ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เจ้าบ้านเจ้าเรือน

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: "ติ๊ก เจษฎาภรณ์" ประกบ "ศรีริต้า" ใน "เจ้าบ้านเจ้าเรือน"


    เวลาผ่านไป ทารกน้อยในวัยหกเดือน ยิ้มหัวเราะหัวใคร่อยู่ในอ้อมแขนสีนวล ลูกค้าที่มารับน้ำอบต่างชื่นชม วารีเห็นไรวินท์จะออกไปข้างนอกทั้งที่วันนี้เป็นวันหยุดจึงเรียกไว้ เขาอ้าง

    “ผมต้องรีบไปก่อนนะแม่ ต้องไปคุยเรื่องสามจังหวัดใหม่ที่บ้านนาย”

    “อ๋อ...พิบูลสงคราม พระตะบองกับ...นครจำปาศักดิ์นั่นหรือ แล้วกลับค่ำไหมรีบไปรีบมาล่ะ เย็นนี้แม่มีน้ำพริกแมงดากับแกงเลียงของโปรดลูกนะ”

    ไรวินท์พยักหน้าแล้วเดินออกไป สีนวลมองด้วยความระแวง...และแล้วไรวินท์ก็มาบ้านมาลาตี เล่นเปียโนให้เธอร้องเพลงอย่างมีความสุข พอตกเย็นเขาเริ่มมองนาฬิกา มาลาตีเห็นทำทีชวนคุย ไม่รู้อนาคตข้างหน้าของตนกับแม่จะเป็นอย่างไร ไรวินท์ปลอบไม่น่ากังวล เพราะเรามีหลักฐานพินัยกรรมที่ท่านเขียนให้แม่ของเธอ แถมเงินค่าจ้างอาเล็กห้าพันก็จ่ายไปแล้ว มาลาตีเย้ายวนชวนให้เขาต้องกลับมาหาบ่อยๆ

    ที่เรือนสีนวลเตรียมอาหารโปรดของไรวินท์ไว้เต็มโต๊ะ วารีเห็นว่าเขายังไม่กลับมาเสียทีจึงชวนสีนวลทานกันก่อน ไม่ทันลงมือไรวินท์เข้ามายืนหน้าแป้น ชมอาหารหอมฉุยน่ากินที่สุด สีนวลดีใจหน้าบาน ไรวินท์เข้าไปหอมลูกน้อย เย้าแหย่น่าเอ็นดู

    หลังทานอาหารเสร็จเขาก็เล่นกับลูกในเปล แล้วบอกวารีว่าพรุ่งนี้จะอยู่บ้านทั้งวัน แม่มีอะไรให้ทำก็บอก วารีแทบไม่เชื่อหูตัวเอง สีนวลได้ยินดีใจ วารีเปรย “เขาว่าลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจพ่อแม่ ก็แบบนี้เห็นไหมล่ะ พอมีลูกก็รักลูก กลับมาหาลูกไม่ไปไหน”

    สีนวลไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่...วันเวลาผ่านไป หนูน้อยอายุได้สิบเดือน ไรวินท์ยังเห่อกลับมาเล่นกับลูกบ่อยๆ เขาพยายามสอนให้ลูกเรียกพ่อ สีนวลก็ช่วยให้ลูกเรียกพ่อสมใจเขา พอลูกเรียกพ่อออกมา ไรวินท์ร้องเรียกวารีให้มาฟังด้วยความตื่นเต้น

    วันต่อมา ไรวินท์ทำงานอยู่ที่กรม ลูกน้องเอารูปครอบครัวขนาดใหญ่ที่เขาให้ไปใส่กรอบห่อกระดาษมาส่งให้ เผอิญสุดสวาทแวะมา ไรวินท์รีบเก็บรูปบอกเธอว่าเป็นรูปท่านรัฐมนตรี แล้วชวนเธอออกไปทานกาแฟร้านข้างกรม

    หน้าตาสุดสวาทมีความสุข มาให้ไรวินท์แสดงความยินดีที่เพิ่งไปฟังศาลตัดสินคดีมรดก เธอชนะคดี ไรวินท์ชะงักแต่ฝืนแสดงความยินดีด้วย แล้วถามทำไมหลักฐานทางมาลาตีสู้ไม่ได้ สุดสวาทเล่าด้วยน้ำเสียงสะใจ “มันไปจ้างคุณอาเล็กมาเป็นพยาน อาเล็กเป็นคนหลักลอย ฐานะก็ยากลำบากจนง่อนแง่น มารับจ้างนังเมียน้อยคุณพ่อ ให้การเลอะๆเทอะๆ...”

    ไรวินท์ฟังสุดสวาทเล่าว่าพยานของตนคือลุงผาด เด็ดขาดมั่นคง พูดจาน่าเชื่อถือกว่าอาเล็ก และยังมีจดหมายลายมือพ่อมาเปรียบเทียบกับจดหมายที่มาลาตีกับแม่บอกว่าเป็นพินัยกรรม ทั้งสีน้ำหมึกและตัวอักษรบางตัวไม่เหมือน ทำให้จดหมายนั้นเป็นของปลอมไป ไรวินท์หน้าซีด

    หลังเลิกงาน ไรวินท์รีบมาหามาลาตี เธอโผกอดเขาร่ำไห้ “พี่วินท์ พี่หายหน้าไปจนนึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว...ถ้าพี่ไม่มาวันนี้ มาลาตีก็จะขอรอ รอต่อไปทีละวันๆ ด้วยความหวัง จะกี่เดือนกี่ปีก็จะคอย”

    ไรวินท์แทบใจละลายบอกเธอว่าตนมาแล้ว...และถามคนในบ้านไปไหนหมด มาลาตีเสียงเศร้าบอกว่าแม่ไปถือศีลที่วัด คนใช้ในบ้านก็ให้ออกไปหมดเพราะไม่มีปัญญาจะจ่ายค่าจ้าง ตอนนี้ตนทำทุกอย่างในบ้านเอง ไรวินท์ออกปากมีอะไรให้ช่วยบ้าง เขาเสียใจด้วยเรื่องคดี

    มาลาตีร้องไห้โฮที่ไม่อาจรักษามรดกของพ่อไว้ได้ ไรวินท์กอดปลอบจะดูแลเธอเอง...ทั้งบรรยากาศและอารมณ์ในคืนนั้น ทำให้มาลาตียอมเป็นของไรวินท์ เพื่อเกาะเขาเป็นที่พึ่งต่อไป

    แพรขาวผิดหวังถึงกับต่อว่า “ในที่สุดคุณก็ทรยศต่อครอบครัวสินะ คุณวินท์”

    ไรวินท์เลือนหายไปไม่มีคำโต้แย้งใดๆ แพรขาวยิ่งหงุดหงิดไม่ได้ดังใจ

    ooooooo

    สาโรจน์มาสอบถามร้านทำผมใต้คอนโดถึงดิว เจ้าของร้านบอกว่าพัสกรก็มาถามและจะให้เงินห้าพันถ้าตนแจ้งไปว่าดิวมาที่ร้าน เขาต้องการมาง้อเมีย ด้านเขมินีพยายามติดต่อพัสกรเท่าไหร่ก็ไม่ได้ แถบทิพย์เสียใจคิดถึงลูกชาย พอสาโรจน์มาบอกว่าได้ข่าวพัสกร ทั้งสองดีใจ

    แล้ววันหนึ่งพัสกรก็ได้รับแจ้งว่าดิวมาที่ร้านทำผม เขาขับรถสปอร์ตคันใหม่มาจอด ไม่ทันจะเข้าไปในร้าน เขมินีประคองแถบทิพย์มาขวางหน้า บอกให้กลับบ้าน เขาโวยอยากกลับเมื่อไหร่จะกลับเอง...ในร้านดิวกำลังคุยจ้อกับช่างเสริมสวย เขมินีบอกพัสกรไม่ให้พาดิวสิบแปดมงกุฎกลับไปเด็ดขาด แถบทิพย์ก็ขอร้องลูกชายให้เลิกกับดิวแล้วไปรับชมพูกับแพรขาวกลับมา

    พัสกรโวยวายอย่ามาบังคับ ตนโตแล้ว สาโรจน์ช่วยปรามให้คุยกันดีๆ พัสกรโมโหทำท่าจะต่อย แถบทิพย์ห้าม พัสกรชี้หน้าด่าว่าสาโรจน์เกาะพี่สาวเขากิน สาโรจน์อึ้ง...เจ้าของร้านเห็นนอกร้านมีเรื่องวุ่นๆ พยายามไม่ให้ดิวหันไปเห็น กลัวจะหนีแล้วจะไม่ได้ค่าจ้าง

    เขมินีขวางพัสกรไว้ขอโทษสาโรจน์แทน แล้วบอกแถบทิพย์ให้ปล่อยพัสกรไป เขาตาบอดไปแล้ว ตัดหางปล่อยวัดไปเลย แถบทิพย์ร่ำไห้ พัสกรสะบัดวิ่งมาที่ร้าน ดิวเห็นในกระจกรีบหนีออกหลังร้าน พัสกรเข้ามาในร้านไม่เห็นดิวก็ปรี๊ดแตก พังข้าวของในร้านระเนระนาด

    ในวันเดียวกัน ลลิตเดินทางกลับมาพบว่าเด็กในร้านลาออกไปสามคนรวมทั้งจารุวรรณ ก็เรียกปีมาสอบถาม ยิ่งพอรู้ว่าแพรขาวส่งจดหมายลาออกไว้บนโต๊ะ เขาเดือดปุดๆรีบโทรศัพท์หาแพรขาว เธอกำลังเข้าประชุม เห็นว่าลลิตโทร.มาก็ย่องออกมารับสายนอกห้องประชุม

    แพรขาวยอมรับว่าลาออกแต่จะทำพรุ่งนี้วันเสาร์อีกหนึ่งวัน เขารีบบอกว่าไม่อนุญาตให้เธอออก อยากได้อะไรให้บอก มาตายืนฟังด้วยความไม่พอใจ แพรขาวบอกลลิตว่าไม่ต้องการอะไรเลยแค่จะทำให้ครบเดือน แล้วตัดบทว่าตนกำลังมีประชุม รีบวางสายไป

    ลลิตฮึดฮัดโมโหมาก ตะโกนเรียกมาตาลั่น เธอเดินเข้ามาถาม “อีแพรขาวมันใส่ไฟอะไรมาตา แล้วพี่ก็เชื่อมัน”

    ลลิตกราดเกรี้ยวบอกแพรขาวไม่ได้พูดอะไรเลย แล้วด่ามาตาว่าเป็นอีโรคจิต มาตาตกใจไม่เคยเห็นกราดเกรี้ยวใส่แบบนี้ ไม่เพียงแค่นั้น ลลิตลากเธอเข้าห้องตบตีไม่ยั้ง ต๊อกตัดหญ้าอยู่ที่สนามใต้หน้าต่าง ได้ยินเสียงร้องของมาตาก็สะใจ

    สาโรจน์สีหน้ายิ้มกริ่มที่แพรขาวโทร.มาปรึกษาว่าพรุ่งนี้ควรไปทำงานที่สปาดีไหม เขาแนะนำให้ไปทำและพูดจาดีๆขอลาออก แล้วเขาก็เล่าเรื่องพัสกรไม่กลับบ้าน แพรขาวรู้ว่าถ้าเขาคิดจะทำอะไรต้องทำให้ได้ หมดเงินก็กลับมาเอง สาโรจน์แย็บ

    “คุณแพรลองคิดเรื่อง...กลับมาอยู่กับคุณท่านสักหน่อยก็ดีนะครับ คุณท่านป่วยกระเสาะกระแสะมากขึ้น หนูชมพูคือหลานคนเดียวของท่าน แล้วคุณท่านก็คือญาติผู้ใหญ่คนเดียวของหนูชมพู ไม่ใช่หรือครับ” พูดไปแล้วสาโรจน์ก็ใจหายไม่อยากให้แพรขาวทำตามที่ตนพูด

    เย็นวันนั้นชมพูวิ่งเล่นอยู่กับเนยที่สนาม ทันใดไรวินท์ปรากฏตัวขึ้นมองไปยังท่าน้ำ ชมพูยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น เห็นลลิตยืนอุ้มตุ๊กตาคิตตี้ตัวโตอยู่ มีต๊อกถือของอีกมากมายข้างหลัง

    “สวัสดีจ้ะหนู ช่วยเปิดประตูให้คุณลุงหน่อยสิคะ”

    ชมพูถอยมาชนไรวินท์แต่ไม่มีใครมองเห็น เขาจุ๊ปากไม่ให้เรียก เนยบอกลลิตว่าต้องไปเอากุญแจให้รอสักครู่ ต๊อกเงอะงะวางของลงแล้วกลับไปรอที่เรือ ลลิตโวยวาย “อ้าวเฮ้ย...ไอ้เซอะ ข้าวของกูซื้อมาแพงๆจะวินาศหมดก็เพราะไอ้พวกสวะอย่างมึงเนี่ย”

    ชมพูตกใจกลัว ลลิตเห็นรีบปรับท่าที ยิ้มแย้มบอกว่าซื้อคิตตี้จากญี่ปุ่นมาฝาก ชมพูยิ้มแหยๆอยากได้แต่ก็กลัวๆ...ลลิตวางของทุกอย่างลงตรงหน้าเกสรกับสมพร จาระไนว่ามีอะไรบ้าง ทุกอย่างมาจากญี่ปุ่นตั้งใจเอามาฝากเพราะเราเป็นเพื่อนบ้านกัน สมพรแปลกใจที่เขาต้องมาด้วยตัวเองเพราะฝากแพรขาวมาก็ได้ ลลิตจึงบ่นเรื่องแพรขาวลาออก สมพรสบตากับเกสรงงๆ

    ตกค่ำแพรขาวกลับมาพบของฝากมากมายของลลิต สมพรบอกลลิตไม่อยากให้เธอลาออก เกสรปรามลูกสาว ให้แพรขาวตัดสินใจเอง นลินแปลกใจแค่พนักงานจะลาออก เจ้านายต้องเอาของกำนัลมาให้ขนาดนี้เชียวหรือ เกสรก็เห็นว่าผิดปกติแล้วถอนใจเปรยเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวนี่อยู่ยากจริงๆ แพรขาวยืนกรานจะต้องอยู่ให้ได้

    คืนนั้นแพรขาวออกมาคุยกับไรวินท์ เล่าเรื่องลลิตให้ฟัง ไรวินท์น้ำเสียงน้อยใจ “ฉันเฝ้าห้ามเธอเท่าไหร่ เธอไม่เคยฟัง แต่ทนายนั่นพูดแค่หนเดียวเท่านั้น...”

    “เขาก็พูดหลายหนนะคะ แล้วก็มีงานอื่นมาเสนอเป็นทางเลือกให้ด้วย อีกอย่าง...คุณลลิตก็เคยจะเอาสร้อยแก้วตาเสืออะไรนั่นให้ฉันสวม”

    “แล้วเธอจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ไรวินท์พูดด้วยรู้ดีอยู่แล้ว

    แพรขาวนึกจำได้ว่าไม่ได้ดื่มน้ำอะไรของเขาเลย แต่พอมองสร้อยก็ไม่รู้สึกตัวอีก ไรวินท์ไม่อาจพูดอะไรได้มากจึงเตือน พรุ่งนี้อย่าไปเลย แต่เธอคงดื้อไปจนได้ ฉะนั้นทำอะไรขอให้มีสติรอบคอบ แพรขาวสัญญาจะระวังตัว แล้วขอให้เขาเล่าเรื่องของเขาต่อ เขาทำหน้าขรึม

    “เธอยิ่งฟัง จะยิ่งชังน้ำหน้าฉัน”...แต่แพรขาวก็ยังอยากรู้เรื่องราวต่อไป

    ในตอนเช้าไรวินท์ตื่นมามีมาลาตีอยู่ในอ้อมกอด เขาหอมเธอด้วยความเปี่ยมสุข...พอสายกลับมาบ้าน เห็นวารีกับสีนวลเพิ่งใส่บาตรเสร็จ สีนวลหน้าตึง วารีตำหนิ ไรวินท์ทำไม่รู้ไม่ชี้ส่งกรอบรูปให้วารี เธอถามทำไมกลับบ้านป่านนี้ สีนวลแทรกว่าตนเป็นห่วงนอนไม่หลับทั้งคืน

    “ขอประทานโทษครับแม่ เมื่อคืนมีข่าวลือเรื่องสงคราม พวกผมเลยต้องไปประจำการอยู่ที่กรมกันหมด ไม่ได้นอนกันทั้งคืนเหมือนกัน ท่านอธิบดีก็ยังต้องมานอนค้างที่ห้องทำงาน”

    วารีแปลกใจไม่เห็นได้ยินข่าว แต่ก็น่าจะโทร.มาบอก ไรวินท์อ้างว่าทุกคนถูกสั่งห้ามใช้โทรศัพท์ วารีมองลูกชายอย่างจับผิด ไรวินท์เปลี่ยนเรื่องมาเปิดกรอบรูปให้ดูว่าเป็นรูปตน วารี สีนวลและลูก บอกสีนวลให้เอาไปติดที่ห้องโถง ว่าแล้วก็ขอไปดูลูก วารีมองตามอย่างระอา

    ไรวินท์อาบน้ำเสร็จกำลังหวีผม สีนวลเคาะประตูเอาเสื้อทำงานมาให้บอกเพิ่งเย็บกระดุมเสร็จ ไรวินท์ชี้ตนมีเสื้อทำงานแล้วกำลังจะรีบไปทำงาน แต่อย่างไรเสียก็ขอบใจ สีนวลเอื้อนเอ่ยขอกลับมานอนร่วมห้อง เพราะตนแข็งแรงดีแล้ว ไรวินท์ตัดบท

    “เธออยู่กับลูกที่ห้องนั้นล่ะดีแล้ว ลูกร้องตอนดึกๆ ดื่นๆขึ้นมาฉันจะไม่ได้นอนไปด้วย”

    ไรวินท์ปิดประตูห้องใส่หน้า สีนวลน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเสียใจระคนแค้น

    ooooooo

    ตำแหน่งหน้าที่การงานไรวินท์สูงขึ้น เลขาหน้าห้องเข้ามารายงานว่าสุดสวาทโทร.มาขอเรียนสาย เขามีสีหน้าขุ่นเคืองไม่อยากรับ แต่ต้องรับตามมารยาท สุดสวาทโทร.มาเชิญไปร่วมทำบุญบ้านวันเสาร์ เห็นเขาหายหน้าไปนาน ตนกับแม่คิดถึง เขานิ่งเงียบแล้วค่อยๆวางสายลงดื้อๆ...

    จากนั้นไรวินท์ออกมาสั่งเลขา “วิภา...ต่อไปถ้าคนชื่อสุดสวาทโทร.มา ตัดบทไปเลยว่าผมไม่ว่าง ไม่ต้องแจ้งมาให้ผมรับสายอีก”...เลขารับคำอย่างงงๆ

    วารีรู้สึกว่าลูกชายมีลับลมคมในจึงทำทีบอกว่า รถที่ใช้ไปทำงานจอดทิ้งที่ทำงานเฉยๆ ตนอยากให้จ้างคนขับรถมาคอยรับส่ง เผื่อเวลาตนไปไหนจะได้สะดวกขึ้น สีนวลคลอดลูกมาเกือบปีแล้ว ไม่ได้ออกไปไหนเลยปล่อยตัวทรุดโทรม ควรออกไปทำผมตัดเสื้อใหม่บ้างไม่อย่างนั้นจะแก่เกินตัว...ไรวินท์อึ้งสักพักแล้วรับคำโดยรู้ว่ากำลังโดนเพ่งเล็ง

    แล้วก็ได้นายกลั่นมาเป็นคนขับรถ ไรวินท์ต้องใช้วิธีให้กลั่นรอที่ปากซอย แล้วขับรถมายังบ้านมาลาตีเอง ใช้เวลาอยู่กับเธอจนค่ำ มอบเงินเดือนให้ กำชับว่าช่วงนี้ไม่ควรออกไปไหนคนเดียวค่ำๆ เพราะข่าวสงครามหนาหูมาก ไรวินท์เอ่ยถาม ทำไมแม่ของเธอไปแค่วัดต้องใช้เงินมาก มาลาตีแก้ตัว แม่ไม่ได้ใช้คนเดียว ต้องจ่ายค่าจ้างชอุ่มที่เพิ่งให้กลับมาทำงานด้วย

    ไรวินท์พูดไม่ออก มาลาตีเปลี่ยนเรื่อง ออดอ้อนขอไปเที่ยวงานรัฐธรรมนูญที่จัดที่สวนลุมพินี เขาอึกอักอ้างว่าคนเยอะ เดินเบียดกันวุ่นวายไม่น่าสนุก แต่มาลาตียืนยันว่าอยากไปจริงๆ เขาไม่อยากขัดใจ ถึงเวลาไรวินท์ขับรถออกมารับกลั่นให้ประจำที่คนขับ แม้สงสัยแต่ไม่กล้าถาม

    วันต่อมา ไรวินท์กลับมาบ้านเห็นลูกสาวนอนหลับปุ๋ยอยู่ในเปลก็สงสัย เย็นป่านนี้ทำไมยังหลับ สีนวลตอบว่าวันนี้พาออกไปบ้านคุณป้าเยี่ยมน้าน้อยกลับมาเมื่อตอนบ่าย คงจะเหนื่อยจึงหลับยาว เขาไม่พอใจเอ็ด เอาลูกไปเยี่ยมคนป่วยถ้าติดโรคกลับมาจะเรื่องใหญ่

    “ไม่หรอกค่ะ ฉันไม่ได้อุ้มลูกเข้าไปเลยคอยอยู่หน้าห้อง แต่น้าน้อยอาการหนักนอนหลับไม่รู้ตัว น่าเวทนา เป็นอัมพาตต้องนอนแซ่วอยู่ในห้อง ออกไปไหนก็ไม่ได้เหมือนนักโทษ”

    “คนพรากลูกพรากเมียเขา เวรกรรมก็ตามทันอย่างนี้ล่ะ น้าน้อยได้หน้าได้ตาเป็นคุณนายใหญ่โตอยู่หัวเมืองกับพ่อฉัน แม่กับฉันไม่มีใครเหลียวแล ตอนนั้น ฉันกับแม่ก็อยู่ในบ้านเหมือนคนโดนขัง เพราะแม่ก็ขายหน้าญาติพี่น้อง ไม่ยอมออกไปที่ไหนตั้งหลายปี”

    สีนวลมองหน้าฉายแววตาประกายกล้าขึ้นเหมือนกระทบใจอย่างแรง “หัวอกคนถูกทิ้ง ช่างน่าสงสารแค่ไหน”

    “จริงของเธอ ใครๆก็ต้องสงสารแม่กับฉัน เธอจะได้ไม่ว่าว่าฉันใจไม้ไส้ระกำที่ไม่ยอม ไปเยี่ยมน้าน้อย” ไรวินท์ไม่ทันสังเกตนัยความหมายของสีนวล

    สีนวลรีบบอกว่าไม่บังอาจว่าเขาไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น ไรวินท์ตัดบทขอตัวไปอาบน้ำต้องออกไปข้างนอกอีก สีนวลหน้าเสียอ้างวารีอยากให้อยู่ทานข้าวด้วย เขาบอกไม่ได้ต้องไปเตรียมงานรัฐธรรมนูญที่สวนลุม ทางกรมไปออกร้านตนต้องควบคุมลูกน้องจัดร้านให้เสร็จ

    “ฉันอยากไปงานรัฐธรรมนูญกับเขาบ้าง ไม่เคยไปเลย ลูกก็โตพอจะพาไปเที่ยวได้แล้ว”

    “อย่าเลย! เจอน้ำค้างลูกจะเป็นหวัดเปล่าๆ ผู้คนก็เบียดเสียด ฝุ่นทั้งนั้นไม่น่าไป”

    สีนวลบอกคุณแม่ก็อยากไป ท่านไม่เคยไปเหมือนกัน เขาเสียงเข้มให้ไปบอกแม่เหมือนอย่างที่ตนบอก ยิ่งเอาลูกไปด้วยต้องห่วงหน้าพะวงหลัง สีนวลนิ่งไม่โต้แย้งอีก

    ooooooo

    บนถนนแห่งหนึ่งยามเย็น ไรวินท์ให้กล่ำลงกลางทาง แล้วสั่งว่าสักสองทุ่มไปเจอกันที่สวนลุมเพื่อขับรถพาตนกลับ...ไรวินท์ขับรถไปรับมาลาตีมาดูงานที่สวนลุม เธออยู่ในชุดสวยหรูรัดรูปคอลึก จนหนุ่มๆ มองเป็นตาเดียว ชักไม่พอใจติงว่าให้เอาผ้าคลุมไหล่ให้มิดชิด

    “อุ๊ย เสื้อกลางคืนก็อย่างนี้ล่ะค่ะ ถ้าไปคลุมให้รุ่มร่ามก็ไม่สวยสิคะ”

    “เธอต้องไปเจอผู้ใหญ่หลายท่าน เพื่อนๆพี่ก็มางานนี้กันทั้งนั้น พี่จะแนะนำว่าเธอเป็นน้องสาว ถ้าแต่งตัวล่อตาคนแบบนี้มันจะไม่ดี”

    มาลาตีไม่พอใจ เอาผ้าพันตัวมิดชิดประชด แล้วควงแขนเขาแนบแน่นเหมือนแกล้ง...ขณะเดียวกัน วารีกับสีนวลอุ้มลูกสาวมาเที่ยวงาน หวังจะกลับพร้อมไรวินท์ ทั้งสองตื่นตาตื่นใจกับแสงสีของแต่ละร้าน แม้จะยังตกแต่งไม่เสร็จ คนก็มาเดินดูกันมากมาย พอวารีเห็นป้ายร้านมหาดไทย ก็รีบเข้าไปสอบถามคนที่ยืนคุมงานอยู่

    “ขอประทานโทษนะจ๊ะ ดิฉันมาหาลูกชายคุณไรวินท์น่ะจ้ะ”

    “อ้อ ครับ หัวหน้ากอง เอ่อ...” ลูกน้องมองไปเห็นไรวินท์เดินควงมากับมาลาตี พอดีเธอดึงเขาไปหยุดอยู่อีกร้าน ก็รู้งานรีบบอกวารีว่า “หัวหน้ายังไม่มาเลยขอรับคุณนาย”

    วารีผิดหวังเล็กน้อย จึงฝากให้เขาบอกไรวินท์ด้วยว่าแม่กับเมียและลูกจะไปเดินเล่นก่อน แล้วจะมากลับบ้านด้วย บังเอิญผู้คนเดินบังทำให้ทั้งสองไม่เห็นไรวินท์...พอวารีกับสีนวลเดินไป ไรวินท์ก็มาถึง ถามงานเป็นอย่างไรบ้าง ลูกน้องรายงานแล้วเหลือบมองมาลาตี ก่อนจะกระซิบ

    “เมื่อกี้คุณแม่ของหัวหน้ามาครับ ถามถึงหัวหน้าด้วย”

    ไรวินท์ตกใจถามมากับใคร ลูกน้องกระซิบเบาๆ ไรวินท์รี่มาดึงมาลาตีให้กลับบอกแม่กับเมียมา เธอไม่ พอใจติงจะกลัวทำไมให้แนะนำไปว่าเป็นน้องสาว เป็นญาติฝ่ายพ่ออะไรก็ได้ เขาไม่ฟังดึงลากเธอออกจากงาน มาถึงลานข้างนอก มาลาตีโกรธสะบัดแขนออก จังหวะนั้นวารีกับสีนวลซึ่งอุ้มลูกหลับพาดบ่าเดินมา “อ้าว! ลูกวิน เจอพอดี แม่เดินวนงงอยู่เนี่ย”

    ไรวินท์ช็อกถอยห่างจากมาลาตี วารีพูดคุยยิ้มแย้มแต่พลันสีหน้าเปลี่ยนทันทีเมื่อมาลาตีเข้ามายืนเคียงข้างไรวินท์ แล้วน้อมตัวลงไหว้อย่างอ่อนช้อย สีนวลมองเขม็งหน้าถอดสี วารีเอ่ยถามใครกัน ไรวินท์ยังตั้งสติไม่ทัน มาลาตีแนะนำตัวเอง

    “ดิฉันชื่อมาลาตี เป็นลูกสาวอธิบดีคุณหลวงพิทักษ์ไผท อดีตนายเก่าของคุณไรวินท์ค่ะ”

    “อ้อ นึกว่าใคร ลูกสาวคุณหลวงท่านนี่เอง หน้าตาน่าเอ็นดู มาเที่ยวงานรึจ๊ะ”

    “ค่ะ ทีแรกว่าจะมากับคุณแม่ แต่คุณแม่เกิดมาไม่ได้ ก็เลยขอให้คุณไรวินท์มารับ แล้วคุณป้าเดินทั่วงานรึยังคะ ดิฉันยังไม่ได้ไปดูร้านอื่นเลย เห็นจะต้องขอคุณไรวินท์ให้ช่วยพาไป”

    สีนวลทนไม่ไหวเดินมายืนข้างวารีให้เห็นกันจะจะว่าลูกหลับ ชวนไรวินท์กลับ เขาเห็นด้วยว่าควรกลับเรียกคนรถพาไปส่ง วารีเริ่มสงสัย สีนวลจ้องมาลาตีเขม็ง เธอยิ้มระรื่นเชิดหน้า วารีบอกไรวินท์ให้กลับพร้อมกัน เขาทำเสียงขรึมว่ายังกลับไม่ได้ ต้องอยู่ดูแลงานจนเสร็จ วารีจึงชวนมาลาตีให้กลับด้วยกัน เธอบอกเพิ่งจะมาถึง อยากเดินดูงานให้ทั่วอีกสักพัก

    “แหมนี่ก็ค่อนข้างดึกแล้วนะ เป็นสาวเป็นนางเที่ยวดึกๆคงไม่ค่อยเหมาะ ถ้ามีผู้ใหญ่มาด้วยก็ว่าไปอย่าง แล้วจะไปเดินเที่ยวกับใครล่ะจ๊ะ คนเดียวอย่างนั้นรึ”

    “ก็คุณไรวินท์สิคะที่จะเอื้อเฟื้อพาดิฉันเที่ยวชมงานคืนนี้ เธอรู้จักร้านรวงของราชการทุกแห่ง” มาลาตีชม้ายตาไปทางไรวินท์ที่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก วารีถามแล้วจะกลับอย่างไร “ก็คุณไรวินท์อุตส่าห์ไปรับ ก็กรุณาไปส่งดิฉันที่บ้านด้วยค่ะ ดิฉันเรียนให้คุณแม่ทราบไว้แล้ว”

    สีนวลฮึดสู้บอกวารีว่าฝากลูกกลับไปนอนด้วย ตนจะอยู่เที่ยวงานแล้วกลับพร้อมไรวินท์ วารีเห็นด้วยรีบรับหลานมาอุ้ม ไรวินท์ติงจะทิ้งลูกเที่ยวได้อย่างไร วารีรวบรัดไม่เป็นไร ว่าแล้วก็อุ้มหลานเดินไปไม่รับไหว้มาลาตี ส่วนสีนวลหาเก้าอี้นั่งลงดื้อๆ

    มาลาตีออดอ้อนให้ไรวินท์พาไปเดินเที่ยวก่อนที่คนจะแน่นกว่านี้ สีนวลรีบลุกเดินตาม ไรวินท์หันมาบอกให้รออยู่ตรงนี้อ้างคนแน่น เธอบอกว่าเดินได้ มาลาตีมองทำนองคนนี้ไม่มีพิษสงเท่าไหร่ จึงแกล้งคล้องแขนไรวินท์เดินไปแล้วชวนคุยอย่างไม่เกรงใจเมียแต่ง

    ไรวินท์แกล้งเดินกับมาลาตีอย่างเร็ว จนสีนวลเดินตามไม่ทัน กระหืดกระหอบเบียดผู้คนตามไม่ลดละ ตะโกนบอกให้เขารอ ไรวินท์อายผู้คนทำเป็นไม่ได้ยิน... มาลาตีโดนลากตัวปลิวรอบงานจนกลับมาที่ร้านของกรม ไรวินท์เห็นสายตาลูกน้องที่มองจึงบอกมาลาตีว่าจะให้คนไปส่งบ้านก่อน เธอไม่ยอมจะรอกลับพร้อมเขา เหลียวมองรอบๆ

    “...คนที่ต้องกลับคือคุณนายพี่สิคะ ตามหึงราวีออกนอกหน้าขนาดนั้น อายคนเขาจะแย่ น้องไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย น้องก็มาในฐานะลูกสาวนายเก่าของพี่แท้ๆ”

    ไรวินท์หงุดหงิดบ่นบอกแล้วอย่ามา วุ่นวายไปหมด มาลาตีเข้ากราบแนบชิดไม่อายสายตาใคร “โถ...อย่าเพิ่งโกรธเลยนะคะ มาลาตีขอรับผิดทั้งหมดเอง ทำให้พี่เคือง ก็ไม่คิดจริงๆว่าคุณนายของพี่จะร้ายขนาดนี้ มาลาตีไม่ได้ล่วงเกินอะไรเธอเลยสักนิด”

    มาลาตีเห็นไรวินท์เริ่มคล้อยตามจึงบอกว่าตนจะหลบไปก่อนให้สีนวลตายใจ รอจนเวลากลับเรานัดเจอกัน เขาให้ลูกน้องไปส่งสีนวลแล้วเขาไปส่งตน ระดับคุณนายหัวหน้ากองคงไม่มีใครกล้าพาไปที่อื่น ไรวินท์มองรูปโฉมมาลาตีแล้วอดห่วงมากกว่าไม่ได้ มาลาตีแอบยิ้มมีชัย

    พักใหญ่ สีนวลเดินเช็ดน้ำตาป้อยๆมาถึงร้าน ไรวินท์เข้าไปบอกว่าจะให้คนไปส่งบ้าน อ้างว่าสถานการณ์ไม่ดี มีคนบอกว่าเห็นทหารญี่ปุ่นเดินเพ่นพ่าน สีนวลตกใจเป็นห่วงลูกจึงยอม ไรวินท์โล่งใจเหมือนยกภูเขา

    ออกจากอก...แต่แล้วที่หน้างานมีทหารเดินเต็มจริงๆ มาลาตีหน้าตื่นถามจะเกิดสงครามจริงหรือ ไรวินท์ไม่แน่ใจขับรถมาส่งมาลาตีแล้วบอกว่า ที่บ้านตนมีบ่าวไพร่ คงไม่มีใครกล้าเข้าไป แต่เธออยู่กันเพียงแม่และชอุ่ม คืนนี้ตนจะค้างเป็นเพื่อน เธอดีใจ

    เช้าวันใหม่ เสียงวิทยุประกาศ รัฐบาลยินยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทย...สีนวลอุ้มลูกวิ่งหน้าตื่นออกจากเรือนใหญ่ เจอวารีวิ่งมาถามว่าไรวินท์ออกจากบ้านหรือยัง สีนวลหน้าเสียบอกยังไม่กลับบ้านเลย ตนคอยทั้งคืน เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้

    ทั้งสองกำลังตกใจ ไรวินท์กลับมาพอดี ทั้งสองรีบออกไปถามไถ่ด้วยความห่วงใย แต่กลับเห็นเขาอยู่ในชุดเดิมเรียบร้อยไม่ยับยู่ยี่ หวีผมเรียบแปล้ แววตา สีนวลเปลี่ยนไปทันทีถามเขาไปค้างที่ไหนมา ไรวินท์ดึงลูกมาอุ้มหอมไปมาเพื่อลดแรงปะทะ ก่อนจะเอื้อนเอ่ย

    “เป็นอย่างไรกันบ้าง เป็นห่วงแทบแย่ เมื่อคืนข้าราชการทุกคนที่ตามตัวได้ถูกเรียกเข้ากรมกันหมด ผลัดเวรยามรอคำสั่งกันทั้งคืน ท่านอธิบดีก็ไปอยู่จนตีห้า ผมก็เพิ่งได้รับอนุญาตให้กลับมาตอนเช้านี้เองครับ”

    วารีมองอย่างเคลือบแคลงถามทำไมไม่โทร.มาบอก เขาอ้างว่าถูกห้ามใช้โทรศัพท์ สีนวลแย้งว่าเขาไม่ใช่ทหาร เป็นพลเรือนทำไมต้องไปประจำกรม ไรวินท์ขมวดคิ้วอดกลั้นความโกรธ บอกสถานการณ์แบบนี้ไม่แยกทหารกับพลเรือน ตนเป็นฝ่ายปกครองจะถูกส่งแนวหน้าเมื่อไหร่ก็ได้ วารีโวยไม่ยอมให้ลูกไปรบ ไม่เคยเรียนทหารมาจะทำได้อย่างไร แล้วเธอก็หันมาอุ้มหลานบอกสีนวลไปเตรียมอาหารให้ไรวินท์ สีนวลมองเขาด้วยความเก็บกดมากขึ้น

    ooooooo

    กลับมาที่หน้าแพรขาวไม่พอใจ ไม่อยากฟังเรื่องราวต่อไป ไรวินท์บอกว่า สงครามเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบตน แพรขาวต่อว่าเขาเป็นสามีที่ใจร้ายมาก สงสาร สีนวลไม่น่าอดทน น่าจะพาลูกออกมาอยู่ลำพังยังดีกว่า ไรวินท์เห็นท่าทีแพรขาวแล้วหัวเราะออกมาไม่ถือสา

    “ฉันรู้ว่าเธออยากฟังต่อ ถ้าไม่อยากฟังเธอก็คงอุดหูไปแล้ว”

    “คุณเล่ามาตั้งนานขนาดนี้แล้ว ขืนทิ้งค้างไว้เฉยๆ มันก็แกล้งกันน่ะสิ”

    ไรวินท์หัวเราะดังขึ้นบอกโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เล่าให้ฟังก็ไม่อยากฟัง ไม่เล่าต่อก็หาว่าแกล้ง ผู้หญิงไม่ว่าจะสมัยไหน เอาใจยากที่สุด...แพรขาวสวน ขนาดเอาใจยากเขายังมีผู้หญิงไม่รู้กี่คน ถ้าเอาใจง่ายตนคงได้ฟังถึงคนที่ร้อย พูดจบก็สะบัดหน้าค้อน ไรวินท์ยิ่งขำปนเอ็นดู

    “มีใครบอกหรือเปล่าว่าปากคอเธอไม่ใช่เล่น”

    “ผู้หญิงสมัยนี้เขาไม่หน่อมแน้มเหมือนสมัยคุณนี่คะ ฉันทำอะไรได้เท่าๆกับที่ผู้ชายเขาทำ จะไปง้อทำไม”

    ไรวินท์ชมเก่งแบบนี้ก็เบาใจ ขอให้เก่งกับผู้ชายทุกคน อย่าไปยอมแพ้ แพรขาวชะงักถามพูดเหมือนตนต้องไปขึ้นเวทีชกกับผู้ชาย หรือมีอะไรจะบอก เขาย้ำเธอคงลืมไปว่าตนบอกอะไรมากไม่ได้ ทำอะไรมากก็ไม่ได้ มีข้อจำกัดหลายอย่าง ที่อยู่ก็จำกัดแค่บ้านนี้เท่านั้น หญิงสาวทำท่าจะซัก เขาตัดบทให้กลับไปนอน ถ้าร่างกายอ่อนเพลียจะเจ็บป่วย พูดจบร่างเขาก็เลือนหายไป มีเพียงเสียงเตือน พรุ่งนี้อย่าลืมกุหลาบขาวแซมผม... แพรขาวถอนใจเซ็งไม่ได้ดั่งใจ

    รุ่งเช้าสาโรจน์มารับชมพูเพราะแถบทิพย์ไม่ค่อยสบาย ให้เขามาขออนุญาตพาชมพูไปเล่นที่บ้านโอฬาร เขาแย็บถามแพรขาวไปทำงานถ้าโดนเกลี้ยกล่อมให้อยู่ต่อจะเปลี่ยนใจไหม เธอบอกไม่มีวัน...ไรวินท์ยืนมองไม่ค่อยพอใจ แพรขาวเดินมาหยิบกุหลาบขาวแซมผมก่อนจะไปลงเรือที่ท่าน้ำ ไรวินท์ย้ำอย่าลืมที่เตือน เธอรับคำต๊อกพายเรือไปเล่าว่ามาตาโดนลลิตตบตีปางตาย แพรขาวตกใจ ต๊อกไม่บอกว่าสาเหตุเพราะเธอลาออก แต่เตือนให้อยู่ห่างๆลลิตไว้...แพรขาวจึงระวังตัวตลอด รู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้อง เธอตั้งใจทำงานกับปีให้หมดวันเสียที ลลิตแอบมองพึมพำ ไม่มีวันจะรอดมือตนไปได้

    แพรขาวนึกได้ถามปีว่ามาตาหายไปไหน ปีบอกว่า นอนให้น้ำเกลืออยู่โรงพยาบาล เธอใจหาย...ลลิตเดินเข้ามาบอกแพรขาวว่าตนจะออกไปข้างนอกตอนเย็นจะกลับมาจ่ายเช็ค ให้เธอรอ แพรขาวหวั่นใจเผลอจับกุหลาบขาวที่แซมผม ไรวินท์รับรู้ความรู้สึกเธออยากจะข้ามไปคุ้มครอง

    ตกค่ำปีอยู่เป็นเพื่อนแพรขาวรอลลิต แต่แล้วมีโทรศัพท์ทางบ้านให้รีบกลับ แพรขาวเห็นว่ายังมีต๊อกเป็นเพื่อนจึงให้ปีกลับไปก่อน แพรขาวจะโทร.บอกนลิน แต่แปลกใจที่มือถือแบตหมด ทันใดก็มีหมอกดำลอยผ่านหน้า บรรยากาศวังเวงลง จึงตัดสินจะกลับ ลลิตปรากฏตัวขึ้นทำทีถามรอนานไหม ให้เธอตามเข้าไปรับเช็คในห้องทำงาน เธออึกอักๆขอรอตรงนี้ เขาอ้างมีเอกสารที่เธอต้องเซ็นให้ฝ่ายบุคคล เธอจึงจำต้องเดินตามเขาไป

    ลลิตเปิดตู้ลูกปัดทำเป็นจัดให้เรียบร้อย บอกเธอว่าเพิ่งซื้อใหม่มาเพิ่มแล้วโชว์ให้เธอดู แต่แล้วลูกปัดที่เขาชูขึ้นเป็นลูกปัดตาเสือ เขาสวมลงคอแพรขาวในทันทีเธอรู้สึกมึนเซตะกายจะหนี...ลมพัดแรง ไรวินท์ยืนกำกุหลาบขาวอยู่หน้าศาล พึมพำตราบใดที่เธอยังมีกุหลาบขาวติดตัว จะไม่มีมนต์ดำใดๆทำร้ายเธอได้ ตั้งสติไว้

    แพรขาวพยายามตั้งสติคิดในใจจะตายไม่ได้ต้องกลับไปหาลูก เกิดแสงสีขาวจากกุหลาบสว่างวาบ แพรขาวกระชากสร้อยจากคอปาทิ้งแล้วบอกลลิตว่าพรุ่งนี้จะมารับเช็ค เขาตวาด

    “มึงคิดว่าจะหนีกูรอดเหรอ อีแพรขาว!” ลลิตเข้าตบแพรขาวล้มคว่ำ กุหลาบบนหัวหล่น

    แพรขาวตกใจพยายามคลานหนีไปทางประตู ดวงตาลลิตกลายเป็นดวงตาเสือคำราม “กูขอมึงดีๆไม่ยอม มึงมันแม่ม่ายนี่ คงชอบแบบนี้แรงๆ”

    ลลิตก้าวถึงตัว แพรขาวเห็นไม้กอล์ฟก็คว้ามาฟาด ลลิตโกรธมากชักปืนออกมาขู่ชกท้องเธอจนจุกลงไปกอง แพรขาวร้องไห้หนัก เขาตวาดให้หยุด เธอบอกไม่ได้ร้องเพราะกลัวเขาแต่ร้องเพราะห่วงลูก เขาไม่มีค่าพอที่ตนจะร้องไห้ให้ ลลิตยิ่งโกรธทำท่าจะยิง เธอขู่ถ้าเขายิงก็จะมีคนได้ยินเสียงแล้วแห่มาดู เขาจะทำอย่างไรกับศพตน ลลิตบอกง่ายมากจะบอกทุกคนว่าเธอเข้ามาขโมยของแพรขาวจึงพูดถึงเรื่องผู้หญิงที่โดนเขากระทำมาก่อน ตำรวจจะต้องสาวคดีนั้นกลับมา ลลิตเริ่มลังเลแล้วโพล่งขึ้นว่าไม่เอาเธอเป็นเมียแล้วแต่จะฆ่าทิ้ง

    ต๊อกโผล่มาชกเบ้าตาลลิตไล่แพรขาวให้หนีไป เธอวิ่งออกมาพ้นบ้านก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสามนัด เธอตกใจเป็นห่วงจะกลับเข้าไป เห็นเงาคนจึงวิ่งหนีไปที่ประตูแต่มันต้องเปิดด้วยรีโมต ทันใดมีแสงสะท้อนมาจากคลอง เธอนึกได้รีบวิ่งไปที่ท่าน้ำ ร่างเงาดำคืบคลานตามเธอ...

    ooooooo










    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 19:19 น.