ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

หัวใจเถื่อน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เมื่อสามสิบปีที่แล้ว...

ทารกชายจ้ำม่ำ เกิดมาท่ามกลางความรักความเอ็นดูของพยาบาล ความรู้สึกผิดของผู้เป็นแม่ ความชิงชังรังเกียจของผู้ได้ชื่อว่าพ่อ และความห่วงหาอาทรของผู้ให้ชีวิตที่แท้จริง ที่ทำได้แค่มาแอบดูสายเลือดของตน...

เป็นอารมณ์สามเส้าที่ทารกน้อยนาม ภาคย์ พิชิตพงษ์ ถูกยัดเยียดให้ในวัยไร้เดียงสา...อย่างน่าเวทนา...

ooooooo

เช้านี้ที่บริษัท เฮลท์ตี้ ฟาร์ม่า หว่องเดินมากับผู้ติดตาม เขามองสำรวจไปตามทางเห็นพนักงานคุยโทรศัพท์และคุยกันเองหัวเราะคิกคัก บ่งบอกถึงความไร้ระเบียบวินัย

เมื่อมาพบทนายชอบที่กวีให้มาต้อนรับ หว่องเอ่ยว่า

“ออฟฟิศสวย ดูทันสมัยและน่าเชื่อถือ แต่คนทำงานน้อยและดูไม่มีคุณภาพ”

“เรากำลังพยายามคัดเลือกคนที่มีคุณภาพ และตรงกับลักษณะงานมากที่สุด” ทนายชอบชี้แจง หว่องพยักหน้ารับรู้ เมื่อเข้าไปในห้องรับรอง หว่องมอบเอกสารให้ บอกว่าเป็นเอกสารการลงทุนในส่วนของอุปกรณ์ แล็บ และค่าตัวนักวิจัย ทนายชอบรับเอกสาร บอกหว่องว่า “โอเค ผมจะรีบส่งให้ท่านดู”

“แล้ว MD ไม่อยู่เหรอครับ” หว่องถาม ทำเอาทนายชอบตอบไม่ถูก เมื่อทนายชอบโทร.รายงานกวี เขาบ่นอย่างหงุดหงิดว่า

“ผมไม่ได้เห็นหน้ามันตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน ใช้ไม่ได้จริงๆไอ้นี่ แล้วเอกสารจากคุณหว่องเรียบร้อยไหม ราคารวมๆเท่าไหร่ ดูซิว่าตัวเลขกลมๆ ที่ต้องลงทุนเงินงวดแรกนี้เท่าไหร่”

“ประมาณสองร้อยสามสิบล้านครับ”

กวีถามว่าเอาบ้านพิชิตพงษ์ไปเข้าแบงก์รวมกับขายตึกที่ถนนตกจะได้เงินเท่าไร ทนายชอบบอกว่ารวมกันแล้วประมาณหนึ่งร้อยสามสิบล้าน

“โอเค ที่เหลือผมให้เป็นเงินสดนะ ขอเวลาอาทิตย์นึง” ทนายชอบถามว่าเอาอย่างนี้แน่หรือ “แน่สิ จะมีปัญหาอะไรหรือ...หรือจะลองถามหมอไข่ดูก่อนก็ได้ คุณชอบนัดให้ทีนะ แล้วก็โทร.ตามไอ้ภากรอีกทีด้วย โทร.บ่อยๆหน่อยล่ะ”

ภากรยังนอนหลับอยู่ที่ห้องนอนของสีไพร เธอไม่ได้ปลุกเขาเมื่อพ่อกลับมา เมื่อเธอจัดข้าวให้พ่อกิน นายสุดมองเข้าไปในห้องที่ประตูเปิดแง้มอยู่ สีไพรชี้แจงว่า

“คุณภากรมาตั้งแต่เมื่อคืน คงจะทำงานหนัก มาถึงก็หลับเลย” นายสุดเลื่อนจานอาหารออกไป ลุกขึ้นบอกสีไพรว่าเก็บไว้ให้ภากรกินเถอะ แล้วเดินออกไป

สีไพรถามว่าพ่อจะไปไหน เขาบอกว่าไปหากินข้างนอกแล้วจะแวะไปโรงเรียนเลย

ooooooo

เพราะคุณหญิงอำภาบอกนมพริ้งว่าอยากพบราช รัชภูมิ วันนี้นมพริ้งจึงไปที่บ้านแก้ว เจอทินที่ราชให้มาเฝ้าบ้านออกมาทำกร่างอ้างว่าตนเป็นเจ้าของบ้าน ทั้งยังปรามนมพริ้งว่า

ราชไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ไม่ต้องมาอีก พอนมพริ้งถอยไป ทินก็โทร.รายงานราชที่อยู่บ้านวารินว่ามีผู้หญิงวัยหกสิบอัพมาถามหาเขา ท่าทางจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ ทินคุยโวว่าไม่ต้องห่วง เจอยอดชายนายประทินเข้าก็ไม่กล้ามากวนอีกแน่นอน

“ไอ้ทิน...ทีหลังถ้ามีใครมาถามหาฉัน เอ็งไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น นอกจากบอกฉันก่อนเข้าใจไหม” ราชเสียงเข้ม

ตัดสายจากทินแล้วเห็นวารินเดินลงมา ในมือถือเอกสารสำหรับการเรียนต่อเมืองนอกมากมาย ราชถามว่าจะไปเรียนต่ออีกหรือ วารินพูดกลั้วหัวเราะว่าขืนไปเรียนต่ออีกมีหวังโดนป๋าด่าตาย นี่ก็ถูกเร่งให้ไปทำงานที่บริษัทอยู่ทุกวัน แล้วชี้แจงว่า นี่เป็นข้อมูลมหาวิทยาลัยเมืองนอกของหลายๆคน วางเอกสารแจกแจงว่า

“นี่ยูที่อังกฤษทั้งหมด น้องนิลรัตน์เขาอยากไปเรียนวรรณคดีอังกฤษ นี่ข้อมูลมหาลัยที่จีนที่สอนเรื่องภาษาและวัฒนธรรมตะวันออกเชิงเปรียบเทียบ อันนี้ของน้องพึงใจ”

ราชถามว่าเอาใจแต่เพื่อนของน้อง แล้ววัชรีล่ะ? วารินมองหน้าบอกว่า “เขารอปรึกษานายว่ะ” ราชถามอีกว่าแล้วคนสำคัญอย่างอมาวสีล่ะ? วารินชี้เอกสาร “ทั้งปึกนี่เลยของอมาวสีโดยเฉพาะ เผื่อให้น้องเขามีทางเลือกเยอะๆหน่อย”

“ถ้าน้องเขาไม่อยากเรียนต่อล่ะ”

“ถ้าไม่เรียนก็ทำงาน นี่เอกสารที่น่าสนใจ ฝึกงานก่อน แล้วค่อยเรียนต่อก็ได้ ไม่มีปัญหา” ราชถามอีกว่าถ้าน้องเขาอยากแต่งงานเลยล่ะ วารินตาวิบวับตอบทันทีว่า “เราก็ต้องให้ป๋าไปสู่ขอน่ะสิ”

“ถามจริง ถ้านายผิดหวังจากน้องอ้อจะทำยังไง” วารินบอกว่าเป็นเกย์ เลยถูกด่า “ไอ้บ้า!”

ooooooo

นมพริ้งกลับไปเล่าให้คุณหญิงอำภาฟังว่าไปบ้านแก้วเจอแต่เด็กหนุ่มท่าทางยียวน พยายามทำท่าว่าเป็นเจ้าของแต่ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ หรือบางทีราชอาจขายบ้านแก้วให้เจ้าของใหม่ไปแล้วก็ได้

คุณหญิงติงว่าไม่น่ารีบร้อนขาย นมพริ้งจึงเสนอให้อมาวสีไปช่วย คุณหญิงไม่อยากให้เธอรู้อะไรมากกว่านี้ นมพริ้งบอกว่า ทุกวันนี้เธอก็คาดเดาจนใกล้จะรู้เรื่องหมดแล้ว

“ไม่หรอก...ไม่มีใครเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ดีไปกว่าฉันหรอกพริ้ง พริ้งเองก็เถอะ” คุณหญิงพึมพำ คิดคำนึงถึงอดีต...

หลังจากอำภาคลอดภาคย์ กวีคาดคั้นอย่างเกรี้ยวกราดกับเธอที่นั่งหน้าซีดอยู่ตรงหน้าว่า

“มีอะไรจะอธิบายกับผมไหม หรือจะให้ผมคิดเอาเองเชื่อเอาเองทั้งหมดว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของผม” อำภานิ่งน้ำตาเอ่อท้น “มีที่ไหน อุ้มท้องสี่เดือนคลอดแล้ว เด็กคลอดก่อนกำหนดที่ไหนมันจะหนักสองพันสามพันกรัมอย่างนี้” กวีมองหน้าทารกถาม “แล้วดูหน้ามันซิว่าหน้ามันเหมือนใคร เหมือนผมสักนิดไหม”

อำภาเอาแต่ร้องไห้พูดไม่ออก กวีบอกให้สารภาพมาเลย อำภาเอ่ยขอโทษเป็นการยอมรับผิด กวีพูดอย่างเจ็บปวดว่าถ้าเธอไม่ได้เป็นภรรยาตน เธอจะต้องถูกสังคมประณามจนไม่มีวันได้ผุดได้เกิด เขาลดเสียงลงเมื่อบอกเธอว่า

“แต่คุณไม่ต้องกังวลหรอก เพื่อรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของผม ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อีกเลย ผมสัญญา และก็จำไว้ด้วยว่า ไอ้เด็กเวรคนนี้ มันจะไม่ได้อะไรจากผม มันจะไม่ได้อะไรจากพิชิตพงษ์แม้แต่น้อย แค่ยอมให้มันใช้นามสกุลของผมก็เป็นบุญเกินไปแล้ว และไม่ต้องเอามันมาให้ผมอุ้มด้วย ผมรังเกียจมัน!”

กวีเดินปึงปังออกไป อำภาร้องไห้ว้าวุ่นแทบคลั่ง หันไปเขย่ากระบะใส่ทารกคำรามอย่างชิงชัง

“แกเกิดมาทำไมไอ้ลูกเวร...ไอ้ตัวทำลายความสุข ทำลายชีวิตฉัน ไอ้ตัวซวย!”

ooooooo

เพื่อความมั่นใจในการลงทุน กวีให้หมอไข่คือหมอดูไพ่ยิปซีมาดูดวงให้โดยมีทนายชอบนั่งฟังอยู่ด้วย

หมอไข่บอกกวีว่า การลงทุนมีความเสี่ยงสูงฉะนั้นควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจ ทนายชอบติงว่าวันก่อนหมอไม่ได้พูดอย่างนี้ หมอไข่ชี้แจงว่าตนไม่ใช่นักวิเคราะห์ตลาดการลงทุน ตนพูดมากกว่านั้นไม่ได้

“งั้นก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งหมอดูสิครับ” ทนายชอบไม่พอใจ

“ถ้าคุณคิดจะพึ่งหมอดู ด้วยการให้หมอชี้ผิดชี้ถูก ชี้ทางรวย ชี้ทางเจ๊งละก็...อย่าหวังเลยครับ ถ้าทำได้อย่างนั้นผมคงรวยล้นฟ้าไปแล้ว” กวีถามว่าแปลว่าหมอเชื่อไม่ได้? “ท่านต้องเลือกที่จะเชื่อครับ ทุกอย่างที่หมอดูชี้แนะ ท่านต้องใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจด้วย มิฉะนั้น ท่านจะกลายเป็นคนไม่มีเหตุผล”

“แปลว่าคุณช่วยอะไรไม่ได้เลย” กวีเริ่มเซ็ง

“ใจครับ...หมอดูช่วยเรื่องจิตใจ พอจิตใจเข้มแข็งมีพลัง มีความมั่นใจ การตัดสินใจอะไรๆ มันก็จะแม่นยำขึ้น”

กวีตัดบทว่าถ้าอย่างนั้นก็กลับไปเถอะ หมอดูถามบ้างว่า

“ท่านเชื่อเรื่องกรรมไหมครับ” กวีมองหน้าหมอดูนิ่ง “ท่านอย่าประมาทนะครับ...หมั่นทำบุญทำทานสร้างเสริมบุญบารมีให้ตนเองบ้าง ทำเสียตอนที่ยังมีเรี่ยวมีแรงนี่แหละดี” พูดแล้วจะเดินไป กวีเรียกไว้ ขอเปิดไพ่ อีกสักทีได้ไหม? “ท่านจะเสี่ยงไหมล่ะ...ตอนนี้จิตใจท่านไม่ดี เปิดไพ่อออกมารับรองไม่มีดี ท่านกล้าไหมล่ะ ไม่กลัวเสียกำลังใจหรือ”

“เมื่อไหร่ผมจะนัดหมอไข่ได้อีก” กวีไม่กล้าเปิดไพ่ใหม่

“ผมตอบท่านไม่ได้หรอกครับ ผมอาจจะไม่อยู่ประเทศนี้แล้ว เพราะผมก็มีกรรมของผมเหมือนกัน” หมอตอบยิ้มๆ

ooooooo

จู่ๆ ลุงรักษ์ก็เข้ากรุงเทพฯ และให้เทินพาไปที่มหา-วิทยาลัยที่อมาวสีเรียนอยู่ เฝ้าดูจนเห็นเธอเลิกเรียนเดินออกมา ลุงรักษ์พูดกับเทินว่าตัวจริงสวยกว่าในรูปแต่ตั้งข้อสังเกตว่าคนกำลังจะแต่งงานทำไมถึงดูเศร้าชอบกล

พอเทินพาลุงรักษ์กลับถึงบ้านแก้ว ราชหยอกลุงรักษ์ว่าพักหลังนี้มีอะไรเซอร์ไพรส์ตนบ่อย จะขึ้นมากรุงเทพฯก็ไม่บอกกัน สงสัยแอบมาเช็กความประพฤติตนแน่เลย ลุงรักษ์ไม่พูดเรื่องอื่น ถามว่ากับอรัญญาเป็นอย่างไรบ้าง ราชทำหน้าอำถามว่าลุงคิดอะไรอยู่หรือเปล่า??

“ลุงก็ถามตรงๆ เห็นใครเหมาะกับหลานลุงก็ถามหลานไม่ได้บังคับสักหน่อย” พอราชบอกว่ายังไม่ได้คิดเรื่องนี้ ลุงรักษ์ถามว่าแล้วอมาวสีล่ะ? ราชบอกว่าเธออยู่ในแผนของตน ลุงรักษ์เลยเล่าว่า “ลุงได้เห็นอมาวสีตัวเป็นๆแล้วนะ นายเทินพาไปดู หน้าตาดูอมทุกข์เชียว”

“ดูหน้าไม่รู้ใจหรอกครับ”

“ใช่ ดูหน้าไม่รู้ใจ แต่ถ้าเป็นใจของเราเองเราต้องรู้นะราช อย่าทำอะไรโดยไม่ถามใจตัวเองเสียก่อน”

“ครับ...เมื่อทุกอย่างจบแล้ว ผมจะกลับไปช่วยดูแลกิจการของลุงนะครับ”

“จุดจบอยู่ตรงไหนล่ะ แค่ไหนคือความพอใจที่สุดของหลาน ความแค้นเคืองในอดีตต้องการการตอบแทนแค่ไหน” พูดแล้วเห็นราชนิ่งเหมือนตัวเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน ลุงรักษ์เลยย้ำเตือนว่า

“ทำอะไรก็ให้นึกถึงคนอื่นเยอะๆนะราช การเรียกร้องความชอบธรรมของเราต้องไม่ก่อให้เกิดความไม่ชอบธรรมกับคนอื่นนะ ไม่เช่นนั้นการตอบโต้แก้แค้นเอาคืนกัน มันก็จะไม่มีวันจบสิ้น...ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ที่รู้จักยอมรับความพ่ายแพ้...จำไว้นะ”

ราชฟังอย่างตั้งใจ นิ่งไปกับคำเตือนใจของลุงรักษ์...

ooooooo

คืนนี้ นมพริ้งไปหาอมาวสีที่ห้องนอน ปรารภว่าบ้านพิชิตพงษ์เวลานี้มีแต่เรื่องอึมครึม ใครๆในบ้านก็เหมือนจะมีแต่เรื่องกลุ้มใจเรื่องกังวลโน่นกังวลนี่กันไปหมด

พูดเกริ่นแล้ว นมพริ้งปรารภว่าตนเป็นห่วงคุณหญิงท่านอยากเจอราชมาก ถามอมาวสีว่ามีรูปไหม ทำให้อมาวสีฉุกคิดได้บ่นตัวเองว่าตนน่าจะเอารูปของราชให้คุณหญิงดู แล้วลุกไปเปิดเฟซบุ๊กให้นมพริ้งดู พอเห็นรูปราชในมุมต่างๆแล้ว นมพริ้งเสนออย่างตื่นเต้นว่า “ป้าว่า...คงต้องให้คุณหญิงดูแล้วล่ะ”

ไวเท่าความคิด อมาวสีกับนมพริ้งเอาคอมพิวเตอร์ไปเปิดให้คุณหญิงดูรูปของราช คุณหญิงจ้องราชอยู่นานจึงพูดออกมาอย่างแผ่วเบากับทั้งสองว่า...

“ขอฉันอยู่คนเดียวได้ไหม...ป้ายืมคอมพิวเตอร์ไว้ก่อนนะอ้อ...”

เมื่ออยู่ลำพังคนเดียว คุณหญิงดูรูปราชในมุมต่างๆ น้ำตาค่อยๆไหลออกมา พึมพำเสียงเครือ...

“ภาคย์...ลูกยังไม่ตาย...แม่มั่นใจว่าลูกอยู่ไม่ไกลจากแม่นี่เอง...แม่หวังว่าลูกจะรู้สึกได้ว่ามีคนคิดถึงและเป็นห่วงลูกอยู่...นอกจากแม่ ก็ยังมีนมพริ้งและน้องอ้อ... พวกเราคิดถึงลูกอยู่ทุกเวลา และเป็นเช่นนี้มานานแสนนาน...แม่รู้ว่าลูกยังโกรธน้องอยู่ ลูกคิดว่าทุกคนเอาใจใส่แต่น้อง ไม่สนใจไยดีกับลูกเลย เมื่อก่อนอาจจะใช่ แต่ตอนนี้ แม่รู้ตัวแล้วว่า แม่ทำผิดไปมาก”

คุณหญิงนิ่งไปนิดหนึ่งเมื่อคิดถึงกวี...

“ยกเว้นก็แต่พ่อเพียงคนเดียว แต่แม่เชื่อว่า ถ้าลูกกลับมาเจอหน้าพ่อเมื่อไหร่ ความโกรธเคืองแต่หนหลังก็น่าจะหายไป แม่ได้แต่ภาวนาว่าสักวันนึงลูกคงจะให้อภัยแม่ และวันนั้น...ลูกคงจะกลับมาหาแม่ มาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวดังเดิม...”

คุณหญิงเข้าไปในห้องพระ อธิษฐานหน้าหิ้งพระ “กลับมาเถอะลูก...สายเลือดเดียวกัน มันตัดกันไม่ขาดหรอกลูก”

ooooooo

หลังจากสอบเสร็จแล้ว วารินชวนสี่สาวไปพักผ่อนกันที่ฟาร์มใหม่ของบริษัทที่เขาใหญ่ ทุกคนเฮดีใจ มีแต่อมาวสีที่เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ บอกว่าตนต้องขอคุณลุงคุณป้าก่อน

คืนนี้ ขณะอมาวสีอยู่ในห้องนอน ราชโทร.มาถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เห็นวารินบอกว่าเธอซึมเศร้ามาก อมาวสีประชดว่าถ้าเขาถามแทนวารินตนก็ไม่จำเป็นต้องตอบ ราชบอกว่าที่ถามเพราะตนอยากรู้เอง ย้ำเตือนว่าเธอลืมแล้วหรือว่าเคยรับปากตนที่ปราณบุรีว่า “เมื่อไหร่ที่มีเรื่องทุกข์ใจ ให้นึกถึงผมไง”

อมาวสีงอแงว่าตนยังไม่ได้รับปาก แต่พอราชหว่านล้อมมากเข้าก็ระบายความในใจให้ฟังว่า

“พี่ภาคย์ใจดำกับดิฉันค่ะ ยิ่งดิฉันคิดถึงพี่ภาคย์มากเท่าไหร่ เขากลับใจดำกับดิฉันมากขึ้น...มากขึ้น” พูดแล้วเห็นราชนิ่งเงียบ เธอถามว่า “คุณนิ่งเงียบ แปลว่าไม่ปฏิเสธ”

“ผมจะปฏิเสธแทนเขาได้ไง ในเมื่อผมไม่รู้จักเขา ที่จริงผมเห็นด้วยกับคุณด้วยซ้ำ ที่ว่าเขาใจร้ายกับคุณ แต่ว่าคุณรู้สาเหตุที่เขาต้องใจร้ายกับคุณไหมล่ะ” พอเธอบอกว่าไม่ทราบ ราชรับปากว่า “ถ้าเจอตัวเขา ผมจะถามคำถามนี้เป็นคำถามแรก ผมสัญญา”

แล้วราชก็บอกว่าช่วงนี้ตนอาจไม่อยู่กรุงเทพฯคงติดต่อยากหน่อย แต่ถ้าเธอไม่มีปัญหาอะไรก็ดีแล้ว และขอให้ช่วยพูดจากับวารินดีๆหน่อย เขาจะคลั่งแย่อยู่แล้ว พูดเสร็จกดปุ่มตัดการสนทนาทันที พอดีกับที่ชิดชไมลากกระเป๋าเดินทางออกมา บอกว่าตนพร้อมแล้ว ถามว่าจะไม่บอกจริงๆหรือว่าจะพาไปพักผ่อนที่ไหน

“ภูเก็ต” พอราชบอกเธอก็โผเข้าหอมแก้มเขาด้วยความดีใจ แล้วพากันไปขึ้นรถออกเดินทาง

ooooooo

ภากรนอนที่ห้องสีไพร พอตื่นก็แต่งตัวออกไปอ้างว่าจะไปทำงาน ก่อนไปเขามอบเงินให้สีไพรไว้ใช้จำนวนหนึ่ง

นายสุดนั่งอยู่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เห็นภากรโทรศัพท์แล้วขึ้นรถขับออกไป ที่แท้ภากรโทร.บอกสายบัวว่าตนจะไปแก้มือ ให้บอกจอนด้วยว่าขอติดหนี้เก่าไว้ก่อน

ไปเล่นถึงบ่าย ภากรเสียหมดตัวอีกครั้ง เช็กกับจอนแล้วตกใจเมื่อรู้ว่าตนเป็นหนี้บ่อนถึง 10 ล้านบาท เขาขอทยอยคืน จอนบอกว่าไม่ใช่เงินของตน ตนเพียงแต่เป็นคนพูดกับพ่อเลี้ยงทวีชัยให้เท่านั้น ภากรถามว่าแล้วตนต้องให้พ่อเลี้ยงเมื่อไร จอนบอกว่าอีกสักพัก ตนพอพูดกับพ่อเลี้ยงได้

“โอเคครับ ผมจะพยายามเล่นให้ได้ แล้วจะรีบใช้คืนให้ครับ” ภากรยิ่งแก้มือก็ยิ่งถลำลึกสู่หายนะมากขึ้นทุกที...

ค่ำนี้ เขาไปหาสีไพรที่ห้องอีก นายสุดเห็นสภาพทรุดโทรมของเขา ถามว่าติดยาหรือเปล่า หรือติดการพนัน ภากรอึ้งปากแข็งว่าตนไม่สิ้นคิดขนาดนั้นหรอก นายสุดเตือนสติว่า

“ถ้าคุณยังพอจะมีความคิดเหมือนคนอื่นๆอยู่ก็หัดทำงานทำการเสียบ้าง ทำชีวิตให้มันมีประโยชน์ มีคุณค่าหน่อย ที่นี่ไม่ใช่สถานบำบัดที่รอให้คุณมาพักฟื้นนะ และที่พูดนี่ ก็ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นห่วงอะไรคุณเป็นพิเศษหรอก ผมห่วงลูกสาวผม เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ ก็หัดกลับบ้านกลับช่องเสีย พ่อคุณแม่คุณเท่านั้นแหละที่เขาพร้อมจะแก้ปัญหาให้คุณ ไม่ใช่ที่นี่”

ภากรเดินเซื่องๆกลับไปที่รถ เขาฝากเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้สีไพรบอกว่ามีอยู่แค่นี้แหละ นายสุดถามว่าเป็นค่าอะไร

“อยากให้ ฉันมีความสุขที่ได้ให้...ก็เท่านั้น” เอาเงินใส่มือนายสุดแล้วเดินขึ้นรถขับกลับไป...

ooooooo

คืนนี้ ภากรกลับถึงบ้านอย่างเซื่องซึม มาถึงก็นั่งดื่มเบียร์ไม่สนใจใคร กวีเดินมาพูดว่าทนายชอบบอกว่าเขาไม่เข้าออฟฟิศมาหลายวันแล้ว ภากรตอบไม่มองหน้าว่าไปก็ไม่มีอะไรทำ

กวีย้อนถามว่าไม่มีให้ทำหรือไม่อยากทำ ภากรสวนเสียงขุ่นว่า ก็เหมือนกันนั่นแหละถ้าพ่อคิดว่าตนทำไม่ได้ก็ไล่ออกไปเลย กวีเห็นท่าทีพาลๆของลูกชาย พอขึ้นห้องนอนก็ปรารภกับคุณหญิงว่า

“คุณสังเกตบ้างไหมว่า หมู่นี้นายภากรดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หน้าตาเนื้อตัวดูเหมือนคนสิ้นหวังชอบกล...ผมกำลังคิดว่า เป็นไปได้ไหมที่ภากรมันขัดใจอะไรกับยายอ้อ”

กวีบอกให้คุณหญิงลองเลียบเคียงถามอมาวสีดู ถ้าเป็นเรื่องนี้จริงก็ให้ทั้งสองคนมาคุยกันต่อหน้าแล้วจับแต่งงานเลยเพราะอมาวสีก็เรียนจบแล้ว ภากรจะได้มีความสุข ตั้งอกตั้งใจทำงานทำการเสียที ถามว่าคุณหญิงคิดอย่างไร?

“ถ้าเด็กสองคนรักกันจริง ก็ต้องถือเป็นเรื่องดีค่ะ”

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณหญิงก็เรียกอมาวสีไปนั่งคุยกันที่ระเบียงริมน้ำ พูดถึงภากรที่ทำตัวดีขึ้นระยะหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับไปเหมือนเดิม เหมือนไม่มีชีวิตจิตใจ แล้วรวบรัดเข้าเรื่องอย่างเร็ว ถามอมาวสีว่า

“อ้อพอรู้ไหมว่าเขาคิดอย่างไรกับเรา” อมาวสีนิ่ง คุณหญิงเอ่ยปากขอว่า “ให้โอกาสพี่เขาหน่อยนะ ลองเอาใจใส่ สนใจพี่เขาบ้าง คงไม่ลำบากอะไรมั้ง...และถ้าเขากลับมามีชีวิตชีวาเปลี่ยนเป็นคนละคนขึ้นมาได้ นั่นก็แสดงว่า อ้อคือต้นเหตุของความเศร้าหมองของเขา” อมาวสีถามว่าตนต้องทำอย่างไร คุณหญิงก็โบ้ยว่า เรื่องนี้คุณลุงจะคุยกับเธอเอง

ooooooo

หลังจากรวมหัวกันโกงภากรในบ่อนไปมากมายแล้ว ไอ้เหิม ไอ้เผือกและไอ้อ้อน ก็กินดื่มร้องรำทำเพลงกันอึกทึกครึกโครม จนสายบัวด่าว่าไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยหรือ

ทั้งสามโต้เถียงกับสายบัวเสียงดังจนจอนมาด่าว่ากัดกันอย่างกับหมา สายบัวเสนอจอนว่า ตอนนี้เรามีเงินพอสมควรแล้วให้เลิกบ่อนไปทำอย่างอื่นดีกว่าเพราะเบื่อไอ้พวกนี้เต็มทีแล้ว

“ยัง...ต้องได้อีกสิบล้านจากมันก่อน” จอนบอก ไอ้เผือกติงว่ายาก เพราะภากรเล่นแบบต๊ะไว้ก่อน จอนพูดอย่างเจ้าเล่ห์ว่า “เราต้องเปลี่ยนวิธี ไม่ให้มันเล่นอีก จนกว่ามันจะเอาเงินมาใช้หนี้เรา”

ดังนั้น เมื่อภากรจะมาแก้มืออีก ก็ถูกสั่งห้ามเข้าบ่อนจนกว่าจะเอาเงินมาใช้หนี้ที่ค้างก่อน ภากรฉุนขาด สั่งให้เรียกจอนมาคุยกับตน บอกจอนว่าพวกนี้ไม่ให้ตนเข้าไปเล่น ช่วยจัดการให้หน่อย จอนบอกว่าตนทำไม่ได้เพราะมันเป็นกฎที่ตั้งร่วมกันระหว่างมวลมหาสมาชิก ยืนยันกับภากรว่า

“ทางเดียวที่จะก้าวเข้าไปได้คือน้องต้องหาเงินมาปลดหนี้เก่าก่อน” ภากรโอดว่าตนจะไปหาที่ไหนมาได้ “แหม...ลูกนักการเมืองใหญ่อย่างน้องน่ะ รู้วิธีดีกว่าผมนะครับ เสียใจจริงๆ...มีแล้วโทร.มานะ รีบๆหน่อยก็ดี ก่อนที่พ่อเลี้ยงเขาจะโกรธ”

จอนปิดประตูอย่างไม่แยแส ภากรยืนซึมอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินกลับไป

ooooooo

ที่สำนักงานรักษ์เลของลุงรักษ์ มีอัลบั้มรูปถ่ายของราชสมัยเด็กทั้งรูปเดี่ยวและถ่ายคู่กับลุงรักษ์

ชิดชไมกลับจากเล่นน้ำทะเลกับราชมาเห็นรูป รำพึงทึ่งว่าตนไม่เคยเห็นรูปพวกนี้มาก่อนเลย ราชบอกว่าตนก็ไม่เคยเห็น จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยถ่ายรูปพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ชิดชไมเอ่ยชมว่าลุงรักษ์รักษารูปไว้ดีจังเลย พอดีลุงรักษ์เข้ามาพูดขำๆ

“ใช่ เก็บดีเสียจนลืมว่าเก็บเอาไว้ที่ไหน” พูดพลางส่งแก้วเครื่องดื่มให้คนละแก้ว “เพิ่งเอาออกมาดูตอนหนูแคลร์มานี่แหละ รู้ไหมว่าหนูเป็นผู้หญิงคนแรกที่ราชพามาเจอลุงน่ะ คนอื่นๆ ลุงเป็นคนนัดให้มาเจอกัน”

ชิดชไมหัวเราะเสียงใสถือแก้วเครื่องดื่มเดินออกไป ราชถามลุงรักษ์ทันทีว่า “เป็นยังไงครับลุง” ถูกลุงรักษ์ย้อนถามว่าเอาจริงๆ หรือจะให้ตอบแบบเอาใจ พอราชยักไหล่เท่ๆ ลุงรักษ์ก็ตอบทื่อๆว่า

“เหมือนกันเกินไป เหมือนเพื่อนว่ะ...เธอน่าจะเป็นเพื่อนที่ดีของราชนะ” พอเขายิ้ม ลุงถาม “ไม่ผิดหวังเหรอ?” ราชตอบกวนจนน่าหมั่นไส้ว่าตนเป็นหลานลุงก็ต้องคิดเหมือนลุงสิ

ลุงรักษ์นึกได้เล่าอย่างแปลกใจว่า วันนี้มีคนมาที่ออฟฟิศเห็นรูปนี้เข้า เขาทำหน้าตกใจ ตนก็พลอยตกใจไปด้วย แต่คุยไปคุยมากลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด

“ยังไงครับ” ราชสนใจ แต่พอฟังคำตอบของลุงรักษ์ก็อึ้งไปทันที...

“เขานึกว่าหลานคือหม่อมเจ้าคฑาเทพ ทวยไท”

ooooooo

ภากรขับรถไปตามท้องถนนเขายังเครียดกับเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายที่ผ่านมา เขาโทรศัพท์ขอให้สายบัวหาทางช่วยพูดเรื่องหนี้พนัน ถูกเธอปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า

“จูดี้ก็พยายามหาทางช่วยอยู่ค่ะ แต่มันยากมากจริงๆ เรื่องแบบนี้จูดี้เข้าไม่ถึงค่ะ” เขาขอให้ช่วยพูดกับจอน เธอก็บ่ายเบี่ยงว่า “พี่จอนก็ทำอะไรไม่ได้ค่ะ เพราะพ่อเลี้ยงดูจะเอาจริงเอาจัง ขู่ด้วยนะคะ มือปืนของเขาเยอะค่ะ โหดๆทั้งนั้นเลย”

ภากรโอดครวญว่าตนจะทำอย่างไรดีเพราะพ่อไม่เคยช่วยเรื่องแบบนี้ด้วย สายบัวพูดให้ผ่อนคลายเพื่อบีบเอาเงินอีกว่า จะลองขอพ่อเลี้ยงว่าอย่าให้ถึงตายเลย แต่ภากรเองก็ต้องรีบหาเงินมาทยอยจ่ายบ้าง พ่อเลี้ยงจะได้ใจอ่อน

ภากรขับรถเข้าบ้านอย่างมืดแปดด้านไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้พนัน เจอกวีรออยู่ เขาถูกเรียกไปถามว่าเป็นอะไร ทำไมไม่กลับบ้าน หน้าซีดเหมือนคนติดยา ภากรรวบรวมสติเอ่ยขอโทษ กวีย้ำว่าอยากรู้สาเหตุทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้

“เอ้อ...ผม...เหงาน่ะครับ” ภากรอ้างแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่พอกวีพูดว่าเมื่อเขาบอกว่าอยาก

แต่งงานกับอมาวสีตนก็รับปากแล้วยังจะเหงาอะไรอีก ภากรได้ที ถามกวีว่า “แล้วพ่อจะจัดงานแต่งงานให้ผมเมื่อไหร่ครับ”

กวีมีข้อแม้ว่าเมื่อเขากลับตัวได้อย่างถาวรก็จะหาฤกษ์ให้เลย ภากรมีความหวังขึ้นทันที รีบตอบตกลงให้พ่อหาฤกษ์ได้เลย กวีหัวเราะพอใจคิดว่าตนเกาถูกที่คันของลูกชาย ถามว่าแล้วบอกรักอมาวสีหรือยัง ภากรบอกว่ายัง

“ไปบอกน้องเสีย เขาอาจจะมีเขินกับแกบ้าง แต่หลังจากนั้นพ่อจะพูดกับเขาอย่างจริงจังเอง”

“แต่งงานแล้ว พ่อจะให้เงินทุนสำหรับผมตั้งตัวบ้างไหมครับ”

“สิบห้าล้านพอไหม”

“ขอบคุณครับพ่อ” ภากรโผเข้ากอดกวีอย่างมีความสุขมาก...นาทีนี้...เหมือนเกิดปาฏิหาริย์ในชีวิตจริงๆ!

ooooooo

แม้ราชจะมีความรู้สึกกับชิดชไมอย่างเพื่อนมากกว่าอย่างอื่น แต่สำหรับเธอมีความรู้สึกต่างกับเขา วันนี้เธอถามเขาว่าเคยคิดเรื่องแต่งงานไหม?

ราชหัวเราะขำๆ ชิดชไมพูดอ้อนๆ ว่าอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แก่กว่านี้ไปขอใครแล้วไม่มีใครเอาไม่กลัวหรือ เขาบอกว่า “ผมไม่เดือดร้อนเรื่องนี้” ชิดชไมติงว่าผู้ชายเอาเปรียบผู้หญิงอย่างนี้เสมอ “ผมไม่เคยเอาเปรียบคุณนะแคลร์ ผมคิดยังไงผมก็บอกคุณตลอด”

“แปลว่า...ความสัมพันธ์เราสุดปลายทางอยู่แค่นี้?”

“ไม่ดีเหรอ...เรายังมีชีวิตอิสระด้วยกันทั้งคู่ไง...ดีไหม” เธอตอบงอนๆ ว่าไม่บอก แต่กอดเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าวันใดวันหนึ่งเธอต้องเสียเขาไป ราชเอ่ยอย่างนุ่มนวลว่า “มีผู้หญิงกี่คนกันที่จะยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นลูกเต้าเหล่าใคร”

“เดี๋ยวจะเสิร์ชหาในกูเกิลให้นะ ว่ามีกี่คน” ชิดชไมหยอกเอิน

ราชก้มจูบเบาๆ ในขณะที่ใจคิดถึงเหตุการณ์เมื่อบ่ายที่ผ่านมา...ที่เขาคุยกับลุงรักษ์ที่ระเบียงริมหาด ลุงรักษ์เล่าว่า

“คนนั้น เขาเป็นเพื่อนเก่าของลุง ใกล้ชิดกับตระกูลเจ้าหลายคน พอเขาเห็นรูปราชเขาก็ทึกทักเป็นตุเป็นตะเลยว่า นี่แหละหม่อมเจ้าคฑาเทพ ทวยไท ลุงต้องอธิบายอยู่นานกว่าจะยอมเชื่อว่าเป็นราช หลานลุง ไม่น่าเชื่อนะ ต่างสถานที่ต่างเวลากันตั้งสามสิบปี ดันมีหน้าเหมือนกันได้”

“ผมได้ยินเรื่องนี้มาไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้วครับ”

“เหรอ...แสดงว่าเหมือนจริงๆน่ะสิ แต่เพื่อนลุงคนนี้มันคิดไปไกลกว่านั้น มันดันผ่าคิดว่า ท่านชายตายแล้วเกิดเป็นหลาน”

“เขาเป็นอะไรตายเหรอครับ”

ลุงรักษ์บอกว่าอกหัก เพราะไปรักผู้หญิงที่เป็นคู่หมั้นนักการเมืองสุดท้ายเลยช้ำใจตาย เพื่อนคนนั้นยังเล่าว่าอาจมีลูกติดท้องคนรักไปด้วย ลุงรักษ์พูดทีเล่นทีจริงว่าเพื่อนคนนี้ช่างแต่งเรื่องเก่งจริงๆ บอกราชว่า

“แต่ลุงหวังว่าหลานจะไม่มีเส้นทางรักแบบเดียวกับท่านชายคนนี้หรอกนะ”

คิดถึงคำบอกเล่าของลุงรักษ์แล้ว ราชอดคิดถึงชีวิตตนเมื่อสิบห้าปีก่อนไม่ได้ เหตุการณ์วันนั้นฝังความเจ็บ ความโกรธ เกลียด ชิงชัง ไว้ในหัวใจของเด็กชายภาคย์อย่างไม่รู้ลืม!

ภาคย์ถูกกวีเฆี่ยนหาว่าชกหน้าภากรจนเลือดอาบ แม้เขาจะชี้แจงว่าภากรแกล้งอ้อ ตนไปห้าม เลยถูกภากรชกแล้วพลาดล้มไปเอง กวีถามว่าสองคนเล่นกันแล้วตัวเองไปเกี่ยวอะไรด้วย

“ภากรเรียกผมว่าไอ้”

“เขาเรียกแกว่าไอ้น่ะถูกแล้ว แต่แกต้องเรียกน้องว่าคุณ” ภาคย์รับไม่ได้ถามว่าทำไมต้องเรียกคุณ “แกเถียงฉันหรือ มานี่ ฉันจะลงโทษที่แกกล้าเถียงฉัน” กวีฟาดไม้เรียวที่ก้นภาคย์

“พ่อตีผมทำไม?” ภาคย์ร้องลั่น

“แกอย่ามาเรียกฉันว่าพ่อนะ เลือดพิชิตพงษ์ของฉันไม่มีอยู่ในตัวไอ้สารเลวอย่างแก!” กวียังคงฟาดภาคย์ราวกับจะระบายความแค้นของตัวเองไปลงที่ภาคย์ ภาคย์เอาแต่ร้องไห้ ในขณะที่ภากรยิ้มเยาะอย่างสาแก่ใจ

ooooooo

เมื่อกวีรับปากกับภากรว่าถ้าเขาปรับปรุงตัวเองได้ก็จะจัดพิธีแต่งงานให้ภายในเดือนหน้านี้ ภากรลิงโลดใจมาก เช้านี้ไปเจอนมพริ้งนั่งคุยอยู่กับอมาวสีก็เข้าไปหลอกนมพริ้งว่าแม่ให้ไปหา แล้วนั่งคุยกับอมาวสีแทน

ภากรทำทีรู้ตัวว่าที่ผ่านมาตนเหลวไหล แต่สัญญาว่าต่อแต่นี้ตนจะกลับเนื้อกลับตัวใหม่ถ้าเธอพูดกับตนดีๆ และมีความรู้สึกดีต่อกัน อ้อนว่าเธอเหนี่ยวรั้งตนได้ ตนสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นคนละคนได้ถ้าเธอแต่งงานด้วย ยืนยันว่า

“วันนี้คำพูดของพี่ออกมาจากใจจริงมากกว่าทุกครั้ง และพี่บอกคุณพ่ออย่างที่พี่บอกอ้อแล้วด้วย” อมาวสีถามว่าท่านว่าอย่างไร “งานแต่งงานของเราจะมีขึ้นภายในเดือนหน้า แล้วอ้อจะเห็นโฉมใหม่ของพี่ พี่จะกลายเป็นคนละคนเลย คอยดูสิ”
ภากรจู่โจมหอมแก้มอมาวสีก่อนลุกเดินไป อมาวสีนั่งนิ่งอึ้งกับข่าวที่เธอรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า!

วัชรีได้ข่าวนี้ รีบบอกวารินด้วยความตกใจ คืนนี้ วารินจึงไปนั่งดื่มกับราชที่ร้านเหล้า ราชคาดว่าอมาวสีคงถูกลุงเธอบังคับ วารินระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างอัดอั้นว่า

“อ๋อ...ลุงนักการเมืองหัวโบราณเต่าล้านปี บังคับหลานให้แต่งงาน...คงซื้อเสียงจนเคยตัว เดินขบวนประท้วงมันเลยดีกว่า เอาม็อบไปปิดซอยบ้านมัน ตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดอะไรอีกวะ...”

“ตัดใจเหอะวารินเอ๊ย...มา...เราพานายกลับบ้านเอง”

วารินร้องไห้พรรณนาความผิดหวัง จนราชรับปากเพื่อนว่า “เราจะช่วยนายเอง”

ooooooo

คืนนี้เอง...ราชโทรศัพท์ไปหาอมาวสี ประจวบเหมาะที่กวีกับคุณหญิงไม่อยู่บ้าน เขาหว่านล้อมจนเธอลงมาคุยด้วยที่หน้าบ้าน

ราชทำเวลาเต็มที่ เมื่ออมาวสีลงมาคุยด้วย เขาถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่าเธอรักภากรหรือ ทีแรกอมาวสีก็ไม่อยากตอบแต่เมื่อราชบอกว่า ข่าวที่เธอจะแต่งงานกับภากรทำให้วารินที่หลงรักเธอมานานถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ถามว่า
“คุณจะใจร้ายกับผู้ชายดีๆ คนนี้ได้ลงคอเชียวหรือ” พูดเหมือนตอกย้ำสู่หัวใจเธอว่า “ทั้งหมดที่คุณได้ยิน นั่นคือคำพูดจากใจของนายวาริน รัตนพงษ์ เขาฝากผมมาบอก”

อมาวสียอมรับว่า ตนไม่ได้รักภากรแต่ความสำนึก รับผิดชอบต่อผู้มีบุญคุณทำให้ตนไม่มีทางเลือก ซึ่งคนอย่างเขาไม่มีวันเข้าใจ ราชหาว่านั่นเป็นข้ออ้างของคนโลเลต่างหาก ถามว่าเธอลืมพี่ภาคย์แล้วหรือ

“ฉันไม่เคยลืม ฉันรักและคิดถึงพี่ภาคย์ตลอดเวลา แต่พี่ภาคย์ใจร้าย ไม่เคยนึกถึงฉันเลยสักนิด”

“เขาอาจจะกำลังคิดถึงคุณอยู่ก็ได้” เธอมองหน้าถามว่ารู้ได้ไง ราชจับมือเธออย่างนุ่มนวล เอ่ยอ่อนโยน... “คิดว่าผมเป็นพี่ภาคย์ของคุณสิครับ แล้วก็เอาชื่อของผมไปอ้างได้เลย บอกทุกคนว่าคุณรักอยู่กับผม และจะไม่ยอมแต่งงานกับใครเป็นอันขาด”

ที่ระเบียง นมพริ้งโผล่ออกมาดูทั้งสองคุยกัน แม้จะเขม้นมองแต่นมพริ้งก็ไม่รู้ว่าอมาวสีคุยอยู่กับใครรู้แต่ว่าเป็นผู้ชาย

“ผมเคยบอกแล้วไง เมื่อไหร่ที่มีความทุกข์ใจ ให้นึกถึงผมเป็นคนสุดท้ายก็ได้ ผมยินดีช่วยคุณเสมอ ก็แค่เอาชื่อราชไปอ้าง ไม่ทำให้ตรงไหนของคุณชำรุดหรอกครับ นายวารินจะได้มีความสุข”

อมาวสีค่อยๆ แกะมือราชออก หันเดินเข้าบ้านไปอย่างครุ่นคิด เจอนมพริ้งมาดักถามว่า เห็นคุยกับผู้ชาย เกรงว่าจันหรือใครมาเห็นไปพูดกันรู้ถึงหูคุณท่านเธอจะโดนดุ ถามอย่างห่วงใยว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร มีปัญหาอะไรที่ตนพอจะช่วยได้ไหม อมาวสีตัดสินใจบอกว่า

“เขาคือคนรักของอ้อค่ะ” นมพริ้งตกใจมากถามว่าเธอมีคนรักแล้วหรือ แล้วเรื่องที่คุณท่านให้แต่งงานกับภากรล่ะ? “นั่นแหละค่ะ ปัญหาที่อ้อไม่รู้จะทำยังไงดี”

“เฮ้อ...คุณอ้อคงต้องพูดตรงๆ กับคุณท่านน่ะแหละค่ะ เรื่องนี้ใครก็ช่วยไม่ได้” นมพริ้งแนะอย่างหนักใจ

ooooooo

คืนนี้ ภากรไปหาสีไพรพร้อมกับมอบสร้อย เส้นหนึ่งให้ บอกว่ามันอาจจะไม่ได้ใหญ่โตอะไรแต่ตนตั้งใจให้ ถามว่าสีไพรยังอยากได้อะไรจากตนอีกไหม

สีไพรตอบอย่างถ่อมตนเจียมตัวว่าเท่าที่ได้จากเขาทุกวันนี้ก็มากเกินกว่าจะคาดแล้ว

ภากรพูดถึงฐานะทางสังคมที่แตกต่างกันอีกครั้ง บอกสีไพรว่าตนอาจจำเป็นต้องแต่งงานเพื่อมีหลานให้คุณพ่อคุณแม่ สีไพรพูดอย่างเตรียมใจไว้ก่อนแล้วว่า ตนไม่เรียกร้องอะไรเลย แค่เขายิ้มให้ ตนก็มีความสุขแล้ว ทักว่าไม่เห็นเขาใส่สร้อยข้อมือที่ตนถักให้ ภากรบอกว่าเก็บไว้ใต้หมอน

เมื่อได้รับคำแนะนำจากนมพริ้ง อมาวสีตัดสินใจไปหากวีในเช้าวันรุ่งขึ้น กวียิ้มแย้มถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“คุณลุงตั้งใจจะให้อ้อแต่งงานกับคุณภากรใช่ไหมคะ”

กวีหัวเราะร่าถามว่าภากรพูดกับเธอแล้วหรือ บอกว่าตั้งใจว่าเดือนหน้านี้แหละจะจัดงานให้ใหญ่เลย เมื่อเธอรู้ก่อนแล้วก็ดี ถามว่าดีใจไหม

“อ้อแต่งงานกับคุณภากรไม่ได้ค่ะ อ้อรักคุณภากรอย่างพี่ชาย”

กวีชักสีหน้าไม่พอใจทันที ให้อมาวสีบอกเหตุผลที่แท้จริงมา อมาวสีบอกว่าตนไม่ได้รักภากร กวีถามเสียงเข้มว่าแล้วเธอรักใคร

“คุณราชค่ะ...ราช รัชภูมิ คนที่ซื้อบ้านแก้วของคุณลุงไปนั่นแหละค่ะ อ้อรักกับคุณราชค่ะ”

กวีโกรธมากด่าว่าบ้าที่ไปรักเศรษฐีบ้านนอก ถามว่า แค่รักกันหรือได้เสียกันแล้ว? ท้องหรือเปล่า? พออมาวสีบอกว่าไม่ได้ท้อง กวีรวบรัดตัดบททันทีว่า

“ไม่ท้องก็แล้วไป เอาล่ะ ไม่ว่าแกจะมีอะไรกับมันมากี่ครั้ง ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ตาม ไปบอกเลิกกับมันเสีย ยังไงๆแกก็ต้องแต่งงานกับภากรเท่านั้น ไปได้แล้ว ฉันจะไปทำงาน”

เช้าวันเดียวกัน ราชก็โทร.บอกภากรขณะที่เขายังอยู่กับสีไพรว่า ให้ยกเลิกการแต่งงานกับอมาวสีเสียเพราะเธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของตนและอย่ามายุ่งกับเธออีก

“ไอ้เลว...ไม่เชื่อโว้ย” ภากรตะโกนเหมือนคนบ้า ราชพูดทิ้งท้ายก่อนวางสายว่า

“รับรองได้ว่าผมจะไม่มีวันยอมให้มีงานแต่งงานระหว่างคุณกับอมาวสีแน่”

ภากรวางเงินไว้ให้สีไพรแล้วรีบกลับบ้านพิชิต–พงษ์ทันที ตรงไปหาอมาวสีที่นั่งใจลอยอยู่บอกเธอว่าราชโทร.บอกตนว่าเขารักกับเธอ จดทะเบียนสมรสกันแล้วด้วย คาดคั้นว่าเป็นเรื่องโกหกใช่ไหม! ใช่ไหม!!

“จริงค่ะ...เป็นความจริง อ้อรักกับคุณราช แล้วอ้อก็บอกคุณลุงแล้วด้วย”

“แล้วพ่อฉันว่าไง พ่อยอมงั้นเหรอ?! คุณพ่อไม่มีวันยอมให้เธออยู่กินกับไอ้โง่นั่นแน่ๆ ไปหย่ากับมันเดี๋ยวนี้เลย”

“ไม่ค่ะ อ้อรักคุณราช”

ภากรคลั่งขึ้นมาตรงเข้าคุกคามจะข่มเหง อมาวสีดิ้นรนร้องให้ปล่อย โชคดีที่คุณหญิงอำภามาเจอ สั่งภากรให้ปล่อยน้องเดี๋ยวนี้ ถามว่าทำไมทำกับน้องอย่างนี้ คนรักกันเขาทำกันอย่างนี้หรือ สั่งให้ขอโทษน้องเสีย คุณหญิงแข็งกร้าวจนภากรจำต้องขอโทษ อ้างว่าที่ทำไปเพราะรักและจะไม่ยอมให้เธอแต่งงานกับราชเด็ดขาด

พอภากรเดินหุนหันไป คุณหญิงถามอมาวสีว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับราชด้วยหรือ? ราช รัชภูมิ ใช่ไหม?

ooooooo

เมื่อคุณหญิงถามอมาวสีว่าจดทะเบียนสมรสกับนายราชจริงหรือ หรือแค่รักกันเฉยๆ หว่านล้อมให้อมาวสีบอกความจริงมาเถิด ตนจะไม่โกรธ อมาวสีจึงตัดสินใจพูดความจริงว่า

“กับคุณภากร อ้อเคารพเหมือนพี่ชาย คุณภากรเคยแกล้งอ้อนับตั้งแต่เด็กๆจนโต แต่อ้อก็ไม่เคยโกรธ อ้อถือว่าคุณภากรเป็นลูกของผู้มีพระคุณกับอ้อ” คุณหญิงถามว่าแล้วกับราชล่ะ? “คุณราช แม้จะเพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่อ้อรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับเขามานานแสนนาน

ยิ่งเวลาที่สบตากับเขา เขาช่างเหมือน...เหมือนคนที่อ้อคิดถึงอยู่ตลอดเวลา”

“เหมือนใคร??”

“เหมือนพี่ภาคย์ค่ะ อ้อรู้สึกตลอดเวลาที่อยู่ใกล้ๆ เขา ว่าเขาคือพี่ภาคย์ แม้ว่าเขาจะไม่ยอมรับก็ตาม...อ้อควรทำยังไงดีคะ” ถามแล้วเห็นคุณหญิงนิ่ง เธอพูดอย่างรู้สำนึกว่า “อ้อรู้ค่ะ ว่าเรื่องระหว่างอ้อกับคุณราชคงไม่ใช่เรื่องที่ถูก คุณป้ากับคุณลุงก็อาจจะไม่เชื่อที่อ้อพูดเรื่องที่อ้อไม่ได้รักคุณภากรแบบที่จะยอมแต่งงานด้วย เป็นเรื่องจริงค่ะ อ้อขอความกรุณาคุณป้าได้ไหมคะ”

“เรื่องบางเรื่อง คุณลุงเขาไม่ฟังป้าหรอก หนึ่งในบางเรื่องนั้นก็คือเรื่องนี้แหละ แต่ป้าจะลองพยายามดู ถ้าอ้อจะยอมช่วยป้าเรื่องนึง...”

อมาวสีมองหน้ารอฟังสิ่งที่คุณหญิงจะให้ช่วย...

ooooooo

กลางวันวันนี้ อมาวสีโทร.ถึงราชขณะเขากำลังทานอาหารอยู่กับชิดชไม ถามเขาว่าเราจะพบกันได้ไหม เป็นฝ่ายพูดก่อนว่า ถ้าเขาต้องการช่วยตนจริงๆ ก็กรุณารับนัดเถิด ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดกันอีกเลย

ราชรับนัดทันทีถามว่าจะให้ไปหาเธอที่บ้านหรือ? เธอบอกว่าที่ไหนก็ได้ที่เขาสะดวก ราชจึงนัดพบที่บ้านแก้วเย็นนี้

ระหว่างที่อมาวสีโทร.คุยกับราชนั้น คุณหญิงอำภายืนลุ้นอยู่ข้างหลังเธอ ส่วนราชที่นั่งอยู่กับชิดชไม พอเขาคุยเสร็จเธอถามว่า “น้องอมาวสีคนนั้นหรือเปล่า” ราชส่ายหน้าบอกว่าสาวคนใหม่กำลังมาติดตนแจเลย แล้วก้มหน้าก้มตาทานอาหารเหมือนไม่อยากให้พูดถึงเรื่องนี้อีก ชิดชไมไม่ซักไซ้แต่แอบสังเกตท่าทีแปลกๆของเขา

ราชกลับถึงบ้านแก้วตอนเย็น ทินรีบออกมารับบอกว่ามีผู้หญิงมารออยู่ในบ้าน ราชบอกว่ารู้แล้ว ส่งถุงผลไม้อย่างดีให้ สั่งทินเอาน้ำและปอกผลไม้ใส่จานมาด้วย แล้วรีบเดินเข้าบ้านไป

“ขอโทษด้วยนะครับ ที่ปล่อยให้คุณต้องรอนาน แต่คงไม่ถึงกับทำให้คุณต้องคลั่งเสียก่อนนะครับ” ราชทักทายตามแบบของเขาพลางเอากุญแจรถไปวาง แต่พอหันมองอีกที ราชชะงักอึ้ง เพราะคนที่รอเขาอยู่ ไม่ใช่อมาวสีแต่คือคุณหญิงอำภา!

คุณหญิงมองราชอึ้ง เอ่ยออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา... “ภาคย์...ลูกแม่...”

น้ำตาท้นเอ่อขึ้นมาทันทีบนใบหน้าที่ยิ้มบางๆ ของคุณหญิง ในขณะที่ราชยืนมองคุณหญิงอย่างสงบนิ่ง...

“ลูกจำแม่ไม่ได้จริงๆ เหรอ...หรือทำเป็นจำไม่ได้เพราะโกรธแม่” เสียงคุณหญิงเครือสะท้านราชหายใจลึกๆ ก่อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงดังฟังชัดห่างเหินและไร้อารมณ์ว่า

“ผมไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร และเข้ามาในนี้ได้ยังไง...แต่ผมมั่นใจว่า ผมไม่เคยรู้จักคุณ”

คุณหญิงในสภาพที่หัวใจพองโตเมื่อได้เห็นราช หน้าเจื่อนหัวใจแทบสลายกับความเย็นชาของราชรัชภูมิ...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"ช่องวัน31" เปิดละครช่วงเวลาใหม่ ประเดิมละครอบอุ่นหัวใจ "เหมือนเราเคยรักกัน"

"ช่องวัน31" เปิดละครช่วงเวลาใหม่ ประเดิมละครอบอุ่นหัวใจ "เหมือนเราเคยรักกัน"
17 ก.พ. 2563
11:45 น.