ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ห้องหุ่น

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: "ห้องหุ่น" เวอร์ชั่นนี้ได้ "ท็อป จรณ" ประกบ "เต้ย จรินทร์พร"





ปีพุทธศักราช 2495 เมื่อ 63 ปีก่อน...

ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร...เดช สัตยาภา นักปั้นหุ่นผู้รักการปั้นเป็นชีวิตจิตใจในวัยกลางคนเป็นนักปั้นแห่งยุคที่ได้รับการยอมรับในฝีมือที่ปั้นได้เหมือนคนจริงๆ

เจ้าคุณนรบดินทร์ให้เดชปั้นหุ่นท่านเพื่อฉลองวันเกิดปีนี้

ดึกสงัดแล้ว เดชยังปั้นหุ่นอยู่อย่างมีสมาธิ พลันเขาก็ตกใจหันขวับเมื่อรู้สึกมีคนมายืนอยู่ข้างหลัง!

แต่แล้วก็ยิ้มออกเมื่อเห็นว่าเป็นท่านเจ้าคุณนรบดินทร์นั่นเอง

“สวัสดีครับท่านเจ้าคุณ” เดชยกมือไหว้

“ไหว้พระเถอะพ่อเดช” ท่านเจ้าคุณมองหุ่นตัวเองพลางคุยกับเดช “ผ่านแถวนี้เลยเข้ามาดู เมื่อไรจะเสร็จล่ะ”

“อีกสักพักครับท่าน ตอนนี้อยู่ในขั้นตบแต่งเก็บรายละเอียดต่างๆ”

“หวังว่าจะเสร็จทันงานวันเกิดฉันนะ” เดชตอบอย่างมั่นใจว่าเสร็จทันแน่นอน “ดี...ฉันจะเอาไปตั้งโชว์ในงานไอ้พวกลูกหลานปากอัปมงคลที่มันงมงายหาว่าถ้าปั้นหุ่นแทนตัวแล้วจะต้องมีอันเป็นไป มันจะได้หุบปากกันเสียที”

ท่านเจ้าคุณมองไปที่มุมหนึ่ง เห็นเก้าอี้โยกวางอยู่ ท่านถามว่าเขาเอาเก้าอี้มาส่งแล้วรึ? เดชบอกว่าเพิ่งมาถึงเมื่อกี๊นี้เอง ท่านเดินไปลองนั่งเก้าอี้โยกตัวนั้นโยกไปมาเบาๆ เอ่ยอย่างพอใจว่า

“เออ...แบบนี้ล่ะแหม...เหมาะดีเหลือเกิน หุ่นตัวฉันต้องนั่งเก้าอี้โยกอย่างนี้ มันสบายดี ฉันชอบ ฮ่ะๆๆ”

เสียงหัวเราะของท่านเจ้าคุณเคล้ากับเสียงเก้าอี้โยกกึกก้องไปในยามดึกสงัดคืนนี้...

ที่ต้นไม้ใหญ่นอกตึก...นกแสกตัวหนึ่งบินมาเกาะกิ่งไม้ ร้องเสียงดังผสมผสานไปกับเสียงหัวเราะของท่านเจ้าคุณและเสียงเก้าอี้โยกแล้วบินจากไป...

เดชเก็บรายละเอียดต่างๆของหุ่นอย่างตั้งอกตั้งใจ นับแต่การทำผิว รอยย่น เส้นเอ็น เส้นเลือด และเส้นผม...เดชติดเส้นผมลงบนตัวหุ่นทีละเส้น...ทีละเส้น อย่างพิถีพิถัน

เดชลงรายละเอียดบนตัวหุ่นเสร็จ เขากลัดกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้าย จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ จนขั้นตอนสุดท้าย เอาไม้ตะพดใส่ในมือหุ่น แล้วถอยไปยืนมอง พึมพำอย่างพอใจ...

“สมบูรณ์แบบที่สุด...หุ่นท่านเจ้าคุณนรบดินทร์...”

ooooooo

ที่หน้าตึกคณะ...เวลาโพล้เพล้เป็นสีผีตากผ้าอ้อม อีกาฝูงใหญ่บินผ่านไป คนงานกำลังช่วยกันยกหุ่นเจ้าคุณนรบดินทร์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกข้ามถนนในมหาวิทยาลัยไปยังอีกด้านหนึ่งรอที่จะเอาขึ้นรถ

“เอ้า...นี่ค่าจ้างปั้นหุ่นของฉัน พ่อเดช” ท่านเจ้าคุณนรบดินทร์ยื่นซองสีน้ำตาลหนาให้ เดชไหว้ขอบคุณ ท่านเอ่ยว่า “ขอบใจจริงๆ ที่ปั้นได้เสร็จทันงานวันเกิดฉันพรุ่งนี้ คอยดูนะทุกคนจะต้องตะลึงแน่ๆ”

“ผมก็ต้องขอบพระคุณท่านที่กรุณาไว้ใจให้ผมปั้นหุ่นให้”

“เฮ้ย...กรุณงกรุณาอะไร...ก็พ่อเดชน่ะมีฝีมือน่าทึ่งมาก คอยดูนะต่อไปเธอจะต้องเป็นนักปั้นหุ่นที่ใครๆต้องยอมรับ”

“สมพรปากครับท่าน” เดชยกมือไหว้อีกครั้ง ยืนส่งเจ้าคุณที่หันหลังเดินไป ท่านเดินไปเพียงสี่ห้าก้าว เดชตกใจตะลึงงัน เมื่อเห็นท่านเจ้าคุณไม่มีหัว! แต่พอกะพริบตามองอีกทีก็เห็นท่านในสภาพปกติ บ่นตัวเองว่าสงสัยจะอดนอนมากไป

คนขับรถส่งของที่ขับมาตามถนนในมหาวิทยาลัยท่าทางง่วงเหงาหาวนอน เขาพยายามสะบัดหัวไล่ความง่วงแต่รถก็ยังส่ายไปมาน่ากลัว จังหวะหนึ่งเขาเห็นรถกำลังจะพุ่งเข้าชนหุ่นเจ้าคุณที่วางอยู่ริมถนน เขาตกใจหักหลบมาทางขวา เป็นจังหวะที่ท่านเจ้าคุณกำลังก้าวลงจากทางเท้าจะข้ามถนนพอดี!

รถคันนั้นพุ่งชนท่านเจ้าคุณจังๆเสียงดังมาก ร่างท่านเจ้าคุณล้มกลิ้งไปหยุดที่แทบเท้าหุ่น ท่านมองหุ่นตาเหลือกค้าง เลือดสาดกระเซ็นไปที่ตัวหุ่นน่าสยดสยอง!

“ท่านเจ้าคุณ!!” เดชตะโกนสุดเสียง

ooooooo

ปีพุทธศักราช 2515 ผ่านไป 20 ปี...

อัมรา สัตยาภา ลูกสาวของเดชกับอารีย์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรปีหนึ่ง เธอเป็นสาวน้อยแสนสวยไร้มารยา อัมราเดินเร็วๆ เดินพลางดูนาฬิกาอย่างร้อนใจ

“อัมรา...อัมรา...เร็วเข้าอัมรา...” เสียงนุชนารถ ร้องเรียกจากอีกฝั่งถนน อัมรารีบลงจากทางเท้าจะข้ามไป

“เอี๊ยดดดด!!” เสียงรถเบรกสนั่นพร้อมกับร่างของอัมราถูกใครคนหนึ่งพุ่งเข้ามากระชากเธอพ้นจากรถที่พุ่งเข้ามาอย่างหวุดหวิด ตัวเธออยู่ในอ้อมกอดของใครคนนั้น จนเมื่อเธอหันมองก็ชะงักอึ้ง

เขาคือ สันติ หรืออาร์ต รุ่นพี่ปี 5 หนุ่มหล่อที่พุ่งมาช่วยชีวิตเธอไว้ เขาเตือนอย่างอ่อนโยนว่า

“ถึงจะอยู่ในมหาวิทยาลัยก็ต้องระวัง อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่นะครับ” เขายิ้มให้ก่อนเดินจากไป นุชนารถวิ่งเข้ามาถามอย่างตื่นตกใจว่าเป็นอะไรหรือเปล่า อัมรา

บอกว่ายังไม่เป็นอะไร โชคดีที่ผู้ชายคนนั้นช่วยไว้ นุชนารถมองตามถามว่า

“ใครน่ะหน้าตาท่าทางดี๊ดีนะ” อัมราส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้ตนยังไม่ทันได้ขอบคุณด้วยซ้ำ ถูกนุชนารถหยอกว่า “มัวแต่ตะลึงในความหล่อละซี้...”

“บ้าน่านุช อัมตกใจต่างหาก ไปเถอะเดี๋ยวก็เข้าเรียนไม่ทันหรอก”

ooooooo

ที่ห้องปั้นหุ่น...สันตินั่งวาดรูปของจุฑาหรือจุ๊บเพื่อนในกลุ่มอยู่ จุ๊บเข้ามาเห็นเธออุทานตื่นเต้นว่าสวยจังเลย ถูกอาทรหรือออยเพื่อนในกลุ่มแซวว่า

“ไม่เห็นจะสวยตรงไหน ต้องพูดว่าเหมือนไม่ใช่สวย เพราะคนเป็นแบบไม่สวย” พูดแล้วอาทรต้องรีบหลบเพราะถูกจุ๊บเงื้อกำปั้นจะทุบ สันติห้ามเพื่อนทั้งสองขำๆว่า

“สองคนนี้เป็นยังไงนะ ทะเลาะกันตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงปีห้า ทำตัวเป็นเด็กๆกันอยู่ได้ อายรุ่นน้องบ้างสิ”

“ก็นายออยชอบกวนจุ๊บนี่นา” จุ๊บฟ้อง

อาทรหัวเราะหันไปบอกสันติว่าเขาน่าจะเรียนวาดรูปมากกว่าปั้นนะ สันติบอกว่าวาดเป็นงานหารายได้เรียนหนังสือ แต่ใจตนชอบการปั้นมากกว่า พลางดึงรูปที่วาดเสร็จจากเฟรมส่งให้จุ๊บ

“ขอบใจมากนะอาร์ต” จุ๊บรับรูปไปดูยิ้มแก้มแทบปริ ถูกออยขัดคอว่าอย่ามัวแต่ยิ้มปลื้มอยู่เลย ท้องร้องจ๊อกๆ แล้ว ไปกินข้าวกันดีกว่า

ที่หน้าโรงอาหารมหาวิทยาลัยนั่นเอง สันติ จุฑา และอาทร เดินคุยกันมาทางหนึ่ง อัมรากับนุชนารถเดินคุยกันมาอีกทางหนึ่ง พอถึงหน้าโรงอาหารนุชนารถเห็นสันติ สะกิดบอกอัมราว่า “ผู้ชายคนที่ช่วยอัมไง”

อาทรเห็นอัมราก็รีบเดินนำเพื่อนๆมาทักและแนะนำให้รู้จักกัน

“น้องอัม น้องนุช รู้จักเพื่อนพี่หน่อยครับ นี่พี่อาร์ตกับพี่จุ๊บ อาร์ต จุ๊บ นี่น้องใหม่คณะเรา”

สันติทักอัมราว่า “เจอกันอีกแล้วนะครับ” จุ๊บถามว่าเขารู้จักน้องใหม่ด้วยหรือ อัมราจึงเล่าและขอบคุณสันติว่า

“เมื่อเช้าอัมซุ่มซ่ามน่ะค่ะ โชคดีได้พี่อาร์ตช่วยไว้ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

สันติยิ้มให้บอกว่าไม่เป็นไร อาทรถามว่าจะมาทาน ข้าวกันใช่ไหม ชวนไปด้วยกันเลย มื้อนี้ตนเป็นเจ้ามือเอง จุ๊บเร่งให้รีบไปเดี๋ยวคิวยาว แล้วดึงมือสันติไปเลย นุชนารถเดินตามอาทรไป อัมราจึงเดินตามทุกคนไปเงียบๆ
ooooooo

เลิกเรียนแล้วพากันมานั่งที่โต๊ะใต้ต้นไม้ในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นโต๊ะประจำของสันติ อาทร และจุฑา วันนี้มีอัมรากับนุชนารถมานั่งด้วย อัมราชมว่าร่มรื่นดีจัง อาทรชวนว่าถ้าชอบก็มานั่งได้เลยเพราะเป็นโต๊ะประจำของพวกตน

“ไหนว่าจะให้เป็นที่ของเราสามคนไงออย” จุฑาขัดขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ อาทรบอกว่าเดี๋ยวเราก็จบแล้วถือว่าส่งมอบให้น้องๆก็แล้วกันถามประชดว่าหรือจบแล้วจะยกโต๊ะกลับบ้านไปด้วย ทำให้จุฑาไม่พอใจลุกสะบัดออกไป

“พี่จุ๊บคงไม่พอใจมังคะ” อัมราไม่ค่อยสบายใจ อาทรหัวเราะเพราะรู้นิสัยจุฑาดี สันติช่วยชี้แจงว่า

“ไม่มีอะไรหรอกครับสองคนนี่ชอบแหย่กัน อะไรที่จุ๊บไม่ชอบ นายออยก็จะทำ ทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา”

อาทรชวนอัมราคุยต่อ ถามว่าวันนี้จะกลับอย่างไร อัมราบอกว่าเดี๋ยวรถที่บ้านมารับ

“ลืมไปแล้วว่าต้องรีบกลับ” สันตินึกได้โพล่งขึ้น นุชนารถแซวว่าสงสัยคุณพ่อคุณแม่จะหวงลูกชายมาก

สันติเล่าอย่างไม่ปิดบังว่า คุณพ่อคุณแม่ตนเสียนานแล้วตนเป็นเด็กวัดอยู่กับหลวงตา แล้วบอกเพื่อนๆ

ในโต๊ะขอกลับก่อน เพราะเย็นนี้หลวงตารับนิมนต์ไปเจิมร้าน

“ได้...แล้วอย่าลืมคืนนี้ล่ะ” อาทรย้ำ สันติรับคำแล้วเอ่ยลาอัมรากับนุชนารถรีบเดินไป อัมรามองตามเผลอพึมพำว่า

“แบบนี้พี่อาร์ตก็คงลำบากแย่สิคะ”

“ก็คงงั้น แต่ไอ้หมอนี่มันสู้ชีวิต ไม่เคยปริปากบ่นให้ใครฟังเลย แถมไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครด้วยนะ พี่ล่ะนับถือจริงๆ” อาทรชมเพื่อนรัก อัมราสีหน้าพลอยชื่นชมไปด้วยไม่รู้ตัว

ooooooo

น้าทวนคนขับรถของบ้านสัตยาภาขับรถมารับอัมราโดยมีพรรณรายนั่งมาด้วย เธอหงุดหงิดบ่นอัมราว่าชักช้าคนอื่นกลับกันหมดแล้วมัวทำอะไรอยู่

น้าทวนติงว่าคุณหนูอัมนัดให้มารับบ่ายสองนี่ยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบนาที ถูกพรรณรายแว้ดใส่ว่าตนรีบ คืนนี้มีงานวันเกิดคุณแม่ตนอยากรีบกลับไปเตรียมตัว พูดสะบัดใส่ว่า

“ไม่รู้ล่ะ อีกห้านาทีไม่มา ฉันกลับก่อนจริงๆด้วย” พูดจบเห็นสันติเดินผ่านมาเธอรีบเปิดประตูรถไปทำทีถามว่าคณะที่เรียนวาดรูปอยู่ตรงไหน

“อ๋อ...คณะจิตรกรรมและประติมากรรม เดินไปทางนี้แล้วเลี้ยวขวาก็ถึงแล้วครับ” สันติชี้ทางให้อย่างมีน้ำใจ

พรรณรายหาเรื่องที่จะถ่วงเวลาคุยต่อ บอกว่าตนจะมารับน้อง สันติยิ้มให้แล้วขอตัวรีบเดินไป พรรณรายมองตามเคลิ้มๆ แต่พอเห็นสันติวิ่งไปขึ้นรถเมล์ที่มาถึงพอดี เธอก็หมดความสนใจ พึมพำกับตัวเองว่า

“หล่อดี...แต่จนแบบนี้เห็นทีจะไม่ไหว” ก็พอดีอัมรามาถึงพรรณรายชักสีหน้าใส่ทันที “พี่มารอเธอตั้งนานแล้วนะ”

อัมราปะเหลาะพี่สาวว่านี่ตนวิ่งมาเลยนะ อ้อนว่าอย่าโมโหเลยนะพี่พรรณคนสวยของอัม แล้วชวนไปขึ้นรถกลับกัน

ooooooo

งานวันเกิดอารีย์ที่เดชจัดให้คืนนี้ เชิญเพื่อนที่สนิทและใกล้ชิดมาร่วมงานเท่านั้น

ผอบเพื่อนของอารีย์ซึ่งกำลังอยู่ในสภาพตกต่ำลำบากทางเศรษฐกิจ เพราะใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยทั้งแม่ทั้งลูก ผอบพาพงษ์ ลูกชายสุดหล่อแต่นิสัยเลวมาด้วย กำชับพงษ์ก่อนมาว่าคืนนี้จะต้องจีบให้ติดจะเป็นอัมราหรือพรรณรายก็ได้ดองกันไว้เราจะได้สบายกันไปทั้งชาติ

พอมาเห็นบ้านเดชใหญ่โต เห็นอัมราและพรรณรายแล้ว พงษ์บอกแม่ว่าสวยทั้งคู่ แบบนี้ไอ้พงษ์จัดเต็มแม่ไม่ต้องห่วง

ขณะสองแม่ลูกกำลังควงกันเข้าไปในงานนั่นเอง จู่ๆก็มีลูกบอลพุ่งใส่หลังพงษ์อย่างแรง พงษ์ร้องอย่างไม่พอใจ “อะไรวะ!!” พงษ์หันมองตามทิศที่ลูกบอลพุ่งมา เห็นหุ่นเด็กเคลื่อนวูบเข้าไปในเงามืด พงษ์ด่า “ได้เด็กเวร!”

“ช่างเถอะ อย่าทำเสียเรื่องน่า” ผอบดึงพงษ์ลากเข้าไปในงานที่เงามืด หุ่นเด็กเคลื่อนออกมาจ้องถมึงทึงไปที่สองแม่ลูกอย่างน่ากลัว

พรรณรายกับอัมราถือจานอาหารเดินมาที่โต๊ะ มีเดช อารีย์ และดำเกิงกับบุญเรือนคุณพ่อคุณแม่ของอาทร กำลังนั่งฟังผอบคุยโวโอ้อวดว่า พงษ์เรียนจบปริญญาตรีแล้วกำลังจะต่อโท พอเห็นสองสาวเข้ามา ก็รีบแนะนำให้รู้จักกับลูกชายตน อัมรายกมือไหว้ พงษ์รับไหว้แล้วไหว้เลยไปทางพรรณราย แต่แล้วก็ต้องอึ้ง เหวอ เมื่อพรรณรายพูดแค่ว่า

“สวัสดีค่ะ” แล้วถามดำเกิงกับบุญเรือนว่า “ทำไมไม่เห็นพี่ออยเลยล่ะคะ”

“อ๋อ...ตาออยเขารอเพื่อนจ้ะ เห็นว่าสนใจเรื่องหุ่นของคุณเดช ตาออยเลยชวนมางานนี้ด้วย” บุญเรือนบอกแล้วถามเดช “ตาออยว่า ขออนุญาตคุณเดชแล้วใช่ไหมคะ”

“ครับ...ออยบอกผมแล้ว อ้าวนั่นไง พูดถึงก็มาพอดี”

ทุกคนหันมองเห็นอาทรกำลังเดินมาบังสันติที่เดินตามหลังจนไม่มีใครเห็น พอมาถึงเขาสวัสดีเดชและอารีย์แนะนำว่า

“ผมขอแนะนำสันติหรืออาร์ตเรียนอยู่คณะเดียวกันครับ” พลางเบี่ยงตัวให้สันติก้าวออกมา

อัมราทักสันติแล้วเล่าเรื่องเมื่อเช้าให้ฟัง เดชขอบใจสันติ สันติมองเลยอัมราไปเห็นพรรณรายเขายิ้มให้ แต่เธอทำเมินเหมือนคนไม่รู้จักกัน สันติแปลกใจแต่ไม่ติดใจ เขาเอ่ยกับเดชว่า

“ออยบอกว่าหุ่นที่คุณอาปั้นเหมือนคนจริงๆ จนแยกแทบไม่ออกเลยครับ ผมเลยอยากขออนุญาตมาดูเป็นความรู้ หวังว่าคุณอาคงไม่รังเกียจ”

เดชยินดีเพราะเราเป็นศิษย์ที่เดียวกันไม่ใช่ใครอื่น อารีย์บอกให้ทานอาหารกันก่อนค่อยไปชมห้องหุ่นดีไหม แล้วบอกพรรณรายกับอัมราพาพี่ๆไปตักอาหารกัน

พรรณรายสะอิ้งกายเข้าไปเกาะแขนอาทรดึงไปไม่สนใจใครเลย เดชมองอย่างไม่พอใจ อัมรายิ้มให้สันติแล้วเดินนำไป พงษ์ยืนเหวอ ผอบมองหน้าพงษ์เร่งให้ทำงาน พงษ์พยักหน้าทำนองว่ารู้แล้วน่า

พรรณรายตักอาหารให้อาทรอย่างเอาใจ อัมราหยิบจานส่งให้สันติ เขาเอ่ยอย่างคาดไม่ถึงว่า อัมราจะเป็นลูกคุณอาเดช บ่นว่าออยก็อุบเงียบไม่บอกสักคำ อัมราถามยิ้มๆว่า ถ้ารู้ว่ามาบ้านตนแล้วจะไม่มาหรือ?

สันติไม่ทันพูดอะไร พงษ์ก็เข้ามาทำเป็นขอโทษอัมราถามว่าห้องน้ำไปทางไหน รบกวนพาไปหน่อยได้ไหม อัมราจึงขอตัวกับสันติเดินนำไป พอเดินถึงประตูบ้านอัมราชี้ว่าห้องน้ำไปทางโน้น แล้วจะกลับ ถูกพงษ์ทำเจ้าชู้ยักษ์คว้ามือไว้

“เอ๊ะพี่พงษ์จะทำอะไร?” อัมราพยายามดึงมือกลับ พงษ์ยิ่งจับแน่นบอกว่าตนไม่ทำอะไรหรอกแค่อยากคุยด้วยตามลำพังเท่านั้น อัมราบอกว่ามันไม่เหมาะและขอตัวพลางจะเดินหนี พงษ์ตามไป แต่ต้องชะงักเมื่อถูกไม้เท้ายื่นมาขวางไว้ พงษ์ชะงักมองตามไม้เท้าไปเห็นเป็นหุ่นท่านเจ้าคุณยื่นไม้เท้าขวางอยู่ พูดน้ำเสียงเยือกเย็นน่าเกรงขามว่า

“อย่ามาทำรุ่มร่ามที่นี่ ฉันไม่ชอบ”

“ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ก็แค่จับมือ สมัยนี้ไม่มีใครเขาถือแล้วล่ะครับ” พงษ์ทำปากกล้า

“แต่กับลูกหลานบ้านนี้ฉันถือ อย่าให้ฉันเห็นอีกนะ”

พงษ์เห็นท่านเจ้าคุณเอาจริง เขายกมือไหว้ขอโทษยืนก้มหน้า แต่พอเงยหน้ามองอีกที ท่านเจ้าคุณหายไปแล้ว

“หายไปไหน เร็วจังแฮะ” พงษ์พึมพำแปลกใจ

ooooooo

เดชพาสันติเข้าไปในห้องหุ่น ซึ่งมีทั้งหุ่นท่านเจ้าคุณ หุ่นทับที่เป็นนักดาบ หุ่นนางรำ หุ่นนางพยาบาล หุ่นชาวนา หุ่นนักยิงธนูและหุ่นเด็ก สันติมองไปยังหุ่นแต่ละตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ

“เหมือนมาก...เหมือนมากจริงๆ” สันติพึมพำทึ่ง “ทำยังไงผมถึงจะปั้นหุ่นได้อย่างคุณอาครับ”

“ปั้นเขาด้วยจิตวิญญาณสิ...ในเวลาที่อาปั้น อาไม่เคยคิดว่าพวกเขาเป็นหุ่น แต่อาคิดว่าเขามีชีวิตจิตใจ อาใส่ความรู้สึกตรงนี้ลงไปทุกครั้งอาจะพูดคุยกับเขาเหมือนเราสื่อสารกันได้”

สันติฟังอย่างตั้งใจบอกว่าตนพอจะเข้าใจแล้วและจะลองทำตามดู เดชถามว่า เห็นออยว่าพวกเขากำลังจะส่งผลงานเข้าประกวด สันติบอกว่าเป็นตัวแทนของมหา’ลัย

“ถ้ามีอะไรที่อาจะช่วยได้ก็บอกนะ” สันติดีใจมากแต่ก็เกรงจะรบกวนเวลา “ไม่หรอก อาไม่ได้ปั้นหุ่นมาตั้งนานแล้ว” สันติถามงงๆ ว่าทำไมหรือ “เราออกไปกันเถอะ ป่านนี้ทุกคนคงรออยู่” เดชตบบ่าสันติเบาๆ พาเขาออกไป

เดชเดินนำออกไป ขณะสันติกำลังจะปิดประตู เขาได้ยินเหมือนเสียงเก้าอี้โยก สันติมองไปที่ท่านเจ้าคุณก็เห็นเป็นปกติ แต่พอปิดประตูเดินออกไป เก้าอี้โยก ก็เริ่มโยกไปมา ช้าๆ...ช้าๆ...

ooooooo

ผอบกลับถึงบ้านก็ทิ้งตัวลงนั่งคว้านิตยสารบนโต๊ะพัดแก้ร้อนแรงๆ ถอดสร้อยคอสร้อยข้อมือโยนบนโต๊ะบ่น

“โอ๊ย...ร้อน ไอ้ของปลอมพวกนี้เวลาที่เหงื่อออกมันคันจริง” พงษ์ถามว่าร้อนแล้วทำไมไม่เปิดพัดลม “เปิดเข้าไปไหวเหรอ ค่าไฟเดือนที่แล้วแม่ก็ยังไม่ได้ไปจ่ายเลย ถ้าโดนตัดไฟละก็อายชาวบ้านตาย เออ...แม่เห็นแกพายัยคนน้องเข้าไปในบ้านเป็นไงบ้างล่ะ”

“ก็เกือบได้เรื่องถ้าไม่มีตาแก่บ้านั่นมาขวางซะก่อน” ผอบถามว่าตาแก่ไหน “สงสัยเป็นตาหรือไม่ก็ปู่น้องอัมรามั้งแม่ ท่าทางหวงหลานน่าดู ผมเลยต้องถอยก่อน โอ๊ย... ร้อนจริง ผมไปอาบน้ำก่อนนะ” พอพงษ์ไป ผอบนั่งพึมพำกับตัวเอง...

“ตา? ปู่? เจ้าพงษ์มันพูดถึงใคร ที่บ้านนั้นมีแค่คุณเดชกับเมียแล้วก็ลูก สามคนแค่นั้นนี่นา...”

ooooooo

ส่งแขกกลับหมดแล้ว อารีย์เปรยๆกับเดชว่าจัดงานแบบนี้เหนื่อยเหมือนกันนะ เดชถามว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า อารีย์พูดขำๆ ว่าสงสัยจะแก่แล้วมั้ง

พอดีพรรณรายเดินเข้ามา อารีถามว่าออยกลับไปแล้วหรือ พรรณรายบ่นว่ากลับไปแล้วว่าจะชวนให้อยู่ต่ออีกสักหน่อยพรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุด เดชเตือนพรรณรายว่าถึงจะเห็นกันกับออยมาตั้งแต่เด็กแต่ตอนนี้ต่างก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว การถึงเนื้อถึงตัวผู้ชายดูจะไม่เหมาะ พรรณรายสวนทันทีว่าคุณพ่อหัวโบราณจัง อารีย์ก็ช่วย พูดว่าพรรณรายคงไม่คิดอะไรหรอก คงเห็นตาออยเป็นเหมือนพี่ชาย ถามพรรณรายว่าใช่ไหมลูก พรรณรายไม่ตอบแต่ขอตัวไปอาบน้ำ

พอพรรณรายออกไป เดชติงอารีย์ว่าเป็นแบบนี้ทุกที ให้ท้ายจนพรรณรายจะเสียคนอยู่แล้ว เป็นผู้หญิงทำท่าทำทางสนใจผู้ชายจนออกนอกหน้า คนอื่นเขาจะดูถูกเอา

“คุณพ่ออย่าโมโหเลยนะคะ เรื่องพี่ออยเดี๋ยวอัมจะคุยกับพี่พรรณให้เอง แต่อัมเชื่อว่าพี่พรรณไม่ได้คิดอะไรกับพี่ออยหรอกค่ะ” อัมราปลอบใจพ่อ แต่เดชยังนั่งหน้าตึงอย่างไม่พอใจ

ooooooo

เมื่ออัมราคุยกับพรรณรายที่ห้องนอน พรรณรายหันโพล่งใส่หน้าอัมราว่า

“พี่คิด...พี่ชอบพี่ออย” อัมราตกใจถามว่าพี่พูดอะไรอย่างนั้น! “ทำไมจะพูดไม่ได้นี่มันยุคไหนแล้ว คุณพ่อน่ะหัวโบราณเกินไป...แต่จะพูดไป พี่ก็ยังไม่แน่ใจหรอกนะ ถ้าเจอใครที่ดีกว่าพี่ออย พี่ก็อาจจะเปลี่ยนใจได้”

อัมราติงว่าเรายังเด็กตอนนี้เราน่าจะสนใจเรื่องเรียนก่อนดีกว่า ถูกพรรณรายตวาดว่าตนไม่ใช่ลูกพ่ออย่างเธอ! อัมราตกใจบอกว่าถ้าพ่อได้ยินจะเสียใจ พรรณรายย้อนถามว่าแล้วทีคุณพ่อว่าตนไม่คิดบ้างหรือว่าตนจะเสียใจ ตะโกนว่า คุณพ่อลำเอียง!

พรรณรายหันมองไปที่โต๊ะเห็นกล่องนาฬิกาวางอยู่ เธอลุกไปหยิมถามอัมราว่าเห็นไหมว่าคุณพ่อให้เธอแต่ไม่ให้ตน อัมราบอกว่าคุณพ่อให้เพราะตนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พรรณรายตะแบงว่าถึงตนสอบไม่ได้ถ้าคุณพ่อไม่ลำเอียงก็ต้องให้ตนด้วย

อัมราบอกว่าคุณแม่ก็ให้กระเป๋าสตางค์พี่แล้ว พรรณรายบอกว่าตนไม่อยากได้กระเป๋าสตางค์แต่อยากได้นาฬิกาแล้วอยู่ๆพรรณรายก็เปลี่ยนเรื่องถามว่าอัมรา

สนใจนายอาร์ตหรือ อัมราตกใจว่าพี่พูดอะไร? พรรณรายบอกว่า ถ้าไม่สนใจก็ดีแล้ว เพราะถึงจะหน้าตาดีแต่จน สนใจไปก็เท่านั้น อัมราถามว่า “พี่พรรณรู้ได้ไง?”

“ก็วันนี้พี่เพิ่งเห็นตอนไปรับเธอ ยังขึ้นรถเมล์ต๊อกต๋อยอยู่เลย ไม่รู้เป็นเพื่อนพี่ออยได้ยังไง” พรรณรายเหยียดปากใส่

“แต่พี่ออยบอกว่าพี่อาร์ตเป็นคนดีค่ะ ถึงจะเป็นเด็กวัดก็มีมานะหนักเอาเบาสู้”

“เด็กวัดเหรอ...ยี้...พอๆๆ พี่ไม่อยากฟังเรื่องนายคนนี้แล้ว นอนดีกว่า”

อัมราเห็นพี่สาวแสดงความรังเกียจสันติที่ฐานะยากจนแล้วก็ได้แต่ถอนใจ...

ooooooo

เพราะพรรณรายบอกว่าตนไม่อยากได้กระเป๋าสตางค์ที่คุณแม่ซื้อให้แต่อยากได้นาฬิกาที่คุณพ่อซื้อให้อัมรา สายวันรุ่งขึ้น อัมราจึงเอานาฬิกาไปให้พรรณรายที่กำลังอ่านหนังสือแฟชั่นอยู่

พรรณรายถามว่าถ้าให้แล้วตนจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม พออัมราบอกว่าแล้วแต่พี่เพราะตนยกให้แล้ว พรรณรายก็ปานาฬิกาลงพื้นจนแตกกระจาย เดชมาเห็นพอดีเขามองตะลึง แต่พอจะเข้าไปหาพรรณรายก็ถูกอารีย์ห้ามไว้บอกเดชว่าลูกไม่ได้ตั้งใจทำนาฬิกาแตก

“พรรณตั้งใจค่ะคุณแม่!” พรรณรายโพล่งออกไป อ้างว่า “พรรณไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะนาฬิกาเรือนนั้นเป็นของพรรณ ยัยอัมให้พรรณแล้วไม่เชื่อคุณพ่อก็ถามยัยอัมดู เพราะฉะนั้นพรรณจะทำยังไงกับมันก็ได้”

เดชตำหนิว่าเธอทำอย่างนั้นได้ยังไงน้องอุตส่าห์ให้แต่กลับทำลายเพราะความอิจฉา พรรณรายเถียงว่า

ตนไม่ได้อิจฉาแต่คุณพ่อต่างหากที่ลำเอียงให้นาฬิกาอัมราคนเดียวทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง พรรณรายหาว่าพ่อลำเอียงรักน้องมากกว่าตน ตำหนิตนเหมือนตนไม่มีอะไรดีสักอย่างประชดเดชกับอารีย์ว่าเชิญชื่นชมอัมราคนเก่งเสียให้พอ หันไปด่าอัมราว่าไม่ต้องมาทำเสียสละโน่นนี่ให้ตนเพราะตนไม่อยากได้ แล้ววิ่งพรวดออกไป

อารีย์ตกใจ เสียใจจนจะเป็นลม เดชบอกอัมราให้รีบไปบอกชิ้นให้ชงยาหอมมาให้แม่ ตนจะพาแม่ไปพักผ่อนที่ห้อง เดชประคองอารีย์ขึ้นชั้นบนโดยมีอ๊อดน้องชายอัมราตามไปติดๆ

ooooooo

รุ่งขึ้น อัมราเอานาฬิกาแตกนั้นไปหาร้านซ่อม เจอหัวขโมยคนหนึ่งแกล้งเดินชน ระหว่างที่อัมราถามหาร้านซ่อมนาฬิกามันอาศัยมือไวจิ๊กกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋าสะพายของเธอไป

แต่พอมันเดินหนีไปแล้วจะหยิบเงินจากกระเป๋า ก็ถูกหุ่นทับเอาดาบจิ้มมาที่กระเป๋า สั่งให้เอากระเป๋าไปคืนเจ้าของเดี๋ยวนี้ มันถามหุ่นทับว่าแกเป็นใคร หุ่นทับเอาดาบจี้คอมันสำทับ “ถ้ายังไม่อยากตายโหงก็เอาไปคืนเจ้าของเดี๋ยวนี้!”

อัมราออกจากร้านมาเจออาร์ต เธอถามว่ามาซื้อของแถวนี้หรือ อาร์ตบอกว่าเปล่า เห็นเธอเดินมาเลยรีบตามมาเตือนเพราะแถวนี้พวกวิ่งราวกระเป๋ามีเยอะมาก อัมราขอบคุณสันติบอกว่ากระเป๋าตนยังอยู่ แต่พอจะหยิบดูจึงรู้ว่าหายไปแล้ว!

ขณะนั้นเองหัวขโมยเอากระเป๋ามาคืนบอกว่าเธอทำกระเป๋าตกแล้วรีบผละไป อาร์ตทำท่าจะตาม อัมราถามว่ามีอะไรหรือ สันติบอกว่าสงสัยนายคนนี้จะเป็นขโมย อัมราเอากระเป๋าสตางค์มาเปิดดู

“แต่เงินอัมก็อยู่ครบนี่คะ ถ้าเขาขโมยไปจะเอามาคืนทำไม สงสัยอัมอาจจะทำตกเองก็ได้ค่ะ”

กระนั้นสันติก็ยังมองตามหัวขโมยคนนั้นไปอย่างไม่ไว้ใจกลับไปถึงหน้าตึกคณะ ก่อนแยกกัน สันติฝากอัมราเรียนคุณพ่อเธอด้วยว่าวันเสาร์นี้ตนจะขออนุญาตไปพบเพื่อขอคำแนะนำเรื่องงานที่จะส่งประกวดยังไม่ทันแยกกัน จุฑาหรือจุ๊บที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับสันติก็ออกจากตึกมาโบกมือเรียกเขา แล้ววิ่งมาคว้าแขนสันติอย่างสนิทสนมบอกอัมรากับนุชนารถว่า “ขอตัวอาร์ตก่อนนะ พอดีมีธุระสำคัญ”

ooooooo

วันนี้เดชเข้าไปดูหุ่นในห้อง เดชทำความสะอาดให้หุ่นดาบทับบ่นว่าเพิ่งเช็ดไปเมื่อวานทำไมมีฝุ่นอีกแล้ว ถามว่า

“แอบออกไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่าครับคุณทับ” พอดีอารีย์เอากาแฟมาให้ได้ยินก็ส่ายหน้าว่าคุยกับหุ่นอีกแล้ว

อารีย์ติงเดชว่า เมื่อวานว่าพรรณรายแรงไปหรือเปล่า เดชก็หาว่าอารีย์ตามใจพรรณรายจนจะเสียคนอยู่แล้ว

“พี่เดชก็รู้ว่าที่ฉันตามใจยัยพรรณเพราะอะไร ยัยพรรณน่ะเป็นเด็กน่าสงสาร แกโดดเดี่ยวตั้งแต่เด็กๆ พี่เดชก็มัวแต่ปั้นหุ่น ที่แกดื้อแบบนี้ก็เพราะไม่มีใครสนใจแก เราต้องค่อยๆตะล่อม เด็กแบบยัยพรรณใช้ไม้แข็งไม่ได้หรอกค่ะ”

“พี่ก็เห็นเธอใช้ไม้อ่อนมาตั้งหลายปีแล้วก็ยังไม่เห็นนิสัยจะดีขึ้นเลย พูดตรงๆนะ นับวันนิสัยจะยิ่งเหมือน...”

“พี่เดช!” อารีย์เรียกปราม “พรรณรายเป็นลูกฉัน เคยคุยกันแล้วนะคะว่าจะไม่พูดถึงอีก”

อารีย์ออกจากห้องไปอย่างขัดใจ เดชนั่งนิ่งถอนใจกลุ้มๆอยู่ในห้องหุ่นนั่นเอง

ooooooo

ที่แท้พรรณรายเป็นลูกของพิไลภรรยาเก่าของเดชที่ทนลำบากกับเขาไม่ได้หนีไปอยู่กับเทิด แต่เทิดเอาแต่กินเหล้าเมายา พิไลขายของได้เงินมาก็รีดไถ

ไปซื้อเหล้ากินจนแทบจะไม่มีทุนเหลือ พอไม่ดั่งใจก็ตบตีพิไลคร่ำครวญว่าทำไมทำกับตนอย่างนี้ ตนอุตส่าห์หนีตามมา ถูกเทิดด่าว่า

“มาทวงบุญคุณเหรอ แกมันนังกากี ทิ้งผัวทิ้งลูกมากับกูเอง ผัวเก่าแกนั่นไงไปขอมันสิ เดี๋ยวนี้มันรวยไม่ใช่เหรอ ขอมาเยอะๆนะ เผื่อกูด้วย ฮ่ะๆๆ”

คืนนี้พิไลจึงไปเกาะประตูรั้วเผื่อจะพบเดช เห็นหุ่นเด็กเดินอยู่จึงร้องเรียกบอกว่าตนเป็นเพื่อนเก่าของเดชช่วยเปิดประตูให้หน่อย ถูกหุ่นเด็กไล่ให้กลับไปเสีย พิไลแหงนมองท้องฟ้าเห็นฝนมาทะมึน พอหันมาอีกทีเด็กนั่นหายไปแล้ว ลมฝนกระโชก ไฟในบ้านดับมืด ซ้ำหมายังหอนรับกันโหยหวน พิไลตัดสินใจหันหลังวิ่งออกไป

ooooooo

สันติดีใจมากเมื่ออาจารย์ประกอบแจ้งในที่ประชุมว่า ทางคณะได้รับเกียรติจากคุณเดช สัตยาภา นักปั้นมือทองของประเทศมาเป็นอาจารย์พิเศษช่วยดูแลโครงการที่มหาวิทยาลัยจัดประกวดขึ้น

เดชเอ่ยในที่ประชุมว่าตนดีใจมากที่ได้มาร่วมงานกับนักศึกษาทุกคน ขอนักศึกษาอย่าคิดว่าตนเป็นอาจารย์เลยให้คิดเสียว่าตนเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งก็แล้วกัน มีอะไรที่อยากรู้ก็ถามได้ จุ๊บถามว่าอาจารย์ปั้นหุ่นได้เหมือนกับคนจริงๆ มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษไหม?

“ผมปั้นหุ่นทุกตัวด้วยใจ ผมไม่เคยคิดว่าเขาเป็นแค่หุ่น แต่ผมคิดว่าเขาคือคนที่มีเลือดเนื้อและวิญญาณ”

เป็นคำตอบที่ทำให้นักศึกษามองเขาอย่างทึ่ง ในขณะที่สันติมองเขาด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยม...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"
23 ม.ค. 2563
15:11 น.