ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

โดมทอง

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

โดมทอง ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

จันทร์เต็มดวงสวยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นดวงจันทร์สีเลือดเมื่อเมฆทะมึนมองคล้ายปีศาจลอยผ่าน คฤหาสน์โดมทองที่อาบด้วยแสงจันทร์สีเลือดยิ่งทำให้ดูลึกลับน่ากลัว ประตูหน้าต่างที่ปิดสนิทเสมือนที่แห่งนี้ร้างผู้คน

ห่างออกมาไม่ไกลนัก ภายในโรงเก็บม้าร้างกลับมีเสียงดังกุกกักขึ้น หมอกค่อยๆเคลื่อนเข้ามาปกคลุมโดยรอบ บรรยากาศวังเวงชวนขนหัวลุก ทันใดนั้น ประตูโรงเก็บม้าก็เปิดออก ชายในชุดเสื้อคลุมสีดำ สวมหมวกหลุมต่ำบังคับรถม้าแล่นฝ่าหมอกตรงไปยังคฤหาสน์ซึ่งตอนนี้ห้องบนยอดโดมค่อยๆสว่างขึ้นด้วยแสงเทียนราวกับมีคนจุด พร้อมกับเสียงบรรเลงดนตรีไทยดังขึ้นอย่างเศร้าสร้อย มาจากที่ไหนสักแห่งในคฤหาสน์

รถม้าเคลื่อนมาหยุดใต้ห้องนั้น คนขับค่อยๆเงยหน้าขึ้นไปมอง ก่อนจะทันเห็นใบหน้าชายลึกลับ เมฆดำกลุ่มใหญ่เคลื่อนมาบดบังแสงจันทร์อีกครั้ง ทำให้ทุกอย่างมืดมิด...

ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ประมุขของคฤหาสน์โดมทองกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง สะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเหมือนใครบางคนเดินลากโซ่ตรวนลงบันไดมา เสียงบรรเลงดนตรีไทยชวนขนหัวลุกยังคงดังฝ่าความเงียบสงัด ท่านผู้หญิงสีหน้าตื่นตระหนก พึมพำด้วยเสียงแหบแห้ง

“นังพลับพลึง”

เสียงเดินลากโซ่ตรวนใกล้เข้ามาทุกที ประตูเหล็กกั้นทางลงจากยอดโดมซึ่งคล้องไว้ด้วยโซ่เส้นใหญ่เกรอะไปด้วยสนิมสภาพไม่ต่างจากกุญแจที่ล็อกมันอยู่หลุดออกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาไข จากนั้นเสียงลากโซ่ตรวนเดินมาหยุดหน้าห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ซึ่งเอามือกุมสร้อยพระเครื่องที่ห้อยคอไว้แน่น จากความกลัวเปลี่ยนเป็นบ้าบิ่น ตะโกนท้าทายพลับพลึงให้เข้ามาหาอย่างไม่เกรงกลัว ประตูเปิดผลัวะราวกับจะรับคำท้า

หมอกควันที่ปกคลุมโดยรอบค่อยๆจางลงเผยให้เห็นเจ้าของเสียงเดินลากโซ่ตรวน ท่านผู้หญิงสรรักษ์กรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นร่างที่เหลือแต่กระดูก ทัดดอกพลับพลึง ท่านสะดุ้งสุดตัว ลุกพรวดเหลียวมองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าเป็นเพียงความฝัน แต่แล้วกลับมีเสียงฝีเท้าม้าดังกุกกักอยู่นอกคฤหาสน์

“มาหากันรึ ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่พวกแกจะไม่มีวันได้พบกัน” ท่านผู้หญิงขบกรามแน่นอย่างแค้นใจ

ooooooo

ณ คฤหาสน์โดมทองในปัจจุบัน...

อดิศวร์หรือคุณลบหลานย่าของท่านผู้หญิงสรรักษ์ กำลังโทร.บอกสุรภีซึ่งเกี่ยวดองเป็นอาหลานกันว่าอยากได้คนดูแลคุณย่าคนใหม่แทนคนเก่าที่เพิ่งถูกท่านไล่ตะเพิดไปเมื่อวาน สุรภีขอให้เขาช่วยพูดกับท่านให้ใจเย็นลงหน่อย อย่าดุด่าว่ากล่าวคนดูแลมากนัก คนที่แล้วเป็นพยาบาลเอาอกเอาใจเก่งมากน่าเสียดายที่โดนไล่

“ผมรับรองว่าคนใหม่นี่ผมจะดูแลเองจะไม่ให้เสียชื่อคุณอาเลยครับ”

สุรภีไม่ได้กลัวเสียชื่อ แต่ห่วงอดิศวร์จะเดือดร้อนต้องคอยหาคนดูแลคุณย่าเรื่อยๆไปไม่จบไม่สิ้น...

หลังวางสายจากสุรภี อดิศวร์แวะมาหาคุณย่าของเขาที่ห้องนอน ท่านหญิงสรรักษ์ไล่อุษาที่มาคอยดูแลแทนชั่วคราวให้ออกไปนอกห้องก่อน แล้วหันไปบ่นให้หลานชายว่าไม่อยากหลับอยากนอนอีกต่อไป พอจะเคลิ้มเมื่อไหร่ นังพลับพลึงต้องมาหาเธอทุกครั้งไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ไม่รู้จักไปผุดไปเกิดเสียที

“คุณย่าอาจจะพะวงถึงแต่คุณย่าน้อย ไม่ใช่ความผิดของคุณย่าหรอกครับที่คุณน้อยหนีไป อีกอย่างหนึ่งเรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว ถ้าคุณย่าน้อยยังมีชีวิตอยู่ สักวันหนึ่งท่านก็คงจะกลับมา”

ท่านผู้หญิงสรรักษ์สะดุ้งเฮือก โบกไม้โบกมือร้องห้ามเสียงหลงว่าอย่าให้พลับพลึงกลับมา เธอตายไปแล้ว กำชับอดิศวร์ต้องคอยดูอย่าให้นังนั่นกลับมาเด็ดขาด เธอจะมาแก้แค้นตน ชายหนุ่มเข้าไปกอดปลอบใจว่าไม่มีใครเกลียดคุณย่า ทุกคนรักท่านทั้งนั้น

“นังพลับพลึงเกลียดย่า เจ้าคุณปู่ของลบก็เกลียดย่า ท่านไม่ยอมพูดกับย่าเลยจนตายจาก...ไอ้พวกทรยศเนรคุณเลี้ยงไม่เชื่อง ย่าขอสาปแช่งพวกมันให้ตกนรกหมกไหม้อย่าได้ผุดได้เกิด” ท่านผู้หญิงสรรักษ์สะอื้นจนตัวโยน อดิศวร์ลูบหน้าลูบหลังปลอบใจราวกับท่านเป็นเด็กๆ...

ที่หน้าห้องนอนของท่านผู้หญิงสรรักษ์ ระหว่างที่แสงแขกำลังคุยกับอุษาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่พอเห็นอดิศวร์ออกมาจากห้องเท่านั้น รีบปรับสีหน้าเป็นกังวลถามว่าคุณย่าเป็นอย่างไรบ้าง เธอมัวแต่ไปตัดดอกไม้มาจัดแจกันเพิ่งรู้ข่าวตกใจมาก เขาตอบอย่างขอไปทีว่าท่านก็เป็นเหมือนเคยๆ นี่เพิ่งจะหลับไป แล้วหันไปสั่งอุษาว่าตอนที่เขาไม่อยู่ ให้ช่วยดูแลคุณย่าให้ดีด้วย อุษายังไม่ทันจะว่าอะไร แสงแขชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“คุณลบไม่ต้องห่วงเลยค่ะ แขจะคอยดูแลท่านเป็นอย่างดีที่สุด ให้สมกับที่คุณลบไว้วางใจ” แสงแขมองตาม

อดิศวร์ที่เดินจากไปด้วยความรักและเทิดทูน อุษาเห็นสายตาน้องสาวแล้วส่ายหน้าหนักใจ...

ทางด้านอดิศวร์ยังคาใจกับสิ่งที่คุณย่าพูดถึง

คุณย่าน้อยและเจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ คุณปู่ของเขา พลันเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เขาพาคุณย่านั่งรถเข็นไปยังทุ่งพลับพลึงหลังคฤหาสน์โดมทองผุดขึ้นมาในความคิดของ

อดิศวร์ ตอนนั้น ท่านร่ำร้องให้เขาพากลับไม่เห็นทุ่งพลับพลึง หาว่าเป็นทุ่งดอกไม้ผีสิง กำจัดอย่างไรก็ไม่ตายเขาจึงต้องเข็นรถเข็นกลับ พอผ่านต้นมณฑาซึ่งกำลังออกดอก ท่านสั่งหลานชายให้แวะเก็บดอกมณฑาให้

“คุณปู่ปลูกให้คุณย่าใช่ไหมครับ...แสดงว่าท่านก็รักคุณย่ามาก”

ท่านผู้หญิงสรรักษ์หรือชื่อเดิมว่ามณฑาไม่ตอบ มองหน้าอดิศวร์แล้วบ่นพึมพำว่าเขาหน้าตาเหมือนคุณปู่มาก ชายหนุ่มสงสัยทำไมในบ้านไม่มีรูปคุณปู่แม้แต่รูปเดียว เขาจะได้เห็นว่าเหมือนท่านมากขนาดไหน ท่านผู้หญิงสรรักษ์บอกให้หลานชายส่องกระจกดูก็จะเห็นเอง อดิศวร์ประหลาดใจทำไมถึงเหมือนกันมากขนาดนั้น

ooooooo

หลายวันถัดมา อดิศวร์ต้องเข้ามาทำธุระหลายอย่าง ที่กรุงเทพฯ และหนึ่งในนั้นคือนัดกินอาหารกับเพื่อนๆที่ร้านหรูแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาได้พบกับวิรงรองที่มากิน ข้าวกับอนิรุทธิ์เพื่อนสนิทของเธอเป็นครั้งแรก อดิศวร์สะดุดตาในความสวยน่ารักสดใสและมีชีวิตชีวาของเธอ

แต่แล้วความสวยถูกใจกลับแปรเปลี่ยนเป็นดูถูกหยามเหยียดเมื่อพิชญ์ชายหนุ่มอีกคนตามเข้ามาในร้าน เห็นวิรงรองแฟนของตัวเองกำลังหัวเราะหัวใคร่อยู่กับอนิรุทธิ์ จึงเกิดหึงหวงขึ้นมาจนมีเรื่องชกต่อยกัน วิรงรองอับอายมากเดินก้มหน้างุดๆออกจากร้าน เรียกแท็กซี่แล้วขึ้นรถหนีไปทันที พิชญ์วิ่งตามมาเรียกแต่ไม่ทัน หันไปเห็นอนิรุทธิ์ตามมาข้างหลังจัดแจงจะเข้าไปเอาเรื่องอีกแต่ต้องแปลกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด

“ตามไปง้อเธอสิ...ผมเป็นเพื่อนของเธอจริงๆอยากจะเปลี่ยนฐานะเหมือนกันแต่วิรงรองจิตใจมั่นคงแน่วแน่ แล้วที่เธอมากินข้าวกับผมวันนี้ก็เพราะจะปรึกษาเรื่องที่คนรักของเธอเปลี่ยนไป...คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดนะคุณพิชญ์เสียอย่างเดียว งี่เง่า” อนิรุทธิ์ด่าจบผละจากไป ทิ้งพิชญ์ให้ยืนทอดถอนใจเพียงลำพัง...

ไม่นานนัก พิชญ์ตามมาง้อวิรงรองถึงบ้าน ปรางแม่ของเธอให้เด็กรับใช้ขึ้นไปตาม แต่วิรงรองไม่ยอมลงมาพบเขา ปรางอาสาจะไปตามให้ และหว่านล้อมจนลูกสาวยอมลงมาพูดคุยด้วย

พิชญ์พยายามง้อวิรงรองหรือที่เขามักจะเรียกว่าพลับพลึง ขอโทษเรื่องที่ร้านอาหาร เขาผิดเองเพราะพักนี้มีแต่เรื่องทำให้หงุดหงิดไม่สบายใจ วิรงรองอยากช่วยแบ่งเบาถามว่ามีเรื่องอะไร เธอพอจะช่วยได้ไหม

“ผมไม่อยากให้พลับพลึงไม่สบายใจไปด้วย เอาเป็นว่าผมกำลังพยายามแก้ปัญหาอยู่ก็แล้วกัน” พิชญ์เห็นวิรงรองยังมึนตึง ตัดสินใจหยิบแหวนเพชรน้ำงามออกมาจากกระเป๋า คุยว่าแม้เม็ดจะเล็กแต่ก็ซื้อมันมาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง แล้วคว้ามือซ้ายวิรงรองขึ้นมาจะสวมแหวนที่นิ้วนางให้ เธอกลับยื่นมือข้างขวาให้แทน

“ข้างนี้ดีกว่านะคะ เอาไว้ให้พิชญ์พูดกับคุณแม่ของพลับพลึงเป็นทางการก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นข้างซ้าย”

พิชญ์หน้าเสียเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับคำ ขณะจะสวมแหวนให้วิรงรอง ต้องชะงักเมื่อมีเสียงกระแอมของปรางดังขึ้น หญิงสาวรีบชักมือกลับ หันไปอธิบายกับแม่อย่างเขินๆ ว่าพิชญ์ซื้อแหวนมาให้เธอ

“ดีจ้ะ แต่ของอย่างนี้ต้องให้ผู้ใหญ่รับรู้ทั้งสองฝ่ายก่อน จะมามุบมิบให้กันสองคนไม่ได้ คนไทยเราถือจ้ะ ต่อให้สมัยใหม่แค่ไหนก็ต้องให้เกียรติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายและให้เกียรติคนที่เรารักด้วย”

ชายหนุ่มหน้าเจื่อนรีบยกมือไหว้ขอโทษปราง วิรงรองแก้ตัวแทนคนรักว่า เขาแค่จะสวมแหวนที่มือขวาไม่ใช่มือซ้าย ปรางยืนยันจะสวมมือไหนก็เหมือนกัน นอกจากพิชญ์จะสวมให้เล่นๆไม่ได้มีความหมายอะไร

“ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอนใช่ไหมคะพิชญ์” วิรงรองมองหน้าชายคนรัก เขากลับอึกอักมีพิรุธ ปรางเหมือนจะรู้ทัน บอกให้ทั้งคู่คุยกันให้รู้เรื่องก่อนแล้วขอตัวออกมา วิรงรองคาดคั้นให้เขาบอกมาว่ามีเรื่องอะไรกันแน่

“คุณแม่ท่านหมั้นผู้หญิงไว้ให้ผมแล้ว ท่านเพิ่งบอกผมตอนไปรับที่สนามบิน คงคิดว่าจะเซอร์ไพรส์ผม แต่...” พิชญ์จำต้องหยุดพูดเมื่อเห็นท่าทีตกตะลึงของหญิงคนรัก...

ฝ่ายอดิศวร์ถือโอกาสเข้ากรุงเทพฯแวะมาเยี่ยมคุณหญิงที่วัชรีที่บ้าน กลับพบแต่พิณทองหลานสาว ซึ่งชวนเขาอยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน จะได้แนะนำให้รู้จักกับคนพิเศษของเธอ เราสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นลูกชายของเพื่อนคุณแม่ เพิ่งกลับจากอเมริกาเมื่อวันก่อน แล้วถามอดิศวร์อย่างเขินอายว่า จะเร็วไปไหมถ้าเธอจะรับหมั้นคนพิเศษคนนั้น อดิศวร์แปลกใจ ไหนว่ารู้จักกันมานานแล้ว พิณทองยืนยันว่ารู้จักมานานจริงๆ แต่เขาไปเรียนต่อเมืองนอกก็เลยไม่ค่อยได้เจอกัน ทั้งแม่ของเธอและแม่ของเขาต่างสนับสนุนให้เราสองคนหมั้นกัน

“แล้วคุณพิณคิดว่ายังไงล่ะ” อดิศวร์เห็นหลานรักยิ้มเขินๆ เดาได้ไม่ยากว่าเธอชอบผู้ชายคนนี้ “น้าลบชักอยากจะเห็นหน้าคุณ...อะไรนะ”

“พิชญ์ค่ะ...เขาชื่อพิชญ์”

ooooooo

วิรงรองไม่อยากมีปัญหาตัดสินใจตัดสัมพันธ์กับพิชญ์ แต่เขาไม่ยอม ขอเวลาสักวันสองวันจะอธิบายให้คุณแม่ของเขาฟังว่าเราสองคนรักกันมากแค่ไหน เธอตัดพ้นว่า ถ้าต้องถึงกับพยายามก็อย่าทำดีกว่า ทำอย่างที่คุณแม่ของเขาต้องการดีที่สุด พิชญ์คลางแคลงใจทำไมเธอทำเหมือนไม่รักเขา หรือเป็นเพราะนายอนิรุทธิ์คนนั้น

“เขาเป็นเพื่อนพลับพลึง อย่าเอาเขาเข้ามาเกี่ยว” วิรงรองเหนื่อยใจที่เขาพาลหาเรื่องคนอื่น

พิชญ์รู้สึกตัวรีบเปลี่ยนท่าที “ผมจะพูดกับคุณแม่ รอผมนะพลับพลึง ผมจะบอกคุณแม่ว่าผมมีคนที่ผมมีคนที่ผมรักแล้ว คุณแม่ต้องเห็นใจเรา ผมมั่นใจ...พรุ่งนี้ผมจะมาหาแต่เช้าพร้อมกับข่าวดี”

วิรงรองมองคนรักขับรถจากไปด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความหวัง...

ครู่ต่อมา พิชญ์มาถึงบ้านพิณทองตามนัด อดิศวร์เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมทันทีที่เห็นหน้าเขาเพราะจำเหตุการณ์หึงหวงในร้านอาหารเมื่อตอนกลางวันได้ หมด อารมณ์จะกินข้าวเย็นด้วย ขอตัวกลับ อ้างกับพิณทองเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระที่อื่นอีกแล้วจะแวะมาหาอีกทีก่อนกลับโดมทอง พิณทองเห็นพิชญ์สีหน้างงๆรีบอธิบาย

“ชื่อบ้านน้าลบค่ะ พิณเคยเห็นแต่ในรูป ยังไม่เคยไปเหมือนกัน แต่รับรองได้ว่าสวยมาก”

พิชญ์รับรู้ถึงท่าทีแปลกๆของอดิศวร์ถึงกับออกปากกับพิณทอง แต่เธอกลับหาว่าเขาคิดมาก...

ทางด้านปรางร้อนใจเรื่องของลูกสาวจึงนัดกับสุรภีให้มาเจอกันที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ แล้วเล่าเรื่องวิรงรองกับพิชญ์ให้ฟัง สุรภีเห็นด้วยกับปรางถ้าทั้งคู่แต่งงานกันชีวิตของวิรงรองต้องไม่มีความสุขแน่นอน และเชื่อว่าเจ้าตัวรู้เรื่องนี้ดี

“แต่ถ้านายพิชญ์พยายามง้องอนออดอ้อนทุกวัน แม่หนูต้องใจอ่อนแน่ บอกตามตรงว่าหนูไม่อยากให้ลูกได้ชื่อว่าไปแย่งคู่หมั้นคู่หมายเขา” ปรางพูดจบถอนใจ หนักใจ

“...แม่หนูกับคุณพิชญ์เขารักกันมาก่อนต่างหาก คุณพิชญ์เองก็เป็นคนดี ตอนเขาคบหากันที่อเมริกาก็อยู่ ในสายตาพี่ตลอด แต่ก็นั่นแหละนะ ถ้าพ่อแม่เขาไม่ชอบมันก็มีปัญหา...เอ่อ จริงสิ เอาอย่างนี้ ส่งแกไปอยู่ที่อื่น”

ปรางไม่อยากให้ลูกกลับอเมริกา ไม่อยากให้แกไปไกลๆอย่างนั้นอีกแล้ว ทนคิดถึงไม่ไหว สุรภีจะส่งวิรงรองไปคฤหาสน์โดมทองแทน ไปดูแลญาติผู้ใหญ่ของเธอที่นั่น อย่างน้อยแกก็จะได้อยู่ห่างๆจากพิชญ์แต่ไม่ไกลแม่เกินไป...

วิรงรองทอดถอนใจก้มมองมือตัวเองเมื่อได้ยินข้อเสนอของแม่ ปรางไม่สบายใจนักขอโทษลูกเป็นการใหญ่เพราะคิดว่าแกไม่พอใจที่ตนเอาเรื่องระหว่างแกกับพิชญ์ไปเล่าให้สุรภีฟังโดยไม่ได้บอกกล่าวกันก่อนวิรงรองไม่ถือโทษโกรธอะไร รู้ดีว่าแม่ทำไปเพราะรักและเป็นห่วง ที่สำคัญเธอนับถือป้าสุรภีเสมือนแม่คนหนึ่งเช่นกัน ท่านส่งเสียให้เธอไปเรียนเมืองนอกและดูแลเธอเป็นอย่างดี วิรงรองไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะให้คำตอบ

“ตกลงค่ะ ญาติผู้ใหญ่ของคุณป้าสุรภีเจ็บหนัก ทำไมหนูจะทดแทนพระคุณด้วยการไปช่วยดูแลให้ไม่ได้อีกอย่างหลบหน้าหลบตาพิชญ์ไปสักพักก็คงจะดีจะได้มีเวลาใคร่ครวญว่าเราสองคนควรทำอย่างไรกันต่อไป”

“ถ้าอย่างนั้น คุณจะโทร.บอกคุณป้าเดี๋ยวนี้เลยนะลูก” ปรางว่าแล้วลุกออกไปด้วยความโล่งใจ

ooooooo

หลังวางสายจากปราง สุรภีรีบ โทร.แจ้งอดิศวร์ทันทีว่าได้คนดูแลท่านผู้หญิงสรรักษ์แล้ว เขาขอบคุณเธอมาก และรับรองจะดูแลหลานของเธอเป็นอย่างดี สุรภีจะส่งรูปหลานสาวไปให้เขาดูเผื่อจะได้ตัดสินใจอีกที

“ไม่เป็นไรครับ ผมไว้ใจคุณอา...คุณอาบอกว่าดี ผมก็ว่าดี”

“อาจะส่งรูปไปให้ดู ไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรเลยนี่ รอรับก็แล้วกัน” สุรภีพักสาย แล้วค้นหารูปในมือถือจนได้รูปวิรงรองตามต้องการ จากนั้นก็กดส่ง สักพัก รูปไปปรากฏบนหน้าจอมือถือของอดิศวร์ ซึ่งจ้องรูปนั้นด้วยความประหลาดใจ คาดไม่ถึงว่า เธอคือพลับพลึงที่เขาได้ยินพิชญ์เรียกที่ร้านอาหาร คิดหาทางทำอะไรสักอย่าง...

ค่ำวันเดียวกัน พิชญ์พยายามขอร้องคุณหญิงวัชรีแม่ของเขาให้ล้มเลิกการหมั้นระหว่างเขากับพิณทอง เพราะเขามีคนรักอยู่แล้ว และพลับพลึงกับเขารักกันมาก

“ก็แค่ดอกพลับพลึง ดอกไม้ไม่มีราคา”

“เธอเป็นคนดีนะครับ คุณแม่เห็นแล้วจะต้องชอบ”

คุณหญิงวัชรีไม่คิดจะชอบผู้หญิงคนไหนนอกจากพิณทองเท่านั้น ขอร้องให้พิชญ์เห็นแก่หน้าพ่อกับแม่ ขืนไปยกเลิกการหมั้นหมายมีหวังทางโน้นได้ตามมาถอนหงอกเธอแน่ พิชญ์ยืนยันคำเดิม และขอร้องแม่ให้เห็นแก่เขาบ้าง เพราะนี่คือทั้งชีวิตของเขา คุณหญิงวัชรีคิดแผนการบางอย่างออก ทำทีรับปากจะไปพบพลับพลึงเพื่อทำความรู้จักตามที่ลูกต้องการ พิชญ์ยิ้มโล่งใจ

ooooooo

เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่พิชญ์หวัง คุณหญิงวัชรีมาหาวิรงรอง หรือที่พิชญ์เรียกว่าพลับพลึง เพราะวิรงรองแปลว่าดอกพลับพลึงแต่เช้า เธอไม่ได้มาเพื่อจะทำความรู้จักคนรักของลูกอย่างที่รับปากเขาไว้ แต่มาเพื่อจะบอกให้วิรงรองเลิกติดต่อกับลูกชายของเธอ หญิงสาวถึงกับอึ้ง คุณหญิงวัชรีได้ทีใส่ไม่ยั้ง

“เขาเป็นลูกชายคนเดียวของฉัน ฉันจึงต้องการให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุด และหนูพิณทองก็คือผู้หญิงที่ดีที่สุดคู่ควรกับพิชญ์ที่สุด เธอก็หน้าตาสะสวย น่าจะหาผู้ชายมาเป็นแฟนได้ไม่ยาก แต่ต้องระวังหน่อย อย่าหลับหูหลับตาไปคว้าเอาคนที่เขามีคู่หมั้นคู่หมายอีกก็แล้วกัน หวังว่าเธอคงเข้าใจทั้งหมดที่ฉันพูดมานี่”

“ค่ะ แล้วก็ขอให้ท่านเข้าใจเหมือนกันว่า ถ้าหนูจะดื้อดึงยึดพิชญ์ไว้ก็ไม่น่าจะยาก แต่เพื่อเห็นแก่ท่าน ซึ่งอุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงที่นี่ หนูก็จะปล่อยพิชญ์เอาบุญ...เชิญค่ะ หนูจะออกไปส่ง” วิรงรองตอกกลับอย่างเจ็บแสบ คุณหญิงวัชรีเจ็บใจมาก ไม่ต้องการให้เธอออกไปส่ง ตนกลับเองได้แล้วเชิดหน้าคอตั้งจากไป

วิรงรองถึงกับเข่าอ่อน พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล มีเสียงสายเรียกเข้ามือถือของเธอ ที่หน้าจอโชว์เบอร์ของพิชญ์ เธอตัดสินใจกดปิดเครื่องทันที...

ทั้งสุรภีและปรางต่างใจร้อนอยากให้วิรงรองไปให้พ้นจากพิชญ์ในเร็ววัน สุรภีจึงโทร.ถามอดิศวร์ว่าจะให้หลานของเธอไปคฤหาสน์โดมทองเมื่อไหร่ เขายกให้เป็นการตัดสินใจของหลานเธอเอง พร้อมเมื่อไหร่ให้ไปได้เลย แต่ต้องบอกล่วงหน้าเพื่อจะได้จัดการเรื่องการเดินทางให้

“ถ้าอย่างนั้นอาจะให้แกโทร.หาคุณลบเองก็แล้วกัน”

อดิศวร์ตกลงตามสุรภีว่า แล้วขอตัวก่อนจะรีบเดินทางกลับโดมทอง สุรภีวางสายแล้วหันบอกปรางว่า ทุกอย่างเรียบร้อย ตอนนี้ขึ้นอยู่กับวิรงรองแล้วว่าจะเอาอย่างไร...

วิรงรองไม่มีอิดเอื้อนตกลงใจจะเดินทางไปคฤหาสน์ โดมทองในวันพรุ่งนี้เลยถ้าทางนั้นไม่ขัดข้อง สุรภีิยืนยันว่า อดิศวร์ยินดี เพราะอยากได้คนดีๆไปดูแลคุณย่าของเขา ปรางเตือนวิรงรองว่า อย่าทำให้เสียชื่อป้าสุรภีที่อุตส่าห์ให้คำรับรองตัวเธอเป็นอย่างดี สุรภีเชื่อว่าหลานรักไม่มีวันทำให้อย่างนั้นแน่นอน

“หนูเองก็ต้องใช้ความอดทนสูงเหมือนกัน ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์คุณย่าของคุณลบน่ะ เอาใจยาก อยู่เหมือนกัน ป้าต้องบอกความจริงกับหนูว่าคนที่ป้าส่งไปที่แล้วอยู่ได้เดือนเดียวก็ออก ท่านผู้หญิงท่านอารมณ์ร้าย” สุรภีเตือน ปรางเริ่มเป็นกังวล เกรงลูกจะอยู่ที่นั่นไม่ได้

“คุณไม่ต้องห่วงค่ะ ยังไงที่นั่นก็คงจะดีกว่ากรุงเทพฯ แน่นอน หนูจะพยายามอดทน”

จากนั้น วิรงรองโทร.เข้ามือถือของอดิศวร์ตามเบอร์ที่สุรภีให้มา หลังจากแนะนำตัวเองเรียบร้อย เธอแจ้งว่าพรุ่งนี้พร้อมเดินทางไปคฤหาสน์โดมทอง อดิศวร์สั่งให้เธอไปที่นั่นด้วยรถไฟ วิรงรองแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ถามซ้ำว่าเมื่อครู่เขาพูดว่าอะไร อดิศวร์ยืนยันคำเดิมว่าให้เธอไปรถไฟดีที่สุด...

ปรางประหลาดใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าทางนายจ้างให้ลูกของเธอนั่งรถไฟไปยังคฤหาสน์โดมทอง แทนที่จะให้ขึ้นเครื่องบิน วิรงรองเองก็ถามเขาเช่นกันทำไมถึงไปเครื่องบินไม่ได้ เขากลับทำเสียงเหมือนเธอโง่เง่า สงสัยว่าคนที่ร้ายกาจไม่ได้มีเพียงท่านผู้หญิงสรรักษ์ หลานชายของท่านอาจจะร้ายยิ่งกว่า

“แม่หนูยังเปลี่ยนใจทันนะลูก”

“ไม่ค่ะ หนูตั้งใจแน่นอนแล้ว อีกอย่างหนูไป พยาบาลคุณย่าเขาไม่ใช่ไปพยาบาลเขา คิดในแง่ดีเขาอาจอยากให้หนูได้ชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทางก็ได้หรือไม่ก็งกจัดไม่อยากเสียค่าเครื่องบิน” วิรงรองยิ้มอารมณ์ดี พลอยทำให้ปรางคลายความกังวลลง...

ตกดึกคืนนั้น วิรงรองฝันประหลาด ฝันว่าเดินตามทางจนถึงหน้าประตูรั้วของคฤหาสน์แห่งหนึ่งโดยไม่รู้ว่าที่นั่นคือโดมทอง มีหมอกจางๆลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วบริเวณ อยู่ๆประตูรั้วเปิดออก เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไป พลันมีใครบางคนร้องเพลง “นางครวญ” ดังฝ่าความเงียบ หญิงสาวหยุดกึกเหลียวหาที่มาของเสียง

“ใครน่ะ...ใครร้องเพลง”

ไม่มีเสียงตอบ วิรงรองตัดสินใจเดินตามไปยังต้นเสียงจนกระทั่งถึงทุ่งดอกพลับพลึงอันเวิ้งว้าง เสียงร้องเพลงยังคงดังไม่ขาดสาย แต่คราวนี้มีเสียงสะอื้นปนด้วย ลมพัดวูบหอบความหนาวยะเยือกเข้ามาปะทะ หญิงสาวต้องกอดอกเพื่อให้ตัวเองอบอุ่น เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังใกล้เข้ามาทุกที วิรงรองเริ่มหวาดกลัว เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นทางออก ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ท้องฟ้าครืนๆอย่างไม่มีเค้ามาก่อนจากนั้นฝนเทกระหน่ำ

“พิชญ์...ช่วยพลับพลึงด้วย”

วิรงรองวิ่งหาทางออกท่ามกลางพายุฝนแต่ไม่เจอ เหนื่อยอ่อนแทบสิ้นเรี่ยวแรง เธอสะดุดเท้าตัวเองหกล้มด้วยความหวาดกลัวและเหนื่อยล้าเธอฟุบหน้ากับพื้นร้องไห้ มีใครบางคนเข้ามาช้อนตัวเธอขึ้นมากอด

“พลับพลึง...พลับพลึงยอดรัก”

หญิงสาวปรือตาขึ้นมอง พบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของชายในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำสวมหมวกหลุบต่ำเนื่องจากความมืดประกอบกับมีพายุพัด ทำให้เห็นใบหน้าเขาไม่ชัด วิรงรองสะดุ้งเฮือกตกใจตื่น เสียงฟ้าร้องครืนๆและฝนตกหนักอยู่ข้างนอก ช่างเหมือนในความฝันน่ากลัวเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน

ooooooo

ตอนที่ 2

เช้าวันรุ่งขึ้น อนิรุทธิ์อาสาเป็นสารถีมารอรับวิรงรองจะพาไปส่งสถานีรถไฟ ปรางดึงลูกมากอด อวยพรขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพและเตือนโน่นเตือนนี่ราวกับว่าเธอเป็นเด็กๆ ไม่เคยเดินทางไปไหนมาก่อน ทั้งๆที่เธอผ่านเมืองนอกมาแล้ว อนิรุทธิ์เห็นว่า ใกล้เวลารถไฟออก เร่งวิรงรองให้ไปได้แล้ว เกิดรถติดขึ้นมาจะไม่ทัน

“พอถึงโดมทองแล้วรีบโทร.บอกคุณทันที อ้อ...ตอนที่ยังไม่ถึงก็ต้องโทร.เป็นระยะๆด้วย”

วิ รงรองโผกอดแม่อีกครั้ง ก่อนไปขึ้นรถ ขณะอนิรุทธิ์ขับรถมาถึงปากซอยบ้านวิรงรอง ต้องแปลกใจที่เห็นเพื่อนสนิทเลื่อนตัวหลบ แทบจะลงไปกองอยู่ที่พื้นรถ ร้องถามว่าเป็นอะไรไป

“รถพิชญ์กำลังจะเลี้ยวเข้าไป”

อนิรุทธิ์หันไป เห็นพิชญ์ขับรถสวนเข้ามาในซอยโดยไม่ทันสังเกตเห็นรถของเขา พออนิรุทธิ์เลี้ยวรถขึ้นถนนใหญ่ วิรงรองเลื่อนตัวขึ้นมานั่งอย่างเดิม ถามอย่างร้อนใจว่า พิชญ์เห็นเขาหรือเปล่า ชายหนุ่มส่ายหน้า ถ้าพิชญ์เห็นคงขับรถชนเขาแล้ว วิรงรองถอนใจ สีหน้าหม่นหมอง

“ถ้ารักเขา มากขนาดนี้ แล้วจะหนีไปทำไม” อนิรุทธิ์ เหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปสนใจถนนเบื้องหน้า วิรงรองไม่ตอบ หลับตาเพื่อซ่อนน้ำตาที่กำลังเอ่อขึ้นมา...

ทางด้านพิชญ์เสียใจไม่แพ้วิ รงรองเช่นกันเมื่อรู้ข่าวจากปรางว่าหญิงที่เขารักสุดหัวใจไม่ได้อยู่ที่บ้าน หลังนี้แล้ว และขอร้องให้เขาเลิกติดต่อกับเธอ ให้คิดเสียว่าไม่ใช่เนื้อคู่กัน ถึงต้องแคล้วคลาดกันไป อีกไม่นานพิชญ์จะต้องแต่งงานและมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ เขาควรลบวิรงรองให้หมดไปจากใจ

“อ้อ...แม่หนูเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ แล้ว อย่าพยายามโทร.ถึงเธอเลย”ปรางทิ้งท้าย พิชญ์ถึงกับอึ้งเดินคอตกมาขึ้นรถ ระหว่างทางกลับบ้าน เขายังไม่ละความพยายาม โทร.ขอความช่วยเหลือจากวัฒน์เพื่อนของเขาให้ช่วยเช็กสายการบินภายในประเทศ ทุกสายให้ด้วยว่ามีผู้โดยสารชื่อวิรงรอง นกุล หรือเปล่า แต่แล้วพิชญ์ต้องผิดหวังเมื่อผ่านไปพักใหญ่ วัฒน์โทร.มาแจ้งว่าไม่มีชื่อวิรงรองอยู่ในรายชื่อผู้โดยสารไม่ว่าจะสายการ บินไหน...

ในเวลาต่อมา อนิรุทธิ์หิ้วกระเป๋าเดินทางมาส่งวิรงรองถึงตู้โดยสารรถไฟชั้นหนึ่ง กำชับว่าห้ามเปิดประตูรับใครเด็ดขาดไม่ว่าใครจะมาเคาะ แล้วโบกมือลาเธอพลางถอยหลังจะลงจากตู้โดยสารรถไฟไม่ดูตาม้าตาเรือชนเข้ากับ พันธ์สูรย์ซึ่งกำลังเดินขึ้นมา อนิรุทธิ์ขอโทษเขาก่อนจะลงจากรถอย่างเขินๆวิรงรองอดขำกับท่าทีของเพื่อนสนิท ไม่ได้ ส่วนพันธ์สูรย์สะดุดตากับความสดใสและน่ารักของเธอทันที

ooooooo

ถึง เวลาอาหารค่ำ พันธ์สูรย์ได้พบวิรงรองอีกครั้งหนึ่งที่ห้องอาหารบนรถไฟ เนื่องจากมีคนมาใช้ บริการมาก ทำให้โต๊ะเต็ม พันธ์สูรย์จึงเชิญให้วิรงรองนั่งโต๊ะเดียวกัน เธอเห็นท่าทีสุภาพและจริง ใจของเขาจึงยอมร่วมโต๊ะด้วย หลังจากกินอาหารกันเงียบๆ พักใหญ่ พันธ์สูรย์ถามเธอว่ากำลังจะกลับบ้านหรือ วิรงรองลังเลครู่หนึ่ง

“เอ่อ...คุณเคยได้ยินชื่อบ้านโดมทองหรือเปล่าคะ”

พันธ์ สูรย์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เตือนเธอว่าถ้าไม่จำเป็นอย่าไปที่นั่น แต่พอรู้ว่าเธอมีธุระ จำเป็นต้องไป เขาอวยพรขอให้โชคดี วิรงรองมอง พันธ์สูรย์ราวกับจะค้นหาความจริง

“คุณทำหน้าเหมือนฉันกำลังจะไปปราสาทผีดิบ”

“...เอ่อ... ผมขอตัวก่อน” พันธ์สูรย์ตัดบท ยกมือเรียกบริกรมาเก็บเงิน และให้คิดรวมกับของวิรงรองด้วย “ขออนุญาตเถอะครับ ไม่แน่ เราอาจจะได้พบกันอีก” เขาจ่ายเงินแล้วลุกออกไป วิรงรองมองตามงงๆ...

กว่า วิรงรองจะมาถึงสถานีรถไฟตามนัดก็ดึกมากแล้ว พันธ์สูรย์มีนํ้าใจช่วยถือกระเป๋าลงมาให้เพราะตัวเองลงสถานีนี้เช่นกัน พอเห็นนายสมคนของคฤหาสน์โดมทองเดินตรงมาหาวิรงรอง พันธ์สูรย์รีบคว้าหมวกขึ้นมาสวม แล้วขอตัวออกไปทันที วิรงรองร้องเรียกแต่ไม่ทัน เขาเดินหายไปในความมืดเสียก่อน

ครู่ต่อมา นายสมหิ้วกระเป๋าและข้าวของของวิรงรองมายังรถสีดำที่จอดอยู่มุมหนึ่งของสถานีรถไฟ แล้วเปิดประตูหลังให้วิรงรองขึ้นไปนั่ง เธอยังไม่ทันจะก้าวขึ้นรถมีเสียงของแสงแขดังขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ

“ไปนั่งข้างหน้า...ปล่อยให้รอตั้งนาน”

วิรงรองชะงัก ถอยออกมาแทบไม่ทัน รู้สึกได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้ตั้งข้อรังเกียจตนตั้งแต่ยังไม่ทันจะรู้จัก กันด้วยซํ้า แถมยังแดกดันเธอว่าจะต้องขนเสื้อผ้ามามากมายทำไม ไม่เห็นมีใครอยู่ได้เกินหนึ่งเดือนสักคน...

ผ่านไปไม่นานนัก นายสมขับรถมาจอดหน้าประตูรั้วคฤหาสน์โดมทอง วิรงรองถึงกับตกตะลึง สถานที่แห่งนี้ช่างเหมือนกับที่เธอฝันเห็นเมื่อคืนไม่มีผิดเพี้ยน แสงแขเห็นท่าทางตื่นเต้นของผู้มาใหม่ถึงกับยิ้มเยาะ ดักคอว่าอย่าได้คิดจะครอบครองที่นี่เด็ดขาด วิรงรองโต้ไม่ยอมแพ้ว่าไม่บังอาจขนาดนั้น...

ภายในคฤหาสน์โดมทองดูมืดสลัว เพราะไม่มีไฟดวงไหนเปิด มีเพียงแสงจากเทียนไขที่อุษาพี่สาวของแสงแขถือไว้ในมือเท่านั้น เธอรับช่วงต่อจากน้องสาวพาวิรงรองไปยังห้องพัก อ้างว่าดึกมากแล้ว คนรับใช้นอนกันหมด ไม่มีใครตามปิดไฟก็เลยต้องใช้เทียนไขส่องทางแทน แม้จะเป็นข้ออ้างที่ฟังแปลกๆ ชอบกล แต่วิรงรองก็ไม่คิดจะถามอะไร เมื่อมาถึงห้องพัก อุษาเตือนเธอว่าที่นี่กินอาหารเช้ากันตอนแปดโมง

วิรงรองรับคำ เข้าห้องปิดประตูตามหลัง แล้วเดินมานั่งบนเตียง มองไปรอบห้องด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“คนที่นี่แปลกๆ...บ้านหลังนี้ก็แปลกอีกเหมือนกัน ทำไมฝันได้เหมือนเปี๊ยบ ทั้งๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วผู้ชายคนนั้นมีตัวตนจริงหรือเปล่านะ” วิรงรองนึกถึงชายในความฝันเมื่อคืน รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาทันที...

ดึกสงัดคืนเดียวกัน ในห้องนอนบนยอดโดม มีแสงจากเทียนไขส่องสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงที่ชวนขนหัวลุกดังขึ้น วิรงรองค่อยๆ ลืมตาตื่น แปลกใจดึกป่านนี้แล้วใครกันยังมีแก่ใจมาร้องเพลง ทันใดนั้น เสียงร้องเพลงหายไป กลายเป็นเสียงบรรเลงเครื่องดนตรีไทยแทนที่ เสียงนั้นกลับยิ่งวังเวงกว่าเดิม วิรงรองขยับจะลุกขึ้นไปดูเสียงเพลงกลับเงียบไปเฉยๆ เธอจึงล้มตัวลงนอนอย่างเดิม

ooooooo

ไม่ได้มีแค่วิรงรองเท่านั้นที่ได้ยินเสียงเพลงโหยหวนเมื่อครู่ ท่านผู้หญิงสรรักษ์ก็ได้ยินเช่นกัน ร้องเรียกอุไรคนรับใช้ที่นอนเฝ้าอยู่ในห้องขึ้นมาถามว่า ได้ยินเสียงเพลงหรือเปล่า เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ

“นังพลับพลึงมันเจตนาจะร้องให้ฉันฟังคนเดียว ดี...ร้องอีกสิ ร้องอีก ร้องเลย” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ท้าทาย

ทุกอย่างเงียบสนิท ท่านผู้หญิงสรรักษ์หัวเราะสะใจ คิดเอาเองว่าเป็นเพราะพลับพลึงเกรงกลัวท่านจนไม่กล้าร้องเพลง อุไรมองท่านผู้หญิงด้วยสีหน้าหวาดๆ กลัวผีก็กลัว แต่ดูจะกลัวคนที่อยู่ด้วยมากกว่า...

ขณะวิรงรองกำลังหลับ มีเสียงเรียกชื่อ “พลับพลึง” ดังขึ้น เธอสะดุ้งตื่น คว้าเชิงเทียนออกไปดู บริเวณโถงบันไดยามต้องแสงเทียนยิ่งดูลึกลับน่ากลัว หญิงสาวข่มความกลัวลงไปดูให้เห็นกันชัดๆไปเลยว่าเสียงอะไรกันแน่ มีเสียงอดิศวร์ร้องถามว่า นั่นใครดังมาจากด้านหลัง หญิงสาวสะดุ้งโหยงเชิงเทียนแทบหลุดมือ หันขวับไปมอง

ไฟฟ้าสว่างจ้าขึ้น เห็นอดิศวร์ยืนอยู่หน้าห้องทำงานตัวเองสีหน้าเคร่งขรึม ว่าประชดว่ามาถึงวันแรกก็เที่ยวเดินเพ่นพ่านนี่มันตีสองเข้าไปแล้วและถ้ารักจะอยู่ที่นี่ต่อไป อย่าเที่ยวสอดรู้สอดเห็น เขาไม่ชอบ วิรงรองเถียงว่าไม่ได้ออกมาเดินเพ่นพ่านและไม่ใช่พวกสอดรู้สอดเห็น แต่ที่ต้องออกมาดูเพราะได้ยินเสียงใครบางคนเรียก อดิศวร์ยิ้มเหยียดราวกับไม่เชื่อคำพูดของเธอ วิรงรองไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย ขยับจะกลับห้อง

“เดี๋ยว...ฉันยังพูดไม่จบ”

“ขอเปลี่ยนเป็นว่าหาเรื่องไม่จบได้ไหมค่ะ แล้วก็ไม่ใช่วิสัยของดิฉันที่จะต้องมายืนทนให้ใครมาด่าว่า เมื่อครู่นี่คุณบอกว่าตีสองแล้ว ดิฉันต้องไปนอนล่ะค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นสายจะโดนด่าอีก”วิรงรองพูดจบก็เดินกลับห้อง อดิศวร์มองตามไม่พอใจ

ooooooo

ด้วยความที่นอนหลับๆตื่นๆ วิรงรองตื่นสายลงมากินมื้อเช้าเลยเวลาแปดโมงไปแล้ว อุษาเห็นใจว่าเมื่อคืนเธอนอนดึก กว่าจะมาถึงคฤหาสน์โดมทองเกือบตีหนึ่งจึงไม่ถือสาหาความ ผิดจากแสงแขโดยสิ้นเชิงที่ทั้งแดกดัน ว่ากระทบวิรงรองสารพัด ก่อนจะเดินเชิดหน้าคอตั้งออกไปโดยมีโอบคนสนิทตามไปด้วย

“อย่าถือสาอะไรเลยนะ คุณวิรงรอง...กินข้าวต้มเถอะเดี๋ยวเย็นจะไม่อร่อย”

วิรงรองตักข้าวต้มเข้าปากคำแรกแทบจะบ้วนทิ้งเพราะเค็มปี๋กินไม่ได้ อุษาแปลกใจเป็นไปได้อย่างไร อาสาจะทำมื้อเช้าให้ใหม่ แล้วเดินเข้าครัวโดยไม่ฟังคำทัดทานของอีกฝ่ายหนึ่ง...

นอกจากจะด่าว่าวิรงรองเสียๆหายๆแล้ว แสงแขยังนำเรื่องที่เธอตื่นสายไปฟ้องอดิศวร์ซึ่งไม่ชอบใจเธอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งไม่พอใจมากขึ้น...

หลังจากกินอาหารเช้าเรียบร้อย อุษาพาวิรงรองมาพบท่านผู้หญิงสรรักษ์เพื่อจะได้ฝากเนื้อฝากตัว ทันทีที่เห็นหน้าคนดูแลคนใหม่ ท่านผู้หญิงร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

“นังพลับพลึง...ไป ออกไปให้พ้น...อุษาเอามันออกไป”

ทั้งวิรงรอง อุษาและอุไรต่างตกใจระคนแปลกใจ ท่านผู้หญิงสรรักษ์ยังกรีดร้องไม่หยุด ไล่วิรงรองที่ท่านเห็นเป็นพลับพลึงให้ไปผุดไปเกิด อุษาเกรงท่านจะช็อก สั่งให้อุไรพาวิรงรองออกไปก่อน เสียงร้องของท่านผู้หญิงดังลั่นอย่างต่อเนื่อง อดิศวร์วิ่งนำแสงแขมาที่ห้องนอนของท่าน แล้วสั่งให้เธอพาวิรงรองไปรอที่ห้องทำงานของเขา ก่อนจะผลุนผลันเข้าไปดูคุณย่าซึ่งตัวสั่นหน้าตาตื่น ละลํ่าละลักบอกว่า

“เมื่อครู่นังพลับพลึงเข้ามาหลอกหลอนย่า ลบต้องไล่มันไปนะลูกนะ อย่าให้มันเข้ามาอีก”

“ไม่ใช่คุณย่าน้อยหรอกครับ เธอชื่อวิรงรอง ผมเป็นคนพามาช่วยพยาบาลคุณย่า”

ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไม่ฟัง เถียงคอเป็นเอ็นว่านั่นคือนังพลับพลึงที่มาหลอกลวงตบตาเขาให้หลงเชื่อว่าเป็นคนอื่นและจะเสี้ยมให้เขาเกลียดเธอ อดิศวร์ไม่มีวันเกลียดคุณย่า และที่สำคัญถ้าคุณย่าน้อยยังอยู่ป่านนี้คงอายุมากแล้วผิดกับผู้หญิงคนเมื่อครู่ซึ่งอายุน้อยกว่าแสงแขเสียอีก

“ก็เพราะมันไปตอนอายุเท่านั้นน่ะสิ มันถึงไม่แก่”

อดิศวร์จะพาวิรงรองมาให้คุณย่าดูหน้าดูตาชัดๆ อีกครั้งจะได้มั่นใจว่าไม่ใช่คุณย่าน้อย ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไม่ต้องการเห็นหน้านังนั่น  สั่งให้หลานชายไล่ไปให้พ้นหน้า ถ้าเขายังรักคุณย่าคนนี้

“คุณย่าต้องรับปากกับผมก่อนว่า จะเลิกคิดถึงเรื่องคุณย่าน้อย คุณย่าจะได้ดีขึ้น”

ท่านผู้หญิงสรรักษ์ส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ชีวิตของย่าไม่มีวันดีขึ้นอีกแล้ว นับตั้งแต่วันนั้น เจ้าคุณปู่ของลบเกลียดย่า...ไอ้พัน ไอ้คนทรยศ ไอ้พวกเนรคุณ...ทำไมถึงเป็นอย่างนี้” ท่านผู้หญิงสรรักษ์อาละวาดไม่หยุดหย่อน อดิศวร์ต้องให้อุษาหยิบยาระงับประสาทที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงมาให้ท่านกิน ท่านผู้หญิงไม่วายต่อรองว่าถ้าตนยอมกินยา อดิศวร์ต้องไล่นังนั่นออกไปจากที่นี่ เขาไม่รับปากอะไรค่อยๆประคองท่านลงนอน...

หลังจากท่านผู้หญิงสรรักษ์หลับไปด้วยฤทธิ์ยา อดิศวร์ตรงไปพบวิรงรองที่ห้องทำงานตัวเอง ไม่ทันจะอ้าปากว่าอะไร เธอชิงลาออกเสียก่อน ถ้าเขาอยากรู้เหตุผลให้ไปถามแสงแข ภรรยาของเขาที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อครู่ดู  เขาเอ็ดตะโรลั่นว่าแสงแขไม่ใช่ภรรยาของเขา วิรงรองเสียหน้าเล็กน้อยที่มั่วนิ่ม  แต่ยังคงยืนกรานจะขอลาออกอ้างว่าไม่เหมาะกับที่นี่ อดิศวร์มองเธออย่างเย้ยหยัน

“แล้วเธอเหมาะกับที่ไหนล่ะ แม่วิรงรอง”

วิรงรองชักสีหน้าไม่พอใจ บอกตรงไปตรงมาว่าไม่ชอบให้ใครมาเรียกตนเองว่าแม่วิรงรอง อดิศวร์สวนทันทีหรือเธอชอบให้เรียกว่าพลับพลึง เหมือนที่พิชญ์ชอบเรียก วิรงรองแปลกใจและตกใจจนพูดอะไรไม่ออก เขายังหาเรื่องเธอไม่หยุดหย่อน กล่าวหาว่าเอาเรื่องคุณย่ามาบังหน้าเพราะอยากจะกลับไปหาพิชญ์ วิรงรองทนฟังต่อไปไม่ไหว ลุกขึ้นจะออกจากห้อง อดิศวร์คว้าแขนเธอไว้ เตือนว่าอย่าคิดตบตาคนอย่างเขา

“พิณทองเป็นหลานของฉัน...ฉันไม่ปล่อยให้เธอไปแย่งคู่หมั้นของหลานฉันแน่ แม่วิรงรอง”

หญิงสาวปฏิเสธลั่นว่า ไม่เคยคิดจะไปแย่งของของคนอื่น อดิศวร์ท้าพิสูจน์โดยเธอต้องอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าสองคนนั่นจะแต่งงานกัน เธอตกลงใจรับคำท้า แต่มีข้อแม้ เขาต้องเลิกเรียกเธอว่าแม่วิรงรองอีก ไม่อย่างนั้นเธอจะกลับบ้านทันที แล้วขอร้องให้เขาปล่อยแขนเธอได้แล้ว อดิศวร์รับปากจะทำอย่างที่เธอต้องการ

“คุณพูดถูก พิชญ์เป็นคนเดียวในโลกนี้ที่เรียกดิฉันว่าพลับพลึง เพราะชื่อดิฉันแปลว่าอย่างนั้น” วิรงรองพูดจบออกจากห้อง อดิศวร์มองตามอย่างหงุดหงิดไม่พอใจ

ooooooo

วิรงรองพยายามกลั้นน้ำตาขณะวิ่งกลับมาที่ ห้องพักของตัวเอง แสงแขกับโอบไม่วายตามมาหาเรื่องแดกดันประชดประชันว่าเธอทำลายสถิติของคนดูแลท่านผู้หญิงสรรักษ์ที่มาถึงปุ๊บก็ไปปั๊บ โอบอาสาจะเข้าไปช่วยเก็บของให้ วิรงรองตอกกลับว่าไม่ต้องช่วยเพราะเธอจะไม่ไปไหนทั้งนั้น

“แต่คุณย่าไล่แก”

“แต่คุณอดิศวร์ขอให้ฉันอยู่ต่อ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่แน่ลองเจ้าของบ้านขอเองแบบนี้ ฉันอาจจะทำสถิติอยู่นานที่สุดก็ได้ คุณแสงแขว่าอย่างนั้นไหมคะ” วิรงรองยิ้มยั่ว

แสงแขไม่เชื่อ จะไปถามอดิศวร์ว่าจริงหรือเปล่า แล้วแกล้งขู่วิรงรองว่าที่นี่ผีดุ ถ้ายังอยากอยู่ต่อไปต้องระวังตัวให้มากๆ แล้วเดินหัวเราะร่วนออกไปกับโอบ วิรงรองส่ายหน้าอย่างระอาเดินเข้าห้องมาทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง แต่ต้องชะงักเมื่อมองออกไปเห็นทุ่งพลับพลึงกำลังออกดอกสะพรั่ง เหมือนในความฝันเมื่อคืนอีกแล้ว ยิ่งได้มาเห็นทุ่งดอกพลับพลึงชูช่อขาวเต็มทุ่งกว้างใกล้ๆ วิรงรองรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของคนปลูก

พลันภาพท่านผู้หญิงสรรักษ์โวยวายอาละวาดไล่คนที่ชื่อพลับพลึงผุดเข้ามาในความคิดคำนึงของเธอ

“จะเกี่ยวกับคนที่ชื่อพลับพลึงหรือเปล่านะ” วิรงรองมองทุ่งพลับพลึงด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด....

ทางฝ่ายอดิศวร์ไม่พอใจมากที่เห็นวิรงรองเก็บดอกพลับพลึงกลับมาเต็มอ้อมแขนโดยพลการ ตำหนิว่าทีหน้าทีหลังจะทำอะไรต้องขออนุญาตเขาก่อน เรื่องเดินเพ่นพ่านไปโน่นมานี่ก็เช่นกัน วิรงรองเคืองที่โดนต่อว่าเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถ้าเขาไม่พอใจจะส่งเธอกลับบ้านก็ได้

“นึกแล้วว่าต้องพูดอย่างนี้ ใกล้จะถึงวันแต่งงานของนายพิชญ์แล้วนี่”

วิรงรองตาวาวด้วยความโกรธ พูดแบบนี้เท่ากับดูถูกกันชัดๆ คนอย่างเธอพูดคำไหนคำนั้น และที่สำคัญผู้ชายไม่ได้มีแค่พิชญ์คนเดียว ส่วนเรื่องดอกไม้พวกนี้ ถ้าเขาจะคิดเงิน เชิญหักจากเงินเดือนของเธอได้ตามสบายแล้วขยับจะเข้าบ้าน อดิศวร์เรียกไว้

“เดี๋ยวก่อน อย่าสอดรู้สอดเห็นให้มากนัก จะไปไหนมาไหนก็ชวนอุษาหรือแสงแขไปด้วย อาณาเขตของโดมทองกว้างมาก เธออาจจะหลงทางได้ง่ายๆ”
วิรงรองขอบคุณที่กรุณาเตือน แล้วก้าวฉับๆเข้าบ้าน อดิศวร์มองตามหงุดหงิดในความอวดดีของเธอ....

ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ทันทีที่วิรงรองกลับถึงห้องพัก คว้ามือถือขึ้นมาโทร.ขอความช่วยเหลือจากอนิรุทธิ์ให้ช่วยหาข้อมูลประวัติคฤหาสน์โดมทองให้ เขาอดสงสัยไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า วิรงรองยังไม่ทันจะว่าอะไร อุษามาเคาะประตูเรียกเสียก่อน

“มีคนมา...แค่นี้ก่อนนะแล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง” วิรงรองวางสายแล้วเดินไปเปิดประตู อุษามาชวนเธอออกไปขี่จักรยานชมวิวด้วยกัน ครู่ต่อมา สองสาวปั่นจักรยานชมวิวสวยสองข้างทางจนมาถึงชายหาดแม่น้ำซึ่งอยู่ในอาณาจักรโดมทองอันกว้างใหญ่ไพศาล วิรงรองมองผืนน้ำเบื้องหน้าก่อนจะหันมาถามอุษาว่าน้ำลึกไหม

“น้ำลึกมาก ยิ่งฤดูน้ำหลากยิ่งน่ากลัว....มักจะมีคนหายไปช่วงนั้นของทุกปี เหมือนกับมีคำสาป”

วิรงรองมองท้องน้ำเวิ้งว้างตรงหน้าด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

ooooooo

ตั้งแต่วิรงรองหลบลี้หนีหน้า พิชญ์เอาแต่เหม่อใจลอยจนพิณทองจับสังเกตได้ ยิ่งเวลาพูดคุยกันถึงเรื่องงานแต่งงาน เธอยิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเขาไม่ได้อยากแต่งงานด้วย แค่ทำตามความต้องการของผู้ใหญ่

“การ์ดยังไม่ได้พิมพ์ ชุดก็แค่เพิ่งเลือกผ้าได้ ยกเลิกตอนนี้ยังทัน พิณจะอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่ฟังเอง” แม้การตัดสินใจครั้งนี้จะเจ็บปวด แต่พิณทองไม่อยากบังคับจิตใจใคร....

คุณหญิงวัชรีโกรธมากเมื่อรู้ว่าจะไม่มีงานแต่งงานระหว่างพิชญ์กับพิณทอง เล่นงานลูกชายชุดใหญ่ที่อุตส่าห์หาผู้หญิงที่เพียบพร้อมทุกอย่างให้กลับไปติดใจแม่ดอกพลับพลึงไร้ค่าคนนั้น

“ผมรักพลับพลึง ผมจะพยายามจะลืมเธอแต่ลืมไม่ได้”

“งั้นเลือกเอา ระหว่างแม่กับนังคนนั้น” โดนไม้ตายของแม่เข้าไป ทำเอาพิชญ์ถึงกับใบ้รับประทาน.....

ทันทีที่พิณทองโทร.มาแจ้งว่าจะยกเลิกงานแต่งงานเนื่องจากว่าที่เจ้าบ่าวไม่ได้รักและที่สำคัญเธอได้ยินมาว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว อดิศวร์คิดหาทางช่วยหลานรัก พยายามโทรศัพท์หาวิรงรองจะเรียกมาคุยเรื่องนี้แต่สายไม่ว่างเนื่องจากเธอกำลังโทร.เช็กประวัติที่มาที่ไปของคฤหาสน์โดมทองอยู่กับอนิรุทธิ์
หลังจากวิรงรองวางสายไม่กี่อึดใจมีสายเรียกเข้ามือถือดังขึ้นอีก หญิงสาวรับสายไม่ทันดูว่าใครโทร.มา

“เจออะไรอีกหรือ....รุทธิ์”

“ลงมาพบฉันที่ห้องทำงานหน่อย” อดิศวร์พูดจบวางสายทันที

“ท่านเคาน์แดร็กคูล่ามีธุระอะไร” วิรงรองแดกดันจบออกจากห้อง สักพักเธอมายืนตรงหน้าอดิศวร์ซึ่ง

ไม่พูดพล่ามทำเพลงต่อว่าวิรงรองว่าทำไมต้องโกหกทั้งๆที่ยังติดต่อกับพิชญ์อยู่ตลอดเวลา เธอยืนกรานว่าไม่ได้คุยกันหลายวันแล้ว อดิศวร์ไม่เชื่อ ถ้าไม่ได้ติดต่อกัน ทำไมอยู่ดีๆพิชญ์ถึงไม่ยอมแต่งงานกับพิณทอง

“จะไปทราบได้อย่างไรคะ ทำไมไม่ไปถามหลานคุณเองล่ะ” วิรงรองยียวน อดิศวร์ไม่พอใจ สาวเท้าเข้าหา

“เมื่อครู่นี้เธอโทรศัพท์คุยกับใคร...หรือจะโกหกอีกว่าไม่ใช่พิชญ์”

วิรงรองขอไม่ตอบคำถามนี้เพราะตอบไปอดิศวร์ก็ไม่เชื่ออยู่ดี แล้วขอตัวกลับห้อง ก้าวฉับๆเปิดประตูห้องทำงานออกไปโดยไม่สนใจว่าเขาจะอนุญาตให้ไปหรือไม่ ขณะหันไปปิดประตูมีเสียงถอนหายใจดังมาจากด้านหลัง วิรงรองหันขวับไปมอง ถึงกับกรีดร้องลั่นเมื่อเห็นร่างร่างหนึ่งในชุดแต่งกายโบราณหน้าตาน่ากลัวยืนจ้องอยู่

อดิศวร์ได้ยินเสียงร้องเปิดประตูออกมาดู อารามกลัวจัดวิรงรองหลับหูหลับตาผวาเข้าสู่อ้อมอกร้องลั่นว่ามีผียืนอยู่ตรงนั้น แล้วชี้ไปที่มุมมืด อดิศวร์มองข้ามไหล่เธอไปก่อนจะบอกว่าไม่เห็นมีอะไร วิรงรองค่อยๆลืมตาดูพบแต่ความว่างเปล่า ละล่ำละลักว่าเมื่อครู่นี้ยังเห็น แล้วนึกขึ้นได้ว่าตัวเองอยู่ในอ้อมแขนอดิศวร์ รีบดันตัวออกห่าง เขาหาว่าเป็นมารยาของเธอที่อยากจะใกล้ชิดเขาจึงยกเรื่องผีมาอ้าง เขาอยู่ที่นี่มาตั้งนานไม่เคยเห็นสักครั้ง

“ไม่ว่าคุณจะเข้าใจอย่างไร ดิฉันขอยืนยันว่าดิฉันเห็นจริงๆ” วิรงรองว่าแล้วผละจากไปอย่างรวดเร็ว...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน คุณหญิงแก้วพยายามปลอบพิณทองลูกสาวให้ใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งวู่วามยกเลิกงานแต่ง ถ้าพิชญ์ไม่รักเธอจะยอมหมั้นหมายด้วยหรือ พิณทองรู้แก่ใจดีว่าเขาทำอย่างนั้นเพราะเกรงใจแม่ตัวเอง

“พิณรักเขาใช่ไหมลูกถ้าอย่างนั้นต้องใจเย็นๆทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วแม่จะพูดกับคุณป้าวัชรีเอง”...

ฝ่ายพิชญ์ใจแข็งได้ไม่นาน พอเจอแม่บีบน้ำตาแกล้งเป็นลมเป็นแล้งก็ใจอ่อน ยอมถอยหนึ่งก้าว ถ้าวันพรุ่งนี้เขารู้แน่นอนว่าพลับพลึงหรือวิรงรองตัดขาดจากเขาจริงๆ เขาจะแต่งงานกับพิณทองตามกำหนดเดิม คุณหญิงวัชรีแทบจะโดดตัวลอยด้วยความดีใจ แต่นึกขึ้นได้ว่าเพิ่งแกล้งเป็นลมเมื่อครู่ ทำเหมือนไม่มีเรี่ยวแรงจะพูด

“ก็ดีเหมือนกัน ยุติธรรมดีกับทุกฝ่าย”

ooooooo

หลังพิชญ์รู้จากปรางแน่ชัดแล้วว่าพลับพลึงตั้งใจจะหลบหน้าเขาและเปลี่ยนเบอร์มือถือเพื่อที่เขาจะตามตัวไม่ได้ พิชญ์ตัดสินใจแต่งงานกับพิณ-ทองตามที่รับปากแม่ตัวเองเอาไว้ คุณหญิงวัชรีดีใจจนเนื้อเต้น แต่จำต้องเก็บอาการ ทันทีที่ลูกชายลับสายตา เธอรีบคว้ามือถือโทร.หาคุณหญิงแก้ว

“ฮัลโหล คุณแก้ว...ทุกอย่างเรียบร้อยโรงเรียนเราสองคนแล้วค่ะ”

“จริงหรือคะ แหมดีใจจริงๆ เดี๋ยวน้องจะไปบอกลูกพิณทองก่อนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ คุณพี่” คุณหญิงแก้ววางสายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม รีบไปบอกข่าวดีนี้กับลูกสาว ทีแรกพิณทองไม่ยอมแต่งงานด้วย เพราะคิดว่าพิชญ์ถูกแม่ของเขาบังคับ คุณหญิงแก้วยืนยันไม่มีการบังคับใดๆทั้งสิ้น พิชญ์เป็นคนบอกเองว่าอยากแต่งงาน ถ้าลูกไม่เชื่อ ให้รอถามเจ้าตัวเอาเอง เพราะเขาจะกินมื้อค่ำที่บ้านของเรา...

พิณทองทนเก็บเรื่องน่ายินดีนี้ไว้ไม่ไหว รีบโทร.แจ้งน้าลบว่างานแต่งงานจะมีขึ้นตามกำหนดเดิม อดิศวร์ดีใจไปกับเธอด้วย และไม่ลืมที่จะชวนเธอกับพิชญ์มาฮันนีมูนที่คฤหาสน์โดมทอง...

เช้านี้วิรงรองมีโอกาสได้พบอุไรที่ห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตามลำพัง จึงสอบถามถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เธอเจอหน้าห้องทำงานอดิศวร์เมื่อคืน อุไรทำหน้าเหมือนจะร้องไห้มั่นใจว่าสิ่งที่วิรงรองเจอคือผี แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร อดิศวร์เข้ามาต่อว่าเธอเสียก่อนว่าทำไมถึงทิ้งคุณย่าไว้เพียงลำพัง สั่งให้รีบกลับไปเฝ้า พออุไรคล้อยหลัง อดิศวร์แจ้งข่าวดีของพิณทองให้วิรงรองฟังว่า พิชญ์กับพิณทองกำหนดวันแต่งงานเรียบร้อยแล้ว

วิรงรองใจหาย  พยายามซ่อนความรู้สึกไว้ อดิศวร์ไม่วายตอกย้ำว่าอย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะอยู่ที่นี่ จนกว่าสองคนนั่นจะแต่งงานกัน เธอยืนยันว่าเป็นคนรักษาสัญญาเสมอไม่เคยคืนคำ แล้วขอตัวออกไป...

ในเวลาต่อมา ขณะวิรงรองเดินทอดอารมณ์อยู่ในสวนดอกไม้เจออุษากำลังซุบซิบอยู่กับแม่ครัว เธอย่องเข้าไปแอบฟังใกล้ๆ ได้ยินแม่ครัวซึ่งเพิ่งกลับจากซื้อกับข้าวสดบอกอุษาว่าเจอพันธ์สูรย์ที่ตลาด ฝากจดหมายมาให้เธอด้วย วิรงรองไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจจึงค่อยๆหลบออกมา...

แสงแขนึกถึงคำแนะนำของอุษาที่ว่าถ้าอยากให้อดิศวร์รักและสนใจก็ต้องหมั่นคอยดูแลเอาใจใส่คุณย่าให้ดี จึงพยายามเข้าไปประจบประแจง แต่ท่านกลับไม่ต้องการให้เธอมาอยู่ใกล้ชิดเพราะชังน้ำหน้า สั่งให้อุไรไปตามอุษามาหา แล้วหันไปเล่นงานแสงแข

“จะมาสอพลอฉันเรอะ ฉันรู้ทันแกหรอก จะบอกอะไรให้ถึงฉันไม่ขัดขวาง ตาลบเขาก็ไม่เอาแก เฮอะพยายามมาตั้งกี่ปีแล้วล่ะ แกน่ะไม่อยู่ในสายตาหลานฉันหรอก เจียมกะลาหัวเสียบ้าง หน้าอย่างแกอย่าเผยอมาตีเสมอหลานฉัน...ออกไป” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ตะเพิดไม่ไว้ หน้า แสงแขกล้ำกลืนความแค้นก่อนจะคลานถอยหลังออกไป ท่านผู้หญิงมองตามด้วยสายตาเกลียดชังไม่แพ้กัน...

แสงแขอารมณ์ค้างจากถูกคุณย่าเล่นงาน พอเห็นวิรงรองหอบดอกกุหลาบช่อใหญ่กลับมา ปราดเข้าไป หาเรื่อง สองสาวมีปากเสียงกันพอหอมปากหอมคอก่อนจะแยกย้ายกันไป

ooooooo

พอท่านผู้หญิงสรรักษ์รู้ว่าคืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ พึมพำเสียงดังว่า ถึงเวลาที่ผีพลับพลึงจะมาหาตนอีกแล้ว อุไรกลัวมาก จัดแจงชวนอุษามานอนค้างด้วยกัน แต่อ้างว่าอยู่ด้วยกันหลายคน คุณท่านจะได้อุ่นใจ

“คุณย่าจะให้อุษามานอนด้วยไหมคะ”

“ดี...พวกแกจะได้คอยช่วยกันไล่นังพลับพลึงให้ฉัน เอาพระมาด้วยเยอะๆนะ นังพลับพลึงมันเป็นผี...ผีกลัว พระ” ท่านผู้หญิงพูดจบหัวเราะลั่น อุษากับอุไรมองสบตากันสีหน้าหวาดหวั่นที่ท่านคุ้มดีคุ้มร้าย...

เสร็จจากดูแลคุณย่า อุษาหลบเข้าห้องตัวเอง หยิบจดหมายที่พันธ์สูรย์ฝากแม่ครัวมาให้ขึ้นมาเปิดอ่านเป็นจดหมายนัดแนะให้ไปเจอกันที่เดิม พรุ่งนี้บ่ายสองโมง อุษาทั้งดีใจและกังวลใจปนกัน...

ดึกสงัดคืนนั้น เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นทุกคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ปรากฏขึ้นเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง ทั้งแสงจากเทียนไขที่ถูกจุดขึ้นภายในห้องใต้โดม รวมทั้งชายในชุดเสื้อคลุมสีดำสวมหมวกหลุบต่ำบนรถม้าที่ควบมายังคฤหาสน์ เสียงเพลงชวนขนหัวลุกเพลงนั้นปลุกวิรงรองให้ตื่นจากหลับใหล ลุกขึ้นไปยืนมองที่หน้าต่าง เห็นชายในชุดเสื้อคลุมสีดำสวมหมวกขับรถม้ามาหยุดบริเวณใต้หน้าต่างห้อง

ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองช้าๆวิรงรองกลัวเขาจะเห็นรีบหลบเข้าเงามืด ก่อนจะค่อยๆโผล่หน้าออกไปดู เขายังคงเงยหน้าขึ้นมามองราวกับรอใครบางคนลงไปหา หมวกที่หลุบต่ำทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัดเจน เพียงแค่นั้นก็สร้างความตื่นตระหนกให้วิรงรองไม่น้อย...

เสียงคนเดินลากโซ่ตรวนดังใกล้ห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์เข้ามาทุกขณะ เจ้าของห้องรู้สึกตัวตื่นเรียกหาอุษาและอุไรแต่ไม่มีใครได้ยิน เสียงเดินลากโซ่ตรวนมาหยุดที่หน้าประตูห้อง พลันประตูเปิดผลัวะ เผยให้เห็นใบหน้าสวยของพลับพลึงที่ค่อยๆเละจนกระทั่งเหลือเพียงโครงกระดูก  ท่านผู้หญิงสรรักษ์กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก่อนจะตกใจตื่นจากความฝัน อุษาและอุไรพลอยตื่นไปด้วย ปราดเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“นังพลับพลึงมันมาอีกแล้ว มันมาอีกแล้ว...” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัว...

เสียงกรีดร้องของท่านผู้หญิงสรรักษ์จางหายไป เช่นเดียวกับชายในชุดดำกับรถม้าคันนั้น

ooooooo

วิรงรองอยากรู้เรื่องชายในชุดดำกับรถม้า จึงไปสอบถามนายสมและขอให้ช่วยพาไปโรงเก็บรถม้า เขากลับพาไปยังโรงไม้ซึ่งภายในมีรถม้าสภาพเก่าผุพังจอดอยู่ ดูแล้วไม่น่าจะใช้งานได้

“มีคันเดียวนี่หรือคะ”

นายสมยืนยันว่ามีคันเดียว วิรงรองเดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ พบเศษดินใหม่ๆติดอยู่ที่ล้อเหมือนเพิ่งกลับเข้ามา เธอชี้ให้นายสมดู เขาถึงกับชะงักแต่กลับบอกว่าไม่มีอะไร วิรงรองบรรยายลักษณะของชายที่เธอเห็นเมื่อคืนให้เขาฟังเผื่อจะจำได้ว่าเป็นใคร นายสมรีบตัดบทบอกให้วิรงรองกลับไปได้แล้ว...

หญิงสาวผู้มาใหม่ไม่ละความพยายาม เรียกอุไรมาสอบถามเรื่องราวต่างๆภายในคฤหาสน์ อุไรรีบออกตัวว่าเธอไม่ใช่พวกปากโป้ง ไม่มีอะไรจะบอกทั้งสิ้น แต่เรื่องราวต่างๆกลับพรั่งพรูจากปากเธอราวกับทำนบแตกทั้งเรื่องที่พลับพลึงเป็นน้องสาวของท่านผู้หญิงสรรักษ์ รวมถึงเรื่องที่ท่านเจ้าพระยาเกิดถูกตาต้องใจน้องเมียจนเกิดเรื่องราวใหญ่โต สองพี่น้องมองหน้ากันไม่ติด

“ตอนหลังดูเหมือนคุณพลับพลึงจะตัดสินใจหนีออกจากโดมทองเพื่อตัดปัญหา ส่วนเจ้าคุณก็ตรอมใจตาย”

เล่าเสร็จสรรพ อุไรขอตัวกลับไปทำงานต่อ วิรงรองอดแปลกใจไม่ได้ทำไมชื่อของผู้หญิงคนนั้นถึงมาคล้ายกันกับของตนที่พิชญ์เรียกขาน และยังมีเรื่องแปลกๆของรถม้าคันนั้นอีก

ooooooo

ตอนที่ 3

อดิศวร์ไม่พอใจมากที่วิรงรองจุ้นจ้าน เที่ยวถามโน่นถามนี่จากคนของเขาถึงเรื่องราวภายในบ้าน ตำหนิอย่างแรงที่เธอชอบสร้างความวุ่นวายไม่ได้หยุดหย่อน วิรงรองท้าทายถ้าเห็นว่าเธอสร้างปัญหาให้นักจะส่งกลับบ้านก็ได้ อดิศวร์ยืนกรานจะไม่ยอมปล่อยเธอกลับไปแย่งคู่หมั้นหลานของเขา

“ถ้าลองคิด ทบทวนดูให้ดีๆ หลานสาวคุณต่างหากที่แย่งพิชญ์ไปจากฉัน...ฉันกับพิชญ์รักกันมาสองปี เราสัญญาว่าจะแต่งงานกันเมื่อเรียนจบกลับมา แต่แล้วหลานคุณก็เข้ามาแทรก”

“พิณทองไม่ใช่คนอย่างนั้น”

“แล้วเป็นอย่างไหนล่ะ คุณลองถามคนทั้งโลกดูก็ได้ว่ากรณีแบบนี้ใครกันแน่เป็นคนถูกแย่งแฟน”

ชาย หนุ่มถึงกับอึ้งที่ถูกยอกย้อน วิรงรองยังกล่าวหาว่าเขาเป็นจอมเจ้ากี้เจ้าการ วางแผนแยกเธอออกมาเพื่อให้พิณทองเข้าไปแทนที่ แล้วยังหน่วงเหนี่ยวกักขังเธอไว้โดยอ้างโน่นอ้างนี่ไปเรื่อย ความจริงถ้าเธอจะไปก็ไปได้ แต่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง เธอจะอยู่ที่นี่ให้ครบตามสัญญา...

ฝ่ายอุษา คิดทบทวนอยู่หลายตลบ จะไปหาพันธ์สูรย์ตามนัดดีหรือไม่ สุดท้ายเธอตัดสินใจแต่งตัวด้วยชุด  ขี่ม้า แสร้งไปขี่ม้าเล่นแล้วจะได้เลยไปยังจุดนัดหมาย แต่ดูเหมือนแสงแขจะรู้เท่าทันความคิดของพี่สาวตัวเอง ขู่ถ้ายังดื้อดึงไปพบพันธ์สูรย์จะไปฟ้องคุณลบให้มาจัดการ อุษาไม่สนใจเชิญเธอขี่ม้าสามศอกไปฟ้องได้เลย...

แสงแขนำเรื่องนี้ไปฟ้อง อดิศวร์ตามที่ขู่ เขาไม่เชื่อว่าอุษาจะกล้าขัดคำสั่ง และอีกอย่างหนึ่ง เท่าที่เขารู้ตอนนี้พันธ์สูรย์อยู่กรุงเทพฯ แต่ก็ขอบใจเธอมากที่คอยเป็นหูเป็นตาให้ แสงแขยิ้มเป็นปลื้มแก้มแทบปริ...

ที่ ป่าละเมาะห่างจากทุ่งพลับพลึงไม่มากนัก พันธ์สูรย์มาพบอุษาตามนัด พอเห็นหน้ากันเท่านั้น อุษาโผสู่อ้อมแขนของเขาด้วยความรักและคิดถึง พันธ์สูรย์ตั้งใจจะตัดขาดจากเธอแต่ทำไม่ได้ คิดจะไปพูดคุยกับอดิศวร์ให้รู้ดำรู้แดงไปเลย อุษาขอร้องอย่าทำอย่างนั้น เพราะอดิศวร์คงจะไม่ยกโทษให้เธอ ขอเวลาอีกสักระยะจะจัดการเรื่องนี้เอง พันธ์สูรย์ไม่ได้มามือเปล่าซื้อมือถือมาเป็นของกำนัลเธอด้วยเผื่อเราสองคนจะ ได้ติดต่อกันง่ายขึ้น

อุษาไม่อยากมีปัญหา จึงไม่ยอมรับไมตรีนั้น แล้วขอตัวกลับก่อน อ้างว่าต้องไปดูแลคุณย่า...

ในเวลาต่อมา อุษากลับถึงบ้านพัก อดิศวร์เห็นท่าทางมีพิรุธของเธอแล้ว ฉุกคิดถึงคำพูดของแสงแขที่สงสัยว่าเธออาจจะลอบไปพบกับพันธ์สูรย์ จึงคาดคั้นให้พูดความจริงมา อุษายืนยันว่าไม่มีอะไร แล้วขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จะต้องไปดูแลข้าวปลาอาหารให้คุณย่า อดิศวร์มองตามด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะผละไปอีกทางหนึ่ง วิรงรองซึ่งแอบดูอยู่ ย่องตามอุษาไปจนทันกันหน้าห้องพักของฝ่ายหลัง ถามเสียงใสว่า

“ที่นี่มี ม้าด้วยหรือคะ ฉันขี่ม้าเป็น...” วิรงรองพูดยังไม่ทันจบ อุษารู้เท่าทัน ขัดขึ้นเสียก่อนว่าต้องไปขออนุญาตคุณลบเอาเอง วิรงรองถึงกับหน้าจ๋อย อารามอยากขี่ม้ามาก ตัดสินใจจะลองดูสักตั้ง...

กว่าจะได้รับคำยินยอมให้ ขี่ม้าได้ วิรงรองต้องปะทะคารมกับอดิศวร์อยู่พักใหญ่จนเหงือกแทบแห้ง แต่ก็คุ้มค่า ครู่ต่อมา นายสมจัดม้าตัวที่เชื่องที่สุดให้วิรงรองขี่ และเตือนว่าอย่าไปไหนไกลนักเดี๋ยวจะหลงทาง หญิงสาวรับคำ บังคับม้าวิ่งเหยาะออกไป โดยมีนายสมมองตามอย่างโล่งใจที่เห็นท่าทางคล่องแคล่วนั้น

ooooooo

วิรงรองขี่ม้าชมวิวมาถึงบริเวณป่าละเมาะ ได้ยินเสียงน้ำตกแว่วเข้ามา เธอตื่นเต้นมากบังคับม้าให้ตรงไปยังทิศทางนั้น ไม่นานก็มาถึงน้ำตก วิรงรองคาดไม่ถึงว่าจะได้พบชายแปลกหน้าใจดีที่เจอกันบนรถไฟอีกครั้ง คำถามแรกที่เขาถามเธอก็คือโดมทองเป็นอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า เธอขอไม่ตอบเพราะไม่อยากนินทาเจ้านาย

“งั้นก็แปลว่าเจ้านายมีเรื่องให้นินทาเยอะ”

พันธ์สูรย์เย้า วิรงรองนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

“เมื่อครู่นี้ คุณอุษาออกมาพบคุณใช่ไหม”

ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ วิรงรองรู้ทันทีว่าเขาคือพันธ์สูรย์ เจ้าของจดหมายที่แม่ครัวพูดถึง เขาขอร้องเธออย่าบอกคุณอดิศวร์ว่าอุษาออกมาพบเขาเพราะไม่อยากให้เธอเดือดร้อน วิรงรองไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหน ยกเว้นเขาจะไปทำอะไรให้อดิศวร์เกลียดชัง

“ผมน่ะหรือจะทำอะไรเขา ผมเป็นผู้ถูกกระทำต่างหาก” พันธ์สูรย์ว่าแล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “ผมต้องกลับล่ะ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ....เอ่อ...”

“วิรงรองค่ะ...เดี๋ยวสิคะ อย่าเพิ่งกลับ คุณยังไม่ได้เล่าเลยว่าทำไมคุณอดิศวร์ถึงได้เกลียดคุณ”

พันธ์สูรย์ไม่อยากพูดถึง ที่สำคัญไม่มีอะไรน่าฟังและหวังว่าเราสองคนคงได้พบกันอีก แล้วโดดขึ้นม้าของตัวเองควบออกไปอย่างรวดเร็ว วิรงรองส่ายหน้า บ่นอุบว่าแถวนี้มีแต่คนแปลกๆ....

ทางฝ่ายพิณทองโทร.แจ้งความคืบหน้าเรื่องงานแต่งงานของตัวเองให้น้าชายทราบว่าได้ฤกษ์แต่งงานแล้วกลางเดือนหน้า เธอยังเป็นกังวลเรื่องพิชญ์ไม่หาย เพราะเพื่อนของเธอเล่าว่าเขาเคยมีแฟนตอนเรียนอยู่ที่อเมริกา อดิศวร์ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ถ้าเขาไม่มีแฟนยังจะน่าเป็นห่วงมากกว่า แล้วปลอบเธออย่ากังวลไปเลยทำใจให้สบายแล้วเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดจะดีกว่า....

ด้านวิรงรองเจอกับเรื่องแปลกอีกครั้งหนึ่งเมื่อกลับถึงคฤหาสน์โดมทองพร้อมดอกพลับพลึงช่อใหญ่ กลับถูกอุษาขอร้องไม่ให้เอาเข้าบ้าน ทั้งๆ ที่เมื่อวันก่อน อดิศวร์ไม่เห็นว่าอะไร วิรงรองพยายามจะถามหาเหตุผล แต่ก็ไม่ได้คำตอบ และยิ่งแปลกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเธอพูดถึงเรื่องที่พบกับพันธ์สูรย์แล้วอุษาหน้าเครียดขึ้นทันที

“อย่าเอ่ยชื่อนั้นให้คนในโดมทองได้ยินเด็ดขาด.... ไม่ต้องถามเหตุผล แค่ทำตามที่ฉันบอกก็แล้วกัน ถ้าไม่อยากเดือดร้อน” อุษาพูดจบผละจากไป ทิ้งให้วิรงรองยืนงงอยู่ตรงนั้น

ooooooo

ในที่สุดก็ถึงวันแต่งงานของพิณทองกับพิชญ์ อดิศวร์เข้าไปกราบลาคุณย่าเข้ากรุงเทพฯ คราวนี้คงจะไปสักสองสามวันเพราะนอกจากงานแต่งงานของหลานสาวแล้ว เขายังมีนัดคุยธุระกับลูกความอีกด้วย

“ทำไมไปนานจัง...รู้ไหมว่าถ้าลบไม่อยู่ พวกนั้นมันจะยิ่งได้ใจ....ได้ใจทั้งคนทั้งผี นังพลับพลึงมันจะมาหลอกหลอนย่า นี่ดีนะที่ไอ้ผัวทรยศของย่าเข้ามาไม่ได้...”

อดิศวร์รีบตัดบท “คุณย่าครับ ผมต้องรีบไปแล้ว อุษา อุไร ดูแลคุณย่าให้ดีๆนะ”

“แล้วรีบกลับล่ะลบ รีบกลับก่อนที่นังพลับพลึงมันจะมาฆ่าย่า” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ว่าแล้วดึงหลานชายมากอดไว้แน่นราวกับจะยึดไว้เป็นที่พึ่ง....

ฝ่ายแสงแขถึงกับดีใจจนเนื้อเต้นเมื่ออดิศวร์มีแก่ใจถามไถ่ว่าอยากได้อะไรหรือเปล่า เขาจะเข้ากรุงเทพฯ โอบซึ่งคอยตามประกบเจ้านายสาวไม่ห่างพลอยปลื้มใจไปด้วย แสงแขอยากได้น้ำหอมกับเสื้อผ้าสวยๆ

“พี่ซื้อไม่เป็นหรอก เอาไว้พี่กลับมาแล้วเธอกับอุษาไปกันเองก็แล้วกัน...โอบ ไปตามคุณวิรงรองมาพบฉันที่ห้องทำงานหน่อย” อดิศวร์พูดจบผละจากไป ไม่ทันเห็นสีหน้ายิ้มแย้มที่เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงของแสงแข....

ด้วยความหึงหวงที่อดิศวร์เรียกหาวิรงรอง แสงแขตามไปหาเรื่องเธอถึงห้องพัก สองสาวมีปากเสียงกันแต่ครั้งนี้หนักข้อขึ้นถึงขนาดลงไม้ลงมือตบตีกันอุตลุด อุษาต้องเข้ามาหย่าศึก แสงแขฮึดฮัดไม่ยอมแพ้จะฆ่าวิรงรองให้ได้ อุษาขู่ถ้าไม่หยุดจะไปตามอดิศวร์มาจัดการ แล้วหันไปทางศัตรูคู่แค้นของน้องสาว

“...คุณวิไปหวีผมหวีเผ้าให้เรียบร้อยแล้วรีบไปพบคุณลบ เขาให้ขึ้นมาตามว่าทำไมช้านัก”

วิรงรองจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ แล้วตรงไปที่ห้องทำงานของอดิศวร์ แสงแขมองตามด้วยความแค้น....

ครู่ต่อมา วิรงรองมาพบอดิศวร์ตามคำสั่งโดยเปิดประตูห้องทำงานทิ้งไว้อ้างไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด เขาไม่พอใจก้าวฉับๆ ไปปิดประตู แล้วมายืนประจันหน้ากับเธอ บอกว่าจะเข้ากรุงเทพฯ ไปงานแต่งงานพิณทองกับพิชญ์ เธอมีอะไรจะพูดหรืออย่างน้อยก็ฝากคำอวยพรไปไหม วิรงรองตบะแตก ถามเสียงเขียวว่าต้องการอะไร

“ฉันน่ะไม่ต้องการอะไร แต่บางทีพิชญ์เขาอาจจะต้องการคำอวยพรจากเธอ” อดิศวร์ยิ้มยั่ว

“อ๋อ...ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันมีเบอร์โทรศัพท์

ของพิชญ์ ถ้าอยากจะอวยพรเขาล่ะก็ ฉันโทร.ไปเองได้ เรื่องอะไรจะต้องให้คนอื่นมารู้ความลับของเรา”

อดิศวร์รวบตัวคนปากดีเข้ามาใกล้ เธอตกใจโวยวายให้ปล่อย เขาไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนี้กับเธอ ถ้าอยากทำต้องไปทำกับแสงแขโน่น อดิศวร์งงแสงแขมาเกี่ยวอะไรด้วย แล้วคลายวงแขนออกปล่อยวิรงรองเป็นอิสระ

“ฉันไม่มีเวลาทะเลาะกับเธอ ระหว่างที่ฉันไม่อยู่ระวังอย่าเที่ยวออกมาเดินเพ่นพ่านล่ะ ไม่มีอะไรฝากไปถึงพิชญ์แน่นะ” อดิศวร์มองวิรงรองอยู่อึดใจ ก่อนจะเปิดประตูออกไป....

แสงแขถือโอกาสตอนที่อดิศวร์เข้ากรุงเทพฯ คิดหาทางกำจัดวิรงรอง ปรึกษากับโอบว่าจะทำอย่างไรดีให้คุณย่ารู้ว่านังนั่นยังอยู่ที่โดมทอง แต่ต้องให้ท่านรู้เอง ไม่ใช่ให้เธอเป็นคนบอก

“ยายแก่นั่นยิ่งเกลียดขี้หน้าฉันอยู่ด้วย กลัวจะไปแย่งหลานชาย เชอะ ยังกับตัวเองจะอยู่ค้ำฟ้า”

“เอายังงี้สิคะ ล่อให้ออกมาเห็นเอง” โอบแนะ แสงแขยิ้มพอใจกับแผนการของเธอ

ooooooo

งานฉลองสมรสของพิณทองกับพิชญ์จัดขึ้นที่โรงแรมหรูกลางกรุง บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก อดิศวร์ปลื้มใจที่เห็นหลานสาวมีความสุข นึกสนุกคว้ามือถือขึ้นมาจะโทร.ไปเยาะเย้ยวิรงรอง แต่ดูเหมือนเธอจะรู้ทันชิงปิดมือถือไปเสียก่อน เขาจึงได้ยินเพียงสัญญาณให้ฝากข้อความ

“ทนฟังไม่ได้ล่ะสิ” อดิศวร์เก็บมือถืออย่างหงุดหงิดที่อดยั่วโทสะวิรงรอง....

อดิศวร์นั่งร่วมโต๊ะกับคุณหญิงแก้วและท่านรัฐมนตรีสามีของเธอ คุณหญิงแก้วแนะนำเขาให้รู้จักกับคุณหญิงวัชรีแม่ของเจ้าบ่าวซึ่งทั้งตื่นเต้นและดีใจ ในที่สุดก็ได้เจอเจ้าของคฤหาสน์โดมทอง

“โอ้โฮ ได้ยินชื่อมาตั้งนานแล้วค่ะ เคยได้ยินเขาพูดกันว่าเหมือนปราสาทแดร็กคูล่า....เอ่อ ขอประทานโทษค่ะ ดิฉันเคยได้ยินอย่างนั้นจริงๆ” คุณหญิงวัชรีแก้ตัวเสียงอ่อย

คุณหญิงแก้วคุยให้ฟังว่าโดมทองเป็นคฤหาสน์ที่สวยที่สุด สวยทุกฤดูไม่ว่าจะร้อนจะหนาวหรือหน้าฝนแล้วจะเป็นปราสาทผีสิงได้อย่างไร คุณหญิงวัชรีฟังแล้วอยากจะไปเห็นด้วยตาตัวเอง อดิศวร์ยินดีต้อนรับทุกเมื่อจะไปพร้อมกับคู่สามีภรรยามือใหม่เลยก็ได้ เพราะที่นั่นใหญ่โตกว้างขวาง ให้คู่นั้นแยกไปอยู่เป็นส่วนตัว ส่วนคุณหญิงวัชรีกับคุณหญิงแก้วก็เชิญเที่ยวกันตามอัธยาศัย คุณหญิงวัชรีขอคิดดูก่อน

จังหวะนั้น คู่บ่าวสาวเดินไปที่เวที ทุกคนหยุดพูดคุยเรื่องคฤหาสน์โดมทองหันไปสนใจบนเวทีแทนที่อดิศวร์เห็นท่าทีที่พิชญ์ประคองพิณทองอย่างทะนุถนอมแล้ว พลอยมีความสุขไปกับหลานสาวด้วย...

หลังเสร็จพิธีบนเวที อดิศวร์ขอตัวกลับก่อน พรุ่งนี้มีนัดกับลูกความแต่เช้า พิณทองเสียดายที่เขารีบกลับ เชื้อเชิญว่าก่อนจะกลับโดมทอง อดิศวร์ต้องไปกินข้าวกับเธอและพิชญ์หนึ่งมื้อจะได้คุยกันเรื่องไปฮันนีมูน...

ดึกคืนเดียวกันที่คฤหาสน์โดมทอง เสียงวงมโหรีบรรเลงเพลงนางครวญ ทำให้วิรงรองที่หลับสนิทรู้สึกตัวตื่นขึ้น เธอเงี่ยหูฟังเสียงเพลงเศร้าสร้อยนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกไปหยิบไฟฉายแล้วออกจากห้อง ที่ทางเดินไปยังบันไดกลับไร้ผู้คน เธอแปลกใจไม่น้อยทำไมไม่มีใครได้ยินเสียงเพลงกันบ้าง

วิรงรองก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวังโดยมีไฟฉายส่องนำทางจนกระทั่งมาถึงห้องโถงใหญ่ เสียงเพลงกลับดังแว่วมาจากที่สูง เธอฉายไฟขึ้นไปดู พอหันกลับมาอีกทีรู้สึกเหมือนมีเงาอะไรบางอย่างผ่านวูบไปที่ประตูทางออก วิรงรองร้องถามว่าใคร แต่ไม่มีเสียงตอบ ร่างนั้นเดินไปที่ประตูซึ่งเปิดออกอย่างง่ายดายแล้วก้าวออกไป เธอร้องบอกให้รอด้วย แต่ร่างนั้นเดินต่อไปไม่สนใจ วิรงรองต้องรีบสาวเท้าตาม

ร่างนั้นเคลื่อนไปช้าๆราวกับลอยได้ แต่วิรงรองกลับไล่ตามไม่ทัน ยิ่งเร่งฝีเท้าร่างนั้นเหมือนจะลอยหนี

“ป้าคะ...รอด้วยค่ะ ป้าอยู่ที่นี่หรือคะ” วิรงรองพยายามชวนคุยเผื่อเธอจะชะลอฝีเท้าลงบ้าง

ทันใดนั้น เสียงเพลงที่ดังแว่วเมื่อครู่ กลับดังลั่นราวกับมาบรรเลงอยู่ใกล้ๆร่างนั้นชะงักเช่นเดียวกับวิรงรองซึ่งหันกลับไปมองยังที่มาของเสียง เห็นห้องใต้ยอดโดมสว่างขึ้นด้วยแสงเทียน ขณะเธอกำลังมองด้วยความพิศวง มีเสียงร้องเรียกวิรงรองอยู่ด้านหลัง เธอสะดุ้งโหยงหันขวับไปมอง เห็นนายสมยืนถือไฟฉายอยู่

“คุณวิรงรองออกมาทำอะไรป่านนี้ครับ”

“หนูตามป้าคนหนึ่งมาค่ะ...เอ๊ะ!หายไปไหนแล้ว” วิรงรองเหลียวซ้ายแลขวาเจอแต่ความว่างเปล่า

นายสมยืนยัน ไม่เห็นใครที่ไหนนอกจากเธอคนเดียว แล้วชวนกลับเข้าบ้าน วิรงรองมองขึ้นไปยังห้องใต้โดมซึ่งตอนนี้มืดมิด ถึงกับบ่นอุบว่าเมื่อครู่ยังเห็นแสงเทียนลอดออกจากข้างบนนั้น

“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ บนยอดโดมนั่นปิดตายมาตั้งนานมากแล้วนะครับ ดูเหมือนจะไม่เคยเปิดใช้เลยตั้งแต่สมัยยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ อันนี้ฟังผู้ใหญ่เขาเล่ากันมาน่ะครับ” นายสมว่าแล้วเดินนำไปยังตัวบ้าน

วิรงรองอดสงสัยไม่ได้เช่นกันว่านายสมออกมาดึกๆทำไม เขาอ้างว่าอดิศวร์สั่งให้คอยออกมาดูบริเวณบ้าน โดยเฉพาะตอนที่เขาไม่อยู่เพราะป่าละเมาะทางด้านโน้นไม่มีรั้วกั้น คนภายนอกอาจจะเข้ามาได้ นายสมหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตูหน้าบ้าน ซึ่งล็อกอยู่ เอะใจขึ้นมาทันทีว่าวิรงรองออกมาได้อย่างไร

“หนูก็ตามป้าคนนั้นออกมาไงคะ” คำพูดของวิรงรองทำให้นายสมถึงกับตะลึง

ooooooo

เช้าวันต่อมา โอบหวังจะแกล้งวิรงรอง เอาโจ๊กใส่เกลือเค็มปี๋ยกมาวางตรงหน้า ส่วนชามของอุษากับของแสงแขไม่ได้โรยเกลือ แต่โรยผักชีไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ไม่ให้เธอหยิบผิดชาม วิรงรองรู้ทัน เอาชามโจ๊กของตัวเองเปลี่ยนเป็นชามของแสงแขซึ่งยังไม่ลงมา โอบตกใจร้องลั่นว่าชามไม่มีผักเป็นของวิรงรอง

“เอาไว้ให้คุณแสงแขดีกว่า คุณแสงแขยังไม่ลงมาใส่ผักลงไปเดี๋ยวเหี่ยวหมด”

คนใช้ตัวแสบจะอ้าปากทักท้วง แต่ถูกอุษาเอ็ดเสียก่อน จังหวะนั้นแสงแขเข้ามานั่งประจำที่ของตัว โอบพยายามจะเตือนเจ้านายสาว แต่ไม่ทัน ทันทีที่โจ๊กเข้า

ปากแสงแขบ้วนทิ้งแทบไม่ทันแล้วหันไปเล่นงานโอบว่าทำโจ๊กประสาอะไรทำไมถึงเค็มขนาดนี้

“เอ๊ะ...ไม่เห็นเค็มอะไรนี่คะ กำลังอร่อยเลย อร่อยกว่าทุกวันด้วย” วิรงรองลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้ แสงแขรู้ทันทีว่าโดนเอาคืน ถลึงตาใส่เธอด้วยความเกลียดชัง คิดหาทางแก้เผ็ด...

แสงแขอาศัยจังหวะที่อุษาง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเช้าให้ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ทำทีเข้าไปหาท่านผู้หญิงที่ห้อง พอสบโอกาสเหมาะแกล้งเอ่ยถึงวิรงรองหรือที่ท่านเรียกว่าพลับพลึงขึ้นมาลอยๆพอท่านซักถามก็ทำอึกๆ อักๆท่านผู้หญิงสรรักษ์ถึงกับปรี๊ดแตก อาละวาดเสียงลั่นแม้แต่อุษาซึ่งเป็นคนโปรดยังเข้าหน้าไม่ติด อุษาพยายามอธิบายว่า คุณย่าน้อยไม่ได้อยู่ที่นี่ ท่านก็ไม่ฟัง อาการคุ้มดีคุ้มร้ายกลับมาอีกครั้ง

“ไล่นังพลับพลึงออกไป หาหมอผีเก่งๆมาจับมันใส่หม้อถ่วงน้ำไปเลย” ท่านผู้หญิงพูดจบ หัวเราะลั่นราวกับคนบ้า อุษาได้แต่สลดใจไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร...

ครู่ต่อมา อุษาตามมาต่อว่าน้องสาวว่าไปพูดอะไรให้คุณย่าฟังถึงได้อาละวาดขนาดนั้น แสงแขโกหกว่า

ไม่ได้พูดอะไร หาว่าท่านบ้าไปเอง ความจริงท่านน่าจะตายไปตั้งนานแล้ว ไม่รู้จะอยู่เป็นมารความสุขของคนอื่นไปทำไม เพราะเป็นแบบนี้มีผัวผัวก็ทิ้ง มีน้องน้องก็หนี

เตือนอุษาว่าอยู่ใกล้คนแบบนี้มากๆเข้าระวังจะติดนิสัยเลวๆมาจนหาใครให้รักไม่ได้ อุษาหมดความอดทนตบน้องหน้าหัน แล้วสั่งห้ามไปหาเรื่องทะเลาะกับคุณย่าอีก

“ไม่รักไม่ชอบก็อย่าเข้าไปใกล้ แล้วก็ลืมเรื่องคุณลบไปได้เลย”

“อ้อ จะเก็บไว้ให้นังวิรงรองใช่ไหมล่ะ เห็นถูกคอกันดีนี่ เป็นพี่ประสาอะไร แย่งผู้ชายที่น้องรักไปให้คนอื่น”

อุษาไม่เคยคิดอย่างนั้น ที่คอยตักเตือนก็เพราะหวังดีกับน้องจริงๆแสงแขไม่อยากฟังไล่เธอไปให้พ้นหน้า...

เงียบได้พักเดียว ท่านผู้หญิงสรรักษ์ก็อาละวาด

ขึ้นมาอีกครั้ง ต้องการจะรู้ให้ได้ว่าทำไมแสงแขถึงพูดเรื่องนังพลับพลึงขึ้นมา อุษาเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าน้องมีจุดประสงค์อะไร

“พวกแกสุมหัวกันปิดบังฉัน นังพลับพลึงมันยังอยู่ใช่ไหม”

“คุณย่าน้อยหรือคะ” อุษาแกล้งถาม

ท่านผู้หญิงสรรักษ์ไม่ได้หมายถึงผีนังพลับพลึง แต่หมายถึงนังพลับพลึงที่หลานชายของเธอพามา ยังอยู่ที่นี่ใช่ไหม อุษาโกหกว่าไปตั้งนานแล้ว ก่อนจะหันไปสั่งอุไรให้เลื่อนโต๊ะวางอาหารมาใกล้ๆคะยั้นคะยอให้กินอะไรบ้าง แต่ท่านไม่ยอมกิน อุษาอ้างว่าคุณลบสั่งเธอเอาไว้ ต้องพยายามให้คุณย่ากินอาหารให้มากๆ

“งั้นหรือ...ตาลบสั่งไว้อย่างนั้นหรือ งั้นเอามา” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งอุษาและอุไรพากันโล่งใจ...

อดิศวร์มากินอาหารที่บ้านคุณหญิงแก้วร่วมกับหลานสาว พิชญ์ คุณหญิงแก้ว รวมทั้งคุณหญิงวัชรีและท่านรัฐมนตรีสามีคุณหญิงแก้วตามที่รับปากกับหลานไว้ พิณทองตั้งใจจะไปฮันนีมูนที่โดมทองอาทิตย์หน้า แต่พิชญ์ดูจะยังไม่พร้อมเท่าไหร่เพราะห่วงงาน คุณหญิงวัชรีอาสาจะช่วยดูให้ กิจการของเราเองไม่เห็นจะยากตรงไหน อดิศวร์โฆษณาชวนเชื่อว่าถ้าพิชญ์ชอบที่ที่บรรยากาศดีๆ ดอกไม้สวยๆรับรองไปที่โดมทองจะไม่ผิดหวัง

“โดยเฉพาะดอกไม้บางชนิดที่คุณไม่ค่อยพบในกรุงเทพฯ แต่คุณจะพบเป็นทุ่งที่นั่นเลย”

“ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นทุ่งกุหลาบ”

“อย่าเดาเลย ไม่มีทางถูกหรอก” อดิศวร์ยิ้มมีเลศนัยโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นยกเว้นพิชญ์...

เมื่อได้อยู่ลำพังกับพิณทอง พิชญ์เล่าเรื่องยิ้มเจ้าเล่ห์ของน้าชายเธอให้ฟัง พิณทองหาว่าเขาคิดมากไปเองเพราะเท่าที่รู้จักน้าลบไม่ใช่คนมีลับลมคมในอย่างนั้น

“ไม่รู้สิ ผมว่าน้าลบของคุณไม่ค่อยชอบขี้หน้าผม แต่ช่างเถอะ ใครไม่ชอบอย่าชอบ พิณชอบคนเดียวก็พอ”

พิณทองยิ้มหวานซบหน้ากับอกคนรักอย่างมีความสุข ขณะที่พิชญ์ยังคาใจเรื่องน้าชายของเธอไม่หาย

ooooooo

ท่านผู้หญิงสรรักษ์เองก็ไม่ชอบให้มีเรื่องอะไรค้างคาใจเช่นกัน สั่งให้อุไรไปตามแสงแขมาพบ และห้ามให้เรื่องนี้รู้ถึงหูอุษาเด็ดขาด ครู่ต่อมา แสงแขคลานเข่าเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อยตรงหน้าท่าน

“ทำไมอยู่ดีๆ แกเข้ามาพูดถึงนังพลับพลึง”

แสงแขทำเป็นก้มหน้าก้มตาเหมือนไม่กล้าพูด ท่านผู้หญิงสรรักษ์คาดคั้นให้ตอบ เธอละล่ำละลักว่าไม่มีอะไร ท่านไม่เชื่อ แสงแขอ้างว่าที่ไม่พูดเพราะกลัวจะโดนอุษากับอดิศวร์เล่นงาน

“อีนังคนนั้นมันยังอยู่ที่โดมทองนี่ใช่ไหม” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ยิ้มเหี้ยม...

ฝ่ายอุษาร้อนใจมากเมื่อนายสมมารายงานเรื่องที่เจอวิรงรองนอกตัวตึกตอนดึกเมื่อคืน รีบมาสอบถามเธอถึงห้องว่าเกิดอะไรขึ้น วิรงรองเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังและยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้ตาฝาดหูเฝื่อน อุษาไม่ได้คิดว่าเธอโกหก เพียงแต่ตนอยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปีแล้วไม่เคยเห็นหรือได้ยินอะไรอย่างที่เธอบอกเลยสักครั้ง

“มันเหมือนวิโกหกนั่นแหละค่ะ เอ่อ...เราขึ้นไปดูบนยอดโดมกันไหมล่ะค่ะ”

“ไม่ได้ค่ะ คุณย่าสั่งห้ามเด็ดขาด”

วิรงรองแนะว่าไม่ต้องบอกให้ท่านรู้ก็ไม่น่าจะเป็น อะไร อุษาทำไม่ได้ คำสั่งของคุณย่าเป็นเหมือนคำประกาศิตที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม วิรงรองตำหนิว่าไร้เหตุผล แล้วถ้าท่านสั่งให้ไปตายจะต้องทำตามไหม อุษาชักสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง วิรงรองรู้สึกตัว รีบขอโทษ

“โดมทองเคยเป็นอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นเถอะค่ะ พวกเราทุกคนเคยชินกับวิถีชีวิตที่นี่ ถึงคุณจะมองว่ามันเชย ล้าหลังแต่ก็มีความสงบร่มเย็นอย่างที่หาไม่ได้ภายนอก” อุษาพูดจบลุกออกไป

“แล้วทำไมเราถึงได้สัมผัสแต่ความโศกเศร้า ว้าเหว่ ความน่ากลัว ความลึกลับ” วิรงรองพึมพำกับตัวเอง...

อุษาเดินสวนกับแสงแขตรงบันไดขึ้นบ้าน ฝ่ายอ่อนวัยกว่าแขวะว่ามามัวสุมหัวกันอยู่ที่นี่เอง อุษาเตือนจะพูดจะจาอะไรให้ดีๆหน่อย แล้วถามน้องว่าขึ้นมาทำไม หรือจะมาหาเรื่องวิรงรองอีก เธออ้างว่าคุณย่าให้มาตาม วิรงรองไปพบ อุษาตกใจ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเธอยังอยู่ที่นี่ แสงแขไปพูดอะไรกับท่าน ทำไมไม่บอกไปว่าเธอไม่อยู่

แสงแขแก้ตัวน้ำขุ่นๆว่าโกหกไม่เป็น แล้วเดินไปเคาะประตูเรียกวิรงรอง ขณะที่อุษารีบลงไปโทรศัพท์แจ้ง อดิศวร์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาตกใจไม่แพ้เธอเช่นกัน สั่งให้ไปเรียนคุณย่าว่าเขาไม่อนุญาตให้วิรงรองไปไหน ถ้าท่านไม่เชื่อให้รีบโทร.หาเขา และฝากไปบอกวิรงรองด้วยว่าอย่าฉวยโอกาส อุษารีบปฏิบัติตามคำสั่งทันที...

เสียงท่านผู้หญิงสรรักษ์เล่นงานวิรงรองดังลั่นไปทั้งคฤหาสน์ หญิงสาวได้แต่นั่งก้มหน้ายอมรับคำด่าแต่โดยดี ท่านสั่งให้เธอเงยหน้าขึ้น วิรงรองค่อยๆเงยหน้าตามสั่ง พอเห็นเธอชัดๆท่านถึงกับผงะ

“อีพลับ...พลึง...แสงแขไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้ ไล่มันออกไป”

พลันภาพใบหน้าแสยะยิ้มชวนขนหัวลุกของผีพลับพลึงซ้อนขึ้นมาบนใบหน้าวิรงรอง ท่านผู้หญิงสรรักษ์กรีดร้องลั่นเป็นลมล้มพับ อุษาเข้ามารับไว้ทัน บอกวิรงรองให้ออกไปก่อน แล้วสั่งแสงแขรีบโทร.ตามหมอ...

ด้านวิรงรองออกมานั่งที่โถงตรงบันไดทางขึ้นอย่างเหน็ดเหนื่อยใจ ยังงงไม่หายทำไมท่านผู้หญิงสรรักษ์เห็นหน้าตนเองแล้วถึงได้ตกใจขนาดเป็นลม หญิงสาวรู้สึกเหมือนมีสายตาของใครบางคนจับจ้องมาจากที่สูง จึงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนบันได กลับพบแต่ความว่างเปล่า เธอรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาดื้อๆจนต้องกอดอกให้ตัวเองอบอุ่นขณะสายตายังจับจ้องอยู่ที่เดิม

ooooooo

ก่อนกลับโดมทอง อดิศวร์แวะไปที่บ้านวิรงรองเพื่อส่งข่าวให้ปรางทราบว่าลูกสาวของเธอสบายดี เธอถึงกับถอนใจโล่งอกจะได้หมดห่วง อดิศวร์ระแวงขึ้นมาทันที ถามหยั่งเชิงว่าวิรงรองบ่นอะไรให้ฟังหรือ

“บ่นว่าที่นั่นสวยมากค่ะ แล้วทุกคนใจดีกับแกมาก ต้องขอบคุณคุณอดิศวร์ด้วยนะคะ...เอ่อ แม่หนูน่ะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ยังไงก็ต้องฝากคุณอดิศวร์ช่วยดูแลตักเตือนด้วย คิดว่าแกเป็นน้องเป็นนุ่งก็แล้วกันค่ะ”

อดิศวร์มีสีหน้าละอายใจขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่ปรางไม่ทันสังเกตเห็นมัวแต่ดีใจที่ได้คุยกับเจ้านายของลูก...

แม้จะถูกท่านผู้หญิงสรรักษ์เสือกไสไล่ส่ง แต่วิรงรองไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น อ้างว่าเป็นคำสั่งของอดิศวร์ แสงแขไม่พอใจมากจนเกือบจะมีเรื่องกันอีกรอบ โชคดีที่อุษาจับวิรงรองแยกไปอีกทางหนึ่งเสียก่อน...

อดิศวร์กลับถึงโดมทองเร็วกว่ากำหนดหนึ่งวัน ท่านผู้หญิงสรรักษ์ดีใจมากที่เห็นหลานรักกลับมา แต่ไม่วายต่อว่าว่าทำไมถึงไม่ไล่นังคนนั้นออกไป อดิศวร์ ไม่ตอบ ทำทีเหลือบมองนาฬิกา ก่อนจะเตือนว่าสี่ทุ่มแล้วคุณย่าควรเข้านอนได้แล้ว ท่านผู้หญิงสรรักษ์น้ำตาคลอด้วยความน้อยใจที่หลานชายปกป้องนังนั่น

“เหมือนเจ้าคุณปู่ของลบไม่มีผิด คอยปกป้องนังพลับพลึงตลอดเวลา แล้วเป็นไง นึกหรือว่าจะปกป้องได้ สมน้ำหน้า คนทรยศทุกคนต้องโดนแบบนี้” ท่านพูดจบหัวเราะสะใจ อุษารีบนำยาก่อนนอนมาให้กิน ท่านไม่ยอมกินแถมยังพาลด่าว่าเธอต่างๆ นานา อดิศวร์คว้ายาจากมืออุษามายื่นให้ท่าน
“ถ้าคุณย่ารักผม ก็กินยานะครับ”

ท่านผู้หญิงสรรักษ์รับยามากินอย่างว่าง่าย อุษาถึงกับถอนใจ โล่งใจ...

ในเวลาต่อมา อดิศวร์เรียกแสงแขมาตำหนิที่ปากสว่างเอาเรื่องวิรงรองไปฟ้องคุณย่าทั้งๆที่เขาสั่งห้ามไว้แล้ว และขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะขัดคำสั่งของเขา...

ooooooo

วิรงรองหยุดกึกเมื่อมาที่ห้องอาหารในเช้าวันต่อมา เจออดิศวร์นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวก่อนแล้ว เธอขยับจะออกไป แต่เขาเรียกไว้เสียก่อน วิรงรองจำใจเดินมานั่งร่วมโต๊ะ อดิศวร์ขอบใจเธอมากที่ทำตามสัญญา ทำดีแบบนี้เขามีรางวัลจะให้ วิรงรองไม่อยากได้ แล้วขยับจะลุกหนี อดิศวร์คว้าแขนเธอไว้สั่งให้นั่งลง

อุษากับแสงแขเข้ามาพอดีถึงกับชะงัก โดยเฉพาะแสงแขขบกรามแน่นทั้งแค้นทั้งหึง แต่ทำไม่กล้าทำอะไรต่อหน้าเขา อุษายังไม่เห็นมีใครยกสำรับมาตั้ง ขยับจะลุกไปดู วิรงรองสบช่องชิ่งหนี จึงอาสาไปจัดการให้เอง แล้วผลุนผลันออกไป...

ทางฝ่ายท่านผู้หญิงสรรักษ์ยังไม่ละความพยายาม เรียกหลานชายมาสอบถามว่า ไล่นังพลับพลึงไปแล้วหรือยัง อดิศวร์ท้วงว่าเธอชื่อวิรงรองไม่ใช่พลับพลึง ท่านยืนยันว่าต้องใช่ เพราะหน้าเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ถ้าเขารักเธอต้องไล่นังนั่นไปให้พ้น อดิศวร์รักคุณย่ามาก แต่ก็เกรงใจคุณป้าสุรภีมากเช่นกัน เพราะเขาขอร้องให้ท่านช่วยหาคนมาดูแลคุณย่า ท่านก็อุตส่าห์ส่งลูกบุญธรรมของท่านมา เพียงไม่กี่วันจะส่งคืนด้วยเหตุผลที่ว่าวิรงรองหน้าตาเหมือนคุณย่าน้อย มันฟังไม่เข้าท่า

ไม่ว่าท่านผู้หญิงสรรักษ์จะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็ง อดิศวร์ยังคงยืนกรานคำเดิม แล้วเสนอว่าจะให้วิรงรองอยู่อีกปีกหนึ่งของคฤหาสน์ จะไม่ให้เธอมายุ่มย่ามทางด้านนี้ให้คุณย่าเห็นหน้าอีก

“ลบรักมันจริงๆทุกอย่างกำลังจะย้อนกลับไปสู่รอยเดิม ลบรักมัน แล้วมันก็จะแย่งลบไปจากย่า นังพลับพลึงมันส่งอีนังหน้าเหมือนมาเพื่อจะเอาชนะย่า แล้วย่าก็จะถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวตลอดไป” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ร้องไห้สะอึกสะอื้น อดิศวร์โอบกอดท่านไว้ สัญญาว่าจะไม่มีวันทิ้งให้ท่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวแน่นอน...

ในเวลาต่อมา อดิศวร์สั่งให้คนไปตามวิรงรองมาพบที่ห้องทำงาน แล้วเอาของที่แม่ของเธอฝากมา มอบให้ วิรงรองเห็นของโปรดอัดแน่นเต็มถุงถึงกับน้ำตาคลอเบ้า คว้าถุงจะกลับห้องพัก อดิศวร์เรียกเธอให้อยู่ก่อน มีเรื่องสำคัญจะขอให้ช่วยเหลือ อาทิตย์หน้าจะมีแขกมาพักที่นี่ เขาอยากให้เธอคอยดูแลอำนวยความสะดวกสบายให้พวกนั้น วิรงรองยังไม่ทันจะว่าอะไร อดิศวร์ชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน

“ฉันเชื่อว่าเธอทำได้ แล้วก็จะเต็มใจทำอย่างสุดฝีมือด้วย” อดิศวร์ยิ้มมีเลศนัย วิรงรองเห็นเขาหมดธุระจะคุยด้วย จัดแจงขอตัวกลับห้อง อดิศวร์ทำทีทักท้วงจะไม่ถามสักคำหรือว่าใครจะมาเป็นแขกของเขาที่นี่

“ไม่ค่ะเพราะไม่ว่าเป็นใครดิฉันก็ต้องทำหน้าที่ต้อนรับให้คุ้มกับเงินเดือนอยู่ดี” วิรงรองพูดจบออกจากห้อง อดิศวร์มองตามอย่างขุ่นเคืองใจในความอวดดีของเธอ...

ฝ่ายท่านผู้หญิงสรรักษ์หมดหนทางจะกำจัดวิรงรองไปให้พ้นจากที่นี่ จึงตัดสินใจจะสนับสนุน แสงแขให้หลานชายทั้งๆที่เกลียดขี้หน้า แต่ก็ยังดีกว่าจะให้นังนั่นแย่งเขาไป แล้วบอกแผนการให้แสงแขฟัง

“พยายามใกล้ชิดตาลบเข้าไว้ ผู้ชายทุกคนมันสันดานมักง่ายเหมือนกัน ปู่เป็นอย่างไร หลานมันก็คงไม่ต่างกันนักหรอก ฉันจะเปลี่ยนให้แกเข้ามาอยู่ใกล้ชิดฉันแทนนังอุษา ตาลบเข้ามาหาฉันก็จะได้เจอแกทุกครั้ง อ้อแล้วอย่านึกว่าจะวางยาพิษฉันได้เพราะเรื่องข้าวปลาอาหารนังอุษาจะเป็นคนดูแลตามเดิม แล้วก็จำใส่กะโหลกเอาไว้ว่า ถ้าฉันตาย แกจะไม่มีวันได้เข้าใกล้ตาลบแน่นอน”...

ooooooo

ตอนที่ 4

ขณะที่วิรงรองกำลังโทร.ไปขอบคุณแม่สำหรับของฝาก มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เธอรีบขอตัววางสายสักพักจะโทร.กลับไปใหม่ แล้วเดินไปเปิดประตูรับ นิ่วหน้าแปลกใจที่เห็นอดิศวร์ยืนอยู่ เขาลืมเอาของฝากให้เธออีกอย่างหนึ่ง จับมือวิรงรองขึ้นมาแล้ววางของนั้นลงไป

“ของชำร่วยงานแต่งงานพิชญ์กับพิณทอง...

ไม่ต้องขอบใจฉันก็ได้” อดิศวร์ยิ้มสะใจ ก่อนจะผละ

จากไป วิรงรองมองของชำร่วยในมือพึมพำน้ำตาไหลพราก

“พิชญ์แต่งงานไปแล้วจริงๆ พิชญ์เป็นคนอื่นไปแล้วจริงๆ”...

อีกมุมหนึ่งของคฤหาสน์โดมทอง แสงแขดีใจ

จนเนื้อเต้นรีบนำข่าวดีมาบอกพี่สาว อุษาไม่เห็นด้วยที่น้องยอมตกเป็นเครื่องมือให้คุณย่าใช้กีดกันวิรงรองให้ห่างจากอดิศวร์ และที่สำคัญ แสงแขจะหาความสุขไม่ได้ถ้าแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเธอ น่าจะเห็นตัวอย่างจากคุณย่าว่าท่านทุกข์ทรมานขนาดไหน แสงแขเชื่อมือตัวเองว่าจะทำให้อดิศวร์รักเธอจนได้ อุษาพยายามจะทักท้วงแต่เธอไม่อยากฟัง ขอร้องอย่ามายุ่งกับชีวิตเธอ...

ด้านวิรงรองร้องไห้จนสาแก่ใจแล้วจึงเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตา ตั้งใจจะลืมอดีตให้หมดไปจากใจ จังหวะนั้น อนิรุทธิ์โทร.เข้ามือถือพอดี แจ้งว่าพรุ่งนี้ก่อนสิบโมงเช้าจะเข้าไปหาเธอที่โดมทอง ทีแรกวิรงรองไม่อยากให้มา แต่ทนเสียงรบเร้าของเขาไม่ไหว

ooooooo

วิรงรองเข้าไปหาอดิศวร์ที่ห้องทำงานแต่เช้า วันนี้จะมีเพื่อนมาเยี่ยมขอลางานหนึ่งวัน เขาลีลาท่ามากซักโน่นถามนี่เหมือนจะไม่ให้ไปแต่สุดท้ายก็อนุญาต หนำซ้ำยังเชิญชวนให้เธอกับเพื่อนอยู่กินข้าวกลางวันด้วยกัน

“ไม่จำเป็นค่ะ เพราะดิฉันคิดว่าออกไปพบกันข้างนอกดีกว่า ดิฉันไม่ชอบถูกคนตบหัวแล้วลูบหลัง”

วิรงรองยังแค้นใจไม่หายที่เขาใจร้ายเอาของชำร่วยงานแต่งงานของพิชญ์มาฝาก...

อดิศวร์แวะมาหาคุณย่าที่ห้องเหมือนเช่นเคย

แต่ต้องแปลกใจที่วันนี้กลับพบแสงแขอยู่ปรนนิบัติพัดวีให้ท่านแทนที่จะเป็นอุษาหรืออุไร ท่านผู้หญิงสรรักษ์เดินตามแผนที่วางไว้ ขอร้องหลานรักให้อยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเธอจะหลับ เพื่อเปิดโอกาสให้แสงแขได้อยู่ใกล้ชิดเขา...

ไม่ใช่จะมีแต่ท่านผู้หญิงสรรักษ์เท่านั้นที่มีแผน อดิศวร์ก็วางแผนให้วิรงรองกับเพื่อนอยู่กินมื้อเที่ยงและเที่ยวที่อาณาจักรโดมทองไม่ไปไหนไกลหูไกลตา เขาลงทุนดักรอเชิญชวนแขกผู้มาเยือนด้วยตัวเอง สร้างความไม่พอใจให้วิรงรองอย่างมากที่เขาเจ้ากี้เจ้าการ...

แม้จะไม่ชอบใจการกระทำของอดิศวร์ แต่วิรงรองก็ยอมอยู่เที่ยวที่โดมทองตามคำเชิญชวน ครู่ต่อมาเธอขี่ม้าพาอนิรุทธิ์ชมวิวสวยไปตามทางจนกระทั่งถึงทุ่งพลับพลึงที่กำลังออกดอกสะพรั่งไกลสุดลูกหูลูกตา อนิรุทธิ์ตื่นตาตื่นใจมาก กระเซ้าว่าทุ่งแห่งนี้ราวกับทำไว้รอต้อนรับวิรงรอง

“ใครที่ไหนเขาจะทำอย่างนั้น...นี่วิคิดเองนะเพราะถ้าถามก็คงไม่มีใครบอก ท่านเจ้าของบ้านคงปลูกเพื่อเป็นที่ระลึกถึงภรรยา ก็ที่เคยเล่าให้ฟังไงว่าท่านเจ้าคุณสรรักษ์มีภรรยาสองคน ภรรยาน้อยชื่อคุณพลับพลึง”

“ลองปลูกไว้ขนาดนี้แสดงว่าท่านคงรักคุณพลับ– พลึงมาก ชักอยากเห็นหน้าเธอเสียแล้วสิ”

วิรงรองชี้หน้าตัวเองให้อนิรุทธิ์ดู เขามองงงๆ เธอยืนยันว่าเป็นความจริงเพราะวันที่ท่านผู้หญิงสรรักษ์เห็นเธอครั้งแรก ท่านตะโกนใส่หน้าเธอลั่นว่าออกไปนังพลับพลึง ทีแรกเธอก็คิดเหมือนใครต่อใครที่นี่ว่าท่านคงเพ้อไปเอง เพราะไม่มีใครเคยเห็นแม้แต่รูปของคุณพลับพลึง แต่มีบางอย่างในแววตาและน้ำเสียงของท่าน ทำให้เธอลังเล และคืนก่อนที่เธอจะมาที่โดมทอง เธอฝันเห็นตัวเองมาที่นี่และผู้ชายคนหนึ่งเรียกเธอว่าพลับพลึง เช่นกัน

“ตายล่ะหว่า นอกจากท่านผู้หญิงซึ่งเป็นคนแล้วยังมีผีที่เข้าใจผิดอีก” อนิรุทธุิ์พูดติดตลก

แต่วิรงรองไม่ขำด้วย ที่ประหลาดกว่านั้นก็คือโดมทองในความฝันเหมือนกับโดมทองในความจริงไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งๆที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

ooooooo

ในระหว่างที่วิรงรองเล่าเรื่องประหลาดๆ เกี่ยวกับคฤหาสน์โดมทองให้เพื่อนรักฟัง โอบวิ่งแจ้นไปรายงานแสงแขว่า วิรงรองพาเพื่อนผู้ชายมาที่นี่ แถมคุณอดิศวร์ต้อนรับขับสู้อย่างดี สั่งให้อุษาเตรียมอาหารไว้ให้แสงแขโกรธตามไปต่อว่าพี่สาวถึงในครัวว่าเรื่องอะไรต้องไปทำโน่นทำนี่ให้ แขกคนนั้นก็ไม่ใช่แขกของอดิศวร์สักหน่อย

“พี่ทำตามคำสั่งของคุณลบ หรือจะให้พี่บอกคุณลบว่าเธอสั่งไม่ให้ทำ”

แสงแขถึงกับอึ้ง ไม่กล้าโวยวายอะไรอีก...

เรื่องแปลกประหลาดของโดมทองไม่ได้มีเพียงเท่านั้น วิรงรองยังเล่าเรื่องรถม้าลึกลับให้อนิรุทธิ์ฟังและพาไปดูที่โรงเก็บไม้ เนื่องจากไม่มีกุญแจไข ทั้งคู่ได้แต่มองลอดรอยแตกของประตูเลยเข้าไปดู อนิรุทธิ์เห็นสภาพผุพังของรถม้าแล้วไม่น่าจะใช้งานได้ ทันใดนั้น ม้าสองตัวทั้งคู่ผูกไว้ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ เกิดตื่นอะไรบางอย่าง

วิรงรองกับอนิรุทธิ์พยายามจะทำให้มันสงบแต่ไร้ผล จังหวะนั้น นายสมขับรถกอล์ฟพาคนงานอีกสองคนแล่นมาจอดใกล้ๆ อาสาจะจัดการม้าให้เอง แล้วทิ้งรถกอล์ฟให้วิรงรองกับเพื่อนไว้ใช้แทน

ไม่นานนัก วิรงรองขับรถกอล์ฟกลับคฤหาสน์ อนิรุทธิ์เห็นเธอหน้าเครียด พยายามยั่วให้หัวเราะ วิรงรองหมั่นไส้ไล่ตีเขาไปรอบๆ ด้วยท่าทางสนิทสนม อดิศวร์ยืนมองอยู่ที่ประตูบ้านไม่ค่อยจะชอบใจนัก ตะโกนเสียงดังว่าอาหารพร้อมแล้ว ทั้งคู่สะดุ้งโหยง หยุดวิ่งไล่กันทันที...

อดิศวร์ปล่อยให้วิรงรองกับอนิรุทธิ์กินมื้อเที่ยงด้วยกันเพียงลำพัง อนิรุทธิ์เห็นด้วยกับวิรงรองว่าผู้คนที่นี่แปลกๆชอบกล บรรยากาศภายในคฤหาสน์ก็อึมครึมบอกไม่ถูก สรุปแล้วเธอไม่เหมาะกับที่นี่ ชวนกลับกรุงเทพฯ ด้วยกันวันนี้เลย วิรงรองอึกอักอ้างโน่นนี่ แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอกลับไม่ได้ก็เพราะไม่อยากเจอพิชญ์

อนิรุทธิ์สงสารวิรงรองมาก กุมมือเธอไว้เพื่อปลอบใจ โอบ ซึ่งแอบมองอยู่ตามคำสั่งของแสงแขถึงกับตาโตคิดไปในทางเสื่อมเสียว่าทั้งคู่จับมือถือแขนกันกลางวันแสก รีบไปรายงานเจ้านายทันที...

แสงแขไม่รอช้า นำเรื่องที่โอบรายงานไปฟ้องอดิศวร์อีกทอดหนึ่ง แต่เขากลับทำเป็นไม่ใส่ใจ นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของวิรงรอง ถ้าเธอไม่มีอะไรแล้วเขาขอตัวทำงานต่อ แสงแขทำหน้าสำนึกผิด ขอโทษที่นำเรื่องไม่สบายใจมาเล่าให้ฟัง แล้วขอตัวไปดูแลคุณย่าต่อ ทันทีที่พ้นสายตาอดิศวร์ แสงแขยิ้มแย้มสะใจ...

เสร็จจากอาหารมื้ออร่อยฝีมืออุษาแล้ว วิรงรองพาอนิรุทธิ์ไปเยี่ยมชมห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ซึ่งเต็มไปด้วยรูปภาพของบรรดาบรรพบุรุษของอดิศวร์ อนิรุทธิ์เห็นรูปท่านหญิงสรรักษ์ตอนสาวๆ แล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า สวยขนาดนี้แล้วทำไมท่านเจ้าคุณยังแอบปันใจให้หญิงอื่นอีก ชักอยากจะเห็นรูปของคุณพลับพลึง และเชื่อว่าต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในคฤหาสน์หลังนี้

“วิก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เผลอๆอาจจะอยู่บนห้องเก็บของที่ยอดโดมก็ได้” วิรงรองมองขึ้นไปข้างบนนัยน์ตาวาวอย่างมีแผน...

หลังจากวิรงรองพาอนิรุทธิ์ไปลาอดิศวร์แล้ว เดินมาส่งเขาที่รถ อนิรุทธิ์มองไปทางประตูรั้วเห็นนายสมเปิดประตูคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว อดสงสัยไม่ได้ว่ารู้ได้อย่างไรว่าเขาจะกลับ

“ก็บอกแล้วว่าคนที่นี่มีอะไรแปลกๆ”

“ผมไปล่ะ จะแวะไปรายงานคุณว่าลูกสาวสบายดี” อนิรุทธิ์พูดจบก้าวขึ้นรถ วิรงรองเตือนว่าห้ามเล่าเรื่องแปลกๆของที่นี่ให้ฟัง ไม่อยากทำให้ท่านไม่สบายใจ เขาพยักหน้ารับคำ วิรงรองโบกมือให้ยืนส่งเขาจนลับสายตาไม่ทันเห็นอดิศวร์มายืนอยู่ด้านหลัง เขาแขวะว่าท่าทางจะอาลัยอาวรณ์กันมาก วิรงรองหันมองอย่างโกรธๆทั้งสองคนโต้เถียงกัน อดิศวร์ตำหนิเธอที่เที่ยวให้ผู้ชายจับมือถือแขน เธอก็ด่าเขากลับที่ชอบส่งคนมาสอดแนมเธอ

“แล้วเธอล่ะ เที่ยวสอดแนมไปทั่วบ้านฉันนะ เขาเรียกว่าอะไร”

วิรงรองรู้ทันทีว่านายสมมาฟ้อง อดิศวร์ไม่

อยากให้เธอถือโทษแก เพราะเขาเป็นคนสั่งให้แกคอยเดินตรวจตราบริเวณบ้าน เธอเองต่างหากที่ออกไปให้แกเห็นเอง วิรงรองอ้าปากจะเถียงแต่อดิศวร์ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“เธอจะแก้ตัวว่าเจอผีอีกใช่ไหม คนที่นี่เขาอยู่กันมาตั้งนาน ทำไมไม่มีใครเห็น”

“แน่ใจหรือคะ อย่างน้อยก็ท่านผู้หญิงคนหนึ่งล่ะ” วิรงรองสะบัดหน้าเดินเข้าบ้าน อดิศวร์โกรธตามมาคว้าแขน เตือนว่าอย่าเอาคุณย่าของเขามาเกี่ยวด้วย วิรงรอง เถียงคำไม่ตกฟากว่าพูดเรื่องจริง ถ้าไม่เชื่อก็เชิญไปถามท่านดูเอง เธอรู้ดีว่าเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจ อดิศวร์ถึงกับอึ้งที่ถูกจี้ใจดำ

ooooooo

พิชญ์ยังไม่ละความพยายามที่จะหาตัวพลับพลึงหรือวิรงรองให้เจอ วานเพื่อนให้ช่วยจ้างนักสืบตามให้บังเอิญพิณทองจะขึ้นมาตามเขาลงไปกินของว่างได้ยินเขาพูดโทรศัพท์เรื่องนี้พอดี อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาให้ตามหาผู้หญิงที่ชื่อพลับพลึงทำไม แต่ไม่กล้าถาม ได้แต่เก็บไว้ในใจ

แต่พอพิณทองเห็นท่าทางใจลอยของพิชญ์แล้ว ตัดสินใจถามว่าพลับพลึงเป็นใคร พิชญ์ถึงกับสะดุ้งทำถ้วยชาในมือหก เฉไฉว่าพลับพลึงเป็นชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่ง พิณทองนิ่งเงียบไม่ถามอะไรเขาอีก แต่เก็บความสงสัยนี้ไปถามคุณหญิงวัชรีที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่นแทน ท่านถึงกับชะงักถามว่ามีอะไร

“พิณได้ยินพิชญ์พูดถึงชื่อนี้คะ พิณรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีความสำคัญกับพิชญ์มาก”

“ป้าไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรหรอกนะ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ที่สำคัญผู้หญิงคนนั้นเป็นอดีตไปแล้วหนูต่างหากคือผู้หญิงที่เขายกย่องตบแต่งเป็นภรรยา

ป้าอยากให้หนูอยู่กับปัจจุบันมากกว่า อะไรที่แล้วก็ให้มันแล้วกันไปนะลูกนะ” คุณหญิงวัชรีพูดจบ ดึงพิณทองที่น้ำตานองหน้ามากอดปลอบใจ “ตาพิชญ์อายุก็พอสมควรแล้ว คงต้องผ่านอะไรต่อมิอะไรมาบ้าง หนูพิณทำใจให้สบาย อย่าไปถือสาเลยนะลูก”

“ค่ะ...คุณป้า” พิณทองยิ้มทั้งน้ำตา...

คุณหญิงวัชรีดีแต่บอกลูกสะใภ้ให้ปล่อยวาง ตัวเองกลับตามไปเล่นงานลูกชายที่ลักลอบติดต่อกับแม่ดอกไร้ค่านั่น ทั้งๆที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว พิชญ์ปฏิเสธว่าไม่ได้ติดต่อ คุณหญิงวัชรีไม่เชื่อ

“คุณแม่อยากทราบความจริงใช่ไหมครับ ผมพยายามติดต่อเธอตลอดเวลา แต่พลับพลึงปิดทางผมหมดเธอไปที่ไหนก็ไม่รู้ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ทำทุกอย่างเพื่อให้ผมตามหาไม่พบ สบายใจกันหรือยังล่ะครับ”

“อย่ามาประชดแม่นะ ขอให้มันเป็นอย่างที่ลูกว่าจริงๆเถอะ ลูกกับพิณทองแต่งงานกันแล้ว ก็ควรจะดูแลรักษาน้ำใจกันให้ดี พิณทองเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อม และเหมาะสมกับลูกมากที่สุด แม่เลือกให้ไม่ผิดหรอก”

พิชญ์ทำท่าจะค้าน แต่แล้วเปลี่ยนใจ เงียบไว้น่าจะดีกว่า...

ทางด้านแสงแขวางแผนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ใส่ความวิรงรองแถมยังได้ป่วนนังแก่หนังเหนียว สั่งให้โอบไปเก็บดอกพลับพลึงช่อใหญ่มาให้ โอบไม่มีทางเลือก แม้จะกลัวผีมากแค่ไหน แต่กลัวแสงแขมากกว่า คว้าจักรยานปั่นไปยังทุ่งพลับพลึงที่ทั้งมืดทั้งเปลี่ยวทันที รีบตัดช่อพลับพลึงใส่ตะกร้าอย่างรวดเร็ว

ขณะเตรียมจะกลับ สายตาเจ้ากรรมเหลือบไปเห็นชายในชุดเสื้อคลุมตัวยาวกำลังเหม่อมองทุ่งพลับพลึง โดยยืนหันหลังให้ เธอตะโกนถามเสียงสั่นว่าใคร ชายคนนั้นหายวับไปกับตา โอบตาเหลือกปั่นจักรยานหนีแทบไม่คิดชีวิต เพียงไม่กี่อึดใจก็กลับถึงคฤหาสน์ ละล่ำละลักรายงานเจ้านายสาวที่รออยู่ว่า เจอผีที่ทุ่งพลับพลึง

แสงแขขี้เกียจฟังเรื่องไร้สาระ คว้าช่อดอกพลับพลึงค่อยๆย่องเข้าห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ วางไว้บนหัวเตียง ซึ่งเจ้าของห้องกำลังหลับสนิท แล้วเดินไปยังฟูกตัวเอง ล้มตัวลงนอนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

ในระหว่างที่แสงแขกระหยิ่มยิ้มย่องที่แผนการขั้นแรกของตนสำเร็จด้วยดี วิรงรองได้รีบโทรศัพท์ที่คาดไม่ถึงจากลานนาเพื่อนรัก เธอต่อว่าวิรงรองว่ามาอยู่โดมทองทั้งทีทำไม่บอกกันบ้าง

“พรุ่งนี้เราจะให้พี่ชายพาไปหาตัวเองที่โดมทอง พี่ชายเราเป็นเพื่อนห่างๆของคุณอดิศวร์หรือจะให้ไปรับวิมาเที่ยวบ้านเราก็ได้” เจ้าลานนาใส่เป็นชุด วิรงรองขอให้มารับไปบ้านเธอจะดีกว่า แล้ววางสายสีหน้าสดใสขึ้น...

ฝ่ายลานนาเดินแกมวิ่งมาที่เรือนกล้วยไม้ ร้องเรียกพี่ชายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พรุ่งนี้ช่วยพาเธอไปโดมทองหน่อย แล้วถามเขาว่า จำเพื่อนของเธอที่ชื่อวิรงรองได้ไหม คนที่เธอจะให้เขาจีบ ตอนนี้วิรงรองอยู่ที่นั่น เห็นว่ามาช่วยดูแลคุณย่าของคุณอดิศวร์ พันธ์สูรย์ตามเข้ามาพอดี ภูไทวานเขาให้ช่วยพาลานนาไปแทน

“เจ้าก็ทราบว่าผมไปไม่ได้”

ลานนาอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที ซักเป็นการใหญ่ทำไมพันธ์สูรย์ถึงไปที่นั่นไม่ได้ เขาอึกอักไม่ยอมตอบภูไทรีบตัดบทจะพาเธอไปเอง ลานนาไม่ยอมแพ้จะรู้ให้ได้ว่ามีเรื่องอะไรกันแน่ ภูไทขู่ถ้าไม่หยุดถามจะไม่พาไปโดมทอง แล้วไล่เธอกลับเข้าบ้าน ลานนาเดินสะบัดกลับไปแบบงอนๆ พันธ์สูรย์สงสัยเธอจะไปโดมทองทำไม ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะไป ภูไทรู้แค่ว่าเพื่อนของเธอมาทำงานที่นั่น พันธ์สูรย์มั่นใจว่าต้องเป็นวิรงรอง

ภูไทแปลกใจเขาไปรู้จักเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ความว่าพบกันตอนเธอเดินทางมาโดมทอง

ooooooo

เสียงกรีดร้องของท่านผู้หญิงสรรักษ์ทำให้ความสงบเงียบยามเช้ามลายไปสิ้น  อดิศวร์กำลังตรวจเอกสารอยู่ในห้องทำงาน ตกใจรีบวิ่งไปดู พบแสงแขกำลังปลอบคุณย่าอยู่ พอท่านเห็นหลานรักเข้ามารีบฟ้องว่ามีคนเอาดอกพลับพลึงมาวางที่หัวเตียงหวังกลั่นแกล้งเธอ อดิศวร์สอบถามแสงแขว่า เมื่อคืนเห็นใครเข้ามาหรือเปล่า

“ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยค่ะ แขนอนหลับสนิททั้งคืน” แสงแขโกหกหน้าตาย

ท่านผู้หญิงสรรักษ์มั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือนังพลับพลึงที่หลานชายพามา สมคบกับผีนังพลับพลึงเอาดอกไม้อัปมงคลนั้นมาไว้ในห้องของเธอ อดิศวร์ไม่อยากปรักปรำใคร ขอสอบถามเจ้าตัวก่อน...

ครู่ต่อมา อดิศวร์เรียกวิรงรองมาสอบถามว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือเปล่า เธอปฏิเสธลั่นว่าไม่มีวันทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้น ทำไมเขาไม่ลองไปถามแสงแขดู อดิศวร์ไม่พอใจมากที่เธอพูดเป็นทำนองกล่าวหาญาติของเขาอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ทั้งคู่มีปากเสียงกัน อดิศวร์เถียงสู้ไม่ได้กระชากเธอเข้ามาใกล้จนใบหน้าเกือบชนกัน วิรงรองพยายามดิ้นหนี เขายิ่งกอดไว้แน่ เธอตวาดลั่นให้ปล่อย เขาจะปล่อยก็ต่อเมื่อเธออ้อนวอนขอร้อง

วิรงรองไม่ยอมทำเด็ดขาด อดิศวร์โกรธที่เธออวดดี ยื่นหน้าเข้าไปจะจูบ แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องเอะอะของโอบทางด้านหลัง เขาหันขวับไปมอง
วิรงรองฉวยโอกาสผลักอดิศวร์ออกแล้ววิ่งหนี เขาตวาดโอบลั่นว่าทะเล่อทะล่าเข้ามาทำไม ทีหน้าทีหลังอย่ามาสอดแนมเขาอีก สาวใช้ตัวแสบรับคำก่อนจะเผ่นแนบ...

ในขณะเดียวกัน ท่านผู้หญิงสรรักษ์จ้องจับผิดแสงแขที่เอาแต่นั่งก้มหน้า ก่อนจะบอกว่าท่านรู้ว่าเป็นฝีมือเธอที่เอาดอกไม้บ้าบอนั้นมาวางไว้ที่หัวเตียง แต่ท่านยกโทษให้เพราะรู้ว่านั่นเป็นแผนใส่ร้ายนังพลับพลึงหรือวิรงรอง แสงแขโล่งใจ ก้มลงกราบแทบเท้าท่าน ชมว่าฉลาดจริงๆ ท่านผู้หญิงสรรักษ์สวนทันที

“อย่าสอพลอ ฉันละเกลียดนักนังพวกนี้ จะไปไหนก็ไป แล้วก็ตามอุษามาหาฉันด้วย”

แสงแขไม่รอให้บอกซ้ำ รีบเผ่นออกจากห้อง จังหวะเลี้ยวหัวมุมตึก เกือบชนกับโอบที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา เธอละล่ำละลักรายงานว่าเมื่อครู่นี้เห็นอดิศวร์กอดกับวิรงรอง และเกือบจะจูบกันด้วยซ้ำถ้าเธอเข้าไปไม่ทัน แสงแขแค้นใจมาก ต้องหาทางกำจัดนังนั่นให้เร็วที่สุด

ooooooo

พิณทองรับปากคุณหญิงวัชรีดิบดีว่าจะพยายามทำใจเรื่องพิชญ์กับแฟนเก่า แต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่ได้ หอบเสื้อหอบผ้าจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่ พิชญ์ขอร้องไม่ให้ไปเธอก็ไม่ฟัง อ้างว่าอยากอยู่กับตัวเองสักพัก บางทีอาจจะคิดอะไรออก เขาจึงต้องปล่อยให้เธอไป...

เรื่องบาดหมางระหว่างพิณทองกับพิชญ์ชักจะไปกันใหญ่ ฝ่ายหญิงคิดมากถึงขั้นจะหนีไปอยู่โดมทองสักระยะเผื่ออะไรต่ออะไรจะดีขึ้น คุณหญิงแก้วทนเห็นลูกทุกข์ใจไม่ได้ แอบโทร.ปรึกษาคุณหญิงวัชรีทั้งๆที่พิณทองห้ามไว้แล้ว คุณหญิงวัชรีรับปากเพื่อนรักว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เองไม่ต้องเป็นห่วง

ไม่กี่อึดใจถัดมา คุณหญิงวัชรีตามไปเอาเรื่องลูกชายถึงที่ทำงาน ปิดห้องต่อว่ายกใหญ่ พิชญ์ไม่เข้าใจทำไมพิณทองถึงอยากรู้เรื่องพลับพลึงนัก ไม่เห็นเกี่ยวกับเธอตรงไหน ทีเขาไม่เห็นอยากรู้เรื่องส่วนตัวของเธอแล้วทำไมเธอยังมาก้าวก่ายเรื่องของเขา คุณหญิงวัชรีเถียงแทนลูกสะใภ้ ที่ต้องก้าวก่ายเพราะพิชญ์มีผู้หญิงอื่น

“เธอนั่นแหละครับผู้หญิงอื่น ผมกับพลับพลึงรักกันมาตั้งนาน เราหวังว่าพอเรียนจบกลับมาจะแต่งงานกัน แต่แล้วพิณก็แทรกเข้ามา แล้วยังจะมาเรียกพลับพลึงว่าคนอื่นอีก”

คุณหญิงวัชรีเตือนลูกว่าแต่งงานกับพิณทองแล้วก็ควรต้องรับผิดชอบ เขารู้แก่ใจดีถึงแม่จะไม่พูดประโยคนั้นซ้ำๆ ซากๆ เขาก็รู้ว่าควรจะรับผิดชอบพิณทอง คุณหญิงวัชรีแกล้งบีบน้ำตาโทษตัวเองที่แส่มากไป

“คุณแม่อย่าพูดให้ผมดูเลวไปมากกว่านี้เลยครับ เอาเป็นว่าผมกราบขอโทษคุณแม่ก็แล้วกันนะครับ”

“พรุ่งนี้...หนูพิณจะไปโดมทอง” คุณหญิงวัชรีพูดไปบีบน้ำตาไปด้วย พิชญ์ถึงกับชะงัก...

ลานนาผิดหวังมากอุตส่าห์มาหาวิรงรองถึงโดมทองเพื่อจะได้คุยกันตามประสาเพื่อนรักให้หายคิดถึง แต่ขี่ม้าไปคุยกันไปได้ครู่เดียว ภูไทโทร.มาตามให้กลับไปที่รถ อ้างกับน้องสาวว่ามีธุระด่วน แต่ความจริงแล้วที่เขาทนอยู่ในคฤหาสน์โดมทองต่อไปไม่ได้ก็เพราะโดนอดิศวร์ต่อว่าเรื่องที่เขารับพันธ์สูรย์ไปอยู่ด้วย แถมอดิศวร์ยังฝากข้อความไปถึงพันธ์สูรย์ว่าอย่าสะเออะมายุ่งกับอุษาเด็ดขาดเพราะเขาจะไม่รับรองความปลอดภัย...

ครู่ต่อมา วิรงรองกับลานนาขี่ม้ามาถึงบริเวณที่รถของภูไทจอดอยู่ ลานนาบ่นอุบเพิ่งคุยกับเพื่อนรักได้นิดเดียวเอง ภูไทขอติดไว้ก่อน วันหลังเราสองคนค่อยชวนวิรงรองไปที่บ้านเรา จะได้คุยกันนานๆ แล้วชวนน้องสาวขึ้นรถ ทั้งสามคนไม่รู้เลยว่าทุกอิริยาบถอยู่ในสายตาของอดิศวร์ตลอด...

ระหว่างทางกลับบ้าน ลานนาอดกระเซ้าพี่ชายตัวเองไม่ได้ว่าติดใจเพื่อนของเธอแล้วใช่ไหม เธอจะนัดให้เจอกันตั้งนานแล้ว แต่เขาทำเป็นเล่นตัว ตอนนี้จะให้เธอช่วยสานต่อให้ไหม ภูไทตอบตกลงอย่างเขินๆ...

ทางด้านวิรงรองกำลังจะขึ้นบันไดกลับห้องพัก แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นอดิศวร์ดักรออยู่ ซักเป็นการใหญ่ว่าไปรู้จักกับสองพี่น้องนั่นได้อย่างไร วิรงรองไม่เคยรู้จักภูไทเพิ่งจะได้พบกันวันนี้ แต่เป็นเพื่อนกับลานนา

“พูดเรื่องนี้มาก็ดีแล้ว พรุ่งนี้ดิฉันขออนุญาตไปบ้านลานนา”

อดิศวร์ไม่อนุญาตพรุ่งนี้แขกที่เขามอบหน้าที่ให้วิรงรองดูแลจะมาถึงโดมทอง เธอจึงต้องอยู่ต้อนรับ...

ฝ่ายท่านผู้หญิงสรรักษ์เกรงว่าทิ้งไว้เนิ่นนานไปจะไม่ทันกาล ตัดสินใจขอร้องแกมบังคับให้หลานชายแต่งงานกับแสงแข อดิศวร์ตามใจท่านได้ทุกอย่างแต่เรื่องนี้คงต้องขอ แสงแขซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยถึงกับหน้าเสีย ท่านผู้หญิงสรรักษ์แกล้งบีบน้ำตา ตัดพ้อหลานชายว่าพูดแบบนี้ก็เท่ากับขัดใจเธอ

“เอาเป็นว่าผมต้องขอเวลาคิดบ้างครับ”

“ได้...ได้ ย่าอนุญาตและต้องการคำตอบรับนะลูก”

อดิศวร์นั่งนิ่ง ขณะที่แสงแขแอบยิ้มปลื้ม ความฝันที่จะได้ครอบครองอดิศวร์ใกล้เป็นจริงแล้ว...

แสงแขทนเก็บข่าวดีนี้ไว้คนเดียวไม่ไหว วิ่งโร่ไปคุยอวดให้อุษาฟังว่าในที่สุดเธอจะได้แต่งงานกับอดิศวร์ แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่ตอบตกลง แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่ปฏิเสธเพราะคุณย่าพูดแกมบังคับให้ตกลง อุษาเตือนว่า แต่งงานกับคนที่เขาไม่ได้รักเรารังแต่จะทุกข์ใจเปล่า แค่นี้ก็มองออกแล้วว่าอดิศวร์ไม่ได้รักเธอ

ไม่เช่นนั้นคงตอบตกลงไปแล้ว แสงแขหงุดหงิด แทนที่พี่สาวจะดีใจด้วยกลับคอยขัดคอตลอดเวลา...

ในที่สุดพิชญ์ก็ได้คิด ตามมาง้อพิณทองและปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด พรุ่งนี้เขาจะไปโดมทองพร้อมเธอ เท่ากับเลื่อนเวลาฮันนีมูนให้เร็วขึ้น พิณทองน้ำตาซึมด้วยความดีใจ และไม่ลืมโทร.บอกข่าวดีนี้กับน้าชายที่เธอเคารพรัก

ooooooo

ขณะที่วิรงรองกำลังหลับสบายอยู่บนเตียง มีเสียงเพลงบรรเลงที่ฟังแล้วชวนขนหัวลุกดังขึ้น เธอรู้สึกตัวมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นดวงจันทร์วันเพ็ญส่องสว่าง พึมพำกับตัวเองว่านี่เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เสียงฝีเท้าม้าดังใกล้เข้ามาทุกที วิรงรองพุ่งไปที่หน้าต่าง ค่อยๆ มองลงไปเบื้องล่าง

รถม้าลึกลับคันเดิม เคลื่อนมาหยุดใต้หน้าต่าง ชายในชุดเสื้อคลุมดำสวมหมวก ค่อยๆเงยหน้าขึ้นช้าๆ แสงจันทร์ไร้เมฆบดบังสาดมาตรงใบหน้านั้นพอดี วิรงรองถึงกับตะลึง

“คุณอดิศวร์...นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเรามาอยู่ในบ้านพวกโรคจิต จะเอาอย่างไรดี...อยากรู้นักว่าถ้าจับได้ คาหนังคาเขา เขาจะทำอย่างไร” คิดได้ดังนั้น เธอคว้าไฟฉายออกจากห้อง สาวเท้ายาวๆอย่างระมัดระวังไปยังจุดที่รถม้าจอดอยู่ กลับพบแต่ความว่างเปล่า เงยหน้าดูห้องใต้ยอดโดมก็มืดสนิท ทันใดนั้นมีเสียงพูดดังขึ้น

“จะออกมาจับผีบ้านฉันหรือ”

วิรงรองสะดุ้งโหยงไฟฉายหลุดจากมือกลิ้งไปอยู่แทบเท้าอดิศวร์ซึ่งก้มเก็บมันคืนให้ แล้วถามว่าเจอผีหรือเปล่า เธอไม่เจอผีที่ไหนเจอแต่คนโรคจิต อดิศวร์ไม่พอใจ โต้ว่าที่นี่ไม่เคยมีคนโรคจิต

“อย่าคิดนะว่าฉันรู้ไม่เท่าทันคุณ ถึงคุณจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วมากก็เถอะ...เอารถม้าไปแอบไว้ที่ไหน”

อดิศวร์งงไม่รู้ว่าวิรงรองพูดเรื่องอะไร เธอต่อว่าเขา ฉอดๆว่าทำไมต้องแต่งตัวเป็นท่านเคาต์ขับรถม้ามาอยู่ใต้หน้าต่างห้องเธอ อดิศวร์ยังไม่ทันจะอ้าปากพูด วิรงรองชิงพูด ขึ้นเสียก่อนว่าอย่าปฏิเสธเพราะเธอเห็นกับตาตัวเอง เขายกมือจะแตะหน้าผากดูว่าเธอตัวร้อนหรือเปล่า หญิงสาวถอยกรูด ยืนยันว่าเห็นเขาจริงๆไม่ได้บ้า คิดไปเอง

อดิศวร์บอกให้เธอเข้าบ้าน แล้วกึ่งดึงกึ่งลากมาหยุดหน้าห้องพักของเธอ สั่งให้เข้านอนได้แล้ว

วิรงรองยังคงยืนยันว่าเห็นเขาจริงๆแล้วพาไปดูตรงจุดที่เห็นเขากับรถม้า อดิศวร์หาว่าเธอสร้างเรื่องนี้ ขึ้นมาเพื่อต้องการให้เขาเข้ามาในห้อง วิรงรองโกรธจัดที่ถูกดูหมิ่น ไล่ตะเพิดเขาออกจากห้อง อดิศวร์มองเธอด้วยแววตาเย้ยหยัน ก่อนจะออกไป วิรงรองรีบตามมาปิดประตูล็อกกลอน น้ำตาไหลพรากด้วยความแค้นใจ...

คืนนั้นวิรงรองฝันเห็นชายชุดดำหน้าเหมือนอดิศวร์มาคว้าตัวเธอไปจากพิชญ์ เธอพยายามดิ้นหนี เขายิ่งกอดไว้แน่น เธอร้องเรียกพิชญ์ลั่น ก่อนจะสะดุ้งตื่น รีบดึงผ้าห่มที่พันตัวออกโทษผ้าห่มเจ้ากรรมที่ทำให้ฝันร้าย...

ไม่ใช่วิรงรองเท่านั้นที่ฝันร้าย ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ก็ฝันร้ายเช่นกัน ในฝันเห็นมือปีศาจมาเคาะหน้าต่างเรียกให้ท่านเปิดรับ ท่านรีบลุกไปล็อกกลอน มือนั้นพยายามจะดันหน้าต่างให้เปิด ท่านผู้หญิงสรรักษ์กรีดร้องลั่นให้คนช่วย ก่อนจะสะดุ้งตกใจตื่นสีหน้าหวาดกลัว อุไร

พลอยตื่นไปด้วย รีบเข้าไปปลอบท่านว่าแค่ฝันร้ายเท่านั้น

“มันเป็นความจริง สมน้ำหน้ามัน กี่สิบปีแล้วล่ะที่มันต้องล่องลอยอยู่ข้างนอก คนทรยศต้องถูกลงโทษ” ท่านผู้หญิงตาวาวโรจน์ด้วยความแค้น ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังกลัวตัวสั่น อุไรเหนื่อยใจกับอารมณ์ขึ้นๆลงๆของท่าน

ooooooo

แสงแขอาการหนักเข้าขั้น อดิศวร์ยังไม่ทันตกปากรับคำจะแต่งงานด้วย เธอกลับยกตัวเองว่าเป็นคู่หมั้นคู่หมายของเขา เห็นอุษาจะเข้าไปพบอดิศวร์ ปราดเข้าไปขวางหน้าประตู ถามว่ามีธุระอะไร

“มากไปไหม แสงแข” อุษาเสียงเขียว

“ไม่...แขเป็นคู่หมายของคุณลบ ใครจะเข้าพบ ต้องผ่านแขก่อน”

อุษาส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนจะเคาะประตูห้องทำงานอดิศวร์แล้วเปิดเข้าไป แสงแขรีบตามไปติดๆอดิศวร์เงยหน้าจากกองเอกสารถามแสงแขว่าเข้ามาทำไม เธอจะมาถามว่ากลางวันนี้เขาอยากจะกินอะไร เขาทักท้วงว่า นั่นมันหน้าที่อุษาไม่ใช่หรือ หน้าที่เธอคือดูแลคุณย่า ไม่ควรทิ้งท่านมาอย่างนี้ แสงแขอ้างว่า คุณย่าสั่งให้เธอคอยดูแลเขา อดิศวร์ไม่ต้องการคนดูแล ไล่เธอกลับไปหาคุณย่า แล้วหันไปสั่งการกับอุษา

“เย็นนี้ไม่ต้องเตรียมอาหารให้พี่กับแขกที่จะมาพักเพราะพี่จะพาเข้าไปกินในเมือง”

อุษารับคำ แล้วออกจากห้อง ขณะที่อดิศวร์เอนตัวพิงพนักเก้าอี้สีหน้าครุ่นคิด...

ทางฝ่ายวิรงรองไม่รอช้า โทร.เล่าเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้อนิรุทธิ์ฟัง ยืนยันว่าชายลึกลับบนรถม้าคืออดิศวร์ เพราะหน้าเหมือนกันราวกับแกะ แต่ถ้าชายคนนั้นไม่ใช่เขาก็ต้องเป็นผี อนิรุทธิ์ขำกลิ้ง วิรงรองเตือนว่า อย่าเพิ่งทำเป็นหัวเราะ บ้านหลังนี้มีอะไรแปลกๆหลายอย่าง เธอกำลังคิดว่าน่าจะมีใครบางคนถูกขังบนยอดโดม และผู้ที่ต้องสงสัยมากที่สุดน่าจะเป็นอดิศวร์ ส่วนสาเหตุที่ทำตอนนี้เธอยังไม่รู้ แต่จะสืบให้รู้ให้ได้...

แสงแขยังบ้าไม่เลิก คาดคั้นให้อุษาบอกมาว่า เมื่อครู่นี้คุยอะไรกับอดิศวร์ อุษาว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เขาแค่บอกว่าหลานสาวของเขาที่เพิ่งแต่งงานจะมาพักที่นี่เร็วกว่ากำหนดเดิม แสงแขตัดพ้อทำไมไม่มีใครบอกเรื่องนี้ ในเมื่อเธอเป็นคู่หมั้นเจ้าของบ้าน เธอควรจะรู้ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ อุษาหาว่าเธอคิดไปเองคนเดียว น่าจะถามอดิศวร์เสียก่อนว่าเห็นเธอเป็นคู่หมั้นด้วยหรือเปล่า

“แขจะไปถามคุณลบ พี่อุษาจะได้เลิกข้องใจเสียที” แสงแขพูดจบบ่ายหน้าไปยังห้องทำงานของอดิศวร์...

ในระหว่างที่วิรงรองกำลังจะเข้าไปหาอดิศวร์ตามที่ถูกเรียกตัวให้มาพบ เจอแสงแขตรงหน้าห้องพอดี เธอถามเสียงเขียวจะเข้าไปทำไม วิรงรองอ้างว่าอดิศวร์เรียกมาพบ แสงแขไม่เชื่อ เธอท้าให้เข้าไปถามเขาเอาเอง

“ไม่ต้องมาท้า จำใส่กะลาหัวไว้นะ ฉันเป็นคู่หมั้นคู่หมายของคุณลบ เพราะฉะนั้นเขาไม่มีสายตาจะมองใคร ได้อีก ถึงจะเล่นๆกับผู้หญิงใจง่ายก็ตาม เขารักฉันมาก”

วิรงรองรำคาญรีบตัดบท “ฉันจะเข้าไปได้หรือยัง หรือว่าคุณจะเข้าไปด้วย”

แสงแขคุยโม้ว่า ไม่จำเป็นต้องเข้าไป เพราะอดิศวร์ต้องเล่าให้ฟังอยู่แล้ว...

ทันทีที่วิรงรองเปิดประตูห้องทำงานเข้าไป อดิศวร์ต่อว่า ว่าทำไมมาช้านัก เธอช้าเพราะมัวแต่ตอบคำถามคู่หมั้นของเขาอยู่ อดิศวร์นิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะแจ้งว่า แขกพิเศษของเขาจะมาถึงเย็นนี้ แต่เขาจะพาไปกินข้าวในเมือง คงจะกลับดึกหน่อย เธอไม่ต้องอดหลับอดนอนรอ ให้ไปพบแขกของเขาเช้าวันรุ่งขึ้นเลย...

อดิศวร์หมดความอดทนอดกลั้นกับแสงเข เรียกเข้ามาเคลียร์เรื่องที่คุณย่าจะให้เขาแต่งงานกับเธอ เขาไม่เคยคิดกับเธอเป็นอื่นนอกจากน้องสาว แม้เราสองคนจะเป็นพี่น้องที่ห่างกันมาก แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกันอยู่ดี เขาคงแต่งงานกับเธอไม่ได้ ที่คุณย่าพูดเพราะเห็นว่าเราสองคนโสดด้วยกันทั้งคู่ แสงแขทนฟังไม่ไหว วิ่งหนีไปทั้งน้ำตา อดิศวร์ได้แต่ถอนใจ หนักใจ...

ครู่ต่อมา แสงแขเข้ามาหาฟ้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ด้วยน้ำตานองหน้าว่า อดิศวร์เพิ่งบอกว่าไม่ได้รักเธอและจะไม่แต่งงานกับเธอ แทนที่จะเห็นใจท่านกลับสมน้ำหน้าที่เธอสาระแนไปประกาศปาวๆว่าเป็นคู่หมั้นของเขา ต่อไปต้องเก็บปากเก็บคำอยู่เงียบๆ ปล่อยให้ท่านจัดการเอง ในเมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์เราก็ต้องเอาด้วยกล

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 17:23 น.