ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ภายในบ้านยังคงมืดสลัว สมศักดิ์นอนกอดสาไว้ในอ้อมแขน แววตาเขาเปี่ยมรักและสุขล้น ต่างจากสาที่นิ่งเงียบด้วยความสับสน จนเมื่อสมศักดิ์จูบขมับเธอเบาๆ และกระซิบว่าตนต้องไปแล้ว สาถึงผลักเขาออกพร้อมกับพูดอย่างขมขื่น น้อยใจ

    “ก็ไปสิ สมใจแล้วนี่”

    “อย่าพูดอย่างนี้ได้ไหม คุณก็รู้ว่าผมไม่อยากไป อยากจะกอดคุณเอาไว้อย่างนี้ทั้งคืนด้วยซ้ำ ต่อให้ระเบิดตกลงมาตายด้วยกันก็ไม่ว่า”

    “คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไปสิไป รีบไปให้ไกลๆ”

    สาฟุบหน้าลงกับหมอนอย่างเจ็บช้ำและสับสน สมศักดิ์จูบแก้มเธอเบาๆอีกครั้งก่อนออกจากห้อง...

    ในเวลานั้นเอง คุณหญิงโสภาตัดสินใจอุ้มโสภิตพิไลที่ยังหลับสนิทตามพรกลับมาที่บ้าน เธอวางเด็กหญิงลงบนโซฟาและนิ่งฟังเสียงกระซิบของพรที่มั่นใจมาก

    “เชื่อพรสิคะ ว่าเขาต้องอยู่ด้วยกันในนี้”

    พรเปิดไฟสว่าง เป็นเวลาเดียวกับที่สมศักดิ์เดินลงมาจากชั้นบน เขาตกใจมากที่เห็นคุณหญิงโสภาแต่รีบปรับสีหน้าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชิงพูดกับเธอก่อนว่าตนกำลังจะกลับไปรับอยู่พอดี

    “หญิงเห็นหายกันไปหมด เลยเป็นห่วง”

    “ผมกลับมาตามคุณสา ขากลับไปดันเจอลูกหลง กองไม้ล้มใส่ทั้งสองคน เล่นเอาน่วมไปทั้งตัว”

    คุณหญิงโสภาตกใจลืมความคลางแคลงสงสัย ถามเขาอย่างห่วงใยว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แล้วสาอยู่ที่ไหน?

    “สาไม่โดนอะไรมาก แต่คงตกใจ ผมเลยพามาพักที่บ้าน อยู่ข้างบนแน่ะ”

    ตอบเสร็จก็ตรงไปอุ้มโสภิตพิไลที่ตื่นงัวเงีย “พ่ออยู่นี่ลูก ไปนอนกันนะลูกนะ ไปครับคุณหญิง ตกอกตกใจมาทั้งคืนแล้ว ไปงีบเอาแรงหน่อยเถอะครับ”

    สมศักดิ์อุ้มลูกสาวนำหน้าไป คุณหญิงโสภาจะเดินตาม แต่พรรีบเข้ามาประชิดแล้วกระซิบเบาๆ

    “เห็นไหมคะ ว่าเขาอยู่ด้วยกันในบ้านจริงๆ”

    คุณหญิงโสภาไม่พูดอะไรสักคำ ก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นข้างบน พรขัดใจเป็นบ้า ฮึดฮัดฟึดฟัดเข้าห้องตัวเอง

    ส่วนสาอยู่ในห้องของตนที่ชั้นบน นอนฟังเสียงคุณหญิงโสภากับสมศักดิ์พูดกันอยู่หน้าห้อง คุณหญิงเป็นห่วงสา ร้องเรียกเพื่อจะถามไถ่ แต่สมศักดิ์คาดว่าเธอคงหลับแล้ว

    “หญิงเป็นห่วงสาน่ะค่ะ ก็เห็นว่าโดนไม้ล้มทับ แต่ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เช้าค่อยถามก็ได้”

    สาโล่งใจที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับคุณหญิงโสภา ค่อยๆลุกจากเตียงมาเก็บถุงใส่ของที่ทำหล่นไว้กับพื้นซึ่งข้างในมีเหรียญและล็อกเกตของสกุลรวีวาร เพียงแค่เห็นของสิ่งนั้น สาถึงกับน้ำตาร่วงเผาะ รำพึงรำพันอย่างรู้สึกผิด

    “คุณหญิง...คุณหญิงของสา...สาขอโทษ”

    ooooooo

    เสียงเครื่องบินขับไล่หายไปหมดแล้ว บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ หม่อมพริ้มและบ่าวที่หลบภัยอยู่ในศาลากลางสวนต่างขยับขยายแยกย้ายกันกลับเรือน

    หม่อมพริ้มอุ้มชายรวีที่หลับสนิท เจิมคอยพัดวีให้ด้วยความรักและเอ็นดู

    “โชคดีนะที่หญิงจิ๋มกับหญิงจ้อยตามคุณพี่ไปอยู่เสียที่ผักไห่ ไม่งั้นคงห่วงหน้าพะวงหลังกันน่าดู”

    “มีแต่คุณชายรวีเจ้าค่ะ ที่ไม่ยอมไป ยังไงก็จะอยู่กับหม่อม”

    “เขาบอกว่าถ้าชายไม่อยู่ ใครจะดูแลหม่อมแม่ ช่างพูดนัก ตัวเท่านี้ก็รู้จักรัก รู้จักเป็นห่วงแม่”

    “หม่อมเลี้ยงคุณชายมาดี คุณชายก็ต้องรัก ต้องกตัญญูกับหม่อมสิเจ้าคะ”

    “ชายรวีเป็นเด็กดีจริงๆ เจิมเอ๊ย ยิ่งโตยิ่งน่ารัก น่ารักจนข้าอดหวั่นไม่ได้”

    “หวั่นอะไรเจ้าคะ”

    “ข้าหวั่นใจว่า ถ้าอีสามันได้เห็นชายรวี มันจะลืมคำ

    มั่นที่มันให้ไว้กับข้า ทุกวันนี้แทนที่ข้าจะตามหามันข้ากลับภาวนาขออย่าให้เจอะให้เจอมันอีก ข้ากลัว...กลัวมันจะมาทำลายลูกหลานของสกุลรวีวารอย่างที่มันเคยทำมาแล้ว”

    น้ำเสียงหม่อมพริ้มจริงจังเสียจนเจิมพลอยกังวลไปด้วย

    ooooooo

    สมศักดิ์ตื่นแต่เช้าตรู่ลงมาป้วนเปี้ยนที่กระถางกุหลาบมอญหน้าบ้าน แล้วบรรจงเด็ดดอกสวยมาจุมพิตเบาๆ ก่อนเอากลับขึ้นไปสอดไว้ที่ประตูห้องสาแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ถอยหลังออกมาเงียบๆ

    พอเห็นคุณหญิงโสภาออกมาจากอีกห้อง สมศักดิ์รีบเข้าไปโอบเอวประจบเธอ

    “คุณหญิงตื่นเช้าจัง เมื่อคืนก็นอนไม่เต็มตาไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะครับ”

    “สาเป็นยังไงบ้างคะ”

    สมศักดิ์ตกใจตอบไม่ถูก คุณหญิงโสภาทำนิ่งๆอธิบายเสียงเรียบว่าตนเห็นเขาอยู่หน้าห้องโน้น เลยนึกว่า ไปดูสา

    “เปล่า...ก็ว่าจะถาม แต่เกรงใจเขา ไม่รู้ตื่นหรือยัง”

    ทันใด พรโผล่หน้ามาจากชั้นล่าง ตอบเสียงแจ๋วแต่แววตาจับผิดใครบางคน

    “ตื่นแล้วค่ะ ออกไปแล้วด้วย พรถามว่าไปไหนก็ไม่บอก แอบงุบๆงิบๆออกไปแต่เช้า ไม่รู้ว่าหนีอะไร”

    เวลาเดียวกันนั้น สาทั้งทุกข์ใจและรู้สึกผิดมากมาย กำลังเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนระหว่างตนกับสมศักดิ์ให้สำรวยฟัง ฟังจบ สำรวยถึงกับอุทานด้วยความแตกตื่นตกใจ

    “อนิจจังอนิจจา ไม่นึกเลย แม่อุษาก็ไปเป็นน้อยเขาจนได้ แบบนี้มันเท่ากับเป็นชู้กับผัวท่าน บาปนะแม่อุษา ตายไปต้องตกนรก”

    “ไม่ตายฉันก็เหมือนตกนรกอยู่แล้ว วันนี้ฉันยังไม่กล้ามองหน้าคุณหญิงเลย เธอดีกับฉัน รักฉัน ไว้ใจฉันเหมือนญาติสนิท ฉันจะทำยังไงดีล่ะพี่รวย”

    “อยู่ไม่ได้แล้ว แม่อุษาต้องไปให้ไกลจากคุณสมศักดิ์”

    “จะไปไหนล่ะพี่ ฉันก็ไม่มีใครที่ไหน บ้านเมืองก็เป็นเสียอย่างนี้อีก แล้วถ้าฉันทิ้งมาคุณหญิงกับโสภิตจะอยู่ยังไง”

    “ถ้าแม่อุษารักคุณหญิงจริงๆ ยิ่งต้องอยู่ให้ไกล น้ำตาลใกล้มดมันอดใจไม่ได้หรอก มีครั้งแรกแล้วมันก็ต้องมีครั้งที่สอง สักวันคุณหญิงเธอต้องรู้จนได้ แม่อุษาจะทำอะไรก็คิดดูดีๆ ความสนุกสุขใจมันก็แค่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่บาปกรรมมันจะติดตามเราไปตลอด พี่จะเตือนไว้ ต่อไปพี่เองก็คงไม่ได้อยู่เป็นคู่คิด”

    “อ้าว พี่รวยจะไปไหน”

    “จะพาแม่หนีระเบิดไปอยู่บ้านญาติแถวฝั่งธนน่ะ เห็นคนฝั่งพระนครเขาย้ายไปอยู่กันเยอะ เขาว่าเรือบินมันจะทิ้งระเบิดในเมืองเพราะพวกญี่ปุ่นมันอยู่กัน แต่ถ้าหลบไปอยู่ในเรือกในสวนมีแต่ต้นไม้ใบหญ้านั่นน่ะถึงจะรอด”

    “จริงสิ” สาพึมพำ นึกถึงใครบางคนที่สวนแถวฝั่งธนขึ้นมาได้

    ooooooo

    หน้าโรงละครตอนกลางวันยังไร้ผู้ชม วิทย์เดินเข้ามาข้างในพร้อมบุญยงและเพื่อนนักดนตรี สนทนากันเรื่องระเบิดที่ลงหนักเมื่อคืน

    “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ระเบิดลงหนักขนาดนี้ ยังมีคนมาดูละครกัน”

    “บัตรขายหมดทุกรอบ จะว่าไปขายดียิ่งกว่าตอนบ้านเมืองสงบเสียอีกนะครับ แปลกจริง”

    “ไม่เห็นแปลกเลยจ้ะวิทย์” มาลัยส่งเสียงมา

    ก่อนตัว ทุกคนหันมองและนิ่วหน้าไม่เข้าใจ เจ้าหล่อนเลยชี้แจงแถลงไขว่า “โลกยิ่งเลวร้าย คนยิ่งกระหายความดีงาม คนมาดูละครของเราเพราะอยากหนีจากโลกของความจริงที่เสื่อมทรามมาอยู่ในโลกที่มีแต่ความสุข แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ยังดี”

    “ลึกซึ้งคมคายมากครับ” วิทย์ปรบมือชื่นชม...มาลัยเลยหยอกล้อกลับคืนว่า

    “ปากหวาน...น่าเสียดายที่อีกหน่อยจะไม่ได้ฟังซะแล้ว”

    “ทำไมล่ะครับ”

    “เพราะวิทย์คงต้องเก็บคำหวานไว้ให้คนอื่นน่ะสิ”

    “ใครกัน” บุญยงทำหน้าสงสัย มาลัยจึงเปิดตัวเธอคนนั้นทันที

    “คุณอุษา ออกมาสิคะ”

    สาเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม วิทย์ตื่นเต้นยินดี ถามเธอว่ามาได้ยังไงกัน?

    “เมื่อวานคุณวิทย์ถามฉันว่าสนใจจะลองเล่นละครแบบใหม่ดูไหม วันนี้ฉันเลยมาตอบว่าฉันสนใจค่ะ”

    “พี่เลยตกลงใจรับคุณอุษามาอยู่ในคณะของเราแล้ว”

    วิทย์ดีใจกระโดดตัวลอย เพื่อนๆนักดนตรีพลอยดีใจไปด้วย หลังจากนั้นวิทย์เดินออกมาส่งสาหน้าโรงละคร เผยความรู้สึกของตนอย่างจริงจังและจริงใจ

    “ผมดีใจที่สุดที่คุณอุษายอมมาเล่นละครกับเรา”

    “ฉันสิคะที่ต้องดีใจ ที่คุณมาลัยกรุณาฉัน”

    “ผมต้องรีบไปซ้อม ไว้เย็นนี้ผมจะไปหาคุณอุษาที่บ้าน”

    “อย่าเลยค่ะ ฉันต้องไปทำธุระอีกหลายอย่าง มีเรื่องจะต้องพูดกับคนทางบ้านด้วย เรื่องสำคัญ” พูดไปแล้วสาแอบกังวลอยู่ลึกๆ

    หลังจากไปทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วสาตรงกลับบ้าน บอกกล่าวแก่สมศักดิ์และคุณหญิงโสภาถึงเรื่องที่ตัดสินใจแน่แน่วว่าจะย้ายบ้าน

    “อะไรนะ สาจะให้ทิ้งบ้านไปอยู่ที่อื่นหรือจ๊ะ”

    “ค่ะคุณหญิง ใครๆที่พอจะขยับขยายหนีไปที่อื่นได้เขาก็ไปกันหมดแล้ว คุณหญิงเองก็กลัวจนไม่เป็นอันหลับอันนอนจะมาทนอยู่ทำไม”

    “ก็จริงของคุณอุษา หวอมาทีก็วิ่งลงหลุมกันที เป็นอย่างนี้บ่อยๆ คงไม่ไหว”

    “แล้วไอ้ตอนคนไปอยู่ในหลุมนี่แหละค่ะอันตรายนัก คนมันชอบฉวยโอกาสลักกินขโมยกิน”

    “นังพร ถ้าไม่เลิกสอดฉันจะทิ้งแกไว้ที่นี่แหละ”

    สาปรามเสียงเขียว แต่ก็ไม่ได้นำพา พรยังคงยอกย้อนอย่างไม่เกรงใจว่า ตนก็ไม่ได้อยากตามไปเป็นก้างขวางคอใคร

    “นังพร!” สาลุกพรวดอย่างสุดทน

    “พอจ้ะพอ อย่าทะเลาะกัน ตกลงว่าจะไปก็ไป ว่าแต่ว่าสาจะพาหญิงไปไหนล่ะจ๊ะ”

    เห็นแก่คุณหญิงโสภา สาจึงสงบปากสงบคำ แต่สายตายังคงจ้องหน้าพรอย่างชิงชัง...

    แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนก็ช่วยกันเก็บข้าวของสัมภาระเตรียมย้ายออกจากบ้านเช่าไปอยู่บ้านที่สาเจรจากรุยทางไว้ให้แล้ว

    สมศักดิ์ สา และพรช่วยกันขนของออกมากองไว้หน้าบ้าน คุณหญิงโสภาไม่ได้ช่วยเหลือเพราะต้องป้อนข้าวโสภิต-พิไล สาลากกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ไปหน้าบ้านพร้อมกับเล่าถึงบ้านหลังนั้นให้คุณหญิงโสภาฟังไปด้วย

    “บ้านพี่แป้นแกอยู่ในคลองมหาสวัสดิ์ค่ะ เป็นสวนผลไม้ สาแวะไปดูมาแล้ว บ้านแกกว้างขวางใหญ่โตอยู่กันได้สบายเชียวค่ะ”

    คุณหญิงโสภาพยักหน้าเข้าใจ แล้วหันไปถามสมศักดิ์ที่ยกกล่องใส่ของลงมาจากชั้นบน

    “ไปอยู่ในสวนแล้วคุณสมศักดิ์จะออกมาทำงานยังไงคะ”

    “เรือเมล์มีถมไปครับคุณหญิง ไม่ลำบากอะไรหรอก”

    สมศักดิ์ยกกล่องออกมาวางหน้าบ้าน พลันเหลือบไปเห็นสายกของหนักกำลังจะหลุดมือจึงรีบเข้าไปช่วย

    “บอกแล้วว่ามันหนัก ยกทำไม ผมยกเองก็ได้”

    พรเดินออกมาเห็นภาพนั้นพอดี หมั่นไส้จนทนไม่ไหวถึงกับทิ้งของในมือลงพื้นดังโครม สมศักดิ์ไม่พอใจหันมาตาเขียวใส่พร สาวใช้จอมจุ้นเลยหน้าหงอเดินกลับเข้าข้างใน ส่วนสาส่งสายตาตำหนิสมศักดิ์ที่ห่วงใยตนจนประเจิดประเจ้อเกินไป

    คุณหญิงโสภาพาโสภิตพิไลขึ้นมาบนห้อง ปล่อยให้นั่งเล่น ส่วนตัวเองเก็บของใช้ใส่กระเป๋า สักครู่พรปึงปังเข้ามาบอกเธอว่า

    “พรไม่ไปด้วยนะคะ พรขอลาออก”

    “อ้าว ทำไมล่ะ”

    “ทนดูไม่ไหว จะไม่ดูก็ไม่ได้ คนมันทำให้เห็นตำตาทุกวัน”

    “นี่พร ถ้าพรจะพูดเรื่องนั้น...”

    “ที่อีพรพูดเป็นเรื่องจริง คุณหญิงก็รู้แต่แกล้งทำเป็นไม่เชื่อ ในเมื่อไม่เชื่อก็จะไม่พูดล่ะ ทำเป็นแม่พระไปเถอะ สักวันคุณหญิงนั่นแหละจะน้ำตาเช็ดหัวเข่า จำคำอีพรเอาไว้”

    พรพูดจบก็เดินฉับๆออกไป ทิ้งคุณหญิงโสภายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น!

    ooooooo

    บ้านสวนของแป้นเป็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่อยู่ริมน้ำ...แป้นเคยเจอสาที่โรงพยาบาลตอนไปคลอดลูกและเกิดถูกชะตากับสามากถึงขนาดเคยชวนมาอยู่ด้วยกัน แต่ครั้งนั้นสาปฏิเสธเพราะเกรงใจ

    เมื่อสาต้องการมาพึ่งพาอาศัยในวันนี้ แป้นจึงยินดีต้อนรับอย่างที่สุด ตระเตรียมและบงการตาสุขสามีให้เก็บกวาดทำความสะอาดหน้าบ้านเป็นการใหญ่

    “กวาดให้เรี่ยมเลยนะตาสุข อย่าให้ขายขี้หน้าเขา เออ แล้วบันไดที่ท่าน้ำน่ะขัดแล้วหรือยัง วันก่อนเห็นตะไคร่ขึ้นลื่นปรื๊ดๆ เกิดล้มหัวร้างข้างแตกขึ้นมาล่ะยุ่งเชียว มดหมอก็อยู่ไกล เอ...จะเพลอยู่แล้ว มาถึงคงจะหิว จะทำอะไรกินดีล่ะตาสุข แกไปดูทีว่าวันนี้มีกุ้งไหม”

    แป้นพูดหลายเรื่องจนตาสุขฟังไม่ทัน โยนไม้กวาดลงพื้น เท้าสะเอวหมับ

    “ยู้ดดดด! หยุดซักประเดี๋ยวเถอะแม่แป้น ฉันหัวหมุนไปหมดแล้ว กะอีแค่คุณอุษาเขาจะมาบ้าน ทำไมต้องวุ่นวาย”

    “เอ๊า คุณอุษาเขาเป็นถึงนางละครชื่อดัง ใช่ชาวไร่ชาวสวนอย่างเราที่ไหน แล้วไหนจะคุณหญิงโสภาเจ้านายเขา นั่นท่านเป็นถึงหม่อมราชวงศ์”

    “ก็รอให้เขามาถึงก่อนได้ไหม แม่แป้นจะทูลหัวทูลเกล้าให้ถึงใจพระเดชพระคุณยังไงฉันไม่ว่า แต่ตอนนี้ไม่ไหว หนวกหู”

    แป้นค้อนขวับอย่างขัดใจ แล้วหันไปเห็นสาเดินนำทุกคนเข้ามาพอดี

    “นั่นไง อายุยืนจริงๆ แม่คุณเอ๊ย พูดถึงก็มาเลย...คุณสาๆ”

    แป้นถลาไปรับสาด้วยความดีใจ แต่ดูเหมือนตาสุขจะดีใจยิ่งกว่าหลายเท่าตัว

    “แหม...ดีใจเหลือเกินที่คุณมา ถ้าขืนชักช้ากว่านี้หูฉันแตกแน่”

    “คุณสมศักดิ์คะ คุณหญิงคะ นี่พี่แป้นกับพี่สุขเจ้าของบ้าน...แล้วนี่คุณสมศักดิ์กับคุณหญิงโสภาค่ะ”

    สองฝ่ายทักทายทำความรู้จักกัน สมศักดิ์ให้โสภิต-พิไลไหว้ลุงกับป้าเจ้าของบ้าน

    “ลูกสาวหรือครับคุณ น่าเอ็นดู”

    “ค่ะคุณลุง แกชื่อโสภิตพิไล เรียกว่าโสภิตเฉยๆ ก็ได้ค่ะ”

    “หน้าตาคมขำได้พ่อได้แม่เลยนะคะ เออ จริงสิ ปล่อยให้ยืนอยู่ได้ ขึ้นบ้านกันก่อนค่ะคุณ เชิญๆๆๆ”

    แป้นกุลีกุจอพาทุกคนขึ้นบ้าน สุขเดินตามรั้งท้าย เผื่อแป้นจะให้จัดหาอะไรมารับแขก

    “มาๆๆ นั่งๆๆ กินน้ำกินท่ากันก่อน...รินๆ รินเอ๊ย เอาน้ำเอาท่ามารับแขกลูก เออ หรือจะกินน้ำมะพร้าว ตาสุข แกไปเอามะพร้าวน้ำหอมมาที เมื่อวานเห็นเอาลงมาทั้งทะลายเลยนี่”

    สุขกำลังจะไป  แต่แป้นนึกได้ หันไปเร่งลูกอีก

    “จรินทร์เอ๊ย น้ำได้รึยัง” สุขเลยชะงัก ถามกึ่งบ่นเมียตัวเองว่าตกลงจะเอาอะไร เอาน้ำหรือเอามะพร้าว

    สาแทรกขึ้นอย่างเกรงใจ “อย่าลำบากเลยจ้ะพี่สุข พวกฉันมาอาศัยอยู่ ใช่แขกเหรื่ออะไรที่ไหน”

    “วุ้ย ยังไงก็เป็นเจ้าเป็นนาย ไอ้ฉันมันชาวบ้าน อยู่กันง่ายๆ คุณหญิงอย่าถือสานะคะ”

    “พูดอะไรอย่างนั้นจ๊ะ แค่พี่แป้นกับพี่สุขกรุณาให้พวกเรามาหลบภัย หญิงก็เกรงใจมากแล้ว”

    “แหม...เจ้านายนี่เขาพูดกันเพราะจริง ที่เขาว่าสำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลมันเป็นอย่างนี้นี่เอง” แป้นพูดเสียงหวาน แต่พอหันไปเห็นตาสุขนั่งพิงระเบียงหยิบยาเส้นจากกระเป๋าเสื้อออกมามวนก็แว้ดใส่ “เอ้าตาสุขนั่งทำอะไรอยู่ ไหนว่าจะไปเอามะพร้าว”

    “ฉันไม่ได้ว่า แกว่าของแกเอง” แป้นขยับปากจะด่า สุขรู้แกวรีบแย่งพูด “ไปจ้ะไป ไปเอาให้เดี๋ยวนี้ล่ะ”

    “ไม่ต้องแล้วครับ น้ำมาโน่นแล้ว”

    สมศักดิ์ชี้มือไปที่เด็กสาววัย 14 ปี ที่ถือถาดใส่แก้วน้ำเดินเข้ามา มีเด็กหญิงอีกคนวิ่งตาม อายุน่าจะสามสี่ขวบเท่ากับโสภิตพิไล พอเห็นคนแปลกหน้าก็เข้าไปอิงแอบข้างแป้นอย่างอายๆ

    “รินเอ๊ย ไหว้คุณสาเขาเสียสิ คุณสาที่แม่เคยเล่าให้ฟังไง แล้วนี่คุณหญิงโสภา คุณสมศักดิ์ผัว เอ๊ย สามีคุณหญิง...นี่จรินทร์ลูกสาวคนกลางจ้ะ คนโตชื่อสมจิต แต่งงานแยกบ้านออกไปแล้ว ส่วนคนเล็กที่แอบอยู่นี่ชื่อแจ่มศรี คนนี้ไงที่คลอดพร้อมๆกับลูกของคุณสา เออจริงสิ แล้วนี่ไปไหนเสียล่ะ ทำไมไม่พามาด้วย”

    คำถามของแป้นเล่นเอาพวกสานิ่งอึ้ง แต่พอตั้งสติได้ สาก็บอกสองผัวเมียว่าตนมีเรื่องจะขอ โดยลุกนำทั้งคู่ไปคุยกันมุมหนึ่งเพื่อไม่ให้โสภิตพิไลได้ยิน

    หลังจากฟังเรื่องราวจากปากสา สองผัวเมียก็หายข้องใจเป็นปลิดทิ้ง

    “อ๋อ ที่แท้หนูโสภิตก็เป็นลูกคุณสา”

    “จ้ะ แต่พอจดทะเบียนเป็นลูกคุณหญิงกับคุณสมศักดิ์แล้วฉันก็ไม่อยากบอกให้แกสับสน แกก็เลยเรียกฉันว่าป้า เรียกคุณหญิงว่าแม่”

    แป้นเหลียวไปมองคุณหญิงโสภานั่งอยู่กับสมศักดิ์ มองดูแจ่มศรีเล่นกับโสภิตพิไล แล้วเปรยขึ้นอย่างไม่คิดอะไร

    “เออ คุณหญิงก็แปลกดีแท้ แต่งงานมาตั้งนมนานไม่ยักกะมีลูก ดูสิ เลี้ยงลูกคุณสาเพลินไปเลย อย่างกับลูกของตัวเองแน่ะ”

    สาฟังแล้วอึ้ง เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเพราะอะไรคุณหญิงโสภาถึงไม่มีลูกเสียที

    ooooooo

    สา สมศักดิ์ และ​คุณหญิง​โสภา​ช่วย​กัน​ขน​ของ​เข้า​ห้อง​ขนาด​ใหญ่​ภายใน​บ้าน​ของ​แป้น​กับ​สุข ซึ่ง​กลาง​ห้อง​มี​ที่นอน​เตียง​คู่ คุณหญิง​โสภา​กับ​สมศักดิ์​มอง​สำรวจ​รอบ​ห้อง​ด้วย​สีหน้า​พอใจ

    “คุณหญิง​กับ​คุณ​สมศักดิ์​อยู่​ห้อง​นี้​นะ​คะ เดี๋ยว​จริน​ทร์​จะ​เอา​เบาะ​กับ​มุ้ง​เล็ก​มา​ให้​โสภิต ถ้า​ขาดเหลือ​อะไร​ก็​บอก​พี่​แป้น​แก​ได้ ไม่​ต้อง​เกรงใจ”

    สมศักดิ์​ลอบ​มอง​สา​ตา​เยิ้ม​ก่อน​จะ​เอ่ย​ถาม​เธอ​เสียงอ่อน​บ่ง​บอก​ความ​รัก แต่​คุณหญิง​โสภา​ไม่ได้​เฉลียวใจ

    “แล้ว​ห้อง​คุณ​สา​ล่ะ​ครับ อยู่​ตรง​ไหน”

    “ฉัน​จะ​กลับ​ไป​อยู่​ที่​บ้าน​เดิม​ค่ะ”

    คุณหญิง​โสภา​กับ​สมศักดิ์​งุนงง ถาม​ขึ้น​มา​เป็น​เสียง​เดียวกัน​ว่า

    “อะไร​นะ!”

    สา​ไม่ได้​สนใจ​สมศักดิ์ แต่​เบน​สายตา​ไป​ทาง​คุณหญิง​โสภา บอก​กับ​เธอ​ว่า​​ตน​จะ​กลับ​ไป​เล่นละคร​ที่​คณะ​ของ​คุณ​วิทย์ กว่า​ละคร​จะ​เลิก​ก็​ดึกดื่น มา​อยู่​ที่​นี่​จะ​ลำบาก

    สมศักดิ์​หน้า​บึ้งตึง สวน​ทันควัน​ว่า “แล้ว​ทำไม​จะ​ต้อง​เล่น”

    “จะ​ให้​อยู่​เฉยๆหรือ​ไง”

    “ก็​ช่วย​ดูแล​บ้าน ดูแล​คุณหญิง”

    “กิน​อยู่​หลับ​นอน พี่​แป้น​แก​อาสา​จัดการ​เอง​หมด จ​ริน​ทร์​ก็​บอก​ว่า​จะ​ช่วย​เลี้ยง​โสภิต ฉัน​ไป​ทำ​มา​หากิน​ไม่​ดี​กว่า​มา​นั่งๆนอนๆอยู่​เฉยๆหรอก​หรือ”

    “ผม​หา​เลี้ยง​ทุก​คน​ได้”

    “คุณ​หา​เลี้ยง​คุณหญิง​โสภา​คน​เดียว​ก็​พอ...คุณหญิง​คะ สา​ต้อง​ไป​ค่ะ รับปาก​กับ​ทาง​คุณ​วิทย์​ไว้​แล้ว”

    สมศักดิ์​โมโห​หึง​จน​ลืมตัว ระเบิด​เสียง​ออก​มา​อย่าง​ฉุนเฉียว

    “ถ้า​ห่าง​กัน​ไม่ได้​ก็​ไม่​เห็น​ต้อง​ไป​เล่น​ละคร ให้​มัน​มา​หา​ก็ได้​นี่ มา​ทุก​วัน​เลย​ยัง​ได้ ผม​ไม่​ว่า แต่​ถ้า​ผู้ชาย​เขา​ไม่​มา​ก็​ไม่​ต้อง​ร่าน​ออก​ไป”

    สา​สะอึก​กับ​คำ​พูด​ของ​สมศักดิ์ คุณหญิง​โสภา​เห็น​ท่าทาง​ไม่​ดี​รีบ​เข้า​ขวาง

    “ค่อย​พูด​ค่อย​จา​กัน​ก็ได้​นี่​คะ พูด​กัน​ดีๆ”

    สมศักดิ์​เมิน​หน้า แล้ว​เดิน​ปึงปัง​ออก​จาก​ห้อง​ไป​ระบาย​ความ​ฉุนเฉียว บ่น​พึมพำ​อยู่​คน​เดียว

    “คน​อะไร ไม่​รู้จัก​อิ่ม​จัก​พอ”

    ด้าน​คุณหญิง​โสภา​ที่​อยู่​ใน​ห้อง​กับ​สา​สองต่อสอง เธอ​ปลอบ​ใจ​สา​ที่​ยืน​กำมือ​แน่น​ข่ม​ความ​โกรธ​เคือง​สมศักดิ์​ที่​พูดจา​รุนแรง​ไม่​ให้​เกียรติ​กัน​เลย

    “ใจเย็นๆนะ​สา จะ​ว่า​ไป​หญิง​ก็​ไม่​อยาก​ให้​สา​ไป​นะ​จ๊ะ บ้านเมือง​ก็​ไม่​ปลอดภัย สา​จะ​ไป​อยู่ตัว​คน​เดียว หญิง​เป็น​ห่วง​นะ อยู่​ด้วย​กัน​จะ​เกิด​อะไร​ขึ้น ก็​ยัง​ได้​เห็น​หน้า​กัน”

    สา​มอง​แวว​ตา​ที่​เปี่ยม​ด้วย​ความ​ห่วงใย​ของ​คุณหญิง​โสภา​ก็​ยิ่ง​สะท้อนใจ​และ​รู้สึก​ผิด​ใน​การ​กระทำ​ที่​ผ่าน​มา​ของ​ตน บอก​กับ​ตัว​เอง​อยู่​ใน​ใจ​ว่า

    “คุณหญิง​ของ​สา...อย่า​ดี​กับ​สา​นัก​เลย​ค่ะ ถ้า​คุณหญิง​ร้าย​กับ​สา​สัก​นิด สา​จะ​ไม่​ลำบาก​ใจ​อย่าง​นี้”

    คุณหญิง​โสภา​เห็น​สา​นิ่ง เข้าใจ​ว่า​ลังเล จึง​พยายาม​อ้อนวอน​อีก​หลาย​คำ​พร้อม​กับ​จับ​มือ​เธอ​ไว้ แต่​สา​ไม่​ใจอ่อน ดึง​มือ​คุณหญิง​โสภา​ออก มอง​หน้า​อย่าง​สุด​รัก​และ​บูชา

    “สา​ต้อง​ไป​ค่ะ​คุณหญิง จริงๆสา​ควร​จะ​ไป​เสีย​ตั้ง​นาน​แล้ว คุณหญิง​อย่า​ห้าม​สา​อีก​เลย”

    สา​ก้มหน้า​เดิน​ออก​ไป​นอก​ห้อง น้ำตา​ค่อยๆเอ่อ​ซึม​ออก​มา​อย่าง​กลั้น​ไม่​อยู่ สมศักดิ์​ยืน​จ้อง​มอง​มา​จาก​มุม​หนึ่ง แวว​ตา​ของ​เขา​บ่ง​บอก​ว่า​ตัดพ้อ​น้อยใจ สา​เห็น​แต่​ไม่​พูด​อะไร กลั้นใจ​เมิน​หน้า​เดิน​ลง​จาก​เรือน​ไป​เงียบๆ

    ooooooo

    เย็น​นั้น ที่​โรง​ละคร​มาลัย​ภิรมย์....

    ใน​มุม​พักผ่อน​ด้าน​หลัง​เวที นัก​ดนตรี​ทุก​คน​ล้อมวง​เล่น​เครื่องดนตรี​ประจำ​ตัว​ของ​ตน​ใน​เพลง​สั้นๆเพื่อ​ต้อนรับ​สา ก่อน​ที่​มาลัย​จะ​ลุก​ขึ้น​กล่าว​อย่าง​ร่าเริง

    “ใน​นาม​ของ​คณะ​ละคร​มาลัย​ภิรมย์ พี่​ขอกล่าว​แสดง​ความ​ยินดี​ต้อนรับ​คุณ​อุษา​มา​เป็น​สมาชิก​ใหม่​ใน​คณะ​ละคร​ของ​เรา”

    ทีม​งาน​ส่งเสียง​เฮฮา​ยินดี​โดย​พร้อมเพรียง สา​ซึ้ง​ใจถึง​กับ​ยิ้ม​ไม่​หุบ​เลย​ทีเดียว

    “ขอบพระคุณ​ทุก​คน​ค่ะ”

    บุญ​ยง​ชู​กระป๋อง​กาแฟ​ที่​ติดตัว​มา ทำท่า​ล้อเลียน

    “เ​อ้า! ดื่ม​ให้​กับ​คุณ​อุษา...ไชโย”

    พวก​นัก​ดนตรี​หัวเราะ​ขำ​ขัน เล่น​เพลง​รับ​กันสนุก สนาน วิทย์​มอง​สา​อย่าง​สุข​ล้ำ สา​รับ​รู้​แต่​ยิ้ม​รับ​แกนๆ มาลัย​แอบ​มอง​สา​กับ​วิทย์​อย่าง​สนใจ

    หลังจาก​นั้น​ไม่​นาน ทุก​คน​นั่ง​ล้อมวง​กัน​ภายใน​โรง​ละคร เริ่ม​ทำ​งาน​จริงจัง นอกจาก​นัก​ดนตรี​แล้ว​ยัง​มี​นัก​แสดง​อีก​สี่​ห้า​คน มาลัย​แจก​บท​ละคร​ให้​ทุก​คน​ส่ง​ต่อๆกัน​ไป

    “ละคร​เรื่อง​ใหม่​ของ​เรา​คือ​เรื่อง​ใน​สวน​รัก”

    “ชื่อ​เหมือน​หนัง” บุญ​ยง​นิ่ว​หน้าชีวิน...ชาย​หนุ่ม​หน้าตา​คมสัน เสียง​ไพเราะ วัย​เดียว​กับ​สา​เอ่ย​ขึ้น​อย่าง​รู้​จริง

    “ก็​ที่ จำรัส สุว​คน​ธ์ เป็น​พระเอก​ยัง​ไง​ล่ะ”

    ทุก​คน​ร้อง​อ๋อ สา​มอง​หน้า​ชาย​หนุ่ม​ผู้​รู้​จริง​อย่าง​สนใจ มาลัย​เพิ่ง​นึก​ได้ รีบ​แนะนำ

    “ลืม​แนะนำ​ไป คุณ​อุษา นี่​ชีวิน พระเอก​ประจำ​คณะ​เรา”

    “ค่ะ” สา​รับ​รู้​และ​ยกมือ​ไหว้​ชีวิน​อย่าง​นอบน้อม

    “ชีวิน...นี่​เขา​ชื่อ​คุณ​อุษา เป็น​เพื่อน​ของ​วิทย์ แล้ว​ก็​เป็น​นางเอก​ละคร​คน​ใหม่​ของ​เรา”

    คำ​พูด​ของ​มาลัย​ทำเอา​ทุก​คน​ตกใจ ไม่​เว้น​แม้แต่​สา​ที่​ไม่​รู้ตัว​มา​ก่อน

    “อะไร​นะ​คะ ให้​ฉัน​เป็น​นางเอก”

    มาลัย​ไม่ทัน​จะ​ตอบ วิทย์​แทรก​ขึ้น​เสีย​ก่อนว่า

    “มัน​จะ​ดี​หรือ​ครับ​พี่​มาลัย”

    “ทำไม​ล่ะ วิทย์​คิด​ว่า​คุณ​อุษา​เขา​ไม่​เหมาะสม​ตรง​ไหน”

    “ไม่​ใช่​ครับ คุณ​อุษา​สวย เสียง​เพราะ แต่ว่า...คือผม​แค่​เป็น​ห่วง เพราะ​เธอ​ไม่​เคย​แสดง​ละคร​แบบ​นี้​มา​ก่อน”

    “ไม่​ต้อง​ห่วง​หรอก พี่​รู้​ว่า​คุณ​อุษา​ทำได้ พี่​รู้จัก​คุณ​อุษา​ดี พี่​รู้​ว่า​เขา​เป็น​ใคร เคย​ทำ​อะไร​มา”

    มาลัย​พูด​จบ​ก็​เดิน​ไป​เลย สา​ตกใจ​อย่าง​วัว​สันหลัง​หวะ รีบ​เดิน​ตาม​ไป​ถาม​มาลัย​ที่​เข้าไป​เติม​แป้ง​แต่งหน้า

    “คุณ​มาลัย​พูด​อย่าง​นั้น​หมายความ​ว่า​ยัง​ไง​คะ”

    “อ้าว ก็​คุณ​เคย​เป็น​นางเอก​ละคร​คณะ​เปรม​ปรีดา​ไม่​ใช่​หรือ​คะ ฉัน​เคย​ไป​นั่ง​ดู​คุณ​เล่น​ออก​บ่อย คุณ​เก่งมาก”

    “อ้อ...คุณ​เคย​ดู​ฉัน​เล่น​ละคร​มา​ก่อน​นี่เอง”

    สา​โล่ง​อก ยิ้ม​ออก ค่อย​คลาย​ใจ​ลง แต่​มาลัย​กลับ​หัน​มา​มอง​สา​ด้วย​สายตา​คมกริบ ค้น​หา

    “ฉัน​ดู​อยู่​หลาย​รอบ จนถึง​รอบ​สุดท้าย ที่​จู่ๆสาว​เครือ​ฟ้า​ก็​วิ่ง​หนี​ออก​ไป​จาก​โรง​ละคร ทั้งๆที่​เพิ่ง​แสดง​ไป​ได้​ฉาก​เดียว เขา​ลือ​กัน​ว่า​นางเอก​ล้ม​ป่วย​กะทันหัน แต่​บาง​คน​ก็​ว่า​นางเอก​ที่​ชื่อ​อุษา​หนี​ตำรวจ​ที่มา​ตาม​จับ​ถึง​ใน​โรง”

    “คุณ...” สา​หน้าซีด พูด​ไม่​ออก

    “ไม่​ต้อง​กลัว​ค่ะ ทุก​คน​มี​ความหลัง​กัน​ทั้งนั้น ฉัน​ไม่​ยุ่ง​เรื่อง​ของ​ใคร แต่​ขอ​คุณ​อย่าง​เดียว...วิทย์​เป็น​เด็กดี ใสซื่อ​บริสุทธิ์ เขา​ไม่ทัน​คน​อย่าง​คุณ​แน่ๆ เพราะฉะนั้น​อย่า​หลอก​เขา ถ้า​คุณ​ไม่ได้​รัก​เขา​จริงๆ”

    มาลัย​เอ่ย​ปาก​เหมือน​ขอ แต่​ก็​เหมือน​ขู่ จน​สา​อึ้งไป...

    เมื่อ​ถึง​เวลา​เปิด​การ​แสดง​ละคร​ใน​ค่ำ​นี้ ซึ่ง​สา​ต้อง​เป็น​นางเอก​คู่​กับ​ชีวิน...สา​แต่งตัว​เป็น​สาว​ชาว​บ้าน​สะสวย​พล​อด​รัก​กับ​ชีวิน​ที่​ใส่​ชุด​เป็น​หนุ่ม​ชาว​บ้าน​เช่น​กัน ฉาก​หลัง​เป็น​เรือนแพ​ริม​น้ำ

    พระเอก​กับ​นางเอก​พล​อด​รัก​และ​ร้องเพลง​โต้ตอบ​กัน​คน​ละ​ท่อน​ไป​ตาม​ท้องเรื่อง ซึ่ง​กิริยา​ท่าทาง​รัก​กัน​มาก มาก​เสีย​จน​ผู้​ชม​อย่าง​สมศักดิ์​ที่​แอบ​มา​นั่ง​ดู​อยู่​มุม​หนึ่ง​ถึง​กับ​ขบ​กราม​ด้วย​ความ​หึง​หวง​ระคน​หมั่นไส้​สา​ที่​ดิ้นรน​อยาก​มา​แสดง​ละคร

    ระหว่าง​ที่​พระนาง​ร้องเพลง วิทย์​ฐานะ​นัก​ดนตรี​ก็​สี​ไวโอลิน​และ​มอง​ไป​ที่​สา​ด้วย​สายตา​เป็น​ประกาย​ของ​ความ​รัก

    เมื่อ​เสียง​เพลง​จบ​ลง สา​กับ​ชีวิน​ตระ​กอง​กอด​กัน​หวาน​ชื่น คน​ดู​ปรบ​มือ​กราว​ใหญ่​อย่าง​ชื่นชม ยกเว้น​สมศักดิ์​คน​เดียว​ที่นั่ง​เฉย ​หน้า​บึ้ง​ด้วย​ความ​หึง​หวง​สา แล้ว​จู่ๆเขา​ก็​ลุก​ออก​ไป​ทั้งๆที่​ละคร​ยัง​เดินเรื่อง​ไม่​จบ

    ooooooo

    บรรยากาศสวยสงบในยามเช้าตรู่ละแวกบ้านสวนของแป้นถูกอกถูกใจคุณหญิงโสภาเป็นที่สุด...เธอกับแป้นเตรียมอาหารคาวหวานลงมารอใส่บาตรพระที่ท่าน้ำ ในระหว่างรอแป้นก็ชวนเธอคุยประสาคนช่างพูด

    “ถ้าวันไหนอยากใส่บาตร คุณหญิงก็มารอตรงนี้ค่ะ พระท่านจะพายเรือมาบิณฑบาตทุกเช้า”

    “วัดอยู่ไกลไหมคะ”

    “พายเรือไปพอเคี้ยวหมากแหลกค่ะ ไม่ไกล คุณหญิงพายเรือเป็นไหมคะ”

    “อย่าว่าแต่พายเรือเลยค่ะ หญิงว่ายน้ำไม่เป็นด้วยซ้ำ”

    “อุ๊ยตาย ถ้างั้นคุณหญิงต้องระวังนะคะ อย่านั่งเรือไปไหนคนเดียว แถวนี้น้ำแรงนะคะ ตรงกลางแม่น้ำโน้นน่ะมันเป็นวังน้ำวน ขนาดคนพายเรือเก่งๆ บางทียังล่ม มีคนจมน้ำไปตั้งหลายคนแล้ว”

    คุณหญิงโสภามองตามที่แป้นชี้ไปไกล พอดีเห็นเรือลำน้อยพายเลียบริมฝั่งมา

    “แน่ะ พระมาแล้วจ้ะ”

    “นิมนต์ทางนี้เจ้าค่ะหลวงพ่อ”

    แป้นส่งเสียงเจื้อยแจ้ว พอพระพาเรือเข้ามาเทียบท่า ทั้งคู่พนมมือไหว้ คุณหญิงโสภาสงบเสงี่ยม ส่วนแป้นชวนพระคุยทันที

    “เมื่อคืนเขาว่าระเบิดลงห่างจากโบสถ์ไปนิดเดียว จริงหรือเจ้าคะ”

    “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกโยมแป้น”

    คุณหญิงโสภาตักข้าวใส่บาตร แป้นหยิบกระทงกับข้าวใส่ตาม พร้อมกับพูดไปด้วยอย่างออกรส

    “ก็ตาทองแกว่าเห็นระเบิดลอยหวือมา แต่มีมือใหญ่เท่าต้นตาลมาปัดระเบิดออกไป”

    พระนิ่งไม่ตอบ ส่ายหัวน้อยๆ และยิ้มในหน้านิดเดียว แต่แป้นซึ่งเชื่อตามเรื่องเล่าที่ฟังมาก็ยังเถียงท่านคอเป็นเอ็น

    “มีคนเห็นกันหลายคนนะเจ้าคะหลวงพ่อ เขาว่ากันว่าองค์พระใหญ่ในโบสถ์ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์”

    “อิทธิฤทธิ์เหล้าขาวเสียมากกว่าโยม โยมทองกับพวกกินมาตั้งแต่หัวค่ำ พอดึกๆก็เห็นอะไรไปสารพัด”

    แป้นขยับปากจะเถียงอีก แต่พระชิงขัดขึ้นเสียก่อนว่า

    “นิ่งนะโยม อาตมาจะให้พร”

    แป้นจำใจหุบปาก คุณหญิงโสภานิ่งฟังมาตลอด แต่แอบอมยิ้มขบขันในความช่างพูดของแป้น

    ooooooo

    หลังจากรับศีลรับพรกันแล้ว คุณหญิงโสภากับแป้นกลับขึ้นเรือนมาเจอสมศักดิ์กำลังจะออกไปทำงาน ส่วนตาสุขนั่งทำงานเล็กๆน้อยๆอยู่นอกชาน

    “คุณสมศักดิ์จะไปแล้วหรือคะ”

    “ครับคุณหญิง ต้องออกเร็วหน่อย ไม่อยากเข้างานสาย นายจ้างญี่ปุ่นมันตรงเวลา”

    “ทำงานกับญี่ปุ่นหรือครับคุณ” สุขถามขึ้น

    “ครับ ตอนแรกทำกับคนไทย แล้วย้ายมาเป็นฝรั่ง ตอนหลังก็มีแต่ญี่ปุ่นที่มีเงินจ้างเสมียนได้...วันนี้คุณหญิงไม่ต้องรอกินข้าวนะครับ ผมอาจจะกลับดึกหน่อย”

    “อีกแล้วหรือคะ”

    คำพูดสั้นๆของคุณหญิงโสภาทำให้สมศักดิ์หน้าเจื่อนไปนิด แล้วรีบกลบเกลื่อนด้วยการเอางานขึ้นมาอ้าง

    “นายห้างให้พาพวกทหารญี่ปุ่นไปเลี้ยงน่ะครับ เสร็จแล้วผมจะรีบกลับ ไม่ต้องห่วงนะ”

    “ค่ะ”

    คุณหญิงโสภาตอบหน้าเศร้า แป้นกับสุขแอบมองด้วยความสงสาร...หลังจากสมศักดิ์ไปแล้ว สองผัวเมียจึงตามมาปลอบคุณหญิงโสภาที่เตรียมปะชุนเสื้อผ้าให้โสภิตพิไล

    “เขาเป็นผู้ชาย ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ คุณหญิงไม่ต้องไปห่วงเขาหรอกค่ะ เราอยู่บ้านหาอะไรทำเพลินๆไปก็หมดวันแล้ว”

    “ถึงคุณแกกลับดึก ก็กลับดึกเพราะทำงาน ไม่ได้ไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยนะครับ”

    คุณหญิงโสภาฟังแล้วนิ่งอั้น  เพราะในใจคิดสงสัยว่าสมศักดิ์จะไปหาสา  แต่แป้นที่ไม่รู้อะไร จึงทำเสียงสูงใส่ตาสุข

    “วุ้ย! มีเมียทั้งสวยทั้งดีเป็นนางแก้วอย่างนี้จะไปหาเล็กหาน้อยอะไรอีก จริงไหมคะคุณหญิง”

    “ไม่จริงเสมอไปหรอกค่ะ ดูอย่างท่านพ่อของหญิง ท่านมีหม่อมแม่แล้วท่านก็ยังมีหม่อมเล็กๆอีกไม่รู้เท่าไหร่”

    “อย่าหาว่าฉันละลาบละล้วงเลยนะคะคุณหญิง ไม่ทราบว่าหม่อมแม่ของคุณหญิงนี้เป็นใครหรือคะ ก๊กไหน สายไหน คุณสาบอกแต่ว่าคุณหญิงเป็นเจ้า แต่ไม่เคยบอกเลยว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร”

    “แม่แป้นจ๋า อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะจ๊ะ หญิงบอกไม่ได้จริงๆ ไหนๆหม่อมแม่ท่านก็ตัดหญิงจากความเป็นลูกแล้ว ก็อย่าให้ชื่อของท่านหรือพระนามของท่านพ่อต้องมาแปดเปื้อนเพราะหญิงเลย”

    คุณหญิงโสภาตัดบทหน้าเศร้า สองผัวเมียเลยไม่กล้าซักต่อ

    ooooooo

    ช่วงนี้พระนครโดนระเบิดถล่มอย่างหนักทำให้ผู้คนขวัญผวาไปตามกัน รวมทั้งหม่อมพริ้มและบ่าวในวังรวีวารก็ตื่นกลัวจนไม่กล้าจะไปไหน

    สายวันนี้ พวกบ่าวมารวมตัวที่ห้องนั่งเล่น ฟังหม่อมพริ้มเล่าสถานการณ์บ้านเมือง

    “กองทัพพวกสัมพันธมิตรบุกเข้าฝรั่งเศสแล้ว เข้าไปรบกับพวกเยอรมัน ส่วนพวกอังกฤษก็จะบุกเข้าพม่า กองทัพญี่ปุ่นก็จะเริ่มถอยร่นลงมา”

    หม่อมพริ้มมองกราดไป ทุกคนนิ่งฟังกันตาแป๋ว จนคนเล่าชักไม่แน่ใจ ถามขึ้นว่า

    “พวกเอ็งเข้าใจกันไหมนี่”

    ทุกคนยิ้มแหยๆ หม่อมพริ้มถอนใจทันที

    “ข้านึกอยู่แล้ว เอาเป็นว่าญี่ปุ่นจะแย่ เขาว่ากันว่าอาจจะถึงขั้นแพ้สงครามก็ได้”

    “แล้วไทยเราล่ะเจ้าคะ จะยังไง” เจิมซัก

    “เราเป็นมิตรกับญี่ปุ่น ก็คงต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยล่ะ ที่แน่ๆ จากนี้ไปเราคงจะโดนทิ้งระเบิดหนักขึ้น”

    “หา! จะหนักไปกว่านี้อีกหรือคะหม่อม” จวนร้องลั่น ขณะที่หวนทำท่าหวาดกลัว ถามว่าแล้วเราจะรอดกันไหม?

    หม่อมพริ้มตอบไม่ได้ นิ่งไปอย่างจนใจ จังหวะนี้เองพุดโผล่เข้ามารายงานว่า

    “หม่อมคะ มีคนจากตำหนักของเสด็จพระองค์หญิงมาขอพบหม่อมค่ะ”

    “คนของเสด็จป้า”

    หม่อมพริ้มทวนคำแปลกใจ แล้วมองออกไปด้านนอกเห็นชายสูงวัยท่าทางสุภาพยืนรออยู่อย่างสงบเสงี่ยม

    “ให้เข้ามา” เธอส่งเสียงบอกพุดก่อนจะรำพึงกับตัวเองเบาๆ “แปลกจริง ตั้งแต่ท่านชายสิ้นไป เสด็จป้าไม่เคยเสด็จมา วันนี้ให้คนมาหา มีธุระอะไร”

    ooooooo

    หลังจากนั้นไม่นาน หม่อมพริ้มในชุดเรียบร้อยสวยงามพาชายรวีไปที่ตำหนักเสด็จป้า เจิมติดสอยห้อยตามมาช่วยดูแลคุณชายด้วย โดยมีชายสูงวัยที่เป็นมหาด เล็กนำพาเข้ามา

    ขณะเดินตรงไปที่ตำหนัก หม่อมพริ้มกระซิบชายรวีอย่างอ่อนโยนว่า

    “เดี๋ยวชายไปกราบเสด็จย่าสวยๆนะคะ แล้วจำได้ไหมคะว่าต้องพูดว่ายังไง”

    “ชายขอถวายพระพรให้เสด็จย่าทรงมีพระพลานามัย สมบูรณ์ ถูกไหมคะ”

    “เก่งมากค่ะ เสด็จย่าของชายพระชนมายุมากแล้ว ไม่ค่อยแข็งแรงด้วย ชายต้องกราบทูลชัดๆดังๆนะคะ”

    “ค่ะหม่อมแม่”

    เมื่อพากันเข้ามาภายในห้องที่ตกแต่งแบบไทยแท้สวยงาม เสด็จป้าเอนหลังอยู่บนเตียง หน้าตาท่านแก่ชราไปมาก ผมขาวโพลนทั้งศีรษะ แต่ยังแต่งตัวสวย เปี่ยมไปด้วยบารมีเหมือนเดิม

    ข้างเตียงด้านหนึ่งมีสาวใช้คอยดูแลพัดวีท่าน... หม่อมพริ้มพาชายรวีคลานไปอีกด้านแล้วกราบทำความเคารพเสด็จป้า ส่วนเจิมนั่งห่างออกไป

    “ไหนแม่พริ้ม พาหลานชายมาให้ดูหน้าใกล้ๆสิ”

    หม่อมพริ้มพาชายรวีเข้าขยับไปใกล้เตียง เสด็จป้ามองดูหลานชายตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม

    “หม่อมฉันรวีช่วงโชติ รวีวาร กราบเสด็จย่า และขอถวายพระพรให้เสด็จย่าทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ หายจากโรคภัยไข้เจ็บไวๆ กระหม่อม”

    “ย่าขอบใจนะ” ท่านยิ้มเอ็นดูหลานชาย แล้วพูดกับหม่อมพริ้มด้วยน้ำเสียงเนือยๆ “แต่คราวนี้คงจะสู้ไม่ไหว ฉันอยู่มานานแล้ว ออกจะเหนื่อยเต็มที”

    “อย่ารับสั่งอย่างนั้นสิเพคะ”

    “ฉันรู้ตัวดีแม่พริ้ม ที่เรียกให้มาหาวันนี้ก็เพราะอยากจะจัดการเรื่องอะไรๆให้มันเรียบร้อย เรื่องวังรวีวารน่ะ”

    “หม่อมฉันจะพยายามดูแลอย่างสุดความสามารถเพคะ เสด็จป้าไม่ต้องกังวลพระทัย”

    “มันใหญ่โตเกินไป สิ้นพ่อโชติแล้วหล่อนก็เหลือตัวคนเดียวจะไปดูแลอะไรได้ ขายเสียเถอะแม่พริ้ม คืนให้หลวงไปก็ได้ไม่มีใครตำหนิหล่อนดอก ขายวังรวีวารซะ แล้วมาอยู่ที่นี่ ฉันยกบ้านนี้ให้หล่อน”

    “เป็นพระกรุณาเพคะ”

    “ฉันมีเงินเหลืออยู่อีกก้อนจะให้หล่อนไว้ หล่อนต้องส่งเสียชายรวีให้เรียนสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

    “เพคะ”

    “รวีช่วงโชติมานซิ”

    หม่อมพริ้มพาชายรวีมานั่งชิดขอบเตียง เสด็จป้าจับมือหม่อมพริ้มและชายรวีก่อนเอ่ยวาจาเหมือนสั่งเสีย

    “เธอเป็นทายาทผู้สืบสกุลรวีวาร เกียรติยศศักดิ์ศรีแห่งราชสกุลรวีวาร ถือเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องบำรุงรักษาให้คงอยู่ตราบชั่วลูกชั่วหลาน...แม่พริ้ม หล่อนรับปากกับฉันได้ไหม”

    “เพคะ หม่อมฉันสัญญา ชายรวีจะรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีของรวีวาร ไว้เท่าชีวิตของเขาเองเพคะ”

    หม่อมพริ้มรับปากอย่างหนักแน่น เสด็จป้ายิ้มพอใจ ก่อนจะหลับตาลงนิ่งสนิท...

    คำพูดของเสด็จป้าคือการสั่งเสียจริงๆ ท่านจากไปอย่างสงบในวันเดียวกันนั้นเอง บ่าวในวังรวีวารทราบข่าวจากหม่อมพริ้มก็พากันใจหาย เศร้าสลดไปตามกัน ที่สำคัญต้องตระเตรียมเรื่องการย้ายออกจากวังไปอยู่ตำหนักของท่านในไม่ช้านี้

    “แล้วเราจะต้องย้ายออกไปเมื่อไหร่ล่ะพี่เจิม” จวนถามหน้าเศร้า เจิมเองก็เศร้าไม่แพ้กัน ตอบเสียงแผ่วว่าต้องปลงพระศพเสด็จท่านเรียบร้อยก่อน ถึงจะย้ายเข้าไป...หวนมีท่าทีอาลัย ถามเจิมว่าเราจะได้กลับมาที่นี่อีกไหม

    “ไม่รู้เหมือนกันว่ะ คิดๆไปก็ใจหาย”

    “เออ พวกเราย้ายกันออกไปหมดแบบนี้ ถ้ามีใครมาหา เขาก็หาเราไม่เจอสิป้า”

    เจิมหันขวับมาที่หวน ถามเสียงแข็งว่าใครจะมาหา หวนหน้าเจื่อนไปนิด พูดอ้อมแอ้มว่า

    “ก็...ฉันก็คิดเผื่อๆว่า...”

    “ถุย! อย่าพูดชื่อมันออกมาให้เป็นเสนียดหูข้านะ ไม่อยากจะฟัง คนมันลืมตัว วัวมันลืมตีน มันจะกลับมาทำไม ป่านนี้มันระริกระรื่นไปถึงไหนๆแล้ว มันไม่กลับมาหรอก” เจิมของขึ้น แค้นสาไม่หาย หวนเลยหน้าม่อย หุบปากเงียบ

    ooooooo

    บรรยากาศหน้าโรงละครยามดึกผู้คนบางตา มีรถสามล้อจอดรอลูกค้าอยู่บ้างประปราย...

    สาและบรรดาคณะละครเดินออกมาหน้าตาเหน็ดเหนื่อยแต่มีความสุข เพราะถึงจะมีสงคราม แต่ก็ยังมีผู้คนมาชมละครตั้งครึ่งโรง ผู้แสดงและทีมงานจึงยังหน้าชื่นตาบานอยู่ได้ ทั้งหมดพูดคุยหยอกล้อ และชักชวนกันไปกินข้าวแถวราชวงศ์ โดยสาและพวกวิทย์ช่วยคะยั้นคะยอให้บุญยงเป็นคนจ่ายเงิน แต่บุญยงจะไม่เล่นด้วย วิ่งหนีไปขึ้นสามล้อ แต่โดนสาคว้าตัวไว้ได้

    “อย่าหนีนะคะ มาเลี้ยงข้าวพวกเราซะดีๆ”

    ทันใดนั้น สมศักดิ์ก้าวออกมาจากมุมมืดหลังจากแอบดูอยู่นานแล้ว

    “มีความสุขจริงนะครับ”

    เสียงนั้นทำให้สาชะงัก ปล่อยมือจากบุญยงโดยอัตโนมัติ คนอื่นๆมองสมศักดิ์อย่างแปลกใจ ยกเว้นวิทย์ที่รู้จักเรียกเขาว่าคุณพี่ แต่สมศักดิ์ไม่สนใจ ตั้งหน้าประชดประชันสาด้วยความหึงหวง

    “อย่างนี้เองถึงได้ไม่อยากอยู่บ้าน ที่ออกมาเล่นละครเพราะอยากมาสำเริงสำราญโปรยเสน่ห์ใส่พวกผู้ชายอย่างนี้ใช่ไหม”

    “คุณกล้าดียังไงมาดูถูกฉัน”

    สมศักดิ์ไม่ฟัง คว้ามือสาพร้อมสั่งให้กลับบ้าน เพราะเรามีเรื่องต้องพูดกัน แต่สาสวนทันควันว่าตนไม่มี...วิทย์เห็นท่าไม่ดีจึงขัดขวาง

    “คุณพี่อย่าบังคับคุณอุษาเลยครับ”

    “พี่เหรอ? ผมเป็นมากกว่านั้น! ถอยไป”

    สมศักดิ์ผลักอกวิทย์เซไป แต่ชายหนุ่มก็เข้ามาขวางอีก คราวนี้เลยโดนต่อยโครมเข้าให้ คนอื่นๆตกใจแต่ไม่กล้าทำอะไรเพราะไม่รู้สถานการณ์

    “คุณสมศักดิ์ อย่าบ้านะ”

    “คุณยั่วผมเอง...มานี่”

    สมศักดิ์ขึงขังขยับจะเข้าไปหาสา วิทย์คว้าตัวเขามาต่อยเปรี้ยง จากนั้นสองฝ่ายก็ปล้ำต่อยกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่วิทย์เสียเปรียบโดนสมศักดิ์ต่อยลงไปกับพื้น พวกบุญยงกรูเข้าดึงสมศักดิ์ออก สารีบประคองวิทย์

    “เฮ้ย! แน่จริงอย่าหมาหมู่สิวะ” สมศักดิ์ตะโกนลั่น แต่สาก็สวนทันควันว่าเขานั่นแหละหมา หมาบ้าเสียด้วย “เดี๋ยวนี้ผมเป็นแค่หมาตัวหนึ่งเท่านั้นเหรอ สำหรับคุณ”

    สาทั้งรักทั้งแค้นสมศักดิ์ แต่รู้ว่าตัวเองต้องตัดให้ขาด เลยฝืนพูดออกไป “ใช่ คุณกลับไปที่ของคุณซะ คุณไม่มีความหมายอะไรสำหรับฉันแล้ว ฉันมีคุณวิทย์แล้ว”

    สมศักดิ์เสียใจมาก ต่างจากวิทย์ที่หัวใจพองโต สาเชิดหน้าเน้นย้ำกับสมศักดิ์อีกครั้ง

    “คุณได้ยินชัดแล้วก็กลับไปซะ แล้วอย่ามายุ่งกับฉันอีก”

    สาประคองวิทย์ไปขึ้นสามล้อ วิทย์สีหน้าแช่มชื่นทั้งๆที่ปากแตกเลือดไหลปรี่ พวกนักดนตรีสลายตัวออก สมศักดิ์ถึงกับทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง ส่วนมาลัยมองตามสากับวิทย์ไปด้วยสายตาห่วงใย

    ooooooo

    สาพาวิทย์มาที่บ้านเช่าหลังเก่าที่เคยอยู่กับสมศักดิ์และคุณหญิงโสภา เธอเอาผ้าชุบน้ำเช็ดแผลและทำแผลให้เขา เปรยขึ้นเบาๆว่าพรุ่งนี้คงบวมแน่

    “ไม่เป็นไร คนดูไม่ได้ดูหน้าผม ถ้าเป็นชีวินคงเรื่องใหญ่”

    “ยังจะมีหน้ามาพูดเล่นอีกนะ”

    “ทำไมล่ะครับ ในเมื่อวันนี้ผมมีความสุขที่สุด” วิทย์มองสาตาฉ่ำ แต่อีกฝ่ายหลบตาอย่างอึดอัด “คุณสาพูดจริงใช่ไหม ที่ว่าคุณสาเลือกผม หรือว่าพูดไปเพราะอยากให้คุณสมศักดิ์โกรธ”

    สาไม่พูด แต่ถอนใจเบาๆ ทำให้วิทย์ยิ่งสงสัย ตัดสินใจถามตรงๆ

    “ระหว่างคุณสากับคุณสมศักดิ์มันมีเรื่องอะไรกันแน่ครับ บอกผมได้ไหม”

    สาเห็นแววตาบริสุทธิ์ใจของเขา จึงไม่อยากโกหกอีกต่อไป

    “เรื่องมัน...เอ่อ...ไม่สู้ดีนัก ฉันกลัวคุณวิทย์จะไม่เข้าใจ”

    “Try me ลองเล่าให้ผมฟังสิครับ”

    สามองหน้าวิทย์ เห็นความรักและความจริงใจชัดเจน จึงเล่าเรื่องราวระหว่างตัวเองกับสมศักดิ์อย่างหมดเปลือก

    “ฉันกับคุณสมศักดิ์เคยรักกันมาก่อนค่ะ แต่ต่อมาเธอก็ไปแต่งงานกับคุณหญิงโสภาเจ้านายของฉัน...ฉันรู้ดีค่ะ ว่าฉันควรจะลืมเขาซะ แต่โชคชะตาก็เหมือนกลั่นแกล้งให้เราต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ฉันพลาดไปแล้ว ฉันทรยศคุณหญิงอย่างไม่ควรให้อภัย เพราะอย่างนี้ฉันถึงได้มาเล่นละคร เพราะฉันอยากอยู่ให้ไกล ไกลจากเขาให้มากที่สุด”

    วิทย์นิ่งงันไปอย่างคาดไม่ถึง แต่เมื่อเห็นเธอร้องไห้ก็แสนสงสาร เช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน

    “คุณยังรักเขาใช่ไหม”

    “ไม่ค่ะ ฉันรักเขาไม่ได้...ไม่ได้เด็ดขาด”

    “งั้นคุณพอจะรักคนอื่นได้ไหมครับ”

    สาตกใจอย่างไม่คาดคิด...และหลังจากวิทย์กลับไปก็นอนไม่หลับ เสียงของเขาดังก้องในความคิด

    “ผมรักคุณอุษา ผมบูชาคุณอุษาตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จัก ผมรักที่ตัวคุณอุษาเอง ผมไม่สนใจว่าคุณอุษาจะเคยผ่านอะไรมาบ้าง ถ้าคุณอุษาจะเมตตา ผมอยากจะอยู่เคียงข้าง ใช้ชีวิตร่วมกับคุณอุษาไปจนวันตายครับ”

    คำพูดจริงจังและแววตาจริงใจของวิทย์ยังติดตาสา และมันทำให้เธอสับสนในใจอย่างหนัก นอนกระสับกระส่ายอย่างคนคิดไม่ตก

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก
    27 ก.ย. 2563

    23:30 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 00:13 น.