ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

แก้มยังคงนั่งอยู่ในรถกับชาติชายไม่ยอมเข้าบ้าน จะรอให้แสงเทพกลับไปก่อน เขาเตือนว่าดึกมากแล้วและที่สำคัญเขาต้องขับรถกลับกาญจนบุรี เด็กสาวลงจากรถไปนั่งตรงขอบทางเท้า ชาติชายโผล่หน้าออกมาจากรถปรามว่าทำอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ เธอบอกให้เขากลับไปก่อนไม่ต้องเป็นห่วง เธอนั่งตรงนี้คนเดียวได้

ชาติชาย จะทิ้งให้แก้มนั่งรอคนเดียวได้อย่างไร จะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเธอจะเข้าบ้าน แก้มปลื้มใจมากถึงขนาดจะขอให้เขามาเป็นพ่อของตัวเอง ชาติชายไม่เอาด้วย ขืนมีลูกอย่างเธอ จะเตะให้หายเป็นทอม

“ใครบอกว่าแก้มเป็นทอม”

“โอ๊ย จะต้องมีใครบอก เห็นมาแต่ไกล ดูยังไงก็ดูออก”

“อา กู๋โดนหลอกแล้วล่ะครับ มันเป็นวิธีป้องกันตัวของแก้มต่างหาก” แก้มพูดทีเล่นทีจริง แล้วชะเง้อคอยาวไปทางหน้าบ้าน เห็นแสงเทพเปิดประตูออกมา จัดแจงไล่ชาติชายกลับ ขยับจะลุกขึ้น แต่ต้องชะงัก น้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นดวงใจแม่ของตัวเองตามมากอดจูบราตรีสวัสดิ์ชายที่เธอ เกลียดขี้หน้า แก้มทนดูไม่ได้วิ่งหนีไปทั้งน้ำตา ไม่สนใจเสียงตะโกนเรียกของชาติชายให้กลับมาก่อน...

เสียงตะโกนของชาติชาย ทำให้ดวงใจหยุดกึก กวาดตามองไปรอบๆ แสงเทพแปลกใจ ถามว่ามีอะไร เธอได้ยินเสียงเหมือนใครตะโกนเรียกลูกของเธออยู่แถวนี้ แสงเทพรีบขอตัวกลับก่อน ถ้าเกิดแก้มมาเห็นเขาเข้าจะเป็นเรื่องเปล่าๆ แล้วขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว...

ฝ่ายแก้มวิ่งมาถึงศาลาเก่าๆข้างทาง ที่ด้านหลังมีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งซ่อนอยู่ เธอโดดขึ้นรถแล้วเร่งเครื่องออกไป ชาติชายจะวิ่งตามแต่ไม่ทัน ด้วยความเป็นห่วง เขาตัดสินใจไปที่บ้านดวงใจเพื่อแจ้งว่าเขามาส่งแก้มที่นี่ แต่เธอไม่ยอมเข้าบ้านวิ่งหนีไปเสียก่อน เขาตามหาจนทั่วก็ไม่พบ จึงมาบอกให้ดวงใจทราบ แล้วหันหลังจะกลับ

“เดี๋ยวค่ะ แก้มไม่ได้อยู่ที่นี่นะคะ แกไปอยู่บ้านปู่ของแกนานแล้ว ไม่เคยกลับมาที่นี่อีกเลย”

“หรือครับ...ขอโทษที่มารบกวนเสียดึกเลย สวัสดีครับ” ชาติชายกลับมาขึ้นรถตัวเองอย่างงงๆ...

ที่ ห้องนอนของหรั่ง ขณะเจ้าของห้องกำลังดื่มด่ำความสุขที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์กับแพรวาอีกครั้ง ก้อยตะโกนถามว่าหิวหรือเปล่า น้าเบิ้มซื้อผัดไทยมาฝากตั้งแต่หัวค่ำ หรั่งเปิดประตูห้องออกมาบอกว่ากินอะไรมาแล้ว และชวนเธอมาเล่านิทานกันต่อ วันนี้เขาจะเริ่มเรื่องตรงที่เจ้าชายพาเจ้าหญิงไปเหยียบดวงจันทร์จนได้

“อย่างนั้นก็ใกล้จะจบแล้วสิ”

“ยังหรอก เพิ่งจะครึ่งเรื่อง ยังเหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่ง มันๆทั้งนั้น” หรั่งยิ้มอย่างมีความสุข

ooooooo

ที่ โรงสีข้าวน่ำเล้งซึ่งอยู่ในเครือของ M.S.Group. เสียงคนงานตะโกนกันเป็นทอดๆว่าเจ้าสัวมา ทำให้ ลินจงหรืออาจูวางมือจากงานที่ทำ รีบออกมาต้อนรับ พลางตัดพ้อว่าจะมาหาทั้งทีทำไมไม่โทร.บอกก่อน

“คนคิดถึงกัน มันต้องบอกก่อนด้วยหรืออาจู” เผ่าลาภกระเซ้า ลินจงชวนให้เข้าไปคุยกันในบ้าน แล้วเดินนำพี่ชายไปยังบ้านไม้ริมน้ำอายุเก่าแก่กว่า 80 ปี...

เผ่าลาภ ระบายความอัดอั้นให้ลินจงฟังว่า ตอนนี้เหนื่อยเหลือเกิน สุขภาพร่างกายก็เริ่มแย่แถมยังมีเรื่องให้เครียดอยู่ตลอด จะปรึกษารำไพก็สงสารไม่อยากทำให้เธอพลอยเครียดไปด้วย ลินจงแนะให้พี่ชายปล่อยวางเสียบ้าง อีกไม่นานเรื่องร้ายๆก็จะคลี่คลายไปได้เอง

“ถ้าเลือกได้ เฮียอยากเป็นคนธรรมดาๆไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือไม่ก็ให้เฮียมาดูแลโรงสี นี่ก็ยังดี เอาไหม เรามาสลับตำแหน่งกันไหมอาจู” เผ่าลาภสีหน้าท้อแท้อย่างเห็นได้ชัด

“ไม่เอาล่ะ อั๊วอยู่อย่างนี้ดีแล้วนา อย่าหาเรื่องให้อั๊วเลย”

“ทางนี้เป็นอย่างไรบ้าง ดูเงียบๆไปนะ คนงานน้อยลงใช่ไหม”

ลินจง พยักหน้ารับคำ พักนี้ไม่ค่อยมีงานให้คนงานทำ แต่โรงสีข้าวก็ยังมีเงินพอส่งให้บริษัทใหญ่ได้อีกสักพักหนึ่ง เผ่าลาภต้องขอให้เธอส่งเงินงวดนี้เร็วขึ้น เพราะทางเหมืองพลอยต้องเร่งใช้เงินลงทุน

“ได้เฮีย...เอ่อ เร็วๆนี้อั๊วจะแวะไปเยี่ยมอาฮุ้งก็ว่าจะเลยไปเยี่ยมคุณรำไพด้วย เฮียอยากได้อะไรไหม”

เผ่าลาภส่ายหน้า “ขอบใจอาจู...ถ้าเฮียเป็นอะไรไป ฝากรำไพกับลูกแพรด้วยก็แล้วกัน” คำพูดของเขาทำให้ลินจงไม่ค่อยสบายใจนัก...

ด้วยความที่ก้อยตาบอดทำให้ไม่เห็นว่ามีมอเตอร์ไซค์แปลกหน้ามาขี่วนเวียนดูลาดเลาแถวบ้านหลายรอบ ก่อนจะขี่ลัดเลาะผ่านหน้าบ้านผู้ใหญ่เงาะที่กำลังโขกหมากรุกอยู่กับน้าเบิ้มอย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง สักพักมอเตอร์ไซค์แปลกหน้าคันเดิมขี่ย้อนกลับมาวนใกล้ๆบ้านผู้ใหญ่เงาะอีกครั้ง คราวนี้ผู้อาวุโสประจำชุมชนจานเดี่ยวทั้งสองคนต่างละสายตาจากกระดาน หมากรุกหันไปมองมอเตอร์ไซค์คันนั้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ไอ้นี่มันใครวะ ขี่รถวนไปวนมาอยู่ได้”

“นั่นสิผู้ใหญ่...เมื่อบ่ายๆข้าเห็นวนอยู่แถวบ้านไอ้หรั่งทีหนึ่งแล้ว นังก้อยมันอยู่คนเดียวเสียด้วย” น้าเบิ้มว่าแล้วหันไปสนใจหมากรุกบนกระดาน ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรอีก ผู้ใหญ่เงาะก็เช่นกัน

ooooooo

กัมปนาทถึงกับกุมขมับเมื่อเห็นสปอตโฆษณาตัวใหม่ที่อรทัยเอามาเปิดให้ดู แถมว่าประชดว่าขืนทำโฆษณาแนวนี้ออกมามีหวังต้องทำสติกเกอร์ติดท้ายรถสิบล้อไปด้วย

“สงสัยอั๊วคงต้องเปลี่ยนคนทำโฆษณาใหม่...แล้วนี่เราจะเอาอย่างไรแน่อาฮุย ตกลงจะประจำอยู่ที่โรงเจียระไนหรือจะอยู่โยงที่ออฟฟิศในกรุงเทพฯ”

“เอาแบบไปๆมาๆอย่างนี้แหละดี คนเป็นดีไซเนอร์อยู่นิ่งไม่ได้ เดี๋ยวไอเดียตันล่ะก็จบกันเลยนะ”

จังหวะนั้น ตองในชุดนักเรียนเปิดประตูห้องเข้ามาไหว้ทักทายกัมปนาท ก่อนจะหันไปบอกอรทัยว่าวันนี้กลับดึก มีเรียนพิเศษแล้วแบมือขอเงินค่ารถแท็กซี่ เธอหยิบเงินให้
ลูกไปพลางบ่นไปด้วยว่าวันหลังรับครูมาสอนที่บ้านน่าจะถูกกว่าค่าแท็กซี่ แล้วรอจนลูกกลับออกไปจึงถามน้องชายว่าวันนี้มีเรื่องอะไรกับตนหรือเปล่า เขาหยิบแฟ้มโปร
เจกต์ Jewelry on the beach ขึ้นมาให้ดู อรทัยทำหน้างงถามว่าแฟ้มอะไร

“มหกรรมอัญมณีโลก นำเสนอโดย M.S.JEWELRY ไง...เฮียตงยังไม่ได้บอกเจ๊อีกหรือเนี่ย ไม่ทันไรขี้ลืมเสียแล้วเฮียเรา”

“โอ๊ย...จะไปจำอะไรได้ ช่วงนี้เขาใจจดใจจ่อกับเรื่องออกทีวีเรื่องเดียวเท่านั้นแหละ” อรทัยแดกดัน...

เผ่าลาภมีนัดไปออกรายการทีวีให้กับช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณในเย็นวันเดียวกัน แต่คนที่ตื่นเต้นกลับเป็นนายสยามที่จะได้ไปเจอะเจอกับดาราของช่อง เตรียมกล้องไว้เผื่อขอ
ถ่ายรูป แถมยังชวนหรั่งไปด้วยกัน

“ไม่เอาล่ะ เป็นห่วงน้องสาวที่บ้าน”

จังหวะนั้น ส้มวิ่งหน้าตื่นออกมาจากตัวบ้านร้องบอกนายสยามว่าคุณเผ่าลาภไม่สบายมาก มาช่วยกันพาตัวไปส่งโรงพยาบาล ชายต่างวัยทั้งสองคนรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน
เห็นเผ่าลาภนั่งอยู่กับพื้นเอามือกุมขมับสีหน้าเจ็บปวด ต่างกรูเข้าไปช่วยกันประคองให้ลุกขึ้น แพรวาละล่ำละลักถามแม่ว่าคุณป๋าเป็นอะไรไป

“คุณป๋าปวดหัวมาก แม่กำลังจะพาไปโรงพยาบาล”

แพรวาจะตามไปด้วย เผ่าลาภบอกอย่างยากลำบากว่าไม่ต้อง ให้ลูกช่วยไปออกรายการทีวีแทนเขาที เธอไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น จะขอตามไปโรงพยาบาลด้วย รำไพต้อง
ขอร้องลูกอีกแรงหนึ่ง

“ช่วยหน่อยนะลูกแพร เขาเพิ่งโทร.มาตามคุณป๋าเมื่อครู่นี้เอง เขาว่าเป็นรายการสดด้วย”

“ก็ช่างเขาสิแม่ ให้เขาแก้ปัญหาของเขาเองสิ”

“มันจะเสียหายมาถึงบริษัทนะลูกแพร เข้าใจหน่อยสิลูก ไปแต่งตัวเร็วเข้า” รำไพพูดจบเดินนำหรั่งกับนายสยามที่ประคองเผ่าลาภจะออกไปขึ้นรถ แพรวาครุ่นคิดอยู่ครู่
หนึ่งก่อนจะร้องเรียกหรั่งไว้

“นายหรั่ง...นายไปกับฉันนะ”

ooooooo

ทันทีที่มาถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ แพรวาแจ้งกับทีมงานของรายการทีวีว่าพ่อของเธอป่วยกะทันหัน ก็เลยให้เธอมาออกรายการแทน

“ไม่เป็นไรค่ะ มา...มาทางนี้ก่อนค่ะ” หนึ่งในทีมงานพาแพรวากับหรั่งไปยังห้องแต่งตัวด้านหลัง...

แพรวาทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่าเมื่อได้นั่งแต่งหน้าร่วมห้องกับนักธุรกิจอัญมณีรุ่นใหม่ ดูท่าทางทรงภูมิทั้งนั้น หลังจากครีเอทีฟเข้ามาแจ้งคิวงานให้ทุกคนที่จะออกรายการ

“แต่ฉันไม่รู้อะไรเลยนะหรั่ง”แพรวาสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก

“ไม่รู้ก็บอกเขาว่าไม่รู้ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย” หรั่งยิ้มให้กำลังใจ ทำให้แพรวาคลายกังวลลงไปได้บ้าง...

ขณะแพรวาพยายามข่มความตื่นเต้น บารมีซึ่งอยู่ที่ห้องพักของตัวเอง เหลือบดูเวลาอย่างมีแผนร้ายก่อนจะหลอกล่อให้กันทิมาออกไปซื้อเหล้ามาให้ เธอขอร้องให้พอได้
แล้ว ดื่มไปหนึ่งขวดเต็มๆแล้ว แต่เขาไม่ยอม

“คุณจะออกไปซื้อมาให้ผมกินที่นี่ เมาที่นี่ นอนกับคุณที่นี่ หรือจะให้ผมออกไปเมาหลับไม่รู้เรื่องข้างนอก”

กันทิมาลอบถอนใจ เหนื่อยใจ “รอนานหน่อยนะคะ ฉันจะเดินไป จะได้ไม่เปลืองน้ำมันรถ”...

ในเวลาไล่เลี่ยกันที่ด้านหลังชุมชนจานเดี่ยวไม่ห่างจากบ้านของหรั่ง ชายแปลกหน้าสองคนซึ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาดูลาดเลาแถวนี้หลายครั้ง อาศัยความมืดมุดคูน้ำเข้ามา
พร้อมกับถังใส่น้ำมันเบนซินคนละสองใบ...

ระหว่างที่อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาในชุมชนจานเดี่ยวโดยที่ไม่มีใครในนั้นรู้ตัว ตองกำลังขะมักเขม้นกับการติววิชาคำนวณให้แก้มซึ่งเอาแต่นั่งใจลอยอยู่ในร้านอา
หารฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่ง

“แก้ม...ฟังหรือเปล่าเนี่ย จะสอบอยู่แล้วนะเดี๋ยวก็ติด F อีกหรอก”

แก้มไม่สนใจจะสอบตกก็ให้มันตกไป ตองยอมไม่ได้ ใครเป็นแฟนของเธอต้องเรียนหนังสือเก่งทุกคน...

ช่วงเบรกแรกของรายการสัมภาษณ์สด แพรวาทำได้ไม่ดีนัก เพราะยังตื่นกล้อง พิธีกรถามคำถามอะไรมาเธอได้แต่ตอบว่า “ค่ะ” “ไม่ทราบค่ะ” “ไม่รู้ค่ะ” วนไปเวียนมาอยู่
แค่นั้น จนพิธีกรผู้คร่ำประสบการณ์ต้องรีบตัดบท

“ท่านผู้ชมครับ ผู้หญิงแม้จะสวยแค่ไหนแต่ถ้า ผู้เป็นพ่อล้มป่วยลงไป เธอก็คงจะพูดได้น้อยลงเช่นนี้ทุกคน ผมว่าพักโฆษณากันก่อนดีกว่าครับ ให้เธอปรับอารมณ์สักครู่
เดี๋ยวเรากลับมาพบกันใหม่หลังข่าว             ภาคดึกเลยแล้วกัน...สักครู่พบกันในช่วงสุดท้ายครับ” สิ้นเสียงพิธีกร ผู้กำกับเวทีส่งสัญญาณให้ตัดเข้าโฆษณา

“คัต...เบรกนี้มีข่าวคั่นรายการสิบห้านาทีค่ะ”

พิธีกรรายการขยับเข้าไปใกล้แพรวาด้วยท่าทางหงุดหงิด เตือนว่าเบรกหน้าต้องพูดให้มากกว่าเมื่อครู่นี้มานั่งทำหน้าสวยอย่างเดียวไม่พอ และที่สำคัญอย่าปล่อยให้เขา
ต้องพูดอยู่คนเดียว แล้วหันไปเรียกทีมงาน

“อิงฟ้า...มานี่สิ มาบรีฟน้องแพรวาใหม่ ขืนเป็นอย่างนี้ตาย...เปลี่ยนไปดูมวยปล้ำช่องอื่นได้อารมณ์กว่า”

พิธีกรสั่งเสร็จเดินหน้าบูดออกไป หรั่งซึ่งยืนห่างออกมามองแพรวาด้วยความเห็นใจ...

ในขณะเดียวกัน อรทัยนั่งชมรายการสัมภาษณ์สดอยู่ที่บ้าน พร้อมกับลินจง วิโรจน์และลูกๆซึ่งแวะมาเยี่ยมพอดี ถึงกับบ่นอุบว่าหลานสาวทำให้ชื่อเสียงบริษัทเสียหาย เผ่า
ลาภไม่น่าให้เธอไปออกทีวีแทนทั้งๆที่ไม่รู้เรื่องอะไรในบริษัท สู้ให้กฤษฎาลูกชายของตนไปแทนยังดีกว่า ลินจงปลอบพี่สาวให้ใจเย็นๆดูๆกันไปก่อน

“เย็นไม่ไหวหรอก ฉันอยากจะบ้าตาย” อรทัยบ่นจบคว้ามือถือโทร.หาทนงศักดิ์โดยไม่รู้ว่าเขากำลังนอนหลับให้สาวๆนวดอยู่ในสปา เสียงโทรศัพท์ปลุกเขาให้งัวเงียมารับ
สาย พอรู้ว่าเมียโทร.มาเท่านั้นตาสว่างทันที

“มัวทำอะไรอยู่ ทำไมถึงรับช้านัก ดูทีวีอยู่หรือเปล่า”

“ดู...ดูสิ ดูอยู่นี่ไง มีอะไรหรือ” ทนงศักดิ์มั่วไปเรื่อย

“จะบอกให้เรียกนายต้นมาดูไว้ด้วย แล้วจำไว้จะได้ไม่ทำอะไรทุเรศๆอย่างยายแพร เข้าใจไหม”

“เข้าใจ ฉันไม่มีวันปล่อยนายต้นให้เป็นอย่างนั้นหรอก เท่านี้นะจะดูทีวีต่อล่ะ” ทนงศักดิ์วางสายแล้วสั่งพนักงานสาวให้เปิดทีวีช่องเจ็ดสี กฤษฎาซึ่งนอนอยู่เตียงข้างๆแหวก
ม่านมาถามว่าเดี๋ยวนี้พ่อติดละครด้วยหรือ

ooooooo

แพรวายืนหน้าเครียดอยู่หลังกล้องระหว่างรอเข้าเบรกสุดท้ายของรายการสัมภาษณ์สด หรั่งรีบเอากระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งมาให้อ่าน เชื่อว่าคำถามที่พิธีกรจะถามคงไม่พ้น
เรื่องเหล่านี้ เธอรับโน้ตมาอ่านอย่างตั้งใจ

“ถ้าคุณจำไม่ได้ ก็หยิบมาอ่านสดไปเลย คุณทำได้สบายมาก พนันกันก็ได้เลยว่าคุณเผ่าลาภจะต้องภูมิใจในตัวคุณ” หรั่งพยายามพูดให้กำลังใจแพรวาสุดฤทธิ์

ผู้กำกับเวทีตะโกนลั่นห้องส่งว่าเหลือโฆษณาอีกสามตัว ถ้าเบรกนี้แพรวาไม่พูดอีก ตนจะโยนเข้าสกู๊ปตอนหน้าเลย แล้วสั่งให้ช่างแต่งหน้าทำผมช่วยเช็กเสื้อผ้าหน้า
ผมของผู้ร่วมรายการด้วย...

เบรกสุดท้ายของรายการเป็นหนังคนละม้วนกับเบรกแรก แพรวาตอบคำถามได้ฉะฉาน แม้บางครั้งจะจดจำเรื่องราวจากโน้ตที่หรั่งเขียนมาให้ไม่ได้ แต่เธอก็เหลือบอ่าน
ข้อมูลในนั้นได้เนียนมากไม่ขัดหูขัดตา และยังชี้แจงนโยบายของบริษัทตัวเองได้อย่างครบถ้วน ชัดเจน พิธีกรถึงกับยิ้มออก

“เยี่ยมมากครับ ผมมีอีกหนึ่งคำถาม เป็นคำถามสุดท้าย ถามว่าถ้าหากคุณเผ่าลาภลงจากตำแหน่ง คุณคิดว่าใครจะขึ้นมาแทนที่เขา เพื่อมาดำเนินนโยบายทั้งหมดนี้”
คำถามนี้ทำเอาแพรวาไปไม่เป็นได้แต่นิ่งอึ้งขอบใจเป็นการใหญ่...

ขณะที่แพรวาจบรายการสัมภาษณ์ได้สวย เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ขึ้นที่ชุมชนจานเดี่ยว เสียงชาวบ้านตะโกนโหวกเหวกว่าไฟไหม้บ้านหรั่ง พร้อมๆกับเสียงสัญญาณเตือนภัย
ดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงประกาศจากผู้ใหญ่เงาะให้ชาวบ้านช่วยกันดับไฟ เกิดโกลาหลไปทั่ว น้าเบิ้มวิ่งหน้าตื่นออกมาตะโกนลั่น

“ก้อย...ก้อย ใครดูยายก้อยทีโว้ย ยังอยู่ในบ้านหรือเปล่า”

ยังไม่ทันขาดคำ ก้อยถือคันชักไวโอลินเดินโซซัดโซเซอยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่วิ่งกันวุ่นวายไปหมด...

ท่ามกลางเสียงชื่นชมแพรวาจากทีมงานในห้องส่ง หรั่งได้ยินเสียงประกาศข่าวด่วนจากจอทีวีด้านหลังว่าเกิดไฟไหม้ขึ้นที่ชุมชนจานเด่ียวย่านถนนพระรามเก้า เพลิงได้ลุก
ไหม้มาเป็นเวลาเกือบสามสิบนาทีแล้ว หรั่งหันขวับไปมองถึงกับตะลึงกับภาพข่าวที่เห็น...

ไม่นานนัก หรั่งขับรถฝ่าการจราจรอันติดขัดมาถึงหน้าทางเข้าชุมชนจานเด่ียว เห็นรถดับเพลิงหลายคันจอดระเกะระกะอยู่ เขารีบลงจากรถ หันไปบอกแพรวาให้ขับรถ
ถูกไฟเผาผลาญ เห็นก้อยนั่งยองๆสีหน้าตื่นตระหนกในมือกำคันชักไวโอลินไว้แน่น

“ก้อย...ก้อยเป็นอย่างไรบ้าง”

“หรั่ง...ไวโอลินของก้อยมันหายไปแล้ว” พูดจบก้อยปล่อยโฮ หรั่งดึงเธอมากอดปลอบใจ แล้วฝากเช็งช่วยดูแลก้อยสักครู่ ก่อนจะตรงไปตักน้ำราดตั้งแต่หัวจดเท้าจนชุ่ม
วิ่งฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปในบ้านเช่าของตัวเองตรงไปยังห้องนอน กระชากแผ่นไม้ที่ติดรูปภาพและการ์ดของแพรวาซึ่งถูกไฟเผาไปบางส่วนลงมาจากเพดานห้อง รีบ
แกะเอารูปที่ยังเหลือออกมา

จากนั้น กระชากตู้ใส่เสื้อผ้าทีิ่ติดไฟให้ล้ม กล่องไม้ซึ่งเก็บของสำคัญๆในชีวิตของเขากระเด็นออกมา หรั่งพุ่งเข้าไปกวาดของที่กระจัดกระจายคืนใส่กล่อง โดยเฉพาะ
ล็อกเกตรูปไวโอลิน ไฟโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น เขาถอดเสื้อเปียกน้ำของตัวเองมาห่อของเหล่านั้นไว้แล้ววิ่งฝ่ากองเพลิงออกไป

ooooooo

ครู่ต่อมาหรั่งกลับมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆก้อย พลางยื่นไวโอลินที่โกงงอเพราะความร้อนใส่มือให้ เธอรับซากไวโอลินมากอดแนบอกด้วยความเสียดาย บ่นพึมพำว่าคงไม่มีโอกาสได้เล่นมันอีกแล้ว

“มีสิ ก้อยต้องได้เล่น หรั่งจะหาไวโอลินตัวใหม่ให้นะก้อย”

“ของใหม่มันไม่ผูกพันใจเราเท่ากับของที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดนะหรั่ง”

ไม่ได้มีแต่ก้อยเท่านั้นที่ต้องเสียไวโอลินที่ตัวเองรักและผูกพัน โบ้เองก็สูญเสียเครื่องดนตรีเกือบทั้งหมดที่มี เหลือเพียงทรัมเป็ตเท่านั้นที่รอดพ้นจากไฟไหม้...

เพลิงเผาผลาญชุมชนไปกว่าครึ่งเหลือทิ้งไว้เพียงซากบ้านเรือนที่ดำเป็นตอตะโกกับเสียงคร่ำครวญของผู้สูญเสียซึ่งส่วนใหญ่แทบสิ้นเนื้อประดาตัว น้าเบิ้มก็เป็นหนึ่งในนั้นร้องไห้คร่ำครวญแทบหมดเรี่ยวแรงต้องให้เท่ห์กับเช็งช่วยกันประคองเข้ามารวมกลุ่มกับหรั่งและก้อย แต่แกก็ยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ

“เกือบทั้งชีวิตกูต่อสู้มา กว่าจะมีบ้าน มีทีวี มีตู้เย็น วิทยุ ลำโพง มันหายไปกับไฟหมดเลย ใคร...ทำกูวะ”

“ถ้าเพียงแต่วันนี้ หรั่งอยู่ที่นี่ มันคงจะไม่ถึงขนาดนี้หรอกก้อย” หรั่งรำพันด้วยความปวดร้าว โดยไม่รู้ว่าแพรวายืนฟังอยู่ด้านหลัง รู้สึกสะเทือนใจไปด้วย...

ในเวลาต่อมา หลังจากรู้ว่าอาการป่วยของเผ่าลาภไม่ได้หนักหนาสาหัส หมอฉีดยาแล้วปล่อยให้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน แพรวารีบเข้าไปขอให้ท่านช่วยเหลือหรั่งด้วย บ้านของเขาถูกไฟไหม้จนหมดเนื้อหมดตัว

“ไฟไหม้บ้านของเขาตอนที่เขาต้องมาช่วยหนูให้ผ่านพ้นการออกรายการทีวีคืนนี้ได้ด้วยดี คุณป๋าไม่ช่วยหรั่งไม่ได้นะคะ” แพรวารู้สึกว่าตัวเองมีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย...

ชาวชุมชนจานเดี่ยวที่บ้านถูกไฟไหม้ต้องมาอาศัยศาลาวัดใกล้ๆ เป็นที่หลับนอนชั่วคราว ในจำนวนนั้นมีก้อยกับหรั่งและครอบครัวของเพื่อนซี้ทั้งสามคนรวมอยู่ด้วย หรั่งส่องดูในมุ้งที่ก้อยอยู่เห็นหลับไปแล้ว เดินเลี่ยงออกมานั่งตรงบันไดศาลา เอาห่อข้าวของที่เหลือจากไฟไหม้รวมทั้งกล่องไม้เก่าๆกล่องนั้นขึ้นมาดูล็อกเกตรูปไวโอลินยังอยู่ดีเหมือนเดิม นามบัตรและการ์ดจากแพรวาตรงขอบๆ เกรียมจากไฟไหม้ สมุดบันทึกที่เพียรจดทุกอย่างเกี่ยวกับหญิงในฝันเหลือแค่บางหน้า รูปถ่ายของเธอก็เช่นกัน หรั่งหยิบเปลือกหอยเก่าเก็บบางชิ้นขึ้นมาดูใกล้ๆ พลันภาพในอดีตผ่านเข้ามาในความคิดคำนึงของเขา ตอนนั้นหรั่งยังเป็นแค่เด็กชายซึ่งสมมติว่าตัวเองเป็นอัศวิน ได้รับเปลือกหอยเหล่านี้จากเด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่ในชุดสวยราวกับเจ้าหญิงองค์น้อย

“เราให้เธอเก็บไว้เป็นที่ระลึกนะ”

“เราจะเก็บของเหล่านี้ไว้กับตัวจนกว่าชีวิตเราจะหาไม่” เด็กชายคุกเข่าต่อหน้าเจ้าหญิงองค์น้อย

ooooooo

ขณะหรั่งกำลังเก็บข้าวของที่เหลือใส่กล่องไม้อย่างทะนุถนอม น้าเบิ้มเดินมานั่งข้างๆ บอกว่ามีความลับจะระบายให้ฟัง โบ้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเขา แต่ถูกเก็บมาเลี้ยงเพราะเขาต้องการจะเอาเคล็ดล่อให้ลูกอิจฉามาเกิด

“เหรอ...ได้ผลเหมือนกันเนอะ” หรั่งยังมีอารมณ์กระเซ้า

“ได้ผลอะไรล่ะ เดือนเดียวเมียทิ้งเลย วงดนตรีที่ข้าขับรถคอนวอยให้ก็เจ๊ง วงแตกหัวหน้าวงหนีหนี้มันถึงได้ยกเครื่องดนตรีพวกนี้ให้ข้าถือเป็นการใช้หนี้แทนเงิน จนได้นังโอ๋มาเป็นเมียนี่แหละ ถึงมีไอ้สามตัวหลังเนี่ย...นี่ข้าบอกเอ็งคนเดียวนะ เอ็งเหยียบไว้ให้มิดล่ะ อย่าไปบอกใครเชียวโดยเฉพาะไอ้โบ้”

หรั่งบ่นอุบว่าน้าเบิ้มไม่น่ามาบอก เพราะเป็นคนไม่ชอบเก็บความลับ มันทำให้อึดอัด จังหวะนั้นผู้ใหญ่เงาะเดินเซๆ เพราะฤทธิ์เหล้าเข้ามาบอกว่ามีข่าวจะแจ้งให้ทุกคนรู้ รับรองว่าข่าวนี้ชัวร์ไม่มั่วนิ่ม

“ไอ้ไฟไหม้ครั้งนี้ที่คิดกันว่าเผาไล่ที่น่ะผิด ไม่ได้เกี่ยวกับการไล่ที่แต่อย่างใด แต่เผาเพื่อล้างแค้น มันแค้นผู้ไม่ประสงค์จะออกนามของเรา” สิ้นเสียงผู้ใหญ่เงาะ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มศาลาวัด...

เป็นอย่างที่ผู้ใหญ่เงาะว่าไว้ไม่มีผิด ชายแปลกหน้าสองคนที่ลอบเข้าไปเผาชุมชนจานเดี่ยวเป็นคนที่บารมีส่งไป หลังเสร็จงาน ทั้งคู่มารับเงินค่าจ้างจากผู้จ้างวานแถวมุมปลอดคนใต้ถุนคอนโดฯที่พักของฝ่ายหลัง บารมีกำชับว่าจากนี้ไป ให้ถือว่าพวกเราไม่รู้จักกัน ชายแปลกหน้าทั้งสองพยักหน้ารับคำ

“แน่นอนครับ จนกว่าจะมีใครผิดใจกับคุณอีก” ชายแปลกหน้าพูดจบพากันขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับออกไปบารมีกลับขึ้นห้องพักอย่างอารมณ์ดี หยิบมือถือขึ้นมาโทร.รายงานตะวันฉาย

“ไง หลานตะวันฉาย ฝีมือน้ายอดเยี่ยมเลยใช่ไหม งั้นเราคงได้เครดิตกลับมาอื้อเลยสินะ นี่ขนาดเบาๆเท่านั้นนะ...ฮ่าๆๆๆ เรียบร้อย เรียบเป็นร้อย ดำเกรียมเชียวแหละ” บารมีหัวเราะเริงร่าโดยไม่ล่วงรู้ว่ากันทิมาซึ่งเพิ่งกลับจากไปซื้อเหล้าให้เขา แอบได้ยินโดยตลอด...

ด้านอรทัยตกใจแทบสิ้นสติเมื่อลงมาเอาน้ำดื่มในครัว แล้วเจอแก้มนั่งกินบะหมี่สำเร็จรูปอยู่ เธอโวยวายลั่นคิดว่าเป็นขโมย หันไปคว้ามีดขึ้นมาขู่ ก่อนเรื่องราวจะบานปลาย ตองเข้ามาห้ามไว้ แนะนำว่านี่คือแก้มเป็นเพื่อนสนิทของเธอเอง เธอชวนเพื่อนมาค้างคืนด้วยกันเพราะใกล้สอบแล้วจะได้ช่วยกันอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ อรทัยตำหนิลูกสาวว่าทำไมเพิ่งมาบอก ทำอย่างนี้เท่ากับบังคับกันทางอ้อม รู้ได้อย่างไรว่าตนจะอนุญาต

“งั้นแก้มกลับบ้านก็ได้”

“ไม่ต้องหรอก อยู่นี่แหละ ถ้าเป็นเรื่องเรียนม้าไม่ว่า ช่วยกันท่องช่วยกันติวอย่างนี้ดีแล้ว แต่ย่องเข้ามาในครัวดึกๆดื่นๆไม่บอกใครอย่างนี้
ทีหลังอย่าทำอีกนะ” อรทัยใส่เป็นชุดก่อนจะกลับห้องตัวเอง

ooooooo

เช้านี้ หรั่งไม่ได้มาดักรอแพรวาที่บ้านเพื่อแจ้งกำหนดการที่เธอต้องทำในวันนี้เหมือนที่เคยทำเป็นประจำเพราะมัวแต่วุ่นวายเรื่องไฟไหม้บ้าน แพรวาเป็นห่วงเขามาก เข้าไปทวงถามเผ่าลาภว่าตกลงจะช่วย หรั่งไหม

“ช่วยน่ะช่วยแน่ แต่เรื่องอย่างนี้จะให้ป๋าผลีผลามไม่ได้หรอก แล้วมันก็ไม่ใช่นายหรั่งคนเดียว เพื่อนๆเขาอีกตั้งกี่หลังคาเรือน ให้ป๋าคิดดูก่อนว่าจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง”

“คิดเร็วๆ นะคะ น้องแพรอยากได้ผู้ช่วยคืนมาไวๆ” แพรวาร้อนใจมาก...

ระหว่างที่พวกชาวบ้านรวมทั้งหรั่ง ก้อยและเหล่าเพื่อนซี้กลับมาสำรวจสภาพบ้านเรือนของตัวเอง มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งโยนความผิดมาให้หรั่งว่าเป็นต้นเหตุทำให้คนในชุมชนต้องเดือดร้อนเพราะความอยากเป็นพระเอกของเขาที่เที่ยวแส่ไม่เข้าเรื่อง แล้วไล่ตะเพิดให้ไปอยู่ที่อื่น เท่ห์ ลากหรั่งถอยออกมา แล้วแนะให้ลาออกจากบริษัทไปเลยดีกว่า ร้อนอย่างนี้อยู่ไม่ได้แน่นอนเพราะไม่ได้ร้อนเฉพาะหรั่งคนเดียว แต่ร้อนมาถึงเพื่อนๆด้วย

จังหวะนั้น ผู้ใหญ่เงาะเดินนำทนายความซึ่งเป็นตัวแทนเจ้าของที่ดินเข้ามาพร้อมกับตำรวจ ทนายความไม่รอช้าแจ้งจุดประสงค์ที่มาที่นี่

“ผมว่าพวกคุณถือโอกาสนี้ย้ายออกไปเสียเลยดีกว่า ก็อย่างที่เคยบอกนั่นแหละเจ้าของที่ห่วงเรื่องความปลอดภัยมาก นี่ก็เห็นแล้วว่าพวกคุณไม่สามารถดูแลป้องกันเรื่องอัคคีภัยได้เลย เพราะฉะนั้นก็ย้ายไปเถอะครับ”

ผู้ใหญ่เงาะกับลูกบ้านไม่มีใครย้ายไปไหนทั้งนั้น เหตุการณ์ชักจะบานปลาย ตำรวจเห็นท่าไม่ดีที่พวกชาวบ้านเข้ามารุมล้อม รีบยุติการ
เจรจา ขอให้ชาวบ้านช่วยขยับขยายให้พวกตนออกไปก่อน

“เอ้า พวกเราเปิดทางหน่อยเว้ย” สิ้นเสียงสั่งการของผู้ใหญ่ ชาวบ้านแหวกทางให้ตำรวจกับทนายความออกไป สวนกับเผ่าลาภและนายสยามที่เดินตรงเข้ามาทักทายถามไถ่หรั่งว่าเป็นอย่างไรบ้าง ชาวบ้านพากันหันมองเขาเป็นตาเดียวกัน หรั่งแนะนำทุกคนให้รู้จักกับเจ้านายตัวเอง

เผ่าลาภแสดงความเสียใจกับหรั่งและทุกๆคนที่ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผู้ใหญ่เงาะไม่ค่อยพอใจนักกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับ
เหตุเพลิงไหม้ นายสยามเถียงแทนว่า เจ้านายของตนไปเกี่ยวอะไรด้วย

“มันเกี่ยวกับบริษัทของคุณแล้วก็น้องชายคุณ จะให้พูดมากกว่านี้ไหม” ผู้ใหญ่เงาะโต้ไม่ยอมแพ้

“เอาล่ะเรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่ผมขอช่วยเหลือพวกคุณทั้งหมดเอง ให้หัวหน้าชุมชนนับจำนวนผู้เสียหายมาทีว่ามีกี่ครอบครัว ผมจะให้ครอบครัวละแปดพันบาท ช่วยมาลงชื่อไว้ที่นายสยามคนของผมคนนี้นะ” เผ่าลาภชี้ไปที่ลูกน้องคนสนิท แล้วหันไปบอกหรั่งว่ามีข้อเสนอพิเศษจะให้ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรเพิ่มเติม หรั่งชิงลาออกจากงานเสียก่อน ส่วนเงินเดือนที่เขาเบิกล่วงหน้าจะหามาใช้คืนภายหลัง...

เมื่อแพรวารู้ข่าวนี้ก็ต่อว่าพ่อตัวเองยกใหญ่ว่าไปทำท่าไหน หรั่งถึงได้ขอลาออกจากงาน เผ่าลาภเชื่อว่าที่เขาทำอย่างนั้น เพราะคิดว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ชุมชนจานเดี่ยว บริษัทของเรามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

“แล้วทำไมคุณป๋าไม่พูดไม่อธิบาย โธ่...จะไปตามเขามาทำงานแต่คุณป๋ามัวไปยืนเงียบๆ ใครเขาจะรู้เรื่องล่ะ แสดงว่าคุณป๋าไม่อยากให้เขามาทำงานกับเราใช่ไหมคะ...คุณป๋าไม่เห็นเหรอว่านายหรั่งเขาช่วยน้องแพรได้ ช่วยได้หลายเรื่องด้วย หรือคุณป๋าอยากให้น้องแพรตัวคนเดียวโดดเดี่ยวอยู่ในธุรกิจที่ยุ่งเหยิงนี้ตามลำพัง”
“ใครบอกล่ะ ป๋าหาคนอย่างนี้มานานแล้วรู้ไหม ว่าป๋าตั้งใจจะให้ตำแหน่งอะไรกับเขา” เผ่าลาภหน้าเครียด...

หลังจากชาวบ้านที่เดือดร้อนจากเพลิงไหม้ได้รับเงินช่วยเหลือกันถ้วนหน้า เทห์เป็นปลื้มในความใจกว้างของเผ่าลาภ จึงเปลี่ยนใจยุยงให้หรั่งกลับไปทำงานอย่างเดิม เจ้าตัวส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“ที่บริษัท M.S. มันคงร้อนจริงๆขนาดพี่น้องกันเองแท้ๆ ยังแข่งกันแย่งกันแทบเป็นแทบตาย ถ้ากูอยู่ที่นั่นอีกหน่อยอาจเจอหนักกว่านี้ก็ได้ แล้วก้อยล่ะแล้วพวกมึงล่ะจะมาเดือดร้อนไปด้วยโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่”

จังหวะนั้น นายสยามมาจากไหนไม่รู้เข้ามาต่อว่าหรั่งฉอดๆที่ลาออกจากงาน ทำให้เผ่าลาภกับแพรวาเสียใจมาก อย่างน้อยเขาน่าจะนึกถึงจิตใจกันบ้าง เวลาที่คู่พ่อลูกนั่นมีนำใจช่วยเหลือเขา หรือลืมไปหมดแล้ว

“เขาให้น้าหยามมาตามผมกลับหรือครับ”

“ถึงเขาไม่บอกให้มา ฉันก็ต้องมา เพราะฉันรู้ว่าทั้งคุณเผ่าลาภ และคุณหนูแพรวาต้องการนายจริงๆ จะเป็นเพราะความเกรงใจของนายหรืออย่างไรอันนี้ฉันไม่รู้ แต่ฉันบอกนายได้เลยว่าตำแหน่งเลขาฯ เอ็ม.ดี. น่ะไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายนะโว้ย” แม้คำพูดของนายสยามจะทำให้หรั่งตื่นเต้น แต่เขายังฟังนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ

ooooooo

ที่ดินหลังเขาท้ายเหมือง M.S. ทำให้เกิดเรื่องขึ้นอีกจนได้เมื่อชาติชายถือวิสาสะเข้าไปส่องกล้องสำรวจอาณาเขตกับผ่อง แล้วถูกกลุ่มจิ๊กโก๋ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาตีรวน พูดจายียวนจนทนไม่ได้ชักปืนขึ้นมาจะยิง

ผ่องต้องขอร้องให้เจ้านายใจเย็นๆ อย่าวู่วาม ยังไม่ทันจะชวนกันกลับ เจอนักเลงหัวไม้พวกเดียวกับจิ๊กโก๋ ยกโขยงกันมาเต็มรถกระบะเปิดฉากยิงใส่ ชาติชายกับผ่องพุ่งหลบหลังรถตัวเองได้ทันท่วงที ก่อนจะยิงตอบโต้อย่างดุเดือด สักพักใหญ่ ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปคนละทาง...

ทนงศักดิ์ถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้าเมื่อรู้เรื่องการยิงปะทะกัน เรียกชาติชายมาตำหนิว่าเข้าไปสำรวจที่ดินตรงนั้นทำไม รู้ทั้งรู้ว่ามันยังเคลียร์ไม่ลงตัว แล้วจะให้เขารายงานเรื่องนี้ให้เผ่าลาภทราบหรือไม่

“ไม่รบกวนดีกว่า”

“ดี...เฮียแกจะได้ไม่เครียด ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นผมให้เจ้าหน้าที่เคลียร์คู่กรณีให้แล้ว ต่อไปถ้าจะสำรวจพื้นที่กรุณาแจ้งผมก่อนหรือไม่ก็ให้เจ้าต้นไปดูก็ได้ เพราะเจ้าต้นเข้ากับชาวบ้านแถวนี้ได้ดีทุกกลุ่ม เอาตามนี้นะครับ”

“ผมว่าเข้าใจผิดแล้วล่ะ เรื่องนี้ต้องถึงหูเฮียและผมจะเป็นคนรายงานเอง ส่วนเรื่องการสำรวจพื้นที่เป็นเรื่องที่ผมต้องทำต่อไปโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันกาล ส่วนคุณทนงศักดิ์กับลูกชายเชิญสำรวจเชิญสำรวจไนต์คลับ บาร์ สปา ให้เต็มที่เถอะ และว่างๆ ก็กรุณาหมั่นเช็กพลอยในสต๊อกให้ดี อย่าให้มันกระเด็นออกมาข้างนอกบ่อยนักนะครับ มันดูไม่งาม” ชาติชายแดกดันจบ ผละจากไปทิ้งทนงศักดิ์ให้ยืนอึ้งเพียงลำพัง...

ทางด้านบารมีไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวของตะวันฉายอีกจนได้ คราวนี้เขาอ้างว่าโรงงานผลิตยาบ้าถูกตำรวจบุกทำลาย แท่นปั๊มยาถูกยึดทำให้ไม่มีสินค้าไปส่งใช้หนี้ให้เจ้าหนี้ ต้องให้บารมีไปขอเงินจากเผ่าลาภมาใช้หนี้ให้ ชายผู้สูงวัยกว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อทดแทนบุญคุณที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้ ยกเว้นอย่างเดียวคือให้ไปขอเงินจากพี่ใหญ่ เพราะไม่มีทางได้แน่ๆ

“เราก็อย่าไปขอตรงๆ สิครับ มีเทคนิคหน่อย เริ่มจาก น้าต้องเข้าไปเป็นพวกเขาก่อน อย่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามเขา ยิ่งทำงานกับเขาได้ยิ่งดี จากนั้นพอเขาไว้ใจเรา เรา ก็ค่อยๆดูดค่อยๆสูบเอาส่วนที่ควรจะเป็นของเราออกมาทีนี่แหละ รับรองพวกเราจะรอดไม่มีเละ” ตะวันฉายยิ้มเจ้าเล่ห์ ขณะที่บารมีครุ่นคิดคล้อยตาม...

ในเวลาต่อมา ตะวันฉายไปพบแสงเทพที่ลานจอดรถแห่งหนึ่ง เพื่อรายงานความคืบหน้าเรื่องธุรกิจที่ไหว้วานให้ทำ แสงเทพเห็นแววว่าเขาจะดำเนินธุรกิจด้านมืดได้ดี จึงอยากให้เขาเป็นตัวแทนลงไปติดต่อกับลูกของตนเองที่อยู่ทางใต้ เพื่อสร้างเครือข่ายในอนาคตเอาไว้ ตะวันฉายตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิด แสงเทพยิ้มพอใจส่งซองใส่รูปสาวสวยเซ็กซี่ให้ดู

“อาไม่ใช้งานหลานชายเปล่าๆ หรอกน่า...ฝาก แองจี้หลานอาด้วยนะ ลองใช้ดู ติดใจแล้วค่อยมาคุยกัน... อาไปก่อนนะ วันนี้มีนัด” แสงเทพพูดจบเดินไปขึ้นรถตัวเองที่จอดห่างออกไป ก่อนจะแล่นไปรับดวงใจแม่ของแก้มที่ก้าวเข้ามาในลานจอดรถ ตะวันฉายมองตามยิ้มๆ...

ฝ่ายเผ่าลาภจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี เมื่อได้อ่านจดหมายปฏิเสธตำแหน่งเลขาฯ เอ็ม.ดี.ของหรั่งที่ฝากมาให้ ตัดสินใจสั่งให้นายสยามเอาไปให้แพรวาอ่านอีกทอดหนึ่ง เผื่อลูกจะคิดอะไรดีๆออก...

ทันทีที่อ่านจดหมายปฏิเสธงานของหรั่งจบ แพรวารีบตรงไปหาเขาที่ชุมชนจานเดี่ยว ขอร้องให้รับงานที่พ่อของเธอเสนอให้ และจะแถมบ้านหนึ่งหลังแถวชานเมืองให้ด้วย ขนาดพอเหมาะสำหรับสี่ครอบครัว หรั่งกับเพื่อนๆ จะได้ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับการถูกเจ้าของที่ไล่ที่อีก เขาคิดหนัก ก่อนจะถามว่าเลขาฯ เอ็ม.ดี.คืออะไร

“ทำให้ฉันเป็นอย่างที่คุณป๋าต้องการให้เป็น”

หรั่งขอคิดดูก่อน ได้คำตอบเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบ...

หลังจากทบทวนข้อเสนอของแพรวาอยู่หลายตลบ หรั่งก็ตัดสินใจได้ จึงชวนเท่ห์โบ้ เช็ง น้าเบิ้ม รวมทั้ง เจ๊โอ๋ ไปด้วยกันกับเขาพรุ่งนี้เช้า แล้วขยับเข้าไปใกล้ๆก้อย

“ก้อย เราจะมีที่อยู่ใหม่กันแล้วนะ มันเป็นบ้านหลังใหญ่หลายห้องนอน พวกเราจะไปอยู่ที่นั่นกันหมดเลย มีหรั่ง โบ้ พ่อแม่กับน้องๆมัน ส่วนไอ้เท่ห์ ไอ้เช็ง คงแล้วแต่มัน บ้านหลังนี้เขาให้หรั่งฟรีๆเลยนะก้อย”

“แลกกับอะไรหรือหรั่ง”

“ตำแหน่งเลขาฯ กรรมการผู้จัดการ...ก้อย ถ้าหรั่งทิ้งตรงนี้ไป โอกาสที่หรั่งจะขึ้นมาอยู่อย่างนี้ได้ก็คงไม่มีอีกแล้ว ก้อยคงเข้าใจหรั่งนะ...พรุ่งนี้เราจะไปขอบคุณเขากัน ก้อยไปด้วยนะ”

ooooooo

หรั่งพาก้อย รวมทั้งสามเพื่อนซี้ของเขากับน้าเบิ้มและเจ๊โอ๋เมียน้าเบิ้มไปพบเผ่าลาภกับแพรวาที่บ้านแต่เช้า เพื่อตอบตกลงรับตำแหน่งที่เสนอให้ และเพื่อให้ก้อยได้กราบขอบพระคุณเผ่าลาภที่ทำให้เธอได้มีโอกาสผ่าตัดดวงตา แม้มันจะมีสภาพไม่เหมือนเดิมก็ตาม...

ทุกคนได้รับการต้อนรับจากบ้านมหาโชคตั้งศิริเป็นอย่างดี รำไพสั่งเด็กคนงานให้เอาขนมนมเนย พร้อมเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ นอกจากนี้แพรวายังสอนให้ก้อยได้ไล่คีย์เปียโนเล่น และยังคุยให้ฟังว่าตนเองโดนบังคับให้เรียนดนตรีแทบทุกชนิดตั้งแต่เด็กๆ บ้านหลังนี้มีไวโอลินตั้งหลายตัว ทั้งของพ่อและของลุงของตนเอง

“ก้อยอยากฟังคุณแพรวาเล่นไวโอลินจังเลย”

“เชลโล่ได้ไหม ไวโอลินไม่รู้แม่เก็บไว้ที่ไหน” แพรวาผละจากเล่นเปียโน เดินไปหยิบเชลโล่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆมาเตรียมเล่น ก้อยคุยว่าตัวเองก็เล่นไวโอลินได้ นิดหน่อย เพราะมีติดตัวมาตั้งแต่เล็กๆ แต่ตอนนี้ไฟไหม้พังไปหมดแล้ว แพรวาใจดีอาสาจะสอนให้เธอลองเล่นเชลโล่แทน แล้วจัดท่าทางให้ ก้อยพอมีพื้นฐานด้านไวโอลินอยู่บ้างจึงเรียนรู้ได้ไม่ยาก แพรวาให้เธอสีเชลโล่ส่วนตัวเองไปประจำที่เปียโน

สองสาวบรรเลงดนตรีได้อย่างไพเราะ ผสมผสานกันทั้งๆที่เพิ่งเล่นด้วยกันครั้งแรก คนอื่นๆที่ได้ยินเสียงเพลงต่างเข้ามาฟังอย่างชื่นชม แต่แล้วคันชักของเชลโล่ขาด ทุกคนพากันเสียดายที่เสียงเพลงต้องหยุดลงเผ่าลาภตบมือให้ พลอยทำให้คนอื่นๆ ตบมือตาม แล้วเดินเข้าไปใกล้ๆก้อย ชมไม่หยุดปากว่าเก่งมาก

“หนูมีพรสวรรค์ด้านดนตรีมากเลยนะ หลังจากวันนี้ฉันจะหาเครื่องดนตรีที่เหมาะสมกับหนูฝากนายหรั่งไปให้นะ บ้านหลังนี้ร้างเสียงดนตรีมานานแล้ว ฉันดีใจจริงๆที่วันนี้หนูมาที่นี่”

“ฉันก็เหมือนกัน หวังว่าเราจะได้เล่นดนตรีด้วยกันอย่างนี้อีกนะ” แพรวาจับมือก้อยมากุมไว้

“ขอบคุณค่ะ คุณแพรวาดีกับก้อยเหลือเกิน ถึงแม้ตาก้อยจะมองไม่เห็น แต่ก้อยรู้สึกได้ว่าคุณแพรวาต้องเป็นผู้หญิงที่น่ารักและสวยที่สุด คงสวยเหมือนเจ้าหญิงแน่ๆเลย ใช่ไหมหรั่ง”

แม้จะเห็นด้วยกับก้อย แต่หรั่งทำได้แค่ยิ้มไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"ช่องวัน31" เปิดละครช่วงเวลาใหม่ ประเดิมละครอบอุ่นหัวใจ "เหมือนเราเคยรักกัน"

"ช่องวัน31" เปิดละครช่วงเวลาใหม่ ประเดิมละครอบอุ่นหัวใจ "เหมือนเราเคยรักกัน"
17 ก.พ. 2563
11:45 น.