นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    กำไลมาศ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: เตรียมหลอน! "จุ๋ย" ประชันบทบาท "เจนี่-เต้ย" ใน​ "กำไลมาศ"



    คุณทวดภรณีรอดตายได้อย่างหวุดหวิด เพราะผีริ้วทองจำต้องละมือจากเธอไปยับยั้งอินทวงศ์ ไม่ให้เอากำไลไปทำพิธีบางอย่าง ด้วยการร่ายมนตร์ให้เขาหลงป่า กลับออกมาไม่ได้

    อินทวงศ์พยายามขับรถวนหาทางออก แต่ก็ไม่ได้ผล ผีริ้วทองรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของเขา อดเคืองและน้อยใจไม่ได้ ที่เขารักและทุ่มเทให้เกล้ามาศเหลือเกิน จนยอมทำอะไรขัดใจเธอแบบนี้

    “อย่าพยายามเลยเพคะ ใครหน้าไหนก็ช่วยอีพวกติณชาติไม่ได้!”

    หลังจากจัดการอินทวงศ์ ผีริ้วทองก็หวนไปทำร้ายคุณทวดภรณีอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ต้องล่อเกล้ามาศ ซึ่งเพิ่งค้นพบว่าสร้อยพระของคุณทวดหายไป ให้ออกจากห้อง ด้วยการแกล้งหลอกให้คนใช้ในวังติณชาติแตกตื่น ซึ่งก็ได้ผล เสียงเอะอะโวยวายของเหล่าคนใช้ทำให้
    เกล้ามาศต้องลุกไปดู

    เสียงเพลงสังขาราดังขึ้นหลังจากนั้น คุณทวดภรณียิ้มกว้าง แต่ไม่วายสงสัย ว่าใครเป็นคนเล่นเพลงนี้

    “นั่นใคร มาศหรือเปล่า...ประยงค์...นุช...ใครมาร้องเพลงอยู่ตรงนั้น”

    คำถามของคุณทวดภรณีไม่มีใครตอบ มีเพียงไฟในห้องดับพรึบ แสดงถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่คุณทวดก็ไม่กลัว แถมเดินตามผีริ้วทองซึ่งปลอมตัวเป็นเกล้ามาศออกจากห้องอีกต่างหาก!

    ระหว่างนั้น...เกล้ามาศตัวจริงก็ต้องกุมขมับ เมื่อเหล่าคนใช้วิ่งกันให้พล่าน เพราะถูกผีหลอก แต่ก็ไม่มีใครให้รายละเอียดได้ จนกระทั่งประยงค์บรรยายถึงหน้าตาผีร้ายที่มาหลอกหลอน

    “เป็นผีผู้หญิงผมยาว ป้าจำได้...ป้าเคยเจอผีตัวนี้อยู่ที่ริมสระบัว ตั้งแต่ตอนคุณมาศกลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ ไม่คิดเลยว่าเขาจะยังวนเวียนแถวนี้”

    เกล้ามาศถึงกับหน้าซีดเผือด มั่นใจมากว่าผีผมยาวต้องเป็นผีริ้วทอง เลยรีบกลับไปหาคุณทวดภรณีที่ห้อง แต่ก็ไม่พบ เลยไล่ต้อนเหล่าคนใช้ไปตามหา สังหรณ์บางอย่างทำให้ด็อกเตอร์สาวแยกไปดูที่สวนหลังวัง แล้วก็แทบผงะ เมื่อเห็นผีริ้วทองกำลังบีบคอเอาชีวิตคุณทวดภรณี

    “มึงฆ่าพ่อแม่กู มึงต้องตายตามไปขอขมาพ่อแม่กู...อีภรณี!”

    อาการดิ้นทุรนทุรายเอาชีวิตรอดของคุณทวด ทำให้เกล้ามาศแทบคลั่ง

    “ท่านทวด...ริ้วทองปล่อยท่านทวดเดี๋ยวนี้”

    แต่ผีริ้วทองก็ไม่รามือ แถมแผลงฤทธิ์ผลักเกล้ามาศกระเด็นอีกต่างหาก

    “อย่ามาสั่งกู มึงมีหน้าที่ดูญาติมึงตายเท่านั้น!”

    ตวาดจบก็ออกแรงบีบมากขึ้น ก่อนจะตาลุกวาวด้วยความโกรธ เมื่อได้ยินเสียงพระปราบแว่วเข้ามา

    “หยุดสร้างกรรมเถอะริ้วทอง อาตมาขอบิณฑบาต”

    นอกจากผีร้ายจะไม่สำนึก ยังโต้ตอบอย่างเกรี้ยวกราด “พี่ปรุง...อย่าห้ามฉันอีก คราวนี้ฉันจะไม่ยอมให้พี่ปรุงห้ามฉันได้อีกแล้ว และฉันจะทำให้พี่ปรุงเห็นว่าความแค้นของฉันมันทำให้ฉันทำอะไรได้บ้าง”

    พระปราบจำต้องสวดมนต์ช่วยคุณทวดภรณีและช่วยไม่ให้ผีริ้วทองทำบาปกรรม ซึ่งก็เกือบจะสำเร็จ ถ้าคุณทวดภรณีจะไม่หนีเตลิดเข้าสวนรกชัฏหลังวังไปเจอกับงูเห่าตัวเขื่อง!

    ooooooo

    เพราะผลกรรมในอดีตที่เคยเอางูเห่ามาเอาชีวิตริ้วทอง แต่พลาดทำให้นายรวยนางรื่นตายแทน ทำให้คุณทวดภรณีต้องรับกรรมวันนี้ พระปราบเลยได้แต่ปลงตก

    “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม อาตมาช่วยห้ามกรรมไม่ให้สนองโยมไม่ได้”

    ต่างจากผีริ้วทอง แม้จะตกใจที่เห็นงู แต่ความสะใจก็มีมากกว่า

    “ใครหน้าไหนก็ช่วยมึงไม่ได้แล้วอีหญิงณี มึงต้องทุกข์ทรมานตายเหมือนพ่อแม่ของกู!”

    เกล้ามาศวิ่งมาทันเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ถลาจะช่วยคุณทวด แต่ผีร้ายก็รั้งตัวไว้

    “ริ้วทอง...ปล่อยฉัน ฉันจะช่วยท่านทวด”

    “ดูซะอีรัมภา เวลาเห็นคนที่มึงรักตาย มันรู้สึกยังไง”

    ขาดคำ งูเห่าตัวเขื่องก็ฉก พร้อมกับภาพบาปกรรมที่เคยก่อกับนายรวยนางรื่นผุดขึ้นมาอีกครั้ง คุณทวดภรณีรับรู้ได้ว่าคงถึงเวลาเฮือกสุดท้ายของชีวิต เลยพยายามพนมมือขออโหสิกรรม

    “ฉันขอชดใช้เวรกรรมที่เคยทำไว้กับนายรวยนางรื่น ขอให้เวรกรรมของเราจบสิ้นลงเพียงเท่านี้ อย่าได้ต้องตามไปชดใช้ซึ่งกันและกันอีกเลย ไม่ว่าภพชาติไหน และบุญกุศลที่ฉันเคยสร้างทั้งชีวิต ฉันขออุทิศให้กับพวกเขาทั้งหมด”

    งูเห่าเลื้อยเข้าพงหญ้ารกไปแล้ว พิษเริ่มกระจายทั่วร่างคุณทวด จนทุรนทุรายอย่างหนัก แต่ก็ไม่วายเอื้อมมือไปจับหลานสาวคนเดียวที่ตะเกียกตะกายมาหา แต่ผีริ้วทองก็รั้งตัวไว้ ไม่ยอมให้ทั้งสองลากันเป็นครั้งสุดท้าย

    “ท่านทวด...ปล่อยฉันเถอะริ้วทอง ให้ฉันช่วยท่านทวด”

    ผีริ้วทองไม่ยอมปล่อย แถมฮัมเพลงอย่างมีความสุขอีกต่างหาก จนกระทั่งคุณทวดภรณีขาดใจตาย เกล้ามาศเสียใจมากที่ไม่ได้อยู่กับคุณทวดในวาระสุดท้ายของชีวิต แหวลั่นใส่ผีร้ายอย่างเหลืออด

    “พอใจหรือยังริ้วทอง ถ้ายังไม่พอใจ ยังอยากจะให้มีใครตายชดใช้ให้เธอ ขอให้เป็นฉัน มาเอาชีวิตฉันไปเลย”

    “กูเอาชีวิตมึงแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ความตายมันง่ายเกินไปสำหรับมึง กูต้องการให้มึงเจ็บช้ำจนขาดใจตาย”

    เกล้ามาศไม่ทันคิดว่าจะเป็นอะไร ก็ต้องตาเหลือก เมื่อผีร้ายแสดงให้เห็นในนาทีถัดมา ด้วยการหันไปเล่นงานอินทนิลซึ่งเพิ่งกลับถึงวัง ด้วยการบังคับร่างไร้ลมหายใจของคุณทวดให้ขยับเหมือนกำลังเชิดหุ่นกระบอก

    “ริ้วทอง...หยุดเดี๋ยวนี้นะริ้วทอง ท่านทวดตายไปแล้ว อย่ายุ่งกับท่านทวดได้ไหม”

    อินทนิลตกใจมากและถึงกับตัวสั่นด้วยความกลัวสุดขีด เมื่อผีร้ายเชิดให้คุณทวดไปทับร่าง!

    เกล้ามาศเห็นแม่ดิ้นรนเพราะหายใจไม่ออกก็ตะโกนลั่น

    “ริ้วทอง...อย่า...เธอจะให้ฉันทำอะไรก็ได้ ฉันยอมหมดแล้ว อย่าฆ่าคุณแม่”

    และระหว่างความเป็นความตายนั่นเอง...พระปราบก็ช่วยอินทวงศ์ออกจากวังวนภาพลวงตาจนได้ และทันทีที่กำไลมาศไปถึงมือ ก็ลงมือทำพิธีบางอย่างเพื่อเรียกผีริ้วทองไปขังไว้

    บทสวดมนต์ทำให้ผีริ้วทองชะงักมือ โกรธมากเมื่อรับรู้ว่ากำลังถูกขัดขวาง

    “พี่ปรุง...ทำไมพระไม่อยู่ส่วนพระ จะมายุ่งวุ่นวายทำไม”

    พระปราบไม่ตอบ แต่เร่งมือทำพิธี จนกระทั่งผีริ้วทองถูกดึงตัวมาขังในบาตรพระได้สำเร็จ

    “พี่ปรุง...ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้!”

    นอกจากจะไม่ปล่อย พระปราบยังเตือนสติ “จงใช้ความเงียบทำจิตใจให้นิ่ง แล้วใช้สติสัมปชัญญะระลึกถึงในสิ่งที่ตัวเองทำว่ามันถูกต้องแล้วหรือไม่ ถ้าโยมสำนึกได้เมื่อใด อาตมาจะปล่อยโยม”

    ooooooo

    หลังจากทำพิธีกักขังผีริ้วทองไม่ให้อาละวาดสร้างกรรมเรียบร้อย อินทวงศ์ก็ไปหาเกล้ามาศ ซึ่งกำลังวุ่นวายเพราะต้องทำเรื่องงานศพของคุณทวด และพาอินทนิลไปรักษาอาการหวาดผวาที่โรงพยาบาล

    “ฉันขอร้องคุณแม่ไว้แล้วว่าอย่าพูดให้ใครฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ท่านทวดจะเสีย”

    “ถ้าผมไปหาพระปราบเร็วกว่านี้ ท่านทวดอาจจะไม่ต้องเสีย”

    เกล้ามาศมองมาด้วยแววตาเข้าใจ “อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ คงถึงเวลาของท่านทวดแล้วจริงๆ ถ้าไม่มีคุณคอยช่วยเหลือ ริ้วทองคงทำให้ฉันสูญเสียมากไปกว่านี้ ขอบคุณนะคะคุณต๊ะ”

    “เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นรอยยิ้มได้ไหม คนช่วยอยากเห็นให้ชื่นใจ”

    คำขอร้องของแฟนหนุ่ม ทำให้ด็อกเตอร์สาวอดยิ้มบางๆให้ไม่ได้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบึ้ง เมื่อเห็นทรรศนะเข้าไปเยี่ยมอินทนิลในห้อง จนต้องรีบตามไปเอาเรื่อง

    สภาพแม่กอดกับแฟนนายแบบหนุ่ม ซึ่งเธอเคยเข้าใจว่าเลิกรากันแล้ว ทำให้เกล้ามาศเดือดจัด

    “ทำไมคุณแม่ทำแบบนี้ คุณแม่จะปล่อยให้เขามาหลอกอีกหรือคะ”

    อินทนิลไม่ปล่อยมือ แถมแหวใส่ลูกสาวอีกต่างหาก “แม่รักทรรศ แม่ขาดเขาไม่ได้ ถ้ามาศอยากจะว่าแม่ด่าแม่ หาว่าแม่โง่ก็เอาเลย ทำให้แม่เครียดจนบ้าไปเลยจริงๆก็ดีเหมือนกัน แม่จะได้ลืมเรื่องผีที่มันจะฆ่าแม่สักที”

    อินทวงศ์เห็นท่าไม่ดี เลยแยกตัวแฟนสาวออกมา ก่อนจะปลอบให้ทำใจ

    “คุณแม่คุณเพิ่งผ่านเรื่องร้ายมา ท่านกำลังเสียขวัญ และคนให้กำลังใจดีที่สุดก็คือเขา”

    “แต่ฉันไม่อยากให้คุณแม่ถูกหลอกอีก”

    “ผมรู้ แต่เอาไว้ก่อนดีกว่า อย่าให้มีเรื่องกวนใจมากไปกว่านี้เลย คุณยังต้องทำเพื่อท่านทวดเป็นครั้งสุดท้าย”

    ขณะที่พวกเกล้ามาศเตรียมเรื่องงานศพและพิธีลอยอังคารให้คุณทวดภรณี...ทองแถมก็ผวากลัวกำไลไม่เลิก เช่นเดียวกับคืนนี้ เธอต้องสะดุ้งตื่นกลางกองถ่ายของลูกสาว เพราะฝันว่ามือผีกำไลมาบีบคอ

    “แทมมี่...แม่ฝันเห็นมือผี มันบีบคอแม่ มันจะฆ่าแม่”

    “โอ๊ย...เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว มือมงมือผีอะไร ไม่มีทั้งนั้น มีแต่มือแม่บีบคอตัวเอง”

    ทองแถมมองสภาพรอบตัวแล้วเห็นจริงอย่าง

    ลูกสาวว่า แต่ก็ไม่วายจิตตก แทมมี่มองมาด้วยความเอือมระอา และอดบ่นไม่ได้ที่แม่ไม่ยอมอยู่บ้าน แต่รั้นจะตามมาเฝ้าที่กองถ่าย

    “อยู่คนเดียวมันกลัวนี่หว่า ไอ้มือผีจากกำไลยังติดตาไม่หาย”

    “แม่อย่าพูดได้ไหม ฉันบอกแล้วไงว่าแม่ตาฝาดไปเอง มือผีอะไรไม่มีหรอก ฉันไปถ่ายต่อล่ะ แล้วอย่าพูดถึงมือผีให้ใครได้ยินอีก ฉันจะโดนเม้าท์ว่าแม่เป็นบ้า!”

    ooooooo

    งานศพและพิธีลอยอังคารคุณทวดภรณีผ่านพ้นไปด้วยดี เกล้ามาศ อินทวงศ์ อินทนิล พริมและอาร์ม ไปร่วมงานกันครบถ้วน เศร้าและเสียใจมากที่คุณทวดต้องจากไปกะทันหันเช่นนี้

    พระปราบรับรู้ถึงทุกอย่าง และไม่แปลกใจเลย เมื่อพบวิญญาณคุณทวดภรณีมาดักรอ

    “ฝากบอกริ้วทองด้วย ว่าอโหสิกรรมให้ฉันด้วย”

    พระหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะถอนใจยาว เมื่อได้ยินประโยคคำถามถัดมา

    “แล้วเราจะได้พบกันอีกไหม”

    “สุดแท้แต่บุญกรรม”

    “เช่นนั้นคงไม่ได้พบ เพราะฉันสร้างกรรมไว้หนา แต่ปรุงบุญสูงเหลือเกิน แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจที่ชาตินี้ได้ใช้หัวใจรักปรุงคนเดียว ฉันขอถามปรุงเป็นครั้งสุดท้าย...ปรุงเคยรักฉันบ้างไหม”

    พระปราบนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงว่าปรุงไม่เคยรักใคร่ในตัวเธอเลย วิญญาณคุณทวดภรณีถึงกับร้องไห้โฮ ช้ำใจสุดขีด แต่กระนั้นก็ได้ยิ้มทั้งน้ำตา เมื่อพระหนุ่มบอกความจริงอีกอย่าง

    “แต่เขาเคยเอ่ยวาจาสัตย์ว่าจะขอดูแลโยมไปชั่วชีวิต ความหวังดีต่อกันมันมีค่ายิ่งกว่าความรักอีกนะโยม”

    วิญญาณคุณทวดภรณีพยักหน้ารับ พระปราบเลยอวยพรและบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย

    “ปล่อยทุกอย่างไว้ตรงนี้ ทั้งความรัก ความเกลียด ความโกรธ ความห่วงใย แล้วจงไปสู่สุคตินะโยมภรณี”

    รอยยิ้มบางๆของพระปราบ หรืออดีตคนรักของเธอในอดีตชาติ ทำให้วิญญาณคุณทวดภรณีรู้สึกสงบอย่างประหลาด และจากไปพร้อมกับดวงจิตที่ไม่มีอะไรติดค้างต่อกัน ต่างจากผีริ้วทอง อาฆาตไม่เลิก

    “นังภรณีสมควรตาย ฉันกำลังจะทำให้พ่อแม่สุขสบาย แต่พ่อแม่กลับต้องตายเพราะมัน”

    พระปราบพยายามสวดมนต์และอ่านหนังสือธรรมะเพื่อเตือนสติ แต่ผีร้ายก็ไม่สนใจ

    “พี่ปรุง...หยุดพล่ามได้แล้ว ฉันหนวกหู!”

    เสียงอ่านหนังสือธรรมะเงียบหายไป ผีริ้วทองเลยโพล่งออกไปอย่างเหลืออด

    “พี่ปรุงไม่ต้องพยายามทำให้ฉันเลิกจองเวรพวกติณชาติ เพราะมันไม่มีวันสำเร็จ”

    “อาตมาต้องทำอย่างไร จึงจะทำให้จิตใจของโยมสว่างผ่องใสได้”

    “ปล่อยฉันออกไปจัดการพวกมัน พวกมันกำลังเสียใจที่นังหญิงณีตาย ถ้านังรัมภาเสียแม่มันไปอีกคนตอนนี้ นังรัมภาก็จะได้รู้รสชาติที่พวกมันเคยทำไว้กับเราสองคนหลังจากที่พ่อแม่ตาย”

    “มันเป็นเพียงอดีต ลืมและให้อภัยเสียเถอะ”

    “พี่ปรุงจะลืมก็ลืมไป แต่สำหรับฉัน ฉันจะไม่มีวันลืม!”

    ooooooo

    ความอาฆาตแค้นพาดำดิ่งสู่อดีตอีกครั้ง...ในงานศพนายรวยกับนางรื่น ซึ่งถูกจัดอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของชาวคณะละครหุ่นกระบอก และหม่อมเจ้าหญิงภรณีก็เป็นหนึ่งในผู้มาร่วมงาน

    อาการเสียใจเกินกว่าเหตุของราชนิกุลสาว ไม่ได้ทำให้ริ้วทองแปลกใจในเวลานั้น นอกจากซาบซึ้งใจ ที่เจ้านายสาวไม่ถือตัวและมาร่วมงานอย่างเป็นกันเอง

    “โถท่านหญิง...เป็นบุญของพ่อแม่แล้วเพคะ ที่คนสูงศักดิ์อย่างท่านหญิงร้องไห้ให้พ่อแม่”

    “เราเห็นหน้าค่าตากันมานาน ถึงไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ แล้วนี่จะทำอย่างไรต่อไป”

    “หม่อมฉันจะพาพี่ปรุงไปอยู่วังศุภมาศด้วยเพคะ แต่ต้องรอให้ท่านชายเสด็จกลับจากสงขลาเสียก่อน”

    หม่อมเจ้าหญิงภรณีถึงกับอึ้งไปอึดใจ ไม่อยากให้ปรุงไปจากวังติณชาติ แต่เมื่อพยายามสบตาหา

    ความจริง เขากลับไม่ยอมมองมา เพราะไม่มีแก่ใจจะอธิบายอะไรในเวลานี้...

    คืนเดียวกันที่บ้านล้อมเพชร...เหมยกุยเริ่มต้นพิธีทำเสน่ห์ให้ญาติสาว เพราะถือเป็นคืนสิบห้าค่ำ พระจันทร์เต็มดวง เหมาะแก่การทำพิธี สองสาวรอเวลาจนเตี่ยเข้านอน ถึงได้เริ่มเตรียมการกันอย่างจริงจัง

    แต่กระนั้น...ก็เหมือนคราวเคราะห์ เพราะเตี่ยดันตื่นกลางดึก และได้แอบอ่านบันทึกลับของลูกสาว บอกเล่าเรื่องจะทำเสน่ห์คืนนี้ และเมื่อตามดูถึงที่ เตี่ยก็ถึงกับผงะ ก่อนจะเอ็ดลั่น

    “ลื้อจะทำเสน่ห์อย่างที่เขียนไว้จริงๆ อั๊วไม่คิดเลยว่าเลือดผู้หญิงหยำฉ่าของแม่ลื้อจะอยู่ในตัวลื้อเยอะขนาดนี้”

    ขาดคำก็ตบหน้าลูกสาวเต็มแรง เหมยกุยถลาหาญาติสาวด้วยความเป็นห่วง เลยถูกเตี่ยจับเหวี่ยงกระเด็นอีกทาง ก่อนจะถูกเขาคร่อมไว้ แล้วบีบคออย่างแรง

    “มึงก็อีกคน อีลูกหมอผีต่ำช้า กูจะไม่ยอมให้มึงเอาวิชาชั่วมาให้ลูกกูทำอัปรีย์ กูเคยได้ยินแม่มึงพูดว่าจะถอนวิชาจากตัวหมอผีอย่าพวกมึง คือต้องทำลายพรหมจรรย์!”

    เตี่ยจับเหมยกุยคว่ำหน้า แล้วเอามือรวบสองแขนไว้ ก่อนจะพยายามปลดตะขอกางเกงตัวเอง ล้อมเพชรร้องห้าม ก่อนจะตัดสินใจพุ่งไปผลักตัวเตี่ยออกจากร่างญาติสาว

    เหมยกุยได้ที แหวลั่น “ไอ้ระยำ มึงแตะต้องตัวกู!”

    เพราะบันดาลโทสะแท้ๆ ทำให้เหมยกุยลืมตัว คว้าท่อนไม้ใกล้มือฟาดหลังคอเตี่ยจนขาดใจตาย ล้อมเพชรตกใจมาก ผวาเข้าหา พร้อมกับภาพในอดีต ซึ่งถูกเตี่ยทรมานมาตลอด หวนคืนในหัว ความเสียใจและสำนึกผิดชอบชั่วดีเลยค่อยๆเลือนหาย กลายเป็นความสาแก่ใจอย่างบอกไม่ถูก ที่พ่อบังเกิดเกล้าตายเสียได้

    “หลับให้สบายนะเตี่ย ไม่ต้องห่วง ผู้หญิงหยำฉ่าอย่างฉันดูแลตัวเองได้”

    แต่เหมยกุยไม่รู้เรื่อง ละล่ำละลักถาม “ล้อม...ล้อมไม่โกรธฉันใช่ไหม”

    “เหมยทำให้ฉันเป็นอิสระ ฉันจะโกรธได้อย่างไร”

    เหมยกุยโล่งอก ก่อนจะได้แสยะยิ้มร้าย เมื่อเห็นเลือดของเตี่ยนองเต็มพื้น!

    “ฉันเคยบอกล้อมแล้วว่าดวงล้อมจะต้องได้ผัวเป็นคนมียศมีศักดิ์ โชคชะตาถึงต้องดลบันดาลให้เตี่ยตาย เลือดคนตายในคืนนี้ เป็นสิ่งเลอค่าสำหรับพิธีอาบแสงจันทร์ เพราะมันจะทำให้พิธียิ่งขลังยิ่งศักดิ์สิทธิ์มากเป็นร้อยเท่าพันเท่า”

    “งั้นเราก็ปล่อยเตี่ยไว้ตรงนี้ก่อน เสร็จพิธีแล้วเราค่อยแกล้งทำเป็นว่าเตี่ยหายออกไปจากบ้าน เราสองคนออกตามจนมาพบศพเตี่ยถูกโจรใจทรามฆ่าตายอยู่ตรงนี้”

    “เพราะล้อมฉลาดเช่นนี้ไง ฉันถึงรักล้อม”

    ooooooo

    พิธีทำเสน่ห์ดำเนินต่อหลังจากนั้น ล้อมเพชรอยู่ในชุดกระโจมอก นอนราบบนพื้น นึกถึงหม่อมเจ้าชายดิเรก ระหว่างที่เหมยกุยนำเลือดสดๆมาทำพิธี พร้อมกับท่องคาถา

    “โอม...สิทธิฟ้าฟื้นจำเริญศรี ศรีเจ้างามคือฟ้าหน้าเจ้างาม ให้แขนงามดั่งนางบุษบา ดวงตาสุกใสดั่งจันทร์ฉาย ชายใดเห็นก็ทนอยู่มิได้ ไปแห่งใดใจรำพึงถึงเพียงเจ้า กินข้าวอยู่ในคอก็ลืมกลืน ให้สะอื้นถึงเจ้าอยู่ทุกเวลาและราตรี”

    ความขลังของมนตร์ดำ ทำให้หม่อมเจ้าชายดิเรกรุ่มร้อนอย่างบอกไม่ถูก เช่นเดียวกับริ้วทอง ถึงกับฝันร้ายว่าราชนิกุลหนุ่มผัวรักถูกทำร้าย จนต้องผวาตื่นกลางดึก

    เสียงเอะอะโวยวายของน้องสาวนอกไส้ ทำให้ปรุงต้องลุกมาดู

    “พี่ปรุง...ฉันฝันร้าย ฉันฝันเห็นว่าท่านชายถูกฆ่าตาย”

    “ไม่มีอะไร เอ็งกำลังเสียใจเรื่องพ่อแม่ก็เลยฝันร้ายไปเอง เอ็งไม่ต้องห่วง อีกไม่กี่วันท่านชายก็จะกลับมาหาเอ็ง”

    “แต่ฉันสังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้พี่ปรุง ว่าท่านชายจะไม่กลับมาหาฉัน”

    ลางสังหรณ์ของริ้วทองกลายเป็นจริงในวันถัดมา เมื่อหม่อมเจ้าชายดิเรกโทร.บอกที่วังแต่เช้าว่าจะมารับเมียรักกลับ แต่หม่อมเจ้าภรณีรู้เข้าเสียก่อน เลยตัดสินใจทำบางอย่าง เพราะไม่อยากให้ปรุงออกจากวังติณชาติ

    เมื่อหม่อมเจ้าหญิงรัมภาทราบเรื่อง ก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อได้ยินแผนการของพี่สาว

    “พี่หญิงบอกเจิมเรื่องริ้วทองคบชู้กับปรุง”

    “ใช่...เพราะว่าริ้วทองกำลังจะพาปรุงไปอยู่ในวังศุภมาศ พี่ไม่อยากให้เจ้าพี่ดิเรกถูกสวมเขา”

    “ไม่อยากให้เจ้าพี่ถูกสวมเขา หรือไม่อยากให้ปรุงไปจากที่นี่กันแน่คะ”

    คำถามรู้ทันของน้องสาว ไม่ได้ทำให้หม่อมเจ้าหญิงภรณีเปลี่ยนใจ “พี่แค่ทำสิ่งที่ถูกต้อง”

    “แต่เจ้าพี่ดิเรกรักริ้วทอง เจ้าพี่ไม่มีวันเชื่อคำพูดของเจิมแน่ แล้วเจ้าพี่ก็จะคาดคั้นถามความจริงเจิม คราวนี้พี่หญิงก็คิดดูเอาเองนะคะว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง...”

    แผนของหม่อมเจ้าหญิงภรณีทำให้เกิดเรื่องวุ่นจนได้ เพราะเจิมปากสว่างบอกหม่อมเจ้าชายดิเรกจริงๆ ถึงเรื่องระหว่างปรุงกับริ้วทอง และเมื่อราชนิกุลหนุ่ม

    บุกไปดูด้วยตาตัวเอง ก็ถึงกับผงะ เมื่อเห็นเมียรักอยู่ในอ้อมกอดชายอื่น

    “ไอ้ปรุง...มึงกล้าหยามน้ำใจ เป็นชู้กับเมียกู”

    แต่ที่หม่อมเจ้าชายดิเรกไม่รู้ คือปรุงประคองริ้วทองเพราะจู่ๆเธอทรุด เพราะปวดท้องโดยไม่มีสาเหตุ อาการเดียวกับที่หม่อมเจ้าหญิงรัมภาเคยประสบ เพราะถูกเหมยกุยเล่นของใส่!

    ooooooo

    ปรุงสู้แรงหม่อมเจ้าชายดิเรกไม่ไหว เพราะไม่ทันตั้งตัว กว่าหม่อมเจ้าหญิงภรณีกับหม่อมเจ้าหญิงรัมภาจะตามมาพบ นักเชิดหุ่นหนุ่มก็แทบลงไปกองเสียแล้ว

    หม่อมเจ้าหญิงภรณีใจจะขาด เมื่อเห็นสภาพชายหนุ่มที่ตัวเองหลงรัก “พอเถอะค่ะเจ้าพี่ ปรุงเจ็บมากแล้ว”

    “กูอุตส่าห์ไว้ใจมึง ไม่คิดเลยว่ามึงจะเลวกันถึงเพียงนี้ ลับหลังกู พวกมึงลักลอบเป็นชู้กัน!”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภานิ่วหน้า แปลกใจกับอารมณ์เกรี้ยวกราดของอดีตคู่หมาย ต่างจากริ้วทอง ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเสียใจที่ผัวรักเข้าใจผิด และคิดว่าเธอมีคนอื่น

    “ทำไมท่านชายตรัสเช่นนี้ล่ะเพคะ หม่อมฉันกับพี่ปรุงไม่ได้เป็นชู้กัน”

    “ไม่ได้เป็น แล้วทำไมตอนฉันไม่อยู่ ถึงต้องกอดจูบกับมัน”

    “ใครหน้าไหนใส่ร้ายหม่อมฉันให้ท่านชายฟังหรือเพคะ”

    ริ้วทองปรายตาไปทางหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ก่อนจะได้โกรธจัด เมื่อเจิมโพล่งขึ้น

    “ฉันเอง...ฉันเห็นเต็มสองตาว่าเอ็งกับไอ้ปรุงพลอดรักจูบกันในสวน”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภากลัวเรื่องลุกลาม เลยปรามต้นห้องคนสนิท แต่ก็ดูเหมือนจะสายไป หม่อมเจ้าชายดิเรกหันขวับมาเอาเรื่องเต็มที่ ที่เธอรู้เรื่องทุกอย่าง แต่กลับไม่ยอมบอกเขา

    “หญิงรู้...แต่หญิงไม่เห็นกับตา อย่าถามสิ่งใดจากหญิงเลย”

    แม้จะไม่ถูกซัดทอดหรือตอกย้ำความผิด แต่ริ้วทองก็ไม่ซาบซึ้ง จ้องหม่อมเจ้าหญิงรัมภาตาแทบถลน

    “ท่านชายอย่าไปเชื่อพวกมัน พวกมันรวมหัวกันใส่ร้ายหม่อมฉัน เพราะโกรธที่หม่อมฉันแย่งท่านชายมา”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาต้องพยายามข่มใจอย่างหนัก “ริ้วทอง...เธอต่างหากที่กำลังใส่ร้ายฉัน”

    “แล้วที่หม่อมฉันพูด มันถูกไหมเพคะ”

    เจิมโมโหแทนเจ้านายสาว ถลาจะตบล้างแค้น แต่ก็ถูกหม่อมเจ้าหญิงรัมภารั้งไว้

    “ใช่...ฉันยอมรับความจริงว่าโกรธที่เธอแย่งคู่หมั้นฉันไป ทำให้ฉันกลายเป็นหญิงหม้ายขันหมาก แต่ฉันไม่เคยคิดทำร้ายเธอ เพราะฉันไม่นิยมแย่งสามีใคร แล้วเธอล่ะริ้วทอง กล้ายอมรับความจริงที่เธอจูบกับปรุงหรือไม่”

    ริ้วทองอึกๆอักๆ เพราะความจริงเป็นเช่นไรก็รู้อยู่แก่ใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจโกหก ปรุงเลยต้องโพล่งออกไป

    “กระหม่อมกับริ้วทองเคยจูบกันจริงอย่างที่เจิมพูด”

    อดีตนักเชิดหุ่นสาวตาเหลือก หันไปมองหน้า พี่ชายนอกไส้ด้วยแววตาตัดพ้อ แต่เขากลับปลอบใจง่ายๆ

    “เราต้องยอมรับความจริงริ้ว แต่กระหม่อมสาบานว่าริ้วทองรักท่านชาย ริ้วทองไม่เคย...”

    ไม่ทันจบประโยค ปรุงก็ถูกหม่อมเจ้าชายดิเรกซัดโครมอีกรอบ

    “ฉันมองคนผิดไปจริงๆ”

    “ท่านชายได้โปรดฟังหม่อมฉันอธิบาย”

    “พอได้แล้วริ้วทอง อย่าพยายามแก้ตัวให้ฉันเกลียดเธอไปมากกว่านี้เลย”

    หม่อมเจ้าชายดิเรกผลุนผลันจากไปแล้ว ริ้วทองผวาตาม เจิมเข้าขวาง เลยถูกตบเอาคืนฉาดใหญ่ หม่อมเจ้าหญิงรัมภามองเหตุการณ์วุ่นวายทุกอย่างด้วยความสงสัย โดยเฉพาะอาการเกรี้ยวกราดเหมือนคนไม่มีเหตุผลของอดีตคู่หมาย...เหมือนกับว่ามันต้องมีสักอย่างผิดปกติ เพียงแต่เธอยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรเท่านั้น

    ooooooo

    ความจริงที่ว่าเมียรักลักลอบเป็นชู้กับพี่ชายนอกไส้ ทำให้หม่อมเจ้าชายดิเรกหัวเสียมาก จนใครก็เข้าหน้าไม่ติด แต่เมื่อทราบจากสาวใช้ในวังว่าล้อมเพชรมาเยี่ยม ก็รีบไปหาด้วยหัวใจลิงโลด

    “ฉันดีใจเหลือเกินที่ได้พบเธอ เชื่อหรือไม่ ฉันอยู่ที่สงขลา ฉันคิดถึงเธอทุกลมหายใจ”

    “ท่านชายตรัสเช่นนี้ ถ้าริ้วทองได้ยินเข้าจะเสียใจ”

    “อย่าเอ่ยถึงนังผู้หญิงแพศยาให้ฉันได้ยินอีก”

    ล้อมเพชรลอบยิ้มร้าย เพราะรู้แก่ใจถึงสิ่งที่เหมยกุยทำ แต่กระนั้น...ก็ปั้นหน้าเศร้าโศก บีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารว่าเธอต้องสูญเสียที่พึ่งเพราะเตี่ยเพิ่งถูกโจรร้ายฆ่าตาย!

    หม่อมเจ้าชายดิเรกสงสาร เสนอให้เข้ามาอยู่ในวังศุภมาศด้วยกัน ล้อมเพชรดีใจมาก แต่พยายามเก็บอาการ ตีหน้าเศร้าเคล้าน้ำตา ถามถึงสถานะที่จะให้เข้ามาอยู่ที่นี่

    “ตอบหม่อมฉันสิเพคะ ท่านชายจะให้หม่อมฉันอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร”

    พูดพลางทำเสน่ห์ยั่วยวน เรียกร้องความสงสารจนราชนิกุลหนุ่มทนไม่ไหว ช้อนตัวเธอขึ้น

    “อยู่ที่นี่ในฐานะเมียของฉัน!”

    ระหว่างที่ล้อมเพชรสุขสมในอ้อมกอดของหม่อมเจ้าชายดิเรก ริ้วทองต้องผวาตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย ปรุงต้องมาดูอาการด้วยความเป็นห่วง ทั้งปลอบทั้งขู่ แต่ก็ไม่ทำให้น้องสาวเลิกคลั่ง

    “ท่านชายโกรธฉันแล้วจริงๆ คงสาแก่ใจอีท่านหญิงรัมภา”

    “เอ็งอย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลย รักษาตัวให้หายดีเสียก่อนเถิด เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยว่ากันคราวหลัง ถ้าเอ็งลุกไหวก็ไปล้างหน้าล้างตาเสีย พี่ตั้งข้าวไว้แล้ว จะไปตักมาให้กิน”

    ปรุงออกจากห้อง ทิ้งริ้วทองให้จมดิ่งกับอารมณ์พลุ่งพล่านในอก จนต้องออกไปเอาเรื่องหม่อมเจ้าหญิงรัมภาในเช้าวันต่อมา เจิมเห็นเจ้านายสาวถูกตบหน้าหัน ก็เลือดขึ้นหน้า ชี้หน้าด่าเสียงเขียว

    “อีริ้วทอง...ผีบ้าเข้าสิงมึงหรือไง มึงถึงอาจหาญกล้าทำร้ายท่านหญิงของกู กราบขอขมาท่านหญิงของกูเดี๋ยวนี้!”

    แต่มีหรือริ้วทองจะกลัว ถีบเจิมกระเด็น ปรี่ไปคร่อมหม่อมเจ้าหญิงรัมภา และตบให้หายแค้น กว่าเหล่าสาวใช้จะมาช่วยดึงตัวออกไป ราชนิกุลสาวก็แทบลุกไม่ขึ้น

    “สาแก่ใจกูดีเหลือเกิน คนต่ำๆอย่างกูได้ตบหน้าของหญิงผู้สูงศักดิ์ แต่ร่านอยากแย่งผัวคนอื่นจนตัวสั่น”

    เจิมเจ็บแค้นแทนเจ้านายสาว ถลาไปจิกหัวและลากตัวไปกองตรงหน้าหม่อมเจ้าหญิงรัมภา

    “มึงกราบขอขมาท่านหญิงของกูเดี๋ยวนี้!”

    ริ้วทองไม่กราบ แถมถุยน้ำลายใส่อีกต่างหาก เจิมจะตบให้หายแค้น แต่ก็ถูกหม่อมเจ้าหญิงรัมภาห้ามไว้ พร้อมขู่ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ไปสั่งคนเอารถออก ฉันจะไปหาเจ้าพี่ที่วังศุภมาศ แผลบนหน้าฉันจะเป็นพยานว่าผู้หญิงที่เจ้าพี่เลือก สันดานของมันระยำตำบอนเพียงใด!”

    ผีริ้วทองดึงตัวเองจากอดีต ภาพความแค้นยังค้างในความทรงจำไม่มีวันเลือน พระปราบก็รู้ทุกอย่างดี แต่ก็ดึงดันจะให้ปล่อยวาง ซึ่งเธอจะไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นเป็นอันขาด

    “มันไปฟ้องท่านชาย จนคนที่วังศุภมาศเกลียดฉัน และไม่ยอมให้ฉันเข้าใกล้ท่านชายอีก นับจากนั้นมา...

    ฉันไม่เคยได้กอดผัวฉันเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วพี่ยังจะบอกให้ฉันอภัยมันอีกหรือพี่ปรุง”

    “โทษผู้อื่นแลเห็นเป็นภูเขา โทษของเราแลไม่เห็นเท่าเส้นผม”

    “ที่ฉันเลวเพราะมันทำฉันก่อน”

    “ใครทำก่อนไม่สำคัญเท่ากับใครหยุดได้ก่อน ถ้าสักวันโยมมีบุญมากพอจะคิดได้ วันนั้นโยมจะเสียดายวันเวลาที่โยมเสียไปกับกิเลสตัณหา จนมันบดบังปัญญาให้โยมได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร”

    “ถ้าพี่ปรุงเป็นฉันพี่ปรุงจะเข้าใจ ว่าทำไมความหายนะของพวกติณชาติถึงจะเป็นสิ่งเดียวที่จะหยุดฉันได้!”

    ooooooo

    ผีริ้วทองยังไม่ได้ทำตามที่ลั่นวาจา เพราะยังถูกขังในบาตรของพระปราบ แต่กระนั้น...ทุกคนในวังติณชาติก็วุ่นวายไปหมดในคืนเดียวกัน โดยเฉพาะอินทนิลกับพวกคนใช้ ที่เชื่อว่ามีผีร้ายออกอาละวาด!

    เกล้ามาศเป็นคนเดียวที่รู้ความจริงว่าผีริ้วทองถูกพระปราบขังไว้ เลยต้องอธิบายอย่างใจเย็นว่าคงเป็นไปไม่ได้ แต่ทุกคนในวังติณชาติ รวมทั้งทรรศนะที่เข้ามาอยู่กับอินทนิลเหมือนเดิมก็ไม่เชื่อ

    “แม่ไม่ได้โกหก ผีริ้วทองมาหลอกพวกเรา มันกะจะฆ่าพวกเราให้ตายหมดหรือไง”

    “ทุกคนใจเย็นๆก่อนนะคะ สิ่งที่ทุกคนเจอ ไม่ใช่ริ้วทองแน่นอน”

    ทุกคนต่างมองมาด้วยความสงสัย แต่เกล้ามาศก็ไม่อธิบายมากกว่านั้น กลัวจะแตกตื่นไปกันใหญ่

    “เชื่อมาศเถอะค่ะ ตอนนี้ริ้วทองอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่ เขาไม่สามารถออกมาทำร้ายใครได้ ทุกคนอาจจะกลัวจากเรื่องเก่า จนเกิดภาพหลอนหรืออุปทานหมู่ไปเอง ขอให้ทุกคนแยกย้ายกลับไปนอนพักผ่อนกันเถอะค่ะ”

    อินทนิลเชื่อว่าลูกสาวต้องปิดบังบางอย่าง เข้าแผนของทรรศนะ ซึ่งแท้จริงเป็นคนสร้างสถานการณ์หลอกๆนี้ ร่วมมือกับหมอผีที่จ้างมาทำเรื่องวุ่นวายในวัง รวมทั้งทำนายคราวเคราะห์ของไฮโซสาว ว่าอยู่ในช่วงอันตราย เพราะมีผีร้ายอาศัยในวังติณชาติ และถ้าไม่ย้ายออกก็จะถูกจองเวรไม่จบไม่สิ้น!

    แผนของทรรศนะทำท่าจะเป็นจริง เพราะอินทนิลขวัญผวามากจนไม่กล้าออกไปไหน และเมื่อสบโอกาส นายแบบหนุ่มจึงไปพบผู้สมรู้ร่วมคิดอีกราย...อนาวินนั่นเอง ที่ร่วมวางแผนกับเขาจะเอาที่ดินวังติณชาติมาให้ได้

    และวันนี้แผนการก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง อนาวินดีใจมาก แต่ยังไม่วางใจจนทรรศนะต้องแกล้งขู่

    “ถ้าคุณกลัว...จะเปลี่ยนใจไม่เชื่อก็ได้นะ ผมมั่นใจว่ามีคนรอซื้อที่ดินวังติณชาติอีกเยอะ”

    “ผมมาถึงขนาดนี้แล้วจะเปลี่ยนใจได้ยังไง

    ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะฮุบที่ดินของวังติณชาติจากคุณพ่อ แล้วผมก็จะเอามาสร้างคอนโดในแบบที่ผมอยากทำ และจะให้คุณเป็นหุ้นส่วน ถ้าคุณจริงใจกับผม”

    “อย่าโกหกกันนะ”

    “ผมเคยโกหกคุณด้วยหรือ”

    เกล้ามาศยังไม่รู้ว่าวังจะถูกขาย มัววุ่นวายกับการตามหาสร้อยพระของคุณทวดภรณีแต่ก็ไม่พบ ด็อกเตอร์สาวว้าวุ่นใจมาก แต่ไม่ทันสรตะเหตุการณ์ก่อนหน้า ก็ต้องเปลี่ยนท่าทีเป็นเคร่งขรึม เมื่อสาวใช้มาบอกว่าบัลลพมาขอพบ เพื่อแจ้งความคืบหน้าเรื่องผลชันสูตรโครงกระดูกของคนงานสาวที่ชื่อริ้วทอง เจ้าของกำไลมาศ

    “คุณรู้เรื่องริ้วทองด้วยหรือคะ”

    “ช่วงหลังมานี้คำที่ต๊ะพูดถึงบ่อยที่สุดก็มี...กำไล...ริ้วทอง แต่บ่อยที่สุดคือคำว่า...คุณมาศ”

    คำพูดแซวของตำรวจหนุ่มทำให้เกล้ามาศอดเขินไม่ได้ ก่อนจะโทร.หาอินทวงศ์ให้ไปหาพระปราบด้วยกัน เพราะต้องการพิสูจน์คำพูดตัวเองกับทุกคนในวังติณชาติว่าผีริ้วทองยังอยู่ในการควบคุมของพระหนุ่ม

    อินทวงศ์รับปากด้วยความเต็มใจ แต่ต้องเป็น หลังจากที่เขาตามหาความจริงเรื่องกำไลมาศจากสวิตาเสียก่อน!

    สวิตาถึงกับพูดไม่ออก เมื่อสถาปนิกหนุ่มขอพบ พร้อมกับคาดคั้นถามเรื่องกำไลมาศที่เธอเคยบอกว่า

    ไม่รู้ไม่เห็น สุดท้ายเลยตัดสินใจโกหกเพื่อตัดปัญหา

    “คุณแม่วิเป็นคนเอากำไลวงนั้นไปฝังดินไว้เอง”

    “แต่คุณเคยบอกว่าไม่รู้ว่ากำไลอยู่ที่ไหน”

    “วิไม่ได้โกหกต๊ะนะ วิไม่รู้เรื่องจริงๆ คุณแม่เพิ่งจะเล่าให้วิฟัง ว่ามีผู้ชายเอากำไลมาขายให้คุณแม่ในราคาถูก แล้วก็ถูกผีจากกำไลหลอก คุณแม่กลัว ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยเอาไปฝังดินไว้”

    สถาปนิกหนุ่มนิ่วหน้า ไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ไม่ทันซักต่อ ทางโรงพยาบาลซึ่งสร้อยดาวกำลังรักษาตัวก็โทร.ตามตัว เพราะหญิงสาวอาการกำเริบ โวยวายขอให้เรียกเขาไปพบ สวิตาได้ยินเขาบอกจะรีบไป ก็ร้อนใจมาก

    จนต้องแอบไปตามผีริ้วทอง ให้รีบจัดการกับสร้อยดาว

    ไม่ให้ปากสว่าง แต่เรียกเท่าไหร่ ผีร้ายก็ไม่โผล่!

    ooooooo

    เมื่อตามหาผีริ้วทองไม่พบ สวิตาเลยลงมือด้วยตัวเอง แล่นไปถึงโรงพยาบาล และจัดการข่มขู่สร้อยดาวไม่ให้ปากสว่างบอกใครถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

    “เธอห้ามพูดถึงผีอีก เพราะถ้าเธอพูด...ผีมันจะมาฆ่าเธอ หักคอเธอให้ตาย!”

    สร้อยดาวกลัวมาก พยักหน้าตามอย่างไม่มีเงื่อนไข และก่อนที่อะไรเลยเถิดกว่านี้ เกล้ามาศซึ่งนัดเจออินทวงศ์ที่โรงพยาบาลก็ปรากฏตัว แถมมองมาด้วยความสงสัยว่าสวิตาอาจทำมิดีมิร้ายสร้อยดาว

    สองสาวจ้องหน้าวัดใจ และก่อนจะได้พูดอะไรกัน ก็ต้องผวาตามติดสร้อยดาว ซึ่งกรีดร้องเสียงหลง และวิ่งหนีออกจากห้อง สวิตาร้อนตัว รีบตามไปรั้งตัวไว้ และพยายามขู่ด้วยสายตา แต่สร้อยดาวก็สติแตกไปแล้ว

    “ไปให้พ้น อย่าเข้าใกล้กู กูกลัวแล้ว กูจะไม่ยุ่งกับกำไลของมึงแล้ว!”

    โชคดีที่อินทวงศ์มาถึงทันเวลา สร้อยดาวเลยถูกนำตัวไปพักในห้อง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้เกล้ามาศยิ่งสงสัยว่าสวิตาคุยอะไรกับสร้อยดาว ถึงได้มีอาการหวาดผวาเช่นนี้

    สวิตาถูกเกล้ามาศซักไซ้และจับผิด ก็เริ่มใจไม่ดี แต่ยังตีหน้ามั่นใจ ทำทีโมโหกลบเกลื่อน

    “คุณมาศจะซักไซ้ถามวิทำไมนักหนาคะ”

    “ฉันขอโทษค่ะ ฉันเห็นอาการของสร้อยดาวแล้วสงสาร อยากหาทางช่วยให้สร้อยดาวกลับมาเป็นปกติ ก็เลยถามคุณ เพราะคุณต๊ะบอกว่าวันที่เกิดเรื่องกับสร้อยดาว คุณเป็นคนเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์...ใช่ไหมคะคุณต๊ะ”

    อินทวงศ์ลำบากใจมาก แต่ก็จำต้องพยักหน้ารับ เพราะสิ่งที่แฟนสาวถามเป็นเรื่องจริง สวิตาโกรธมาก

    และไม่รอช้าจะหาโอกาสตามไปเอาเรื่องด็อกเตอร์สาว

    “ถ้าคุณมาศมีเรื่องสงสัยเกี่ยวกับวิ ถามวิตรงๆเลยดีกว่าค่ะ อย่าตีความเองเลย วิไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด”

    “คุณวิคิดว่ามาศจะสงสัยเรื่องอะไร”

    “เรื่องสร้อยดาวไงคะ คุณมาศซักไซ้เรื่องอาการของสร้อยดาว ทำอย่างกับว่าวิเป็นต้นเหตุทำให้สร้อยดาวป่วย”

    “คุณวิคิดมากไปเอง ฉันยังไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้น ถ้าจะมีเรื่องติดค้างคาใจสงสัยก็คงมีเรื่องเดียว... ทำไมสร้อยดาวถึงพูดว่าจะไม่จับกำไลของคุณแล้ว ทั้งที่สร้อยดาวก็รู้ดีว่ากำไลมาศไม่ใช่ของคุณ”

    “คุณมาศจะไปถือสาอะไรกับคำพูดของคนบ้า ถ้าเก็บเอามาคิดทุกคำก็จะพลอยบ้าตามไปด้วย คุณมาศคงไม่ได้อยากเป็นอย่างงั้นหรอกใช่ไหมคะ”

    “แต่จะไม่ให้มาศถือสาไม่ได้หรอกค่ะ มาศเป็นนักบำบัด ต้องฟังคนป่วยทางจิตพูดบ่อยๆ บางครั้งคำพูดของพวกเขาก็บอกความจริงให้เรารู้ เพราะคนบ้าโกหกไม่เป็นเหมือนคนธรรมดา”

    เกล้ามาศยิ้มให้นิดๆอย่างเป็นต่อ สวิตาเลยเป็นฝ่ายร้อนรน เพราะกลัวว่าความจริงจะแตกในไม่ช้า เลยต้องกลับไปร้องเรียกผีริ้วทองอีกครั้ง แต่เพียรพยายามเท่าไหร่ ผีร้ายก็ไม่ปรากฏตัว...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "อำพน" สารภาพรัก "น้ำพิงค์" ทำคนดูฟินกระจาย ละคร "กระเช้าสีดา" เรตติ้งปัง

    "อำพน" สารภาพรัก "น้ำพิงค์" ทำคนดูฟินกระจาย ละคร "กระเช้าสีดา" เรตติ้งปัง
    21 ต.ค. 2564

    11:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 21 ตุลาคม 2564 เวลา 12:54 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์