ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

หัวใจเถื่อน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ละครเรื่อง "หัวใจเถื่อน"

อมาวสีในชุดที่ดูดี เมื่อเดินมาที่ห้องโถงเห็นช่อดอกไม้สวยงามและราชกำลังจุดเทียนที่เรียงรายอยู่ทีละเล่ม...ทีละเล่ม เขาหันมองแววตาอ่อนโยนและยิ้มหวานให้เมื่อเห็นเธอเดินลงมา

ต่างจ้องมองกันครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยว่า เธอคงชอบชุดนี้ไม่น้อย อมาวสีบอกว่าเพราะเขาไม่มีชุดให้เลือกอย่างที่อยู่บ้านกลางไร่ พอเขาหยอกว่าถึงเธอไม่ใส่อะไรเลยตนก็โอเค

“ฉันว่าเราลองนั่งเงียบๆกันจนกว่าจะถึงเช้าดีไหม จะได้ไม่ทะเลาะกันอีก” แต่พอราชบอกไม่มีปัญหา เธอกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นอย่างเป็นปริศนาว่า “เทียนพวกนี้สวยดีนะคะ ถ้าคุณจุดหมดทุกเล่มคงจะสว่างไสว สวยงามน่าดู แต่มันก็กำลังทำลายตัวมันเองทีละนิด...ทีละนิด...เทียนปลอมที่คุณใช้ที่บ้านไร่น่าจะดีกว่า อย่างมากก็แค่เปลืองถ่าน...”เห็นเขาจุดเทียนไม่เสร็จเสียที เธอเปรยๆ... “คุณเป็นคนชอบทำอะไรเยอะๆอย่างนี้เสมอนะคะ”

อมาวสียังเท้าความถึงอดีตว่า นอกจากเขาจะเยอะแล้วยังขี้เต๊ะอีกด้วย ราชยอมรับว่าตนเป็นอย่างนี้มาแต่เด็กแล้ว พออมาวสีเห็นด้วย เขาถามว่า “เรากำลังพูดถึงเด็กชายคนเดียวกันหรือเปล่าครับ”

“เด็กชายที่ฉันกำลังพูดถึง เขาเป็นคนช่างฝัน อ่อนโยน มีน้ำใจกับผู้คนรอบข้าง”

“แต่เด็กชายในความทรงจำของผม เต็มไปด้วยความเก็บกด เขาไม่เคยได้รับความรักจากคนรอบข้าง ต่างจากน้องชายของเขาอย่างสิ้นเชิง” เธอถามว่ายอมรับแล้วใช่ไหมว่าเขาคือเด็กชายคนนั้น “ใช้คำว่าเคยเป็นจะตรงกว่า เพราะทุกวันนี้ไม่มีเด็กคนนั้นอีกต่อไปแล้ว”

เมื่ออมาวสีรำพึงว่าทำอย่างไรจึงจะได้เขากลับมา ราชย้อนถามว่าเธอต้องการให้เขากลับมาเพื่ออะไร

“ฉันตอบไม่ได้ทั้งหมดเท่าที่ฉันรู้สึกหรอกค่ะ”

“แล้วทำไมไม่ไปกับเขา ทำไมทิ้งให้เขาต้องออกไปเผชิญโชคชะตาตามลำพัง” ราชพูดถึงอดีตอย่างเจ็บปวดฝังใจ

อมาวสีบอกว่า วันนั้นอ้อยังเด็ก อ้อยังกลัว ยังไม่ได้กล้าเหมือนพี่ภาคย์ ราชจ้องหน้าเธอถามว่าแล้ววันนี้อ้อต่างจากวันนั้นไหม เธอบอกว่าพี่ภาคย์วันนี้ก็ไม่เหมือนพี่ภาคย์ในวันนั้น ราชเสนอให้เรามาพูดถึงวันข้างหน้าของเรากันดีไหม

“คุณพูดก่อนสิคะ”

“สัญญานะว่าจะฟังจนจบ...คุณลุงรักษ์เคยถามผมบ่อยๆว่าความแค้นของผมต้องการการตอบแทนแค่ไหน แค่ไหนถึงจะสาสมกับความคั่งแค้นในอดีต ผมไม่เคยตอบลุงได้เลยสักครั้ง แต่วันนี้ผมรู้คำตอบแล้ว ความแค้นจะหมดไปเมื่อเรารู้จักพอ...มันจบแล้วครับ...ผมจะจบความแค้นเคืองทั้งหมดเมื่อใครบางคนหนีไปกับผม”

อมาวสีถามว่าเขากำลังจะหนีอีกแล้วใช่ไหม เขาบอกว่ากำลังขอร้องให้ใครบางคนหนีไปกับตน อมาวสีติงว่าเราไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ

“เพราะฉะนั้น จึงไม่มีอะไรน่ากลัวไงครับ คนที่สาบสูญไปร่วมเดือนจะหายสาบสูญต่อไปอีกก็ไม่เห็นแปลก” เธอถามว่าอะไรทำให้เขาต้องหนี “หนีความจริงที่ปวดร้าว วิ่งตามความฝันที่ทำให้เรามีความสุข...มนุษย์ทุกคนทำเช่นนั้น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่”

“แล้วพวกเขาได้ความสุขทุกคนไหมล่ะคะ” เขาบอกว่าไม่ทราบ เพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้ “แล้วคุณจะเสี่ยงทำไม ทำไมไม่อยู่กับความจริง”

“แล้วความจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนที่ผ่านมาล่ะ คุณจะอยู่กับมันไหม ช่วงเวลาที่คุณจากบ้านพิชิตพงษ์มา คุณสดใสร่าเริง คุณพูดเก่งขึ้น คุณมีความสุข คุณมีความฝัน และอาจจะมีความรักด้วยซ้ำ คุณไม่เลือกอยู่กับความจริงส่วนนี้หรือ?”

อมาวสีบอกว่ามันอาจจะเป็นเพียงความฝันหรือภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริง เขาสรุปว่าเธอปฏิเสธ?

“ฉันขอเลือกอยู่กับความจริงที่ตรงไปตรงมาเข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน จนดูไม่ออกในบางครั้งเป็นความสุขที่ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องหนี ไม่ต้องหลอกตัวเอง”

“เหมือนอย่างที่นางสาวอำภาไม่ยอมหนีไปกับท่านชายคฑาเทพใช่ไหม เหมือนที่ชาลินีไม่ยอมปฏิเสธการแต่งงานกับภากร และดูเหมือนเด็กหญิงอ้อ ไม่ยอมหนีไปกับเด็กชายภาคย์ ใช่ไหม??”

“ฉันทิ้งคุณอาผู้มีพระคุณกับฉันไม่ได้หรอกค่ะ”

“คุณก็ยังคงตัดสินใจเหมือนเดิม ช่วงเวลาที่บ้านไร่ คงเป็นเพียงแค่ความฝันที่ผ่านมาและผ่านไปจริงอย่างที่คุณว่า นายวารินเลือกว่าที่เจ้าสาวไม่ผิดคนจริงๆ”

“เกี่ยวอะไรกับพี่วาริน?”

“คุณผ่านบททดสอบครับ การตัดสินใจของคุณวันนี้ ยืนยันได้ว่า นายวารินจะไม่ผิดหวังในตัวคุณเพราะคุณชัดเจน มุ่งมั่น และไม่ไขว้เขวต่อสิ่งเร้าและยั่วยวนรอบข้าง...คุณสองคนเกิดมาเพื่อเป็นคู่กันจริงๆครับ” อมาวสีถามว่าเมื่อกี๊เขาทดสอบตนหรือ ราชกลับบอกว่า “พรุ่งนี้นายวารินจะมารับคุณที่นี่และพาคุณไปส่งที่บ้านพิชิตพงษ์พร้อมกับเรื่องราวที่เราเคยเตรียมการกันเอาไว้”

“ทำไมไม่ให้พี่วารินมารับฉันคืนนี้เลยล่ะ ฉันนอนที่บ้านวัชรีก็ได้” ราชบอกว่าวารินไม่ว่าง กลับจากต่างจังหวัดเช้ามืดก็จะมารับเธอทันที “นี่เหรอคะเหตุผลที่คุณขอให้ฉันอยู่ถึงเช้า ถ้าเหตุผลของคุณมีเพียงเท่านี้ คุณไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมบรรยากาศเหมือนคนกำลังจะขอแต่งงานแบบนี้ก็ได้”

“เตียงนอนคุณอยู่ข้างบน ผมนอนข้างล่าง ฝันดีนะครับ” ราชตัดบทเอาดื้อๆ

“ฉันน่าจะเลือกนั่งปิดปากเงียบๆเสีย มันคงทำให้คืนนี้มีค่าสำหรับการจดจำมากกว่านี้” เธอพูดหน้าตึงเดินเชิดไปที่เตียงนอนใหญ่กลางห้อง สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความผิดหวัง มองไม้แกะสลักชิ้นนั้นนิ่ง ประสาทตื่นเครียดจนไม่อาจนอนได้

ราชไปนอนที่เปลข้างล่าง จ้องไดอารี่เล่มนั้นอย่างปวดร้าว... และเขาก็คงไม่อาจข่มตาให้หลับได้เช่นกัน...

ooooooo

จอนไปถึงออฟฟิศรักษ์เล พนักงานบอกว่าลุงรักษ์ไม่อยู่ มันไม่พอใจว่านัดไว้แล้วไปไหนเสีย พอรู้ว่าลุงรักษ์ไปดูเกาะกับอรัญญา เตรียมซื้อเกาะทำรีสอร์ตแห่งใหม่

“โอ๊ว...รวยจริงๆลุงฉัน กลับเมื่อไหร่” พอพนักงานบอกว่าอาจจะดึกๆ “ไม่เป็นไร ฉันจะรอ ฉันเป็นหลานแท้ๆของลุงทำไมฉันจะอยู่รอไม่ได้” พนักงานบอกว่าออฟฟิศจะปิดห้าโมงเย็น “ฉันอยู่เอง ถ้าหิวฉันหากินเองได้ไม่ต้องห่วง

จอนนอนรอในมุมมืดจนลุงรักษ์กลับมา มันหาว่า ลุงรักษ์ไปเที่ยวดึกดื่นตัณหากลับรึไง จุดธูปบอกน้าจำปีหรือยัง

“จำปีอยู่ในใจฉัน ฉันทำอะไรจำปีรู้หมด ไม่ต้องจุดธูปบอกหรอก มันบอกว่างั้นก็ให้จุดธูปบอกน้าจำปีเลยสิว่าจะยกมรดกให้ตนเมื่อไหร่ “จำปีคงไม่ปรารถนาอย่างนั้นหรอก”

จอนตัดบทว่าเรียกตนมามีอะไรว่ามาตรงๆดีกว่า ลุงรักษ์เล่าว่าผู้หญิงที่เป็นเมียคนล่าสุดของเขาโทร.ให้ตนเรียกมาถ้าไม่เชื่อจะโทร.เช็กก็ได้ จอนหาว่าลุงรักษ์มั่ว ตนเสียค่าเครื่องบินมาแล้วอย่ามาเปลี่ยนใจง่ายๆ

“คนอย่างฉันมีใจเดียว ไม่เคยเปลี่ยนใจ ฉันเคยคิดจะไม่ยกอะไรให้แกเลยฉันก็ยังคิดอย่างนั้น คือไม่ให้อะไรแกเลยเหมือนเดิม” มันด่าลุงรักษ์ไอ้บ้า! ทันที ลุงรักษ์ ยังคงพูดอย่างสงบมีสติมั่นคงว่า “สิ่งเดียวที่ฉันให้แกได้เสมอ และไม่มีวันหมดคือเมตตาและสติ” มันถามว่าจะเอาไปทำอะไร “เอาไปสร้างปัญญาไง”

จอนกระชากคอเสื้อลุงรักษ์ตะคอกว่าคิดจะยกสมบัติทั้งหมดให้ราชใช่ไหม!

ไม่ว่าลุงรักษ์จะมีจิตเมตตาเตือนสติจอนอย่างไร แต่คนอย่างมันไม่ฟังอะไรแล้ว จนลุงรักษ์บอกว่าให้มันรีบกลับไปถามเมียตัวเองดีกว่าว่าหลอกให้มันมาที่นี่ทำไม เพราะตนโทร.ไปดูเหมือนจะปิดเครื่องหนีไปแล้ว บอกมันว่า

“แต่ถ้าแกเห็นข่าวนี้ แกอาจจะไม่กล้ากลับไปก็ได้” พลางลุงรักษ์พยักหน้าไปทางจอทีวีที่กำลังเสนอข่าวครึกโครม

“เมื่อคืนที่ผ่านมานี้เอง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังบุกไปยังบ้านเช่าย่านซอยอารีย์ เพราะมีผู้ชี้เบาะแสว่า อาจมีการลักพาตัวคนมากักขังที่นี่เพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งอาจจะเป็นหลานสาวของอดีตรัฐมนตรีกวีที่หายไป แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงกลับไม่พบผู้ใด นอกจากร่องรอยห้องที่ใช้กักขัง คาดว่าคนร้ายน่าจะไหวตัวชิงหนีไปก่อน”

จอนแทบจะบ้า พาลว่าแบบนี้ลุงรักษ์ยิ่งต้องยกมรดกให้ตน ตะคอกขู่ว่ามีทรัพย์สมบัติอะไรแบ่งมาเดี๋ยวนี้ ลุงรักษ์ส่ายหน้า มันถามว่าเซฟอยู่ไหน! มันบีบคอจะให้บอก เมื่อลุงรักษ์ไม่บอกมันเอาหมอนกดหน้าจนลุงรักษ์ สิ้นลม พอเห็นลุงรักษ์ตาย มันตกใจตาเหลือก

ooooooo

เพียงเช้ามืดวันรุ่งขึ้น ราชก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องแก้วทั้งที่ยังนอนอยู่ในเปล เขาลุกพรวดอย่างตกใจ

“อะไรนะ! ครับ...ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ”

อมาวสีตื่นขึ้นมา มองไปรอบๆ ไร้ผู้คน ทั้งบ้านเงียบกริบ จนกระทั่งทินโผล่มาอย่างทะเล้น ถามว่า เช้านี้จะรับอะไรดี แล้วสาธยายอาหารทั้งจีน ไทย ฝรั่ง รวมทั้งผลไม้มายาวเหยียด แล้วบอกว่าทั้งหมดนี้ไม่มี แต่ไอ้ทินจะวิ่งไปซื้อมาให้แค่สองสามนาทีเท่านั้น

“ฉันอยากรู้ว่าใครๆ ไปไหนกันหมด” อมาวสีถาม ทินยียวนจนอมาวสีต้องระบุว่า “บอสของนายน่ะไปไหนแล้ว”

“ไปแล้วครับ มีผู้หญิงโทร.มาตามแต่เช้า บอสก็รีบออกไปเลย” บอกแล้วย้ำว่า “บอสไม่ได้หนีไปไหน แค่ออกไปกับคนกันเอง คือน้องแก้ว อรัญญา คนเก่าคนแก่รู้จักกันมานานนมตั้งแต่ครั้งยังวัยเยาว์ เธอโทร.มาปุ๊บ บอสก็เผ่นปั๊บออกไปเลย เหลือไว้แค่ค่ากับข้าวเช้านี้”

ทินชูกระเป๋าสตางค์ให้ดู บอกเธอว่า “แต่ไม่ต้องตกใจ มีผู้ชายคนใหม่มารอรับคุณอยู่ที่หน้าบ้านแล้วครับ” อมาวสีตกใจถามว่าใคร! “เขาชื่อว่า คุณวาริน รัตนพงษ์”

เมื่ออมาวสีลงไป พบวารินมารออยู่แล้วจริงๆ เขาบอกว่าเพิ่งกลับจากหัวหินเมื่อเช้า ส่งคุณพ่อที่บ้านแล้วก็รีบมารับเลย ถามว่าคงไม่รอนานเกินไป เธอบอกว่าไม่ได้รอ...นานสักเท่าไหร่ วารินจึงชวนไปกันเลยดีไหม หรือจะทบทวนเรื่องราวที่จะบอกกับคนที่บ้านพิชิตพงษ์กันอีกที

ที่บ้านรัตนพงษ์ วัชรีกับเพื่อนๆกำลังตื่นเต้นกับการที่จะได้พบอมาวสี วัชรีทบทวนเรื่องราวให้เพื่อนจำเป็นหนึ่งเดียวกันว่า

“ยายอมาไม่อยากแต่งงานกับนายภากร ก็เลยตัดสินใจหนีออกจากบ้านด้วยความช่วยเหลือของพี่วาริน พี่วารินจึงพาไปหลบตัวอยู่ที่บ้านพักชายทะเลชุมพรของป๋าฉัน”

พึงใจถามว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องโกหกใช่ไหม วัชรีบอกว่าใช่ เพื่อไม่ให้คุณอาของอมาวสีตกใจ นิลรัตน์ถามว่าแล้วเรื่องจริงล่ะ?

“ตายักษ์เป็นคนลักพาตัวไป” วัชรีบอก เพื่อนๆ พากันร้องอ้าว “เหอะน่า...ตายักษ์เขาทำเพื่อพี่วารินของฉัน”

“ใครจะเชื่อ” นิลรัตน์ทำหน้าไม่เชื่อ

ส่วนวารินก็ทบทวนเรื่องราวกับอมาวสีแล้วสรุปว่า “รับรองว่าคุณอาของน้องอ้อต้องเชื่อเรื่องที่พี่เล่า แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่า คุณอาจะบังคับให้น้องอ้อแต่งงานกับคุณภากรนะ”

วัชรีเองก็บอกเพื่อนๆว่า “เพราะถ้าจะมีการบังคับให้ยายอมาแต่งงาน คนที่จะถูกบังคับให้แต่งงานด้วยต้องเป็นพี่วาริน”

ooooooo

ทบทวนเรื่องราวให้เข้าใจเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว วารินพาอมาวสีไปที่บ้านพิชิตพงษ์ นมพริ้งถลามากอดอมาวสีพร่ำรำพันความห่วงใยและเรียกขวัญขออย่าหนีหายไปไหนอีกเลย

คุณหญิงอำภาเดินลงมา อมาวสีเข้าไปกราบขอโทษที่ตนทำให้บ้านพิชิตพงษ์วุ่นวายไปหมด

“แค่อ้อปลอดภัยไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไร อาก็สบายใจขึ้นเยอะแล้ว อาแค่นึกไม่ถึงว่าอ้อจะตัดสินใจได้เด็ดเดี่ยวขนาดนี้เท่านั้น”

วารินขอเป็นผู้รับผิดชอบแทนอมาวสี เพราะตนเป็นคนวางแผนทั้งหมด นมพริ้งจ้องหน้าพึมพำว่าหน้าตาก็ดีไม่น่าจะวางแผนเลียนแบบโจรได้ถึงขนาดนี้ วารินบอกว่าเพื่อให้น้องอ้อมีความสุข ตนยินดีทำทุกอย่าง

อมาวสีถามถึงกวี คุณหญิงบอกว่าช่วงนี้ยุ่งๆ พออมาวสีพูดอย่างรู้สึกผิดว่าคุณอาผู้ชายคงโกรธมาก คุณหญิงบอกแค่ว่า “เธอก็น่าจะเดาออก”

“ถ้ามีอะไรที่ผมต้องรับผิดชอบเพื่อน้องอ้อ ผมยินดีทำทุกอย่างครับ คุณหญิงบอกได้เลยว่าผมต้องทำยังไง” คุณหญิงบอกว่าไว้คุยกับคุณกวีก่อน “ด้วยความยินดี ไม่มีปัญหาครับ งั้นพี่กลับก่อนนะจ๊ะน้องอ้อ ผมลากลับก่อนนะครับ”

คุณหญิงขอบคุณวารินที่ช่วยดูแลอมาวสีอย่างดี แต่พอวารินไปแล้ว คุณหญิงขยับเข้าไปถามอมาวสีว่าไม่ได้ไปอยู่ที่ไร่แถวสีคิ้วหรอกหรือ? เธออึกอัก คุณหญิงถามอีกว่าบ้านเช่าแถวซอยอารีย์ก็ไม่ได้ไปใช่ไหม?

“เอ้อ...ค่ะ...อ้อขอตัวไปอาบน้ำนะคะ” พออมาวสีลุกไป นมพริ้งก็ขยับเข้าถามคุณหญิงว่า

“มีอะไรที่นั่นเหรอคะ ที่สีคิ้วกับซอยอารีย์”

“ตำรวจเขาได้เบาะแสมาว่า มีคนโดนลักพาตัวไปอยู่ที่ไร่แถวสีคิ้ว แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านเช่าซอยอารีย์ เขาคาดว่าน่าจะเป็นอ้อ แต่เมื่อวานพอบุกเข้าไปค้นดูแล้วไม่เจอใคร นอกจากสมุดบันทึกเล่มเดียว”

ooooooo

ราชไปงานสวดศพของลุงรักษ์ที่วัดในภูเก็ต เขาน้ำตานองหน้า เบื้องหน้าร่างลุงรักษ์ที่คลุมด้วยผ้าขาวอย่างประณีต แม้ไม่มีคำพูดใดจากปาก แต่ในหัวใจของราชพร่ำรำพันอย่างเจ็บปวด...

“ผมเสียใจ ที่มาไม่ทันได้สัมผัสลมหายใจสุดท้ายของลุง...ผมไม่อาจยกเหตุใดมาอ้างได้ นอกจากความเหลวไหลของตัวผมเอง ผมควรจะตอบแทนบุญคุณของลุงได้มากกว่านี้ และควรทำในวันที่คุณลุงยังมีลมหายใจ ถ้าคุณลุงลืมตาขึ้นมาตอนนี้ได้ คุณลุงก็คงจะพูดว่า อย่าร้องไห้...ทุกคนมีเวลาเกิด เวลาอยู่ และเวลาจากไป ผมขอขอบคุณลุงอีกครั้งสำหรับทุกคำสอนที่ลุงปลูกฝังให้ ผมสัญญาว่าจะจดจำและปฏิบัติตามทั้งหมด ผมจะเป็นรัชภูมิรุ่นสุดท้ายที่ลุงภาคภูมิใจ แม้ลุงจะไม่ได้เห็นในชาตินี้ก็ตาม...ถ้าชาติหน้ามีจริง ผมขอเกิดมาเป็นหลานแท้ๆของลุงสักครั้งนะครับ”

ก่อนหน้านี้ เมื่อราชมาถึงออฟฟิศรักษ์เล เขากอดน้องแก้วปลอบโยนเธออย่างนุ่มนวล น้องแก้วเล่าน้ำตาอาบแก้มว่า

“น้องแก้วมาตั้งแต่เช้ามืด เพราะนัดคุณลุงไว้ เราจะไปสำรวจเกาะแก่งแห่งใหม่กัน พอมาถึงก็เห็นสภาพแบบนี้แหละค่ะ”

เธอชี้ให้ดูสภาพห้องที่ข้าวของกระจัดกระจาย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดูที่เกิดเหตุอยู่สี่ห้านาย นายตำรวจคนหนึ่งเดินมาหาราช อธิบายเหตุการณ์ให้ฟังว่า

“มีร่องรอยการต่อสู้บ้างเล็กน้อย ภาพรวมพอสันนิษฐานได้ว่าเป็นการทำร้ายร่างกาย ดูเหมือนว่าสุดท้ายคุณรักษ์จะถูกกดศีรษะทับด้วยหมอน จนหมดสติสิ้นลม”

“ไอ้สารเลว!” ราชคำรามแค้น

“เด็กที่นี่บอกว่า พวกเงินสดและเครื่องประดับเก่าแก่ในตู้เซฟหายไปหมด” ราชเชื่อว่าต้องเป็นไอ้จอนแน่ๆ “ผมคงต้องขอภาพถ่ายทรัพย์สินที่สูญหายมาประกอบการสืบสวนเพื่อเป็นเบาะแสในการสืบหาตัวคนร้ายต่อไป”

“เชิญตามสบายเลยครับ ทำยังไงก็ได้ ขอให้จับตัวมันมาลงโทษอย่างสาสมด้วยนะครับ”

“อ้อ...คุณรักษ์ ท่านกำสิ่งนี้ไว้ในมือแน่น อาจจะเป็นของสำคัญที่ท่านตั้งใจฝากให้คุณ”

ราชรับกระดาษแผ่นนั้นไปดู เป็นลายมือลุงรักษ์เขียนหวัดๆว่า “อภัย” ราชอ่านแล้วร้องไห้อย่างหนัก...

ooooooo

เทิน คนเก่าแก่ของลุงรักษ์ เดินมาหาราชด้วยดวงตาแดงช้ำเพราะผ่านการร้องไห้อย่างหนักมาแล้วเช่นกัน เขาฟังราชรำพึงถึงลุงรักษ์อย่างสะเทือนใจว่า...

“ฉันไม่เคยรู้ว่า พ่อลูกเขาจะรักกันยังไง แต่ไม่มีทางที่จะมากไปกว่าที่ฉันรู้สึกกับลุง ฉันเคยถามว่าลุงอยากมีลูกไหม ลุงบอกว่า มีฉันคนเดียวก็เหนื่อยแย่ แล้ว...จริงของลุง ลุงเหนื่อยกับการเลี้ยงดูฉัน อบรมสั่งสอนฉัน มากกว่าคนเป็นพ่อเขาทำกันเสียอีก...ลุงไม่เคย บอกเลยว่าต้องการอะไรจากฉัน...แต่ฉันรู้ว่า สิ่งเดียวที่ลุงต้องการคือ ดูแลรักษ์เลของลุงให้ดีที่สุด ฉันยังไม่ทันได้ทำให้ลุงเลยสักนิด...ลุงก็จากฉันไปเสียแล้ว...”

“คุณรักษ์แกต้องรับรู้ได้ครับ ไม่ว่าแกจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” เทินเอ่ยเสียงเครือ

“เพราะฉะนั้น อะไรที่ฉันยังไม่ได้ทำเพื่อลุง ฉันจะทำเดี๋ยวนี้เลย...”

ooooooo

ราชโทรศัพท์ถามวารินว่า พาอมาวสีไปส่งที่บ้านพิชิตพงษ์เป็นอย่างไรบ้าง วารินเดินคุยเข้าบ้านเล่าด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี ดูน้องก็โอเค และมีใจให้ตนไม่น้อย

พอเข้าบ้าน วัชรีและเพื่อนๆของอมาวสีก็ถามกันเซ็งแซ่ พอวารินบอกว่าเรียบร้อยดี พึงใจถามว่าเตรียมสู่ขอได้เลยใช่ไหม วารินบอกว่าเอาไว้ให้ชัวร์ก่อน นิลรัตน์ถามว่าเจอภากรไหม เขาบอกว่าไม่เจอ แต่ก็ไม่เห็นมีใครพูดถึง

คืนนี้ อมาวสีถูกคุณหญิงอำภาเข้าไปซักถามเรื่องสถานที่และวันเวลาที่เธอหายตัวไป จนจับเท็จได้ว่าที่แท้แล้วเธอไม่ได้ไปอยู่ชายหาดชุมพรอย่างที่วารินบอก คุณหญิงเตือนด้วยความเมตตาว่า

“อ้อจะหลอกใครๆก็ได้ทั้งนั้น แต่อย่าหลอกใจตัวเองนะลูก จะได้ไม่ต้องช้ำใจภายหลัง เหมือนอย่างที่หลายๆคนเคยเป็น” แล้วเอาสมุดบันทึกเล่มนั้นให้บอกว่า “เด็กที่โดนจับไว้ที่บ้านซอยอารีย์ลืมสมุดเล่มนี้ไว้ เผื่ออ้อจะอยากอ่าน”

อมาวสีรับสมุดบันทึกเล่มนั้นไปอย่างละอายใจที่ถูกจับโกหกได้ คุณหญิงยังคงพูดอย่างให้ทางเลือกแก่เธอว่า

“อารู้ว่าภากรไม่ใช่ตัวเลือกของอ้อ แต่ไม่ว่าอ้อจะเลือกใคร อย่าเลือกโดยไม่ถามหัวใจตัวเอง...เชื่ออาเถอะ”

แต่พอคุณหญิงออกจากห้องไปเท่านั้น ราชก็โทร.เข้ามือถือเธอ ถามว่าสบายดีไหม วารินไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังใช่ไหม เธอปัดงอนๆว่าให้ถามเพื่อนเขาดูเอาเอง ก็ถูกเหน็บว่า มีความสุขมากจนไม่อยากเล่าให้ฟังเลยหรือ

“ถ้าฉันถามคุณบ้างว่า มีความสุขมากไหมกับน้องแก้วอรัญญาล่ะ คุณจะอยากเล่าให้ฉันฟังไหม คงกำลังเดินจับมือกันอยู่แถวริมทะเลสินะ”

“เปล่า...แต่พรุ่งนี้จะทำอย่างที่คุณแนะนำ” ราชยั่ว เขาขอโทษที่ไปภูเก็ตโดยไม่ได้บอก เหน็บอีกว่า แต่ถ้าเป็นวารินเขาต้องบอกเธอก่อนแน่ อมาวสีโกรธวางสายทันที

แต่ครู่เดียวเสียงมือถือก็ดังขึ้นอีก เธอรับสายตะโกนใส่ “ไม่ต้องโทร.มาอีกแล้วนะ ฉันเบื่อจะฟังเสียงนาย”

ปรากฏว่าเป็นสายจากวาริน เขาโทร.มาบอกว่ากลับถึงบ้านแล้ว เล่าเรื่องเธอให้คุณป๋าฟังแล้ว พรุ่งนี้จะมารับเพราะวัชรีกับเพื่อนๆอยากเจอเธอมาก สิ้นเสียงวาริน เสียงวัชรี พึงใจ และนิลรัตน์ก็แทรกเข้ามาในโทรศัพท์ นัดพรุ่งนี้เจอกัน

ooooooo

กวีกลับมาเกือบดึก คุณหญิงลงไปรับ เขาถามถึงอมาวสี พอคุณหญิงบอกว่าพักผ่อนอยู่ข้างบน เขาสั่งทันที

“ไปเรียกมันมาหาผมเดี๋ยวนี้เลย ผมต้องการสั่งสอนมัน” พออมาวสีลงมากราบขอโทษ กวีตำหนิว่า “ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ ก่อนทำอะไรได้คิดตรึกตรองดูหรือยัง ยี่สิบปีที่ฉันอุปการะเธอมา จากเด็กกำพร้าพ่อแม่ที่แทบจะไม่มีที่ซุกหัว ไม่มีที่อยู่ที่กิน ไม่มีเสื้อผ้าใส่ แกนึกถึงบุญคุณของฉันสักนิดไหม ฉันอยากให้พ่อแม่แกฟื้นขึ้นมาเอาแกคืนไปเดี๋ยวนี้จริงๆเลย”

“ใจเย็นๆก่อนเถอะค่ะคุณ”

“ฉันเย็นมาตั้งเกือบเดือนแล้ว แต่วันนี้มันต้องพูดให้หมด รู้ไว้ด้วยนะ ถ้าแกไม่ใช่ลูกของพี่สาวฉัน ฉันจะไม่แยแสแกแม้แต่นิด แกตอบแทนฉันด้วยการกระทำที่บ้าบอสิ้นดีอย่างนี้ได้ยังไง หนีการแต่งงานไปสุขสบายชายหาดชุมพร แกทำให้ฉันดูเหมือนเป็นไอ้แก่บ้า ที่ชอบจับคนนั้นแต่งงานกับคนนี้ แกนึกบ้างไหมว่าฉัน

จะเสียหน้าขนาดไหน ชาวบ้านชาวช่องเขาดูถูกฉันหัวเราะเยาะฉันขนาดไหน มีอะไรทำไมไม่บอกกับฉันตรงๆ”

“อ้อบอกแล้วแต่คุณอาก็ไม่ยอม”

“แกเถียงฉันหรือ!” กวีตวาด อมาวสีได้แต่ก้มหน้าร้องไห้อย่างอัดอั้น “พูดแค่นี้ร้องไห้เหรอบอกมาซะดีๆ ว่าแกต้องการหนีไปอยู่กินกับไอ้ราชใช่ไหม” อมาวสีบอกว่าตนกับราชไม่มีอะไรกัน “แล้วที่หายไปนี่ไปมีอะไรกับใครอีกล่ะ”

คุณหญิงขอให้พอเถิด กวีถามว่าภากรอยู่ไหนให้ตามตัวกลับมา ตนจะจัดงานแต่งงานให้เดี๋ยวนี้ เอาให้เร็วที่สุด อมาวสีพยายามจะพูด ก็ถูกตวาดว่าจะหนีอีกหรือต้องให้ล่ามโซ่ไว้ใช่ไหม จนคุณหญิงติงว่า

“คุณคะ...ถ้าเด็กเขาไม่ได้รักกัน เราก็อย่าไปบังคับให้เขาแต่งงานกันเลยค่ะ”

“ยังไงก็ต้องแต่ง เพราะมันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีเรื่องหน้าตาที่ผมจะยอมเสียไม่ได้หวังว่าคุณคงเข้าใจนะอำภา”

กวีออกไปแล้ว อมาวสีนั่งร้องไห้จนคุณหญิงต้องเข้าไปกอดปลอบโยนและเล่าบทเรียนชีวิตของตัวเองให้ฟังว่า

“ชีวิตคนเรา ไม่มีอะไรที่จะได้มาง่ายๆหรอกอ้อ มันต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาทั้งนั้น ในชีวิตอา อาเคยไม่กล้าสู้มาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่อาจะแนะนำอ้อในตอนนี้ก็คือ อ้อต้องสู้ สู้เพื่อตัวเอง อาช่วยอะไรไม่ได้มากกว่านี้ แต่อารับฟังอ้อได้เสมอ ถ้าอ้ออยากจะพูดอะไรที่มันออกมาจากหัวใจจริงๆ อ้อพูดกับอาได้นะ”

ooooooo

ที่ศาลาวัดเช้าตรู่วันนี้ นายอำเภอทำหน้าที่อ่านพินัยกรรมของลุงรักษ์ต่อหน้าราช และเทินที่ยืนฟังอย่างสงบนิ่ง

ในพินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดที่ถือครองไม่ว่าจะเป็นเงินสดของมีค่าดังรายการแนบท้าย โฉนดที่ดิน รีสอร์ต และสัมปทานเกาะรักษ์เล ให้ราช รัชภูมิแต่เพียงผู้เดียว เว้นแต่เขาไม่ปรารถนาก็ยกให้กับมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลตามแต่เห็นสมควร ในพินัยกรรมระบุย้ำว่า

“อนึ่ง นายจอนหลานคนเดียวของนางจำปีภรรยาผู้วายชนม์ของข้าพเจ้าจะได้สิทธิครอบครอง ทรัพย์สินใดๆบ้างหรือไม่ ให้อยู่ที่วินิจฉัยของราชรัชภูมิเท่านั้น”

ราชยืนอึ้ง พึมพำว่าท่านให้ตนมากเกินไปถามนายอำเภอว่าตนจะยกให้คนอื่นต่อไม่ได้ใช่ไหม

นายอำเภอบอกว่าเขามีสิทธิ์เต็มตามพินัยกรรม ถามว่า เขาคิดจะยกให้ใครหรือ?

เทินถามว่าเขาจะยกให้จอนใช่ไหม ราชบอกว่าจอนเป็นทายาทโดยตรงมากกว่าตนเสียอีก

“แต่มันทำกับลุงรักษ์ถึงขนาดนี้นะครับ”

“อภัย...ข้อความสุดท้ายที่ลุงรักษ์ฝากไว้ น้าเทินช่วยร่างพินัยกรรมให้ผมหน่อยแบ่งเป็น 5 ส่วน 3 ส่วนยกให้การกุศล อีกหนึ่งส่วนให้น้าเทินและครอบครัว เพราะน้าอยู่กับลุงรักษ์อย่างซื่อสัตย์มาทั้งชีวิต น้าเทินไม่มีอะไรด้อยกว่าผมเลย”

เทินถามว่าแล้วอีกส่วนล่ะ ราชบอก “ยกให้ไอ้จอน แต่พินัยกรรมนี้จะมีผลเมื่อผมตาย”

พอดีอรัญญาเดินเข้ามาบอกราชว่ามีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกันเป็นเรื่องที่คุณลุงรักษ์สั่งเสียไว้ ราชบอกว่าตนก็มีเรื่องจะคุยเช่นกัน เดาว่าคงเป็นเรื่องเดียวกันคือ เรื่องกำหนดการแต่งงาน ราชโอบอรัญญาพาเดินคุยกันไปตามริมหาด

ooooooo

รุ่งขึ้น วารินรับอมาวสีไปที่บ้านเพื่อพบกับเพื่อนๆที่รออยู่แล้ว แต่ไปถึงไม่ทันได้คุยกัน ภากรที่พาสีไพรไปหาหมออยู่ที่โรงพยาบาลก็โทร.เข้าไปขอพูดกับอมาวสี วารินจึงขับรถพาไปพบกันที่ลานจอดรถบรรยากาศดีที่ใต้สะพาน

ภากรขอบใจที่อมาวสียอมมาพบตน เขาแนะนำให้รู้จักกับสีไพรว่าเป็นภรรยา บอกเธอว่าเวลาเกือบเดือนที่เธอหายไปได้เปลี่ยนชีวิตตนใหม่หมด ขอบคุณเธอที่มีส่วนเปลี่ยนแปลงชีวิตตนอย่างใหญ่หลวงในครั้งนี้

ภากรพูดถึงสีไพรอย่างยกย่องว่า ตนได้เห็นความรักที่แท้จริงที่สีไพรมีต่อตน เล่าอย่างปลื้มปีติว่า ตนกำลังจะเป็นพ่อคนและสีไพรก็กำลังจะเป็นแม่ของลูก นอกจากเล่าเรื่องของตัวเองแล้ว ภากรยังแสดงความยินดีกับอมาวสีเรื่องวาริน

“คุณวารินเป็นคนดี ดีทั้งตระกูล เขาดูเหมาะสมกับอ้อ และพี่เชื่อว่าเขาจะคุ้มครองดูแลอ้อได้เป็นอย่างดี โชคดีแล้วล่ะที่อ้อไม่เลือกไอ้ราช ถ้าอ้อเลือกแต่งงานกับไอ้หมอนั่นละก็ ชีวิตอ้อจะต้องย่ำแย่ยิ่งกว่าแต่งกับพี่อีก พี่อยากขอโทษอ้อในทุกสิ่งที่พี่เคยทำกับอ้อ ยกโทษให้พี่ด้วย อย่าโกรธ อย่าอาฆาตแค้นพี่เลยนะ และถ้าเป็นไปได้ พี่อยากมีโอกาสขอโทษคนอีกคนหนึ่งในฐานะของน้องชายที่เหลวไหลของเขาจนทำให้เขาต้องหายสาบสูญไป”

อมาวสีบอกว่าตนดีใจที่ได้ยินเขาพูดอย่างนี้ ภากรถามว่า เธอถูกพ่อดุมากเลยใช่ไหม บอกเธอว่า “ไม่ต้องกังวลและไม่ต้องกลัวว่าจะต้องแต่งงานกับพี่ อ้ออยู่เฉยๆ ทำใจให้สบายได้เลย เพราะพี่จะเป็นคนปฏิเสธคุณพ่อแทนอ้อเอง”

วันเดียวกันนี้ ที่สำนักงานของกวี เลขาพรรคได้มาพบเขา แจ้งให้ทราบว่า ทางพรรคมีความเห็นร่วมกันว่า คุณสมบัติของเขาเวลานี้ไม่เหมาะกับการเป็นกรรมการบริหารพรรค ทั้งเรื่องธุรกิจส่วนตัว ลูกชายและข่าวลือเรื่องหลานสาว

นอกจากไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคแล้ว เลือกตั้งคราวหน้าก็จะไม่ส่งเขาลง แนะนำว่าทางที่ดีเขาควรย้ายพรรค หากมีพรรคอื่นยื่นข้อเสนอที่ดีให้ก็ควรรีบคว้าไว้ หัวหน้าอนุญาตแล้ว

กลับถึงบ้าน กวีนั่งจิบไวน์เครียด เมื่อคุณหญิงเดินมาหาอย่างเป็นห่วงถามว่าเรื่องอะไรทำให้เขาเครียดถึงขนาดนี้

“เรื่องการเมือง เรื่องพรรคการเมือง เรื่องนักการเมือง ที่ไม่เคยมีความจริงใจให้กัน ผมเลือกอาชีพผิดจริงๆ”

คุณหญิงนั่งลงข้างๆอย่างเห็นใจ กวีถามว่าภากรยังไม่กลับหรือ ให้เรียกตัวมาด่วนเลยจะถามว่าจะแต่งงานไหม

ooooooo

เมื่อจัดการเรื่องราวที่ภูเก็ตเสร็จแล้ว ราชกับเทินกลับมาที่ออฟฟิศ เทินบอกว่าทินโทร.บอกว่ามีคนเอาของมาฝากไว้ให้เขา ทินวางไว้บนโต๊ะ เข้าไปแล้วอย่าลืมเปิดดูด้วย

ราชเข้าไปหยิบซองที่วางอยู่บนโต๊ะดู ผู้ฝากเขียนไว้ว่า “จาก ม.ร.ว.หญิงทิพย์สุดา” เขาค่อยๆแกะซองออกในนั้นมีกุญแจตู้นิรภัยและจดหมายฉบับหนึ่ง เขาคลี่จดหมายอ่าน...

ในจดหมายแจ้งว่าตนรักษากุญแจตู้นิรภัยนี้มานานแสนนาน วันนี้ถึงเวลาที่จะมอบให้เจ้าของแล้ว นั่นคือ ภาคย์ ทวยไท เสียดายที่ตนต้องเดินทางไปต่างประเทศ ขอให้ภาคย์ไปที่ธนาคารพร้อมกุญแจดอกนี้ เมื่อเปิดดูจะพบของสำคัญ 4 ชิ้น หนึ่งคือเครื่องเพชรที่ท่านอา

พ่อของเขาเตรียมใช้หมั้นแม่ของเขา สองคือตราประจำ ตระกูลทวยไท ซึ่งไม่มีใครจะเก็บรักษาไว้ได้นอกจากเขา สามคือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบ้านพัก ตากอากาศที่ประเทศอังกฤษ และสี่คือโฉนดบ้านพิชิตพงษ์ ที่ซื้อไว้ด้วยเงินเก็บสะสมทั้งหมดของท่านอา พ่อของเขา จดหมายเขียนไว้ในตอนท้ายว่า

“เอกสารสัญญาและรายละเอียดการซื้อขายอยู่ในนั้นด้วย เผื่อว่าตอนที่ฉันไม่อยู่ เธออยากจะใช้ประโยชน์จากของเหล่านี้ ก็ทำได้เลย เพราะมันเป็นสิทธิ์ของเธอผู้เดียว จากทิพย์สุดา ญาติคนเดียวของเธอ...เจอกันคราวหน้าเราคงมีโอกาสคุยกันได้เยอะกว่านี้นะ น้องชาย”

ooooooo

หลังจากคุยกับน้องแก้วอรัญญาแล้ว ราชโทร.หาอมาวสี เขาบอกว่ามีเรื่องที่จะต้องพูดกับเธอ สำคัญพอๆกับเรื่องที่ผ่านมาหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

อมาวสีให้เขาพูดเลย แต่เขาอยากคุยอย่างเห็นหน้ากัน เขารู้ว่าเธอมีนัดกับวารินบ่ายนี้ ขอให้เธอไปก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมงได้ไหม แต่พอไปถึงปรากฏว่าเจออมาวสีอยู่กับวารินที่นั่นแล้ว จึงรู้ว่าวารินต้องไปรับเธอ

“พี่วารินคะ อ้อขอคุยธุระกับคุณราชหน่อยนะคะ” วารินขยับเข้าไปกระซิบบอกราชว่าเธอจะฝากของไปให้คนที่ไร่แต่กะจะเซอร์ไพรส์เลยไม่ให้บอกก่อน แล้วลุกเดินออกไป อมาวสีฝากของไปให้ป้าเอิบ แอ้ม น้าป่วนกับนายป๊อด และไม่ลืมฝากของไปให้นายแปลกด้วย ราชขอบใจแทนพวกเขาทุกคน

ราชดีใจด้วยที่เธอเข้ากับวารินได้ดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องหักมุมอะไรทำให้เพื่อนตนต้องช้ำใจ เธออาจปฏิเสธการแต่งงานกับวารินเพราะขัดคุณอาไม่ได้ต้องแต่งกับภากร เธอบอกว่าถึงวันนั้นตนก็คงขอให้วารินฉุดหนีเข้าป่าไป

ราชถามว่าคนในบ้านพิชิตพงษ์อยู่สุขสบายดีทุกคนไหม อมาวสีบอกว่าป้าพริ้งปกติดี อากวีดูเครียดๆ คุณหญิงอำภาออกจะนิ่งเฉย ส่วนภากรไม่กลับบ้านสี่วันแล้ว ถามว่าอยากรู้อะไรมากกว่านี้อีกไหม ราชถามว่าพวกเขามีปัญหาเรื่องเงินไหม เช่น เป็นหนี้เป็นสิน ล้มละลาย ถึงขนาดเอาบ้านไปจำนอง อมาวสีบอกว่าตนไม่ทราบเรื่องนี้ต้องถามคุณอาเอง

ราชถามว่ามีอะไรที่เธอรู้มากกว่านี้อีกไหม เธอจึงบอกเขาว่าภากรเพิ่งนัดพบตน เขาดูดีกว่าเดิม เขาอยากขอโทษทุกคนที่เคยทำไม่ดีด้วย ซึ่งรวมถึงพี่ภาคย์ ราชถามว่าแน่ใจหรือ อมาวสีบอกว่าคงเป็นเพราะเขากำลังจะเป็นพ่อคน ย้ำกับราชว่า

“เพราะฉะนั้น คุณไม่ต้องกลัวว่า ฉันจะทำให้พี่วารินต้องอกหัก”

พลันเสียงเพื่อนๆ ก็กรูกันเข้ามาทักทาย วารินเข้ามาขัดจังหวะบอกว่าได้เวลาที่นัดหมอดูไว้แล้ว ถามราชว่าไปดูหมอกันไหม เขาว่าหมอคนนี้ดูแม่น ราชปฏิเสธบอกว่าไม่อยากรู้อนาคต

“ถ้างั้นคุณก็ควรจะพูดเรื่องปัจจุบันให้หมด อย่างน้อยก็ให้วัชรีได้รับรู้บ้าง” ราชถามว่าเรื่องอะไร “เรื่องน้องอรัญญา” วัชรีทวนชื่ออรัญญาอย่างแปลกใจ ราชเล่าอย่างผ่าเผยว่า

“อ๋อ...ไม่มีอะไรครับ อรัญญาคือว่าที่เจ้าสาวของผม เรากำลังหาฤกษ์แต่งงานกันอยู่ ถ้าโชคดีอาจได้ฤกษ์เดียวกัน...ขอโทษด้วยครับที่เพิ่งบอก” พูดแล้วราชเดินออกไป ทิ้งให้ทุกคนอึ้งโดยเฉพาะวัชรีเธอยืนหน้าเสีย

ระหว่างขับรถออกมา ราชนึกถึงเมื่อวานที่เดินคุยกับน้องแก้วอรัญญาที่ริมหาด เขาบอกว่าลุงรักษ์พูดถึงน้องแก้วให้ฟังตลอดว่าน้องแก้วเป็นผู้หญิงเก่ง ลุงรักษ์ชอบ และลุงเชื่อว่าน้องแก้วจะเป็นภรรยาที่ดีสำหรับตน และเราจะช่วยกันดูแลรักษ์เลให้เติบโตก้าวหน้าได้ดี

“แล้วพี่ราชว่าไงคะ”

“คุณลุงมีบุญคุณกับพี่มาก อะไรที่เป็นความต้องการของลุงพี่ไม่เคยปฏิเสธ” น้องแก้วถามว่าแล้วเรื่องกับตนล่ะ? “พี่ตั้งใจว่าจะชวนน้องแก้วไปหาฤกษ์ที่เหมาะสมสำหรับเรา”

น้องแก้วบอกว่าไม่ต้องหรอก เพราะตนไปดูมาเรียบร้อยแล้ว ได้ฤกษ์ที่เหมาะสมมาแล้วด้วย เขาถามว่าเมื่อไหร่

“เดือนหน้าค่ะ เป็นฤกษ์ดี มหัทธโนฤกษ์ ฤกษ์แห่งความมั่งคั่งรุ่งเรือง เหมาะสม ลงตัวที่สุดกับงานแต่งงานของแก้วแต่ไม่ใช่กับพี่ราชนะคะ กับแฟนแก้วค่ะ แฟนแก้วเป็นคนญี่ปุ่น เรารักกันมาตั้งสี่ปีแล้ว แก้วตั้งใจจะบอกคุณลุงแต่ไม่ทัน”

ราชฟังแล้วได้แต่อุทาน อ๋อเหรอ...ครับ...หา! อ้าว...เอ้อ...และสุดท้ายเมื่อน้องแก้วถามว่าเขาไม่เสียใจนะคะ เขาตอบทันทีว่า “ครับ...” น้องแก้วให้สัญญาว่าจะยังช่วยงานเขาเหมือนตอนที่ลุงรักษ์อยู่ ตนจะจุดธูปบอกลุงรักษ์เอง

“ผมก็จะช่วยจุดธูปด้วยอีกแรงครับ” ราชพูดด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

ooooooo

ค่ำนี้ ภากรกลับบ้าน กวีถามทันทีว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่? เจอหน้าอ้อหรือยัง? ภากรกำลังจะพูด ก็ถูกตวาด

“อะไรวะ ตอนยายอ้อหนีไปแกก็จะเป็นจะตายให้ได้ พอตอนนี้ยายอ้อกลับมาแล้ว แกกลับมานั่งเซื่องซึมเหมือนคนไม่มีชีวิต ไร้อารมณ์ แกเป็นอะไรของแกวะ”

“ผมตั้งใจจะบอกพ่อว่าผมขอไม่แต่งงานกับอ้อครับ”

กวีถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเองว่าอะไรนะ ถามคุณหญิงว่าได้ยินที่มันพูดไหม มันบ้าแล้วรึไง ถามว่ามีอะไรจะพูดอีกไหม พอภากรบอกว่าตนยืนยันว่าจะไม่แต่งงานกับอ้อ ก็ถูกด่าไอ้ลูกเวร ถามว่าหรือไปมีผู้หญิงคนอื่น คราวนี้ใครล่ะ? เดาว่าลูกนักการเมืองเมืองรึเปล่า? ลูกนายหาร นายพัน นายพล? ลูกพ่อค้า นักธุรกิจ? ลูกข้าราชการ?

ภากรส่ายหน้าทุกคำถาม กวีตวาดว่าแล้วไปคว้าลูกตาสีตาสาไหนมา!

“ลูกภารโรงครับ ลูกสาวนายสุด ชื่อสีไพร ผมจะแต่งงานกับสีไพร”

กวีแทบคลั่งระเบิดอารมณ์ด่าลั่นบ้าน ว่าเอาสมองส่วนไหนคิด ทำไมถึงสิ้นคิดอย่างนี้ ตนไม่อนุญาตเด็ดขาด ภากรบอกว่า ตนโตแล้วไม่ต้องให้พ่ออนุญาตก็ได้

กวียื่นคำขาดว่าไม่ยอมให้เขาแต่งกับลูกภารโรงเด็ดขาดหรือไม่ก็ตัดพ่อตัดลูกกัน ถามว่าสีไพรมีอะไรดีกว่าอ้อถ้าบอกได้ก็จะยอมให้แต่ง ภากรบอกว่าสีไพรเป็นแม่ที่ดีที่สุดของลูกตนและเวลานี้เธอท้องได้ห้าเดือนแล้ว

คราวนี้กวีแทบจะบ้า ไล่ตะเพิดให้เขาออกจากบ้านไปเลยแล้วไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีก ภากรเดินออกไปโดยไม่มีคำขอร้องใดๆเลย พอเขาออกไปที่รถ สีไพรนั่งอยู่ถามว่าท่านกวีว่าอย่างไรบ้าง

“พ่อไม่อยู่ งานยุ่งยังไม่กลับ วันหลังค่อยแวะมาใหม่ดีกว่านะ” บอกแล้วขับรถออกไปเลย

ooooooo

ทนายชอบยังทำงานให้กวีเพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน วันนี้เขารายงานผลการประนอมหนี้ แต่ยังขาดเงินอีกจำนวนไม่น้อย กวีจึงจะให้เอาบ้านพิชิตพงษ์ไปจำนอง

ทนายชอบจำต้องบอกว่า บ้านพิชิตพงษ์ถูกขายไปแล้ว กวีแทบกระอักเลือดถามว่าใครขาย! ขายให้ใคร? พอรู้ว่าภากรขายให้ทิพย์สุดา กวีสบถว่ามันจะจองเวรจองกรรมกันไปถึงไหน บังคับให้คุณหญิงโทร.ไปถามทิพย์สุดาว่าทำอย่างนี้เพื่ออะไร คิดจะทำอะไรกับครอบครัวเรา

กวีพาลคิดถึงเรื่องเก่าว่าทิพย์สุดาอาฆาตหมายทำลายตนด่าว่าเธอบ้าไปแล้วแน่ๆ เคี่ยวเข็ญบังคับจนคุณหญิงต้องโทร.ไปคุยกับทิพย์สุดา ย้ำให้ถามด้วยว่าถ้าจะซื้อคืนต้องทำอย่างไร ต้องหาเงินมาเท่าไหร่ถึงจะไถ่บ้านของเรากลับคืนมาได้

ทิพย์สุดากลับจากต่างประเทศ มาหาราชที่ออฟฟิศ พูดกับราชที่ยังมีท่าทีหมางเมินว่าถ้าไม่ใช่เพราะท่านชายคฑาเทพตนจะไม่เฉียดเข้ามาในแวดวงของเขาเป็นอันขาด บอกว่าอย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนเพราะเรื่องใกล้จะจบแล้ว ราชถามว่าจบยังไง

“อยู่ที่คุณ ตอนนี้หมากทุกตัวบนกระดานอยู่ในมือคุณหมดแล้ว อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกเดินตาสุดท้ายอย่างไร”

“ผมไม่เลือก”

ทิพย์สุดาบอกว่าแล้วแต่เขา ที่มาวันนี้ก็เพื่อเช็กว่าเขาได้ของในตู้นิรภัยครบหรือไม่ ราชบอกว่ามันเกินความจำเป็นสำหรับตน ทิพย์สุดาย้ำว่ามันเป็นเจตนาของพ่อเขา และมันก็เป็นภาระของเขาที่ต้องดูแลของเหล่านั้นต่อไป

“ถ้าผมปฏิเสธล่ะ” เธอถามว่าเขาปฏิเสธสายเลือดของตัวเองได้ไหมล่ะ “แล้วทำไมคุณต้องซื้อบ้านพิชิต–พงษ์ด้วย”

“คงต้องถามคนบ้านนั้นว่าทำไมถึงยอมขาย ฉันเชื่อว่าท่านอาคฑาเทพไม่ได้อาฆาตแค้นถึงขนาดกว้านซื้อของทุกอย่าง หรือทำทุกวิถีทางให้ตระกูลพิชิตพงษ์ล้มละลาย เพียงแต่ว่า ถ้าบ้านหลังนี้จะถูกขาย มันก็ควรจะตกเป็นของเธอ ดีกว่าตกเป็นของคนอื่น”

“ถ้าทรัพย์สินทั้งหมดของท่านชายคฑาเทพเป็นของผมจริง ก็หมายความว่าผมจะทำอะไรกับมันก็ได้ใช่ไหมครับ” ทิพย์สุดาถามว่าจะทำอะไร ราชบอกว่า “บริจาค!”

“ท่านอาคงพอใจ ยกเว้นเพียงของชิ้นเดียว ฉันขอให้คุณเก็บรักษาไว้ได้ไหม...แหวนวงนั้น ท่านอาคงจะดีใจมาก ถ้าคุณเก็บมันไว้เพื่อสวมให้เจ้าสาวของคุณ” ราชบอกว่าคงต้องรอนานหน่อย พอดีเสียงมือถือของทิพย์สุดาดังขึ้น เธอกดรับ “มีธุระอะไรกับดิฉันไม่ทราบ” ทิพย์สุดาถามเมื่อรู้ว่าปลายสายคือคุณหญิงอำภา

การพูดคุยเป็นไปอย่างตึงเครียด คุณหญิงอำภาถามว่ามีเหตุผลอะไรถึงมาซื้อบ้านพิชิตพงษ์ หรือตั้งใจจะทำลายพวกตนเพื่อแก้แค้น? ทิพย์สุดาบอกว่าตนไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น คุณหญิงบอกว่า “ถ้างั้นก็บอกวิธีซื้อคืนมา”

“ยาก...เพราะเจ้าของไม่ใช่ฉัน ฉันเป็นแค่นายหน้าเท่านั้น ถ้าอยากคุยกับเจ้าของ เขาอยู่ตรงนี้พอดีแต่บอกไว้ก่อนนะว่า บังเอิญเหลือเกินที่เขาเป็นเชื้อสายทวยไท” ทิพย์สุดาส่งมือถือให้ราช

“คุณต้องการซื้อบ้านหลังนี้คืนเหรอครับ” คุณหญิงใจสะท้านเมื่อจำเสียงภาคย์ได้ อุทานเสียงสั่นถามว่าภาคย์ใช่ไหม “ผมคิดว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะคุยเรื่องนี้กับผมนะครับ” ราชตัดบท ส่งมือถือคืนทิพย์สุดา อำภายังพร่ำเรียกภาคย์งันอยู่

“ค่ะ...เขาคือ ภาคย์...ภาคย์ ทวยไท ค่ะ ไม่ใช่พิชิตพงษ์ วันหลังคุณพูดกับเขาเองเลยก็แล้วกันนะคะ” ทิพย์สุดากดตัดการสนทนา หันบอกราชที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆว่า “คุณจะดำเนินการยังไงกับสมบัติของท่านอาก็ได้ตามใจคุณ แต่ขอแค่แหวนเพชรวงนั้น กรุณาเก็บไว้ใช้สวมให้คนที่คุณรักที่สุดเถอะค่ะ เพื่อให้ดวงวิญญาณของคุณพ่อคุณมีความสุข”

ooooooo

คุณหญิงอำภายังนิ่งอึ้งน้ำตาไหลพรากอยู่ในภวังค์ความเสียใจสะเทือนใจ จนกวีมาถามว่าตกลงเขายอมขายบ้านคืนไหม คุณหญิงก็ยังร้องไห้อยู่ จนกวีตวาด

“ตกลงว่าคนที่ซื้อบ้านเราไปคือใคร” คุณหญิงบอกว่า ภาคย์...ราช “ว่าไงนะ ใครนะ ไอ้ภาคย์เหรอ หรือไอ้ราช”

“เขาคือคนคนเดียวกันค่ะ ภาคย์ พิชิตพงษ์...ราช รัชภูมิ...ภาคย์ ทวยไท”

“โธ่เว้ย!!” กวีแผดเสียงแทบคลั่ง

กวีบอกว่าตนทนไม่ได้ที่จะอยู่บ้านนี้ให้ถูกเหยียดหยามต่อไป คุณหญิงบอกว่าเพราะเราเดือดร้อนและภากรเป็นคนเอาบ้านไปเสนอขายเขาเอง ก็ถูกกวีพาลหาว่าคุณหญิงโทษลูกชายตน ตวาดใส่หน้าว่า

“มันต้องโทษตัวคุณนั่นแหละ ที่เป็นต้นเหตุของความอาฆาตแค้นครั้งนี้ ไอ้ภากรมันก็แค่ไอ้เด็กโง่คนหนึ่ง แต่ถึงมันจะโง่ไม่เอาไหน ทำอะไรเละเทะ มันก็เป็นลูกผม ไม่ใช่ลูกไอ้ท่านชายทวยไทบ้าบออะไรนั่น!”

กวีจะเดินไป คุณหญิงถามว่าจะไปไหน เขาบอกว่าจะไปจากบ้านหลังนี้และจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกเลยตราบใดที่ภาคย์ยังเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้อยู่ คุณหญิงบอกว่าเขาให้เราอยู่ได้อีก 5 ปี

“มันคิดจะดูถูกเหยียดหยามเราไปอีกห้าปีน่ะสิ เชิญคุณอยู่ไปเลย นอนระลึกถึงวิญญาณชู้รักของคุณให้สมใจเถอะ ผมขอไปเป็นคนล้มละลาย ที่ไม่มีใครรู้จัก ดีกว่าเป็นท่านกวีที่พ่ายแพ้รักให้กับคนในตระกูลทวยไท!”

นมพริ้งโทร.เรียกอมาวสีให้รีบกลับมาที่บ้านเพราะเกิดเรื่องใหญ่ ใหญ่กว่าทุกครั้ง เพราะเราอาจไม่มี บ้านอยู่แล้ว

เมื่ออมาวสีกลับมา พบคุณหญิงนั่งร้องไห้อย่างหมดอาลัยในชีวิต บอกอมาวสีว่าตนไม่เหลืออะไร ไม่เหลือใครอีกแล้ว อมาวสีปลอบโยนว่า ยังมีตน มีนมพริ้งและอากวี

“เขาไปแล้วอ้อ...คุณกวีจะไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว” อมาวสีปลอบว่าคุณอากวีคงไปไม่นาน อารมณ์เย็นลงก็คงกลับมา “ไม่หรอก อารู้จักสามีอาดี ครั้งนี้เขาไม่กลับมาแน่ๆ เขาจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้วอ้อ...เขาทิ้งอาเหมือนที่ภาคย์เคยทิ้งอาไป อา...ไม่เหลือใครแล้วจริงๆ ทั้งลูกชาย ทั้งสามี มันเป็นบาปกรรมของอาเอง อาสร้างกรรมให้กับตัวเองแท้ๆ มันเป็นกรรมที่อาไม่มีทางแก้ไขได้...” คุณหญิงร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด

“ได้ค่ะ...ต้องมีคนแก้ไขเรื่องนี้ได้...คนต้นตอ ตัวการของเรื่องนี้นั่นแหละค่ะ ที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมด”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“มิกค์-มิน” นำทีมบวงสรวง “สะใภ้อิมพอร์ต” ลงจอ 28 ม.ค.นี้

“มิกค์-มิน” นำทีมบวงสรวง “สะใภ้อิมพอร์ต” ลงจอ 28 ม.ค.นี้
17 ม.ค. 2563
17:47 น.