ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ห้องหุ่น

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: "ห้องหุ่น" เวอร์ชั่นนี้ได้ "ท็อป จรณ" ประกบ "เต้ย จรินทร์พร"



เมียเสี่ยหาว่ามือปืนโกหกว่าฆ่าเพทายแล้ว เรียกมือปืนไปพบที่โกดังร้าง แล้วให้ลูกน้องซ้อมเสียสะบักสะบอม มือปืนยืนยันว่าตนฆ่าแล้วจริงๆ เมียเสี่ย จึงให้พาลูกน้องตนไปดูหลักฐานที่โกดังเก็บศพไร้ญาติ

“แกพามันไป ถ้าไม่ใช่ศพนังเพทาย แกก็เก็บมันซะ” เมียเสี่ยสั่งลูกน้องมือปืนจึงพาลูกน้องเมียเสี่ยไปหาสัปเหร่อล้วนที่วัด บอกว่าจะมาดูศพเพทาย

“ไอ้หลานเวรเอ๊ย... เอาความเดือดร้อนมาหาข้าจนได้” สัปเหร่อล้วนบ่นมือปืน

“อย่าบ่นน่าลุง แค่เปิดให้พวกมันดู เจ๊จะได้รู้ว่า ฉันไม่ได้โกหก”

เมื่อสัปเหร่อล้วนกะเทาะปูนที่โบกปิดฝาโรงให้ดู ลูกน้องเมียเสี่ยกับมือปืนถึงกับเบือนหน้าหนี

“ถึงจะอืดแล้วแต่ก็ยังมีเค้าหน้าอยู่ พวกแกเห็นแล้วใช่ไหม” มือปืนถาม

สันติเดินมาเห็นประตูโกดังเปิดอยู่เขาชะเง้อมองเข้าไปดูว่าเป็นศพใคร ตัวชนประตูเสียงดัง ทำให้พวกนั้น รู้ตัวว่ามีคนมา ลูกน้องเมียเสี่ยบอกให้สัปเหร่อล้วนจัดการทางนี้ให้เรียบร้อย ตนจะไปจัดการคนนั้นเอง แล้วลูกน้องเจ๊สองคนก็วิ่งไล่ตามสันติไป มันพยักหน้ากัน ให้แยกไปดักสันติไว้

พวกมันดักจับสันติได้ มันซ้อมจนสันติสลบ ลูกน้องเมียเสี่ยคนหนึ่งสั่งสัปเหร่อล้วน “เก็บมันเลย”

“เฮ้ยอย่า ไอ้นี่มันเป็นเด็กของหลวงตา ถ้ามันตายต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่” สัปเหร่อตกใจ

“แต่มันเห็นทุกอย่างแล้ว ถ้ามันไปบอกตำรวจล่ะ”

“บอกไปก็เท่านั้น ไม่มีหลักฐาน ใครจะมาทำอะไรได้ เชื่อใจข้าเหอะ เรื่องแค่นี้ข้าจัดการได้” สัปเหร่อล้วนยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วเดินนำไป มือปืนทั้งสองเดินตามไป ทิ้งสันติให้นอนหมดสติอยู่ตรงนั้น...

ooooooo

ร่างสันติถูกลูกศิษย์วัดด้วยกันพยุงมาไว้ที่ศาลาวัด ถามกันว่าเขาจะตายไหม ครู่เดียวหลวงตาเดินอย่างรีบร้อนเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น พระรูปหนึ่งบอกหลวงตาว่า

“พวกเด็กวัดไปเจอเจ้าสันตินอนสลบอยู่ท้ายวัด เลยช่วยกันพยุงมา นี่ยังไม่ได้สติเลยครับ”

ทันใดนั้นลูกศิษย์วัดคนหนึ่งร้องบอกว่าสันติรู้สึกตัวแล้ว หลวงตาถามว่า

“เป็นยังไงบ้าง เจ้าคงโดนทำร้าย พอจะจำอะไรได้บ้างไหมล่ะ”

สันติพยายามทบทวนเหตุการณ์...นับแต่เห็นสัปเหร่อล้วนพาชายฉกรรจ์หลายคนเข้าไปในโกดังเก็บศพไร้ญาติ ได้ยินการพูดคุยกันทั้งหมด กระทั่งถูกจับได้ว่าแอบดูและถูกไล่ตามไปทำร้ายจนสลบ พอหลวงตาถามย้ำว่าเห็นอะไรบ้าง

“เอ้อ...เห็นคนเมาทะเลาะกันครับ ผมเลยเข้าไปห้าม สงสัยจะโดนลูกหลงเข้า” สันติตัดสินใจปดหลวงตา

“แล้วไป ถ้างั้นก็คิดเสียว่าฟาดเคราะห์” แล้วหลวงตาก็บอกเด็กวัด “พาเจ้าติไปใส่หยูกยาให้เรียบร้อยถ้าไม่ดีขึ้นก็พาไปหาหมอนะ”

หลวงตาไปแล้ว เด็กวัดกับพระต่างแยกย้ายกันไป เหลือเด็กวัดสองคนดูแลสันติ ที่สำคัญสัปเหร่อล้วนอยู่ด้วย

สัปเหร่อล้วนมองสันติ ยิ้มในหน้าก่อนผละไป สันติสังเกตสัปเหร่อล้วนอยู่อย่างสงสัย

สันติไปที่โกดังเก็บศพไม่มีญาติ พบว่าศพที่เห็นเมื่อคืนนี้หายไปแล้ว

“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ” สันติพึมพำ สัปเหร่อล้วนตามมาข้างหลังถามว่าคิดอะไรรึเจ้าติ “ศพหายไปไหนครับลุงล้วน” สัปเหร่อทำไขสือ ถามว่าศพอะไร “ก็ศพที่อยู่ในซองเก็บศพนี่ เมื่อคืนผมเห็นทุกอย่าง”

สัปเหร่อล้วนย้อนถามว่าถ้าเห็นแล้วทำไมไม่บอกหลวงตาไปล่ะ สันติบอกว่าตนคิดอยู่แล้วว่าศพต้องหายไปถ้าตนบอก หลวงตาไปดูก็จะไม่มีศพ แล้วตนจะบอกไปทำไม สัปเหร่อล้วนบอกว่าเขาคิดถูกแล้วเพราะตนก็ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ย้ำเสียงเข้มว่า

“ที่โกดังนี้ ไม่เคยมีศพ” เห็นสันติทำหน้าสงสัย สัปเหร่อพูดเชิงขู่ว่า “เคยได้ยินคำโบราณเขาพูดบ้างไหม ว่าอย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนน่ะ เอ็งรักเรียนก็ดีแล้ว ไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบๆดีกว่า เรื่องอื่นอย่าไปยุ่ง เชื่อข้าเหอะ”

สัปเหร่อล้วนเดินออกจากโกดังไป สันติยืนอึ้งกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและท่าทีของสัปเหร่อล้วน

ooooooo
วันนี้ขณะเพทายยืนที่ริมน้ำ มองเหม่อไปข้างหน้ารำพึงอย่างเศร้าสร้อยว่าทำไมตนต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนแบบนี้ คิดแล้วก็แค้นเดชขึ้นมาอีกหาว่าตนตายเพราะเดช

“ไอ้เดช ถ้าฉันไม่ได้แก้แค้นแกฉันต้องตายตาไม่หลับแน่” พลันก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว “นี่ฉันเป็นอะไรไป...ทำไมมันร้อนแบบนี้...มันเกิดอะไรขึ้น” พอนึกขึ้นได้ เพทายอุทาน “ร่างฉัน...ใคร...ใครทำอะไรกับร่างของฉัน”

เพทายหายตัวไปทันที พอพบว่าร่างของตัวเองถูกมือปืนและลูกน้องเมียเสี่ยเผาอยู่กลางทุ่ง เพทายพยายามจะเข้าไปแย่งร่างตัวเองแต่ทรุดดิ้นทุรนทุรายเพราะความร้อน

ลูกน้องเมียเสี่ยพูดกับมือปืนว่า “ไปกันได้แล้ว ฉันต้องรีบกลับไปรายงานเจ๊อีก”

“ช่วยบอกเจ๊ให้เข้าใจด้วย อย่าส่งใครมาเล่นงานฉันอีกล่ะ”มือปืนฝากความ ทำให้วิญญาณเพทายรู้ว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือเมียเสี่ยกวง ซ้ำได้ยินลูกน้องเมียเสี่ยกวงรับปากมือปืนว่า

“เออๆๆ อย่าไปโกรธเจ๊เลย มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดน่ะ ก็เจ๊สั่งให้แกฆ่านังเพทายแล้ว แต่จู่ๆเห็นเสี่ยกวงมาบอกว่ายังเจอนังเพทาย เจ๊ก็คิดว่าแกทำงานพลาดน่ะสิ ไปๆๆ แยกย้ายกันได้แล้ว”

“ที่แท้คนที่ฆ่าฉันก็คือ...” เพทายคำรามแค้นเมื่อรู้ความจริงว่าใครเป็นคนฆ่าตน

ooooooo

เมื่อลูกน้องกลับมารายงาน เมียเสี่ยโล่งใจที่หมดเสี้ยนหนามตำใจเสียที เห็นรูปเพทายคู่กับเดชในหนังสือพิมพ์ก็คิดว่าคงเป็นรูปเก่าถ่ายไว้ก่อนตาย

ขณะนั้นเอง เสี่ยเดินออกมาเห็นเจ๊ดูรูปเพทายกับเดชอยู่ก็กระชากไปดู

“เชอะ ไอ้ช่างปั้นหุ่น ทำเป็นหยิ่งยโส อั๊วล่ะเกลียดน้ำหน้ามันชะมัด”

“ไปเกลียดเขาทำไม ใครๆก็อยากได้ตัวคุณเดชกันทั้งนั้น” เสี่ยถามว่าจะไปอยากได้มันทำไม “เสี่ยคงยังไม่เคยเห็นหุ่นที่คุณเดชปั้น ใครๆเขาลือกันว่าแยกแทบไม่ออกว่าไหนหุ่นไหนคนจริงๆ”

เสี่ยบอกว่าเคยเห็นแล้วตนยังตกใจเลยตอนเข้าไปในห้องหุ่น เจ๊อุทานว่าทำไมเสี่ยคิดไม่ออกเลยหรอว่าหุ่นนั้นจะทำเงินให้อย่างมหาศาล บ่นว่าอาจเพราะตอนนั้นเสี่ยมัวแต่หึงเพทาย บอกว่าผู้หญิงแบบนั้นใครมีเงินก็ซื้อได้ ตอนนี้ก็คงจะตีตัวออกจากเสี่ยไปแล้ว เสี่ยบอกว่าคงเป็นอย่างนั้น เพราะนับแต่ซื้อบ้านให้ก็หาตัวไม่ค่อยเจอเลย ไม่รู้ไปอยู่ไหน

“อย่าไปสนใจเพทายอีกเลยนะเสี่ย ตอนนี้เสี่ยต้องคิดหาวิธีกอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋าจากหุ่นของคุณเดชดีกว่า”

เสี่ยฟังเมียแล้วนึกได้ มองหน้าเมียยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา...

ooooooo

วิญญาณเพทายไปที่บ้านเสี่ยกวงแต่เข้าบ้านไม่ได้เพราะมีกระจกแปดเหลี่ยมติดไว้ที่เสาประตูรั้ว

แม้บุรุษไปรษณีย์จะเอาจดหมายมาส่งและเมียเสี่ยออกมารับจดหมายแต่ถูกผึ้งรบกวนจนวิ่งหนีเข้าบ้านไป ทำให้เพทายเสียโอกาส ได้แต่จิกตาอาฆาต

“วันนี้โชคยังเข้าข้างแก แต่ฉันสาบานว่าฉันจะเอาชีวิตแกให้ได้!”

เพทายไปปรากฏตัวที่ห้องหุ่น หุ่นทุกตัวมองเพทายเป็นตาเดียว หุ่นท่านเจ้าคุณปรามว่า

“ถึงเธอจะใช่เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อจนหนูอัมราเชิญให้เธอเข้าบ้านนี้ได้ แต่ถ้าจะมาทำร้ายใครอีกละก็ ฉันขอเตือนให้เธอรีบกลับไปเสีย” หุ่นชาวนาก็ปรามว่าคราวนี้พวกเราเอาจริงแน่ แล้วหุ่นทั้งหมดก็เคลื่อนเข้าหาเพทาย

“ฉันไม่ได้มาทำร้ายใคร แต่ฉันมาหาเพราะคับแค้นใจ ฉันรู้แล้วว่าคุณเดชไม่ได้ทำร้ายฉัน แต่เป็นนังเมียเสี่ยต่างหาก ฉันอยากแก้แค้นมัน แต่ฉันทำอะไรมันไม่ได้” หุ่นนางรำบอกว่าที่เธอถูกฆ่าก็เพราะไปยุ่งกับสามีเขา ทำผิดศีลธรรมก็ต้องรับกรรมไป “ฉันไม่ได้มาขอความเห็น แต่ฉันมาขอให้พวกเธอช่วยให้ฉันได้แก้แค้นต่างหาก”

“ถ้างั้นเธอก็มาผิดที่ผิดทางแล้วล่ะ เพราะพวกเราจะไม่ทำเรื่องที่ไม่ดี” หุ่นนางพยาบาลบอก

“เธอควรจะละวางจากความอาฆาตแค้น ทำใจให้สงบ วิญญาณเธอจะได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ควรอยู่ ชดใช้เวรกรรมให้หมดสิ้นไม่ต้องมาเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่แบบนี้” หุ่นท่านเจ้าคุณชี้ทางสว่าง กลับถูกเพทายย้อนเอาว่า

“ไม่ต้องมาสอนฉัน ทีแกทำไมไม่ไปผุดไปเกิด มาสิงสู่เป็นหุ่นผีอยู่ทำไม”

หุ่นทับปรามว่าอย่ามาก้าวร้าวท่านเจ้าคุณ เพทายท้าว่า “ทำไม ก็แค่ไอ้ผีแก่ ถือดียังไงมาสั่งสอนฉัน” เลยถูกหุ่นนางรำกรีดนิ้วไปข่วนอากาศตรงหน้า เพทายผงะหงายยกมือกุมหน้าร้องอย่างเจ็บปวด บรรดาหุ่นขยับลงจากแท่นเข้าไปหา เพทายถามว่าจะรุมตนหรือ หุ่นท่านเจ้าคุณไล่ให้กลับไปเสีย แต่เพทายยังนิ่งอย่างไม่ยอมแพ้ หุ่นท่านเจ้าคุณเลยยกไม้ตะพดกระแทกพื้นสนั่น จนเพทายยืนโงนเงน ตกใจเลยหายตัวไป

“ถึงเพทายจะรู้แล้วว่าไม่ได้ตายเพราะพ่อเดช แต่ความแค้นที่พวกเราไม่ร่วมมือด้วยก็อาจจะพาลมาหาเรื่องกับครอบครัวพ่อเดชได้อีก ช่วยกันระวังให้ดี” หุ่นท่านเจ้าคุณเอ่ย หุ่นทั้งหลายต่างเข้าใจและพากันกลับไปอยู่ในที่ของตน

ooooooo

วันนี้พรรณรายและอัมราลงไปที่ห้องหุ่น ต่างชมว่าคุณพ่อปั้นรูปคุณแม่เกือบเสร็จแล้ว เร็วดีจัง เร็วกว่าหุ่นทุกตัวเลย

เดชพูดหยอกว่าก็นางแบบเร่งพ่อทั้งวันทั้งคืน

อัมราถามว่าทำไมคุณแม่ต้องเร่งคุณพ่อด้วย อารีย์บอกว่าตอนนี้สุขภาพดีก็อยากให้ปั้นเสร็จๆไป เดี๋ยวไม่สบายอีกก็ต้องหยุดปั้น พอดีไม่เสร็จกัน เห็นทั้งสองแต่งตัวถามว่าจะไปไหนกัน พรรณรายบอกว่าจะมาขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ไปเชียร์อาทรแข่งบอลที่มหาวิทยาลัย อัมราบอกว่าอาจกลับเย็นหน่อย

เดชถามว่าแล้วสันติไม่แข่งหรือ พรรณรายบอกว่าไปแต่ตนไม่ได้ไปเชียร์เด็กวัด นี่ถ้าอาทรไม่ไปตนก็ไม่ไปดูเด็ดขาดแล้วเร่งอัมราให้รีบไปกันเถอะ ไม่ทันใจก็ลากอัมราไปเลย

“เมื่อไรยัยพรรณจะเลิกพูดจาดูถูกอาร์ตเขาสักทีนะ ที่จริงอาร์ตเขาดูดีมากนะคะ เสียอย่างเดียวก็แค่จน” อารีย์บ่น

“นั่นสิ ถ้าไม่คิดเรื่องนี้พี่ว่าอาร์ตมีอะไรที่เหนือกว่าออยทุกอย่าง แต่ก็ดีแล้วล่ะ ยัยพรรณไม่มองอาร์ตจะได้ไม่มีปัญหากับยัยอัม” เดชเอ่ย อารีย์ถามว่าเดชดูออกหรือ เดชถามว่า “ทำไมจะดูไม่ออก แต่ที่ไม่พูดไม่ห้ามก็เพราะทั้งสองคนต่างก็วางตัวได้ดี”

“ค่ะ ฉันก็เชื่อใจยัยอัม ส่วนอาร์ตก็ดูเป็นผู้ใหญ่น่าจะไว้ใจได้ ถ้าฉันเป็นอะไรไปเขาคงดูแลยัยอัมได้” พูดแล้วก็ตัดบทว่าเรื่องยังอีกนานอย่าเพิ่งสนใจมากเลย ตอนนี้ให้ปั้นหุ่นตนดีกว่า ตนอยากให้เสร็จเร็วๆ

ooooooo

พรรณรายซื้อแฮมเบอร์เกอร์ของโปรดของอาทรไปมากมายตามเคย รบเร้าให้อาทรกินของที่ตนซื้อมาให้ได้ เมื่ออาทรยังไม่กินก็จะป้อน จนอาทรหงุดหงิดเสียงดังใส่แล้วขอไปซ้อมบอล

พรรณรายถูกขัดใจก็โกรธ งอน ขยำแฮมเบอร์เกอร์ทิ้งระบายอารมณ์อย่างน่าเกลียด บ่นกับอัมราเสียงดังว่าตนชักจะเบื่อพี่ออยแล้ว ยิ่งถูกจุ๊บคู่ปรับคอยยั่วคอยยุด้วยก็ยิ่งหงุดหงิด หาว่าอาทรให้ท้ายทำให้จุ๊บมาว่าตนได้ นอกจากขยี้แฮมเบอร์เกอร์ทิ้งแล้วยังปาลงพื้นเหยียบขยี้อีกด้วย อัมราตกใจมองอึ้งไม่กล้าว่าพี่สาวกลัวจะยิ่งอารมณ์เสีย

ระหว่างแข่งบอล สันติเล่นได้ดีมากในขณะที่อาทรมีโอกาสดีหลายครั้งแต่ก็ทำพลาด เสียงเชียร์สันติรอบสนามโดยเฉพาะบรรดาสาวๆต่างชื่นชมกระทั่ง

บางคนบอกว่าอยากเป็นแฟน ทำให้พรรณรายดูสันติอย่างสนใจ สันติยิงประตูได้ เสียงปรบมือก้องไปทั้งสนาม พรรณรายเองก็พลอยปรบมือดีใจไปด้วย ยิ่งดูสายตาพรรณรายที่มองสันติก็ยิ่งเปลี่ยนไป

ปรากฏว่าทีมสันติชนะ กัปตันทีมขอบใจทุกคนที่สามัคคีร่วมใจกันเป็นอย่างดีจนนำทีมไปสู่ชัยชนะได้

หลังการแข่งขัน พรรณรายกับอัมรารอสันติและอาทรกลับพร้อมกัน ทั้งสองมาช้า พอมาถึงสันติขอโทษที่ทำให้ต้องรอ พรรณรายรีบตอบว่าไม่เป็นไร ทั้งยังเสนอจะพาไปเลี้ยงฉลองชัยชนะให้ด้วย ถามว่าจะไปกินที่ไหนกันดีแล้วบอกเองว่าไปราชวงศ์กันดีกว่า บะหมี่กับเกี๊ยวน้ำที่นั่นอร่อยมาก ถามอัมราว่าดีไหม อัมราตามใจเพราะตนยังไงก็ได้

พรรณรายพยายามให้สันตินั่งรถตนไป สันติ ลังเล อัมราบอกให้ไปเลย เดี๋ยวพี่พรรณจะอารมณ์เสีย แล้วตัวเองก็ไปนั่งรถอาทรแทน ระหว่างนั่งในรถ พรรณรายชวนสันติคุยอย่างสนิทสนม ถามว่าขับรถเป็นไหม เขาบอกว่าเป็นเพราะบางทีต้องขับรถกระบะเก่าๆ ของหลวงตาไปที่ต่างๆ ที่เขานิมนต์

“นายนี่เก่งหลายอย่างนะ เมื่อกี๊ฉันได้ยินเขาพูดกันว่านายจะได้ทุนไปเมืองนอก จริงหรือ”

“อ๋อ...ครับ พอดีอาจารย์ที่คณะฯท่านเสนอไปให้น่ะครับ แต่ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวยังต้องแข่งกับอีกหลายคน ผมอาจจะไม่ได้ก็ได้ครับ” สันติตอบอย่างถ่อมตนเจียมตัว นั่งสำรวมจนเกร็ง

พรรรณรายพูดออกตัวว่า เมื่อก่อนตนแสดงกิริยาไม่ชอบเขาเพราะคิดว่าเขาเป็นคนเกเร บอกว่าตนดูคนผิดไปหน่อยเขาคงไม่ถือ พอสันติบอกว่าตนไม่ถือ เธอก็ยื่นมือมาให้จับชวนเริ่มต้นกันใหม่ สันติลังเล แต่ถูกคะยั้นคะยอจนยื่นมือไปสัมผัสแผ่วเบา แต่พรรณรายกลับจับมือเขาบีบแน่นอยู่นานจึงปล่อย สันติอึดอัดใจหันมองไปนอกหน้าต่าง พรรณรายเหลือบมองเขาอย่างพอใจ

ฝ่ายอัมรานั่งรถไปกับอาทร เขาขอบคุณที่มานั่งเป็นเพื่อน เปรยๆว่าท่าทางพรรณรายจะไม่ค่อยอยากให้ตนไปด้วยเท่าไหร่ อัมราบอกว่าอย่าคิดมาก พี่พรรณคงงอนเดี๋ยวก็หาย อาทรบอกว่าไม่หายตนก็ไม่เสียใจ ทำให้อัมรามองหน้าถามว่าเขาชอบพี่พรรณไม่ใช่หรือตนไม่อยากให้สองคนผิดใจกัน

“ถ้าพี่จะบอกน้องอัมว่าพี่ชอบน้องพรรณอย่างน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น น้องอัมจะเชื่อพี่ไหม ความจริงพี่มีคนที่ชอบอยู่แล้ว” แต่พออัมราถามว่าใครก็ไม่ยอมบอก พูดแต่ว่า “คนที่พี่ชอบเขาชอบคนอื่น เห็นเขามีความสุขกับคนที่รักพี่ก็มีความสุขด้วยแล้ว” อัมราชมว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ ตนดีใจที่มีเขาเป็นพี่ชาย

“ครับ พี่จะเป็นพี่ชายที่ดีของน้องอัมตลอดไป”

“สัญญานะคะ” อัมรายื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้า อาทรมองนิ้วก้อยอัมราเศร้าๆ แล้วยืนนิ้วก้อยตัวเองไปเกี่ยวไว้อย่างหนักแน่นพร้อมกับให้คำสัญญา

ooooooo

เสี่ยกวงไปหาเดชเพื่อเจรจาทำธุรกิจเรื่องหุ่นกับเดช เดชไม่พอใจบอกว่าถ้าจะคุยเรื่องนี้ตนไม่คุยด้วย เสี่ยเซ้าซี้มากเดชจึงให้อารีย์ส่งแขกแล้วตัวเองไปทำงานต่อ

ระหว่างนั้น เสี่ยยังหว่านล้อมอารีย์ว่าถ้าเราได้ร่วมมือกันรับรองเงินทองจะไหลมาเทมาแน่นอน

“เงินไม่ได้สำคัญมากมายสำหรับพวกเราหรอกค่ะ ฉันขอบอกให้เสี่ยรู้เลยว่าเสี่ยไม่ใช่คนแรกที่พี่เดชปฏิเสธ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามเลยค่ะ ฉันคงช่วยอะไรเสี่ยไม่ได้ เชิญค่ะ”

พิไลแอบดูอยู่ เห็นอารีย์ลุกไปอีกคน ก็มองเสี่ยอย่างมีเลศนัย พอเสี่ยเดินผ่านก็ไปบอกว่าตนจะช่วยให้เสี่ยสมหวังได้

ที่ห้องหุ่น หุ่นทุกตัวมองพิไลอย่างไม่พอใจ หุ่นนางพยาบาลบ่นว่าทำไมไม่ยอมหยุดเสียที หุ่นท่านเจ้าคุณบอกว่า

“ความโลภไง ผู้หญิงคนนี้จะทำให้พ่อเดชเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด”

เพื่อให้เสี่ยเชื่อถือพิไลบอกว่าตนเป็นเมียคนแรกของเดช ตนช่วยทำให้เสี่ยสมหวังได้แต่ต้องมีค่าตอบแทน พิไลเรียกหนึ่งหมื่นบาท แต่ให้เสี่ยจ่ายครึ่งหนึ่งก่อน เสี่ยยอมแต่ต้องให้เห็นผลงานก่อน ถ้าทำสำเร็จอย่าว่าแต่หนึ่งหมื่นเลยให้มากกว่านี้ก็ได้ แต่ถ้าจะเอาล่วงหน้าตนไม่ตกลง อยากได้เงินก็รีบทำงานถ้าสำเร็จโทร.ไปหาตนตามเบอร์นี้ แล้วเสี่ยก็เอานามบัตรให้

หุ่นเด็กจ้องมองพิไลที่เดินดูนามบัตรของเสี่ยไปที่บ้านพัก หุ่นเด็กเดินตามไป ถูกหุ่นนางพยาบาลกับหุ่นนางรำถามว่ามาซนอีกแล้วหรือพีท หุ่นเด็กบอกว่าตนไม่ได้ซนแต่จะมาสั่งสอนผู้หญิงคนนี้หน่อย หุ่น

นางพยาบาลถามว่าลืมไปแล้วหรือว่านางมีสร้อยพระ หุ่นนางรำบอกว่าตนมีวิธี

พิไลเข้าบ้านนอนฝันหวานว่าถ้าได้เงินมาตนจะเอาไปซื้อทองมาใส่ให้อร่ามไปทั้งตัว แต่ขณะกำลังฝันหวานอยู่นั่นเอง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พิไลถามว่าใครก็ไม่มีเสียงตอบ จึงลุกไปเปิดประตู เห็นพรรณรายยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ พิไลถามว่าเป็นอะไร พรรณรายบอกว่าตนฝันร้าย ฝันว่าโดนผีหลอกน่ากลัวมาก ตนต้องนอนไม่หลับแน่ๆจะปรึกษาคุณพ่อท่านก็อยู่แต่ห้องหุ่น จึงมาปรึกษาน้าพิไล

พิไลถามว่าตนจะช่วยอะไรได้บ้าง พรรณรายถามว่าผีกลัวพระใช่ไหมถ้าตนมีพระไปไว้ในห้องก็คงจะอุ่นใจ ถามว่าน้าพิไลมีพระไหม พิไลหลงกลถอดสร้อยพระให้แต่พรรณรายขอไปห้องน้ำก่อนให้พิไลเอาสร้อยพระไปวางไว้ที่ห้องนอนตน พิไลกระหยิ่มยิ้มย่องว่าเวลาทุกข์ร้อนลูกก็ยังคิดถึงตน รีบเดินขึ้นตึกไป

พรรณรายขอบคุณแล้วผละไป พอพ้นสายตาพิไล พรรณรายก็กลายเป็นหุ่นนางรำเดินตามพิไลไป

ขณะพิไลเดินกลับบ้านตัวเองก็ถูกหุ่นเด็ก หุ่นนางพยาบาลและหุ่นนางรำแกล้งหลอกหลอนจนหนีเตลิดออกไปทางหน้าบ้าน โชคร้ายไปเจอเทิดที่ออกตามหาพิไลมาเจอเข้าพอดี! พิไลกลัวผีจนหมดสติ เทิดเดินเข้าหาพึมพำ

“ขวัญอ่อนจริงๆนะเมียรัก ในที่สุดกูก็ตามหามึงจนเจอ นังตัวดี!”

แล้วเทิดก็พาพิไลไปที่บ้านเวทย์ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องรางของขลัง

ฝ่ายเมียเสี่ยกลับจากงานเลี้ยง เจอวิญญาณเพทายตามมาวิ่งออกไปให้รถชน พอเมียเสี่ยลงไปดูก็ถูกเพทายหลอกหลอนจนขับรถหนี ถูกเพทายตามล่าก็ลงจากรถวิ่งไป ขณะเพทายไล่กวดไปนั้นก็ถูกเวทย์หมอผีที่เมียเสี่ยเคารพนับถือเอาบ่วงรัศมีสีแดงคล้องเอาตัวไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในที่เปลี่ยว

เพทายฟ้องเวทย์ว่าตนถูกเมียเสี่ยฆ่า เมียเสี่ยอ้างว่าเพราะเพทายเป็นเมียน้อยเสี่ย เพทายขอร้องเวทย์ว่าให้ตนจัดการกันเองกับเมียเสี่ยแล้วตนจะไม่ลืมบุญคุณเลย

แต่เวทย์ไม่สนใจเรื่องบุญคุณ เมื่อเมียเสี่ยให้เงินหนึ่งหมื่นขอให้จัดการเพทายเสีย เวทย์ขอเป็นสามหมื่นเมียเสี่ยตกลงทันที เพทายด่าเวทย์ว่า หมอผีไม่มีศีลธรรมเห็นแก่เงิน ในที่สุดวิญญาณเพทายก็ถูกเวทย์จับใส่โอ่งดินเล็กๆ เอาผ้ายันต์ปิดปากโอ่งพันด้วยด้ายลงอาคม เวทย์มองโอ่งหัวเราะชอบใจ

“หมดฤทธิ์แล้วสินะ ฮ่ะๆๆ”

ooooooo

ระหว่างไปกินบะหมี่ที่ภัตตาคารแถวราชวงศ์ พรรณรายดูแลสันติอย่างเอาอกเอาใจ สันติปรุงไม่เป็นเพราะไม่เคยกินอาหารภัตตาคาร พรรณรายจึงปรุงให้แล้วคะยั้นคะยอให้กิน

ปรากฏว่าสันติกินบะหมี่ที่พรรณรายปรุงให้ไม่ได้เพราะเผ็ดเกินไป อาทรจึงเปลี่ยนของตนที่ยังไม่ได้ปรุงให้แทน ทำให้พรรณรายไม่พอใจมากต่อว่าอาทรว่าเจ้ากี้เจ้าการไม่เข้าเรื่อง ถูกอาทรปรามว่าให้เลิกเอาแต่ใจตัวเสียที พรรณรายอ้างว่าวันนี้ตนเป็นเจ้ามือ อาทรโต้ว่าเจ้ามือไม่ใช่เท่ากับเป็นเจ้าชีวิต ไม่มีสิทธิ์บังคับ
คนโน้นคนนี้ได้

สันติไม่อยากให้มีปัญหาบอกอาทรว่าตนกินได้ อาทรบอกว่าไม่จำเป็นเร่งให้สันติกินชามที่ตนเปลี่ยนให้ เดี๋ยวจะเย็นเสียหมด พรรณรายมองอย่างฮึดฮัดขัดใจมาก

ระหว่างนั่งรถกลับด้วยกัน พรรณรายโวยวายกับอัมราว่าเกลียดอาทรมาก บ่นตัวเองว่า

“แปลกใจตัวเองจริง ว่าฉันทนชอบพี่ออยได้ยังไงตั้งนาน ผู้ชายงี่เง่า ทำอะไรก็ไม่เข้าท่า เป็นถึงลูกผู้พิพากษา แต่ยังสู้เด็กวัดอย่างนายอาร์ตไม่ได้เลย”

“พี่พรรณ ทำไมไปเปรียบเทียบพี่ออยแบบนั้นล่ะคะ ถ้าพี่ออยรู้เข้าคงเสียใจแย่”

พรรณรายไม่แยแสหาว่าทีอาทรทำกับตนก็ไม่เห็นเขาสนใจเลย แล้วถามว่า อัมรากับสันติชอบกันหรือเปล่า อัมราอึกอักก็ถูกขู่ว่าถ้าไม่พูดความจริงตนจะฟ้องคุณพ่อคุณแม่ อัมราจึงบอกว่าตนชอบพี่อาร์ตอย่างพี่ชายและพี่อาร์ตก็คงชอบตนอย่างน้องสาว บอกแล้วถามว่า ทำไมหรือ พรรณรายไม่ตอบแต่ยิ้มอย่างมีเลศนัย อัมราถามหยั่งเชิงว่า

“อย่าบอกนะคะว่าพี่พรรณจะเปลี่ยนมาชอบพี่อาร์ต”

ฝ่ายสันตินั่งรถอาทรกลับ อาทรบอกว่าดูท่าทางพรรณรายวันนี้แล้วตนเดาใจเธอไม่ผิด สันติยืนยันว่าตนไม่มีวันคิดกับพรรณรายเป็นอย่างอื่น

“ทำไมต้องทำท่าตกใจขนาดนั้น ฉันรู้ว่าสี่ห้องหัวใจนายมีแต่น้องอัมเท่านั้น แต่ที่พูดเนี่ยจะเตือนนายไว้ คนอย่างน้องพรรณนิสัยแกเอาแต่ใจแล้วก็ชอบเอาชนะ นายควรระวังตัวไว้ให้ดี ถ้านายอ่อนให้น้องพรรณอย่างวันนี้ วันข้างหน้านายอาจมีปัญหากับน้องอัมได้นะ”

ฟังอาทรแล้ว สันตินิ่งหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด

ooooooo

เทิดพาพิไลไปนอนกันที่บ้านเวทย์แล้วชมว่ายังแจ๋วเหมือนเดิม แบบนี้ผัวเก่าไม่หลงหัวซุกหัวซุนหรือ

พอพิไลจะกลับเทิดขอเงิน พิไลบอกว่าไม่มี ตนก็ไปอยู่ในฐานะคนอาศัยซ้ำยังมีผีตั้งหลายตัวจนตนต้องหนีหัวซุกหัวซุนออกมา เทิดบอกว่าต่อให้มีผีเป็นโหลก็สู้ลูกพี่ตนไม่ได้หรอก

พอดีเวทย์กลับมา มันมองพิไลอย่างถูกใจ ถามเทิดว่าเป็นใคร เทิดโกหกว่าพิไลเป็นน้องสาว โดนผีหลอกมาตนเลยอยากขอของดีให้ติดตัวไปกันผีหน่อย เวทย์จึงให้สร้อยตะกรุดไป พิไลถามว่ากันผีได้แน่นะ

“ไม่ว่าผีตัวไหนถ้าเจอตะกรุดของข้าเป็นต้องวิ่งกลับหลุมแทบไม่ทัน” พิไลยื่นมือไปรับตะกรุด เวทย์ฉวยโอกาสลูบมือพิไลเบาๆ เป็นสัมผัสที่สื่ออารมณ์กันได้อย่างไม่ต้องพูด พิไลรับตะกรุดส่งสายตายั่วยวนบอกว่า

“ถ้าจริงอย่างปากพี่เวทย์ว่า ฉันจะกลับมาตอบแทนพี่อย่างถึงใจเลยจ้ะ”

เวทย์หัวเราะชอบใจ มองพิไลใส่สร้อยตะกรุดที่คอตาเป็นมัน

เมื่อเทิดเดินออกมาส่ง พิไลถามว่าทำไมต้องโกหกเวทย์ด้วยว่าตนเป็นน้อง เทิดด่าว่าโง่ ดูตาไม่ออกหรือว่าเวทย์พอใจตัวเอง ขนาดของดีๆยังให้ง่ายๆ ถามพิไลว่า

“แกรู้ไหมว่าของขลังของพี่เวทย์น่ะเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นนะแก ใครอยากได้ต้องเสียเงินเป็นร้อย บางอย่างเป็นพันถึงเป็นหลักหมื่น” พิไลตาโตถามว่าแบบนี้เวทย์ก็มีเงินสิ “ก็มีน่ะสิ ฉันปูทางไว้ให้แกแล้วนะนังพิไล หาช่องทางเอาเองแล้วกัน ยังไงก็อย่าลืมส่วนแบ่งนะโว้ย”

เทิดหัวเราะร่า พิไลหันมองบ้านเวทย์อย่างสนใจขึ้นมาทันที

เทิดกลับมาเห็นเวทย์กำลังบริกรรมคาถาแล้วเป่าพรวดไปที่โอ่งดิน มีเสียงร้องโหยหวนออกมา เทิดเพ่งมอง โอ่งดินกลายเป็นโปร่งใส เทิดเห็นเพทายนั่งคุดคู้ร้องอย่างทรมานอยู่ในโอ่งดินอ้อนวอนให้เวทย์ปล่อยตนออกไปเสีย

เทิดจำได้ว่านั่นคือเพทายดาวโป๊ที่กำลังดัง ถามเวทย์ว่ามันตายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่เห็นได้ข่าว

“ข้าก็ไม่รู้ แต่วันนี้โชคดีได้ลาภก้อนใหญ่ แกรู้ไหมไอ้เทิดถ้าข้าปลุกเสกนังนี่เป็นโหงพรายสำเร็จ คนที่อยากได้มันไปเลี้ยงต้องยอมทุ่มเงินให้ข้าอย่างไม่อั้นเลยล่ะ ฮ่ะๆๆ”

“อ๊ะ...แบบนี้ต้องก๊งเว้ย” เทิดตลกบริโภค เวทย์ เห็นด้วยควักเงินให้เทิดไปซื้อเหล้า เทิดรับเงินอย่างนอบน้อมรีบออกไป เวทย์นั่งมองโอ่งดินอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

ooooooo

คืนนี้เดชฝันร้ายว่าหุ่นอารีย์ที่ปั้นเกือบเสร็จแล้วนั้น จู่ๆที่ใบหน้าหุ่นก็เกิดรอยร้าวแล้วขยายไปเรื่อยๆ

เดชตกใจ พลันก็ได้ยินเสียงท่านเจ้าคุณบอกว่า “อย่าปั้นต่อไปอีกเลย หยุดปั้นเสียเถิดก่อนที่มันจะสายเกินไป” ขณะที่เดชกำลังตกใจ มึนงงนั้น เสียงบรรดาหุ่นในห้องก็พูดพร้อมกันว่า

“หยุดซะ...หยุดซะ...หยุดซะ...”

เดชตกใจตื่น มองข้างๆ เห็นอารีย์หลับอยู่ จึงลุกย่องไปเปิดประตูออกจากห้อง พอเสียงประตูปิด อารีย์ก็ลืมตาขึ้นมาอย่างครุ่นคิด

ooooooo

พิไลแอบกลับเข้ามาในบ้านตอนรุ่งสาง หุ่นทั้งหมดมองพิไลอย่างไม่พอใจ หุ่นพีทบอกว่าตนจะไปไล่เอง ว่าแล้วก็แว้บหายไป

“อย่าไปเจ้าพีท” เสียงท่านเจ้าคุณห้าม แต่พีทหายไปแล้ว ท่านบอกหุ่นนางรำกับหุ่นพยาบาลเสียงเครียด “ไปตามเจ้าพีทกลับมา!” หุ่นนางพยาบาลถามว่ามีอะไรหรือเปล่า “ฉันรู้สึกอึดอัดแปลกๆ ตั้งแต่พิไลก้าวเข้าบ้านมา รีบไปตามเจ้าพีทกลับมาก่อน”

หุ่นนางรำกับหุ่นนางพยาบาลพยักหน้าแล้วหายไปทันที ท่านเจ้าคุณนิ่งคิดอย่างไม่สบายใจ

หุ่นพีทไปดักหน้าพิไลถามว่าจะกลับมาเล่นกันต่อใช่ไหม พิไลตกใจถอยกรูดปากคอสั่นพูดแทบไม่เป็นภาษา

“ผะ...ผี...”

หุ่นพีทพุ่งเข้าหาพิไลทันที แต่ไม่ทันถึงตัวก็เกิดรัศมีสว่างวาบขึ้น หุ่นพีทตกใจผงะร้องโอ๊ย...ทำให้พิไลนึกได้ รีบดึงตะกรุดออกมากำไว้มองหุ่นพีทพึมพำอย่างสะใจ

“ตะกรุดของพี่เวทย์ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ มาเลย...ไอ้ผีตัวไหนกล้ามาหลอกฉันอีก ออกมาสิ มาหลอกเลย ฉันมีของดีอยู่กับตัวแบบนี้ไม่กลัวพวกแกแล้วโว้ย รู้จักนังพิไลน้อยไปแล้ว!”

พิไลกำตะกรุดกร่างสุดฤทธิ์ เอาตะกรุดยัดใส่อกเสื้อไว้ ค่อยๆลัดเลาะไปตามตัวตึกกลับไปยังเรือนเล็กด้านหลังอย่างรวดเร็ว

ooooooo

ที่ห้องหุ่น...หุ่นพีทได้รับบาดเจ็บกลับมา หุ่นทับถามว่าเกิดอะไรขึ้น หุ่นชาวนาบอกว่าพิไลไปหาพระมาคุ้มครองตัวเองอีก

“แต่ก่อน พิไลก็สวมสร้อยพระ พวกเราแค่เข้าใกล้ไม่ได้ แต่ไม่ได้ทำให้บาดเจ็บแบบนี้” หุ่นนางรำเอ่ย

“ไม่ใช่พลังของพุทธคุณ พลังแห่งพุทธคุณจะเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา” ท่านเจ้าคุณพิเคราะห์ว่า “มันเป็นพลังทางไสยดำ พลังแห่งการทำลายล้าง คนที่ให้ของพิไล ถือว่าเป็นคนมีอาคมแก่กล้าคนหนึ่งทีเดียว ต่อไปนี้พวกเราต้องระวังตัวให้ดี”

พิไลเดินอารมณ์ดีย่ามใจ มาถึงหน้าเรือนเล็ก เห็นเดชยืนกอดอกมองอยู่ ถามว่าไปไหนมา พิไลตกใจตอบอึกอัก

“เอ้อ...คือ...ฉันไปเดินสูดอากาศยามเช้ามาจ้ะ แหม...อากาศตอนเช้ามืดนี่เย็นสบายดีนะจ๊ะพี่เดช”

เดชดักคอว่าท่าทางเธอเหมือนเพิ่งกลับมามากกว่า ถามว่าไปไหนมา ถ้าโกหกตนจะไล่ออกจากบ้านนี้

“ฉัน...เอ้อ...ฉันออกไปดูลิเกที่ตลาดแถววัดมาจ้ะ ก็ฉันเหงา ฉันไม่มีอะไรทำ พี่เดชอย่าโกรธฉันนะ” พิไลโผเข้ากอดเดชอ้อน “ก็ฉันคิดถึงพี่ พี่ก็ไม่มาหาฉันเลย พี่เดชจ๋า รู้ไหมฉันจะอกแตกตายอยู่แล้ว ฉันรักพี่ ฉันคิดถึงพี่มากนะ”

พิไลรุกอย่างรวดเร็ว ดันเดชติดผนังกอดจูบไม่ให้เขาตั้งตัว เดชพยายามผลักแต่พิไลกอดไว้แน่น

“พี่เดช...” เสียงอารีย์อุทานเหมือนจะขาดใจแล้วล้มหมดสติไปทันที

“อารีย์...ไม่นะอารีย์...อารีย์!” เดชถลาประคองอารีย์ ร้องเรียกตกใจสุดขีด

อารีย์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล พรรณรายกับอัมรานั่งกุมมือกันอยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยความเป็นห่วงแม่ แต่ไกลออกไป พิไลแอบมองอยู่ พึมพำแช่ง...

“เพี้ยง...ขออย่าให้มันรอดเลย ตายๆไปเหอะ”

พอหมอออกจากห้องฉุกเฉิน ทั้งเดช พรรณรายและอัมราถลาเข้าไปถามอาการของอารีย์ แล้วทุกคนก็ผงะช็อกเมื่อหมอบอกว่า

“ขอโทษนะคุณเดช ผมพยายามเต็มที่แล้ว...ผมเสียใจด้วยจริงๆ”

เดชวิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน พรรณรายกับอัมราวิ่งตามเข้าไป พิไลที่ยืนดูอยู่ ยิ้มออกมาอย่างสมใจ

ooooooo

เดชเห็นอารีย์นอนอย่างสงบอยู่บนเตียง เขาเดินเข้าไปนั่งข้างร่างอารีย์ กุมมือเธอไว้ มองหน้าน้ำตาไหลเงียบๆ

พรรณรายกับอัมราเดินเข้ามาร้องไห้น้ำตาไหลพราก เดชบอกลูกทั้งสอง...

“พรรณราย อัมรา มากราบแม่เสีย...”

พรรณรายกับอัมราเดินเข้าไปกราบแทบเท้าอารีย์แล้วกุมเท้าแม่ไว้ ครู่เดียวพิไลก็ถลาเข้ามาอย่างสะใจ พริบตาเดียวก็ร้องไห้คร่ำครวญ...

“โธ่...อารีย์...ไม่น่าอายุสั้นเลย เห็นกันอยู่หลัดๆ”

“เธอออกไปก่อน ขอพวกเราอยู่กันตามลำพังประสาพ่อแม่ลูก” เดชบอกพิไลมองด้วยสายตาเย็นเยียบ พิไลทำท่าจะไม่ออก เดชสั่ง “ออกไป” พิไลจึงทำหน้าตัดพ้ออ้อนๆ พยักหน้าช้าๆ แล้วเดินออกไป

ก่อนออกพ้นประตู พิไลหันมองเดชกับพรรณรายและอัมราที่ร้องไห้กับร่างของอารีย์อย่างหมั่นไส้ สะใจ...

ooooooo

วิญญาณอารีย์เข้าไปในห้องหุ่น เห็นหุ่นตัวเองปั้นเสร็จแล้วแต่ไม่เห็นเดช หุ่นนางรำบอกว่าเดชอยู่โรงพยาบาล อารีย์ตกใจที่หุ่นนางรำพูดได้ ถามว่านี่ตนฝันไปหรือเปล่า?

บรรดาหุ่นจึงบอกว่าเธอหมดอายุขัยไปแล้ว ให้คิดดีๆว่าเมื่อเช้ามืดเกิดอะไรขึ้นกับเธอ อารีย์ทบทวนแล้วจึงรู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว พูดอย่างปลงตกแล้วว่า

“ฉันคิดอยู่แล้วว่า วันนี้ต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว...ฉันอยู่ที่นี่เหมือนทุกๆคนได้ไหมคะ ฉันเป็นห่วงพี่เดช”

“ได้สิ...พวกเรายินดีต้อนรับ” หุ่นท่านเจ้าคุณเอ่ย อารีย์ขอบคุณ เธอหันมองหุ่นตัวเองเศร้าๆ ท่ามกลางความเห็นใจของหุ่นทุกตัว...

ที่ศาลาวัด...ดำเกิงเห็นเดชนั่งซึมเศร้าอยู่ เขาไปปลอบขอให้หักห้ามใจเพราะอย่างไรเสียอารีย์ก็จากไปแล้ว

“ไม่...อารีย์ยังไม่ควรตาย อารีย์ตายเพราะผมแท้ๆ” ดำเกิงขออย่าโทษตัวเองเลยเพราะที่ผ่านมาเขาก็ดูแลอารีย์ดีที่สุดแล้ว “ไม่จริง...ผมผิด...ผมผิดต่ออารีย์...โธ่... อารีย์...” เดชซบหน้ากับฝ่ามือสะอื้น ดำเกิงได้แต่ตบบ่าปลอบใจ

พรรณรายกับอัมราต้อนรับแขกอยู่หน้าศาลา ทั้งสองชะงักเมื่อเห็นพิไลแต่งหน้าจัดจ้านเดินวางมาดคุณนายเข้ามาในศาลา เดินไปทักคนโน้นคนนี้ราวกับเป็นเจ้าภาพ พรรณรายหมั่นไส้ตรงไปถามว่า

“มาทำไม”

พิไลลอยหน้าว่ามาแสดงความเสียใจน่ะสิ อุทานตื่นเต้นว่า “แขกมากันเต็มเลย งั้นเดี๋ยวน้าจะเข้าไปดูซิว่า เตรียมของที่จะเลี้ยงแขกเสร็จหรือยัง ถ้าไม่เรียบร้อยคนที่มาจะเอาเราไปนินทาได้ ไปก่อนนะจ๊ะ”

พิไลผละไป พรรณรายจะตามไป อัมรารั้งไว้ไม่อยากให้มีเรื่อง พรรณรายโกรธที่พิไลทำท่าจะมาแทนคุณแม่ทั้งที่ตัวคุณแม่ยังอุ่นอยู่เลย

อัมราขอร้องว่างานคุณแม่อย่ามีเรื่องเลย อาทรที่ยืนอยู่เห็นด้วย บอกพรรณรายอย่าใจร้อนเลย

“พี่ออยไม่ต้องยุ่ง ยังไงพรรณก็จะไล่มันออกไป” อัมราร้อนใจว่าต้องมีเรื่องแน่ ถามอาทรกับสันติที่ยืนอยู่ด้วยว่าจะทำอย่างไรดี สันติบอกอาทรให้อยู่เป็นเพื่อนอัมราก่อน ตนจะตามไปดูเอง

ooooooo

พรรณรายตามไปว่าพิไลว่าไม่ควรมาจุ้นจ้านในงานศพของคุณแม่ พิไลอ้างว่าตนมาช่วยงานต่างหาก

“ไม่ต้อง...กลับไป” พรรณรายไล่อย่างไม่ไว้หน้า

พิไลบ่นว่าพรรณรายทำตัวแปลกๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายกับตน แต่ตนไม่ถือสา โทษว่าเป็นเพราะอารีย์เลี้ยงมาไม่ดี ต่อไปตนจะอบรมเธอเอง ทำให้พรรณรายยิ่งไม่พอใจที่มาว่าคุณแม่ กระชากแขนพิไลลากออกไป

“อย่าครับคุณพรรณ” สันติตามมาเห็นพอดีรีบดึงพรรณรายออกไป พรรณรายไม่ฟังเสียงบอกสันติอย่ามายุ่งตนจะสั่งสอนผู้หญิงคนนี้สักหน่อย สันติจึงเตือนสติว่า “นี่มันงานศพคุณแม่นะครับ อยากให้คุณแม่ตายตาไม่หลับหรือครับ”

“วันนี้ฉันจะปล่อยเธอไปก่อน แต่จำไว้ให้ดีนะ อย่าได้คิดจะมาแทนที่คุณแม่เป็นอันขาด เพราะฉันจะไม่เอาเธอไว้แน่” พรรณรายสะบัดเดินปึงปังไปทางหนึ่ง พิไลมองตามอึ้งๆ แล้วสะบัดไปอีกทาง

สันติมองทั้งสองอย่างอึดอัดใจแล้วเดินตามไปชี้แจงกับพรรณรายว่าตนทำไปเพราะไม่เอยากให้มีเรื่องกันในงาน พรรณรายบอกว่าตนไม่โกรธเขาแต่ไม่อยากเข้าไปในศาลาเดี๋ยวอดใจไม่ได้คงได้ตบพิไลเข้าสักฉาด สันติจะขอเข้าไปก่อนก็ถูกพรรณรายอ้อนให้อยู่เป็นเพื่อนตนหน่อย เพราะตนว้าเหว่คิดถึงคุณแม่มาก ไม่พูดเปล่ายังโผเข้ากอดสันติไว้ด้วย

อัมราเห็นพี่สาวหายไปนานออกมาตามเห็นเข้าเต็มตา สันติตกใจที่ถูกพรรณรายกอดแล้วก็ตกใจยิ่งกว่าเมื่อเห็นอัมรามายืนมองอยู่ อัมราชี้แจงว่าตนมาดูเพราะกลัวจะมีเรื่องกัน แล้วขอเข้าไปฟังพระสวดก่อน แล้วเดินอ้าวกลับไปในศาลา สันติจะตามไป พรรณรายพยายามจะรั้งไว้อีก แต่สันติเดินตามอัมราไปแล้ว เลยได้แต่มองเคลิ้มสมใจที่ได้กอดสันติ

ความจุ้นจ้านเจ้ากี้เจ้าการแสดงความเป็นเจ้าภาพงานศพอารีย์ของพิไล เป็นที่หมั่นไส้ของทุกคน แม้แต่จุ๊บเองก็บ่นกับสันติว่า ทำตัวอย่างกับเป็นเจ้าภาพ สั่งโน่นนี่นั่นวุ่นวายไปหมด

ooooooo

เพราะทุกคนไปงานสวดศพอารีย์กันหมด จึงเหลือชิ้นเฝ้าบ้านอยู่คนเดียว ชิ้นเดินตรวจตราไปที่สนามหน้าบ้าน คะเนว่าเดี๋ยวพระสวดเสร็จก็คงกลับมากันแล้ว มองไปในบ้านเห็นเปิดไฟ เลยคิดว่าพิไลคงมาแล้วรีบเข้าไปดู

ชิ้นเดินเรียกพิไลก็ไม่มีเสียงตอบ เห็นคล้ายมีคนเข้าไปในห้องหุ่นจึงตามไปดู เห็นอารีย์ยืนอยู่ในเงามืดหน้าหุ่นตัวเอง ชิ้นมองไม่ชัดนึกว่าพิไล แต่พอเรียกร่างนั้นหันมากลายเป็นอารีย์! ชิ้นตกใจแทบช็อก อารีย์บอกว่าไม่ต้องกลัวตน พลางเดินเข้าหา บอกชิ้นว่า

“ฉันฝากดูแลทุกคนด้วย รับปากสิชิ้น ว่าจะช่วยดูแลทุกคนแทนฉัน”

“คะ...ค่ะ...ค่ะ...” ชิ้นรับคำเสียงสั่น ตัวสั่น เมื่อวิ่งออกมาที่สนาม เจอพรรณรายกับอัมราและเดชกลับมาก็เล่าปากคอสั่นว่า “คะ...คุณ...ผู้หญิงมาค่ะ...ยะ...อยู่...ในห้องหุ่นค่ะ”

เดชวิ่งไปที่ห้องหุ่นทันที พรรณรายปรามชิ้นว่าอย่าพูดอย่างนี้คุณพ่อยิ่งกำลังเสียใจอยู่ด้วย พิไลถามว่าอารีย์ตายไปแล้วจะมาได้ยังไงหาว่าชิ้นฝันไปแน่ๆ พอพวกพรรณรายขึ้นบ้านไป พิไลก็ขู่ชิ้นว่าถ้าวันหลังพูดอย่างนี้อีกจะไล่ออก

“แหม...คุณผู้หญิงตายไปวันเดียว เตรียมยกฐานะตัวเองเลยรึแม่พิไล เอางี้นะไว้ให้เธอได้เป็นคุณผู้หญิงจริงๆเสียก่อนแล้วค่อยมาขู่ฉัน ถึงตอนนั้นฉันอาจจะกลัวขึ้นมาบ้างก็ได้ แต่ตอนนี้...ไม่!”

ชิ้นกระแทกเสียงใส่พิไลแล้วสะบัดไป พิไลจิกตามองอย่างเจ็บใจ

เดชวิ่งไปที่ห้องหุ่นมองไปทั่วไม่เห็นอารีย์ เขาคุกเข่ากอดที่เอวหุ่นอารีย์ คร่ำครวญด้วยความเสียใจว่า

“อารีย์...พี่ขอโทษ พี่ผิดต่อเธอ อารีย์...พี่มันเลว พี่ทำให้เธอต้องตาย พี่ขอโทษ...ยกโทษให้พี่ด้วยอารีย์...พี่ขอโทษ...”

หุ่นอารีย์ก้มมองเดชที่กอดเอวตนอยู่ด้วยความสงสาร หุ่นอื่นๆได้แต่มองเดชด้วยความเห็นใจ

ปกติเมื่ออ๊อดกลับจากโรงเรียนกินนอนก็จะมานอนกับคุณแม่ แต่วันนี้ไม่มีคุณแม่แล้ว อ๊อดกลัวจึงมานอนกับพรรณรายที่ห้อง พรรณรายถามอัมราว่าเชื่อหรือว่าคุณแม่มาหาน้าชิ้น อัมราบอกว่าตนไม่รู้แต่ถ้าคุณแม่มาจริงก็ดีตนอยากเจอคุณแม่ ถามพรรณรายว่าไม่อยากเจอคุณแม่หรือ

“ไม่ล่ะ ถึงพี่จะคิดถึงคุณแม่ แต่ถ้าคุณแม่มาจริงๆ พี่เห็นจะไม่เอาด้วย” ว่าแล้วก็คว้าผ้าห่มคลุมโปงขอนอนด้วยคน

“คุณแม่ขา...อัมคิดถึงคุณแม่จังเลยค่ะ” อัมรารำพึงเศร้าๆ

“แม่ก็คิดถึงลูกเหลือเกิน” อารีย์ได้แต่ยืนมองอัมราด้วยความเศร้าเสียใจ...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น พรรณราย อัมราและอ๊อดมาพร้อมกันที่โต๊ะอาหารแล้วแต่เดชยังไม่มา อัมราสงสัยว่า คุณพ่อจะนอนอยู่ในห้องหุ่นจะลุกไปตาม พรรณรายบอกว่าไม่ต้องตนไปตามเอง

ปรากฏว่า พิไลไปที่ห้องหุ่นก่อนแล้ว พอเห็นหน้าหุ่นทุกตัวก็จำได้ว่าตนเคยถูกหลอกหลอนจากหุ่นทุกตัวมาแล้ว มองเรียงตัวพึมพำอย่างเจ็บใจ...

“ที่แท้ผีที่รุมหลอกฉันก็คือผีหุ่นในห้องหุ่นนี่เอง” พลางตรงไปปลุกเดชที่นอนหลับเหมือนตายอยู่ หุ่นทุกตัวมองพิไลอย่างไม่พอใจ พลันตะกรุดที่คอพิไลก็ส่องประกายเรืองๆออกมา หุ่นเลยชะงักนิ่งทำอะไรพิไลไม่ได้ พิไลยังตั้งหน้าตั้งตาปลุกเดช จนเขาตื่นขึ้นถามอย่างไม่พอใจว่าเข้ามาวุ่นวายอะไรในห้องหุ่น

พิไลเสียงกระด้างว่าตนไม่อยากเข้ามาแต่มาตามเขาไปกินข้าวเพราะทุกคนรออยู่แล้ว

“ไม่ต้องมายุ่ง ไปให้พ้นเลย!” เดชไล่ตะเพิด

“พี่เดช ทำไมต้องทำกับฉันแบบนี้ ฉันไม่ได้เป็นคนทำให้อารีย์ตายสักหน่อย”

“ไม่ได้ทำก็เหมือนทำ ถ้าเธอไม่มายุ่งกับฉันอารีย์ก็จะไม่เข้าใจผิด”

“เอ๊ะ...ทำไมมาโทษฉันคนเดียวล่ะ ถ้าจะผิดก็ต้องผิดทั้งคู่สิ”

“ใช่...เราผิดทั้งคู่ เรามันเลวทั้งคู่ เธอก็หักหลังเพื่อน ฉันก็ทรยศเมีย พอใจรึยัง! พอใจหรือยัง!!”

พรรณรายที่มาตามเดชไปกินข้าวตะลึงอึ้ง เดชมองไปเห็นพรรณรายยืนจ้องอยู่ เดชตกใจแทบช็อก

“ที่แท้...คุณแม่ฉันตายก็เพราะแก...” พรรณรายจ้องพิไลอย่างสุดแค้น!

ooooooo

เมื่อพรรณรายที่ไปตามเดชหายไปนาน อัมราจึงฝากชิ้นให้ดูแลอ๊อด แล้วตัวเองรีบไปที่ห้องหุ่น เห็นเดช พิไล และพรรณราย กำลังตึงเครียดกันสุดขีด

พรรณรายตรงเข้าทำร้ายพิไลด้วยความแค้น เดชรีบห้ามบอกว่าเธอจะทำร้ายพิไลไม่ได้แต่ไม่กล้าบอกความจริงว่าพิไลเป็นแม่ ทำให้พรรณรายเข้าใจผิดว่าเดชเข้าข้างพิไล เธอตะโกนใส่หน้าเดช

“หนูเกลียดคุณพ่อ!” แล้ววิ่งเตลิดออกไป เดชทุ่มตัวลงนั่งยกมือกุมหัวร้องไห้ออกมาเหมือนคนบ้า พิไลจะเข้าไปปลอบถูกเดชตะโกนสุดเสียง

“ออกไป๊!”

เดชตะโกนไล่จนพิไลตกใจวิ่งอ้าวออกไปจากห้องหุ่น เดชทรุดลงทุบพื้นห้องอย่างบ้าคลั่ง หุ่นทุกตัวมองเดชอย่างเห็นใจ ในขณะที่อารีย์มองเขาด้วยความสงสารสุดหัวใจ...

พรรณรายออกจากห้องหุ่นก็ขับรถตะบึงออกไปไม่บอกใครว่าจะไปไหน อัมราเป็นห่วงมากไปหาที่บ้านอาทรก็ไม่เจอ บุญเรือนกับดำเกิงปลอบให้ใจเย็นๆ ทำใจดีๆ เชื่อว่าพรรณรายไม่เป็นอะไรแน่ ดำเกิงบอกว่าตนจะช่วยโทร.ถามตำรวจที่รู้จักให้อีกทาง

ooooooo

วันนี้ เดช อัมรา และอ๊อดกำลังจะไปวัด อัมราติงว่าพรรณรายยังไม่มา เดชบอกว่าเดี๋ยวมาก็ให้ตามไปที่วัดแล้วกัน

พิไลวางมาดคุณนายตามเคย สั่งชิ้นให้ดูแลบ้านให้ดี ถูกเดชสั่งขัดขึ้นทันทีว่า

“เธอไม่ต้องไป” พิไลชักสีหน้าถามว่าอะไรนะ! เดชสั่งเข้มว่า “ตั้งแต่คืนนี้ห้ามเธอไปที่งานศพอารีย์อีก แล้วห้ามขึ้นมาบนตึกนี้ด้วย ถ้าไม่ฟังกันก็เก็บข้าวของออกไปได้เลย” แล้วกำชับชิ้น “ดูด้วยนะชิ้น ถ้าใครไม่ทำตามที่ฉันสั่ง ชิ้นจัดการได้เลย”

“ได้ค่ะคุณผู้ชาย” ชิ้นรับคำสั่งอย่าสะใจ พอพวกเดชไปกันแล้ว ชิ้นจ้องหน้าพิไลที่ยังยืนเฉยถามว่าได้ยินเต็มสองหูแล้วไม่ใช่หรือ แล้วจะมายืนเกะกะอยู่ทำไม พิไลจ้องตอบถามว่าถ้าตนไม่ไปจะทำไม? “เอ้า ฉันก็ต้องทำตามคำสั่งของคุณผู้ชายน่ะสิจ๊ะ อย่างฉันน่ะ ไม่ได้ขู่นะ แต่ทำจริง ว่าไงจะไปไม่ไป!”

“ฝากไว้ก่อนเถอะแก”

พิไลกล่าวอาฆาตก่อนเดินกระแทกเท้าออกไป ชิ้นมองตามอย่างสะใจ

ooooooo










  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ต้นข้าว อาร์สยาม” สนุก ร้ายมีมิติ รับประสบการณ์น้อย พร้อมพัฒนา

“ต้นข้าว อาร์สยาม” สนุก ร้ายมีมิติ รับประสบการณ์น้อย พร้อมพัฒนา
16 ต.ค. 2562
12:15 น.