นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    กำไลมาศ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: เตรียมหลอน! "จุ๋ย" ประชันบทบาท "เจนี่-เต้ย" ใน​ "กำไลมาศ"

    สีหน้าระรื่นและท่าทางเหมือนคนกำลังมีความรักของริ้วทอง ทำให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาสังหรณ์พระทัยว่าเรื่องระหว่างคู่หมายหนุ่มกับนักเชิดหุ่นสาวคงไม่ใช่แค่คนรู้จักธรรมดา และเธอก็ไม่รอช้าจะส่งเจิมไปจัดการ

    “หญิงต้องอยู่ต้อนรับเจ้าพี่ อีกประเดี๋ยวท่านลุงกับท่านป้าคงจะมาถึง หญิงไม่ว่าง เจิมช่วยไปสั่งสอนริ้วทองแทนหญิงซิ ว่าอย่าโกหกหญิงอีก...หญิงไม่ได้โง่!”

    เจิมน้อมรับคำสั่งด้วยความยินดี ปรี่ไปลากตัวริ้วทองไปกดน้ำเพื่อคาดคั้นความจริง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับ ปฏิเสธไม่รู้เรื่องใดๆ จนสาวใช้ต้นห้องต้องตบหน้าสั่งสอนฉาดใหญ่

    “อีปากแข็ง...เหมือนที่ท่านหญิงพูดไม่มีผิด คนอย่างมึงไม่มีวันยอมรับความร่านของตัวเอง แต่จำไว้นะอีริ้วทอง มึงอย่าริใฝ่สูงคิดให้ท่าท่านชายดิเรก เพราะท่านเป็นคู่หมั้นคู่หมายของท่านหญิงรัมภา ท่านชายไม่เอาตัวเองลงมาเกลือกกลั้วกับผู้หญิงอย่างมึงหรอก!”

    ริ้วทองหอบสภาพสะบักสะบอมเกือบตายกลับเรือนพักหลังจากนั้นหม่อมเจ้าหญิงภรณีผ่านมาพบ เลยพาไปทายา และซักไซ้ยกใหญ่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น นักเชิดหุ่นสาวหน้าเสีย ก่อนจะสารภาพว่ามีเรื่องกับหม่อมเจ้าหญิงรัมภา เพราะอีกฝ่ายทรงหึงหวง คิดว่าตนมีอะไรกับหม่อมเจ้าชายดิเรก

    “น้าเจิมบอกว่าท่านหญิงรัมภากับท่านชายดิเรกเป็นคู่หมั้นกัน...จริงหรือไม่เพคะ”

    “ริ้วจะอยากรู้ไปทำไม”

    “เอ่อ...ริ้วแค่อยากรู้ว่าน้าเจิมหาเรื่องทำร้ายริ้วหรือไม่เพคะ”

    หม่อมเจ้าหญิงภรณีทรงถอนพระทัยยาว ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่จริงจ้ะ...เขาไม่ได้เป็นคู่หมั้น แต่เป็นคู่หมายกัน...ครอบครัวฉันกับครอบครัวศุภมาศของเจ้าพี่สนิทกันมาก ท่านลุงท่านป้า พ่อแม่ของเจ้าพี่ชื่นชม

    น้องหญิงรัมภามาก ก็เลยพูดจับจองขอน้องหญิงเอาไว้”

    “ถ้าท่านหญิงรัมภายอมให้ตัวเองถูกจับแต่งงาน ก็แสดงว่าท่านหญิงมีใจให้ท่านชายดิเรกใช่ไหมเพคะ”

    “ใช่...น้องหญิงรัมภาชื่นชมเจ้าพี่มาตั้งแต่เด็ก แต่เจ้าพี่นี่สิ...ฉันก็ไม่เคยรู้ว่าทรงคิดอย่างไรกับเรื่องแต่งงาน”

    ขณะที่ริ้วทองสะเทือนใจกับความจริงจากปากหม่อมเจ้าหญิงภรณี...คู่หมายหนุ่มสาวกำลังนั่งในห้องรับแขกของวังติณชาติ พร้อมกับเสด็จในกรมฯ องค์ชายศุภมาศและหม่อมเจ้าถมยา พ่อและแม่ของหม่อมเจ้าชายดิเรก

    และบทสนทนาทั้งหมด ก็หนีไม่พ้นสารทุกข์สุกดิบ ตามประสาสองตระกูลที่ใกล้ชิดสนิทสนมมานาน โดยเฉพาะเรื่องความสามารถของหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ที่ทำงานเก่งจนเป็นที่ชื่นชมของหลายคนในกรมศิลป์

    เสด็จในกรมฯทรงปลาบปลื้มและภูมิใจในตัวลูกสาวมาก และไม่รอช้าจะตอบตกลง เมื่ออีกฝ่ายมาทาบทาม

    “หญิงรัมภา...ที่พ่อกับแม่มาพบกันวันนี้ เพื่อจะบอกลูกทั้งสองว่าพ่อกับแม่ได้ฤกษ์ดีจากพระมาแล้ว เดือนแปดปีหน้า ศุภมาศกับติณชาติจะได้เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน!”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาทรงตื่นเต้นและดีพระทัยมาก แต่ก็เก็บอาการไว้ได้อย่างดี เช่นเดียวกับหม่อมเจ้าชายดิเรก ทรงอดทนรอจนกลับถึงวังศุภมาศ จึงระเบิดอารมณ์กับพ่อแม่

    “ทำไมท่านพ่อท่านแม่ทำแบบนี้ ชายเคยขอแล้วไม่ใช่หรือครับ ว่าอย่าบังคับชายให้แต่งงานกับน้องหญิง”

    หม่อมเจ้าชายดิเรกทรงยืนยันว่าไม่เคยคิดกับหม่อมเจ้าหญิงรัมภามากกว่าน้องสาว และอยากมีอิสระในการเลือกคู่ครอง เพราะเชื่อมั่นตามกฎผัวเดียวเมียเดียว

    “ท่านแม่อย่าถือโทษโกรธชายเลยนะครับ ให้ชายกับน้องหญิงได้ทำความรู้จักกันไปก่อน ถ้าชายแน่ใจแล้วว่าน้องหญิงคือคนที่เหมาะสมจะเป็นคู่ชีวิตของชาย ชายจะแต่งงานกับน้องหญิงแน่นอน”

    “ตามใจชายก็แล้วกัน แต่แม่บอกไว้ก่อน ถ้าผู้หญิงที่ชายเลือกมีดีไม่เท่าหญิงรัมภา แม่ก็จะไม่ยอมให้เข้ามาเหยียบบ้านศุภมาศเหมือนกัน!”

    ooooooo

    ผีริ้วทองดึงตัวเองจากอดีต จุดเริ่มต้นความแค้นวันนั้น ผลักดันให้เธอสู้ยิบตามาตลอด และวันนี้เธอก็จะขอสู้อีกครั้ง เพื่อชายอันเป็นที่รัก...

    “ท่านชายต้องรังเกียจมัน ผลักไสไล่ส่งมันไปจากชีวิตท่านชายเหมือนเมื่อก่อนนะเพคะ แล้วริ้วจะทำให้ท่านชายจำริ้วได้ ท่านชายจะได้เลือกริ้ว รักริ้วเหมือนเดิม!”

    ด้านเกล้ามาศ...ตื่นมาใส่บาตรกับคุณทวดภรณีด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เพราะยังเคืองแม่ที่ทำท่าประเจิด– ประเจ้อให้อับอายต่อหน้าอินทวงศ์เมื่อวันวาน คุณทวดเข้าใจดี แต่ก็อยากเตือนสติ

    “อย่าไปถือโทษโกรธเคืองนิลเลยนะมาศ ยังไงซะเขาก็เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดเรา”

    “มาศไม่เคยโกรธ แต่มาศเป็นห่วง คุณแม่โหยหา ความรักตลอดเวลา ทำไมคุณแม่ถึงเป็นแบบนี้คะท่านทวด”

    “เป็นความผิดของทวดเองที่ไม่ได้ให้ความรักความอบอุ่นกับลูก...ยายของเราน่ะ ความขาดนี้ก็เลยตกไปสู่ยายนิล ทวดผิดเอง ทวดไม่น่าเอาเวลาไปเฝ้าคิดถึงคนที่จากไป คนที่อยู่ใกล้ กลับไม่เคยให้ความสำคัญ”

    “คนที่จากไป...ท่านทวดผู้ชายหรือคะ ท่านทวดผู้ชายชื่ออะไรหรือคะ มาศไม่เคยรู้จักเลย”

    “ปล่อยให้เขาเป็นแค่ความทรงจำของทวดคนเดียวก็พอนะ”

    คุณทวดภรณีถึงกับน้ำตาซึม คิดถึงปรุง...นักเชิดหุ่นหนุ่ม พี่ชายบุญธรรมของริ้วทอง ชายเพียงคนเดียวที่เธอรักสุดหัวใจ เขากับเธอแอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่มันก็เป็นความลับ ไม่เคยมีใครรู้เรื่องนี้ จนถึงวันนี้...เธอก็ยังอยากให้มันเป็นความลับต่อไป เลยพยายามเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องอื่น

    “เป็นโชคดีของมาศที่พ่อของเรารับไปเลี้ยงดู มาศถึงได้น่ารัก เข้มแข็ง รู้จักรักตัวเองแบบนี้ ถ้ามาศอยู่ที่นี่ มีหวังมาศก็จะเป็นเหมือนยายนิลอีกคน”

    “ท่านทวดคะ มาศอยากช่วยคุณแม่”

    “ดีเลยจ้ะ...ความรักจากใครก็ไม่มั่นคงแข็งแรงเท่ากับความรักของแม่ลูก ถ้ามาศช่วยเติมเต็มความรักให้ยายนิลได้ ยายนิลก็จะไม่ต้องไปโหยหาความรักจากใครอีก”

    เกล้ามาศได้ทำตามพูด ด้วยการตามแม่ไปดูการเตรียมงานประมูลเครื่องประดับโบราณที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วัน เลยตกกระไดพลอยโจน ถูกจัดให้เป็นนางแบบกิตติมศักดิ์แบบไม่ตั้งใจ ด็อกเตอร์สาวจะปฏิเสธ แต่ก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อแม่ยกเหตุผลมาอ้างว่าไม่ได้ทำเพื่อหน้าตาตัวเอง แต่เป็นงานบุญเพื่อเด็กกำพร้าล้วนๆ

    แต่ปัญหาก็ไม่จบแค่นั้น เพราะอินทนิลไม่ยอมให้ลูกสาวน้อยหน้า บังคับเจ๊เมี่ยงคนคุมงาน จัดการให้ลูกสาวคนเดียวได้เดินแบบชุดฟินาเล่ โชว์เครื่องประดับไฮไลต์ของงาน ซึ่งเคยวางตัวไว้แล้ว จะให้สวิตามาเดิน เมื่อนางเอกสาวรู้เรื่อง ก็เจ็บใจมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอินทนิลเป็นคนจัดงาน

    เกล้ามาศอึดอัดมากที่แม่เจ้ากี้เจ้าการ เลยพยายามจะปฏิเสธการเป็นนางแบบอีกครั้ง แต่ก็ถูกแม่ขอร้องและทวงบุญคุณจนต้องยอมถอดใจ เมื่อพริมกับอาร์มแวะมาหาเธอถึงหน้าโรงแรมที่จัดงาน พร้อมกับบัลลพ ซึ่งมารับหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงานประมูล ด็อกเตอร์สาวเลยขอตัวกลับ เพราะมีธุระสำคัญต้องไปจัดการ...

    ooooooo

    อินทวงศ์ไปดูไซต์งานตามปกติ โดยไม่รู้เลยว่าผีริ้วทองตามติดไม่ห่างตั้งแต่เมื่อคืน และวันนี้เธอก็ตั้งใจจะฟื้นความทรงจำให้เขา ด้วยการทำให้เขาเห็นผ้าคาดเอวและดอกไม้แห้ง...ของขวัญสองชิ้นแรกที่เขาเคยให้เธอในอดีต...

    เรื่องราวในอดีตถูกรื้อขึ้นมาอีกครั้ง...ผีริ้วทองยังจำได้ดี ว่าต้องเจ็บแค้นใจแค่ไหน ที่ถูกหม่อมเจ้าหญิงรัมภาจับได้ว่าแต่งตัวสวยไปดักรอหม่อมเจ้าชายดิเรก เจิมอยากเอาหน้า เลยจะตบสั่งสอน นักเชิดหุ่นสาวหลบทัน แต่ก็ดันพลาดไปกระชากเสื้อของอีกฝ่ายจนกระดุมเสื้อหลุดขาด

    เจิมกรีดร้อง โวยวาย ทูลฟ้องให้ช่วยจัดการ แล้วก็สมใจ เมื่อหม่อมเจ้าหญิงรัมภาทรงประกาศกร้าว

    “ริ้วทอง...ถ้าเธอจะอยู่ที่นี่ สิ่งที่เธอต้องรำลึกอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เรื่องว่าเธอมาจากไหน แต่เธอต้องรู้จักให้ความเคารพผู้อาวุโสด้วย และบทลงโทษของวังติณชาติก็คือ...ใครทำสิ่งใดไว้ต้องได้รับสิ่งนั้นกลับคืน!”

    ขาดคำริ้วทองก็ถูกเจิมกับเหล่าสาวใช้จับตัว และถูกกระชากเสื้อตัวสวยจนขาด เห็นถึงเสื้อชั้นในให้อับอาย หม่อมเจ้าหญิงรัมภาทรงปรายตามองมาด้วยความสาสมพระทัย แล้วทรงผละไปดื้อๆ ทิ้งนักเชิดหุ่นสาวให้ต้องรับกรรมจากเจิม ซึ่งแค้นไม่หายที่อีกฝ่ายทำเสื้อกระดุมขาด

    “จะรีบไปไหน กูยังไม่เสร็จธุระกับมึง มึงจำใส่กะลาหัวของมึงไว้นะอีริ้วทอง ถ้ามึงคิดอะไรกับท่านชายดิเรกอยู่ มึงจงเลิกคิดเสียเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นชีวิตมึงอยู่ไม่สุขแน่อีนังโคมเขียว!”

    หลังจากถูกโขกสับให้อับอาย ริ้วทองก็หอบร่างสะบักสะบอมกลับเรือนพัก จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเก่า แล้วตัดสินใจจะตัดใจจากหม่อมเจ้าชายดิเรก และเอาผ้าคาดเอวกับดอกไม้แห้งของเขาไปทิ้ง

    แต่ไม่ทันทำตามที่ตั้งใจ หม่อมเจ้าชายดิเรกก็ทรงผ่านมาพบเสียก่อน ริ้วทองจะเดินหนี ไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตาแห่งความขมขื่นใจ แต่ก็หนีไม่พ้น ถูกเขาเห็นความลับจนได้ ว่าเธอแอบเก็บของแทนใจจากเขาไว้

    “ของที่ฉันเคยให้ริ้ว ริ้วยังเก็บไว้อีกหรือ”

    แววตาเป็นประกายของราชนิกุลหนุ่ม ทำให้ริ้วทองเขินอาย แต่ยังพยายามเก็บอาการ

    “ขอหม่อมฉันคืนเถอะเพคะ ถ้าท่านหญิงรัมภามาพบเข้าจะไม่พอใจได้”

    “ทำไมน้องหญิงถึงจะต้องไม่พอใจด้วยเล่า”

    “ไม่มีหญิงคนใดพอใจที่ชายคนรักของตัวเองอยู่กับหญิงอื่นดอกเพคะ”

    น้ำตาของเธอทำให้หม่อมเจ้าชายดิเรกทรงตัดสินใจสารภาพความจริงในพระทัยออกไป

    “ริ้วเข้าใจผิดแล้ว...ฉันจะไม่แต่งงานกับน้องหญิง ฉันให้ดอกไม้ริ้วด้วยความเสน่หา”

    ริ้วทองถึงกับอึ้งไป สะท้านกับสายตาลึกซึ้งของอีกฝ่าย จนต้องเบือนหน้าหนี

    “ไม่จริงดอกเพคะ ท่านชายกำลังจะแต่งงานกับท่านหญิงรัมภา ท่านชายจะรู้สึกเช่นนั้นกับหม่อมฉันได้อย่างไร”

    หม่อมเจ้าชายดิเรกทรงยืนยัน “เรื่องแต่งงานเป็นความต้องการของผู้ใหญ่ แต่ฉันจะไม่ยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ฉันไม่ได้เลือกด้วยตัวเอง ทั้งฉันและน้องหญิง...เราควรมีสิทธิ์เลือกคู่ครองให้กับชีวิตของตัวเอง”

    ริ้วทองปลื้มใจมาก หัวใจเต้นแรงที่ได้ยินคำพูดแสดงความจริงใจของเขา แต่ก็เขินอายเกินกว่าจะสบตาคมนั้นได้ เลยหันหลังหนีดื้อๆ หม่อมเจ้าชายดิเรกต้องจับให้เธอหันมาเผชิญหน้า

    “ริ้วยังไม่ตอบฉันเลย ทำไมริ้วถึงยังเก็บของที่ฉันให้ไว้”

    “หม่อมฉันมั่นใจว่าสักวันเราต้องได้พบกันอีก แล้วถ้าท่านชายเห็นสิ่งนี้ ท่านชายจะจำหม่อมฉันได้”

    ooooooo

    ผีริ้วทองดึงตัวเองจากอดีตอีกครั้ง ผ้าคาดเอวและดอกไม้แห้งยังอยู่ในมืออินทวงศ์ รอให้เขาฟื้นความทรงจำ...ความรักและความผูกพันที่ทั้งสองมีให้กันเมื่อก่อน แต่ไม่ทันสมใจ สถาปนิกหนุ่มก็ตื่นจากภวังค์ เมื่อมีคนมาตามไปดูงาน และเมื่อเขาหันกลับมาอีกครั้ง...ของสองสิ่งที่เขาเก็บได้ก็หายไปแล้ว!

    อินทวงศ์คาใจมาก และไม่รอช้าจะเล่าให้นายตำรวจเพื่อนรักฟังเมื่อเจอกันในผับคืนเดียวกัน บัลลพไม่เชื่อและยืนยันว่าอีกฝ่ายคิดไปเองมากกว่า แล้วจัดการเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงเกล้ามาศ ด็อกเตอร์สาวและนางแบบ กิตติมศักดิ์ในงานประมูลของอินทนิล ซึ่งเขามีโอกาสได้เจอเป็นครั้งแรก

    “แกเล่าให้ฉันฟังว่าคุณมาศมาช่วยบำบัดคุณหญิงย่า แต่ไม่เห็นบอกว่าเธอสวยหุ่นเซี้ยะ คิดจะกั๊กกันเหรอวะ”

    “ไม่ได้กั๊กเพราะปิ๊ง แต่กั๊กเพราะเป็นห่วง...ไม่อยากให้คุณมาศรู้จักเสืออย่างแก”

    “รู้จักก็ใช่ว่าจะจีบติด ท่าทางเธอเป็นคนระวังตัว เข้าถึงยาก ถ้าคุณมาศอัธยาศัยดีแบบคุณนิลจะแจ่มมาก”

    “เลิกพูดถึงคุณมาศได้แล้ว”

    “หมั่นไส้...หวงจริงโว้ย ฉันจะสั่งสอนให้นะไอ้ ไก่อ่อน ปิ๊งเขาก็แสดงออกต่อหน้าด้วย อย่ามาทำตัวเป็นจงอางหวงไข่ลับหลังแบบนี้ เพราะถ้าผู้หญิงไม่รับรู้ ก็รับประทานแห้วอยู่ดี”

    เกล้ามาศไม่รู้ตัวว่ามีคนคิดถึง...มัวสนใจธุระสำคัญ คือการมาพบหญิงชราซึ่งพริมรู้มาว่ามีตาทิพย์ อาร์มไม่เชื่อ และคิดว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ เลยถูกห้ามไม่ให้เข้าบ้าน โทษฐานหลบลู่ สองสาวจึงเข้าไปตามลำพัง ก่อนจะถูกตะเพิดออกมาในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา เมื่อหญิงชราผู้มีตาทิพย์มองเห็นผีผู้หญิงผมยาวขี่บนคอเกล้ามาศ!

    “ฉันไม่ยุ่ง ฉันไม่ยุ่งแล้ว เอาพวกมันออกไป อย่าไปยุ่งกับมัน”

    เกล้ามาศกับพริมมองหน้ากันงงๆ แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อหญิงชราโพล่งลั่น

    “เขาโกรธมาก ไปทำเขาไว้ เขาจะตามมาทวงคืนจากมึง!”

    พูดจบหญิงชราก็เป็นลมหมดสติ สองสาวเลยผละมาก่อน แต่ไม่ทันออกรถ ลูกสาวของหญิงชราก็วิ่งมาบอกคำเตือนของแม่ ไม่ให้เกล้ามาศใส่กำไล เกล้ามาศ พริมและอาร์มได้แต่มองหน้ากันอึ้งๆ ไม่รู้และไม่แน่ใจว่าหญิงชราต้องการบอกอะไรกันแน่ เพราะทุกอย่างดูเหลือเชื่อและไม่มีเหตุผลเสียเลย

    แต่กระนั้น...คำพูดสุดท้ายของหญิงชราตาทิพย์ ที่ว่ามีคนตามจองเวรเธอ ก็ทำให้เกล้ามาศไม่สบายใจ จนต้องแวะไปหาคุณทวดภรณีกลางดึกของคืนเดียวกัน แต่อีกฝ่ายก็เข้านอนแล้ว เหลือแค่นุชคนดูแล นั่งเฝ้าและซ่อมหุ่นกระบอกนางยี่สุ่นซึ่งเธอเคยทำหัวขาดไปพลางๆ

    “หุ่นกระบอกตัวนี้...ฉันเคยทำหัวหลุด นุชซ่อมเป็นด้วยหรือ”

    “ท่านทวดสอนให้นุชเสียบแกนไม้ที่ตัวหุ่นเข้าไปในหัว แต่นุชกลัวไม่แน่นเลยทากาวติดซะเลย”

    เกล้ามาศพยักหน้ารับรู้ยิ้มๆ ก่อนจะหยิบหุ่นกระบอกนางยี่สุ่นมาพิจารณาโดยละเอียดเป็นครั้งแรก และครั้งนี้สายตาเธอก็ไปสะดุดที่กำไลอันจิ๋วบนข้อมือหุ่น...มันสวยมากและคุ้นตาเธออย่างประหลาด เหมือนเคยเห็นที่ไหน...

    ooooooo

    เวลาเดียวกันนั้นเอง...กำไลแบบเดียวกับบนข้อมือหุ่นนางยี่สุ่น กำลังถูกอัญมณีนำใส่กล่องกำมะหยี่อย่างดี เตรียมมอบให้อินทนิลไปประมูลการกุศล แต่ผีริ้วทองก็มาอาละวาด และขู่ไม่ให้ยุ่งกับของของเธอ

    อัญมณีตื่นตอนเช้าด้วยสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง ภาพหญิงสาวในเงาดำเมื่อคืนเหมือนความจริงมาก จนเธอไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นแค่ฝันร้าย และเมื่อเจอหน้าหลานชายในเวลาต่อมา ก็อดเล่าให้ฟังไม่ได้

    “ความฝันมันเหมือนจริงมาก เหมือนจริงจนอากลัว”

    “เป็นไปได้หรือครับคุณอา...ที่กำไลวงนี้จะมีผี”

    อัญมณีถอนใจยาว “อาก็ไม่อยากเชื่ออย่างนั้นหรอกนะ แต่มาคิดดูแล้ว เรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้น ทั้งคุณย่าถูกผีหลอกจนเป็นโรคกลัวกำไล สร้อยดาวทำร้ายหนูเกล้ามาศโดยไม่รู้ตัว...สุดท้ายก็เมื่อคืน กำไลนี้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกเรื่อง”

    “มันยากจะเชื่อจริงๆครับคุณอา”

    “ไม่เป็นไรจ้ะ อาเข้าใจว่าของแบบนี้ ถ้าไม่เจอกับตัวจะไม่เชื่อง่ายๆหรอก เดี๋ยวพอเราเอากำไลไปให้คุณนิลประมูล เรื่องร้ายๆของบ้านเราก็คงจะหมดไปสักที งั้นคืนนี้ต๊ะเอากำไลไปให้คุณนิลที่งานแทนอาทีนะ อาไปไม่ไหว”

    อินทวงศ์หยิบกำไลมาดูนิ่งๆ แล้วจัดการทำตามคำสั่งในคืนเดียวกัน งานประมูลเครื่องประดับของอินทนิลถูกจัดอย่างใหญ่โตและหรูหรา แขกเหรื่อมากมายทยอยเข้างาน โดยมีไฮโซสาวเจ้าของงานยืนต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

    อนรรฆเศรษฐีเจ้าพ่อที่ดินก็ไม่พลาดงานนี้ เพราะอยากได้ที่ดินวังติณชาติมาตลอด และคืนนี้เขาก็ถือโอกาสพาอนาวินมาเปิดตัวด้วย อินทนิลให้การต้อนรับอย่างดี แต่คงไม่เท่ากับที่ให้กับอินทวงศ์ซึ่งมาถึงหลังจากนั้น

    ท่าทางกระตือรือร้นของอินทนิลทำให้อนรรฆนึกรู้ว่าชายหนุ่มตระกูลผู้ดีเก่าอย่างศุภมาศคงมีผลประโยชน์บางอย่างที่ไฮโซสาวต้องการ ต่างจากอนาวิน ไม่ได้คิดเรื่องธุรกิจแบบพ่อ แต่มองตามตาลอย เพราะประทับใจในความหล่อ

    อินทวงศ์ไม่รู้ตัวว่าเป็นเป้าสายตาของสองพ่อลูก เพราะถูกอินทนิลเจ้ากี้เจ้าการให้แวะไปทักทายเกล้ามาศ ซึ่งจะเป็นนางแบบกิตติมศักดิ์ในงานคืนนี้ และเมื่อเขาถูกนักข่าวรุมถามเรื่องกำไลที่นำมาประมูล อินทนิลก็เกิดไอเดียจะให้เกล้ามาศเดินแบบชุดฟินาเล่พร้อมกำไลมาศ ออกสื่อให้รู้ว่าอินทวงศ์เป็นคู่หมายของลูกสาวคนเดียว

    เจ๊เมี่ยงหนักใจมาก เพราะคนที่วางตัวไว้จะให้สวมกำไลเดินแบบก็คือสวิตา และเมื่อนางเอกสาวรู้เรื่องก็โมโหสุดขีด แต่ก็ทำได้แค่กรีดร้องโวยวายลับหลังเท่านั้น

    “แย่งชุดฟินาเล่จากฉัน ยังจะแย่งกำไลของศุภมาศอีก นังนิล นังมาศ อย่าหวังเลยว่าฉันจะยอมแพ้พวกแก!”

    เกล้ามาศก็ไม่อยากใส่กำไล ยิ่งนึกถึงคำเตือนของหญิงชราตาทิพย์ ยิ่งเป็นกังวล พริมซึ่งตามมาดูแลเพื่อนก็อดไม่ได้จะคัดค้าน แต่เมื่อด็อกเตอร์สาวยืนยันจะทำเพื่อแม่ ก็ได้แต่อวยพรให้แคล้วคลาดปลอดภัย

    ฝ่ายสวิตา...เตรียมเล่นงานเอาคืนอินทนิลด้วยการแกล้งเกล้ามาศ จะเอาเศษแก้วไปใส่รองเท้า แต่ผีริ้วทองก็มาขวางไว้ และพยายามส่งเสียงเรียกและปรากฏตัวให้เห็น

    สวิตาได้ยินเสียงหลอนร้องเรียกเธอว่าล้อมเพชรก็ขวัญผวาตั้งท่าจะหนี แต่ก็ถูกเสียงปริศนารั้งตัวไว้

    “ไม่ต้องกลัวริ้วหรอกค่ะ ริ้วไม่ทำร้ายเพื่อนที่ดีอย่างคุณล้อม”

    “เธอต้องการอะไร บอกฉัน เดี๋ยวฉันจะทำบุญไปให้”

    “ริ้วไม่ได้ต้องการอะไร ริ้วแค่จะบอกคุณล้อมว่าคุณล้อมไม่ต้องจัดการนังรัมภาให้มีบาปติดตัวหรอกค่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ริ้วจัดการกับมันเถอะค่ะ”

    สวิตาหรือชาติที่แล้วก็คือล้อมเพชร ลูกสาวร้านทำเครื่องประดับ ซึ่งเคยมีบุญคุณกับผีริ้วทอง ถึงกับหน้าซีด และเมื่อเปิดประตูออกจากห้องแต่งตัวได้ ก็รีบบอกแม่ว่าถูกผีหลอก ไลยไม่เชื่อและสั่งให้ตั้งสติ เพราะจะต้องเดินแบบในไม่ช้า นางเอกสาวประสาทเสียมาก แต่ก็จำต้องข่มใจ เรียกสมาธิเพื่อทำงานต่อ

    ooooooo

    สวิตาปรากฏตัวในชุดสวย แต่ไม่ได้สวมกำไลมาศอย่างที่หลายคนคาดไว้ เพราะกำไลเจ้าปัญหาถูกนำไปให้เกล้ามาศสวมกับชุดฟินาเล่ตามคำสั่งของอินทนิล พริมเห็นกำไลบนข้อมือเพื่อนก็ใจไม่ดี ยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปลกๆ จนอาร์มต้องปรามให้หยุด เพราะอายสายตาของคนรอบข้าง

    อินทนิลกับอินทวงศ์ถึงกับตะลึงกับท่วงท่าสง่างามราวกับนางแบบมืออาชีพของเกล้ามาศ แต่เพียงไม่กี่อึดใจ ก็เกิดเหตุฉุกละหุก ไฟดับพรึ่บทั้งงาน!

    ผีริ้วทองนั่นเองที่แผลงฤทธิ์ เข้าสิงร่างของเกล้ามาศที่สวมกำไลมาศของเธอ แล้วจัดการบังคับร่างอีกฝ่ายให้ฉีกเสื้อตัวเองต่อหน้าทุกคนทันทีที่ไฟสว่างขึ้นมาอีกครั้ง และก่อนที่เกล้ามาศจะฉีกเสื้อเกาะอกตัวเอง ผีริ้วทองก็ได้กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เพราะถูกพลังศักดิ์สิทธิ์บางอย่างผลักออกจากร่างด็อกเตอร์สาว

    เสียงสวดมนต์ดังแว่วมาจากไหนไม่รู้ แต่ผีริ้วทองก็ไม่สนใจ ทันทีที่อินทวงศ์กระโดดขึ้นบนเวทีมาดูอาการหมดสติของเกล้ามาศ ก็ทำฤทธิ์ให้มือผีในกำไลทำร้ายด็อกเตอร์สาวจนปางตาย!

    อินทวงศ์ตกใจมาก ถลาไปประคองและจะอุ้มเกล้ามาศไปโรงพยาบาล แต่ผีริ้วทองก็แอบใช้มือผีดึงตัวไว้อีก สถาปนิกหนุ่มเห็นกำไลบนข้อมือด็อกเตอร์สาว ก็คิดถึงคำพูดของอัญมณีเมื่อเช้า รวมกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่ผ่านมา ทั้งของทรัพย์มณีและสร้อยดาว เลยตัดสินใจถอดกำไลทิ้ง

    ผีริ้วทองถึงกับตะลึง น้ำตาร่วงเผาะด้วยความช้ำใจสุดขีด

    “ท่านชาย...นั่นมันกำไลรักของเรานะเพคะ ทำไมท่านชายทำแบบนี้...ทำไม!”

    เกล้ามาศถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากนั้น งานประมูลเป็นอันล่ม อินทนิลประสาทเสียมาก แต่เมื่อเห็นสภาพลูกสาวคนเดียวก็พยายามตั้งสติ จัดการปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องรับมือนักข่าว ปล่อยให้เกล้ามาศนั่งรถไปกับอินทวงศ์ โดยมีอาร์มกับพริมตามประกบด้วยความเป็นห่วง

    แต่ผีริ้วทองก็ไม่ยอมเลิกรา ใช้อิทธิฤทธิ์บังคับให้รถดับกลางทาง

    “เพราะมึงคนเดียวอีรัมภา มึงแย่งทุกอย่างไปจากกู มึงทำให้ท่านชายไม่รักกู!”

    อาร์มลงไปดู และเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้ง ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปริศนาจะไม่มาช่วยไว้

    ผีริ้วทองโกรธมาก จำต้องปล่อยให้เกล้ามาศรอดไปอีกวัน แล้วไปตามหาคนที่บังอาจขวางการล้างแค้นของเธอ

    “มึง...มึงเป็นใคร มายุ่งเรื่องของกูทำไม!”

    พระปราบหรือปรุงในอดีตชาตินั่นเอง ที่เป็นคนดึงผีร้ายออกจากวังวนการล้างแค้น ผีริ้วทองจำหน้าพี่ชายบุญธรรมได้ ยอมลดท่าทีและก้มกราบด้วยความรักและเคารพ

    “ฉันเหงา ฉันคิดถึงพี่ คิดถึงพ่อแม่เหลือเกิน”

    “ถ้าสิ่งที่แบกไว้ทำให้ใจเป็นทุกข์ ก็วางมันลงเสียเถอะนะ”

    “ฉันยังไม่อยากไปไหน ฉันจะต้องแก้แค้นอีคนที่มันทำกับพวกเรา”

    “ใครทำสิ่งใดไว้ก็ปล่อยให้เวรกรรมทำหน้าที่คืนสนองแก่ตัวเขาเองเถิด”

    “คืนสนองเหรอ อีรัมภามันฆ่าฉัน ฉันตายไปแล้ว มันก็ยังกักขังวิญญาณของฉันไม่ให้ไปผุดไปเกิด ไม่เห็นบาปกรรมจะคืนสนองตัวมันเลย แต่ฉันสิ...ฉันทำอะไรนักหนา ฉันถึงต้องอยู่กับความทุกข์”

    พระปราบส่ายหน้า ถอนใจยาว “ทุกอย่างมันเกิดแต่เหตุ เพราะมีเหตุมันจึงมีผล และผลที่โยมต้องเป็นเช่นนี้ เพราะโยมเองก็เคยไปผูกเวรไว้กับเขาอย่างไรเล่าโยมริ้วทอง...”

    ooooooo

    ภาพในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนผุดขึ้นอีกครั้ง สมัยที่พระปราบคือปรุง พี่ชายบุญธรรมของริ้วทอง ...หลังจากที่ครอบครัวนายรวยอพยพจากนครสวรรค์มาขอพึ่งใบบุญเสด็จในกรมฯ ปรุงกับริ้วทองก็เริ่มเตรียมการแสดงถวายเจ้านายเจ้าของวัง และอย่างแรกที่ต้องทำก็คือตามหาร้านทำเครื่องดนตรี

    สองพี่น้องตระเวนรอบกรุงเทพฯ จนได้ชื่อร้านและย่านที่ถูกใจ แต่ริ้วทองคงตรากตรำกรำแดดมากไป เลยเกือบเป็นลมข้างทาง ปรุงพยุงน้องสาวไปนั่งพัก แล้วก็เหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตให้หม่อมเจ้าชายดิเรกทรงขับรถผ่านพอดี เลยทรงอาสาจะพาริ้วทองไปหาหมอ

    ริ้วทองดีใจมากได้เห็นหน้าชายที่ตัวเองมีใจ ส่วนปรุงเจ็บจี๊ดในอก แต่ด้วยความเป็นห่วงน้องสาวเลยจะเรียกรถรับจ้างและพาไปเอง แต่หม่อมเจ้าชายดิเรกก็ทรงยืนยันจะให้นั่งรถไปด้วยกัน

    “มิได้กระหม่อม เราสองคนเป็นแค่คนบ้านนอก มิหาญกล้าขึ้นไปนั่งบนรถของฝ่าบาทดอกกระหม่อม”

    “ฉันไม่เคยแบ่งแยกคนจากฐานันดรหรือที่อยู่ แต่ฉันแบ่งจากระดับจิตใจ ต่อให้เป็นคนในเมือง มีชาติตระกูลสูงส่ง แต่จิตใจต่ำช้า อย่าว่าแต่จะไม่ให้ขึ้นรถ ฉันจะไม่คบหาให้เสียเวลาเลยด้วยซ้ำ”

    “แต่คนอื่นไม่คิดเหมือนฝ่าบาท ตัวกระหม่อมไม่เท่าไหร่ แต่กระหม่อมไม่อยากให้ริ้วโดนตำหนิว่าไม่เจียมตัว”

    คำพูดคับแค้นใจของปรุง ทำให้หม่อมเจ้าชายดิเรกเอะพระทัย แต่ก็ทรงยืนยันคำเดิม

    “ถ้าไม่อยากบอกว่าใครพูดก็ไม่เป็นไร เอาอย่างนี้ ...ถ้ามีใครว่าริ้วไม่เจียมตัว ขอให้มาบอกฉัน ฉันจะจัดการเอง”

    ปรุงเลยหมดข้ออ้าง ต้องพาน้องขึ้นรถตามรับสั่ง โดยไม่รู้เลยว่าหม่อมเจ้าหญิงรัมภาแอบเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างจากฝั่งตรงข้าม เจ็บใจและเสียหน้าอย่างมาก เมื่อเห็นท่าทางเอื้ออาทรที่มีต่อริ้วทองของคู่หมายหนุ่ม!

    ริ้วทองกลับถึงวังบ่ายวันเดียวกัน ซึ้งใจกับความเป็นห่วงของหม่อมเจ้าชายดิเรกมาก จนต้องหยิบผ้าคาดเอวกับดอกไม้แห้งของเขามาจูบ แต่บรรยากาศอ่อนหวานก็ต้องพังทลายในพริบตา เมื่อเจิมมาตามไปพบหม่อมเจ้าหญิงรัมภา

    “ได้ยินว่าเธอไม่สบาย...เป็นอะไรล่ะ”

    ริ้วทองหน้าเจื่อน ทูลตอบตามจริงว่าเป็นไข้แดด หม่อมเจ้าหญิงรัมภาทรงพยักหน้ารับรู้ แล้วเริ่มแผนร้ายด้วยการแกล้งฝากความถึงหม่อมเจ้าชายดิเรก แต่ปัญหาก็คือข้อความดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ เลยทำให้ริ้วทองจำไม่ได้

    เจิมรอจังหวะอยู่แล้ว พูดจาเหยียดหยามนักเชิดหุ่นสาวที่ไม่รู้หนังสือและภาษา เรียกเสียงหัวเราะจากเหล่าสาวใช้ รวมทั้งหม่อมเจ้าหญิงรัมภาด้วย แต่ก็ทรงแกล้งพูดเหมือนเข้าใจและเห็นใจ

    “ไม่เอาน่าเจิม ริ้วไม่ได้มีฮอบบี้เหมือนหญิงกับเจ้าพี่ ก็เลยไม่รู้จักชื่อหนังสือ ริ้วทอง...เธอมีฮอบบี้อะไรหรือ”

    “หม่อมฉันไม่รู้ว่า...ฮอบ...ที่ท่านหญิงถามคืออะไร”

    เสียงหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม ริ้วทองอับอายมาก แล้วก็ยิ่งแทบกระอักเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของราชนิกุลสาว

    “ฮอบบี้คืองานอดิเรก ฉันกับเจ้าพี่มีงานอดิเรกเหมือนกันคืออ่านหนังสือ แต่อย่างว่านะ...สังคมของฉันกับเจ้าพี่แตกต่างจากสังคมของเธอ สังคมของเธอคงจะสนใจแต่เรื่องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง”

    “หม่อมฉันเลือกเกิดไม่ได้นี่เพคะ”

    “เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกให้ชีวิตมีความสุขได้ ถ้าเธออยากให้ชีวิตตัวเองมีความสุขไปจนตาย อย่าได้คิดเป็นอีกาบินออกจากฝูงมาอยู่ในหมู่หงส์เชียว เพราะนั่นเท่ากับว่าเธอกำลังเลือกทางพินาศให้กับชีวิตของตัวเอง ส่วนเรื่องหนังสือ...ฉันไม่ฝากให้เธอบอกเจ้าพี่แล้วดีกว่า ประเดี๋ยวเจ้าพี่จะรู้ว่าเธอ...”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาทรงหยุดแค่นั้น จิกตามองอย่างเหยียดหยาม แล้วผละไปด้วยท่วงท่าสง่างาม ทิ้งริ้วทองให้นั่งร้องไห้ด้วยความเจ็บใจ เจิมเห็นว่าเจ้านายสาวลับตาแล้ว ก็ฉวยโอกาสซ้ำเติม สาดน้ำชาร้อนๆให้ลวกมือริ้วทอง

    ริ้วทองเก็บกักความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ และหลบไปร้องไห้ตามลำพังใกล้เรือนพัก ปรุงผ่านมาพบและพยายามซักไซ้ จนได้รู้ว่าน้องสาวถูกดูถูกว่าต่ำต้อยไม่คู่ควรกับหม่อมเจ้าชายดิเรก

    “แล้วทำไมเอ็งต้องเจ็บใจ เอ็งมีใจให้ท่านชายหรือริ้ว”

    ริ้วทองไม่ยอมตอบ ปรุงต้องคาดคั้นจนเธอโพล่งสารภาพออกไป

    “ใช่พี่ปรุง...ฉันรักท่านชาย รักมากด้วย ท่านชายจะเป็นชายคนเดียวที่ฉันรัก!”

    ปรุงอึ้งไปอึดใจ น้ำตาพานไหลอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อได้ยินว่าน้องสาวนอกไส้ที่ตนหลงรักมานานมีใจปฏิพัทธ์กับชายอื่น ริ้วทองเห็นอาการแปลกๆของเขาก็ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง แต่ปรุงก็เลี่ยงตอบ

    “พี่เป็นห่วงเอ็ง ท่านหญิงรัมภาพูดถูก เอ็งกับท่านชายไม่คู่ควรกัน เอ็งควรตัดใจเสียตั้งแต่ตอนนี้”

    “แต่พี่ก็ได้ยินท่านชายบอกว่า...ต่อให้เป็นคนมีชาติตระกูลสูงส่งแค่ไหน ถ้าจิตใจต่ำช้า ท่านชายก็จะไม่คบหา”

    “เอ็งคิดจะทำอะไรน่ะริ้ว”

    “ฉันยอมมามากแล้ว ฉันจะไม่ยอมอีกแล้ว ฉันจะทำให้ท่านหญิงรัมภาเห็นว่าใครที่เหมาะสมกับท่านชายดิเรก!”

    ooooooo

    พระปราบดึงตัวเองจากอดีต บ่วงความแค้นของริ้วทองรัดแน่นกว่าเดิม และทำท่าจะลุกลามแผดเผาทุกสิ่งหากเขาไม่ห้าม แต่ก็ดูเหมือนผีริ้วทองจะไม่คิดเหมือนกัน สำหรับเธอ...ความแค้นต้องชำระด้วยความแค้นถึงจะสาสม

    “มันทำฉันก่อน ถ้าฉันไม่สู้ ฉันก็จะถูกรังแกอยู่ข้างเดียว”

    “สู้กัน เอาชนะกัน ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร โยมก็รู้ดี”

    “ใช่...ฉันแพ้ แต่ฉันจะไม่แพ้อีกต่อไป”

    พระปราบส่ายหน้าอ่อนใจ ขอร้องเสียงอ่อน “โยมริ้วทอง...อาตมาขอบิณฑบาตเถอะนะ ปล่อยวางแล้วไปตามทางของโยมเสียเถอะ โยมจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ พบเจอกับความสุขเสียที”

    “ความสุขของฉันคือเห็นความฉิบหายของอีพวกติณชาติ และได้อยู่ครองรักกับท่านชายดิเรกตลอดไป”

    พูดจบก็หายตัวไป ทิ้งพระปราบให้นั่งปลงตกกลางป่าเงียบสงัด

    “โยมริ้วทอง...รู้ตัวบ้างไหมว่าเป็นเพราะกิเลสตัณหาบดบังปัญญา ถึงไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก”

    เช้าวันต่อมา...อาร์มจะไปเยี่ยมเกล้ามาศ แต่ก็ถูกอนรรฆสั่งให้ไปรับมะลิ ลูกสาวของเพื่อนสนิทที่สนามบินแทน ส่วนอนาวิน...ตัดสินใจเอาตัวไปใกล้ชิดอินทวงศ์ ด้วยการจ้างบริษัทอีกฝ่ายตกแต่งห้อง อนรรฆไม่เห็นด้วย แต่อนาวินก็อ้างว่าอยากทำความรู้จักว่าที่ศัตรูหัวใจให้มากขึ้น จะได้...รบร้อยครั้ง ชนะทั้งร้อยครั้ง

    ด้านเกล้ามาศ...ฟื้นมาในสภาพที่ดีขึ้น แต่ก็จำอะไรไม่ได้ แม้แต่วีรกรรมฉีกเสื้อกลางเวทีในงานประมูล อินทนิลอยากจะเป็นบ้า พยายามคาดคั้นให้ลูกสาวบอกความจริง แต่เกล้ามาศก็ยืนยันคำเดิมว่าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น

    อินทนิลหัวเสียมาก ผละไปจ่ายเงิน เพราะไม่อยากเถียงด้วย ทิ้งเกล้ามาศให้อยู่ตามลำพังกับทรรศนะ ซึ่งพูดจากวนประสาทจนเธอต้องไล่ตะเพิด โดยไม่รู้ตัวเลยว่าต้องรับศึกหนักหลังจากนั้น เมื่อกองทัพนักข่าวซึ่งมาเฝ้าถึงโรงพยาบาล รุมสัมภาษณ์ด้วยความอยากรู้ว่าด็อกเตอร์สาวเป็นอะไร ถึงฉีกทึ้งเสื้อผ้าตัวเองกลางเวที!

    เกล้ามาศอยากจะเป็นบ้าตามแม่ไปติดๆ เธอพยายามปลีกตัวหนี แต่นักข่าวก็ตามจิกไม่เลิก อินทวงศ์ซึ่งแวะมาเยี่ยมเธอพอดีต้องปรี่ไปขวางและพาเธอออกไปจนได้

    แต่ถึงเขาทำดีแค่ไหน เกล้ามาศก็ยังเคืองที่เขาถือวิสาสะให้ข่าวว่าเธอฉีกเสื้อผ้าเพราะจะเต้นเซอร์ไพรส์งานของแม่ อินทวงศ์ต้องอธิบายอย่างใจเย็น ว่าตั้งใจทำแบบนั้นเพราะไม่อยากให้นักข่าวเขียนถึงเธอในทางเสียหาย และที่สำคัญ...เขาต้องการเบี่ยงประเด็นไม่ให้นักข่าวสงสัยท่าทางแปลกๆเหมือนถูกผีเข้าของเธอหลังจากนั้น

    “คุณรู้ใช่ไหมว่าฉันเป็นอะไร บอกฉันสิคะว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”

    อินทวงศ์มีท่าทางอึกอัก ไม่รู้จะตอบยังไง อินทนิลก็โผล่มาพอดี แถมปลื้มจนออกนอกหน้าที่สถาปนิกหนุ่มแวะมาหาลูกสาว แต่เกล้ามาศก็ไม่ปล่อยให้แม่ทำเสียเรื่องนาน จัดการโพล่งออกไปว่าจะไม่กลับกับแม่ แต่จะให้เขาไปส่ง เพราะมีเรื่องอยากรู้ และเธอจะไม่ยอมให้เขาเลี่ยงอีกแล้ว

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    ขำกรามค้าง “แม็ค-แจ็คกี้” แฉเบื้องหลัง แสนทุลักทุเล ใน “นางฟ้าอสูร”

    ขำกรามค้าง “แม็ค-แจ็คกี้” แฉเบื้องหลัง แสนทุลักทุเล ใน “นางฟ้าอสูร”
    21 ต.ค. 2564

    08:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 21 ตุลาคม 2564 เวลา 10:58 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์