ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เกือบตีสี่ โสภิตพิไลสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงรถยนต์ดังหน้าบ้าน เธอลุกขึ้นยืนมองผ่านหน้าต่างลงไป เห็นรถของสาแล่นเข้ามาโดยมีประธานเป็นคนขับรถแล่นเข้ามาจอดนิ่งสนิท ประธานหันไปแหย่สาที่นั่งหน้างอมาตลอดทาง

    “ยังไม่หายโกรธอีกเหรอ เรื่องแค่นี้”

    “แค่นี้อะไร คุณบอกจะช่วยขับรถให้ฉัน แล้วดันพาฉันเลี้ยวเข้าโมเต็ล”

    ประธานหัวเราะน้อยๆ หยอกยิ้มๆว่า ก็อยากไม่ยอมให้มาที่บ้าน...สาสวนทันควันด้วยความโมโห

    “ก็คืนนี้ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ๆๆๆ”

    “โธ่เบ่บี๋ เวลาคุณบอกว่าไม่ มันได้ทุกทีนี่นา” เขายิ้มยั่ว อารมณ์พิศวาสยังคุกรุ่น สากลับอาละวาดเสียงขุ่น

    “แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่! จำไว้ ถ้าฉันบอกว่าไม่ก็คือไม่”

    สาเปิดประตูรถกระฟัดกระเฟียดลงไปแล้วปิดประตูปัง! ประธานไม่พอใจ ก้าวตามเข้ามาในบ้านคว้าแขนสา ทั้งที่เธอยังไม่ได้เปิดไฟ

    “เดี๋ยวก่อนคุณสา”

    “กลับไปได้แล้ว ฉันไม่อยากให้ใครมาเห็นคุณตอนนี้”

    “กลัวใครเห็น หลานสาวหรือว่าไอ้หนุ่มคนใหม่”

    โสภิตพิไลยืนอยู่ตรงบันได กดสวิตช์เปิดไฟสว่างทั่วชั้นล่าง สาสีหน้าตกใจ เรียกโสภิตเสียงแหบแห้ง ประธานฉีกยิ้มให้เด็กสาว เย้าว่านอนดึกเหมือนกันนะเรา

    “นี่จะเช้าแล้วค่ะ เกือบตีสี่”

    คำพูดของ โสภิตพิไลยิ่งทำให้สาหน้าเจื่อน ออกปากไล่ประธานกลับไป แต่เขาทำท่าจะแย้ง สาเลยจิกตาดุใส่พร้อมกับไล่ซ้ำอีกทีด้วยน้ำเสียงหนักๆ

    “ฉันบอกให้กลับไป”

    “ก็ได้” ประธานยักไหล่แล้วโค้งให้โสภิตพิไลด้วยท่าทีล้อๆ “แล้วเจอกันใหม่นะครับ คุณโสภิตพิไล”

    โสภิตพิไลไม่ชอบใจ เดินเข้ามาหาสา ถามกึ่งตำหนิว่าคุณป้ากลับดึกจัง สาฝืนยิ้มกลบเกลื่อน ไม่รู้ว่าเมื่อสักครู่เธอได้ยินอะไรแค่ไหน

    “งานไนต์คลับก็เป็นแบบนี้ล่ะจ้ะ กว่าคลับจะปิด กว่าจะเคลียร์บัญชี ไอ้โน่นไอ้นี่เยอะแยะตาแป๊ะไก่”

    “แล้วทำไมไม่ทำอย่างอื่นล่ะคะ งานอย่างอื่นที่มันไม่ต้องเป็นแบบนี้”

    “แบบไหน”

    “ต้องให้หนูพูดด้วยหรือคะ” น้ำเสียงและท่าทีของโสภิตพิไลทำให้สาไม่พอใจวูบขึ้นมา โต้กลับเสียงขุ่น

    “ป้ารักในงานที่ป้าทำ มันคือการให้ความสุข ให้ ความบันเทิงกับคนอื่น ป้าไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหน”

    “เพราะคุณป้าไม่เคยได้ยินที่คนเขาพูดกันลับหลังคุณป้าน่ะสิคะ ถ้าหากคุณป้าได้ยินอย่างที่หนูได้ยิน คุณป้าคงไม่พูดอย่างนี้แน่”

    เด็กสาวพูดจบก็หันหลังเดินกลับขึ้นข้างบน ทิ้งสายืนหน้าชา เจ็บแปลบในใจอย่างบอกไม่ถูก

    ooooooo

    สายวันรุ่งขึ้น โสภิตพิไลไปหาแป้นกับสุขที่บ้าน สวน ช่วยสองผัวเมียเช็ดใบตองพลางบอกเล่าถึงความอึดอัดคับข้องใจที่มีต่อสา จนแป้นอดตำหนิเธอไม่ได้

    “หนูก็ไม่ควรพูดไม่ดีกับคุณสา”

    “หนูรู้นะคะป้าแป้นว่าเขามีบุญคุณ ส่งเสียเลี้ยงดูหนูมาตั้งแต่เล็ก จะว่าไปเขาก็ดีกับหนูมาก ถ้าเขาทำตัวดีกว่านี้หนูคงจะรักเขาได้อย่างสนิทใจ แต่นี่...”

    “อย่าไปคิดไม่ดีกับคุณสาเลยโสภิต บาปกรรมนะลูก ยังไงเสียคุณสาแกก็เป็น...เป็นป้าของหนู” สุขอยากจะบอกความจริงเหลือเกินว่าสาเป็นแม่ แต่ยังไม่กล้าพอ

    “คุณป้าอุษาเป็นแค่พี่เลี้ยงของคุณแม่เท่านั้นไม่ใช่หรือคะลุงสุข เธอเป็นผู้มีพระคุณกับหนูน่ะ  ใช่ค่ะหนูไม่เถียง แต่ไม่ได้เป็นป้าแท้ๆของหนูสักหน่อย ถ้าหนูจำไม่ผิด ป้าอุษาเป็นคนพาคุณแม่หนีตามคุณพ่อมา ทำให้คุณแม่ต้องตกระกำลำบากจนต้องฆ่าตัวตาย บางทีหนูยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะคุณป้า คุณแม่คงจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณป้า คุณแม่คงยังไม่ตาย แล้วบางทีหนูอาจจะได้เป็นอะไรที่ดีกว่า...โสภิตพิไลหลานสาว ของอุษาวดีเจ้าของไนต์คลับก็เป็นไปได้”

    สองผัวเมียพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันไปมา สงสารทั้งโสภิตพิไล และรู้สึกเห็นใจสาด้วยเหมือนกัน

    ooooooo

    สาตื่นนอนเอาเที่ยงกว่า ลุกขึ้นมานั่งมองนามบัตรของชายรวีอย่างครุ่นคิดว่าวันนี้วันหยุด คุณชายคงไม่ไปทำงาน แล้วตนจะเอาไปคืนได้ยังไง

    เวลาเดียวกันนั้นที่ตำหนักขาว จวนจัดโต๊ะอาหารกลางวันเป็นน้ำพริกลงเรือพร้อมเครื่องเคียงและผักจิ้มสวยงาม หม่อมพริ้มยืนอยู่มุมหนึ่งใกล้ๆ สนทนาพาทีกับชายรวีไปด้วย

    “ชิดเอารถไปรับหญิงจ้อยที่สนามบินจ้ะ เขากลับจากดูงานที่ต่างประเทศวันนี้ ชายถามหาชิดทำไม มีอะไรหรือจ๊ะ”

    “เมื่อวานผมเอารถเข้าอู่ เลยยืมรถคันใหญ่ไปใช้ แล้วสงสัยว่าจะลืมของเอาไว้ในรถน่ะครับหม่อมแม่”

    “ชิดไปตั้งนานแล้วนะ ทำไมยังไม่มา”

    “รถคันใหญ่มันเก่าเต็มที เมื่อวานผมเอาไปใช้ มันก็เกใส่ นี่ชิดเอาไปรับพี่หญิง ไม่รู้ว่าจะเกอีกหรือเปล่า”

    เสียงเครื่องยนต์เก่าๆดังมา ทุกคนหันมองทางหน้าบ้าน จวนบอกว่าหมดห่วงไปที คุณหญิงจ้อยมาถึงบ้านแล้ว...

    หม่อมพริ้มเดินนำออกไปรอหน้าตึก หญิงจ้อยในชุดทำงานเก๋ไก๋ทันสมัยลงจากรถด้วยท่าทางร่าเริง กระฉับกระเฉง เดินเข้ามายกมือไหว้หม่อมพริ้มแล้วสวมกอด

    “หม่อมแม่ขา...ไม่เห็นหน้าหม่อมแม่ตั้งเดือนคิดถึงใจจะขาด”

    “ไม่ต้องเอาปากมากำนัลหรอกจ้ะ ของกินอะไรที่ชอบแม่เตรียมไว้ให้หมดแล้ว”

    “แหม หม่อมแม่รู้ใจลูก ไงชายรวี พี่ไม่อยู่เดือนเดียวได้ข่าวว่าเป็นผู้พิพากษาแล้วเหรอจ๊ะ”

    “ครับพี่หญิงจ้อย ผมขอประกาศไว้ตรงนี้เลยว่าน้องชายของพี่เป็นผู้พิพากษาที่หนุ่มที่สุดในกระทรวงยุติธรรมตอนนี้”

    “ย่ะ รู้แล้วย่ะพ่อคุณ” หญิงจ้อยทำหน้าหมั่นไส้ปนขำ หม่อมพริ้มมองชายรวีอย่างปลื้มปริ่ม...

    อาหารกลางวันมื้ออร่อยผ่านไป หญิงจ้อยอิ่มหนำ สำราญถึงกับเดินลูบพุงออกมานั่งที่ห้องโถง พลางหันไปพูดกับหม่อมแม่และน้องชายที่เดินตามมาว่า น้ำพริกลงเรือยายจวนอร่อยที่สุดในโลก อิ่มท้องจะแตก

    “ดูพูดเข้า หน้าไม่อาย” หม่อมพริ้มเย้าลูกสาวอย่างขำๆ

    “ก็มันจริงนี่คะหม่อมแม่ หญิงไปต่างประเทศทีไรน้ำหนักลดลงไปสองสามกิโลทุกที รับอะไรก็ไม่ลง คิดถึงแต่กับข้าวฝีมือหม่อมแม่”

    “ตกลงคิดถึงแม่หรือนังจวน”

    “หม่อมแม่เป็นคนสอนจวน คิดถึงจวนก็เหมือนคิดถึงหม่อมแม่ล่ะค่ะ”

    “พี่หญิงจ้อยนี่พูดจาสมกับที่ทำงานการทูตเลยนะครับ” ชายรวีแซว

    “ต๊าย...นี่จะหาว่าพี่พลิกลิ้นงั้นสิ ไม่ต้องเลยนะพี่ไม่ได้เป็นนักการทูตสักหน่อย เป็นแค่เลขาท่านทูตเท่านั้น ตีฝีปากสู้นักกฎหมายไม่ได้หรอก”

    “ตีฝีปากนั่นมันพวกทนายครับพี่หญิง ผมเป็นผู้พิพากษา พูดคำไหนคำนั้น”

    “วุ้ย! หมั่นไส้” เสียงหญิงจิ๋มดังมาก่อนตัว ท่าทางเธอยังเจ้ายศเจ้าอย่างไม่แตกต่างในวัยเด็ก ทุกคนหันมองแล้วผุดยิ้ม เธอชำเลืองมองชายรวีนิดหนึ่งก่อนยกมือไหว้หม่อมพริ้ม

    “หม่อมแม่สวัสดีค่ะ...หญิงเดินเข้ามาได้ยินเสียงคนโอ้อวดสรรพคุณตัวเองดังออกไปถึงนอกบ้าน”

    “มีดีก็ต้องอวดกันหน่อยครับ” ชายรวีหยอกกลับพี่สาว หญิงจ้อยได้ทีผสมโรงว่าให้คนอิจฉาเล่นก็ยังดี

    หม่อมพริ้มเห็นพี่น้องหยอกแหย่กันไปมาก็อมยิ้มขันๆ ถามตัดบทว่า

    “หญิงจิ๋มมาถึงนี่ มีธุระอะไรหรือเปล่า”

    หญิงจิ๋มเดินไปนั่งข้างหม่อมพริ้ม หยิบซองการ์ดสีขาวออกมาวาง

    “ที่โรงเรียนเก่าของหญิงเขาจะจัดงานการกุศลค่ะหม่อมแม่ เป็นงานกินเลี้ยง ให้ศิษย์เก่าช่วยกันซื้อโต๊ะ พอดีหญิงไม่ว่างไป แต่ไหนๆก็ซื้อบัตรแล้ว”

    “ไม่ไปแล้วซื้อทำไมคะ” หญิงจ้อยสงสัย

    “ขืนไม่ซื้อ คนมันจะเอาไปพูดได้ว่าเราไม่มีปัญญา ขายหน้าแย่ หม่อมแม่ให้หญิงจ้อยไปก็ได้นะคะ” พูดไม่ทันจบ ได้ยินเสียงแตรรถดัง หญิงจิ๋มลุกยืนรีบบอกลา “หญิงไปก่อนนะคะหม่อมแม่ เดี๋ยวต้องไปธุระอีกหลายแห่งกราบลาค่ะ”

    เห็นพี่สาวเดินฉับๆออกไป หญิงจ้อยส่ายหัว บ่นตามหลังว่าเป็นภรรยานักธุรกิจใหญ่ หน้าเลยต้องใหญ่ตามไปด้วย

    “ไปว่าพี่เขาทำไม” หม่อมพริ้มติงลูกสาวคนเล็กแล้วส่งการ์ดให้ “เอ้า อยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป”

    หญิงจ้อยเบ้หน้าแต่ก็รับการ์ดมาถือไว้...ชิดเดินเข้ามานั่งลง รายงานคุณชายรวีว่า

    “คุณชายครับ แฟ้มเอกสารที่คุณชายว่า หาจนทั่วรถแล้วไม่มีนะครับ”

    “แฟ้มอะไรกัน”

    “สำนวนฟ้องน่ะครับหม่อมแม่ ผมหาไม่เจอ นึกว่าลืมเอาไว้ในรถ”

    “เอ็งหาทั่วแน่แล้วรึชิด”

    “แน่ครับหม่อม คุณชายคงจะไปลืมไว้ที่อื่นแล้วล่ะครับ”

    “สงสัยผมจะเอาติดมือลงไปกินข้าว จริงสิ สงสัยจะไปลืมเอาไว้ในคลับแน่ๆ” ชายรวีพูดโดยไม่คิดอะไร แต่หม่อมพริ้มชะงัก รอยยิ้มบนหน้าหายไปทันที

    “อะไรกัน นี่เมื่อคืนชายไปเที่ยวไนต์คลับมาอีกแล้วหรือ”

    ooooooo

    เวลาเดียวกันนั้น สาผุดลุกผุดนั่งอยู่ในห้องทำงาน สายตาจับจ้องที่แฟ้มเอกสารของชายรวีเป็นระยะ เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เขาจะมาทวงถาม ประธานเดินเข้ามายืนมอง สีหน้าบ่งบอกว่าไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก ตั้งคำถามเหมือนจะจับผิดอะไรเธออีก

    “เห็นเด็กมันว่าวันนี้คุณอุษาวดีเข้ามาที่คลับ ตั้งแต่หัววัน”

    “แล้วทำไม”

    “นัดไอ้ไก่อ่อนเอาไว้งั้นหรือ” ว่าแล้วไปหยิบแฟ้มมาอ่าน “หม่อมราชวงศ์รวีช่วงโชติ รวีวาร...บ๊ะ ไม่เลวเลยนี่”

    “เอามานี่” สาจะดึงแฟ้มคืนมา แต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยมือ

    “เป็นถึงหม่อมราชวงศ์ แถมยังเป็นผู้พิพากษา มิน่า คุณอุษาถึงอยากจะจับให้ได้”

    “หึงบ้าบออยู่ได้ ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น”

    “จริงเหรอ” ประธานจ้องตา สาเชิดใส่ท้าทาย แต่ต้องผละออกจากกันเมื่อได้ยินเสียเคาะประตูแล้วเพ็ญศรี เปิดเข้ามา

    “คุณสาคะ เขามาแล้วค่ะ”

    สาแววตาเป็นประกาย กระชากแฟ้มจากมือประธานเดินออกไปทันที เพ็ญศรีจะก้าวตามแต่ต้องชะงักเพราะประธานเรียกไว้

    “เดี๋ยวเพ็ญ เขาน่ะใคร”

    “ก็คนเดิม ลูกค้าคนโปรดของคุณอุษาน่ะพี่”

    ประธานนิ่วหน้าไม่พอใจ ความหึงหวงเริ่มก่อตัวอย่างช่วยไม่ได้...

    สาเดินหน้าชื่นออกมาหาชายรวี มองเขาเต็มตาด้วยความปลาบปลื้มใจ

    “คุณอุษาครับ” เสียงเรียกของเขาทำให้สาได้สติ ขานรับเบาๆพร้อมส่งยิ้ม “คือ...เมื่อคืนผมลืมของสำคัญเอาไว้ ผมคิดว่าคุณอุษาคงเก็บเอาไว้ให้”

    “อ๋อค่ะ นี่ค่ะ” สายื่นแฟ้มให้ และยิ้มรับคำขอบคุณจากเขา แต่พอเห็นเขาทำท่าจะลากลับก็รีบพูด “คุณชายจะไปแล้วหรือคะ”

    ชายรวีชะงัก สารีบออกตัวว่าตนเห็นนามบัตรที่ติดมามีชื่อคุณชาย

    “ครับ วันนี้ผมตั้งใจจะมาเอาของที่ลืมไว้เท่านั้น คงต้องขอตัว”

    “อยู่ก่อนไม่ได้หรือคะ นะคะ สักครู่เดียวก็ยังดี” สาวิงวอนทั้งน้ำเสียงและแววตาจนชายหนุ่มไม่กล้าปฏิเสธ

    ooooooo

    ค่ำคืนเดียวกันที่ตำหนักขาว หม่อมพริ้มยืนมองออกไปในความมืด ครุ่นคิดบางอย่างด้วยความกังวล หญิงจ้อยเดินมายืนข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างรู้ใจท่าน

    “หม่อมแม่ขา นี่ก็เพิ่งหัวค่ำเอง ชายรวีโตเป็นหนุ่มแล้ว เลิกงานก็ต้องไปสังสรรค์บ้าง มันเรื่องธรรมดาค่ะ”

    “แต่มันไม่ธรรมดานะหญิงจ้อย สองสามวันมานี่ชายรวีไปที่ไนต์คลับนั่นทุกคืน”

    “เขาก็บอกแล้วไงคะว่าเมื่อวานมันมีเหตุจำเป็นต้องไป”

    “แล้ววันนี้ก็มีเหตุจำเป็นต้องไปอีก”

    “หม่อมแม่ไม่เชื่อหรือคะ”

    “ชายรวีไม่เคยโกหก...แต่ไม่รู้สิ แม่สังหรณ์ กลัวว่าชายรวีจะไปเจออะไรไม่ดี”

    หม่อมพริ้มท่าทีกระวนกระวาย ไม่สบายใจเอาเสียเลย...

    ที่ไนต์คลับ ลูกค้าอื่นไม่มีเพราะยังหัวค่ำและยังไม่มีโชว์ มีแค่ดนตรีบรรเลงจากแผ่นเสียงเบาๆ สานั่งอยู่กับชายรวี บริกรนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ สาเลื่อนให้ชายรวีด้วยท่าทีเอาอกเอาใจ

    “จินโทนิคค่ะ คุณชายสั่งทุกครั้ง ฉันจำได้”

    ชายรวีรู้สึกว่าสาสนใจตนมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้รังเกียจอะไร ได้แต่ยิ้มรับและกล่าวคำขอบคุณ

    “วงดนตรีจะเล่นรอบแรกตอนสองทุ่ม คุณชายอยู่ฟังก่อนนะคะ” พูดแล้วเห็นเขาทำท่าจะปฏิเสธ สารีบเซ้าซี้ “นะคะ ไหนๆคุณชายก็แวะมาแล้ว ฉันอยากให้อยู่นานๆ”

    ชายรวีเห็นแววตาสาเว้าวอนอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ เข้าใจว่าทำไมเธอแคร์ตนขนาดนั้น แต่ก็สงสารและรู้สึกดีจึงยิ้มรับ

    “ผมจะอยู่ฟัง ถ้าคุณอุษาจะให้เกียรติร้องเอง”

    “คุณชายอยากฟังหรือคะ”

    “ครับ ผมชอบน้ำเสียงของคุณอุษามาก ฟังแล้วมันสบายใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ”

    สายิ้มปลื้ม หวนคิดถึงอดีตที่ชายรวีเด็กๆ เขาบอกว่าชอบฟังสาร้องเพลง ซึ่งตอนนั้นสาร้องเพลงนกขมิ้นให้เขาฟังบ่อยมาก...และในวันนี้ สาก็ตั้งใจร้องเพลงนี้ให้ฟังอีก

    เสียงเพลงนกขมิ้นดังพลิ้วไหวแสนไพเราะ ประธานกำลังซักซ้อมนางโชว์อยู่หลังเวทีถึงกับนิ่วหน้า ไม่เข้าใจว่าใครร้องเพลงแนวนี้ เดี๋ยวลูกค้าได้หลับกันหมด

    เมื่อเขาเดินออกมาเห็นสาครวญเพลงบนเวที จึงตรงดิ่งไปถามเพ็ญศรีว่าสานึกยังไงถึงร้องเพลงนกขมิ้น

    “ไม่รู้สิพี่ คงมีคนขอมั้ง”

    ประธานนิ่วหน้า หันมองชายรวีนั่งฟังเพลง สายตาจับจ้องไปที่สาอย่างดื่มด่ำ หนุ่มใหญ่รู้ทันทีว่าสาร้องเพลงนี้ให้ใคร...ชายรวีเอนพิงพนักเก้าอี้หลับตาฟังเพลงโปรด เหมือนได้ย้อนไปสู่ความทรงจำของวัยเด็กที่แสนสุข

    ที่หน้าไนต์คลับ โสภิตพิไลนั่งแท็กซี่มาคนเดียว เดินเข้ามาหน้าประตูท่าทางตื่นๆ ไม่คุ้นเคย บอกพนักงานว่าตนมาหาคุณอุษาวดี

    “อายุเท่าไหร่เนี่ย ยังเด็กเข้าไม่ได้นะ”

    “ฉันเป็นหลานสาว ไปบอกคุณป้าหน่อยว่าฉันมาหา”

    พนักงานลังเลเล็กน้อยก่อนหันกลับเข้าไปข้างใน ส่วนโสภิตพิไลยืนรอ เหลียวหน้าเหลียวหลังไปมาอย่างระมัดระวังตัว จู่ๆมีชายหนุ่มนักเที่ยวสามคนท่าทางมึนเมาพอสมควรเดินมาโปรยยิ้ม เด็กสาวหน้าเสียไม่อยากเสวนา...

    เพ็ญศรีประหลาดใจเมื่อทราบจากพนักงานว่ามีหลานสาวมาหาสา แต่สากำลังร้องเพลง เธอจึงออกไปดูเอง แต่ก็คลาดกันเพราะโสภิตพิไลหวาดกลัวชายทั้งสามจนวิ่งหนีเข้ามาข้างในเสียก่อน โดยที่สามหนุ่มยังตามไม่ลดละ

    “ไหนล่ะ หลานสาวคุณอุษา”

    “ผมบอกให้รอตรงนี้ หายไปไหน หรือว่ากลับไปแล้ว”

    ขณะนั้น โสภิตพิไลวิ่งเข้ามาในความมืด ทั้งยังปรับสายตาไม่ได้และไม่คุ้นเคย ทำให้ต้องยืนเคว้งอยู่กลางห้อง...

    เสียงเพลงของสาจบลง ชายรวีลุกขึ้นยืนปรบมือให้ เธอยิ้มหวานเดินลงมาตั้งใจจะไปหาเขาแต่โดนเพ็ญศรีเรียกไว้ด้วยท่าทีร้อนรน

    “คุณอุษา หลานสาวของคุณมาที่นี่ค่ะ เห็นว่าแกมาหาคุณ”

    “โสภิตมา แล้วอยู่ไหน”

    “เด็กมันมาตามเพ็ญออกไปดู พอออกไป แกก็หายไปแล้ว หายไปไหนไม่รู้ค่ะ”

    “ตายจริง” สาตกใจ เหลียวมองรอบตัวแล้วลุกลี้ ลุกลนออกไปที่ประตูด้านข้าง...

    โสภิตพิไลกำลังเผชิญหน้ากับสามหนุ่มนักเที่ยว เธอพยายามปัดป้องไม่ให้พวกเขาถึงตัว แต่ดูจะไม่เป็นผล เพราะแต่ละคนต้องการให้เธอมานั่งร่วมโต๊ะ และเมื่อเธอไม่ยอม จึงเกิดการยื้อยุดฉุดดึง

    ทันใดนั้น ชายรวีปรี่เข้ามาผลักหนึ่งในสามหนุ่มที่เอามือปิดปากโสภิตพิไลไม่ให้ส่งเสียง เพื่อนอีกสองคนเอะอะไม่พอใจ ชายรวีมองสาววัยรุ่นสีหน้าแปลกใจ หลุดปากออกมาค่อนข้างเร็ว

    “หนู...เอ่อ...ขอโทษ คุณไม่ควรมาที่นี่ ออกไปก่อนดีกว่า”

    “ฉันมาหาคนค่ะ”

    ขาดคำของโสภิตพิไล สามหนุ่มนักเที่ยวรุมเล่นงานชายรวี ประธานเห็นคนต่อยกันชุลมุนไม่รู้ใครเป็นใคร ร้องบอกพนักงานผู้ชายว่าแขกตีกัน พร้อมกันนั้นก็พุ่งเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ

    เพ็ญศรีกับสาออกไปตามหาโสภิตพิไล เพิ่งกลับเข้ามาข้างใน ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ

    “ช่วยด้วยค่ะ คนจะฆ่ากัน”

    สาแตกตื่น วิ่งเข้าไปเห็นสองหนุ่มจับชายรวีล็อก แขน ชายอีกคนควักมีดสปริงออกมา

    “มึงหยามน้ำหน้ากู ก็อย่าอยู่เลย”

    “หยุดนะ” ประธานเดินเข้ามาพร้อมปืนในมือ “ใครจะมาฆ่ากันในคลับของกูไม่ได้”

    สามหนุ่มชะงักไม่กล้า ชายรวีฉวยโอกาสนี้สลัดตัวเองหลุดออกมา

    “อยากจะฆ่ากันออกไปข้างนอก กูไม่ยุ่ง แต่ถ้าอยู่ในนี้ ถือว่ามีเรื่องกับกู” ประธานประกาศกร้าว

    สาก้าวเข้ามาพร้อมเพ็ญศรี...โสภิตพิไลเห็นป้าก็โผเข้าหาตัวเนื้อสั่น

    “เกิดอะไรขึ้น”

    “คุณป้า...ผู้ชายสามคนนี้เขามาเกะกะกับหนู คุณคนนี้ช่วยหนูไว้”

    “สามคนนี้พกอาวุธเข้ามาในคลับ ก่อเรื่องทะเลาะวิวาท แถมยังรังแกผู้หญิง แบบนี้ปล่อยเอาไว้ไม่ได้คุณน่าจะให้ตำรวจจัดการ”

    “ลากตัวพวกนี้ไปให้ตำรวจ” สาสั่งเฉียบ...ประธานพยักหน้ากับพนักงานให้จัดการ พอโดนรุมล้อม สามหนุ่มถึงกับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้อง กูออกไปดีๆก็ได้

    ทั้งสามขยับจะออกไป แต่คนหนึ่งฉวยโอกาสที่ทุกคนวางใจพุ่งเข้าแทงชายรวีด้วยความแค้น ชายรวีเบี่ยงหลบจึงโดนคมมีดที่แขนและสีข้าง แผลไม่ลึกแต่เลือดไหลกระฉูด มือมีดทำท่าจะจ้วงแทงอีก ในนาทีคับขันนั้นสาพุ่งเข้าแย่งมีดอย่างลืมตัว

    เปรี้ยง! เสียงปืนของประธานทำให้ทุกอย่างนิ่งสงัด ไอ้หนุ่มมือมีดกุมมือตัวเองที่เลือดท่วม เพื่อนทั้งสองคนช่วยประคองหน้าตาตื่น

    “พาเพื่อนมึงออกไป แล้วถ้ากูเห็นมึงสามคนที่นี่อีก มึงตาย”

    ทั้งสามคนกลัวจัด ลนลานออกไปโดยดี สาประคองชายรวีด้วยความห่วงใย

    “คุณชายเป็นยังไงบ้างคะ ไปทำแผลก่อนนะคะ ไปเพ็ญ ไปเอายามา”

    สากับเพ็ญศรีพาชายรวีไปที่ห้องด้านใน ประธานมองตาม รู้สึกน้อยใจที่สาไม่สนใจตนเลย โสภิตพิไลยืนอึ้งหน้าซีด ยังตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะไปทางไหน ประธานเห็นแล้วสงสาร พูดอย่างเมตตา

    “ไปนั่งข้างในก่อนเถอะ เด็กสาวๆอย่างคุณไม่ควรมาอยู่ตรงนี้คนเดียว ตามผมมา ไม่ต้องกลัว”

    โสภิตพิไลเดินตามประธานไปอย่างว่าง่าย

    ooooooo

    ในห้องทำงานด้านใน เพ็ญศรียกอ่างใส่น้ำและอุปกรณ์ทำแผลเข้ามาให้สา ชายรวีนั่งอยู่ที่เก้าอี้ สา บอกอย่างอ่อนโยน

    “คุณชายถอดเสื้อตัวนอกออกก่อนเถอะค่ะ ฉันจะทำแผลให้”

    ชายรวีลังเลเล็กน้อย แต่เห็นว่าอยู่ในห้องค่อนข้างลับตาเลยกล้าถอดเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวนอกออก เหลือแค่เสื้อกล้ามข้างใน...สาบรรจงม้วนชายเสื้อกล้ามขึ้น เอาผ้าชุบน้ำเช็ดเลือดที่แขนและสีข้างอย่างเบามือ เพ็ญศรีมองการกระทำของสาอย่างไม่เข้าใจ แล้วหันกลับออกไปแต่เปิดประตูทิ้งไว้

    โสภิตพิไลนั่งหน้าซีดอยู่มุมหนึ่งหน้าห้องทำงาน คิดย้อนเหตุการณ์ตอนสาพุ่งเข้าไปขวางและแย่งมีดไม่ให้ชายรวีโดนแทงด้วยความสงสัย สักครู่ประธานเดินเข้ามาพร้อมน้ำส้มหนึ่งแก้ว วางลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอ

    “ดื่มซะ จะได้หายตกใจ”

    “ขอบคุณค่ะ...เขาเป็นใครคะ ผู้ชายที่มาช่วยฉัน คนนั้น”

    ประธานมองผ่านประตูห้องทำงานที่เปิดกว้างเข้าไปเห็นสากำลังง่วนกับการทำแผลให้ชายรวี ความรู้สึกน้อยใจวูบขึ้นมาอย่างสะกดไม่อยู่

    “หวานใจคนใหม่ของคุณอุษาเขาล่ะ ตอนนี้ หายใจเข้าหายใจออกก็มีแต่คนนี้”

    “อะไรกัน ฉันคิดว่าคุณกับคุณป้า...”

    “คุณไม่เคยได้ยินเพลงเขาร้องเหรอ เก่าๆมันเป็นสนิม ใหม่กว่าหน้าตาจุ๋มจิ๋ม”

    โสภิตพิไลค่อยๆลุกเดินไปยืนดูที่หน้าประตู ก็เห็นจริงดังคำของประธานที่พูดมา สากำลังกุลีกุจอเอายาใส่แผลให้ชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น

    “โชคดีที่แผลไม่ลึก แต่ยังไงก็ต้องพันแผลหน่อยนะคะ คุณชายอยู่นิ่งๆนะคะ ฉันจะพันแผลให้”

    สาพันแผลให้ชายรวี ทำให้ต้องใกล้ชิดกันมากๆ แต่สาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยในความใกล้ชิดนั้น เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าชายรวีคือลูก...แต่สำหรับประธานและโสภิตพิไล แน่นอนว่าทั้งคู่รู้สึกนึกคิดในทางลบ

    “เขาคงลืมไปแล้วมั้ง ว่าคุณยังอยู่ที่นี่ด้วย”

    คำพูดของประธานตอกย้ำให้โสภิตพิไลรู้สึกผิดหวังและอับอาย ตัดสินใจกลับออกไปเงียบๆ

    ooooooo

    โสภิตพิไลเดินออกมามองหารถแท็กซี่หน้าไนต์คลับ จู่ๆประธานขับมาจอดเทียบ บอกให้เธอขึ้นมา แต่เด็กสาวปฏิเสธ ยืนยันว่าตนกลับแท็กซี่ได้ หนุ่มใหญ่เลยต้องลงจากรถมายืนประจันหน้า

    “กลัวผมจะทำอะไรงั้นเหรอ”

    “เปล่าค่ะ ฉัน...” เธอไม่กล้าพูดต่อ แต่สีหน้าบอกชัดว่าไม่ไว้ใจ

    ประธานยิ้มขำ หยิบปืนพกประจำตัวออกมายัดใส่มือเธอ ถามว่ายิงปืนเป็นไหม เมื่อเธอส่ายหัวจึงอ้อมมาโอบตัวและจับมือที่มีปืนขึ้นมา

    “อยากยิงอะไรเล็งปากกระบอกปืนไปที่นั่น แล้วเหนี่ยวไกปัง” พูดจบ เขาปล่อยมือเธอแล้วเดินไปเปิดประตูรถ “ขึ้นไป ถือปืนไว้ด้วย ถ้าผมทำอะไรไม่น่าไว้ใจ คุณยิงได้เลย”

    โสภิตพิไลเข้ามานั่ง ประธานอ้อมกลับมานั่งที่คนขับ ชำเลืองมองเด็กสาวที่ถือปืนไว้ในมือท่าทางกล้าๆ กลัวๆ เขานึกสนุกแกล้งกระชากรถจนเธอหน้าคะมำ แล้วหัวเราะหึๆ ก่อนแล่นรถออกไป

    ที่หน้าประตูไนต์คลับ เพ็ญศรียืนมองตามรถประธานไปด้วยสีหน้างุนงงสงสัย

    “พี่ประธานกับหลานคุณสา เราตาฝาดหรือเปล่าเนี่ย”

    เพ็ญศรีบ่นงึมงำกับตัวเองแล้วเดินกลับมาด้านในเห็นชายรวีแต่งตัวเรียบร้อย ถือแฟ้มเอกสารกำลังบอกลาสา

    “ผมคงต้องขอตัวก่อน”

    “คุณชายขับรถไหวหรือคะ ความจริงทิ้งรถไว้ที่นี่ก็ได้ ฉันจะไปส่งคุณชายเอง”

    “รบกวนเปล่าๆครับ คุณอุษาคงต้องดูแลคลับต่อ”

    “ทางนี้เขาดูแลกันได้ค่ะ ยังไงฉันก็ต้องพาโสภิต กลับบ้านอยู่แล้ว เออ จริงสิเพ็ญ โสภิตไปไหนแล้วล่ะ”

    “ไปแล้วค่ะ แกนั่งอยู่ตั้งนาน คุณไม่สนใจ แกเลยกลับไปกับพี่ประธาน”

    สาอึ้ง เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองไม่สนใจโสภิตพิไล...

    ใช้เวลาไม่นานนักจากไนต์คลับกลับไปบ้านสา ประธานขับรถมาจอดหน้าบ้าน โสภิตพิไลยังถือปืนในมือ เขายิ้มขำ บอกเด็กสาวว่าถึงแล้ว เธอมีท่าทีเขินๆ ส่งปืน คืนให้เขา

    “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากสำหรับทุกอย่าง”

    เธอยกมือไหว้ก่อนลงจากรถไป รู้สึกดีกับประธานมากกว่าเดิม...ประธานยืนมองตามจนลับตา รอยยิ้มผุดพราย รู้สึกสนใจในตัวเด็กสาว

    ooooooo

    หม่อมพริ้มเดินหน้าตาเคร่งเครียดไปหยุดยืนที่หน้าห้องชายรวีแต่เช้า เธอเคาะประตูก่อนส่งเสียงไม่ดังนัก

    “ชาย...แม่เข้าไปนะ”

    หม่อมพริ้มเปิดประตูเข้าไปอย่างร้อนใจ ชายรวีใส่กางเกงแพรและเสื้อป่านบางๆนั่งอยู่บนเตียง ผ้าพันแผลมีเลือดซึมจางๆ

    “หวนมันบอกว่าชายไม่สบาย เสื้อที่ใส่เมื่อวานก็ขาด มีรอยเลือด มันเกิดอะไรขึ้น ชายไปโดนอะไรมา”

    หม่อมพริ้มมองแผลที่ข้างลำตัวลูกชาย...ชายรวีไม่อยากเล่า รู้ว่าเรื่องใหญ่แน่แต่ก็ไม่อยากปิด ตอบตรงๆว่า

    “ผมโดนแทงน่ะครับ”

    “หา!! โดนแทง”

    หม่อมพริ้มอุทานสีหน้าตระหนกตกใจ รีบสั่งชิดไปรับหมอมาดูอาการลูกชาย

    หมอชายวัยกลางคนเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ชายรวีใหม่ หวนคอยช่วย หญิงจ้อยดูแลอยู่ใกล้ๆ ส่วนหม่อมพริ้มยืนดูอยู่ห่างๆ สีหน้าบึ้งตึง

    “แผลไม่ลึก ไม่มีอาการติดเชื้อ อย่างนี้สักสองสามวันก็น่าจะหายครับหม่อม”

    หม่อมพริ้มพยักหน้ารับรู้ ชายรวียกมือไหว้หมอ

    “ขอบคุณมากครับคุณอาหมอ ที่กรุณามาดูแลผมถึงบ้าน”

    “ไม่เป็นไร” พูดแล้วหันมาที่หวน กำชับว่าพรุ่งนี้ต้องล้างแผลแต่ไม่ต้องพันผ้า จากนั้นบอกลาหม่อมพริ้ม “วันนี้คงไม่มีอะไรแล้ว ผมลาละครับหม่อม”

    “ขอบคุณมากค่ะ หญิงจ้อยไปส่งคุณอาหมอทีลูก แม่จะคุยกับน้อง...หวน เอ็งก็ไปด้วย”

    หญิงจ้อยทำหน้าล้อน้องชายว่าเรื่องยาวแน่ ชายรวีอมยิ้มทำนองว่ารู้แล้ว

    “เชิญค่ะคุณอาหมอ เดี๋ยวหญิงให้ชิดไปส่งคุณอาหมอที่บ้าน”

    หญิงจ้อยออกไป หวนกับหมอเดินตามหลัง พอทุกคนพ้นจากห้อง หม่อมพริ้มหันมาดุชายรวีทันที

    “แม่ขอชายแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ไปที่แบบนั้น”

    “ผมกะว่าจะไปเอาของที่ลืมไว้เท่านั้นครับ”

    “ถ้าแค่นั้นแล้วมันจะมีเรื่องได้ยังไง ชายเป็นถึงผู้พิพากษา ไปเที่ยวกินเหล้าเมายาจนเกิดเรื่องในไนต์คลับ มันใช้ได้ที่ไหนลูก”

    “หม่อมแม่ครับ เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เพราะผมเมา ผู้ชายพวกนั้นรังแกผู้หญิง ผมเห็น ผมก็ต้องช่วย”

    “แต่ถ้าชายไม่ไปที่นั่น ชายก็ไม่เห็น แล้วก็ไม่ต้องเอาชีวิตของตัวเองเข้าไปเสี่ยง ชายจะว่าแม่เห็นแก่ตัวก็ได้ แม่ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แต่ถ้าเขาเป็นคนดี กลางค่ำกลางคืนเขาคงไม่ไปอยู่ในที่แบบนั้น แล้วความปลอดภัยของคนแบบนั้นมันเทียบได้หรือกับชีวิตของลูกชายคนเดียวของแม่”

    ชายรวีเข้าใจความห่วงของหม่อมแม่ แม้จะเห็นต่าง...

    “ผมขอโทษครับที่ทำให้หม่อมแม่ไม่สบายใจ จากนี้ไปผมจะระวังตัวให้มากกว่าเดิม”

    “รับปากกับแม่ได้ไหมว่าจะไม่ไปที่นั่นอีก”

    “ถ้าผมรับปากมันก็ต้องเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจแล้วว่าจะทำ และจะไม่มีวันผิดคำพูดตัวเองเป็นอันขาด ส่วนการไปที่นั่น ผมไม่เห็นว่ามันจะเสียหายอะไร เพราะฉะนั้นหม่อมแม่อย่าให้ผมรับปาก เรื่องที่ผมไม่แน่ใจว่าจะทำดีกว่านะครับ”

    ชายรวีตอบอย่างสุภาพ จริงจังเป็นผู้ใหญ่ หม่อมพริ้มนิ่งขึงไม่ชอบใจแต่ไม่พูดอะไรอีก กลับออกไปบ่นให้เจิมฟังอย่างวิตกกังวล

    เจิมฟังแล้วพลอยไม่สบายใจ เปรยว่าคุณชายไม่เคยดื้อกับหม่อม คราวนี้ทำไมถึงได้ขัดใจ

    “ก็นั่นน่ะสินังเจิม คุณชายคนดีของเอ็งตอนนี้กลายเป็นเที่ยวไนต์คลับทุกวัน ไปจนมีเรื่องเลือดตกยางออก ข้าขอไม่ให้ไปก็ไม่ยอมรับปาก”

    “ไปติดอกติดใจอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ”

    “อะไรนะ นี่เอ็งคิดว่า...”

    “คุณหญิงโสภาเธอก็เรียบร้อยเชื่อฟังหม่อมมาตลอด จะมาดื้อดึงก็ตอนที่...” เจิมไม่กล้าพูดต่อ แต่แค่นี้หม่อมพริ้มก็ใจหายวาบ คาดเดาเสียงเบาหวิว

    “หรือว่าชายรวีไปติดใจใครที่นั่น”

    สองนายบ่าวมองหน้ากันนิ่งนาน...สังหรณ์ใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "ภูมิ” ยั้งมือเกือบไม่ทัน "มิ้นท์" แค้นกรี๊ดใส่หน้าน้อง "อิงฟ้า" ร้องโฮ ใน "ภูตรัตติกาล"

    "ภูมิ” ยั้งมือเกือบไม่ทัน "มิ้นท์" แค้นกรี๊ดใส่หน้าน้อง "อิงฟ้า" ร้องโฮ ใน "ภูตรัตติกาล"
    27 ก.ย. 2563

    03:10 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 23:12 น.