ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เจ้าบ้านเจ้าเรือน

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: "ติ๊ก เจษฎาภรณ์" ประกบ "ศรีริต้า" ใน "เจ้าบ้านเจ้าเรือน"


    แพรขาวสุดทนกราดเกรี้ยวใส่ไรวินท์ ว่าเขาวางแผน แยกเตียงเนียนๆ จงใจทรมานเมียชัดๆ ถ้าเป็นตนจะไปหาสามีใหม่เสียให้เข็ด...ไรวินท์ไม่พอใจ ร่างเลือนหายไปดื้อๆ เธอโวยไล่หลัง เถียงไม่ได้ก็หายตัวหนี เขาใจร้ายมากทำเหมือนจับเมียขังไว้รู้บ้างไหม

    เช้าวันใหม่ เกสรให้เนยเอาแม่กุญแจไปใส่ประตูห้องเก็บของ ซึ่งก็คือห้องสีนวลเพราะเกรงชมพูจะเดินเข้าไปอีก สีนวลนั่งเก้าอี้ริมหน้าต่างหันขวับมามองยังประตูตาแดงก่ำไม่พอใจ

    แพรขาวทำงานอยู่ที่สำนักงาน สาโรจน์โทร.นัดคุยเรื่องเดิมวันเสาร์หรืออาทิตย์ก็ได้ แพรขาวจึงบอกว่าตนต้องทำงานเลิกสามทุ่ม มีอะไรให้พูดมาตอนนี้เลย เขารวบรัดว่าวันเสาร์สามทุ่มจะไปรอร้านข้าวต้มเงาไผ่ปากซอย แล้ววางสายไป แพรขาวไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธ

    พอวันเสาร์ ขณะที่แพรขาวเดินมาส่งคณะลูกค้า ได้ยินเสียงมาตาโวย รปภ.ให้เอารถที่จอดอยู่ออกไป อ้างเป็นที่จอดประจำของเธอ รปภ.งงๆอยู่พักใหญ่กว่าจะยอมไปตามเจ้าของรถ พอเข้ามาข้างใน มาตาก็ติพนักงานที่กำลังทำงานอยู่เหมือนเป็นเจ้าของร้าน จารุวรรณแอบหมั่นไส้แต่ก็เอาใจอย่างรู้งาน นำไวน์มาเสิร์ฟ ยังโดนโวยไม่ถูกใจให้ไปเปิดขวดใหม่ พอมาตาเห็นแพรขาวก็เหน็บแนมดูแลงานให้เรียบร้อยกว่านี้ แพรขาวไม่อยากมีปัญหารับคำเลี่ยงออกไป

    ระหว่างวัน แพรขาวได้ยินเสียงหัวเราะของมาตาออกมาจากห้องลลิต จารุวรรณนินทา “มันหาเรื่องหนูอยู่ตลอด มันหึงหนูกับนาย มันมาทุกวันเลยนะพี่ แล้วพี่ก็รู้ว่านายชอบมาพูดเล่นกับพวกเรา โธ่ นายแกก็ดีกับลูกน้องทุกคน พูดเล่นได้ไม่ถือตัว ลูกน้องที่ไหนก็ชอบทั้งนั้น”

    แพรขาวเห็นว่าจารุวรรณก็ชอบลลิตจึงบอกให้อดทน ที่นี่งานดีเงินก็ดี แต่ในใจตัวเองยังไม่รู้จะทนได้นานแค่ไหน...

    พอหัวค่ำ มาตาหลับอยู่ในห้องลลิต เขาจึงออกมาจากห้อง พอเห็นแพรขาวก็รีบบอกว่าจะมีลูกค้าญี่ปุ่นเข้ามาให้ช่วยอยู่ต้อนรับด้วย เธอรับคำ ไม่ทันไรมาตาเดินออกมาโวยว่าแพรขาวชอบลอยหน้าลอยตาคุยกับลลิต ไม่รู้จักทำงาน ลลิตหันมาเอ็ดไม่ได้คุยตนกำลังสั่งงาน มาตาเหวี่ยงสั่งงานอะไรนานสองนาน แพรขาวรีบเลี่ยงหนี ลลิตหน้าตึงใส่มาตา

    “ขืนปากอย่างนี้ คนลาออกหมดแน่ คนเดือดร้อนคือพี่นะไม่ใช่เธอ” ลลิตเดินกลับเข้าห้อง มาตาวิ่งตามเข้าไป ไม่ทันไรก็มีเสียงหัวเราะหยอกล้อกันดังออกมา แพรขาวถอนใจ

    ต๊อกโผล่หน้ามา แพรขาวนึกได้บอกเขาว่าวันนี้ไม่ต้องไปส่งเพราะตนมีธุระจะกลับเอง ต๊อกเป็นห่วงรีบถามกลับอย่างไร เธอบอกนั่งรถปากซอยแล้วต่อมอเตอร์ไซค์เข้าบ้าน เขาย้ำเป็นนัยๆว่าอย่ากลับเข้ามาอีก แพรขาวงงถามทำไมหรือ ต๊อกไม่ตอบแต่ส่งกล่องข้าวที่ล้างสะอาดคืนให้ ขอบคุณที่สงสารคนอดอยากอย่างตน พอแพรขาวเดินไป ต๊อกก็พึมพำ

    “ตอนกลางคืน พี่อย่าเข้ามาอีกนะ มัน...นรก อย่ากลับมาเลย” แพรขาวได้ยินแว่วๆหันมาถามว่าพูดอะไร ต๊อกปิดปากนิ่งเฉมองไปทางอื่น แพรขาวงงๆ มาถึงร้านข้าวต้ม สาโรจน์นั่งรออยู่ก่อน เขาทักถามเรื่องงานที่ทำหนักไหม เธอรับว่าเหนื่อยเพราะเสาร์อาทิตย์ลูกค้าเยอะ แล้วเธอก็เร่งให้เขาคุยธุระมาเพราะอยากกลับไปหาลูก

    “คือ...คราวนี้คุณพัสกรใช้ไม้แข็ง จะฟ้องหย่า ถ้าหากว่าเขาชนะ เขาก็จะขอให้ศาลสั่งให้เขามีอำนาจ ปกครองบุตรแต่เพียงฝ่ายเดียว พูดง่ายๆคือคุณต้องให้ลูกไปอยู่กับเขา”

    แพรขาวใจหายหน้าซีด สาโรจน์เห็นแล้วรู้สึกใจอ่อนเป็นห่วง ถามเธอทานอะไรมาหรือยัง หรือมัวแต่ทำงาน

    เธอไม่ตอบลุกพรวดเดินออกจากร้าน เขาตกใจรีบตามบอกให้เธอใจเย็น เรายังตกลงกันได้ คนในร้านมอง แพรขาวจะแหวใส่จึงเบาเสียงลง

    “คุณทนาย...งั้นคุณฟังฉันนะ พี่กรเป็นฝ่ายที่นอกใจฉัน เอาเมียใหม่เข้ามาในบ้าน แล้วเขายังมีหน้า มาฟ้องฉันอีกหรือ”

    สาโรจน์แจ้งว่าพัสกรจะฟ้องข้อหาเธอทิ้งเขาไปมีผู้ชายคนใหม่ แพรขาวยิ่งโกรธ ว่าบ้าไปใหญ่แล้ว จงใจหาเรื่องใส่ความกันชัดๆ สาโรจน์จับตามองแล้วถามเธอไม่ได้มีคนใหม่หรือ

    “ไหนล่ะคะ คุณบอกมาเลยสิคะว่าฉันไปมีใครที่ไหน ไหนๆคุณก็สืบรู้มาหมดแล้วนี่ เอาให้แน่นะคะ ไม่งั้นฉันจะฟ้องกลับแน่”

    “ถ้าอย่างนั้น ผู้ชายที่อยู่ในบ้านเช่าหลังที่คุณอยู่ ที่เจ้าของบ้านอยู่กันเพียงสามแม่ลูกล่ะครับ” แพรขาวชะงักถามเขาหมายถึงใคร ในบ้านไม่มีผู้ชายสักคน “ก็ชายหนุ่มที่ลูกสาวคุณเรียกว่าคุณลุง” แพรขาวอ้าปากค้าง สาโรจน์ย้ำ “คุณพัสกรบอกว่าเห็นผู้ชายคนนี้ทุกครั้งที่เขามาหาคุณที่บ้านนี้ และเคยโดนเขาทำร้ายด้วย”

    เกมพลิก...แพรขาวตั้งสติค่อยๆพูดอย่างคนมั่นใจ “คุณทนายคะ ฉันไม่รู้ว่าพี่กรกำลังหมายถึงใคร ที่ไหน มีตัวตนรึเปล่าหรือแค่สร้างนิยายบ้าบอเพื่อใส่ความหาเรื่องฉันให้ได้ ที่แน่ๆ ฉันไม่เคยมีผู้ชายคนอื่น และในบ้านนั้นมีฉันอยู่กับลูกและเจ้าของอีกสามคนเท่านั้น ฉันว่าพอเถอะค่ะคุณทนายแต่ถ้าคุณเชื่อเขาแล้วมั่นใจว่าจะฟ้องได้แน่ก็เชิญ”

    สาโรจน์อ่อนลงขอให้เธอมาช่วยกันหาทางออก ต่อรองจนยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย เป็นประโยชน์กับเด็ก แพรขาวอึ้งตั้งใจฟัง เขาเล่าว่าเขาทำคดีหย่าร้างมาเยอะ ส่วนใหญ่จะให้ตกลงประนีประนอมกันเท่าที่จะทำได้

    ดีกว่าไปสู้กันในศาล แพรขาวแทรกถามจะแนะนำอย่างไร

    “คุณอย่าเพิ่งปฏิเสธแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะจะทำให้อีกฝ่ายมุ่งแต่จะเอาชนะ ลองคิดดูดีๆ ถ้าคุณย่ารู้สึกว่าจะสูญเสียหลานไปก็ต้องยิ่งสู้ทุกทางเพื่อไม่ให้สูญเสีย แต่ถ้าคุณย่าคิดว่ายังพอคุยกันได้ เจอกันได้ ความอยากเอาชนะก็ไม่เกิด”

    แพรขาวคิดตาม สาโรจน์เน้น ย่าย่อมรักหลาน ยอมพบกันบ้างย่อมดีกว่าตัดขาด ผลดีอยู่ที่ชมพู คงไม่อยากเห็นหลานคนใหม่ได้ในสิ่งที่ชมพูควรได้ไปทั้งหมด แพรขาวจึงถามตนควรทำอย่างไร สาโรจน์ยิ้มอย่างพอใจที่เธอยอมฟัง

    ooooooo

    เมื่อเห็นว่าแพรขาวยังไม่กลับ นลินจึงเอาชมพูขึ้นไปนอนบนห้องด้วย ไรวินท์ยืนรออย่างห่วงๆที่หน้าศาล จนกระทั่งรถสาโรจน์มาส่งแพรขาว เธอมองไปยังเรือนใหญ่ที่ปิดไฟแล้วอย่างคิดถึงลูก แต่เกรงใจไม่กล้าไปปลุก จึงเดินมาที่เรือนเล็ก เสียงไรวินท์ทัก

    “เลยต้องนอนคนเดียวสินะ” แพรขาวกำลังวุ่นวายใจ เหมือนเจอทางสว่าง ไรวินท์ได้ฟังเรื่องราวเธอแล้วเหน็บ “ทนายคนนั้นกล่อมเธอเก่งมาก เขาทำให้เธอยอมไปพบนายของเขาได้”

    แพรขาวแก้ตัวแทนว่าสาโรจน์ให้คำแนะนำที่ดี ไม่ได้เข้าข้างพัสกร ดูแล้วมีเหตุผลดี แต่ตนไม่คิดจะพาลูกเข้าไปหาพวกนั้น จะนัดพบที่ไหนสักแห่ง เป็นที่ที่พวกเขาทำร้ายแย่งลูกไปไม่ได้ ไรวินท์แนะนำให้พาเพื่อนไปด้วย อย่าเพิ่งไว้ใจใคร

    “ถ้าคุณไปกับฉันได้คงจะดี มีทางทำได้ไหมคะ”

    ไรวินท์เศร้าลงบอกเธอก็รู้ว่าตนออกไปจากบ้านนี้ไม่ได้ แพรขาวรีบขอโทษไม่ทันคิด เห็นเขาเศร้าลงก็ปลอบใจ เขาอยู่ที่นี่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใครน่าจะสงบสุข อาจจะดีกว่าตนที่มีแต่เรื่องร้อนไม่รู้จบ หนีเท่าไหร่ก็ไม่พ้น

    “ตราบใดที่ยังเวียนว่ายอยู่ในกิเลส ทั้งความพอใจและไม่พอใจ เธอไม่มีวันหนีพ้นความร้อนจากรักโลภโกรธหลง ต่อให้อยู่ตัวคนเดียวแบบฉันนี่ก็ตาม”

    แพรขาวข้องใจเอ่ยถามทำไมเขาถึงต้องอยู่ที่นี่คนเดียว ไปไหนไม่ได้ เพราะอะไร...ไรวินท์เลือนหายไปดื้อๆ แพรขาวแอบขัดใจ...สีนวลซึ่งมองมาจากข้างบน หัวเราะเยาะหยันเบาๆ

    แพรขาวหลับได้สักพักก็เข้าสู่นิมิตในอดีต...สีนวลนั่งสวมรองเท้าให้ไรวินท์ เขาไม่พูดจาอะไรกับเธอเลย เธอก็ได้แต่มองตามเศร้าๆ จู่ๆเขาหันกลับมา เธอยิ้มดีใจ แต่เขากลับพูดทำนองสั่งว่าคืนนี้มีงานศพไม่กลับมาทานข้าว เธอรีบถามจะให้เตรียมแขนทุกข์ไว้ให้ไหม เขาเสียงขุ่นว่าใส่เครื่องแบบข้าราชการไม่ต้องสวมแขนทุกข์ สีนวลก้มหน้าเหมือนตัวเองทำผิดมหันต์

    ระหว่างทำงานกับวารี สีนวลเอ่ยถามว่าไรวินท์

    เป็นคนไม่พูดมาแต่ไหนแต่ไรแล้วหรือ วารีตอบว่าบางวันเราไม่ได้คุยกันเลยสักคำ ให้สีนวลชวนเขาคุยเพราะเขาคงไม่อยากเอาเรื่องงานที่กระทรวงมาคุยให้ฟัง แล้วปลอบใจว่าที่ไรวินท์กลับดึกดื่นทุกวันเพราะเรื่องงานทั้งนั้น เราควรส่งเสริมสามี ยอมเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อความก้าวหน้าของสามี สีนวลรับคำแต่ค้านอยู่ในใจ

    ร่างแพรขาวที่นอนอยู่กระสับกระส่ายไม่พอใจ เห็นภาพสีนวลกลับเรือนมานั่งทานอาหารค่ำคนเดียวอย่างเศร้าๆ ต่างจากไรวินท์ที่มีความสุขกับอาหารเริดหรูอยู่กับสุดสวาท เขาเพิ่งทราบว่าคุณพ่อเธอป่วยเป็นอัมพาตเพิ่งออกจากโรงพยาบาล สุดสวาทปรับทุกข์เศร้าๆว่า

    “คุณวินท์คงพอทราบนะคะ ดิฉันมีพี่อีกสองคน เกิดจากเมียเก่าคุณพ่อ กับน้องอีกคนเกิดจากเมียน้อย เมื่อคุณพ่อแข็งแรงดีก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะอยู่กัน คนละบ้าน แต่พอคุณพ่อป่วย พวกนี้ก็กลายเป็นปัญหา ดิฉันเกรงว่า...เขาจะถือสิทธิ์ว่าเป็นลูกมาแย่งชิงทรัพย์สินของเรา”

    ไรวินท์เอ่ยถามท่านไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือ สุดสวาทบอกว่าท่านไม่ทำเสียทีจนตอนนี้เขียนหรือพิมพ์ดีดไม่ได้แล้ว เขาแนะนำให้คนอื่นพิมพ์แทนให้ท่านลงชื่อและมีพยานก็ได้ หญิงสาวทำหน้าหนักใจบอกไม่มีญาติคนใดยอมเป็นพยาน เพราะโดนพี่น้องต่างมารดายุแยงจึงอยากขอให้เขาช่วยเป็นพยานให้ร่วมกับเพื่อนของแม่อีกคน...ไรวินท์เห็นสีหน้าเว้าวอนของเธอก็ใจอ่อน บอกให้ทนายร่างมาแล้วตนจะเป็นพยานพร้อมกันต่อหน้าคุณหลวง สุดสวาทขมวดคิ้ว

    “ต้องพร้อมหน้ากันเทียวหรือคะ ดิฉันเกรงว่า...จะไม่สะดวกที่จะนัดเจอพร้อมๆกัน”

    ไรวินท์บอกว่าควรพร้อมหน้าเพื่อเป็นหลักฐานเผื่อเอาไว้ หากเกิดปัญหาจากพี่น้องของเธอภายหน้า สุดสวาทถอนใจรับคำ ทันใดมีเสียงประตูดังแอ๊ด เธอรีบหันไปดูเห็นแม่บ้านอุ่มมาด้อมๆมองๆจึงไล่ให้กลับไปในครัว อุ่มอ้างว่าได้ยินเหมือนเธอเรียก ไรวินท์มองอย่างสงสัย

    จากนั้นสุดสวาทก็พาไรวินท์เข้ามาเยี่ยมคุณพ่อ ร่างกายท่านซูบผอมมาก พอท่านเห็นเขาก็ยกมือข้างที่ไม่ลีบขึ้นอย่างยากลำบากพยายามจะพูดแต่ลิ้นคับปาก ประสมซึ่งนั่งอยู่ในห้องบอกลูกมาก็ดีขอไปอาบน้ำบ้าง ว่าแล้วก็เดินลิ่วไป สุดสวาทเห็นว่าน้ำในเหยือกหมดจึงขอตัวไปเติม

    ร่างแพรขาวที่นอนหลับอยู่บนเตียง เปลือกตาขยุกขยิกอยากรู้ ไรวินท์ซึ่งยืนอยู่ข้างเตียงเปรย “ดูให้ดีนะแพรขาว เหตุการณ์นี้สำคัญมาก เพราะมันคือต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด”

    เปลือกตาแพรขาวขยับเหมือนรับรู้...คุณหลวงพิทักษ์ไผทพยายามตอบคำถามไรวินท์ เมื่อเขาถามท่านทราบหรือไม่ที่สุดสวาทขอให้เขาเป็นพยานในพินัยกรรมของท่าน คุณหลวงส่งเสียงอืออาเบาๆ เขาจึงถามอีก ท่านตั้งใจทำพินัยกรรมยกมรดกให้สุดสวาทและคุณนายเท่านั้นจริงหรือ คุณหลวงนิ่งไม่ส่งเสียง ไรวินท์ถามอีกว่าต้องการแบ่งมรดกให้ใครบ้าง

    “มา...อา...อี...มา...มา...” ไรวินท์พยายามฟังแต่ไม่เข้าใจ คุณหลวงใช้นิ้วเขียนบนท่อนแขนไรวินท์ เขาพยายามสะกดตามอยู่หลายรอบกว่าจะได้ชื่อว่า...มาลาตี

    ก็พอดีสุดสวาทยกชาจีนกลับเข้ามา คุณหลวงบีบแขนไรวินท์ทำนองให้หยุดคุย...จากนั้นสุดสวาทเดินมาส่งไรวินท์ที่รถ เขาทำทีถามถึงชื่อและการงานของพี่น้องต่างมารดาเธอ สุดสวาทจาระไนว่า ลูกเมียเก่าพ่อเป็นผู้ชายสองคน มีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัดกันหมด ส่วนเมียน้อยพ่อมีลูกสาวไม่ทราบทำอะไรเพราะไม่เจอกันนานแล้ว ไรวินท์รวบรวมข้อมูลไว้

    กลับถึงบ้าน ไรวินท์ยังครุ่นคิดเรื่องสุดสวาท สีนวลแอบมองด้วยความหวังว่าสามีจะเข้ามานอนด้วย แต่แล้วก็ผิดหวังอย่างเคย...รุ่งเช้าสีนวลทำหน้าที่ไม่บกพร่อง ทำข้าวต้มรอ ไรวินท์ลงมานั่งทาน เธอก็ชวนคุย เขาประหลาดใจและกลายเป็นความรำคาญจนทำให้เธอน้ำตาร่วง เขาเอ็ด “ร้องไห้ทำไมเรื่องขี้ผงเท่านี้ อะไรจบแล้วก็จบไปเถอะพูดกันต่อก็ยืดเยื้อ...ฉันไปล่ะ”

    แพรขาวรู้สึกสงสารสีนวลจับใจ เสียงไรวินท์ที่ยืนข้างเตียงบอกว่า...นี่มันแค่เพิ่งเริ่มต้น

    ooooooo

    เช้าวันใหม่ในอดีต หญิงสาวสวยคนหนึ่งแต่งตัวทันสมัย มาหาไรวินท์ที่กระทรวง เขาตะลึงเมื่อเธอแนะนำตัวว่า...มาลาตี เป็นลูกสาวอีกคนของหลวงพิทักษ์ไผท ไรวินท์ถามถึงธุระ

    “ดิฉันถูกกีดกันไม่ให้พบคุณพ่อ...กรุณาอย่าคิดว่าดิฉันกล่าวหาคุณพี่สุดสวาท ดิฉันทราบว่าเธอเป็นเพื่อนของท่าน ดิฉันเพียงแต่พูดความจริง หลายเดือนที่คุณพ่อป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนแรกๆแม่ดิฉันก็ไปอยู่เฝ้ารับใช้ท่านตลอด ไม่มีใครห้าม คุณนายก็พอใจเสียอีกที่มีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ คุณพี่สุดสวาทเอง ไปเยี่ยมเพียงประเดี๋ยวประด๋าว ไม่เคยเฝ้าค้างคืน ดิฉันไปผลัดเวรกับแม่ ก็ไม่เคยเจอเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว...แต่พอคุณพ่ออาการดีขึ้นหมอให้กลับบ้าน คุณพี่สุดสวาทก็ไม่ยอมให้เราแม่ลูกไปพบท่านอีกเลย เราทั้งเสียใจทั้งร้อนใจเป็นห่วงคุณพ่อมาก”

    ไรวินท์เห็นมาลาตีซับน้ำตาก็ใจแป้ว เธอเล่าเสียงสั่นที่ตนรู้จักเขาเพราะพ่อเอ่ยถึงให้ฟังบ่อยๆว่าเขาทำงานดีเป็นคนที่พ่อไว้ใจมาก ตนเลยคิดว่าไว้ใจเขาได้พอจะเปิดเผยเรื่องทางบ้าน ไรวินท์จึงบอกว่าถ้าคิดเช่นนั้นก็เล่ามาเถิด มาลาตีหยิบซองสีน้ำตาลออกมา

    ร่างแพรขาวที่หลับอยู่กระสับกระส่าย ไรวินท์รู้ทันเอ่ย “เธอไม่ชอบมาลาตีใช่ไหม เธอเป็นพวกของสีนวล ก็เป็นธรรมดาที่เธอจะรู้สึกเช่นนั้น”

    ภาพในนิมิต มาลาตียังถือซองน้ำตาลกล่าว ตนรู้ว่าสุดสวาทเป็นห่วงมรดก ทั้งที่พ่อยังไม่จากไปเธอ ก็เตรียมให้ทุกอย่างตกเป็นของเธอ อันที่จริงพ่อมีลูกสี่คน พี่ชายทั้งสองไม่สนใจมรดกเท่าไหร่ เพราะต่างมีฐานะกันแล้ว พ่อจึงแบ่งมรดกให้ลูกสาวสองคน...ไรวินท์แทรกว่าคุณหลวงพูดกับเธอหรือ มันต้องมีหลักฐานยืนยัน มาลาตีจึงส่งซองให้บอกนี่คือหลักฐาน

    “เป็นจดหมายที่คุณพ่อเขียนถึงคุณแม่ตอนท่านออกจากโรงพยาบาล ท่านตั้งใจทำพินัยกรรมอยู่แล้วเชิญอ่านสิคะ”

    ไรวินท์เปิดอ่านเห็นว่าเป็นลายมือคุณหลวงจริง เขียนว่าได้ฝากจดหมายนี้กับเฟื้องมาให้ เป็นพินัยกรรมยกบ้านที่มะลิอยู่ให้มาลาตี ส่วนบ้านใหญ่ยกให้สุดสวาท เงินในธนาคารและตึกแถวที่เสาชิงช้าให้แบ่งกันคนละครึ่ง ...โฉนดที่บางรักให้สุดสวาท ที่ดินสีลมให้มาลาตี ของในเซฟ ทองคำและเพชรให้แบ่งกันคนละหีบ ได้เขียนชื่อไว้แล้ว นอกนั้นยกให้ลูกชายทั้งสอง

    มาลาตีร่ำไห้ว่าตนกับแม่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าพบพ่ออีกเลย ไรวินท์ถามมีใครรู้เรื่องนี้บ้าง เธอตอบว่าญาติๆของพ่อทราบดีแต่ไม่มีใครทำอะไรได้ สุดสวาทให้ทนายคนใหม่ร่างพินัยกรรมขึ้นมา ยกทุกอย่างแก่เธอแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่มีใครยอมมาเป็นพยานให้...ไรวินท์ปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วเริ่มเชื่อ มาลาตีพนมมือเข้ามากราบที่อกขอร้องไม่ให้เขาไปเป็นพยานให้สุดสวาท ไรวินท์ผงะไม่นึกว่าเธอจะเข้าประชิดขนาดนี้ ใจเริ่มสั่นสายตามองไปตามเรือนร่างเธอ

    ให้เผอิญบัวน้อยแวะมาเยี่ยมพ่อแม่ที่ร้านข้าวแกงข้างกระทรวง จึงเข้ามาทำเซอร์ไพรส์ แต่พอเห็นมาลาตีกำลังแนบชิดกับไรวินท์ก็น้ำตาร่วง เขาหันมาเห็นแต่ไม่กระโตกกระตากปลอบมาลาตีต่อไป...พอออกมาส่งมาลาตีหน้ากระทรวง เขาก็บอกเธอว่า วันที่เข้าไปเยี่ยมพ่อเธอ ท่านเขียนชื่อเธอให้ทราบ ท่านเป็นห่วงเธอมาก ตนจะหาหนทางช่วย เธอน้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ ไรวินท์เอาผ้าเช็ดหน้าที่สีนวลปักให้เธอซับน้ำตา ดูท่าเขาหลงเสน่ห์เธอเข้าแล้ว มาลาตียิ้มยั่วยวนเดินทอดน่องไปขึ้นสามล้อเพราะรู้ว่าเขายังมองอยู่

    หลังจากเห็นภาพบาดใจ บัวน้อยก็มาร้องไห้กับพ่อแม่ที่ร้าน ทั้งสองได้แต่ปลอบใจ พอไรวินท์เดินเข้ามา บัวน้อยก็วิ่งเข้ากอดร้องไห้ถามผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เขาตอบว่าเป็นลูกเจ้านายเก่ามาขอความช่วยเหลือตนต้องแสดงความกตัญญูต่อนาย คิดว่าตนทำอะไรไม่ดีหรือ เธอปฏิเสธ

    แพรขาวขยับตัวไปมา กำมือทุบที่นอนเบาๆ พ่นลมหายใจแบบเหนื่อยใจออกมา ไรวินท์ยืนมองผ่านมุ้งรู้ว่าเมื่อเธอตื่นขึ้นมาต้องต่อว่ามากมาย จึงเปรย “ฉันเล่าความจริงทุกสิ่งให้เธอรับรู้โดยไม่หลบแอบซุกซ่อนว่าตัวเองเลวเอาไว้แม้แต่น้อย เธอไม่พอใจดอกหรือ...แพรขาว”

    ooooooo

    เช้าวันใหม่ สีนวลคุมสาวใช้ซักผ้าขึ้นตากราว เธอพิถีพิถันถึงขนาดนับทุกชิ้นจึงรู้ว่า ผ้าเช็ดหน้าหายไปผืนหนึ่ง เธอรีบมาค้นที่ตู้เสื้อผ้าไรวินท์ เห็นเขาเตรียมเสื้อผ้าที่ไม่ใช่ชุดทำงานไว้ก็แปลกใจ พอเขาเข้ามาในห้องก็ถามอย่างประหม่า ว่าเขาทำผ้าเช็ดหน้าหายหรือเปล่า

    ไรวินท์ชะงักรู้แก่ใจแต่ทำเป็นไม่พอใจ “เหลวไหลพี่ไม่ใช่เด็กๆจะได้ทำของหาย แล้วผ้าเช็ดหน้ามีเหมือนกันเป็นโหล หาไม่เจอสักผืนสองผืน ทำไมต้องเป็นเรื่องใหญ่ด้วย”

    สีนวลหน้าเสียไม่กล้าถามอีกแต่มองไปยังชุดที่เขาเตรียมไว้ เขากลบเกลื่อนด้วยการบอกให้เธอเอาไปรีดใหม่ให้ทีอ้างว่ายับ ตนจะใส่ออกไปทำธุระให้นายเก่า หญิงสาวแย้งเบาๆว่าวันนี้วันหยุด เขาเสียงเข้มว่าจะออกตอนบ่ายตอนนี้หิวจะกินข้าวเช้า สีนวลรีบออกไปตระเตรียม

    พอไรวินท์ออกจากบ้านไป สีนวลก็มาบ่นกับวารี เธอปลอบอย่าคิดมากเพราะเชื่อว่าลูกชายไม่ได้ทำตัวเหลวไหล สักพักวารีก็มีอาการวิงเวียนจะเป็นลม สีนวลตกใจเรียกบ่าวไพร่เอายาดมมาให้และพาเธอไปนอนพัก จะเรียกหมอมาตรวจแต่เธอห้ามไว้

    ด้านไรวินท์ขับรถมาบ้านมาลาตี มะลิและมาลาตีรอต้อนรับ เขาตะลึงกับชุดเสื้อคอปาดเผยเนินอกอวบอิ่มของมาลาตี...ไรวินท์เห็นภายในบ้านประดับตกแต่ง

    อย่างดี ถ้วยชามแก้วน้ำที่ใช้ก็เนื้อดีเป็นของต่างประเทศ มีรูปครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกที่แสดงออกถึงความรักใคร่กันดี มะลิเปรยว่าของทุกอย่างในบ้านคุณหลวงนำมาใช้ที่นี่ ลำพังตนคงไม่มีปัญญาหาซื้อ ทุกวันนี้เราสองคนแม่ลูกก็ดิ้นรนทำงานหาเงินใช้จ่ายในบ้านเอง ไรวินท์แทรกถามท่านไม่ให้ไว้บ้างหรือ

    “เดือนชนเดือนน่ะค่ะ ให้มากนักคุณนายบ้านใหญ่ก็จะเคือง ตั้งแต่ท่านป่วย เงินทั้งหมดก็อยู่ในมือคุณนาย...” มะลิทำท่าจะร้องไห้ มาลาตีบีบมือปลอบต้องอดทน...

    จนค่ำ วารีดูท่าทางยังเหนื่อยๆ สีนวลเป็นคนนับและเก็บอัฐลงกำปั่นคล้องกุญแจให้ แล้ววารีก็ให้เธอกลับเรือนพร้อมเตือนอย่าปล่อยให้ตัวเองว่างจะคิดมาก หาอะไรทำที่ทำแล้วได้อัฐ สีนวลรับคำเดินออกจากห้อง ไม่ทันไรได้ยินเสียงโครมก็รีบกลับเข้ามาตกใจเห็นวารีฟุบอยู่กับพื้น

    ในขณะเดียวกัน มาลาตีแกล้งปัดน้ำหกใส่ไรวินท์ แล้วรีบเอาผ้าไปเช็ดลูบไล้เนื้อตัวเขาอย่างใกล้ชิด ทำให้เขาต้องพยายามหักห้ามใจดึงผ้ามาเช็ดเอง แต่ไม่วายสัมผัสมือเธออีก...มะลิแอบยิ้มพอใจ แล้วทำทีเปรยว่าตนกับลูกต้องทำงานหนัก มาลาตีเสริมว่าแม่ตื่นแต่เช้ามาทำขนมเพราะมีคนมารับ มะลิชื่นชมว่าลูกสาวก็เก่ง ทำงานแบ่งเบาภาระได้มาก ช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าฝีมือดี

    ไรวินท์เผลอมองชุดที่มาลาตีใส่คอกว้างเน้นทรวงอกอวบอิ่ม แล้วมะลิก็ทำทีเสียใจอยากไปเยี่ยมคุณหลวงสักครั้ง สองแม่ลูกกอดปลอบกัน ไรวินท์สงสารรับปากจะช่วย

    แพรขาวซึ่งยังหลับอยู่ทำหน้าหมั่นไส้ หัวเราะหึๆ ทำให้ไรวินท์ที่อยู่ข้างเตียงสะดุ้งนิดๆ...พอรุ่งเช้า แพรขาวตื่นขึ้นมาก็สวมเสื้อคลุมออกมามองหาตาเขียว พอเห็นไรวินท์ยืนอยู่หน้าศาลก็เดินไปนั่งเก้าอี้สนามท่าทางโกรธๆ เขาออกตัวว่าเธอคะยั้นคะยอให้เล่า และตนก็เลือกที่จะเล่าลำดับเหตุการณ์ที่แท้จริง ไม่ปิดบังสักนิด เธอถอนใจเฮือก เขาบ่น

    “มันยากมากนะ รู้ไหม ที่ต้องเล่าเรื่องตัวเอง ว่าเคยทำอะไรไว้บ้าง”

    แพรขาวกล่าวงอนๆว่าจริง ถึงตรงนี้เขาปิ๊งมาลาตีเข้าแล้ว ไรวินท์แย้งตอนนั้นตนคิดช่วยเหลือในฐานะเพื่อนมนุษย์เท่านั้น แพรขาวเยาะเป็นข้ออ้าง เขามองเธองงๆ

    “คุณเอาความเป็นสุภาพบุรุษมนุษยธรรมสูงส่ง มาใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะพาตัวไปพัวพันกับหญิงคนใหม่และทรยศต่อหญิงคนเก่าๆต่างหากเล่า”

    แพรขาวลืมตัวแสดงอาการโกรธ

    แพรขาวอาบน้ำแต่งตัวเดินมาที่เรือนใหญ่ด้วยความคิดถึงลูกเห็นว่ายังไม่ตื่น นลินคุยโทรศัพท์กับแฟนอยู่จึงโบกมือทักทาย เนยชมว่าชมพูน่ารักไม่งอแงแค่บ่นคิดถึงแม่เท่านั้น แพรขาวขอขึ้นไปหาลูก สมพรแซว

    ไม่รู้ลูกติดแม่หรือแม่ติดลูกกันแน่ ทุกคนหัวเราะเบาๆ แพรขาวเขินเดินขึ้นบันได...ทันทีที่เธอก้าวขึ้นมาข้างบน สีนวลซึ่งอยู่ในห้องเก็บของหันขวับมามองตาวาว

    แพรขาวรู้สึกเย็นยะเยือกเหมือนมีลมหนาวพัดมาปะทะ ทันใดก็มีเสียงประตูแง้มตามด้วยเสียงหัวเราะของชมพู เธอจึงเลี้ยวไปห้องเก็บของ มองผ่านประตูที่มีแสงลอดออกมา เห็นชมพูนั่งเล่นอยู่คนเดียว จึงทักลูกตื่นแล้วหรือ สีนวลซึ่งยืนอยู่แต่แพรขาวมองไม่เห็นแสยะยิ้มรอ แพรขาวเรียกชมพูให้ออกมาหา ชมพูกลับหันมองนิ่ง หน้าซีดจนเธอตกใจจะเข้าไปหา เป็นจังหวะที่ชมพูตัวจริงวิ่งมาด้านหลังร้องเรียกแม่ ตนอยู่นี่...เธอได้สติหันมามองลูก แล้วหันกลับไปมองในห้องเก็บของ ทุกอย่างว่างเปล่า มีเพียงหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ เนยวิ่งตามขึ้นมาแปลกใจที่ประตูห้องเก็บของเปิดได้อย่างไร ตนใส่กุญแจใหม่กับมือ แพรขาวกอดชมพูคิดว่าตัวเองตาฝาดไปเอง

    ooooooo

    วันนี้แพรขาวพาชมพูมาเดินห้างแบบโลตัส ระหว่างที่เลือกซื้อหนังสือ ชมพูเห็นมุมขายตุ๊กตาก็เดินเข้าไปดูด้วยความอยากได้ มีชายฉกรรจ์สองคนจับตามองอยู่ พอแพรขาวหันมาไม่เห็นลูกก็ตกใจวิ่งหาลนลาน ชมพูกลับมาที่แผงหนังสือไม่เห็นแม่ก็ตกใจมองหารอบตัว

    ชายสองคนเข้ามาหาอ้างจะพาไปหาแม่ ระหว่างนั้นแพรขาวกำลังแจ้งประชาสัมพันธ์ประกาศเรียกชมพู พอหนูน้อยได้ยินชื่อตัวเองก็ชะงักบอกชายทั้งสองว่าเสียงนั้นเรียกตน ชายทั้งสองเห็นท่าไม่ดีก็อุ้มชมพูจะพาออกไปขึ้นรถ หนูน้อยจึงดิ้นร้องไห้ รปภ.เข้ามาดู ชายทั้งสองอ้างว่าลูกร้องจะเอาของเล่น อายเขาจึงจะพากลับ ...ขณะเอาเด็กขึ้นรถ สาโรจน์โผล่มาสั่งให้ปล่อยเด็ก ทั้งสองเห็นสาโรจน์ก็จำได้ รีบบอกว่าคุณนายแถบทิพย์สั่งให้ตนมาเอาหลาน

    “จริงเหรอ...ใครใช้พวกแกมากันแน่” สาโรจน์ ไม่เชื่อ

    ชายทั้งสองไม่รู้จะทำอย่างไรจึงเข้าชกสาโรจน์ แต่แล้วกลับสู้เขาไม่ได้ ต้องหนีเตลิดกันไป สาโรจน์พลาดกระแทกพื้นข้อศอกแตก แต่ก็ยังรีบเข้ามาหาชมพูถามจำตนได้ไหม หนูน้อยพยักหน้าแต่ยังร้องไห้จะหาแม่ เขาจึงพามาหาแพรขาวที่ประชาสัมพันธ์ เธองงเขามาได้อย่างไร

    สาโรจน์ยอมรับว่าเขมินีให้ตามดูชีวิตประจำวันของเธอ นับว่าโชคดีที่ทำให้ช่วยชมพูไว้ได้ แต่แพรขาวหาว่าเป็นแผนการของเขา สาโรจน์บอก “สองคนนั่นเคยทำงานที่บริษัทจริง แต่ออกไปนานแล้ว โอเค คุณมีสิทธิ์จะคิดแบบนั้น แต่ผมขอบอกว่าคุณเขมกับผมไม่รู้เรื่องจริงๆ”

    แพรขาวพึมพำว่าคุณย่าก็ไม่น่าจะทำ สาโรจน์ว่า มีเพียงคนเดียวที่ทำได้ ชมพูโพล่งขึ้น...คุณพ่อ...ทั้งสองสะดุ้ง ชมพูบอกต่อว่าพ่ออยากให้ตนไปอยู่ด้วย แต่ตนไม่ไปตนจะอยู่กับแม่ ตนไม่ทิ้งแม่เด็ดขาด สาโรจน์อึ้งกับความรักของสองแม่ลูก

    พัสกรอารมณ์เสียฟังลูกน้องทั้งสองกลับมาหลอกว่าไม่มีโอกาสเข้าใกล้ชมพูได้เลย เพราะแพรขาวอยู่ใกล้ชิดตลอด และที่พวกตนหน้าบวมเพราะเดินชนเสา แต่จะหาโอกาสเอาตัวชมพูมาให้ได้ ทั้งสองขอเบิกค่ารถเพิ่ม พัสกรจำต้องจ่ายเพราะเชื่อคนง่าย

    สาโรจน์กลับมารายงานเขมินี เธอโมโหที่น้องชายจะทำเสียเรื่องอีก ทำแบบนี้ไม่รู้เลยหรือว่าเด็กเสียสุขภาพจิตหมด แล้วฉุกคิดอาจพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ ถ้าแพรขาวเห็นสาโรจน์เป็นฮีโร่ ก็จะง่ายกับการตกลงเงื่อนไข พลันเห็นแผลเลือดซึมที่ข้อศอกสาโรจน์ เขมินีรีบเอายาจะใส่ให้ แต่เขาชิงดึงมาขอใส่เอง เธออึ้งรู้สึกเสียหน้าที่แสดงความห่วงใยมากไป

    แพรขาวกลับบ้านจุดธูปนำกุหลาบขาวมาไหว้ศาล และกล่าว “คุณวินท์คะ นับวันฉันยิ่งมีปัญหาซับซ้อนมากขึ้น แต่บางเรื่องฉันคงจะขอให้คุณช่วยไม่ได้ ขอบคุณที่คอยช่วยเหลือฉันหลายอย่าง ถ้าฉันตอบแทนอะไรคุณได้ เช่น...ถ้ามีวิธีไหนที่เราจะช่วยกัน หาทางให้คุณออกไปจากที่นี่ได้ ได้ไปสู่ที่ชอบๆ ฉันก็จะพยายามทำให้ได้นะคะ”

    ไรวินท์ปรากฏตัวหลังจากที่เธอเดินกลับเข้าบ้าน เขารับรู้ถึงมิตรภาพที่เธอมีให้....ตกดึก แพรขาวนั่งทำงาน หยิบนามบัตรสาโรจน์มาดู ชั่งใจจะตกลงตามที่เขาแนะนำดีหรือไม่ แต่แล้วก็ชะงักเก็บไว้ก่อน เสียงเปียโนดังขึ้น แพรขาวยิ้มดีใจรีบไปล้มตัวนอน

    เสียงเปียโนคืนนี้ดูหนักหน่วงทำนองปลดปล่อยอารมณ์ แพรขาวเดินมา เขาถามมีเรื่องอะไรหนักใจ เธอบอกเปล่า เขาท้วง “ถ้าตอบว่าเปล่าก็แสดงว่ามีเรื่องอยู่เต็มอก เรื่องหนูชมพูรึ”

    แพรขาวว่าตนพอจัดการได้ แค่ขอเวลาคิดทบทวนสักหน่อยแล้วขอบคุณ ไรวินท์ฉงน เธอบอก “ก็ขอบคุณที่เป็นห่วงไงคะ คุณทำให้ฉันนึกถึงพ่อแม่ ถ้าท่านยังอยู่ คงถามเหมือนคุณ”

    “แพรขาว...เธอคือคนที่มีตัวคนเดียวจริงๆด้วย”

    “พ่อแม่ฉันที่เสียไปตั้งแต่ยังเรียน ไม่ยักเคยมาให้เห็นแบบคุณบ้างเลย หรือท่านคงไปสวรรค์แล้วนะคะ...สวรรค์มีจริงไหมคะ” แพรขาวมองไปบนท้องฟ้าเศร้าๆ

    ไรวินท์มองด้วยความสงสารไม่ตอบอะไร แพรขาว ยักไหล่หันมาเปลี่ยนเรื่อง ตกลงเขาทำอย่างไรต่อเรื่องมาลาตี...ไรวินท์พูดติดตลกว่า ตนต้องทำตัวเป็นสายลับเข้าไปสืบข่าวที่บ้านสุดสวาท แพรขาวขำก่อนจะเข้าไปดูเรื่องราวในอดีตของเขาต่อ

    ไรวินท์เอาแผ่นเสียงมาฝากสุดสวาทอ้างให้เธอฟังจะได้คลายความร้อนใจได้บ้าง หญิงสาวบอกได้ทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว ครูใหญ่โรงเรียนเก่าของตนจะมาร่วมเป็นพยาน ไรวินท์แอบวิตก แต่พอเข้ามาอยู่ต่อหน้าคุณหลวง สุดสวาทกับแม่พยายามจับมือท่านให้เซ็นชื่อ

    แต่ท่านก็ปล่อยปากกาทิ้งไม่ยอมเซ็นจนสองแม่ลูกเหนื่อยใจ ไรวินท์แอบเบาใจที่ไม่สำเร็จ หาข้ออ้างว่าคุณหลวงอาจจะอยากพบหน้าลูกๆทุกคนพร้อมหน้า สุดสวาทหน้าเสีย เผลอออกอาการโมโห

    “แยกย้ายแตกกระสานซ่านเซ็นขนาดนั้น กว่าจะตามตัวเจอ อาการคุณพ่อจะทรุดไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ไม่ทราบ เห็นจะไม่ทันกาล”

    “เอ...แต่มีน้องสาวของคุณคนหนึ่งที่อยู่พระนครไม่ใช่หรือครับ รีบเรียกตัวมาน่าจะได้”

    สุดสวาทโพล่งออกมาว่าลูกเมียน้อย แล้วปัดว่าไม่ได้ อ้างสองแม่ลูกนี้ร้ายกาจ ทั้งงกทั้งโลภ เธอเล่าว่าพ่อหลงเมียน้อยมาก ทุ่มเทให้หมด หาเงินได้กี่หมื่นกี่แสนก็ทุ่มไปให้ ไรวินท์ให้เห็นแก่อาการป่วยของคุณหลวง ท่านป่วยขนาดนี้จะหยิบยื่นเงินให้อีกได้อย่างไร

    “พวกมันมีวิธีค่ะ เหมือนกับที่มันไปเป่าหูญาติพี่น้องของดิฉันทุกคนไม่ให้ยอมมาลงชื่อในพินัยกรรมไงคะ พวกนั้นก็บ้าสิ้นดีหลงเชื่อมันไปหมด”...

    ค่ำวันเดียวกัน ไรวินท์แวะมาส่งข่าวมาลาตีที่บ้าน เธอเสียใจมากและถามอาการของพ่อ คร่ำครวญตนวาสนาน้อยไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อครั้งสุดท้าย ไรวินท์เอื้อมมือไปอยากปลอบแต่ยับยั้งเอาไว้ได้

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 20:10 น.