ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

หัวใจเถื่อน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ละครเรื่อง "หัวใจเถื่อน"

ราชตัดสินใจปิดออฟฟิศ เขาจ่ายเงินเดือนและโบนัสให้เทินที่อยู่กับตนมาเกือบยี่สิบปี

เทินรู้สึกใจหาย ราชบอกว่าไม่มีประโยชน์ที่ตนจะทำบริษัทนี้อีกต่อไป ให้เทินช่วยจัดการให้เรียบร้อยด้วย พักผ่อนสักสองสามเดือนแล้วเราไปเริ่มงานใหม่ที่รักษ์เลกัน ให้เอาทินไปด้วย

พอเทินเดินแยกไป ราชก็ได้รับโทรศัพท์จากวารินให้ไปหาที่บ้านอยากให้เขาช่วยเลือกชุดแต่งงานให้หน่อย วารินวางสายแล้วหันบอกอมาวสีที่ยืนอยู่ด้วยกันที่หน้าบ้านพิชิตพงษ์ว่า

“อีกชั่วโมงนึง มันจะไปถึงบ้านพี่” เธอถามว่าแน่ใจหรือ “แน่ใจสิ ถ้าพี่อ้างว่าเป็นเรื่องสำคัญระหว่างพี่กับน้องอ้อละก้อ...มันจะรีบมาทันที พี่รับรอง”

ปรากฏว่า ราชไปถึงบ้านวารินก่อน ยืนรอที่ห้องโถงพักหนึ่งวารินจึงเข้ามา บอกว่าตนมาจากบ้านพิชิตพงษ์ไกลกว่าเขา ราชถามว่าชุดแต่งงานที่จะให้ดูอยู่ไหน วารินกลับบอกว่าเรื่องนั้นไว้ก่อนเพราะตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่า เพราะมีคนจากบ้านพิชิตพงษ์อยากคุยกับเขา

“ฉันอยากทราบเหตุผลที่คุณซื้อบ้านพิชิตพงษ์” อมาวสีเอ่ยพร้อมกับเดินเข้ามายืนเผชิญหน้าราชนิ่ง

“เดี๋ยวพี่จัดที่ให้คุยกันตามลำพังสองคนดีไหมน้องอ้อ” วารินเอ่ย แล้วจัดให้ทั้งสองไปนั่งคุยกันที่สวนหลังบ้าน

ราชติติงทันทีว่าถ้าเธอต้องการรู้เหตุผลแค่นี้ไม่เห็นต้องให้วารินหลอกตนว่าให้มาช่วยเลือกชุดแต่งงานเลย เธอบอกว่าวารินอาจไม่ได้หลอกก็ได้ แต่พอราชเหน็บนิดๆ ว่าความสัมพันธ์ของสองคนพัฒนาไปเร็วมากเลยนะ

ก็ถูกอมาวสีตัดบทว่า “กรุณาอย่านอกเรื่องได้ไหม”

“คุณนั่นแหละที่นอกเรื่อง นอกเรื่องตั้งแต่แรกแล้ว เรื่องบ้านพิชิตพงษ์ไม่ใช่เรื่องของคุณ”

อมาวสีโต้ว่าแต่มันกระทบกับ...ราชโพล่งดักคอไปว่า “คนในบ้านที่มีบุญคุณกับคุณ” เธอเลยถามว่ารู้แล้วทำไมราชโต้ว่า ตนไม่ได้ทำอะไรผิด อมาวสีสวนไปทันทีว่าตนไม่ได้ว่าเขาทำผิดแต่ต้องการรู้เหตุผลในการซื้อบ้านพิชิตพงษ์ จะทำอะไร ทำไมไม่คิดถึงคนอื่นแม้แต่น้อย ถามอย่างเจ็บปวดว่า

“คุณคิดบ้างไหม ว่าคุณอาจะรู้สึกยังไง ที่อยู่ๆ คุณก็โผล่มาซื้อทุกอย่างของพิชิตพงษ์ คุณจงใจจะทำอะไรกันแน่”

“ผมว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าผมซื้อบ้านแก้วทำไม ส่วนบ้านพิชิตพงษ์ผมไม่ได้เป็นคนอยากซื้อ แต่มีคนซื้อให้ผม คุณไม่เชื่อก็ได้ไม่มีปัญหา”

“ใคร? ใครซื้อให้คุณ” ราชถามว่าอยากรู้จริงๆ หรือ อมาวสีย้อนถามว่า “คุณรู้ไหมว่าฉันมาที่นี่ทำไม...คุณรู้ไหมว่าคุณอากวีหนีออกจากบ้านไปแล้ว เพราะท่านไม่ยอมอยู่ในบ้านที่มีชื่อคุณเป็นเจ้าของ”

“เหมือนที่พี่ภาคย์ของคุณออกจากบ้านไปเพราะไม่อยากอยู่ในบ้านที่มีท่านกวีเป็นเจ้าของ” เธอถามว่านี่เป็นการแก้แค้นใช่ไหม “อาจจะใช่ แต่มันไม่ใช่ความคิดของผม คนที่เขายังคงผูกใจเจ็บกับตระกูลพิชิตพงษ์ไม่ได้มีแค่คนเดียว ถ้าอยากรู้ว่ามีใครบ้าง คุณต้องไปสืบค้นเอาเอง แล้วก็ไม่ต้องมาใส่ความโทษผมในเรื่องนี้อีกแล้ว แต่ถ้าลองพิจารณาให้ดี นี่อาจจะเป็นเวรเป็นกรรมที่คุณอาทั้งสองท่านไม่อาจเลี่ยงได้”

อมาวสีนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จึงถามเขาว่าเขาจะคืนบ้านพิชิตพงษ์ให้คุณอาได้ไหม ราชอุทานเสียงยาวว่า

“โอววว...ไม่ใช่ของชิ้นละบาทสองบาทนะครับ ซื้อมาแล้วจะให้คืนกันได้ง่ายๆ” เธอเสนอให้ขายคืน “ไปถามคุณอาของคุณก่อนดีกว่าว่ามีเงินซื้อไหม...คุณอาของคุณกำลังถูกเปิดโปง สถานะทางการเมืองก็ตกต่ำ ไม่งั้นไม่วิ่งโร่มาขายสมบัติแทบจะหมดเกลี้ยงอย่างนี้หรอก ที่จริงคุณต้องขอบคุณผมมากกว่าที่ยอมให้พวกคุณอยู่ในบ้านหลังนี้ฟรีๆอีกตั้งห้าปี”

อมาวสีถามว่าถ้าคุณอาหาเงินได้เขาจะขายคืนไหม ราชบอกว่ายังไม่ตอบตอนนี้ ถูกเธอโวยวายใส่ว่าที่แท้เขาก็จงใจทำให้คุณอาไม่มีบ้านอยู่ ราชเสนอว่าตนอาจจะคืนบ้านพิชิตพงษ์ให้ก็ได้แต่ต้องด้วยเงื่อนไขของตน

“เงื่อนไขอะไร”

“แต่งงานกับผม”

“บ้า!” อมาวสีด่า ราชบอกว่าเราแต่งงานกันมาครั้งหนึ่งแล้วบนดาดฟ้าตนยังเก็บรูปคู่ที่หอมแก้มเธอไว้เลย

“ฉันไม่ทำอะไรบ้าๆซ้ำเหมือนเดิมสองครั้งหรอก” ย้ำถามว่า “นี่คืออีกหนึ่งวิธีที่จงใจทำลายตระกูลพิชิตพงษ์ใช่ไหม เพราะคุณไม่ใช่พิชิตพงษ์ เพราะคุณคือทวยไท นั่นคือเหตุผลทั้งหมดของคุณใช่ไหม?”

“ไม่คิดหรือว่าผมจะรักคุณจริงๆไม่คิดหรือว่าเหตุการณ์ที่บ้านไร่จะทำให้ผมหลงรักคุณอย่างหัวปักหัวปํา” พูดแล้วราชจู่โจมจูบจนอมาวสีปัดป้องไม่ทัน เป็นการจูบที่นุ่มนวลผิดกับทุกครั้ง...แต่เขาก็ถูกเธอตบฉาดใหญ่แล้วจะเดินหนี พลันก็ชะงักเมื่อราชบอกว่า

“ผมจะคืนบ้านพิชิตพงษ์ให้ก็ได้ ถ้าคุณตกลงแต่งงานกับวาริน ถ้าคุณประกาศต่อหน้านายวาริน ต่อหน้าผม ว่าคุณจะแต่งงานกับเขา ผมยินดีคืนบ้านพิชิตพงษ์ให้อย่างไม่มีเงื่อนไข”

“นึกว่าฉันไม่กล้าเหรอ!” อมาวสีพูดอย่างท้าทาย และเมื่อเดินเข้าไปในโถงบ้านที่วารินยืนรออยู่ เธอบอกเขาทันทีว่า “อ้อจะแต่งงานกับพี่วารินค่ะ” วารินตกใจรับไม่ทัน เธอย้ำ “อ้อยินดีจะแต่งงานกับพี่วาริน ถ้าพี่วารินขออ้อแต่งงานเมื่อไหร่อ้อจะตอบตกลงทันที”

“เอ้อ...งั้น...พี่ขออ้อตอนนี้เลยนะ แต่งงานกับพี่นะ”

“ค่ะ...ตกลงค่ะ”

ราชแสดงความยินดีกับวารินที่ความรักสมหวังและประกาศยกบ้านพิชิตพงษ์ให้เป็นของขวัญแต่งงานของทั้งคู่ทันที วารินถามว่าแล้วตนต้องให้อะไรเป็นของขวัญแต่งงานของเขากับน้องอรัญญาล่ะ

“ไม่ต้อง เพราะมันจะไม่มีงานแต่งงานนั้น อรัญญาจะแต่งงานกับคนรักชาวญี่ปุ่นเดือนหน้า เป็นคนรักที่คบกันมากว่าสี่ปีแล้ว ขอให้มีความสุขกับชีวิตแต่งงานนะ... ส่วนชุดเจ้าบ่าวนายก็ให้อมาวสีเป็นคนเลือกให้แล้วกัน น้องเขาแต่งตัวเก่ง รสนิยมดีอยู่แล้ว” พูดแล้วราชเดินออกไปเลย ทุกคนมองตามงงๆ

ooooooo

ราชขับรถออกมาด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ผิดหวัง และรู้สึกสูญเสีย...ไปถึงออฟฟิศเขาเข้าไปนั่งนิ่งๆ หยิบแหวนเพชรวงเก่าของท่านชายขึ้นดูอย่างสับสน

ขณะนั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเองนั้น จู่ๆ ชิดชไม ก็เข้ามาทักทายด้วยลีลาเซ็กซี่ตามเคย ราชแปลกใจว่าเธอกลับมาเร็วกว่าปกติ เธอเปิดไวน์ดื่มกับเขาอย่างทะมัดทะแมง ในอารมณ์นี้ ราชถามว่าถ้าตนไปอยู่ภูเก็ตเธอจะไปอยู่ด้วยไหม เธอถามว่าพูดจริงหรือเปล่า

“ผมพูดจริงๆ อย่างน้อยก็ตอนนี้...”

“งั้นแคลร์ขอดูความประพฤติตอนต่อไปก่อนแล้วกันค่ะ” พูดแล้วเติมไวน์ให้เขา

อมาวสีก็อยู่ในความเศร้า วารินบอกขณะมาส่งเธอที่บ้านว่าพรุ่งนี้จะให้คุณป๋ามาคุยกับคุณหญิงอำภา เธอติงว่าอย่าเพิ่งดีกว่าดูปุบปับไป เขาบอกว่าคุณป๋าโทร.นัดคุณหญิงแล้ว วันนี้ วารินเอ่ยลาอมาวสีอย่างอ่อนหวาน “พรุ่งนี้เจอกันนะ ที่รัก”

เมื่อเข้าห้องนอน อมาวสีนั่งซึมอยู่กลางห้อง คิดถึงการตัดสินใจเมื่อเย็นที่ผ่านมา...

ooooooo

วันนี้ภากรกลับมาที่บ้านพิชิตพงษ์ พบคุณหญิงนั่งนิ่งอย่างเดียวดายอยู่กลางห้องใหญ่ที่วังเวง เขาถามว่าพ่อยังไม่กลับหรือ คุณหญิงบอกว่ายังและคงไม่กลับมาแล้ว

ภากรถามว่าให้ใครไปตามหาหรือยัง คุณหญิงบอกว่าบอกแต่ตำรวจคนสนิทของพ่อเท่านั้น ภากรพูดอย่างรู้สึกผิดว่าทุกครั้งเป็นเพราะตน ตนทำไม่ดีต่อภาคย์ ทำไม่ดีต่ออ้อ ตนขายบ้านพิชิตพงษ์จนพ่อต้องช้ำใจ

“พ่อไม่ได้ช้ำใจที่ลูกขายบ้าน แต่ช้ำใจที่รู้ว่าใครเป็นคนซื้อบ้านไปมากกว่า เพราะทิพย์สุดาซื้อบ้านนี้

ให้ราช” ภากรถามว่าราชซื้อไปทำไม “เพราะเขาคือภาคย์ ราชคือภาคย์ พิชิตพงษ์ เขาคือคนเดียวกัน”

“มิน่า...ยายอ้อถึงได้แอบมีใจให้นายราชอยู่บ่อยๆ” ภากรรำพึงอึ้ง

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น วิรัตน์พ่อของวาริน ก็มาพบคุณหญิงอำภาที่บ้าน เมื่อรู้ว่ากวีไม่อยู่บ้าน วิรัตน์พูดออกตัวว่าตนไม่ได้ฉวยโอกาสตอนท่านกวีไม่อยู่แล้วมาหา แต่มาทำความรู้จักกันไว้เท่านั้น

คุณหญิงอำภาให้นมพริ้งไปตามอมาวสี ก็พอดีเธอเดินเข้ามา วิรัตน์ชมว่าวันนี้อมาวสีสวยมาก หยอกว่าคนกำลังมีความรักก็อย่างนี้แหละดูผุดผ่องไปทั้งกายและใจ ปรารภยิ้มๆว่าน่าจะสู่ขอเสียวันนี้เลย ถามวารินว่า ว่ายังไง วารินไม่ทันตอบ คุณหญิงก็เอ่ยขึ้นก่อนว่า “เอาไว้รอท่านกวีอยู่ด้วยดีกว่ามังคะ”

หลังจากเจรจากันแล้ว วิรัตน์ให้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก โดยจัดให้อมาวสีกับวารินมานั่งคู่กัน ให้หอมแก้มกันด้วย วารินบอกเขินๆว่าเอาไว้วันแต่งงานจริงๆดีกว่า

“ตามใจ กำไรนิดๆหน่อยๆ ไม่รู้จักคว้าเอาไว้ ไอ้ลูกคนนี้” วิรัตน์พึมพำประสาพ่อค้า

ooooooo

ที่วัดชานเมือง ราชไปหาชาลินีที่กำแพงเก็บกระดูกของเธอ เขายืนจ้องรูปเธอ บอกกล่าวในใจ...

“ผมไม่ได้มาหาคุณนานมากแล้ว และคงอีกนานกว่าผมจะได้มาที่นี่อีก หรืออาจจะไม่มีโอกาสได้มาอีกเลยก็เป็นได้ เพราะผมจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว...คุณรู้ไหม ทำไมผมถึงเลือกมาหาคุณ เพราะคุณเป็นคนเดียวที่ฟังเสียงของหัวใจผมได้

ชาลินี...ฟังหัวใจผมชัดๆอีกสักทีได้ไหม ผมไม่ได้ยินเสียงมันมานานมากแล้ว ผมแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า สิ่งที่ผมทำทุกวันนี้ มันเป็นการทำตามหัวใจหรือหลอกหัวใจตัวเองกันแน่ แต่สุดท้ายแล้ว คำตอบก็คงอยู่ที่ตัวผมเอง ผมคงต้องค้นหามันด้วยตัวของผมเอง... ลาก่อนนะ ชาลินี ผมดีใจที่ได้มีโอกาสเจอคุณ แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆก็ตาม...”

วันเดียวกันที่ระเบียงบ้านพิชิตพงษ์ คุณหญิงมาถามอมาวสีที่นั่งเหม่อลอยอยู่ที่ระเบียงว่าวันนี้ไม่ออกไปไหนหรือ วารินจะแวะมาหาอีกหรือเปล่า เธอบอกว่าคงไม่มาเพราะเขาต้องไปงานกับคุณป๋าของเขา

“คุณวารินเขาสุภาพนะ ดูเป็นคนใจเย็น เป็นผู้ชายที่เรียบร้อยมากๆ ช่างต่างกันเหลือเกินกับผู้ชายในสมุดบันทึกเล่มนั้น ผู้ชายปากแข็งคนนั้น อาจจะดูไม่สุภาพไม่นุ่มนวลเท่าคุณวาริน แต่ดูมีเสน่ห์ชวนให้คิดถึงไม่น้อย”

“มันเป็นแค่ความฝัน แค่ภาพลวงตาชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นค่ะคุณอา”

“ระหว่างภาพลวงตากับภาพจริง อ้อรู้ไหมว่าเราต้องใช้อะไรเป็นเครื่องวัด...ใจไง เปิดใจเถอะอ้อ เปิดใจให้หมด อย่าเอาเงื่อนไขใดๆมาครอบงำหัวใจ แล้วเราจะเลือก เราจะตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น เชื่ออาเถอะ”

ขณะนั้นเอง จันเอาโทรศัพท์มาส่งให้บอกว่าตำรวจโทร.มา

คุณหญิงรับโทรศัพท์ไปพูดได้ไม่กี่คำก็น้ำตาไหลพราก อมาวสีถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ

“ตำรวจพบเสื้อผ้าของคุณกวี ลอยมาติดอยู่ที่ท่าน้ำจังหวัดปทุม...เขาต้องการให้เราพิสูจน์ว่าใช่เสื้อผ้าคุณกวีหรือเปล่า โธ่...” คุณหญิงร้องไห้โฮแล้วรีบไปพบตำรวจ

ตำรวจบอกว่าเรื่องนี้อยากให้เก็บไว้เงียบๆก่อนจนกว่าเราจะทราบข้อเท็จจริง แล้วเอาเสื้อผ้าที่เจอให้ดู คุณหญิงบอกว่าเป็นเสื้อผ้าของคุณกวีจริงๆ

“เราตั้งข้อสันนิษฐานทุกประเด็นที่เป็นไปได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องตามสืบต่อไป อาจจะเป็นฆาตกรรมชิงทรัพย์ หรือแม้แต่เจตนาฆ่าตัวตายก็เป็นได้”

ฟังตำรวจแล้วคุณหญิงเป็นลมไปทันที อมาวสีโทรศัพท์บอกภากรขณะพาคุณหญิงไปโรงพยาบาลว่า

“คุณอาเป็นลมค่ะ อยู่ๆก็หมดสติล้มไป ที่น่าเป็นห่วงก็เพราะคุณอาเป็นโรคหัวใจอยู่ด้วย ตอนนี้เรากำลังรีบพาท่านไปโรงพยาบาลค่ะ”

ภากรถามว่าโรงพยาบาลไหนตนจะรีบไปเดี๋ยวนี้ นมพริ้งถามว่าแล้วจะไม่บอกพี่ภาคย์หน่อยหรือ

“เขาคงไม่อยากโผล่หน้ามาหรอกป้า”

“แกจะมาหรือไม่มา ก็ต้องบอกแกหน่อยเถอะนะคะ คุณอ้อ” นมพริ้งเสนอ

ooooooo

อมาวสีให้วารินช่วยโทร.เล่าเรื่องพบเสื้อผ้ากวีลอยน้ำมาติดที่ท่าน้ำแถวปทุมและคุณหญิงเป็นลม ถามว่าเขาจะไปเยี่ยมคุณหญิงหน่อยไหม ขณะนี้อยู่ห้องไอซียู ไม่พูดไม่จากับใคร

“ไปทำไม...ฉันไม่ใช่พยาบาล ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันเลยสักนิด ทีหลังนายไม่ต้องโทร.มาบอกเรื่องพวกนี้กับฉันนะ”

“ก็ไม่รู้...น้องอ้อใช้ให้โทร. ฉันก็โทร. นายไม่มาก็อย่ามา ไม่เห็นต้องทำเสียงหงุดหงิดเลย” วารินบ่น

ภากรมาเยี่ยมคุณหญิง หมอแนะนำว่าไม่ควรคุยเรื่องเครียดเพราะอาจทำให้คุณหญิงเครียดขึ้นมาอีก ภากรจึงเข้าไปเล่าเรื่องน่ายินดีที่ตนกำลังจะมีลูก ลูกแข็งแรงและใกล้คลอดแล้ว สุดท้ายให้กำลังใจคุณหญิงว่า

“ผมรู้ว่าแม่รักพ่อมาก พ่ออาจจะยังไม่เป็นอะไรก็ได้ครับแม่ ถ้าพ่อรู้ว่าแม่นอนอยู่ที่นี่ เขาต้องมาเยี่ยมแม่เอง ผมรับรอง รวมทั้งนายภาคย์ด้วยอีกคน แม่ได้ยินใช่ไหมครับ”

ทีวีรายงานข่าวการพบเสื้อผ้ากวีลอยมาติดฝั่งที่ปทุมอย่างละเอียด ทีวีในห้องพักคุณหญิงเปิดข่าวนี้

เช่นกัน พอข่าวจบ อาการคุณหญิงก็ทรุดจนหมอต้องเข้ามาช่วยเหลือกันเร่งด่วน

เช้าวันรุ่งขึ้น หมอบอกนมพริ้งกับอมาวสีว่าอาการของคุณหญิงไม่น่าตกใจ ตอนนี้ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจได้แล้ว แต่ต้องระวังอย่าให้มีอะไรมากระทบจิตใจแรงๆโดยไม่ทันตั้งตัวอีก คราวต่อไปเราอาจจะโชคไม่ดีเหมือนคราวนี้ก็ได้

“หมอคะ ถ้ามีคนที่คุณอาอยากเจอมากๆเขามาหาคุณอาที่นี่จะมีผลต่อการเต้นของหัวใจคุณอาไหมคะ” อมาวสีถาม

“ก็อาจจะดี แต่ต้องเกริ่นให้คนไข้ค่อยๆรู้ตัวก่อน ปุบปับโผล่มาเลยก็แย่ได้เหมือนกันครับ” หมอถามว่าหมายถึงกวีหรือเปล่า

“เรายังหาตัวท่านกวีไม่เจอค่ะ แต่มีผู้ชายอีกคนนึงที่เราน่าจะหาตัวได้ง่ายกว่า ราช รัชภูมิ ค่ะ”

ทุกคนช่วยกันโทร.หาราชแต่ติดต่อไม่ได้ อมาวสีตัดสินใจจะไปหาเขาที่รีสอร์ตรักษ์เลเอง เธอไปบอกคุณหญิงที่ข้างเตียงว่า

“คุณอาคะ อ้อจะไม่อยู่สักวันสองวันนะคะ อ้อจะไปหาเขาค่ะ อ้อจะไปพาพี่ภาคย์มาหาคุณอา เขาควรจะมาเยี่ยมคุณอาบ้าง มันเป็นสิ่งที่ลูกควรทำต่อผู้เป็นแม่ คุณอาทำใจให้สบายๆนะคะ ไม่เกินสองวันพี่ภาคย์จะมายืนตรงที่อ้อยืนอยู่นี้ อ้อมาบอกคุณอาไว้ก่อน คุณอาจะได้ไม่ต้องตื่นเต้นมากไงคะ... คุณอารอเจอพี่ภาคย์นะคะ อีกอึดใจเดียวค่ะ”

ooooooo

ราชเปิดห้องสูทไว้ให้ชิดชไม บอกเธอว่า เรานอนกันคนละห้องก่อนดีไหม เธอตอบอย่างรู้กันว่า

“ดีค่ะ...ถือเป็นระยะวัดใจระหว่างเรา”

รุ่งเช้า ราชยกถาดอาหารเช้าเข้ามาในห้อง ทักทายอย่างสดชื่นแจ่มใส “มอร์นิ่ง เบรกฟาสต์ครับ”

“โอ้โห...เอาใจลูกค้าน่าดู เจ้าของรีสอร์ตบริการเองเลยเหรอเนี่ย” ราชบอกว่าตอนนี้ตนไม่มีพนักงานแม้แต่คนเดียว “แปลว่าที่ชวนแคลร์มานี่ เพื่อให้แคลร์มาช่วยงานรีสอร์ตรึเปล่า?” ฉะอ้อนถามทั้งที่ยังนอนอยู่บนเตียง

“อันนี้ก็อยู่ที่ว่า คุณชิดชไมจะปักหลักปักใจอยู่กับผมที่นี่เลยหรือไม่” เธอลุกขึ้นนั่งถามว่าพูดจริงหรือพูดเล่น? “ในระยะวัดใจระหว่างเรา ไม่ควรโกหกกันครับ” ทั้งสองต่างจ้องหน้าค้นหาความจริงกัน อึดใจหนึ่งราชบอกว่า “ยังไม่ตอบตอนนี้ก็ได้จนกว่าจะพร้อม”

“คืนนี้หลังจากเราดื่มไวน์กันสักสี่ขวด แคลร์จะตอบคุณค่ะ”

“งั้นขอเชิญทานอาหารเช้าก่อน ผมจะไปรอข้างล่าง คุณจัดแจงธุระให้เสร็จแล้วเราไปเล่นเรือกัน”

ราชออกจากห้องไปแล้ว ชิดชไมลุกเดินไปที่ระเบียง รับลมกับแสงอาทิตย์อ่อนๆยามเช้า ยิ้มอย่างมีความสุข... มีความหวัง...พลันเธอก็ชะงัก เมื่อเห็นอะไรบางอย่างที่ชายหาด...

ที่ชายหาด...อมาวสีเดินมาลำพัง... และที่ออฟฟิศรักษ์เล ราชยืนมองเธอและเดินมาหา ต่างยืนมองหน้ากันนิ่ง...นาน

“คุณภาคย์ ทวยไท” อมาวสีเอ่ยขึ้น เขาทักว่าเรียกเสียเต็มยศ “คุณจะไม่ค้านอีกเหรอว่าไม่ใช่”

“ผมเบื่อแล้ว”

“เพิ่งเบื่อเหรอคะ คุณควรจะเบื่อตั้งนานแล้วกับการหลอกผู้คนว่าเป็นคนโน้นเป็นคนนี้”

“ผมเบื่อที่คุณบังคับให้ผมเป็นคนโน้นเป็นคนนี้ต่างหากที่จริงแล้วผมจะเป็นใครมันไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับพวกคุณเลย แล้วตอนนี้คุณจะหันมาทำดีกับคนที่ชื่อภาคย์เพื่ออะไร? เพื่อให้เขาให้อภัยพวกคุณ เพื่อให้เขาสงสารคุณในวันที่พวกคุณไม่มีอะไรเหลือ..และวันนี้ก็คงเพื่อให้ผมกลับไปให้กำลังใจคุณผู้หญิงคนนึงที่ช็อกไปเพราะบาปกรรมที่ตัวเองทำ ผมเบื่อเรื่องเหล่านี้ที่สุด”

อมาวสีขอให้เขาฟังตนบ้าง ตนเป็นคนมาตามเขาไม่ใช่มาให้เขาด่า ราชจึงหยุดให้เธอพูด อมาวสีสูดลมหายใจเต็มปอด รวบรวมสมาธิ พรั่งพรูความคับแค้นใจออกมาด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่เธอมีต่อผู้ชายคนนี้...

“ฉันตั้งใจมาเพื่อจะบอกให้คุณรู้จากปากฉันว่า ตอนนี้สถานการณ์ที่บ้านพิชิตพงษ์วิกฤติถึงที่สุดแล้ว คุณอากวีหายตัวไป ยังไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร คุณหญิงอำภาทรุดลงไปด้วยโรคหัวใจ พูดให้ถูกคือหัวใจขาดเลือดจนเต้นผิดจังหวะ ซึ่งมันไม่ใช่อาการปกติ อาจถึงตายได้ หมอบอกว่า ถ้ามีเรื่องดีๆมากระทบจิตใจของท่านทีละนิด ท่านก็อาจจะหายได้...”

เธอหยุดดูสีหน้าเขานิดหนึ่งแล้วจึงพูดต่อ

“เพราะฉะนั้น... การที่ฉันดั้นด้นมาถึงนี่ ก็เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายที่คุณจะได้ไปกราบแม่ผู้ให้กำเนิดคุณ... ตอนนี้คุณหญิงอำภาหมดสติ และเธอไม่คิดว่าจะได้พบลูกชายของเธออีกแล้ว แต่ฉันกลัวว่า ถ้าคุณอาเป็นอะไรไป ตัวลูกชายนั่นแหละที่จะต้องเสียใจ ที่ไม่อาจทดแทนหรือไม่แม้แต่จะได้กราบเท้าผู้เป็นแม่สักครั้ง...” 

อมาวสีหยุดนิดหนึ่ง ก่อนพูดอย่างเจ็บปวดถึงความรู้สึกฝังใจในอดีตกับ “พี่ภาคย์” ของอ้อ ว่า

“ฉันเคยศรัทธา บูชา และภูมิใจในตัวพี่ภาคย์อย่างไร ฉันก็ยังคิดอย่างนั้นเสมอ แม้ว่าเขาจะแปรเจตนาฉันผิดไปอย่างไร แม้เขาจะคิดว่าการผิดสัญญาในวัยเด็กเป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าจะให้อภัย ก็ช่างใจเขาเถอะ ฉันเพียงแต่ทำหน้าที่เด็กหญิงอ้อ ที่ห่วงใยพี่ภาคย์เสมอ ถ้าเขาไม่สนใจในสิ่งที่ฉันพูด ฉันก็จะกลับเดี๋ยวนี้ และเราคงตัดขาดกันนับจากนี้เป็นต้นไป”

สิ้นเสียงอมาวสี ราชก้าวเข้าประคองใบหน้าเธอก้มจุมพิตอย่างอบอุ่น นิ่มนวล เป็นสัมผัสที่ต่างรับรู้ถึงส่วนลึกของหัวใจกันและกัน...

“แล้วคุณจะรู้เองว่า ผมจะไปหรือไม่ไป” ราชถอยออกเดินกลับเข้าออฟฟิศ ทิ้งอมาวสีให้ยืนอย่างเดียวดายตรงนั้น...

ooooooo

ชิดชไมยืนมองอยู่ที่ระเบียง ครู่หนึ่งเธอลงมาหาราชที่นั่งซึมอยู่ที่ริมหาด ราชมองเธอในชุดพร้อมเดินทาง ถามว่าเธอจะไปเล่นเรือชุดนี้หรือ

“ไม่ล่ะ ฉันไม่ไปเล่นเรือ ฉันจะกลับกรุงเทพฯ...ฉันพอแล้ว ฉันรู้จักคุณดีพอแล้ว เกือบสามปีแล้วนะที่เราคบกันมา คุณเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์มากสำหรับแคลร์...แต่คุณไม่ใช่คนที่แคลร์จะฝากชีวิตไว้ด้วย ถ้าจะถามว่าทำไม แคลร์แนะนำให้คุณถามตัวเองดีกว่า”

ราชมองหน้าเธอนิ่งกับท่าทีและคำพูดที่เปลี่ยนไปของเธอ ชิดชไมเดินเข้าใกล้กระซิบ...

“แคลร์มีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆคุณนะคะ แต่มันไม่ใช่สุขที่มั่นคง ยั่งยืน ตราบใดที่คุณยังมีใครอีกคนในใจคุณเสมอ...เราเลิกกันแค่นี้ดีกว่าค่ะ”

“แคลร์...” ราชครางออกมา มองชิดชไมที่เดินจากไป แต่จู่ๆเธอก็หันกลับมาบอกว่า

“อ้อ... ที่คุณถามแคลร์ว่าจะปักหลักปักใจอยู่กับคุณที่นี่ไหม คำตอบคือ ไม่ค่ะ...ไม่เด็ดขาด โชคดีนะคะราช” เธอหันเดินจากไปโดยไม่หันกลับมองเขาอีกเลย

ooooooo

อมาวสีกลับมายืนชิดขอบเตียงในห้องไอซียู บอกคุณหญิงอำภาว่า

“อ้อไปเจอเขามาแล้วค่ะ อ้อบอกข่าวคุณอากับเขาด้วย เขาเป็นห่วงคุณอามากเลยนะคะ เขาจะรีบมาให้เร็วที่สุดค่ะคุณอา คุณอารอเจอเขานะคะ”

ขณะนั้นเองพยาบาลพาตำรวจมาเชิญอมาวสีออกไปคุยเกี่ยวกับความคืบหน้าของกวีที่นอกห้อง

เป็นจังหวะที่ราชเดินเข้ามา เขาตรงไปที่เตียง คุณหญิงอำภา ค่อยๆจับมือคุณหญิงมาแนบอกเอ่ยเสียงแผ่ว

“ผมขอโทษ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำผิดพลาด ล่วงเกินท่านไป ผมขอโทษ ขอโทษครับแม่” ราชก้มกราบ แทบเท้าคุณหญิงน้ำตาร่วง คุณหญิงเหลือบมองราชน้ำตาเอ่อท้น...

อมาวสีคุยกับตำรวจกลับมา เธอยืนมองภาพนั้นอย่างสะเทือนใจ เอ่ยเมื่อราชหันมาว่า “ขอบคุณนะคะที่มา”

“คุณหญิงอำภาอาการดีขึ้นแล้ว งานแต่งงานของคุณก็คงไม่เลื่อนสินะ” พูดแล้วราชเดินออกไปเลย

อมาวสีเดินเข้าไปที่เตียง เห็นรอยยิ้มบางๆของคุณหญิงทั้งที่น้ำตายังคลอหน่วย เธอเอ่ยอย่างยินดีกับคุณหญิงว่า

“คุณอาคะ วันนี้เรามีข่าวดีมากมายเลยค่ะ นอกจากพี่ภาคย์มาเยี่ยมคุณอาแล้ว เรายังได้ข่าวดีเกี่ยวกับท่านกวีด้วย คุณอากวีไม่ได้เป็นอะไรค่ะ มีคนพบท่านนั่งวิปัสสนาอยู่ที่วัดป่าค่ะ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบไปที่วัดนั้น คุณอาสบายใจได้ หายป่วยไวๆนะคะ”

ราชออกจากห้องมาเจอภากรกับสีไพร ต่างเรียกชื่อกัน ภากรแนะนำว่าสีไพรคือเมียตน ราชแสดงความยินดีด้วยถามว่าห้าเดือนแล้วใช่ไหม อวยพรให้สุขภาพแข็งแรงทั้งแม่และลูก

“ภาคย์ ฉันมีเรื่องอยากคุยกับนายว่ะ” ภากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ เมื่อไปนั่งคุยกัน ภากรขอโทษทุกเรื่องที่ตนแกล้งเขา แกล้งให้โดนแม่ดุ พ่อตี ราชพูดอย่างไม่หายเจ็บปวดว่า “พวกเขาอยากทำอย่างนั้นกับฉันอยู่แล้ว”

“เพราะนายเป็นทวยไทงั้นหรือ” ราชถามว่าเขารู้เรื่องนี้ด้วยหรือ “แม่เล่าทั้งหมดให้ฟังตั้งแต่วันที่พ่อหายไป แต่ก็มีเรื่องที่ฉันต้องขอโทษนายอีกตั้งเยอะ ทั้งเรื่องที่ชอบแกล้งอ้อ และก็เรื่องชาลินี” ราชบอกว่าเรื่องนี้เขาต้องไปขอโทษชาลินีเองตนให้อภัยแทนไม่ได้ “นายยังโกรธแค้นอาฆาตฉันใช่ไหม”

“ไม่มีประโยชน์ วันนี้ฉันคือราช รัชภูมิ และฉันพร้อมให้อภัยทุกคน” ราชเดินผละไปที่ลิฟต์ นมพริ้งโผล่มาเห็น ร้องบอกภากรด้วยความดีใจว่า ภาคย์...ภาคย์เดินเข้าลิฟต์ไปเมื่อกี๊นี้ ภากรพูดหน้านิ่งๆว่า

“นมตาฝาดแล้วล่ะ นั่นราช รัชภูมิ”

ooooooo

ราชไปที่วัดป่า พบกวีกวาดลานวัดปฏิบัติตนเป็นจิตอาสา เมื่อกวีมานั่งพัก ราชเอ่ยลอย คนเราถ้าไม่เดือดร้อนไม่จนแต้ม ไม่มีทางหันหน้าเข้าวัด ทำให้กวีเอะใจว่าถูกพูดประชด

ซักไซ้ไต่ถามกันจนราชบอกว่าท่านคืออดีตรัฐมนตรี กวีถามว่าคิดว่าคนอย่างท่านกวีจะละทุกอย่างมากวาดลานวัดไหม ราชพูดทันทีว่าก็คงทำ ถ้าเขารู้สึกว่าทำความผิดมาเยอะ แล้วยกตัวอย่างว่า

“เป็นต้นว่า แย่งคนรักมาจากชายอื่น บีบบังคับจนเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องหนีออกจากบ้านไป ใช้อำนาจของนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่บังคับให้ลูกให้หลานแต่งงานตามใจชอบ โดยไม่สนว่าเขารู้สึกยังไง และก็อาจจะมีผลประโยชน์ทางการเมืองที่ผมเดาไม่ถูก”

กวีฟังแล้วถามว่าเขาคือใคร พอราชบอกว่า “ผมคือคนที่มีเวรกรรมผูกพันกับท่านมาตั้งแต่เกิด” กวีมองอึ้ง ราชพูดต่อว่า “การทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังแล้วหนีเอาตัวรอดมาคนเดียว ไม่ใช่การสร้างบุญนะครับ”

“ภาคย์ใช่ไหม” กวีหันมองราชเต็มตา

“ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องบ้านนะครับ ผมจะไม่เอาบ้านหลังนั้นไปทำประโยชน์อะไร และไม่เก็บเอามาเหยียดหยามท่านแม้แต่น้อย” ราชคุกเข่าตรงหน้ากวี เอ่ยต่อว่า “ถ้าท่านคิดว่าทำอะไรผิดไว้กับผมบ้าง ผมให้อภัย และอะไรที่ผมทำผิดกับท่าน ผมขอโทษ... กลับไปหาภรรยาท่านเถอะครับ ท่านไม่มีทางได้บุญครบถ้วนดังปรารถนา หากท่านยังสร้างความทุกข์ใจให้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังท่านอย่างนี้”

กวีตัดสินใจไปหาอำภาที่โรงพยาบาล ตรงไปที่เตียง เอ่ออย่างอ่อนโยน “อำภาผมกลับมาแล้วนะ ผมจะไม่ทิ้งคุณไปไหน เราจะกลับมาเป็นครอบครัวดังเดิมนะ” คุณหญิงอำภาค่อยๆรู้สึกตัว ลืมตาขึ้น มองกวีนิ่งอึ้ง...

ooooooo

ราชกลับไปที่ภูเก็ต เขาขับรถเลียบชายหาด ทอดสายตาไปไกลแสนไกล ใจคิดถึงจดหมายที่เขียนจากผลึกชีวิตตนเอง ถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง...

“ผมเคยถามตัวเองว่าเกิดมาทำไม ผมไม่เคยหาคำตอบให้ตัวเองได้ แม้จนทุกวันนี้ บางคนเรียกสิ่งที่ไม่รู้นี้ว่าโชคชะตา และเชื่อกันว่า โชคชะตาเป็นตัวกำหนดจังหวะแต่ละก้าวของชีวิตทุกชีวิต...”

กวีรับคุณหญิงกลับมาที่บ้านพิชิตพงษ์ จันเอาจดหมายมายื่นให้ กวีเปิดอ่าน เป็นจดหมายจาก ราช...

“...หากเป็นเช่นนั้นจริง ผมขอขอบคุณสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา แม้มันจะทำร้ายผมหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังให้โอกาสผม ให้ผมได้แก้ไขความผิดที่ผมสร้างขึ้นกับทุกๆคนรอบตัวผม ผมขอสละทั้งหมดที่ผมมีให้กับทุกชีวิตที่มีกรรมผูกพันกับผมมาเนิ่นนาน” ราชเขียนอวยพรภากรกับสีไพรให้ครอบครัวมีความสุขตนได้โอนเงินเข้าบัญชีภากรผ่านทางทนายชอบ เพื่อเป็นทุนในการสร้างครอบครัว ฝากความหวังไว้ว่า “คงพอสำหรับทำร้านอาหารสวยๆให้สีไพรและพ่อนะ”

ราชเขียนถึงกวีและคุณหญิงอำภาว่า “ท่านมีทุกอย่างพร้อมแล้วและคงไม่ต้องการอะไรจากผม ผมจึงขอคืนบ้านพิชิตพงษ์ให้เป็นของท่าน เพราะมันเป็นของท่านไม่ใช่ของใครอื่น คุณหญิงอำภา...บุญคุณท่านให้กำเนิดบุตรนั้นยิ่งใหญ่จนผมไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้ ผมสัญญาว่าจะไม่มีวันลืมว่าใครคือผู้ให้กำเนิดผม รักษาสุขภาพให้ดีนะครับ”

ส่วนที่เขียนถึงอมาวสีนั้น ราชอวยพรให้เธอมีความสุขกับชีวิตแต่งงานกับวารินเพื่อนรักของตน และขอโทษที่ผิดสัญญาที่ว่าจะยกบ้านพิชิตพงษ์ให้เธอ แต่ยังมีบ้านอีกหลังที่เหมาะกับเธอมากกว่า นั่นคือ...

“บ้านแก้วผมขอยกบ้านแก้วให้เป็นของคุณ จะใช้เป็นเรือนหอหรือไม่ก็สุดแท้แต่คุณ สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณโชคชะตาอีกครั้งที่นำพาให้พวกเรามาเจอกัน...แม้ว่า

จะมีสุขบ้างทุกข์บ้างในบางเวลา แต่นั่นก็คือชีวิต ที่จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่... เราคงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก....ลาก่อนทุกคน”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

วีนแรง "แคท" องค์แม่ลง สวมบทเมียหลวง จับ "แป้ง" กดน้ำสภาพพังยับ

วีนแรง "แคท" องค์แม่ลง สวมบทเมียหลวง จับ "แป้ง" กดน้ำสภาพพังยับ
20 ม.ค. 2563
08:10 น.