที่ชื่อริ้วทอง!

    เกล้ามาศผ่านมาได้ยินพอดี เลยส่งสายตาดุไปให้ นุชหน้าเสีย แล้วตัดสินใจยอมรับผิดแต่โดยดี เมื่อเจ้านายสาวตามมาต่อว่าถึงในครัว

    “คุณมาศขา...หนูขอโทษค่ะ วันหลังหนูจะไม่พูดมากแล้วค่ะ”

    “ไม่ใช่แค่ไม่พูดมาก แต่ต้องไม่พูดเลย ฉันไม่อยากให้คนอื่นมารับรู้เรื่องของครอบครัวฉันมากเกินไป ถือซะว่าเห็นใจฉันแล้วกัน ทุกวันนี้แค่เรื่องคุณแม่ ติณชาติก็เสื่อมเสียมากพออยู่แล้ว”

    “ค่ะคุณมาศ หนูสัญญาค่ะ หนูจะรูดซิปปากไม่พูดเรื่องในวังให้คนอื่นฟังอีกแล้ว”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    บุกป่าหา "แม่มา" เปิดฉากแรก "ธิดาวานร" สุดระทึก "ปิ่น" หนีตายเสี่ยงตกหน้าผา

    บุกป่าหา "แม่มา" เปิดฉากแรก "ธิดาวานร" สุดระทึก "ปิ่น" หนีตายเสี่ยงตกหน้าผา
    18 ต.ค. 2564

    02:01 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 02:19 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์