ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

หรั่งมั่นใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของตัวเองถูกต้อง ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะยอมรับผลจากการกระทำนั้น และในเมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องรอให้ครบเส้นตาย จึงโทร.บอกแพรวาว่าตกลงใจรับตำแหน่งผู้ช่วยของเธอ แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้เขาเบิกเงินเดือนล่วงหน้าสี่เดือน แพรวายินดีให้เบิกเงินได้

“ทีนี้ฟังเงื่อนไขฉันบ้าง เย็นนี้นายต้องมาพบคุณป๋าของฉันที่บ้าน ฉันจะให้นายสยามไปรับที่ธนาคาร”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไปถูก ผมเคยเดินไปส่งคุณที่บ้าน ลืมแล้วหรือครับ” หรั่งมองแพรวายิ้มๆ...

จาก นั้น หรั่งจึงไปยื่นใบลาออกต่อผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ พรุ่งนี้จะไม่มาทำงานที่นี่อีก เขาได้งานใหม่ที่บริษัทของเผ่าลาภ แล้วคืนเช็คเงินสดหนึ่งแสนบาทที่ยืมไปให้ผู้จัดการ

“ในฐานะหัวหน้า งาน ฉันเสียใจที่ต้องเสียลูกน้องดีๆ ไปหนึ่งคน แต่ในฐานะคนรู้จักกัน ฉันดีใจที่ได้เห็นเด็กหนุ่มที่ฉันชื่นชมออกไปเติบโตตามทางของเขาเอง ฉันเชื่อว่าคนอย่างนายจะต้องได้ดียิ่งขึ้นกว่านี้อีกแน่ๆ ขอให้โชคดี” ผู้จัดการอวยพรจบยื่นมือให้หรั่งจับ ทั้งจากกันด้วยมิตรภาพที่ดี...

เย็น วันเดียวกัน หรั่งมาถึงบ้านของเผ่าลาภตามนัด แพรวาแนะนำให้เขารู้จักกับพ่อและแม่ของเธอ เผ่าลาภมองว่าที่ผู้ช่วยของลูกสาวอย่างพิจารณา ขณะที่คนถูกมองนั่งนิ่ง พยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ รำไพขอบใจหรั่งมากที่จะมาช่วยงานแพรวาซึ่งเอ่ยถึงเขาเสมอๆ ว่าเป็นฮีโร่ของเธอ

“คุณแพรวาคงจะพูดเกินความจริงไปหน่อยครับ” หรั่งถ่อมตัวตามนิสัย

“แปลว่าจริงๆ แล้วนายไม่ใช่ฮีโร่” เผ่าลาภจ้องหรั่งเขม็ง ราวกับจะให้ทะลุถึงหัวใจ

“คง เป็นเพราะจังหวะและโอกาสมากกว่า ที่ทำให้ผมได้ช่วยเหลือคุณแพรวา เช่นเดียวกับโอกาสที่คุณเผ่าลาภกรุณาหยิบยื่นให้ผมในครั้งนี้ ซึ่งผมก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระคุณแพรวาครับ”

เผ่า ลาภถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่าหรั่งมาทำงานกับเขาเพราะเงินใช่หรือเปล่า ชายหนุ่มไม่เถียงว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญ และตนเองก็มีความจำเป็นต้องใช้ แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญเท่ากับที่เขาจะสามารถช่วยให้ใครสักคนหลุดพ้นจากปัญหา การช่วยเหลือใครสักคนในยามที่คนๆนั้นต้องการ มีค่าสำหรับเขามากกว่าเงินทองเขาหลายเท่า

ท่านประธานบริษัทดูจะพอใจ กับความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในตัวหรั่ง หันไปบอกให้สองแม่ลูกออกไปก่อน ขอคุยกับว่าที่ผู้ช่วยตามลำพัง แพรวากระซิบข้างหูพ่อว่าอย่าเก๊กให้มากนัก เดี๋ยวหรั่งจะกลัวจนเผ่นหนีไปเสียก่อน แล้วจูงมือแม่ออกจากห้อง...

หลังจากได้คุยกันสองต่อสองกับหรั่งอยู่พักใหญ่ เผ่าลาภพอจะมองออกว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนมุ่งมั่นและตั้งใจจะทำงานตำแหน่งนี้จริงๆ

“เอา ล่ะ ฉันว่านายก็น่าสนใจอยู่เหมือนกันแต่ยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับที่นี่ที่ นายยังไม่รู้ เช่นเดียวกับที่มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับชีวิตนายที่ฉันควรรู้ เพราะฉะนั้นเจ็ดวันนับจากนี้ไป นายต้องมาพบฉัน...ฉันจะสอนทุกสิ่งที่ฉันคิดว่าเธอควรรู้ หลังจากนั้นค่อยมาดูว่าเราจะทำงานร่วมกันได้หรือไม่...โอเคไหม”

หรั่งรับคำ อย่างน้อยยังมีเวลาอีกตั้งเจ็ดวันที่จะแสดงให้เผ่าลาภเห็นว่าเขาเหมาะสมกับงานนี้

ooooooo

ขณะ แพรวากำลังโทรศัพท์เล่าเรื่องที่ได้ผู้ช่วยหนุ่มคนใหม่ให้อรจิราฟัง รำไพเปิดประตูห้องเข้ามาหา เธอรีบวางสาย แล้วดึงตัวแม่ลงมานอนบนเตียงด้วยกัน รำไพดิ้นหนี ก่อนจะสั่งให้แพรวาเล่าให้ฟังทีว่าไปถูกชะตากับหรั่งตอนไหน ถึงได้ตามให้มาทำงานด้วย เธออ้างว่าตะวันฉายไม่ยอมมาช่วยจึงต้องให้เขามาทำแทน

“ตั้งใจจะประชดพี่ตะวันเขาหรือเปล่า”

“อันนี้ต้องถือว่าเป็นผลพลอยได้ค่ะ”

“หนู โตแล้วนะลูก แม่ไม่อยากให้หนูตัดสินใจอะไรด้วยอารมณ์ ทำอะไรขอให้คิดเยอะๆ ถ้าหนูเจอคนดีก็ดีไป แต่ถ้าเจอคนที่คิดจะหลอกลวงเอาผลประโยชน์ คนที่จะเสียใจก็คือลูกเองนะ” รำไพสีหน้าจริงจัง แพรวาอยากรู้ว่าแม่ถูกชะตาหรั่งหรือเปล่า รำไพไม่ยอมตอบ ให้เธอไปถามพ่อเอาเองเห็นคุยกันอยู่ตั้งนานสองนาน...
ฝ่ายหรั่งกลับไปบ่น ให้ก้อยฟังระหว่างกินมื้อค่ำด้วยกันว่าเผ่าลาภเป็นคนเคี่ยวมาก ถามโน่นซักนี่อุตลุดเท่านั้นยังไม่พอ สั่งให้ตนไปเรียนงานกับเขาเจ็ดวันถ้าผ่านถึงจะได้ทำงานที่นั่น ก้อยหวั่นใจถ้าเกิดไม่ผ่านขึ้นมาจะทำอย่างไร หรั่งตอบอย่างมั่นใจว่าผ่านแน่นอน...

ดึกคืนเดียวกันที่บ้านพัวพงศ์ ไพศาลอันใหญ่โตโอ่อ่า สุริยะสอบถามลูกชายที่เพิ่งกลับเข้ามาว่ายังคบหากับแพรวาอยู่หรือเปล่า และคิดจะจริงจังกันแค่ไหน เขาเองก็ตอบไม่ได้ อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน สุริยะพอใจที่ลูกไม่ได้คิดจริงจังกับเธอเพราะตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างตน กับเผ่าลาภอาจจะไม่ราบรื่นเท่าใดนัก

“มันมีเงินถุงเงินถังใหม่เสนอ ตัวมาที่พรรค ถุงนี้ใหญ่กว่าถุงเก่าของเผ่าลาภมาก ที่สำคัญคือ เป็นคู่แข่งกับ M.S.JEWELRY ของเผ่าลาภเสียด้วย บางทีถึงจุดหนึ่งพ่ออาจจะต้องเลือกไว้เพียงแค่ถุงเดียว ซึ่งถึงตอนนั้นถุงใหม่อาจจะดูน่าสนใจกว่า”

“อย่างนั้นพ่อต้องการให้โอ๊ตชิ่งจากแพรวาเมื่อไหร่ก็บอกมาได้เลยครับ”

สุริยะ สั่งลูกว่าอย่าเพิ่งไปตัดรอนหรือแตกหักกับแพรวาตอนนี้ เพราะอะไรๆ ยังไม่แน่นอนทั้งนั้น และที่สำคัญถุงใบใหม่ที่ว่าไม่มีลูกสาว สองพ่อลูกพากันหัวเราะชอบใจ

ooooooo

หมอจักษุนัดก้อยให้ไปพบอาจารย์หมอของเขาแต่เช้า เพื่อตรวจดวงตาของเธออีกรอบให้แน่ใจก่อนจะทำการผ่าตัด หลังจากตรวจความดันลูกตาและจอประสาทตาของก้อยเรียบร้อย อาจารย์หมอนัดให้ผ่าตัดในอีก 7วันข้างหน้าห้ามเกินเด็ดขาด แล้วขอตัวไปตรวจคนไข้คนอื่นต่อไป

หรั่งมองหมอจักษุเป็นเชิงฝากก้อยสักครู่ แล้วรีบตามอาจารย์หมอจนทัน ถามอาการก้อยว่าหนักหนาสาหัสอย่างไรบ้าง เขาตอบแบบตรงไปตรงมาว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่คนป่วยจะมองเห็น เพราะหรั่งปล่อยทิ้งไว้นานเกินกว่าจะทำอะไรได้ แล้วถามว่าคนไข้ไปโดนอะไรมาถึงเป็นแบบนี้

“ผมรู้แต่ว่าเธอทะเลาะกับพ่อเลี้ยงแล้วโดนอะไรบางอย่างสาดเข้าตา”

อาจารย์หมอตั้งข้อสังเกตว่ากระจกตาของก้อยคงเสียเพราะโดนสารเคมี ทำให้การมองเห็นพร่ามัว ถ้าผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาตั้งแต่ตอนนั้น จะควบคุมไม่ให้สารเคมีเข้าไปทำลายจอประสาทตาได้ โชคร้ายของคนป่วยที่ไม่สามารถรับบริจาคกระจกตาได้ มาถึงวันนี้ก็สายเกินไป สารพิษกินไปถึงจอประสาทตาแล้ว

“แม้คุณจะโชคดีหาเงินค่ากระจกตาเทียมได้ แต่มันก็ดีไม่พอเพราะมันช้าไป การผ่าตัดครั้งนี้ทำได้แค่ไม่ให้ประสาทตาเสียมากขึ้นเท่านั้น ก็เหลือแต่สภาพจิตใจเท่านั้นแหละ ที่คุณจะต้องเยียวยาให้น้องสาวคุณมีกำลังใจพอที่จะสู้ชีวิตต่อไป ผมหวังว่าคุณจะเป็นโชคดีครั้งเดียวที่เธอมี” อาจารย์หมอมองหรั่งอย่างเป็นกำลังใจให้...

ทางด้านรำไพแวะเอาคุกกี้ทำเองมาฝากกันทิมาถึงคอนโดฯที่พัก เห็นกรอบผ้าสำหรับวาดรูปตั้งอยู่บนขาตั้งพร้อมสีและอุปกรณ์ ร้องทักว่าวาดรูปด้วยหรือ กันทิมาเกรงว่าอยู่ว่างๆจะฟุ้งซ่านก็เลยไปเข้าคอร์สเรียนวาดรูปสำหรับผู้ใหญ่ที่ ม.ศิลปากร รำไพไม่เห็นบารมีอยู่แถวนั้นก็ถามหา ได้ความว่าไม่กลับบ้านมาสามวันแล้ว รำไพเห็นใจเธอมากที่ถูกทิ้งให้อยู่ลำพังคนเดียว กันทิมานึกถึงชาติชายขึ้นมาทันที

“มีผู้ชายอีกคนที่น่าเห็นใจยิ่งกว่า เขาต้องรับผลจากการตัดสินใจของหนู ทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด”...

คนที่กันทิมาพูดถึงกำลังทำงานอยู่ที่เหมืองอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เมื่อขับรถสิบล้อมาถึงท้ายเหมืองชาติชายตะโกนสั่งลูกน้องว่าอาทิตย์หน้าต้องทำรายงานความคืบหน้าส่งท่านประธานบริษัท ช่วยกันเร่งมือด้วย กฤษฎาผ่านมาได้ยินพอดี อาสาจะเอารายงานไปให้ เผ่าลาภเอง อ้างว่าคิดถึงบ้านใจจะขาดแล้ว...

หรั่งมารอเผ่าลาภที่บ้านก่อนเวลานัด ทำให้แพรวามีโอกาสได้ซักถามเขาว่าเมื่อวานนี้คุยอะไรกับพ่อของเธอตั้งนานสองนาน เขาสรุปให้ฟังคร่าวๆว่าท่านให้เขามาเรียนงานกับท่าน 7 วันแล้วค่อยว่ากันอีกทีว่าจะรับเป็นพนักงานหรือไม่ แพรวากำชับว่าต้องทำให้พ่อของเธอยอมรับเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นเธอต้องแย่แน่ๆ

“สิ่งที่นายต้องรู้เกี่ยวกับคุณป๋าของฉันมีดังนี้...คุณป๋าชอบคนจริง คนทำงานไม่เหลาะแหละและก็ไม่ชอบให้ใครมาเออออไปกับคุณป๋าเสียทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น อย่าไปยอมท่านง่ายๆเถียงบ้างก็ได้ คุณป๋าอยากได้ลูกชายมากเลยรู้ไหม ถ้านายทำให้คุณป๋าฉันรักนายได้ล่ะก็ นายจะเป็นลูกชายคนหนึ่งของท่านแน่นอน ฉันรับรอง”

“ถ้าผมเป็นลูกชายและคุณแพรวาจะเป็นอะไรล่ะครับ”

“ก็เป็นพี่สาวนายน่ะสิ ถามได้...มีสมุดจดหรือยัง ใครทำงานกับคุณป๋าต้องมีสมุดโน้ตทุกคน เดี๋ยวนายเอาของฉันไปก่อนก็ได้ คำถามที่นายจะต้องถูกถาม  ก็คือ...นายคิดอย่างไรกับ M.S. Group. นายตอบไปเลยว่าเป็นบริษัทที่มั่นคง อบอุ่น เหมือนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน บริษัทนี้สร้างคนมามากมายและให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้เติบโตในแวดวงธุรกิจไม่น้อย การเข้ามาทำงานที่นี่จึงถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี”...

แพรวาอุตส่าห์ติวเข้มให้หรั่งเสียดิบดี พอถึงเวลาต้องตอบคำถามของเผ่าลาภ เขาไม่ได้ทำอย่างที่เธอสอน กลับวิพากษ์วิจารณ์บริษัทตามความคิดเห็นของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เผ่าลาภประทับใจมากและจะ คอยตามดูว่าหรั่งจะรักษาความประทับใจนี้ไว้ได้นานแค่ไหน

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้เรามาเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักต้นตระกูลของฉันก่อน”

ooooooo

สามวันแล้วที่หรั่งมาเรียนรู้งานกับเผ่าลาภ ทุกวันก่อนเลิกเรียน เขาจะเล่าความเป็นมาเป็นไปเกี่ยวกับตระกูลของเขาให้ฟัง วันนี้ก็เช่นกัน เผ่าลาภเล่าว่าเขาเป็นลูกคนที่สามจากสิบสองคน

พี่ทั้งสองคนของเขาอายุสั้น ภาระทั้งหมดของตระกูลจึงตกอยู่กับเขา แต่ที่น่าใจหายก็คือน้องๆของเขาไม่มีใครมีวี่แววว่าจะเป็นหัวเรือใหญ่ได้สักคน เขาจึงต้องการให้แพรวาขึ้นมาแทนที่เขา

“แต่ลูกแพรยังขาดความตั้งใจ ขาดความรับผิดชอบ ขาดความอดทนต่อแรงกดดันและยังไม่มีหัวใจของนักสู้ที่จะต้องดุดันเมื่อถึงคราวจำเป็น ลูกแพรเป็นเด็กรักดี ถ้าได้ผ่านการเจียระไนน่าจะเติบโตเป็นเพชรเนื้อดีได้ ถ้านายได้เป็นผู้ช่วยลูกแพร นายคิดว่านายจะเป็นผู้ช่วยแบบไหน ที่จะทำให้เธอเป็นเพชรเม็ดงามอย่างที่ฉันต้องการ...คิดให้ดีก่อนที่จะให้คำตอบฉัน” เผ่าลาภมองหรั่งอย่างรอคำตอบ เขานิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง

“คนเป็นผู้ช่วยจะได้เปรียบเจ้านายตรงความรับผิดชอบ เขาสามารถเลือกทำเฉพาะที่ถูกสั่งให้ทำหรือแอบตัดสินใจทำโดยพลการก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วผู้เป็นเจ้านายเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบการตัดสินใจนั้นๆ แต่สำหรับผม ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจของผู้ช่วยหรือเจ้านาย ผมขอรับผิดชอบในทุกกรณี และถ้าลูกสาวของคุณไม่สามารถเป็นเพชรเนื้อดีได้ ผมก็ไม่สมควรที่จะ ทำงานอยู่ที่นี่ต่อไปครับผม”

“พรุ่งนี้เช้า นายไปกรอกประวัติที่ฝ่ายบุคคลนะ นายหรั่ง นาคำ” เผ่าลาภยิ้มพอใจขณะที่หรั่งหัวใจพองคับอก อย่างมีความสุข

ooooooo

หรั่งแต่งตัวด้วยชุดหล่อที่สุดเท่าที่จะมีปัญญาหามาได้เพื่อไปทำงานวันแรก ก้อยมีของขวัญฉลองตำแหน่งใหม่ของเขา โดยซื้อผ้าเช็ดหน้าให้ คุยอวดว่ามีอักษร “R” ชื่อย่อของเขาปักอยู่ตรงมุมด้วย

“อือหือ...อย่าบอกนะว่าปักเอง”

ก้อยไม่ได้ปักเอง ฝากคนอื่นซื้อแล้วจ้างเขาปัก หรั่งไม่อยากให้เธอต้องลำบากอย่างนี้อีก ก้อยคงลำบากอีกไม่นานเพราะหลังผ่าตัดเธอคงมองเห็นจะได้ปักผ้าเองได้ไม่ต้องไปจ้างคนอื่น หรั่งฟังแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้...

หลังออกจากบ้านเช่า หรั่งแวะเอาน้ำสมุนไพรไปฝากน้าแอ๊ดให้ช่วยเป็นธุระจ้างเด็กแถวนี้เอาไปส่งที่ธนาคารรัตนทรัพย์ให้ด้วย เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาคงไปส่งไม่ทัน

“แล้วนี่คือวิธีทำน้ำผัก น้ำสมุนไพร ช่วงนี้คนหันมาสั่งกันเยอะ น้าแอ๊ดน่าจะลองทำดูนะ เพราะผมคงไม่มีเวลาทำแล้ว ได้แค่รับไปส่งที่ทำงานเท่านั้นแหละ” หรั่งส่งของทั้งหมดให้น้าแอ๊ด แล้วขี่รถออกไป...

ไม่ได้มีแต่ก้อยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับการทำงานวันแรกของหรั่ง ผู้ใหญ่เงาะกับน้าเบิ้มซึ่งนั่งดื่มเหล้ากันตั้งแต่เมื่อคืนมาดักรอเขาอยู่ ผู้ใหญ่เงาะลงคาถาพร้อมกับเป่ากะหม่อมให้หรั่งเพื่อเป็นสิริมงคลในการทำงานขณะที่น้าเบิ้มมอบตะกรุดเก่าแก่ที่ผูกติดตัวอยู่ตลอดให้ อ้างว่าตะกรุดนี้ผ่านพิธีปลุกเสก มีพุทธคุณสูง ใครเห็นใครก็รัก ใครเห็นใครก็หลง หรั่งขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองมากที่เมตตา...

ไม่นานนัก หรั่งมาถึงบริษัท M.S. Group. เลขาฯหน้าห้องพาเขาไปเขียนใบสมัครที่ฝ่ายบุคคล แนะนำกับเจ้าหน้าที่ที่นั่นว่าเขาเป็นผู้ช่วยคุณแพรวา ตำแหน่งนี้ท่านประธานเพิ่งแต่งตั้งขึ้นมาใหม่

“รับเงินเดือนโดยตรงจากท่านประธานไม่เกี่ยวกับบัญชีบริษัท คุณเก็บไว้แต่เอกสารสำคัญและประวัติส่วนตัวของเขา...คุณผู้ช่วยตามดิฉันมาค่ะ ดิฉันจะพาไปที่โต๊ะทำงาน”

ระหว่างทาง เลขาฯสาธยายว่าออฟฟิศของเราเข้าทำงานแปดโมงเช้า โดยปกติแล้วคุณแพรวามักจะมาสาย แต่เขาในฐานะผู้ช่วยต้องมาถึงก่อน เราจึงมีที่นั่งสำหรับเขาแล้วชี้ไปที่โต๊ะเล็กๆตรงสุดทางเดิน หรั่งเดินไปที่โต๊ะตัวนั้นลูบคลำด้วยความอิ่มเอิบหัวใจ เลขาฯตามมาอธิบายเพิ่มเติมว่า

“คุณสามารถนั่งรอคุณแพรวาที่นี่ได้ โต๊ะคุณแพรวานั้นจะตั้งรวมอยู่ในห้องคุณอรทัย เพื่อจะได้เรียนงานได้สะดวก ชั้นล่างจะเป็นโชว์รูม ตรงที่คุณเคยเอานํ้าเขียวๆมาส่งนั่นแหละ ชั้นสองนี่เป็นส่วนของพนักงานทั้งหมด ผู้บริหารใหญ่ๆจะอยู่ชั้นสาม”

ขณะที่หรั่งกำลังฟังเลขาฯอธิบายอย่างตั้งใจ กฤษฎา ซึ่งนำเอกสารจากเหมืองมาส่ง เหลือบเห็นพอดี จึงถามพนักงานที่รับเอกสารว่าไอ้หมอนั่นมาทำอะไรที่นี่  ได้ความว่ามาทำงานเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของคุณแพรวา กฤษฎาปรี่เข้าไปหาเรื่องหรั่งทันที ทั้งคู่กวนกันไปกวนกันมาก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย เผ่าลาภเข้ามาห้ามไว้ทัน

“พอได้แล้วทั้งสองคนนั่นน่ะ...เอ้ารู้จักกันไว้ซะ นี่นายต้น กฤษฎา หลานชายฉัน...นี่หรั่ง ผู้ช่วยลูกแพร”

กฤษฎาแสยะยิ้ม แล้วกลับออกไป เผ่าลาภหันไปบอกแพรวาว่าจะให้หรั่งช่วยทำอะไรก็สั่งได้เลย แล้วตรงไปยังห้องทำงานตัวเอง หรั่งเห็นแพรวาเอาแต่ยืนครุ่นคิด เป็นฝ่ายถามเสียเองว่า วันนี้จะให้เขาช่วยทำอะไรบ้าง เธอเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แล้วเดินหนีไปหน้าตาเฉย ผู้ช่วยคนใหม่ไม่ยอมแพ้ หันไปถามเลขาฯหน้าห้องอรทัยว่า วันนี้คุณแพรวามีกำหนดการไปไหนทำอะไรบ้าง ได้ความว่าเธอมีนัดกับช่างเสื้อและนัดกับคุณอรทัยไว้เท่านั้น

“งั้น ผมขอรายละเอียดเรื่องที่คุณแพรวาต้องทำ หรือคุยกับคุณอรทัย หรือมีข้อมูลอะไรในความรับผิดชอบของคุณแพรวาก็เอามาเถอะครับ อะไรก็ได้” ท่าทางกระตือรือร้นของหรั่งทำให้เลขาฯรีบไปจัดการให้...

ขณะที่หรั่งมุ่งมั่นในการทำงาน บารมีกลับหมกตัวอยู่แต่ในบ่อน  เล่นพนันจนเงินหมดกระเป๋า แต่ไม่ยอมเลิกเล่น ไปขอหยิบยืมเงินจากตะวันฉายมาเล่นพนันอีก พอเขาคล้อยหลังไม่นาน กฤษฎาเข้ามาฟ้องตะวันฉาย ว่าจำไอ้ลูกครึ่งที่เขาวานให้ส่งคนไปกระทืบได้หรือเปล่า
“คนของมึงคงกระทืบมันเบาไป ตอนนี้มันมาเป็นผู้ช่วยของแพรวาที่บริษัทแล้ว มึงรู้หรือเปล่า”

ooooooo

ได้เวลาที่ก้อยต้องเข้าผ่าตัดดวงตา หรั่ง เท่ห์ โบ้และเช็งตามมาส่งถึงหน้าห้องผ่าตัด เพื่อเป็นกำลังใจให้ หรั่งบอกให้เธอทำใจสบายๆ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ก้อยขอคำมั่นสัญญาจากเขา ถ้าลืมตาขึ้นมาเมื่อไหร่ เธอต้องได้เห็นหน้าเขาเป็นคนแรก หรั่งรับปากด้วยความลำบากใจ

“สัญญาจ้ะ...แต่หมอบอกว่าออกจากห้องผ่าตัดแล้วยังลืมตาไม่ได้หรอก ต้องปิดผ้าไว้สามถึงห้าวัน”

พยาบาลแจ้งหนุ่มๆ ทั้งสี่คนให้ไปรอข้างนอกได้แล้ว ต้องพาคนไข้เข้าห้องผ่าตัดแล้ว ทันทีที่ก้อยลับสายตา เท่ห์หันขวับมาคาดคั้นให้หรั่งบอกมาตรงๆว่า ก้อยจะมองเห็นหรือเปล่า เขาเลี่ยงไม่ตอบคำถาม ทำทีชวนเพื่อนๆไปหาอะไรกินกันก่อนใกล้เที่ยงแล้ว...

ด้านตะวันฉายตามมาง้อแพรวาถึงออฟฟิศ ชวนไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ทีแรกเธอตั้งใจจะงอนนานๆ แก้เผ็ดคืนบ้าง แต่พอเจอคารมหวานหูของเขาเท่านั้น หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง...

ขณะที่แพรวากินอาหารมื้อหรูอยู่กับตะวันฉาย หรั่งกับเพื่อนซี้ทั้งสามคนนั่งกินข้าวแกงอยู่ในโรงอาหารของโรงพยาบาล หรั่งขอให้พวกนั้นอยู่รอก้อยที่นี่ก่อน ส่วนเขาขอกลับไปทำงาน เย็นๆจะแวะมาอีกที เท่ห์ประชดว่าเขาหายใจหายคอเป็นงานไปหมด เช็งสวนทันทีว่าหรั่งน่าจะหายใจเป็นเจ้านายของตัวเองมากกว่า

“กูนึกว่ามึงจะหายใจหายคอเป็นก้อยเสียอีก” โบ้ร่วมวงกับเขาด้วย

“พวกมึงนั่นแหละหายใจหายคอเป็นแต่เรื่องส่วนตัวของกู” หรั่งแดกดันเสร็จ ลุกออกไปเลย...

ครู่ต่อมา หรั่งมาถึงออฟฟิศ ด้วยความเป็นห่วงงานเนื่องจากลากิจไปตั้งแต่เช้า รีบเปิดประตูห้องทำงาน

อรทัยเข้าไป เพราะคิดว่าแพรวานั่งทำงานอยู่ข้างใน กลับเจอแต่เจ้าของห้อง ซึ่งเอ็ดเขาเสียงเขียวว่าจะเข้ามาในห้อง ทำไมไม่เคาะประตูก่อน หรั่งคิดว่าแพรวานั่งทำงานอยู่ในห้องคนเดียว ไม่นึกว่าอรทัยจะอยู่

“โต๊ะเราก็มีไม่ใช่หรือ เป็นผู้ช่วยเขา ถ้าเจ้านายไม่สั่งอะไรก็รออยู่ที่โต๊ะสิ ไม่ใช่เที่ยวเพ่นพ่านเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ให้ยุ่งไปหมด” อรทัยสั่งสอนยกใหญ่ หรั่งขอโทษเธอแล้วรีบออกจากห้อง แวะถามเลขาฯหน้าห้องอรทัยว่าวันนี้คุณแพรวามาหรือเปล่า ได้ความว่ามาแล้วไปแล้ว ยังถามถึงเขาด้วย

“อ้อ มีแฟ้มอยู่บนโต๊ะคุณเยอะเลย คุณแพรวาฝากให้คุณอ่าน เห็นว่าเป็นงานที่คุณอรทัยสั่งไว้”

หรั่งพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินไปที่โต๊ะตัวเอง จึงไม่เห็นแพรวาเดินควงแขนแฟนหนุ่มเข้ามาทางด้านหลัง ตะวันฉายหาเรื่องแขวะหรั่งต่างๆนานา แม้แพรวาจะขอร้องเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมหยุด

“พี่ตะวันปากจัดอย่างนี้  น้องแพรไม่คุยด้วยดีกว่า” แพรวาพูดจบ เดินหนีไปทางห้องทำงานของอรทัย

“โชคดีจริงนะมึง แต่อย่านึกนะว่าจะโชคดีอย่างนี้ไปตลอด โชคร้ายที่ไม่คาดคิดอาจจะมาถึงมึงเร็วๆ นี้” ตะวันฉายพูดใส่หน้าหรั่ง แล้วตามแพรวาไป...

ทางฝ่ายอรทัยเห็นตะวันฉายเข้ามาในห้อง ก็ทักทายอย่างสนิทสนมว่าหายไปไหนมา แพรวาบ่นให้ฟังบ่อยๆ พักหลังไม่ค่อยได้เจอหน้ากันสักเท่าไหร่ ตะวันฉายอ้างว่ามัวแต่ยุ่งอยู่กับการวางแผนเตรียมทำธุรกิจ อรทัยเตือนว่าทำธุรกิจสมัยนี้เหนื่อยมาก แทบไม่มีเวลาพักผ่อน อย่างเขาน่าจะไปเล่นการเมืองดีกว่า

“เหนื่อยพอกันแหละครับ ดูจากคุณพ่อผม ท่านก็แทบไม่ได้หยุดเลยสักวัน”

“แต่ชื่อเสียงมันผิดกันนะ ถือว่าคุ้มกับความเหนื่อย ทำธุรกิจมันก็งั้นๆแหละ น้ายังอยากจะเซ้งให้หมดเอาเงินไปเที่ยวรอบโลกดีกว่า...แล้วเธอสองคนล่ะ จะลงเอยกันเมื่อไหร่”

“ช่วงนี้พี่ตะวันยังงานยุ่งอยู่ค่ะ อีกสักสิบยี่สิบปีมั้งคะ” แพรวาแดกดัน ตะวันฉายในคราบหมาหวงก้างบอกอย่างสุภาพว่า ถึงเขาจะไม่ค่อยมีเวลา แต่แพรวาก็อยู่ในสายตาของเขาตลอด ไม่ปล่อยให้ใครมายุ่มย่ามได้ง่ายๆ...

หรั่งแวะไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งหลังเลิกงาน ก้อยซึ่งอยู่ที่ห้องพักฟื้นในสภาพมีผ้าพันแผลปิดตาทั้งสองข้าง บ่นให้หรั่ง เท่ห์ เช็งและโบ้ ที่ยืนรายล้อมอยู่ฟังว่ามองไม่เห็นอะไรเลย ยังมืดเหมือนเดิม เช็งทักท้วงจะเห็นได้อย่างไรในเมื่อหมอยังไม่ได้เอาผ้าปิดตาออก พยาบาลที่เข้ามาดูแลอธิบายว่า

“คุณหมอเขาปิดตาเอาไว้ก่อน กันแผลติดเชื้อค่ะ วันนี้ผ่าข้างขวาเดี๋ยวอีกสองวันถึงจะผ่าข้างซ้าย แล้วก็ยังต้องปิดตาอีกสามสี่วัน ถึงจะเปิดทั้งสองข้างเลยนะคะ”

“ช่วงนี้ก้อยนอนให้สบายนะ หรั่งจะมาเยี่ยมทุกวัน” หรั่งว่าแล้วหยิบแฟ้มงานปึกใหญ่ขึ้นมา เท่ห์สงสัยว่าสอบเสร็จแล้วทำไมต้องท่องหนังสืออีก หรั่งไม่ได้ท่องหนังสือ แต่เป็นงานของบริษัทที่ต้องอ่านให้จบคืนนี้...

ในขณะที่หรั่งนั่งอ่านแฟ้มกองโตที่ได้มาจากเจ้านายสาวอย่างขะมักเขม้น แพรวากลับออกไปเที่ยวกลางคืนกับตะวันฉาย ทั้งดินเนอร์หรู เต้นรำ และดื่มไวน์ชั้นเลิศกันสนุกสนาน

ooooooo

หรั่งมาดักรอแพรวาที่หน้าประตูรั้วบ้านเผ่าลาภตั้งแต่เช้า นายสยามเพิ่งขับรถคันเก่าของตัวเองมาถึง ชวนเขาเข้าไปรอข้างในด้วยกัน ชายหนุ่มอดถามไม่ได้ว่าเขาสนิทกับเผ่าลาภไหม

“มองตาก็รู้ใจ ถึงไม่มองก็เดาได้” นายสยามคุยอวด

ครู่ต่อมา ทั้งคู่มาถึงโถงกลางบ้าน เจอเผ่าลาภในชุดไปทำงานกำลังลงมาจากชั้นบน นายสยามเข้าไปรายงานภารกิจตามปกติว่า วันนี้จะต้องไปที่โรงสีข้าว และทางเหมืองแจ้งรายการเครื่องมือชำรุดเสียหายมาให้พร้อมกับส่งเอกสารให้ดู แล้วถามว่าเขาดูพลอยที่ตนเอามาให้หรือยัง เผ่าลาภยังไม่ทันได้ดู อีกทั้งยังจำไม่ได้ด้วยว่า เอาไปวางทิ้งไว้ที่ไหน นายสยามเอาพลอยอีกเม็ดหนึ่งจากในกระเป๋าของเขาให้ดูแทน

“มาจากร้านเดียวกัน เป็นพลอยคู่แข่งของเรา ท่านลองดูสิครับ ผมว่าเนื้อมันเหมือนพลอยของเรานะครับ”

เผ่าลาภส่องดูแล้ว เห็นว่าเป็นแค่เศษพลอยไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ก็จะส่งไปให้ทนงศักดิ์เช็กดูอีกที แล้วหันไปเรียกหรั่งมานั่งด้วยกันที่โต๊ะอาหาร ถามว่าทำงานมาสามวันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย

“ยังไม่ได้ทำอะไรเลยครับ คุณแพรวายังยุ่งอยู่น่ะครับ ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาให้กับงาน ผมก็เลยต้องมาตามงานที่นี่ คิดว่าวันนี้คงได้เรื่องครับ”

ท่านประธานบริษัทชมหรั่งว่าทำดีมาก จังหวะนั้น รำไพนำอาหารเช้ามาวางตรงหน้าเผ่าลาภ พร้อมกับเตือนว่าวันนี้เขามีนัดกับหมอ อย่าลืมไปพบ เผ่าลาภพยักหน้ารับคำไปอย่างนั้นเอง...

รำไพต้องขึ้นไปแซะแพรวาออกจากโทรศัพท์ ซึ่งกำลังเม้าท์แตกอยู่กับอรจิรา ถึงเรื่องที่ตะวันฉายตามมาง้อ เธอสั่งให้ลูกรีบแต่งตัวลงไปพบหรั่งที่กำลังรอคุยเรื่องงานอยู่ ขืนชักช้าคุณป๋าจะโกรธเอาได้...

หรั่งยื่นแฟ้มเอกสารทั้งหมดให้แพรวาทันทีที่เจอหน้ากัน บอกให้อ่านให้หมดจะเอาไปอ่านที่บ้าน หรือที่ทำงานก็ได้ เพื่อจะได้รู้เรื่องราวต่างๆในบริษัท  เพราะถ้าไม่รู้อะไรเลยเขาก็ไม่รู้จะช่วยเธอได้อย่างไร แพรวาเจ้าเล่ห์ ถ้าหรั่งอยากช่วยจริงๆ ก็ให้เอาแฟ้มเหล่านี้ไปอ่านแทนเธอ เขาอ่านหมดแล้วและคั่นหน้าสำคัญๆ พร้อมกับทำโน้ตย่อไว้ให้แล้ว ตั้งแต่เริ่มขุดพลอยไปจนถึงแผนการตลาด รวมทั้งผลวิเคราะห์คู่แข่งในรอบห้าปีที่ผ่านมา

“ผมแนะนำให้คุณเพ่งเล็งไปที่การขายภายในประเทศเป็นพิเศษหน่อยนะครับ เพราะดูแล้วเรามียอดขายที่ดี แต่กำไรเรากลับน้อยลง คุณลองดูให้ดีเถอะ เผื่อพบช่องโหว่จะได้รายงานคุณอรทัย”

แพรวาไม่มีเวลาอ่านแฟ้มพวกนี้ เพราะมีนัดกับอรจิรา หรั่งขอให้เลื่อนนัดไปก่อน เธอชักสีหน้าไม่พอใจ ตกลงเขาเป็นผู้ช่วยหรือว่าเป็นหัวหน้าของเธอกันแน่ ถ้าเขาเป็นผู้ช่วยก็ต้องฟังเธอพูด แล้วสั่งให้เอาแฟ้มพวกนั้นไปเก็บ เธอจะไปช็อปปิ้งกับเพื่อน หรั่งโต้แม้เขาจะเป็นผู้ช่วยของเธอแต่เจ้านายของเขาคือคุณพ่อของเธอ แพรวาอ้อนวอนขอไปช็อปปิ้งก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านแฟ้มทีหลัง หรั่งใจอ่อนยอมให้เธอไปกับเพื่อนได้ แต่มีข้อแม้จะต้องไปห้างฯที่มีบูธของ M.S.JEWELRY บริษัทในเครือ M.S.Group จะได้สำรวจตลาดด้วยกัน...

ทางด้านบารมีผีพนันเข้าสิงไม่เป็นอันทำงานทำการ ติดหนี้ติดสินรุงรังไปหมด แบงก์โทร.มาทวงหนี้หลายครั้งเขากลับนิ่งเฉย กันทิมาเตือนก็โดนด่า บารมีคิดแต่จะหาเงินไปเล่นการพนัน พอหมดหนทางสั่งให้กันทิมาเอาเงินเก็บห้าแสนบาทของเธอมาให้เขายืมก่อน เธอยืนนิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“คนของคุณตะวันฉายโทร.มาเมื่อคืน เขาบอกว่าคิดถึงให้ไปหา”

ooooooo

หลังจากหอบถุงช็อปปิ้งพะรุงพะรังเดินตามแพรวากับอรจิราอยู่ในห้างฯหรูกลางกรุงพักใหญ่ หรั่งเหลือบเห็นบูธของ M.S.JEWELRY ตั้งอยู่ไกลๆ เร่งฝีเท้าขึ้นมาเทียบ ชวนแพรวาไปดูด้วยกัน เธอส่ายหน้า

“แต่ร้านอาหารของฉันอยู่ทางนี้ นายไปดูบูธ  M.S.ทางโน้น มีอะไรก็มาบอกฉันที่ร้านอาหารทางนี้”

หรั่งขี้เกียจเซ้าซี้อะไรแพรวาอีก เชิญเธอไปกินมื้อกลางวันกับอรจิราตามสบาย ส่วนเขาตรงไปยังบูธเป้าหมาย ใช้ความหล่อเลียบๆ เคียงๆ ถามพนักงานขายของ M.S.JEWELRY ว่าขายดีไหม

“แหมพี่ ถามได้ ขายดีสิคะ ทำไมจะไม่ดี ถ้าพี่สั่งวันนี้ ต้องรอสองอาทิตย์นะคะ เพราะในสต๊อกขายหมดทุกห้างฯ เลย เราต้องสั่งที่โรงงานใหม่ พี่มาช้าไปนะคะ”

“ผมหาไม่เจอครับ เล่นมาหลบมุมอยู่ตรงนี้ น่าจะไปอยู่ชั้นล่างเด่นดีออกมองเห็นง่ายด้วย”

“ชั้นล่างค่าเช่าที่แพงค่ะ ตรงนี้ถูกกว่าเยอะเลย M.S.ของเราขายดีอยู่แล้ว อยู่ตรงไหนก็ขายได้”

หรั่งอยากรู้ว่าตรงนี้ค่าเช่าที่ราคาเท่าไหร่ พนักงานขายเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อได้ข้อมูลมาพอสมควร ผู้ช่วยหนุ่มรีบกลับไปหาแพรวาที่ร้านอาหาร เธอบอกให้เขากินอะไรที่นี่ก่อน หรั่งตำหนิเจ้านายกลายๆ ว่ามาเที่ยวเล่นที่นี่สามชั่วโมงแล้ว ควรกลับออฟฟิศได้แล้ว แพรวามองหน้าอรจิราเป็นทำนองขอความเห็น แต่ไม่มีคำตอบจากเธอ...

เงินสองแสนบาทที่บารมีเอาไปเล่นพนันในบ่อนเถื่อนของตะวันฉายหมดลงในพริบตา จะหยิบยืมจากนพซึ่งเป็นหุ้นส่วนบ่อนพนันคนหนึ่งอีกครั้งแต่เขาไม่ให้เพราะหนี้เก่ายังไม่ได้คืน แล้วคว้าปืนกระบอกโตขึ้นมาวางพร้อมกับข่มขู่ให้บารมีชำระหนี้เก่าให้หมด ก่อนเหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ตะวันฉายเข้ามาขอร้องเอาไว้

“แหมน้องตะวันฉายขอพี่ไปทีหนึ่งแล้วนะ คราวก่อนสองล้านที่มันเอาไปจากพี่ก็เพราะน้องนี่แหละ ขอกันบ่อยๆ อย่างนี้พี่ก็แย่สิ”

“เถอะน่าพี่นพ หลังจากรายนี้แล้วผมไม่ขอใครอีกแล้ว คนนี้เขาขาประจำนะพี่นพ...ผมเอาเครดิตผมเป็นประกันเลยพี่ ต่อไปนี้ไม่มีเบี้ยว...ผมแถมเด็กใหม่ๆ สดๆ ให้พี่อีกสองคนเป็นมัดจำ”

นพนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมให้ตะวันฉายพาบารมีออกไป ครู่ต่อมา ตะวันฉายพาบารมีไปคุยกันต่อที่รถของเขา เตือนว่าอย่าเข้ามาที่นี่อีก มีเท่าไรก็หมดถ้าไม่ใช่เจ้าของบ่อน บารมีอ้างว่าไม่ได้อยากจะมาแต่ไม่มีเงินทุนไปหมุนเวียนในธุรกิจนำเข้ารถสปอร์ตกับปั๊มน้ำมันของเขา

“แต่ไอ้ต้นเพื่อนผม มันบอกว่าแม่มันรวยนี่ครับ มันบอกว่าญาติพี่น้องมันรวยกันหมดทุกคน”

บารมียอมรับว่ารวย แต่เงินต้องเข้ากงสีหมด ถ้าเขาเอาเงินนั่นมาหมุนได้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว ตะวันฉายจะถือว่าครั้งนี้บารมีติดหนี้เขา บารมีไม่มีวันลืมบุญคุณ แต่ไม่รู้จะชดใช้ให้เขาได้อย่างไร

“ขอผมคิดดูก่อน ไม่แน่ว่าผมอาจจะขอเอาธุรกิจของน้ามาทำประโยชน์อะไรบางอย่างเพื่อเป็นการล้างหนี้สินกัน น้าจะรังเกียจไหมครับ” ตะวันฉายตาวาวอย่างมีแผนการ บารมีเชิญให้มาเอาไปได้เลย จะเอาไปทำอะไรก็เชิญตามสบาย ตะวันฉายขอให้เขากลับไปนอนพักที่บ้านก่อน ถือเป็นการพักฟื้นไปในตัว พอมีเรี่ยวมีแรงค่อยมาคิดกันใหม่ว่าจะทำอย่างไรกันดี บารมีพยักหน้ารับรู้ เดินไปขึ้นรถตัวเองอย่างว่าง่าย

ooooooo

ในที่สุดหรั่งพาแพรวากลับออฟฟิศจนได้ หยิบแฟ้มเกี่ยวกับรายจ่ายค่าเช่าพื้นที่ในระยะสี่ปีที่ ผ่านมาให้เธอดู พร้อมทั้งรายงานเพิ่มเติมว่าค่าเช่า พื้นที่สูงขึ้นมาก ทั้งๆที่บริษัทยังใช้พื้นที่เดิมไม่ได้ย้ายหรือขยายแต่อย่างใด แพรวาสรุปแบบขอไปทีว่าทางห้างฯคงจะขึ้นค่าเช่า ไม่เห็นจะผิดปกติตรงไหน

“ขึ้นจริงหรือเปล่า...นี่คือคำถาม คุณน่าจะลองเอาเรื่องนี้ไปหารือกับคุณอรทัยนะครับ มันอาจจะมีเงื่อนงำอะไรอยู่ก็ได้ ให้คุณอรทัยเช็กทางห้างฯเลยก็ดี”

ขณะที่แพรวาพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่หรั่งพูด อรทัยเข้ามาในห้องตรงไปนั่งเก้าอี้ประจำของตัวเอง หรั่งพยักพเยิดให้แพรวาเข้าไปพูดเรื่องนี้ เธอคว้าแฟ้มเข้าไปหาอรทัยขอให้ช่วยดูให้ทีว่าทำไมรายจ่ายค่าเช่าพื้นที่ภายในห้างฯถึงได้สูงกว่าความเป็นจริง อรทัยบอกปัดว่าไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ให้ไปถามที่ผู้จัดการฝ่ายขายภายในประเทศเอาเอง แล้วเตือนว่าอย่าไปจ้ำจี้จ้ำไชเขามากนัก เขาเป็นคนเก่าคนแก่ทำงานให้เรามานานแล้ว

“มันเป็นหลักรัฐศาสตร์ หลักการปกครองคนนะ เข้าใจไหม มีปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็กลับไปพักผ่อนเถอะ ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว จะไปดูหนังดูอะไรก็ไป”

เข้าทางแพรวาทันที หันไปยักคิ้วให้หรั่งพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง เขาได้แต่ส่ายหน้าที่อรทัยไม่ให้ความสนใจ...

ด้านเผ่าลาภแวะไปหาบารมีที่คอนโดฯที่พัก ไม่เจอตัวน้องชายพบแต่กันทิมาอยู่ลำพังกับแม่บ้าน ทักทายถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ได้ความว่าบริษัทของบารมีทั้งนำเข้ารถและปั๊มน้ำมันเจ๊งไม่เป็นท่า เผ่าลาภเห็นรูปวาดสีน้ำมันฝีมือกันทิมาอยู่บนขาตั้งรูป ดูสวยงามเข้าท่าดี ชวนให้ลองมาทำงานกับกัมปนาทซึ่งอยู่ฝ่ายออกแบบอัญมณี ของบริษัท เผื่อจะมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว กันทิมานิ่งเงียบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

“ลองคิดดูนะ ตกลงใจอย่างไรก็บอกฉันด้วย...ไปล่ะ” เผ่าลาภขยับจะไป แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ หันกลับมาถามกันทิมา รู้ไหมว่าบารมีเล่นการพนันบ้างหรือเปล่า เธอถึงกับอึ้ง...

ทางฝ่ายแสงเทพเจ้าเล่ห์นำหยกขาวแกะเป็นรูปฮก ลก ซิ่วมาเป็นของกำนัลสุริยะถึงบ้าน เพื่อจูงใจให้สนับสนุนให้ตนเองได้สัมปทานขุดพลอยบนที่ดินหลังเขาที่กาญจนบุรี สุริยะแบ่งรับแบ่งสู้ว่าเผ่าลาภก็สนใจที่ดินผืนนี้เช่นกันและทางนั้นก็ลงทุนไปมากแล้ว ที่สำคัญพวกเราอยู่พรรคเดียวกันเสียด้วย

“ผมเข้าใจ แต่ผมเชื่อว่าเรื่องแค่นี้ท่านเคลียร์ได้ไม่ยาก”

“ก็ต้องลองดู แต่ถ้าคุณเผ่าลาภไม่สนใจเมื่อไหร่ ผมจะรีบส่งเรื่องให้ รมต.อนุมัติให้คุณเร็วขึ้น”

แสงเทพขอบคุณสุริยะล่วงหน้า แล้วหันไปเห็นตะวันฉายกลับมาพอดี เข้าไปทักทายและเสนอให้มาทำธุรกิจร่วมกัน สุริยะคิดว่าลูกไม่มีหัวการค้าจึงออกตัวแทนลูกว่าทำธุรกิจอะไรกับใครไม่เป็น

“ผมคงจะลงเล่นการเมือง ตามรอยเท้าพ่อน่ะครับ” ตะวันฉายพูดเอาใจพ่อตัวเอง

“มันมีธุรกิจบางอย่างที่ไม่เหนื่อยมากและสามารถทำไปพร้อมๆ กับการเป็นนักการเมืองได้   เพราะดูหน่วยก้าน ของหลานชายแล้ว อาว่าทะมัดทะแมงดีออก เสียดายอาไม่มีลูกสาว แต่หลานสาวอาสวยนะจะบอกให้” แสงเทพโอบไหล่ตะวันฉายอย่างรักใคร่ ก่อนจะกระซิบข้างหู “อาได้ยินเพื่อนๆในวงนักเลงพูดถึงหลานชายอยู่”

“อ๋อ...ถ้าธุรกิจอย่างนั้นละก็ได้เลย ถึงไหนถึงกันครับอา” ตะวันฉายรับลูกทันที

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

รหัสริษยา EP.5 ศิวา ไม่อยากแต่งงานกับจันทร์แจรง เลยขอร้องให้ พาไล ช่วย

รหัสริษยา EP.5 ศิวา ไม่อยากแต่งงานกับจันทร์แจรง เลยขอร้องให้ พาไล ช่วย
29 พ.ย. 2563

08:50 น.

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563 เวลา 17:34 น.