ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

หัวใจเถื่อน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

หลังจากคุยกับน้องๆแล้ว คืนนี้วารินนัดพบราชที่ร้านเหล้า เล่าเรื่องท่านชายคฑาเทพให้ฟัง กระเซ้าเพื่อนว่าแอบมีเชื้อหม่อมแล้วไม่บอกกันหรือเปล่า?

ราชหัวเราะเบาๆ บอกว่าเป็นเรื่องแปลกจริง ไม่ได้แปลกที่ตนแต่แปลกที่ ม.ร.ว.คนนั้นพูดอย่างภูมิใจกับวารินว่า

“เราไม่มีพ่อแม่ มีแต่ลุงเท่านั้น ลุงรักษ์ รัชภูมิเราคือทายาทคนเดียวเหลืออยู่ในตระกูล รัชภูมิ”

เมื่อกลับถึงอพาร์ตเมนต์ ราชเสิร์ชชื่อท่านคฑาเทพ แต่ไม่ปรากฏข้อมูลของชื่อที่ค้นหา เวลาเดียวกัน อมาวสีก็เสิร์ชหาข้อมูลท่านชายคฑาเทพ เธอถอนใจเมื่อไม่ปรากฏข้อมูลชื่อที่ค้นหาเช่นกัน

อมาวสีคิดถึงเรื่องที่ได้พูดคุยกับนมพริ้งเมื่อเย็นนี้ ที่นมพริ้งบอกว่าถ้าราชคือภาคย์จริงๆก็ดี เพราะเท่ากับภาคย์ได้บ้านแก้วของตัวเองคืน อมาวสีติงว่าถ้าไม่ใช่ล่ะ? บ้านแก้วก็ต้องถูกรื้อทิ้งแน่!

“เสียดายก็แต่รูปวาดของนายแม่ มันเป็นรูปที่คุณภาคย์รักที่สุด” นมพริ้งรำพึง ทำให้อมาวสีตัดสินใจว่าพรุ่งนี้ตนต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว

รุ่งขึ้น เธอไปที่บ้านแก้วแต่เช้าตรู่ไปขอนายกอบเข้าไปดูอะไรบางอย่างในบ้าน นายกอบบอกให้รีบเข้าไปก่อนที่จะเข้าไม่ได้ เพราะ “เจ้าของใหม่เขาหาคนใหม่มาเฝ้าแทน คุณอยากได้อะไรรีบเข้าไปเอาตอนนี้เลยครับ เดี๋ยวลุงก็จะไม่อยู่แล้ว”

พอเข้าไปเห็นรูปคุณยาย อมาวสีก็คิดถึงวันที่คุณยายคุยกับตนอย่างเศร้าสร้อยว่า...

“อ้อรู้ไหม...หลานภาคย์ของยายรักภาพนี้มาก เขาพยายามที่จะเขียนมันขึ้นมาใหม่ให้เหมือนภาพนี้ เพื่อจะเก็บติดตัวก่อนหนีออกจากบ้านพิชิตพงษ์ ถ้ายายรู้ ยายจะรั้งเขาไว้ไม่ยอมให้เขาไปไหนเลย อ้อจำไว้นะถ้าเป็นไปได้ อ้อต้องรักษาภาพนี้ไว้ จนกว่าภาคย์จะกลับมานะ ถ้าไม่เห็นแก่ภาคย์ก็เห็นแห่ยายเถอะนะอ้อ...”

อมาวสีหาบันไดมาปีนขึ้นไปปลดรูปคุณยายลงมา แต่เอี้ยวตัวไม่ถนัด บอกลุงกอบให้ช่วยรับรูปที

“คิดจะเป็นขโมย มันต้องฝึกความทะมัดทะแมงให้มากกว่านี้หน่อยนะ” เสียงราชเอ่ยขึ้น อมาวสีตกใจทำให้โงนเงนจะล้ม ราชพุ่งเข้าไปรับร่างเธอไว้ทัน แต่แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งสองล้มไปด้วยกัน ร่างอมาวสีทับอยู่บนร่างราชแต่ระหว่างกันมีภาพของคุณยายกั้นอยู่ เธอถูกราชขู่ว่า “ผมจับตัวคนร้ายได้พร้อมของกลางอย่างนี้ คุณดิ้นไม่หลุดแน่”

อมาวสีโต้ว่าที่ตนไม่ดิ้นเพราะกลัวภาพเสียหายต่างหาก

พอดีลุงกอบเข้ามาบอกว่ากำลังไปหาค้อนมาถอนตะปู ราชบอกให้ลุงกอบไปได้แล้ว เดี๋ยวตนจะให้นายทินมาเฝ้าแทน ส่วนอมาวสีตนคงต้องกักตัวไว้ก่อน แล้วเชิญไปคุยกันที่ระเบียงบ้าน

ooooooo

อมาวสีชี้แจงว่า ตนมาเอาภาพวาดของคุณยายเพราะเป็นภาพที่ภาคย์รักมาก ตั้งใจจะเอาไปเก็บไว้ให้เขา ราชอ้างว่าตนใช้เงินก้อนโตซื้อบ้านหลังนี้ ฉะนั้นทุกอย่างในบ้านนี้ต้องเป็นของตนรวมทั้งภาพวาดนี้ด้วย

อมาวสีจึงขอซื้อคืนจะแพงเท่าไรก็สู้ ขออย่างเดียวเขาต้องยอมให้ตนผ่อน ราชถามว่าใครใช้ให้เธอทำ อมาวสีบอกว่าตนทำเอง ราชถามว่าแล้วเธอจะเอาภาพนี้ไปเก็บไว้ที่ไหนในเมื่อเวลานี้ภาคย์เองก็หายสาบสูญอยู่ แล้วตัดบทว่า

“ผมต้องการให้ภาพนี้อยู่ในที่ที่มันเคยอยู่ แต่ถ้าพี่ภาคย์ของคุณกลับมาเมื่อไร ผมยินดียกภาพนี้ให้เป็นของขวัญสำหรับเขา” อมาวสีดีใจมากรีบขอบคุณเขา ราชถามอีกว่า “ถามจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ คุณอยากได้บ้านหลังนี้คืนให้เขาไหม”

“ถ้าฉันมีเงินพอฉันจะขอซื้อคืนค่ะ เพราะบ้านแก้วหลังนี้คือทุกอย่างของพี่ภาคย์” เขาถามว่าเธอทำทุกอย่างเพื่อภาคย์ได้จริงๆหรือ “ค่ะ...เพราะเขาคือพี่ชายที่ฉัน รักมากที่สุด”

“แต่ดูเหมือนเขาจะตอบแทนคุณด้วยการใจร้ายกับคุณมากที่สุด” ราชเอ่ย แล้วต่างก็จ้องตากันนิ่ง

อมาวสีจำเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อนได้ติดตา วันนั้น ในมือภาคย์ถือกระดาษดินสอวาดอะไรอยู่ ถามคุณยายว่าตนจะมาอยู่กับคุณยายได้ไหม คุณยายตอบอย่างเอ็นดูว่าภาคย์ยังเด็กก็ต้องอยู่กับพ่อแม่สิ ต่อมาภาคย์นั่งอยู่บนตักคุณยาย ถามคุณยายอีกว่า ถ้าโตขึ้นตนจะมาอยู่ที่นี่ได้ไหม

“ได้สิ ยายจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้ให้ภาคย์นะ”

“ถ้าผมไปไหน ยายจะไปกับผมด้วยได้ไหม”

“ยายแก่แล้ว ยายคงไปไหนมาไหนกับภาคย์ไม่ไหวหรอกลูกเอ๊ย...”

จากวันนั้น ภาคยังคงวาดรูปคุณยายตามแบบรูปวาดสีน้ำมันรูปนั้นอย่างมุ่งมั่น

ooooooo

เช้านี้ ภากรว้าวุ่นใจมากเมื่อไม่เห็นอมาวสีพอรู้จากจันว่าเธอออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้ว เขายิ่ง ร้อนใจถามว่าไปไหน? ไปยังไง? จันบอกว่าเรียกแท็กซี่ไปแต่ไปไหนไม่ทราบ

เป็นเวลาที่ราชขับรถพาอมาวสีมาส่งที่บ้านพอดี เธอนั่งเกร็งมาตลอดทางจนเขาทักว่ายังไม่คุ้นกับการนั่งรถกับตนอีกหรือ อมาวสีบอกว่าตนคุยไม่เก่งเหมือนวัชรี

“ไม่ใช่เรื่องคุยเก่งหรือไม่เก่ง แต่ท่าทีและอารมณ์ที่แผ่ออกมาจากตัวคุณ ทำให้ผมรู้สึกได้ว่าคุณยังระแวงผมอยู่”

อมาวสีอ้างว่าตนเพิ่งรู้จักเขา ก็ถูกราชประชดว่าต้องคนที่รู้จักกันมานานอย่างภากรใช่ไหมเธอถึงจะไว้ใจ ทำให้อมาวสีฉุนขึ้นมา ก็พอดีมีสายเข้ามือถือ เป็นสายจากภากรถามว่าไปไหน ทำไมไม่บอกจะได้ไปส่ง อมาวสีบอกว่าเกรงใจ ภากรอ้างว่าคุณพ่อบอกแล้วให้ตนดูแลรับส่งเธอ แล้วถามว่าตอนนี้อยู่ไหนจะได้ไปรับ

“อ้ออยู่บนรถแล้วค่ะ ใกล้จะถึงบ้านแล้ว เท่านี้นะคะ... ค่ะ...” พอเธอกดปุ่มปิดการสนทนา ราชก็พูดขำๆว่า

“ถ้าเขาเห็นว่าผมเป็นคนมาส่งคุณ มีหวังได้อาละวาดน่าดู ฮ่ะๆๆ”

แต่อมาวสีไม่ขำด้วย จนมาถึงหน้าบ้าน ราชบอกว่าภากรคงดักรออยู่ ถ้ามีอะไรก็โทร.บอกตนได้

จู่ๆอมาวสีก็ขอบคุณเขาสำหรับเรื่องการ์ด ราชนึกได้บอกว่าเป็นของวาริน เธอต้องขอบคุณเขา เธอบอกว่าขอบคุณคนต้นคิด ฝากไปบอกวารินด้วยก็แล้วกัน แล้วก็เดินเข้าบ้านไป ราชยังยืนมองอยู่ข้างรถ

ภากรดักอยู่จริงๆ เขาบอกอมาวสีให้คุยกันก่อน เหล่มาทางราชพูดเสียงดังว่า ส่งเสร็จแล้วก็กลับไปเสียมายืนดูอะไรอีก เลยถูกราชดักคอว่า

“ดูว่าแถวนี้จะมีร่องรอยคนยิงกระจกบ้านผมบ้างไหม”

ภากรปฏิเสธแล้วปิดประตูเลย

เมื่อเข้าไปถึงห้องนั่งเล่น ภากรซักไซ้อมาวสีถามว่าไปไหนมา ทำไมหมอนั่นถึงมาส่งได้ พอเธอบอกว่าไปบ้านแก้ว ก็ถูกหาว่านัดพบผู้ชายที่บ้านหลังเปลี่ยว

อมาวสียืนยันว่าตนไม่ได้ทำผิดอะไร ตนไปดู บ้านแก้วเป็นครั้งสุดท้าย ดูแทนพี่ภาคย์ จะได้จำไว้ว่าของที่ควรเป็นของพี่ภาคย์กำลังจะถูกทำลายกลายเป็นของคนอื่นได้ยังไง

พออมาวสีพูดถึงภาคย์ ภากรก็เป็นเดือดเป็นแค้นขึ้นมา สั่งว่าต่อไปถ้าจะไปไหนต้องให้ตนไปส่ง อมาวสีพูดเย้ยว่า ถ้าเขาตื่นทันก็เชิญ พูดแล้วเดินออกจากห้องไปเลย

ฝ่ายจอนอยากเจอเหยื่อกระเป๋าหนักลูกนักการเมืองที่สายบัวอ่อยมาได้ วันนี้พากันมาที่สวนสาธารณะ ปรากฏว่าไม่เจอภากร สายบัวบอกให้เขาไปทำงานของตัวเองให้ดีเถิด เรื่องเหยื่อตนจัดการเอง

ก่อนจอนกลับ สายบัวขอเงินติดกระเป๋าไว้เผื่อใช้จ่ายบ้าง จอนบ่นว่าเงินที่ได้จากลุงรักษ์สองหมื่นใกล้หมดแล้วเตือนสายบัวว่าใช้จ่ายให้ระวังหน่อยก็แล้วกัน และถ้าได้ความเรื่องเหยื่ออย่างไรก็โทร.บอกด้วย

ooooooo

เย็นนี้ทนายชอบกับหมอดูมาพบกวีที่บ้านหมอดูยืนยันว่าดวงของกวีจะรุ่งเรืองในธุรกิจลงทุนผลิตยา รวมทั้งการเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะชนะแบบถล่มทลายได้คะแนนสูงสุด ได้เป็นรัฐมนตรีทุกกระทรวง กระทั่งอาจได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

“แต่ต้องระวังทุกขลาภ ที่อาจโผล่เข้ามาสอดแทรกได้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ท่านจะวิ่งฉิว ไม่ว่าอะไรก็ฉุดไม่อยู่” หมอดูเตือน

ฟังหมอดูแล้วกวีหัวเราะอารมณ์ดี หมอดูยังหยอดว่าท่านกำลังโชคดี อาจจะมีหลานในไม่ช้าไม่นานนี่แหละ

พอหมอดูกลับไป ภากรที่วันนี้อยู่บ้าน เขาบอกกวีว่าชาลินีเสียไปสองปีแล้วตนเหงาเหลือเกินอยากแต่งงานใหม่ คนที่หมายตาไว้คืออมาวสี กวีหัวเราะชอบใจที่ลูกชายคิดตรงกับใจตน

เมื่อเล่าให้คุณหญิงอำภาฟัง คุณหญิงพอใจไม่แพ้กัน กวีวางแผนว่าอมาวสีเรียนจบเมื่อไรก็จะจัดการให้ถูกต้องตามประเพณีไปเลยดีไหม

“ดิฉันดีใจที่จะได้หนูอ้อเป็นสะใภ้ แต่คนของเรา

ต้องพูดจากับน้องเขาให้รู้เรื่องก่อน ต้องไม่ใช่การบีบบังคับจากเรา”

“คุณกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหรอ”

คุณหญิงอำภาถามว่าประวัติศาสตร์ช่วงไหน กวีบอกว่าเรื่องชาลินี แต่ก็ชี้แจงว่าไม่มีใครบังคับชาลินีเพราะพวกเราเข้าใจว่าภากรกับชาลินีรักกันจริงๆ

แต่คุณหญิงอำภากลับคิดถึงเรื่องในอดีตของตนที่แต่งงานกับกวี ในวันแต่งชุดเจ้าสาว เธอร้องไห้จนกวีปลอบขู่ๆว่า

“คุณสัญญากับผมแล้วนะ ว่าจะไม่ร้องไห้ อยากให้พ่อผมโกรธรึไง”

ooooooo

วันนี้ ราชพาอนุ การันต์ และช่างสามสี่คนไปดูบ้านแก้ว ราชต้องการให้การันต์เอาบ้านแก้วไปขอสินเชื่อสามสิบล้าน การันต์หัวเราะบอกว่าสภาพบ้านอย่างนี้ตนไม่มีวันเซ็นอนุมัติให้เด็ดขาด

อนุติงว่า ขึ้นอยู่กับว่าราชจะเอาบ้านหลังนี้ไปทำอะไร เสนอแง่คิดต่างๆนานา ทั้งให้ทำเบียร์การ์เด้นท์ ทำสปา กระทั่งเปิดสอนโยคะ ราชขอคิดดูอีกที แต่บอกว่าตนอาจจะเก็บไว้เป็นเรือนหอก็ได้ เลยถูกอนุแซวว่าชิดชไมหรือน้องรัชนี การันต์หัวเราะว่าเพ้อเจ้อ ป่านนี้เจ้าของบ้านคนเก่าคงหัวเราะร่าเตรียมเลี้ยงฉลองกันเจ็ดวันเจ็ดคืนแล้ว

“ไม่แน่หรอก บางทีคุณหญิงอาจจะกำลังระทมทุกข์ที่ไม่สามารถรักษาบ้านหลังนี้ไว้ก็ได้ ใครจะรู้” ราชติง

จริงอย่างที่ราชคาดคะเน เพราะคุณหญิงกำลังนั่งอยู่ในห้องพระ อธิษฐานต่อหน้าพระว่า

“ไม่ว่าภาคย์ของแม่จะอยู่ที่ไหน แม่ขอให้ลูกได้รับรู้คำขอโทษของแม่ด้วย แม่ได้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งแล้ว แม้แม่จะพยายามฝืน ไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นแต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีทางเลือกอื่นใดให้แม่เลย...”

คุณหญิงรำพึงรำพันถึงการจากไปอย่างไร้ข่าวคราวของภาคย์ จนตนจำต้องยอมขายบ้านหลังนี้ทั้งที่ไม่รู้ว่าการขายบ้านแก้วครั้งนี้จะส่งผลดีหรือผลร้ายกับตนและกวีอย่างไร แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากมีโอกาสพบลูกอีกสักครั้ง “อย่างน้อยก็เพื่อให้แม่ได้ขอโทษลูก ต่อหน้าลูก ขอโทษในทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่ได้ทำผิดพลาดไปแล้ว... ให้อภัยแม่ด้วยนะภาคย์...”

เวลาเดียวกัน หว่องมาคุยกับกวีเรื่อง บริษัท เฮลตี้ ฟาร์ม่า ที่กวีจะตั้งขึ้น พร้อมกับมอบแผนงานของโปรเจกต์นี้ทั้งหมดรวมทั้งรายละเอียดการลงทุน หว่องย้ำว่า

“หลักการโดยรวมก็คือท่านต้องรีบหาซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงานให้พร้อมสำหรับกระบวนการผลิต ส่วนเรื่องการขออนุญาต ผมจะดำเนินการเอง ซึ่งเรามีชื่อท่านเป็นประธานอย่างนี้แล้วเชื่อว่าการอนุมัติคงไม่ใช่เรื่องยาก”

ทนายชอบดูเอกสารแล้วบอกกวีว่ารวมเงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท กวีรำพึงว่าคงต้องเร่งระดมทุนพรรคพวกแล้ว หว่องติงว่าอยากให้ท่านลงทุนเองทั้งหมดเพราะจะทำให้การตัดสินใจอะไรง่ายและรวดเร็วขึ้น

กวีมอบหมายให้ทนายชอบสรุปความเป็นไปได้ในเรื่องนี้แต่อย่าให้ตนออกหน้าเพราะไม่ต้องการมีชื่อในธุรกิจอะไรทั้งสิ้น เผื่ออาจจะมีผลต่อการเลือกตั้งคราวหน้า โดยให้ภากรเป็นผู้ดูแลบริษัทแทน หว่องอยากทำความรู้จักกับภากร แต่พอโทร.คุยกัน ภากร
บอกว่าตนกำลังมีนัดลงพื้นที่เพื่อช่วยคุณพ่อ โอกาสที่เราจะได้เจอกันยังมีอีกเยอะ

ที่แท้กวีอยู่กับสีไพรที่สวนสาธารณะ แต่ระหว่างอยู่กับสีไพร เขาเหลือบเห็นสายบัวแต่งตัวเซ็กซี่วิ่งออกกำลังอยู่ สายบัวส่งสัญญาณให้ไปพบกันที่หลังสวน ภากรจึงหลอกให้สีไพรกลับไปก่อน อ้างว่าเมื่อกี๊พ่อโทร.มาตามไปคุยเรื่องงาน

พอสีไพรกลับไป ภากรก็ไปพบสายบัวที่หลังสวน เขาถามชื่อ สายบัวบอกให้เรียกตนว่าจูดี้ก็แล้วกัน แต่ต้องเรียกสองคำเต็มๆเพราะเรียกดี้โดดๆ ก็จั๊กจี้หู เรียกจูคำเดียวก็ระคายหู แล้วชวนภากรไปฉลองกัน ภากรถามว่าไปที่ไหน? สายบัวบอกว่าตนเป็นคนธรรมดาๆ ได้แต่หาความสุขประสาคนธรรมดาคนหนึ่ง เดี๋ยวพาไปก็รู้

ooooooo

กระดูกของชาลินีเก็บไว้ที่วัดสวยงามแห่งหนึ่ง วันนี้ราชไปยืนเบื้องหน้ากำแพงที่บรรจุกระดูกของชาลินี คิดคำนึงถึงเธอด้วยความรัก...

“ชาลินีคือผู้หญิงที่น่าสงสารและน่าเห็นใจที่สุด เธอเป็นคนเดียวที่รู้จักทั้งภาคย์ พิชิตพงษ์ และราช รัชภูมิ เป็นอย่างดี เธอเป็นคนเดียวที่เข้าใจดีที่สุดว่า ทำไมบ้านแก้วจึงต้องตกเป็นของผม...น่าเสียดายที่เธอต้องจากไปด้วยความทุกข์ทรมาน อันเนื่องมาจากนิสัยเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของคนในตระกูลพิชิตพงษ์...”

ราชกลับมาคุยกับลุงรักษ์ที่ระเบียงริมทะเลบริษัท รักษ์เล ที่ภูเก็ต ลุงรักษ์ถามว่าเมื่อได้บ้านแก้วมาแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ราชยังคงมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะต้องได้ทุกอย่างของพิชิตพงษ์ จนลุงรักษ์ติงว่าฟังดูรุนแรงไปหน่อย ถามว่า “ทุกอย่าง” ที่ราชพูดนั้นหมายถึงอะไร คนหรือของ?

“ทั้งหมดครับ อะไรก็ตามที่ได้ชื่อว่าเป็นของพิชิตพงษ์ มันต้องเป็นของผม”

ลุงรักษ์เตือนสติราชว่า ตนรู้ว่าราชรู้สึกอย่างไรและตั้งใจจะทำอะไร ซึ่งตนก็ไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับราชว่าจะสนับสนุนเขาทุกอย่าง ราชขอบคุณและสำนึกบุญคุณ ลุงรักษ์ย้ำเตือนอีกว่า

“ลุงก็ไม่เคยลืมสิ่งที่เธอทำเพื่อลุง แต่ลุงอดเป็นห่วงเธอไม่ได้ และคงต้องคอยเตือนเธออย่างตรงไปตรงมา เพราะถ้าเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้นจากการกระทำของเธอ ลุงก็จะเป็นอีกคนนึงที่เสียใจไม่แพ้เธอนะราช”

“ผมทราบครับ”

ขณะนั้นเอง น้องแก้ว หรืออรัญญา หญิงสาวคล่อง แคล่วทะมัดทะแมงเข้ามาสวัสดีลุงรักษ์ ลุงรักษ์ถามราชว่าจำได้ไหม นี่คืออรัญญาที่เคยเล่นน้ำทะเลด้วยกันทุกวันไง ราชยิ้มเจื่อนๆบอกว่าห่างไปหลายปีคงต้องเท้าความกันหน่อย

“น้องแก้วได้ทุนไปเรียนที่ญี่ปุ่น พอกลับมาก็ทำบริษัททัวร์ จอยกับรีสอร์ทรักษ์เลของเรา” ลุงรักษ์เล่า

“วันหลังขอเชิญพี่ราชมาเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ให้แก้วได้ไหมคะ ลูกค้าแก้วส่วนใหญ่ชอบดำน้ำ แถวนี้ไม่มีใครดำน้ำเก่งเท่าพี่ี่ราชอีกแล้ว” แก้วชวน ราชติงเขินๆว่าพูดแบบนี้เหมือนดูถูกลุงรักษ์ เลยพากันหัวเราะ

ก่อนไป แก้วเอ่ยลาเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วต้องแปลให้ฟังเองว่า “คิดถึงคุณจริงๆค่ะ” เมื่อแก้วไปแล้ว ลุงรักษ์พูดจริงจังกับราชว่า

“ราช...ก่อนที่เธอจะทำอะไรมากกว่านี้ ลุงขอเจอเด็กคนนั้นสักครั้งนึงได้ไหม”

“ได้สิครับ” ราชตอบรับด้วยความยินดี

ooooooo

สายบัวพาภากรไปที่สนามมวยที่เต็มไปด้วยนักพนันมวย ทั้งสองเชียร์มวยกันอย่างเมามัน จนเมื่อออกจากสนามมวยต่างก็เหงื่อท่วมตัว ภากรพูดอย่างมีความสุขมากว่าไม่เคยมันอย่างนี้มาก่อนเลย

จอนดักอยู่แล้ว เดินเข้ามาอ่อยว่าถ้าอยากมัน

สุดยอดกว่านี้ตนจัดให้ได้ สายบัวจึงแนะนำว่าจอนเป็นพี่ชายตน ทำเอาภากรเกร็งทักจอนอย่างนอบน้อม จอนบอกว่าไม่ว่าอะไรที่เขามาเที่ยวกับน้องสาวตน ไว้วันหลังตน จะพาไปในที่ที่รับประกันความหรรษา ถ้าสนใจวันหลังเชิญ

“ถ้ามีจูดี้ไปด้วย ผมยินดีไปทุกที่ครับ” ภากรมองจูดี้อย่างหลงใหล ทั้งสามหัวเราะกันอย่างถูกคอที่อีกฟากหนึ่งของสนามมวยนี่เอง นายสุดยืนมองภากรอยู่อย่างเจ็บแค้น พอกลับถึงบ้านก็ถามสีไพรว่าวันนี้เจอภากรหรือเปล่า สีไพรไม่โกหกพ่อ บอกตามตรงว่าเจอกันแต่เขากลับไปแล้วเพราะถูกพ่อโทร.ตาม ถามว่ามีอะไรไหม

นายสุดถึงกับน้ำตาร่วงอย่างอัดอั้นเจ็บปวด ถามสีไพรว่า “เอ็งจะเป็นยังไงหนอสีไพร ถ้าคุณภากรเขาทิ้งเอ็งไปมีคนอื่นน่ะ เอ็งจะอยู่ยังไง” สีไพรบอกว่าภากรยังไม่ได้ทิ้งตนไปไหน “พ่อก็หวังอย่างนั้น แต่จำไว้นะลูก ไม่ว่าลูกจะผิดหวังช้ำใจหรือเสียใจแค่ไหน ลูกก็ยังมีพ่ออยู่อีกคนนะ พ่อรักลูกนะสีไพร”

สีไพรเองก็บอกรักพ่อ สองพ่อลูกกอดกันร้องไห้ ด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน...

ooooooo

วันนี้ราชเอารถไปจอดที่หน้ามหาวิทยาลัยที่อมาวสีเรียน ระหว่างนั้นชิดชไมโทร.มาบอกว่าเธอจะไปสิงคโปร์สองสามวันเพื่อคุยเรื่องงานโฆษณา

วางสายจากชิดชไม ราชเพ่งมองไปข้างหน้าเห็นภากรขับรถมาส่งอมาวสีที่หน้ามหาวิทยาลัย สั่งว่าเลิกกี่โมงให้โทร.บอกจะมารับกลับ อมาวสีบอกว่าเวลาเลิกไม่แน่นอน เขาไม่ต้องกังวลเรื่องตน ภากรย้ำว่าเลิกเรียนก็โทร.บอกแล้วกัน

ราชรอจนบ่าย เมื่ออมาวสีเลิกเรียนเดินออกมา เขารีบลงไปทัก อมาวสีถามว่าเป็นความบังเอิญหรือเปล่า ราชบอกว่า

“ผมตั้งใจ ตั้งใจมารับคุณไปส่งบ้าน” อมาวสีไม่สนใจ เขาต่อรอง “เอาเป็นว่าผมขอร้องก็แล้วกัน เพราะผมมีเรื่องสำคัญจะคุยกับคุณด้วย...เชื่อใจผมเถอะน่า นี่ก็กลางวันแสกๆ ผมไม่ขับรถพาคุณเข้ารกเข้าพงเหมือนนายภากรหรอก” อมาวสีถามว่าจะคุยเรื่องอะไร พอเขาบอกว่า เรื่องบ้านแก้ว เธอก็สนใจขึ้นมายอมขึ้นรถไปกับเขา

ระหว่างอยู่ในรถ มีโทร.เข้ามือถือของราช เขาคุย สบายๆ อมาวสีนั่งฟังเงียบๆ ได้ยินแต่เสียงราชพูดฝ่ายเดียว...

“น้าเทินสั่งคอนเทนเนอร์เพิ่มอีกสองตู้นะ แล้วติดต่อคุณประสงค์ขอรถเทรเลอร์เพิ่มอีกสี่คัน เพราะของค่อนข้างชิ้นใหญ่ ขอคนขับสองคนสลับมือกันนะ เชียงราย-กรุงเทพฯ แปดร้อยกว่ากิโล ถ้าเผลอหลับในจะไม่คุ้มกัน น้าเทินต้องคุมซีลของเองนะ คนอื่นผมไม่ไว้ใจ ส่วนไอ้ทินก็ให้เฝ้าบ้านแก้วนั่นแหละ ตามนี้นะครับ...อ๋อ...คุณชิดชไมไปสิงคโปร์ ไม่งั้นผมก็ต้องไปกินข้าวกับเธอแล้วสิ...เท่านี้นะ”

เลิกคุยกับเทินแล้ว ราชหันถามอมาวสีว่าสบายดีไหม เธอส่ายหน้าเร่งให้เขาคุยเรื่องบ้านแก้วเลย ถามว่าเขามีเรื่องสำคัญอะไร

“เดี๋ยวแป๊บนึงได้ไหมครับ...ขอคุยไปพร้อมกับดื่มกาแฟไปด้วยได้ไหมล่ะ”

ราชพาเธอไปที่ร้านเบเกอรี่สไตล์เก๋ น่ารัก สั่งกาแฟและน้ำผลไม้ปั่นให้เธอ ชวนดื่มก่อนแล้วค่อยคุยกัน...

ooooooo

กว่าที่ราชจะพูดเรื่องสำคัญของเขาให้อมาวสีฟังได้ ก็ทำเอาเธอเกือบทนไม่ไหวกับลีลามากมายของเขา

“ฉันไม่มีเวลามากนักนะคะ ต้องรีบกลับบ้านท่องหนังสือเตรียมสอบ” กลับถูกเขาหาว่าจะรีบไปรายงานตัวกับใครบางคน “คุณราชคะ กรุณาพูดเรื่องสำคัญของคุณเดี๋ยวนี้เถอะค่ะ”

นั่นแหละ ราชจึงบอกเธอว่ามีคนมาขอซื้อบ้านแก้วจากตน ชี้แจงเมื่อเห็นเธออึ้งไปว่า

“คืองี้...ผมเห็นว่าคุณผูกพันกับบ้านหลังนี้มาก ถูกต้องไหมครับ อาจจะไม่มากเท่าพี่ภาคย์อะไรของคุณก็ตามทีเถอะ แต่มันก็ทำให้ผมคิดว่า อะไรที่เกี่ยวกับบ้านแก้ว ผมก็ควรมาบอกให้คุณรู้ไว้ ประสาคน...เอ่อ...คนรู้จักกัน”

เป็นเรื่องที่เรียกความสนใจจากอมาวสีได้ทันที เธอถามว่าใครซื้อหรือ ราชบอกว่าไม่รู้ เพราะเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ คนซื้อบอกว่ายอมสู้ราคาไม่อั้น แล้วทำเป็นตั้งข้อสังเกตว่า...

“เอ...หรือว่าจะเป็นพี่ภาคย์ของคุณที่พยายามจะซื้อบ้านหลังนี้คืน...ทีนี้ผมก็มานั่งคิดดู ถ้าหากว่ามันได้กำไรดี ผมอาจจะต้องขาย ซึ่งถ้าผมขายก็หมายความว่า ข้าวของทั้งหมดในบ้านแก้วก็จะเป็นของผู้ซื้อรายใหม่ เรื่องรูปวาดหรืออะไรก็ตามที่ผมสัญญากับคุณไว้ ก็อาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้นนะครับ”

“แล้วคุณราชตกลงใจยังไงคะ” อมาวสีอึ้งไปนาน ถามเขาเสียงอ่อนลง ราชบอกว่าให้เธอเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ เธอถามงงๆ “ฉันมีสิทธิ์เหรอคะ”

“ถือเป็น compliment จากผม” เธอปฏิเสธทันทีว่าไม่ขอรับสิทธิ์นี้ เพราะไม่ถูกต้อง ราชเปลี่ยนเป็นว่า “อ้ะ...งั้นคุณลองช่วยคิดนะ ทางเลือกที่หนึ่งขาย แล้วก็รอดูหน้าคนซื้อว่าเขาจะใช่พี่ภาคย์ของคุณไหม ถ้าไม่ใช่ คุณก็ใช้เสน่ห์ของคุณหว่านล้อมให้เขาหลงใหล และยอมเก็บบ้านแก้วไว้ในสภาพเดิมเพื่อรอพี่ภาคย์ของคุณกลับมาซื้อคืน หรือทางเลือกที่สองคือไม่ขาย”

“ไม่ขายเด็ดขาดค่ะ”

“แสดงว่าคุณเชื่อใจผมมากกว่าผู้ซื้อรายใหม่” เธอบอกว่าไม่รู้ “งั้นผมขอข้อแลกเปลี่ยน ผมจะไม่ขายบ้านหลังนี้ก็ได้ แต่วันนึงคุณต้องมีอะไรตอบแทนผมบ้าง”

“อะไร? ตอบแทนยังไง?” อมาวสีระแวง

“ยังไม่ใช่วันนี้ เพราะฉะนั้นผมยังไม่บอก แต่รับรองว่า ไม่เกินวิสัยที่คุณจะทำให้ผมได้หรอกครับ”

อมาวสีรู้ว่าตัวเองตกอยู่ในภาวะที่ต้องจำยอม...

ooooooo

ราชขับรถไปส่งอมาวสีที่หน้าบ้านพิชิตพงษ์ เขาบอกว่า จำได้ว่าเธอเดินเข้าบ้านเองได้แต่คงต้องก้าวเท้ายาวๆ เพราะฝนจะตกแล้ว เธอกลัวเสียงฟ้าร้องเสียด้วย

อมาวสีมองหน้าถามว่ารู้ได้อย่างไร เขาทบทวนให้ฟังว่าครั้งแรกที่เราเจอกันบนหลังม้าเธอตกใจจนคุมม้าไม่อยู่ ลืมแล้วหรือ เธอจึงนึกได้ พอเห็นเธอผ่อนคลายขึ้น ราชจึงบอกว่า

“รู้อะไรไหม ลุงผมอยากเจอคุณมากเลยนะ ลุงอยู่ภูเก็ต คุณพอจะไปภูเก็ตกับผมได้ไหม”

“คุณชวนเด็กผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันไปภูเก็ตอย่างนี้ทุกคนเหรอคะ”

“เฉพาะคนที่คุณลุงผมสนใจเท่านั้น” ราชยิ้มเท่ อมาวสีไม่พูดอะไร เธอลงจากรถเดินเข้าบ้านไป

ขณะกำลังก้าวยาวๆเพื่อหนีฝนตามที่ราชบอกนั่นเอง ภากรก็โผล่มาเรียก ถามหน้าบึ้งว่ากลับมากับใคร? เธอบอกว่ากลับเอง ภากรดุว่าทำไมไม่รอตน บอกแล้วไงว่าเลิกเรียนให้โทร.บอกจะได้ไปรับ

“คุณภากรคะ อ้อบอกแล้วว่าอ้อกลับเองได้ จะให้อ้อคอยโทร.บอกคอยโทร.รายงานตลอดเวลาอย่างนั้น อ้อทำไม่ได้หรอกค่ะ เหมือนอ้อเป็นนักโทษยังไงก็ไม่รู้ ไม่มีอิสระที่จะทำอะไรได้เลย อ้ออึดอัดค่ะ” พูดแล้วจะเดินเข้าบ้าน

ภากรไม่ยอมให้เธอเข้าบ้าน ยังไงก็ต้องคุยกันก่อน อมาวสีขอให้เข้าไปคุยในบ้านเพราะฝนจะตกแล้วก็ไม่ยอม คาดคั้นจะรู้ให้ได้ว่าใครมาส่ง พออมาวสีนิ่ง ก็พูดเองอย่างไม่พอใจว่า

“ไอ้ราชใช่ไหม ไอ้ราช รัชภูมิ ไอ้เศรษฐีบ้านนอกหน้าโง่ใช่ไหม พี่จำรถมันได้ ที่ถามเพราะอยากรู้ว่าอ้อจะโกหกพี่หรือเปล่า แล้วอ้อก็โกหกพี่จริงๆ”

ภากรแสดงความหึงหวง ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ อมาวสีถามอย่างไม่พอใจว่าเขามีสิทธิ์อะไรมาทำอย่างนี้

“ฉันเป็นพี่ชายเธอ และไม่ใช่แค่นั้น ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เธอคือคนที่จะต้องแต่งงานกับฉัน!”

อมาวสีตกตะลึง ภากรสั่งว่า ต่อไปนี้ห้ามเธอไปคบค้าสมาคมกับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะราช อ้างว่าเรื่องนี้ทั้งคุณพ่อคุณแม่รับรู้และตกลงใจแล้วด้วย

“อ้อเคยบอกแล้วว่าอ้อไม่ได้รักคุณภากรแบบนั้น”

“อ้อจะเป็นของใครไม่ได้นอกจากฉัน ไม่ว่าอ้อจะรักฉันหรือไม่ก็ตาม เธอคือว่าที่เจ้าสาวของฉัน จำไว้!” พูดแล้วเดินหุนหันเข้าบ้านไปเลย ทิ้งให้อมาวสียืนตากฝนอยู่ตรงนั้น

ราชยังจอดรถดูอยู่ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง...

อมาวสียืนตากฝนอยู่ตรงนั้น จนนมพริ้งเอาร่มมารับ พาไปนั่งที่ระเบียงบ้าน นมพริ้งเอาผ้ามาเช็ดผมให้ ถามอย่างห่วงใยว่าทะเลาะกับภากรหรือ หรือว่าภากรพูดอะไรให้โกรธถึงได้ยืนตากฝนอยู่อย่างนั้น

“เขาโกรธอ้อที่กลับบ้านเอง แต่อ้อตกใจที่เขาบอกว่าอ้อต้องแต่งงานกับเขา” นมพริ้งตกใจถามว่าภากรพูดเรื่อยเปื่อยหรือเปล่า “คุณภากรไม่ได้พูดเรื่อยเปื่อยหรอกค่ะ เพราะว่า เขาเคย...” อมาวสีจะพูดเรื่องที่ถูกภากรลวนลามในรถ แต่เปลี่ยนใจพูดเป็นว่า “เขาบอกว่าอ้อต้องเป็นของเขา ไม่ว่าอ้อจะรักเขาหรือไม่ก็ตาม”

“เฮ้อ...อย่างนี้อีกแล้วหรือ...” นมพริ้งอุทานหน้าเศร้า เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต...

ooooooo

เมื่อสิบสองปีที่แล้ว ภากรแต่งงานกับชาลินีแล้ว วันหนึ่งทั้งสองทะเลาะกันรุนแรง บังเอิญนมพริ้งได้ยินเสียงที่ดังออกมาเพราะประตูห้องเพียงแต่แง้มๆไว้

นมพริ้งจับความได้ว่า ภากรจะออกไปเที่ยว ชาลินีถามว่าจะกลับเมื่อไร ภากรตวาดว่าตนจะกลับเมื่อไรหรือไม่กลับก็เรื่องของตน

“แต่ฉันเป็นภรรยาของคุณนะคะ”

“โธ่...จะบอกให้นะ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนที่ไอ้ภาคย์รัก ฉันไม่มีวันจะแต่งงานกับเธอหรอก”

ชาลินีตกใจถามว่าเขาพูดอะไรออกมา ภากรตะโกนว่าตนพูดความจริง “แต่จะมาโทษฉันคนเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษแม่เธอด้วย เพราะแม่เธอก็อยากได้ฉันเป็นลูกเขยมากกว่าไอ้ลูกนอกคอกอย่างไอ้ภาคย์” เห็นชาลินีตะลึง ภากรพูดใส่หน้าว่า “เธอมันโง่เอง ฉันแค่ต้องการแย่งทุกอย่างของไอ้ภาคย์มาเท่านั้น แต่บังเอิญเธอก็เป็นคนหน้าตาสวยดี ฉันก็เลยไม่ลำบากใจที่จะแย่งเธอมา แต่ป่านนี้ไอ้ภาคย์มันคงช้ำใจตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ถึงเวลาที่ฉันจะได้ไปสนุกสุขสำราญตามใจฉันเองบ้าง”

ชาลินีร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง ภากรไม่สนใจซ้ำยังอยากให้เธอช้ำใจตายไปพร้อมกับภาคย์ด้วยเลยยิ่งดี เมื่อชาลินีรั้งขาเขาไว้ ก็ถูกภากรเหวี่ยงกระเด็นฟุบร้องไห้กับพื้น ภากรเดินหัวเสียไปไม่แม้แต่จะหันมอง

นมพริ้งยืนฟังยืนดูอยู่มุมหนึ่งด้วยความสงสารชาลินีจับหัวใจ...

ooooooo

เรื่องในอดีตทำให้นมพริ้งหวาดหวั่นกับเรื่องในปัจจุบัน อมาวสียังนั่งน้ำตาไหลอยู่กับนมพริ้ง ถามนมพริ้งว่าตนควรจะทำอย่างไรดี นมพริ้งถามว่าถ้าตัดเรื่องที่ภากรชอบแกล้งออกไป เธอจะรักภากรได้ไหม?

อมาวสีบอกว่าตนรักเขาอย่างพี่ชาย นมพริ้งถามว่าเธอมีใครอยู่แล้วหรือเปล่า พอบอกว่าไม่มี นมพริ้งแนะนำว่า เธอควรพูดแบบนี้กับกวีตรงๆ

“คุณลุงก็คงบอกว่าอยู่ๆไปก็รักกันเองนั่นแหละ” อมาวสีคาดเดาตามที่เคยได้ยินผู้ใหญ่พูดกัน อ้อนวอนนมพริ้งให้ช่วยคิดด้วย นมพริ้งรับปากแต่ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่ อมาวสีพึมพำหน้าเศร้า “ถ้าพี่ภาคย์ยังอยู่ พี่ภาคย์คงช่วยอ้อได้แน่ๆ”

“ถ้าเปลี่ยนจากคุณภากรเป็นคุณภาคย์ คุณอ้อจะรู้สึกต่างกันไหมคะ”

อมาวสีคิด...แต่ไม่ตอบ...

ooooooo

ม.ร.ว.ทิพย์สุดายังไม่ละความพยายามที่จะหารูปของท่านอาคฑาเทพเพื่อมาเปรียบเทียบรูปลักษณ์ของราชกับท่านวันนี้ จึงไปรื้อในห้องเก็บของ เจอรูปเก่าๆของท่านเสียบอยู่ในสมุดเรียนของตนเมื่อสามสิบสองปีก่อน...

วันนั้น เด็กหญิงทิพย์สุดาเกาะชายเสื้อของท่านอาร้องไห้อ้อนวอนไม่ให้ท่านอาทิ้งตนไป ท่านบอกอย่างเจ็บร้าวว่า

“อาอยู่ไม่ได้หรอกหลานทิพย์ อาต้องไป อาจะไปให้ไกลจากทุกคนที่อารู้จัก” เมื่อทิพย์สุดาร้องไห้คิดถึง ท่านดึงรูปใบหนึ่งที่ฉีกซีกหนึ่งออกไปแล้ว เหลือแต่ท่านคนเดียว ให้ทิพย์สุดาเก็บไว้ดูยามคิดถึง

เมื่อเจอรูป ม.ร.ว.ทิพย์สุดาดีใจมาก รีบโทร.บอกนพว่าเจอรูปท่านคฑาเทพ ทวยไท แล้ว เหมือนมาก... วันหลังจะเอาให้ดู แล้วทิพย์สุดาก็เอารูปของท่านอาไปเทียบกับรูปของราชบนโต๊ะ เห็นว่าทั้งสองคนเหมือน กันมาก...ทิพย์สุดาจำได้ฝังใจในวันที่ท่านอามอบรูปให้ ท่านสั่งว่า

“เก็บรูปเอาไว้ให้ดีนะ เพราะนอกจากรูปใบนี้แล้วจะไม่มีใครได้เห็นหน้านายคฑาเทพคนนี้อีกเลย... และอาขอฝากหลานไว้เรื่องหนึ่ง เมื่อหลานโตขึ้นตามหาเด็กชายคนนึงที่หน้าตาเหมือนอา มอบทุกสิ่งทุกอย่างของอาให้เขา เพราะเขาคือสายเลือดของ ทวยไท”

ooooooo

วันนี้ราชโทร.ชวนวารินมาอัพเดตนิยายรักของเขา จึงรู้ว่าอมาวสีป่วยมีไข้สูงมากจนต้องเข้าโรงพยาบาล ชวนราชไปเยี่ยมด้วย ราชนัดพบกันที่โรงพยาบาลเลย

ระหว่างราชขับรถไปโรงพยาบาลนั้น ได้รับโทรศัพท์จากวัชรีเล่าเรื่องอมาวสีป่วยให้ฟัง ถามว่าตอนนี้เขาอยู่ไหนแล้วเห็นวารินบอกว่าจะมาเยี่ยม ราชเปลี่ยนใจทันที อ้างว่ารถติดเอาไว้วันหลังมีโอกาสค่อยแวะไปเยี่ยมดีกว่า แต่อึดใจเดียว ชิดชไมโทร.จากสนามบินสุวรรณภูมิบอกว่ามาถึงแล้วให้ไปรับได้ไหม

“แน่นอน ไม่มีปัญหา เจอกันนะ...มิสยูครับ”

ที่โรงพยาบาลนอกจากวารินแล้ว เพื่อนๆทั้งสามคนก็ไปเยี่ยมอมาวสีด้วยความเป็นห่วง แต่โชคดีที่หมอแจ้งว่าอมาวสีเป็นไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น รับยาแล้วกลับได้

“ไอ้เจ้านายราช ว่าจะแวะมาเยี่ยมน้องอ้อด้วย ป่านนี้ทำไมยังไม่ถึงสักที” วารินบ่น

“ช่างเถอะค่ะ” อมาวสีวางหน้าเฉย

ooooooo

จอนยังไม่มีความพร้อมที่จะเปิดบ่อน ลูกน้องสามคนที่อุปโลกน์ให้เป็นพ่อค้าไม้ เป็นเสี่ย เป็นคุณหนู ก็ไม่เอาไหน ซ้อมบทบาทที่อุปโลกน์กันเองก็ไม่เนียน จอนเอานามบัตรของราชไปดู ตัดสินใจไปหาราชเอง

วันนี้ราชกลับถึงอพาร์ตเมนต์ก็แปลกใจที่ประตูห้องเปิดอยู่ พอเข้าไปได้ยินเสียงทักกวนประสาทจากจอนว่า

“มาแล้วเหรอพ่อเจ้าประคุณ หายหัวไปไหนมา ปล่อยให้พี่รออยู่ตั้งกว่าสามชั่วโมง เบียร์ในตู้เย็นแก

ก็หมดแล้ว มีแต่ไวน์ที่ฉันเปิดไม่เป็น” จอนยกขวดไวน์ที่คอขวดถูกตีแตกให้ดู เทไวน์ใส่ชามแก้ขัดแล้วยกดื่มเถื่อนๆ

ราชถามว่ามาทำไม จอนบอกว่าตังค์หมด ราชถามอีกว่าตอนออกจากภูเก็ตลุงรักษ์ให้ไปแล้วไม่ใช่หรือ

“ใช่ ให้สองหมื่นกับแผลเป็นนี่ไง โธ่...มันจะพอใช้ได้ยังไง” ราชบอกให้ไปหางานทำเสีย “ก็กำลังจะทำงานอยู่นี่ไง แต่มันต้องมีเงินลงทุนเว้ย”

จอนขอราชสองแสน พอราชบอกไม่มีมันก็หาเรื่องด่าว่าต่างๆนานา ด่าว่าราชเป็นลูกไม่มีพ่อมีแม่ หาว่าลุงรักษ์ไปไข่ทิ้งไว้แล้วตอนนี้ราชก็มาเอาทุกสิ่งทุกอย่างจากลุงตน จอนด่าอย่างก้าวร้าวจนราชทนไม่ไหวบอกว่าถ้าอยากได้เงินจริงๆ ก็ไปหาที่อื่นดีกว่า

จอนใช้กำลังกับราชแต่มันสู้ไม่ได้ ถูกราชชกจนหมอบกระแตแล้วจับโยนออกไปนอกห้องพร้อมกับโยนเช็คให้

“เช็คเงินสดหนึ่งแสนบาท ฉันมีให้แกเท่านี้ เป็นเงินส่วนตัวของฉันไม่เกี่ยวกับลุง รีบไปขึ้นเงินซะ แล้วอย่าโผล่หน้ามาที่นี่อีก ถ้าฉันเห็นหน้าแกอีกเมื่อไหร่ แกตายแน่ ลูกไม่มีพ่ออย่างฉัน ติดคุกได้ไม่มีอะไรให้ห่วงอยู่แล้ว หรือจะลอง?”

จอนคว้าเช็คแล้วลุกวิ่งโขยกๆออกไปทันที

ooooooo

วันนี้คุณนายชื่นแม่ของชาลินีมาเยี่ยมเยือนกวีและคุณนายอำภาพร้อมผลไม้ในสวนมาฝาก

กวีต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ชวนอยู่คุยกันนานๆ เผื่อจะขอคุณนายเป็นหัวคะแนนให้ตน เพราะเขตคลองสานต้องพึ่งคุณนายชื่นอยู่แล้ว คุณนายรับปาก

ด้วยความยินดี กวีจึงให้จันไปตามภากรบอกว่าแม่ยายมาเยี่ยม

ระหว่างนั้นวัชรีมาส่งอมาวสีที่หน้าบ้านแล้วตัวเองเลยกลับบ้านไป อมาวสีเดินเข้าบ้านผ่านโถงนั่งเล่นได้ยินกวีบอกคุณนายชื่นว่าภากรจะแต่งงานใหม่ คุณนายชื่นแสดงความยินดีด้วย ถามว่าแต่งกับใครหรือ

“หลานห่างๆ ผมเองครับ ยายอ้อ อมาวสี” กวีตอบแทนภากรด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

อมาวสีได้ยินพอดี เธอช็อกที่ได้ยินเรื่องนี้จากปากกวีเอง ค่อยๆเดินเลี่ยงไปอย่างหมดแรง...ในขณะที่พวกผู้ใหญ่และภากร ยังคุยกันต่ออย่างสนุกสนานร่าเริง

ขณะอมาวสีกำลังนั่งหมดอาลัยอยู่ในห้องนั่นเอง วัชรี พึงใจ นิลรัตน์ ก็โทร.มาชวนเพื่อนๆ ก่อนสอบไปพักผ่อนกันที่ปราณบุรีสักคืนดีไหม บอกว่าวารินจะเปิดห้องพักให้และเป็นผู้ใหญ่ไปให้ความคุ้มครองพวกเราด้วย

อมาวสีไม่มีอารมณ์จะคุย ฟังแล้วนิ่งเงียบ จนพึงใจพูดขำๆ ว่าสงสัยกินยาแล้วหลับคาโทรศัพท์ไปแล้วกระมัง

ooooooo

จอนได้เงินจากราช ก็เอาไปให้ลูกน้องซื้ออุปกรณ์ตบแต่งบ่อนซื้อชิปงามๆ ให้ดูเป็นมืออาชีพหน่อย ให้สายบัวไปซื้อเสื้อผ้าให้ลูกน้องอีกคนละสองชุดและซักซ้อมบทบาทของตัวเองให้ดี

ไอ้อ้อนถามอย่างสงสัยว่า ทำไมลูกพี่ต้องมีแผลฟกช้ำมาพร้อมเงินทุกที ไปขึ้นเวทีชกมวยหาเงินมาหรือ ถูกจอนตวาดไม่ต้องยุ่ง มีหน้าที่เอาเงินไปเติมส่วนที่ขาดของบ่อนก็ทำไป

แม้จอนจะให้สายบัวเป็นนกต่อไปล่อเหยื่ออย่างภากรแต่ก็ยังหึงหวง ปรามว่าอย่าไปหลงรักมันเข้าจริงๆ ก็แล้วกัน

สั่งการแล้วตะโกนอย่างผยอง “ถึงเวลาเชือดหมูแล้วโว้ยพวกเรา”

ooooooo

หลังจากกวีบอกคุณนายชื่นเรื่องภากรจะแต่งงานใหม่กับอมาวสี ซึ่งเป็นการเปิดเผยแก่สังคมภายนอกแล้ว กวีถือเป็นเรื่องที่ต้องจริงจัง เรียกภากรไปอบรมว่า

“ฉันพูดเรื่องการแต่งงานของแกกับแม่และกับใครๆ แล้วนะ แกจะเอาเรื่องนี้มาทำเป็นเล่นๆ ไม่ได้รู้ไหม” ภากรรับปากว่าตนเอาจริง กวีย้ำว่า “เพราะฉะนั้นผู้หญิงคนไหนที่แกแอบคบอยู่ จะคบเล่นๆ หรือจริงจังแค่ไหนก็ตาม เมื่อถึงเวลาแต่งงานแกต้องเลิกให้หมด แกต้องมียายอ้อคนเดียว สัญญากับพ่อได้รึเปล่า”

เมื่อภากรรับคำและสัญญากับกวีแล้ว คืนนี้เขาไปหาสีไพรที่ห้องพัก ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าต่อไปตนอาจต้องห่างเหิน แต่ความรักที่สีไพรมีต่อภากรนั้น มากมายจนเธอไม่ปรารถนาสิ่งใดขอแต่ให้ได้รักเขาเธอก็มีความสุขแล้ว ทำให้ภากรพูดไม่ออก บอกได้แต่เพียงว่า ต่อไปตนอาจจะมาหาเธอได้บ้างไม่ได้บ้างเท่านั้น

ภากรบอกให้เธอแต่งตัวสวยๆ เดี๋ยวจะพาไปกินข้าวนอกบ้าน ไปร้านอาหารที่หรูที่สุด สวยที่สุดและแพงที่สุด แต่ก่อนออกไปขณะเขานอนกับสีไพรอยู่นั้น ก็มีโทรศัพท์เข้ามือถือเขา หน้าจอโชว์ชื่อ “จูดี้”

ooooooo

ราชรับชิดชไมจากสนามบินไปส่งที่บ้านเธอ เจอคุณนายชื่นอยู่ที่นั่น คุณนายชื่นบอกว่า พอตนมาถึงคุณพ่อเธอก็ออกไปงานเลี้ยงและฝากดูแลบ้านให้ด้วย ตนเลยคิดจะค้างที่นี่เสียเลย

ชิดชไมถามว่าคุณป้ามาอย่างไร คุณนายชื่นบอกว่านั่งแท็กซี่มา วันนี้ตระเวนเยี่ยมคนรู้จักและขนผลไม้จากสวนมาฝากทุกคน เล่าว่าก่อนมานี่ก็ไปบ้านกวีเลยโชคดีได้ภากรขับรถมาส่งที่นี่

“คุณป้าคะ นี่ราช เพื่อนสนิทของแคลร์จ้ะ” ชิดชไมแนะนำ คุณนายชื่นถามแซวๆ ว่าสนิทแบบพิเศษหรือเปล่า? เธอตอบยิ้มๆ ว่า “งั้นมังคะ”

“เมื่อกี๊ผมได้ยินว่าคุณภากรมาส่งคุณป้าเหรอครับ” ราชติดใจสงสัยแล้วหันแซวชิดชไม “คงเสียดายแย่ที่ไม่ได้เจอคุณนะแคลร์”

“กลัวเขาจะมาจีบแฟนเธอเหรอ โอ๊ย...ไม่มีทางหรอก ท่านกวีพ่อเขาเตรียมจะจับแต่งงานอยู่แล้ว คุณกวีบอกกับป้าเองเลย แล้วแต่งกับใครรู้ไหม...หลานในบ้านนั่นแหละ ชื่อยายอ้อ ยายอมาวสีไง เฮ้อ...บ้านนี้ชอบจับคลุมถุงชนเสียจริง”

แม้บรรยากาศการพูดคุยจะยังปกติ แต่ในหัวใจราชนาทีนี้ เศร้าเหงาจนบอกไม่ถูก...

ไม่ต่างกับอมาวสี เธอตกอยู่ในความเศร้าหมองนับแต่ได้ยินกวีบอกคุณนายชื่นเรื่องจะให้เธอแต่งงานกับภากร...เธอคิดหนักจนไม่อาจข่มตาข่มใจให้หลับได้...

เมื่อราชอยู่กับตัวเองในอพาร์ตเมนต์ เขาปล่อยอารมณ์ตามหัวใจที่เศร้าหมอง อดคิดถึงเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนไม่ได้...

เวลานั้น ชาลินีซุกตัวอยู่ในหลืบ พูดโทรศัพท์เบาๆ ด้วยเสียงสะอื้นว่า “ฉันเสียใจค่ะ”

“ทำไมคุณไม่รอผม เราสัญญากันแล้วไม่ใช่หรือ” เสียงปลายสายสะเทือนใจไม่น้อยกว่ากัน

“ฉันรู้ค่ะ แต่ว่ามันนานเกินไป สิบปีที่คุณหายไปจากบ้าน สิบปีที่ไม่มีใครรู้ว่าเราติดต่อกันอยู่ และจนวันนี้คุณก็ยังไม่ยอมกลับมา ใครๆ อาจจะจำหน้าคุณไม่ได้แล้ว ด้วยซ้ำ แล้วฉันจะบอกพวกเขายังไง...โดยเฉพาะแม่ฉัน”

นั่นคือการคุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อเธอบอกลาเขาทางโทรศัพท์ด้วยเสียงสะอื้น...

การคิดถึงอดีตและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ทำให้ราชครุ่นคิดเครียดจนไม่อาจหลับได้เช่นกัน...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

วีนแรง "แคท" องค์แม่ลง สวมบทเมียหลวง จับ "แป้ง" กดน้ำสภาพพังยับ

วีนแรง "แคท" องค์แม่ลง สวมบทเมียหลวง จับ "แป้ง" กดน้ำสภาพพังยับ
20 ม.ค. 2563
08:10 น.