นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    กำไลมาศ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: เตรียมหลอน! "จุ๋ย" ประชันบทบาท "เจนี่-เต้ย" ใน​ "กำไลมาศ"

    ณ วังติณชาติ ปีพุทธศักราช 2480…ริ้วทอง สาวสวยนักเชิดหุ่นกระบอก ลูกสาวคนเดียวของคณะหุ่นกระบอกนายรวย กำลังนั่งมองกำไลมาศ กำไลทองคำประดับลวดลายสวยงามแปลกตา ของขวัญชิ้นสำคัญจากหม่อมเจ้าชายดิเรก ศุภมาศ คนรักของเธอด้วยแววตาเศร้าหมอง แต่กระนั้นก็อดยิ้มบางๆไม่ได้ เมื่อนึกถึงคนให้...

    ริ้วทองหลับตาลงช้าๆ คิดถึงคืนวันแสนหวาน...

    วันที่เธอกับหม่อมเจ้าดิเรก ตกลงปลงใจเป็นของกันและกันคืนแรก ราชนิกุลหนุ่มแห่งตระกูลศุภมาศเฝ้ามองเมียหมาดๆด้วยความหลงใหล ก่อนจะยื่นกำไลมาศ กำไลทองแสนสวยซึ่งสั่งทำเป็นพิเศษสำหรับเธอเป็นของขวัญแทนใจ ริ้วทองชอบมาก แต่จำต้องปฏิเสธ

    “แต่กำไลวงนี้เป็นของล้ำค่า หม่อมฉันไม่คู่ควร”

    “ทำไมจะไม่คู่ควร ในเมื่อฉันตั้งใจทำให้ริ้วโดยเฉพาะ”

    หม่อมเจ้าดิเรกยืนยันให้รับไว้ แต่ริ้วทองก็ลังเล จนเขาต้องแกล้งขู่

    “ถ้าริ้วไม่ยอมรับกำไลวงนี้ ฉันจะถือว่าริ้วรังเกียจฉัน”

    “ถ้าหัวใจของหม่อมฉันมีความรังเกียจท่านชาย หม่อมฉันจะมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรเพคะ”

    ดวงหน้าแสนงามและสายตาจงรักของเธอ ทำให้หม่อมเจ้าดิเรกพอพระทัยมาก คว้ามือเธอมาสวมกำไลให้ แล้วบรรจงจูบแผ่วเบาและอ่อนโยน “จำไว้นะริ้วทอง... กำไลมาศวงนี้พี่ให้น้อง แทนบ่วงคล้องใจรักสมัครสมาน ขอจงสวมติดกรไว้ไม่ห่างกาย ตราบชีพวายใจภักดิ์อยู่คู่กำไล”

    ริ้วทองน้ำตารื้นด้วยความอิ่มเอมใจ จับมือราชนิกุลหนุ่มคนรัก แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “หม่อมฉันขอสาบาน...สิ่งเดียวที่จะพรากกำไลวงนี้ไปจากหม่อมฉันได้ คือความตายเท่านั้นเพคะ”

    ภาพความทรงจำแสนหวาน ทำให้ริ้วทองติดในภวังค์รัก และลืมความทุกข์ใจไปชั่วขณะ แต่ทันใดนั้น... ประตูห้องก็ถูกเปิดอย่างแรง พร้อมการปรากฏตัวของหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ติณชาติ!

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภา...ราชนิกุลสาวสวย ธิดาองค์เล็กของเสด็จในกรมฯแห่งวังติณชาติ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับริ้วทองมาตลอด ด้วยทรงไม่ชอบใจครอบครัวอีกฝ่าย เพราะเห็นว่าชอบทำตัวกร่างในวัง และคืนนี้...ก็ทรงปรากฏองค์ต่อหน้าริ้วทอง พร้อมสีหน้าเกรี้ยวกราดผิดสังเกต และสั่งให้นักเชิดหุ่นสาวตามไปที่ป่าหลังวัง

    เสียงฟ้าร้องโครมคราม และฝนที่ตกมาอย่างหนัก ไม่ได้ทำให้หม่อมเจ้าหญิงรัมภาเดินช้าลง ริ้วทองพยายามตามติด และก็แทบลืมหายใจ เมื่อราชนิกุลสาวคว้ามีดสั้นจากขอบผ้านุ่งแทงท้องเธออย่างแรง!

    ริ้วทองหน้าซีด ยกมือกุมท้อง สีหน้าเจ็บปวด “ท่านหญิง...ท่านหญิงทำหม่อมฉันทำไม”

    “มึงมันเป็นผู้หญิงหน้าด้าน ไร้ยางอาย ชอบแย่งคนรักของคนอื่น มึงสมควรตาย!”

    “หม่อมฉันไม่เคยแย่งใคร ท่านชายดิเรกรักหม่อมฉัน ท่านชายดิเรกไม่เคยรักท่านหญิงเลยแม้แต่นิดเดียว”

    “ถ้าอย่างนั้น...มึงยิ่งไม่สมควรมีชีวิตอยู่อีกต่อไป เขาจะได้รักกู!”

    จบคำก็จะแทงซ้ำ แต่ริ้วทองก็ขว้างหินใส่และรีบหนีไปอีกทาง แต่กระนั้น...บาดแผลและรอยเลือดซึ่งไหลไม่หยุด ก็ทำให้เธอถูกตามทันจนได้ และความกลัวก็ทำให้เธอก้มลงกราบ อ้อนวอนขอชีวิต

    “หม่อมฉันกราบแล้วเพคะ อย่าทำร้ายหม่อมฉันเลย หม่อมฉันสัญญาว่าจะหนีไปให้ไกล จะไม่กลับมาเหยียบวังติณชาตินี้อีกเลย หม่อมฉันจะไม่เอาอะไรติดตัวไปเลย ยกเว้น...กำไลวงนี้วงเดียวเท่านั้น ขอให้หม่อมฉันนะเพคะ”

    หม่อมเจ้าหญิงรัมภาทรงมีท่าทีอ่อนลง ก่อนจะแสยะยิ้มมุมโอษฐ์ แล้วฟันมีดฉับบนข้อมือริ้วทอง ซึ่งมีกำไลคาอยู่ จนกระเด็นออกมาอีกทาง พร้อมกับเสียงฟ้าร้องและเสียงร้องโหยหวนของเจ้าของ!

    หม่อมเจ้าหญิงภรณี ติณชาติ พี่สาวแท้ๆของหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ได้ยินเสียงกรีดร้องบาดหูจากหลังวัง ก็ทรงรีบออกไปดู ทันได้เห็นมือของริ้วทองที่ถูกน้องสาวตัดบนพื้น นักเชิดหุ่นสาวพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่หม่อมเจ้าหญิงภรณีก็ทรงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะตัวเองก็ถูกน้องสาวตามไล่แทงจนต้องหนีกระเจิงเช่นกัน

    ริ้วทองเจ็บปวดและทุกข์ทรมานใจมาก ที่กำไลมาศ ...ของรักถูกพรากต่อหน้าต่อตา เธอตะเกียกตะกายตามหา แต่ก็ถูกหม่อมเจ้าหญิงรัมภาประทับขวาง พร้อมด้วยสีพระพักตร์สาสมพระทัย

    “ท่านหญิงเพคะ...เห็นแก่บาปบุญคุณโทษ ถ้าเสด็จพ่อของท่านหญิงรู้ว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนฆ่าคนตาย เสด็จพ่อจะเสียพระทัยมาก เมตตาหม่อมฉันเถอะนะเพคะ”

    “เอาไว้ชาติหน้ามึงค่อยมาขอความเมตตาจากกู ชาตินี้...มึงต้องอยู่ใต้สระน้ำแห่งนี้ตลอดไป!”

    ขาดคำก็ถีบอีกฝ่ายตกสระ ร่างเต็มไปด้วยเลือดของริ้วทองค่อยๆดิ่งสู่เบื้องล่าง และในลมหายใจเฮือกสุดท้ายนักเชิดหุ่นสาวก็ตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยแรงอาฆาตและพยาบาท

    “กูขอสาบาน...ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ภพกี่ชาติ กูจะกลับมาเอากำไลและชีวิตของกูคืนจากมึง...อีรัมภา!”

    ooooooo

    วันเวลาผ่านไปหลายสิบปี...เหล่าทายาทของตระกูลติณชาติและศุภมาศ ต่างก็ลืมเลือนเรื่องราวในอดีตจนแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่ง...เคยมีคณะละครหุ่นกระบอกนายรวยมาพักอาศัยด้วย

    และวันนี้เกล้ามาศ ติณชาติ...หรือก็คือหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ติณชาติ กลับชาติมาเกิด เป็นด็อกเตอร์สาวสวย ทายาทรุ่นล่าสุดของตระกูล ลูกสาวคนเดียวของอินทนิล ติณชาติ สาวสวยไฮโซคนดัง ก็เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองนอก หลังอพยพไปอยู่กับพ่อแท้ๆตั้งแต่เด็ก

    พริม เพื่อนสาวคนสนิทของเกล้ามาศ อาจารย์สอนวิชาการออกแบบเครื่องประดับ ประจำมหาวิทยาลัยเดียวกับที่เกล้ามาศจะไปสอน มารับเป็นคนแรก พร้อมๆกับอาร์ม เพื่อนชายคนสนิทอีกคน ทายาทคนเล็กของ อนรรฆ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ซึ่งแอบหลงรักเกล้ามาศมานาน

    เกล้ามาศดีใจมาก ได้เจอเพื่อนรักทั้งสอง แต่กลับต้องถอนใจเหนื่อยหน่าย เมื่ออินทนิล แม่แท้ๆ ปรากฏตัวหลังจากนั้น พร้อมกองทัพนักข่าว ซึ่งเธอมั่นใจมากว่าคงจะมาเพราะความต้องการของแม่

    และประเด็นร้อนแรงอย่างแรงที่นักข่าวพุ่งเป้า ก็หนีไม่พ้นเรื่องอาร์ม ว่าเป็นเพื่อนชายคนพิเศษของเกล้ามาศหรือไม่ อินทนิลเห็นท่าไม่ดี เลยแก้ตัวแทนลูกสาว

    “ไม่ใช่นะคะ...เมื่อก่อนนิลเคยทำธุรกิจร่วมกับครอบครัวตาอาร์ม เขาสองคนเลยเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กๆ มาศยังไม่มีแฟนหรอกค่ะ มาศถือคติ...รักไม่ยุ่งมุ่งแต่เรียนค่ะ ถึงได้จบด็อกเตอร์สาขาดนตรีบำบัดมาตั้งแต่อายุยี่สิบห้าไงคะ”

    เกล้ามาศสบตาสองเพื่อนรักหน่ายๆ ก่อนจะได้ลอบถอนใจเบาๆ เมื่อหนึ่งในนักข่าวถามขึ้น

    “คุณเกล้ามาศสวยขนาดนี้ ถ้าไปเป็นนักร้อง นักดนตรีน่าจะรุ่ง ทำไมเลือกจะเรียนด้านดนตรีบำบัดล่ะคะ”

    คราวนี้เป็นอินทนิลที่ต้องอึ้ง และเกล้ามาศก็ไม่รอช้า ฉวยโอกาสนี้เอาตัวรอดจากสถานการณ์น่าอึดอัด

    “ที่มาศเลือกเรียนทางด้านดนตรีบำบัด เพราะตอนเด็กๆ มาศเคยได้รับการรักษาอาการทางจิตด้วยวิธีนี้มาก่อนค่ะ มาศเลยประทับใจในศาสตร์นี้”

    แน่นอนว่าความประทับใจของเธอ ไม่ได้สะกิดใจเหล่ากระจอกข่าว มากไปกว่าประเด็นที่ว่าเธอเคยป่วย และเกล้ามาศก็แทบกลั้นยิ้มไม่อยู่ เมื่อนักข่าวตั้งคำถามถึงเรื่องนี้จริงๆ

    “อาการทางจิต...คุณมาศเคยป่วยเป็นอะไรหรือคะ”

    “เวลาอยู่ในวังติณชาติ มาศมักได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง”

    อินทนิลร้อนตัว กลัวลูกสาวพูดมาก เลยโพล่งแทรกออกไป “ผู้หญิงร้องไห้เหมือนในละครน่ะค่ะ ตอนนั้นพี่เลี้ยงของมาศติดละครเหลือเกิน ยายมาศพลอยติดละครไปด้วยก็เลยจำจากในละครมาจินตนาการไปเอง ดิฉันก็เลยให้ลูกสาวใช้เวลาว่างด้วยการไปเรียนดนตรีแทน ยายมาศถึงได้สนใจมาทางด้านนี้ไงคะ”

    นักข่าวพยักหน้าหงึกหงัก อินทนิลรีบตัดบท แล้วลากตัวลูกสาวไปเคลียร์กันอีกทาง

    “ยายมาศ...ลูกไปพูดเรื่องนั้นให้คนอื่นฟังทำไม แค่นี้วังติณชาติของเราก็ถูกลือว่าเป็นวังผีสิงมากพอแล้ว”

    “มาศพูดความจริงนี่คะแม่”

    “แต่ถ้าความจริงทำให้ชื่อเสียงวังเราเสียหาย หัดโกหกบ้างก็ได้ แม่ขอสั่งเด็ดขาดนะมาศ...ต่อไปนี้ห้ามพูดเรื่องนั้นให้ใครฟังอีก ปากคนไว้ใจได้ที่ไหน ลามไปเร็วอย่างกับไฟลามทุ่ง”

    พูดจบก็ปรายตาไปทางพริมกับอาร์มที่ตามมาด้วย ทั้งสองปฏิเสธแข็งขัน ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยเล่าให้ใครฟัง อินทนิลไม่ค่อยเชื่อ แต่ไม่อยากเอาเรื่องให้เสียเวลา สั่งลูกสาวขึ้นรถกลับวัง เกล้ามาศเลยต้องร่ำลาเพื่อนรักทั้งสอง พร้อมสัญญาจะนัดเจออีก และจะโทร. เล่าแน่ หากกลับถึงวังแล้วได้ยินเสียงหลอนๆนั่นอีก...

    ooooooo

    ไม่ใช่แค่หม่อมเจ้าหญิงรัมภาเท่านั้นที่กลับชาติมาเกิดอีกครั้ง หม่อมเจ้าชายดิเรก ศุภมาศ ก็กลับมาเกิดเป็นอินทวงศ์หรือต๊ะ สถาปนิกหนุ่มหล่อ ทายาทคนสำคัญของตระกูลศุภมาศ เจ้าของกิจการบริษัทศุภมาศดีไซน์ เจ้าของรางวัลนักสถาปนิกยอดเยี่ยมแห่งปี และวันนี้เหล่าพนักงานก็มาร่วมเซอร์ไพรส์และฉลองให้เขา

    อินทวงศ์ปลาบปลื้มใจมาก รับช่อดอกไม้มาถือไว้ แล้วเอ่ยขอบคุณทีมงานจากใจจริง

    “งานของผมดีเพราะผมมีทีมงานที่ดีต่างหาก ลำพังผมกับคุณอาณีคงจะไม่สามารถทำให้บริษัทนี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น... ผมขอให้รางวัลนี้กับทุกคนนะ”

    เชอรี่ผู้ช่วยสาวคนสวยของอินทวงศ์ตบมือเสียงดังเอาหน้ากับเจ้านายหนุ่ม แต่แล้วก็ต้องชะงัก ตาขวาง เมื่อเห็นสวิตา นางเอกสาวชื่อดัง เพื่อนสนิทของอินทวงศ์ ปรากฏตัวพร้อมขนมหอบใหญ่มาร่วมแสดงความยินดี

    แต่ถึงขัดใจแค่ไหน เชอรี่ก็ฉลาดพอจะไม่แสดงออกให้เจ้านายหนุ่มรู้ แต่มีหรือคนอย่างสวิตาจะมองไม่ออก และไม่รอช้า ฉวยโอกาสตอนอีกฝ่ายไปเข้าห้องน้ำ หาเรื่องแฉตัวตนจริงๆของเชอรี่ให้อินทวงศ์รู้

    เชอรี่ผงะไปอึดใจ เมื่อเห็นว่าคนก้มเก็บลิปสติกสีสวยมาคืนให้คือสวิตา

    “นี่ค่ะคุณเชอรี่...ใช้ลิปสติกยี่ห้อเดียวกับวิเลยเอาไว้ถ้าวิมีลิปสติกสปอนเซอร์ให้มาไม่ได้ใช้ วิเอามาให้ไหมคะ”

    “ไม่เป็นไรค่ะ เชอรี่ไม่ชอบใช้ของเหลือของใคร”

    “อ้าว...นี่วิเข้าใจผิดมาตลอดหรือคะ อย่าโกรธกันนะคะ ที่วิเข้าใจผิดมาตลอดว่าคุณเชอรี่ชอบของเหลือ”

    “ถ้างั้นก็เข้าใจใหม่นะคะ อย่างคุณต๊ะ...ไม่ได้เป็นของเหลือจากใคร คุณวิว่าจริงไหมคะ”

    เชอรี่ตอกกลับอย่างใจเย็น และเมื่อเห็นว่านางเอกสาวไม่ตอบโต้ ก็แกล้งยั่ว “ถึงคุณวิกับคุณต๊ะจะมีข่าวว่าคบกันอยู่ แต่เท่าที่เชอรี่ใกล้ชิดคุณต๊ะ เชอรี่แน่ใจค่ะ ว่าข่าวพวกนั้นเป็นข่าวโคมลอย คุณต๊ะยังโสดสนิท”

    “ใช่ค่ะ...ต๊ะยังโสดและฉลาดมากด้วย ต๊ะไม่โง่เอาผู้หญิงอย่างคุณมาเป็นแฟนหรอกค่ะ”

    สวิตาเหยียดยิิ้มร้าย สวนพร้อมกับแอบกดมือถือในกระเป๋าโทร.หาอินทวงศ์ ให้ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด และทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน สถาปนิกหนุ่มได้ยินเสียงผู้ช่วยสาวและถึงกับพูดไม่ออก

    “คุณต๊ะเลือกเชอรี่เป็นบัดดี้คนใหม่เพราะคุณต๊ะเห็นความฉลาดและตั้งใจทำงานของเชอรี่ ต่อไปนี้เราสองคนก็จะต้องไปออกไซต์งาน ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ แต่คุณวิรู้ใช่ไหมคะว่าที่ที่เชอรี่อยากพาคุณต๊ะไปมากที่สุดคือที่ไหน”

    “ถ้าต๊ะรู้ว่าที่คุณทุ่มเททำงานเพราะหวังจะจับเขา ต๊ะต้องเสียใจมาก”

    “ไม่ต้องห่วงค่ะ เชอรี่จะทำให้คุณต๊ะเปลี่ยนจากความเสียใจเป็นความสุขสมแทน”

    “คุณดูถูกต๊ะมากเกินไป ต๊ะไม่ใช่ผู้ชายมักง่าย คุณไม่มีวันสมหวังกับต๊ะ”

    เชอรี่เหยียดยิ้มเย็น แล้วส่งสารท้าด้วยท่าทางมั่นใจสุดขีด “เอาอย่างนี้ดีกว่า เรามาพนันกัน...ภายในสามวัน ถ้าเชอรี่ทำให้คุณต๊ะเป็นผัวของเชอรี่ได้ คุณวิจะต้องไปจากชีวิตคุณต๊ะ”

    “ไม่...เชิญคุณเล่นพนันบ้าๆของคุณไปคนเดียวเถอะ วิจะไปบอกให้ต๊ะรู้เรื่องนี้”

    พูดจบก็สวมบทนางเอก กรีดร้องและแสร้งตบตีตัวเอง พร้อมตะโกนใส่โทรศัพท์ว่าถูกอีกฝ่ายทำร้าย เชอรี่ตาเหลือก ยิ่งเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอมือถือของนางเอกสาว ยิ่งแทบคลั่ง และไม่รอช้าจะตามไปตบ!

    ooooooo

    เหตุการณ์สองสาวตบกันกลางออฟฟิศศุภมาสดีไซน์ กลายเป็นหัวข้อสนทนาของเหล่าพนักงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ แถมไม่มีใครช่วยแยก แต่ถ่ายคลิปกันอย่างสนุกสนาน ร้อนถึงอินทวงศ์ต้องมาแยกด้วยตัวเอง

    สวิตาสวมบทนางเอก ร้องไห้ไม่หยุด เชอรี่หน้าเสีย เพราะนอกจากจะไม่มีใครเชื่อความจริงจากปากเธอแล้ว แม้แต่อินทวงศ์ก็ไม่มองหน้า แถมแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าผิดหวังในตัวผู้ช่วยสาวมากแค่ไหน

    แต่ถึงจะออกท่าทางปกป้องเพื่อนสาวต่อหน้าพนักงานอื่นๆ แต่เมื่ออยู่ตามลำพัง อินทวงศ์ก็เลือกจะถามตามตรง ว่านางเอกสาวหาเรื่องเชอรี่แบบนี้ทำไม

    “เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้วนะวิ ทำไมผมจะไม่รู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่”

    “ค่ะ...วิตั้งใจ วิอยากให้คุณเห็นธาตุแท้ของเชอรี่ วิกลัวคุณจะเสียรู้ผู้หญิงแบบนั้น...คุณโกรธวิหรือเปล่า”

    “ไม่โกรธ...แต่ผมไม่อยากให้คุณทำแบบนั้น เพราะถ้าเชอรี่เอาเรื่องนี้ไปพูดต่อ ชื่อเสียงคุณจะเสียหาย”

    “เวลาจะผ่านไปกี่ปี คุณก็ยังห่วงใยวิก่อนตัวเองเสมอ แล้วจะไม่ให้วิรัก...เพื่อนที่แสนดีอย่างคุณได้ยังไง”

    สวิตาส่งตาหวาน สื่อความในใจที่เก็บมานาน แต่อินทวงศ์ก็ไม่รับรู้ และไม่เคยคิดกับเธอในรูปแบบอื่นเลย...

    เกล้ามาศนั่งรถถึงวังติณชาติในเวลาต่อมา คำขอร้องของแม่ยังวนเวียนในหัว จะไม่แพร่งพรายเรื่องเสียงหลอนปริศนาในวังให้ใครรู้ เพราะไม่อยากให้แตกตื่นและชีวิตเงียบสงบในวังจะถูกทำลาย

    ภาพอดีตวัยเด็กย้อนคืนมาอีกครั้ง เกล้ามาศจำได้ดี วันนั้นพ่อกับแม่ตกลงใจหย่าและแยกกันอยู่ โดยพ่อจะย้ายไปอยู่เมืองนอก และเธอก็ต้องอยู่กับแม่ที่เมืองไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในวันนั้น ทำให้พ่อต้องตัดสินใจใหม่

    เกล้ามาศได้ยินเสียงแปลกๆมาตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่รู้เรื่องนี้ดี และพยายามหาทางรักษามาตลอด และวันนี้อาการก็เด่นชัดขึ้น ทำให้เธอเกือบเอาชีวิตไปทิ้งในสระน้ำท้ายวัง เพียงเพราะได้ยินเสียงหลอนของผู้หญิงคนหนึ่ง ร้องขอให้ช่วยดึงเธอจากใต้น้ำ และเด็กหญิงเกล้ามาศในเวลานั้นก็ไม่รอช้า ตัดสินใจลงไปช่วย!

    โชคดีที่ประยงค์แม่บ้านเก่าแก่ของวังไปเห็นและเรียกคนมาช่วยทัน เด็กหญิงเกล้ามาศเลยไม่จมน้ำตาย และถูกพาตัวออกจากวังติณชาติ ไปรักษาอาการทางจิตที่ได้ยินเสียงหลอนที่เมืองนอกนับแต่นั้นเป็นต้นมา

    วันเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปี...วันนี้เกล้ามาศกลับมาเหยียบวังติณชาติอีกครั้ง ท่ามกลางความยินดีของเหล่า คนใช้ ที่มาคอยต้อนรับถึงหน้าประตู แต่กระนั้น...หลายคนก็ไม่วายสงสัย ว่าเจ้านายคนสวยยังได้ยินเสียงหลอนหรือไม่ เกล้ามาศรับปากแม่ไว้ เลยตอบปฏิเสธ พร้อมกับคิดว่ารักษาตัวด้วยดนตรีบำบัดมานานคงไม่มีปัญหาแต่ที่ด็อกเตอร์สาวไม่รู้...คือเธอไม่ได้ยินเสียงใดๆ เพราะอินทนิลว่าจ้างหมอผีจอมขมังเวทมาทำพิธีปัดรังควานให้ และบัดนี้ผีริ้วทองซึ่งรอคอยเวลาแก้แค้นมาตลอดหลายสิบปี ก็รับรู้ว่าถึงแก่เวลาอันสมควรแล้ว

    “ฮือ...เจ็บเหลือเกิน ไอ้พวกติณชาติ มึงทำให้กูเจ็บทั้งตัวและหัวใจ กูขอสาบาน...ถ้ากูออกไป กูจะไปแก้แค้นพวกมึง...โอ๊ยท่านชาย เมื่อไหร่ท่านชายจะมาช่วยริ้ว ริ้วอยากออกจากที่นี่ ริ้วคิดถึงท่านชายเหลือเกิน...”

    ooooooo

    หลังเหตุการณ์วุ่นวายในออฟฟิศศุภมาศดีไซน์ สวิตาก็พาอินทวงศ์ไปเลี้ยงฉลองแบบสองต่อสองที่ร้านอาหารหรู และถือโอกาสนี้สร้างฉากรักกุ๊กกิ๊ก หวังให้คนแอบถ่ายและจะได้เป็นข่าวกับเขา แต่สถาปนิกหนุ่มก็รู้ทัน จนนางเอกสาวต้องเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน แสร้งทำเป็นรู้สึกผิด พร้อมอาสาจะแก้ข่าวให้

    “ตอนนี้ผมยังโอเค เอาไว้ถ้าผมมีแฟนขึ้นมาจริงๆ คุณค่อยอธิบายให้คนคนนั้นเข้าใจดีกว่า”

    สวิตาอึ้งไปอึดใจ กว่าจะตั้งหลักได้ “งั้นชาตินี้วิคงไม่ได้อธิบายให้ใครฟัง เพราะวิยังไม่เห็นว่าจะมีผู้หญิงคนไหนจะใช่สำหรับต๊ะสักที บอกวิหน่อยสิคะ ผู้หญิงที่ใช่สำหรับต๊ะ ต้องมีสเปกแบบไหน”

    “ไม่ต้องมีสเปกหรอก ถ้าเป็นคนที่ใช่...แค่ได้เห็นหน้าก็จะรู้เอง”

    เวลาเดียวกันนั่นเอง อีกมุมของร้านอาหาร...เกล้ามาศเพิ่งมาถึง ชะเง้อหาเพื่อนรักทั้งสอง แต่กลับต้องผิดหวัง เพราะพริมไม่ได้มา มีเพียงอาร์มนั่งยิ้มแฉ่งคอยอยู่แล้ว ด็อกเตอร์สาวรู้ทัน ว่าเป็นแผนของอีกฝ่าย จะหาทางอยู่กับเธอสองต่อสอง แต่ก็อดเคืองไม่ได้ เพราะไม่เคยคิดกับเขาเกินเพื่อน กับไม่ชอบวิธีโกหก และเมื่อเขาพยายามจะมัดมือชกให้เธอกินข้าวด้วย เธอก็ขอตัวดื้อๆ

    พูดจบก็หมุนตัวออกจากร้าน จังหวะเดียวกับที่อินทวงศ์หันมาเจอ แล้วก็ถึงกับตะลึง เหมือนคลับคล้าย คลับคลาว่าเคยเห็นเธอคนนี้ที่ไหน อาร์มจะตามเกล้ามาศ แต่ติดว่าต้องจ่ายเงินค่าอาหาร เลยเปิดโอกาสให้อินทวงศ์ผละจากสวิตาตามไปแทน แต่ก็คลาดกัน ไม่ทันได้ทักหรือทำความรู้จักกันอย่างที่ตั้งใจ

    อินทวงศ์กลับบ้านด้วยความผิดหวัง ไม่ทันได้เจอหญิงสาวที่ถูกตาต้องใจอย่างบอกไม่ถูก ทรัพย์มณี ย่าแท้ๆ ของเขานั่งรออยู่แล้ว สถาปนิกหนุ่มเลยต้องปัดอารมณ์ไม่ได้ดั่งใจทิ้ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้ากลุ้มใจ

    “ย่าเสียดาย...วันนี้คุณไลยส่งรูปเครื่องประดับโบราณชิ้นใหม่มาให้ ย่าชอบมาก แต่โดนซื้อตัดหน้าไปก่อน”

    “แต่คุณย่าก็มีเครื่องประดับโบราณสะสมไว้ตั้งเยอะนี่ครับ”

    “แต่ย่าชอบชิ้นนี้ ไม่รู้ทำไมถึงได้ชอบเหลือเกิน แค่เห็นรูปก็หลงรักแล้ว”

    สถาปนิกหนุ่มหยิบไอแพดของย่ามาดู พลันก็เกิดภาพแวบเข้ามาในหัว เหมือนว่าเขาเคยเห็นและได้จูบกำไลวงนี้มาก่อน ทรัพย์มณีเห็นหลานชายเงียบไปก็ทักขึ้น อินทวงศ์ถึงได้รู้สึกตัว และพยายามถามรายละเอียดเกี่ยวกับกำไลวงนี้ เพราะคิดว่าตัวเองน่าจะเคยเห็นมันมาก่อน

    อัญมณี ลูกสาวของทรัพย์มณี อาแท้ๆของอินทวงศ์ และหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญของตระกูลศุภมาศ เห็นว่าหลานชายใกล้ชิดกับย่า เลยน่าจะเคยเห็นกำไลแบบนี้

    ในกรุสมบัติ อินทวงศ์จะเถียงว่ามีอะไรมากกว่านั้น แต่ทรัพย์มณีก็โพล่งออกมาเสียก่อน ว่ากำไลวงนี้ไม่เหมือน กับวงอื่นที่เธอเคยมี

    “แต่เอาเถอะ...ถ้ามีบุญวาสนาต่อกัน เดี๋ยวกำไลวงนี้ก็จะกลับมาให้ย่าได้ชื่นชมเอง”

    ทรัพย์มณีมองรูปกำไลมาศบนไอแพดด้วยความหลงใหล โดยไม่รู้เลยว่าเวลานี้กำไลมาศอยู่บนข้อมือของใครบางคน...คุณหญิงพิมพ์นั่นเอง ลูกค้าประจำอีกรายของไลย เจ้าของร้านเครื่องประดับเก่าแก่ ซึ่งซื้อกำไลตัดหน้าทรัพย์มณี และผลของการกระทำนั้นก็ทำให้เจ้าของตัวจริงสัมผัสได้!

    ดวงวิญญาณซึ่งเต็มไปด้วยความพยาบาทของริ้วทอง นิ่วหน้ารับรู้ด้วยญาณวิเศษบางอย่างจากใต้พื้นน้ำวังติณชาติ ว่ากำไลมาศของรักของหวงที่เธออยากได้คืน กำลังตกอยู่ในมือของใครบางคน

    “ใคร...ใครมันกล้าใส่กำไลมาศของกู...มึงเป็นใคร!”

    คุณหญิงพิมพ์ไม่รู้เรื่อง ชื่นชมกำไลวงใหม่จนพอใจ แล้วจึงถอดวางไว้ในกล่องกำมะหยี่ข้างตัว และทันใดนั้นเอง ที่จู่ๆฝากล่องก็เปิดออก พร้อมกับข้อมือขาวซีดของใครบางคน ลอยมาตะปบหน้าคุณหญิงจนสลบไป

    ผีริ้วทองกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง สะใจเหลือเกิน เมื่อรับรู้ได้ว่าหัวขโมยกำไลได้รับการลงทัณฑ์แล้ว

    “กำไลของกู...ใครหน้าไหนกล้าแตะต้องกำไลกูมันต้องตาย!”

    ooooooo

    เกล้ามาศเก็บเรื่องเก่าๆไปคิดจนดึกดื่น กว่าจะตื่นอีกครั้งก็เป็นเวลาสายมากแล้ว เธอนึกแปลกใจตัวเอง ที่ไม่ได้ยินเสียงหลอนปริศนาอย่างที่คาด แต่ก็พยายามไม่คิดอะไรมาก เพราะเชื่อว่าการรักษาโดยใช้ดนตรีบำบัดตลอดหลายปีที่ผ่านมาคงได้ผลดี เธอเลยไม่ได้ยินหรือรับรู้เรื่องราวแปลกๆอีก

    แต่กระนั้น...เรื่องเก่าๆก็ทำให้เธอหวนคิดถึงไม่เลิก และคนหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำเสมอก็คือคุณทวด หรือหม่อมเจ้าหญิงภรณี ติณชาติ ซึ่งมีอายุเกือบร้อยปีแล้ว แต่สภาพร่างกายยังแข็งแรง แม้จะสติเลอะเลือนบ้างเป็นบางครั้ง และวันนี้เกล้ามาศก็ตัดสินใจไปเยี่ยมคุณทวด ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่เรือนไทย ติดกับสระน้ำหลังวัง

    เกล้ามาศไปถึงเรือนไทย ตอนคุณทวดภรณีกำลังนั่งมองโรงละครหุ่นกระบอก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสภาพทรุดโทรมและใช้งานไม่ได้แล้ว และเมื่อเธอเดินไปใกล้ คุณทวดภรณีก็แทบผงะ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้า หน้าตาเหมือนน้องสาวแท้ๆ หรือหม่อมเจ้าหญิงรัมภา ติณชาติ...ราวกับเป็นคนคนเดียวกัน!

    ท่าทางแตกตื่นของคุณทวดภรณี ทำให้เกล้ามาศตกใจไม่น้อย เธอพยายามอธิบายว่าตัวเองเป็นใคร จนในที่สุด อีกฝ่ายก็จำได้ “เกล้ามาศ...อ๋อ...เกล้ามาศ ทวดว่าทวดเพิ่งเห็นมาศตัวเล็กๆ ชอบวิ่งมาขอขนมกลีบลำดวนของย่ากินอยู่เลย ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว แล้วนี่ยังชอบกินกลีบลำดวนอยู่หรือเปล่า ทวดจะทำให้กิน”

    “มาศคิดถึงกลีบลำดวนของคุณย่าที่สุดเลยค่ะ เวลาผ่านมาตั้งเกือบยี่สิบปี คุณทวดยังจำได้อยู่เลย”

    “ถ้าเป็นคนที่ทวดรัก ทวดไม่มีวันลืมหรอกจ้ะ”

    เกล้ามาศยิ้มรับ แล้วก็ถึงกับสะดุ้ง เมื่อจู่ๆดวงตาของคุณทวดภรณีก็เปล่งประกายแห่งความตื่นเต้น เหมือนกำลังเห็นบางอย่างถูกใจ และเมื่อเธอเอ่ยปากถาม คุณทวดก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงยินดีสุดขีด

    “หุ่นกระบอกไงจ๊ะ คณะนายรวยเล่นหุ่นกระบอกกันสนุกน่าดู ยิ่งตอนนี้ที่เป็นตอนนางยี่สุ่นปรึกษานางกำนัล หาทางกำจัดนางพราหมณ์เกสรยิ่งสนุก ใครๆก็ชอบนางยี่สุ่น แต่ทวดชอบพระลักษณวงศ์ที่สุด”

    อาการเพ้อถึงเรื่องเก่าๆของคุณทวด ทำให้เกล้ามาศไม่สบายใจ และปรี่ไปเอาเรื่องแม่ ที่ไม่เคยใส่ใจจะพาคุณทวดไปหาหมอ แต่เธอคงเข้าไปผิดจังหวะ เพราะแม่ไม่ได้อยู่ตามลำพัง แต่กำลังอยู่กับใครบางคน!

    เกล้ามาศแทบล้มทั้งยืน เมื่อเห็นชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกับเธอ ในสภาพนุ่งกางเกงตัวเดียว ในห้องนอนของแม่ แต่อินทนิลกลับไม่เดือดร้อน แถมแนะนำเขาอย่างภาคภูมิใจอีกต่างหาก

    “เขาชื่อทรรศนะ...แฟนแม่เองจ้ะมาศ ไม่ต้องไหว้หรอก มาศกับทรรศอายุเท่ากัน”

    สภาพยุ่งเหยิงเหมือนเพิ่งผ่านกิจกรรมบางอย่างของแม่ ทำให้เกล้ามาศอายแทบแทรกแผ่นดินหนี เลยไม่ทันสังเกตอาการและสายตากะลิ้มกะเหลี่ยของทรรศนะ แฟนหนุ่มวัยเอ๊าะของแม่ และเมื่อเขาพยายามจะทักทายและทำความรู้จัก ด็อกเตอร์สาวก็ถอยหนี แต่ไม่วายทิ้งท้ายกับแม่เสียงเรียบ

    “คุณแม่คงจะไม่พร้อมคุยกับมาศตอนนี้ เอาไว้วันหลังก็ได้ค่ะ แต่มาศขอนะคะคุณแม่ คุณแม่จะทำอะไรก็ควรระลึกถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของติณชาติบ้าง”

    พูดจบก็สะบัดหน้าออกไป ทิ้งอินทนิลให้เต้นผางด้วยความโกรธจัด

    “ยายมาศ...ยายมาศ ฉันเป็นแม่แกนะ หยิ่งยโสเหมือนพ่อมันไม่มีผิด!”

    ooooooo

    ทรัพย์มณีได้รับข่าวดีแต่เช้า เมื่อไลยโทร.บอกว่าคุณหญิงพิมพ์ตัดสินใจขายกำไลมาศต่อ แต่เพราะมีธุระสำคัญต้องจัดการ หญิงชราผู้คลั่งไคล้เครื่องประดับเก่า เลยส่งอินทวงศ์หลานชายสุดที่รักไปรับแทน

    และเช้าวันเดียวกัน...หลังจากปะทะคารมกับแม่อย่างดุเดือด เกล้ามาศก็ออกจากวังไปเจอพริมที่ห้างดัง และอดไม่ได้จะระบายเรื่องแม่ด้วยความอึดอัดใจ พริมเข้าใจสถานการณ์ของเพื่อนรักดี แต่คิดว่าคงยากจะแก้ไข เพราะอินทนิลก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว เป็นนิสัยและไม่น่าจะเปลี่ยนกันง่ายๆ

    เกล้ามาศพยายามปัดเรื่องแม่ทิ้ง หันไปให้ความสนใจกับงานของเพื่อนรัก ที่โทร.ไปลากเธอออกจากวังแต่เช้า เพราะมีเรื่องไหว้วานให้ช่วยถ่ายรูปเครื่องประดับเก่า เนื่องจากอาร์มคนรับปากจะช่วยตัวจริงยังไม่โผล่มาตามนัด

    แต่อารมณ์ขุ่นมัวก็ไม่หายไปง่ายๆ เพราะจบเรื่องแม่ ก็มาถึงไลยเจ้าของร้านขายเครื่องประดับเก่าซึ่งพริมติดต่อขอถ่ายรูปไว้ พูดจาค่อนแคะแดกดันถึงอินทนิล แม่ของเธอที่ชอบคบหาเด็กหนุ่มๆ เกล้ามาศข่มใจอย่างยากลำบาก ไม่ให้สวนออกไป และพริมก็สังเกตเห็น เลยพยามยามกันเพื่อนไปอีกทาง ไม่ให้สุงสิงกับไลยอีก

    เกล้ามาศเลี่ยงไปดูเครื่องประดับชิ้นต่างๆรอบร้าน ทิ้งเพื่อนรักให้ถ่ายรูปของที่สนใจตามลำพัง และทันใดนั้นเอง...ที่สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกำไลมาศ กำไลทองวงสวย พร้อมกับที่หูจะได้ยินเสียงร่ำไห้หลอกหลอนที่คุ้นเคย!

    สีหน้าด็อกเตอร์สาวซีดเผือดลงเรื่อยๆ และเกือบหน้ามืดเป็นลมอยู่แล้ว ถ้าจู่ๆจะไม่มีมือหนึ่งพยุงไว้ อินทวงศ์นั่นเอง เขาเพิ่งมาถึง เพื่อมารับกำไลมาศแทนย่า และการเจอกันครั้งนี้ ก็ทำให้เขากับเธอตื่นตะลึงไปอึดใจ เหมือนมีอะไรบางอย่าง บอกว่าทั้งสองเคยพบหรือเจอกันมาก่อน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

    อาร์มมาถึงทันจังหวะเห็นภาพบาดใจ เขารีบไปแยกตัวเกล้ามาศออกจากอินทวงศ์ และหวิดจะมีเรื่องกันแล้ว ถ้าพริมกับไลยจะไม่มาห้ามไว้ และแยกชายหนุ่มทั้งสองออกจากกัน

    ท่าทางหันรีหันขวางเหมือนมีอะไรในใจของเกล้ามาศ ทำให้อาร์มหึงหวงอย่างรุนแรง และไม่รอช้าจะเอาเรื่องเพื่อนสาวที่แอบหลงรักมานาน ทันทีที่ได้อยู่ตามลำพังในร้านอาหาร

    “เฮ้ย...ทำไมมาศทำแบบนี้ ภูมิต้านทานผู้ชายหล่อของมาศหายไปไหน”

    “อะไรของนายฮะอาร์ม...ที่ฉันคิดถึงเขาเพราะฉันคุ้นหน้าเขา เหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่นึกไม่ออกเท่านั้นเอง”

    “คุณต๊ะเขาดัง มาศอาจจะเคยเห็นเขาตามหน้าข่าวสังคม คุณต๊ะมีข่าวว่ากิ๊กกับสวิตา นางเอกละครลูกสาวร้านเมื่อกี้นี้ด้วยนะมาศ มาศห้ามไปรักคนมีเจ้าของเด็ดขาดเลยนะ...มันเจ็บ ขนาดไม่มียังโคตรเจ็บ”

    เกล้ามาศคิดตาม แววตาเหม่อลอย แล้วโพล่งบางอย่างจากอดีตชาติออกมาโดยไม่รู้ตัว

    “ฉันรู้...ไปรักคนที่เขาไม่รักเรา มันไม่ใช่แค่เราที่เจ็บ แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะเจ็บกันไปหมด”

    “พูดอย่างกับเคยไปรักคนมีเจ้าของ”

    “ไม่เคยรัก แต่เคยเห็นจากคุณพ่อคุณแม่ พอมีคนที่สามเข้ามาในความรักของคุณพ่อคุณแม่ ฉันไม่เห็นว่าจะมีความสุขได้จริงๆสักคน เชื่อฉันเถอะอาร์ม ฉันไม่มีวันรักคนมีเจ้าของแล้ว ฉันจะไม่ทำให้ใครทุกข์ใจเพราะฉันเด็ดขาด!”

    ooooooo

    อินทวงศ์พยายามปัดใบหน้าของหญิงสาวปริศนา ที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างประหลาดทิ้ง แล้วหันไปให้ความสนใจกับกำไลมาศ เครื่องประดับเก่าแก่ชิ้นงามที่ย่าชอบหนักหนา ถึงขนาดส่งเขามารับถึงร้านด้วยตัวเอง

    ประกายทองของกำไลแวววับจับตาสถาปนิกหนุ่มมาก แล้วจู่ๆก็มีภาพเหมือนว่าเขาเคยสวมกำไลนี้ให้ใครบางคนปรากฏในหัวเขาอีกครั้ง จนถึงกับเพ้อออกไปโดยไม่รู้ตัว

    “ทำไมเก่ากว่าเดิมมากอย่างนี้”

    ไลยได้ยินก็เข้าใจผิด รีบอธิบายใหญ่ กลัวขายของไม่ได้ “จะไม่ให้เก่าได้ยังไงคะ อายุตั้งเกือบร้อยปี แต่ถึงจะเก่ามีรอยตำหนิบ้าง แต่ความแข็งแรงยังดีเหมือนเดิม เชิญคุณต๊ะเช็กได้เลยค่ะ”

    “ผมไม่มีความรู้เรื่องของโบราณ ผมขออนุญาตถ่ายรูปส่งไปให้คุณย่าดูได้ไหมครับ”

    เจ้าของร้านไม่ขัดข้อง อินทวงศ์เลยจัดแจงถ่ายรูปทุกมุม โดยไม่ได้แตะต้องกำไลเลย เตรียมส่งไปให้ย่า

    แล้วพลันสายตาก็เหลือบเห็นชื่อริ้วทอง สลักอยู่ด้านในของกำไล

    “ชื่อเพราะดีนะครับ เจ้าของคงจะสวยน่าดู”

    “หรือไม่ก็ขี้ริ้วขี้เหร่ พ่อแม่ถึงตั้งชื่อแก้เคล็ดให้ว่าริ้วทอง”

    จบคำก็หัวเราะ เอื้อมมือไปหยิบกำไลใส่กล่อง แต่พลันก็ได้หุบยิ้มฉับ เมื่อจู่ๆก็มีมือขาวซีดโผล่มาปัดมือ ไลยเอะอะโวยวายใหญ่ พริมหันมามอง ทันได้เห็นมือขาวซีดนั้น ตกใจจนอ้าปากค้าง แต่ก็ไม่มีใครสนใจ มัวแต่เป็นกังวลกับอาการแตกตื่นของไลย ซึ่งยืนยันหนักแน่นหลังจากนั้น ให้อินทวงศ์เอากำไลมาศกลับไปให้ทรัพย์มณีวันนี้เลย!

    เหตุการณ์ไม่คาดฝันตรงหน้า ทำให้พริมจ้องกำไลมาศตาไม่กะพริบ ก่อนจะพรวดพราดออกจากร้านไปหาเพื่อนรักทั้งสอง เกล้ามาศได้ฟังเรื่องกำไลผีสิง ก็สังหรณ์ว่าจะเป็นกำไลวงเดียวกับที่เธอสนใจ

    “ใช่กำไลสีทองที่มีเม็ดทับทิมสีแดงสีเขียวตกแต่งหรือเปล่า”

    “ทำไมมาศรู้ล่ะ” พริมสงสัย

    “เมื่อกี้ตอนอยู่ในร้าน ฉันได้ยินเหมือนเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังมาจากกำไล เสียงคล้ายๆเสียงผู้หญิงที่ฉันเคยได้ยินจากสระน้ำในวังของฉัน แต่ฉันคิดว่าฉันคิดไปเองเลยไม่ได้ใส่ใจ”

    “ซึ่งพริมก็อาจจะคิดไปเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้น... เราก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”

    “ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะอาร์ม ของทุกชิ้นมันต้องเคยมีเจ้าของ มันก็ไม่แปลกที่เจ้าของจะรักจะหวงของของเขา อย่างเรื่องวิญญาณเจ้าสีเกดที่ติดมากับผ้าที่เธอปักก่อนตาย ใครเอาผ้าผืนนั้นไปใช้ เกือบเอาชีวิตไม่รอด”

    อาร์มเบ้หน้า ไม่อินและไม่เชื่อว่าเรื่องราวในละครจะเป็นจริงขึ้นมาได้ พริมเลยแย้งให้คิด

    “แหม...ละครก็มาจากชีวิตจริงทั้งนั้นแหละ ถ้ามาศได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้จากกำไลวงนั้น แสดงว่าเขาอาจจะมาขอส่วนบุญจากมาศ หรือไม่มาศกับเขาก็เคยมีบุญกรรมร่วมกันมา มาศต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขานะ อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจของเราเอง ฉันก็ต้องไปทำเหมือนกัน...”

    ด้านอินทวงศ์...นำกำไลมาศมามอบให้ย่าที่บ้านในบ่ายวันเดียวกัน สร้อยดาวสาวใช้ในบ้านที่เขาส่งเสียให้เรียนหนังสือ รีบมาดักหน้า แล้วแกล้งโอดว่าอ่านหนังสือเตรียมสอบไม่ทัน หวังให้เขาช่วยติวให้ ซึ่งสถาปนิกหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธ และไม่ได้คิดมากเชิงชู้สาว แต่เอ็นดูและเวทนาในฐานะที่อุปถัมภ์กันมาตั้งแต่เด็ก

    แต่สร้อยดาวกลับไม่คิดเช่นนั้น ทะเยอทะยานและหวังได้เป็นเมียเขาจนตัวสั่น สร้อยทองป้าแท้ๆที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ก็ทนไม่ได้ ต้องลากตัวมาดุด่าให้เจียมกะลาหัว

    “แหมป้า...ป้าอย่าว่าแต่ฉันสิ ของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังสักหน่อย”

    “เอาอีกแล้ว ฉันพูดจนปากจะฉีก ว่าคุณต๊ะเขาส่งเสียเอ็งเรียนเพราะเขาสงสาร สมเพชแก อยากให้แกได้เรียนหนังสือมีวิชาความรู้ จะได้ไม่ทำตัวใจแตก ยุ่งกับยาเสพติดจนติดคุกเหมือนพ่อแม่แก เขาไม่ได้คิดอะไร ทำไมไม่เข้าใจ”

    “ป้านั่นแหละไม่เข้าใจ ป้าเคยได้ยินไหม ที่เขาว่ารักแท้แพ้สงสาร ถ้าเขาสงสารฉันได้ แล้วทำไมจะรักฉันไม่ได้”

    “ฝันสูงมาก ระวังจะมีปัญหากับคุณวิ”

    “ฉันไม่กลัวหรอก ของแบบนี้อยู่ที่ผู้ชาย ต่อให้เป็นนางเอก เทพธิดาเลิศเลอจากไหน คนอย่างอีดาวก็ไม่กลัว!”

    ooooooo

    เกล้ามาศสวดมนต์และแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้าของกำไลและดวงวิญญาณปริศนา เจ้าของเสียงหลอนที่เธอเคยได้ยินตอนเด็กๆ ผีริ้วทองรับรู้ถึงพลังแห่งบุญ จนแผลตามตัวหายไป แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนอุทิศมาให้ ได้แต่นึกขอบคุณ และอธิษฐานจิตให้ได้เจอหม่อมเจ้าชายดิเรก...คนรักของเธออีกครั้ง

    คืนเดียวกันนั่นเอง...อดีตคนรักของผีริ้วทองก็เก็บเรื่องกำไลไปฝัน ภาพในฝันเหมือนจริงมาก แต่เขาก็เห็นหน้าผู้หญิงที่ชื่อริ้วทองไม่ชัด สถาปนิกหนุ่มพยายามไม่คิดมากและล้มตัวลงนอนต่อ แต่พลันก็ต้องกระเด้งจากเตียงแทบไม่ทัน เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องจากห้องของย่า

    ทรัพย์มณีแทบบ้า เมื่อได้เห็นมือขาวซีดในกล่องกำไลมาศ ส่งเสียงกรี๊ดลั่น จนอินทวงศ์ต้องพังประตูเข้ามา

    “มือผี...มือผีมันจะบีบคอย่า มือผีจากกำไลมันจะฆ่าย่า”

    อัญมณีโผล่ตามมาอีกคน แต่ทรัพย์มณีก็ยังไม่รู้ตัว มัวสนใจกับกำไลมาศที่หล่นจากกล่องมาอยู่บนพื้น

    “กำไลวงนั้นมีมือผี เอามันไปให้พ้น เอาออกไป”

    อินทวงศ์เอื้อมไปหยิบกำไลมาศ และสัมผัสนี้ของเขา ก็ทำให้ผีริ้วทองรับรู้ว่าคนรักของเธอกลับมาแล้ว เธอร่ายรำเพลงละครหุ่นกระบอกด้วยความยินดี จนเสียงดนตรีแว่วไปถึงหูเกล้ามาศ ซึ่งนิ่วหน้าด้วยความสงสัยและไม่รอช้าจะตามไปถึงสระน้ำท้ายวัง...ต้นตอเดียวกับเสียงหลอนปริศนา!

    เกล้ามาศยืนทอดสายตาไปที่สระน้ำ อินทนิลมองเห็นจากหน้าต่างห้องนอน ก็ผลุนผลันออกไปดู และคำสารภาพของลูกสาวที่ว่าได้ยินเสียงหลอนอีกครั้ง ทำให้ไฮโซสาวหน้าซีด แต่ยังทำเป็นนิ่งกลบเกลื่อน

    “แม่เชื่อว่ามาศไม่ได้โกหก มาศได้ยินจริงๆเหมือนที่ท่านทวดนั่งดูหุ่นกระบอกทุกวัน”

    “คุณแม่ก็รู้ดีว่ามาศไม่ได้ป่วย หรือคุณแม่จะบอกว่ามาศคิดไปเองหรือคะ”

    “แม่จะไม่ตัดสินแทนมาศอีกแล้ว แต่อยากให้มาศลองคิดดูให้ดีๆ ถ้ามีเสียงผู้หญิงจากสระน้ำจริงๆ ทำไมมาศถึงไม่ได้ยินตั้งแต่วันแรกที่มาศกลับมา ทำไมถึงได้ยินวันนี้”

    “อาจเป็นเพราะว่าตอนเด็กที่มาศต้องไปจากที่นี่ มาศยังรู้สึกเป็นห่วงผู้หญิงคนนั้น พอมาศกลับมาที่นี่ มาศได้เห็นสภาพเดิมๆ จิตใต้สำนึกของมาศเลยสั่งให้มาศได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นอีก”

    อินทนิลกล่อมจนลูกสาวยอมเชื่อว่าตัวเองอาจคิดและเป็นกังวลเรื่องเสียงหลอนมากไป แต่กระนั้น...ความจริงที่ว่าหมอผีซึ่งจ้างมาปัดรังควาน ทำงานไม่ได้ผลก็ทำให้ไฮโซสาวต้องไปเอาเรื่องกับแฟนหนุ่มหลังจากนั้น ทรรศนะทำหน้าไม่อยากเชื่อ ก่อนจะพยายามตะล่อมให้ขายวัง

    “ที่ดินผืนนี้ขายได้หลายร้อยล้าน คุณพี่เอาเงินไปสร้างคฤหาสน์หรูๆอยู่ใหม่ได้สบาย”

    “พี่ไม่ขายหรอก พี่ชอบอยู่วัง คฤหาสน์มีแค่เงิน ไม่ต้องมีเชื้อผู้ดีก็อยู่ได้ แล้วอีกอย่าง...วังติณชาติเป็นวังประจำตระกูล พี่เองก็อยู่มาตั้งแต่เกิด พี่ผูกพันกับที่นี่”

    “แล้วคุณพี่ไม่กลัวผีเหรอครับ”

    “กลัวสิ...พี่ถึงต้องให้ทรรศหาคนมาช่วยจัดการไง”

    “ผมจัดการให้อยู่แล้ว แต่คุณมาศจะยอมให้ทำพิธีปราบผีในวังเหรอครับ ท่าทางเธอไม่ค่อยชอบขี้หน้าผมด้วย”

    “ไม่ต้องห่วง พี่จะพายายมาศออกไปข้างนอกเอง”

    เรื่องทรัพย์มณีถูกกำไลผีสิงเล่นงาน รู้ถึงหูสวิตาจนได้ เมื่อไลยทราบเรื่องในคืนเดียวกัน ก็อดแปลกใจไม่ได้

    “คนมีบุญบารมีอย่างคุณหญิงทรัพย์ยังโดนหลอก ผีในกำไลเฮี้ยนจริงๆ”

    “คุณแม่รู้เหรอคะว่าในกำไลมีผี”

    “จ้ะ...แม่สงสัยว่าทำไมคุณหญิงพิมพ์ถึงรีบเอากำไลมาขาย เลยไปสืบดูถึงได้รู้ว่าเขาโดนผีมือหลอก”

    “แล้วทำไมคุณแม่ไม่เตือนคุณหญิงทรัพย์คะ เขาจะได้ไม่ต้องซื้อกำไลไป”

    “แล้ววิจะให้แม่เก็บไว้โดนหลอกเองหรือไง ขนาดวันนี้ที่คุณต๊ะมารับกำไล แม่รู้สึกเหมือนมีคนมาปัดมือแม่ พูดแล้วยังขนลุกไม่หาย แล้วอีกอย่าง...คุณหญิงทรัพย์ ก็ให้ราคาดี ช่วงนี้เงินในร้านหมุนไม่ทัน แม่เสียดาย”

    “แต่ถ้าคนที่ศุภมาศมองเราเป็นแม่ค้าเห็นแก่ได้ เครดิตที่วิอุตส่าห์สร้างเสียหายหมด คุณแม่จะเสียดายกว่านี้”

    ไลยหน้าเสีย ขอโทษขอโพยใหญ่ที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง สวิตาไม่โกรธแม่ เข้าใจสถานการณ์ดี และรับปากจะจัดการทุกอย่างให้...รับรองว่าเรื่องกำไลผีสิงจะไม่มีใครพูดถึงอีกเลย

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”
    24 ต.ค. 2564

    00:01 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 07:41 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์