ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    สายวันถัดมาที่วังรวีวาร เจิมกับหวนยืนลังเลเมียงมองอยู่หน้าประตูห้องนั่งเล่นครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพากันเข้ามาหมอบลงกับพื้นตรงหน้าหม่อมพริ้มที่กำลังร้อยมาลัย

    หม่อมพริ้มเมินไม่มองและไม่พูดจา ส่วนเจิมก็เอาแต่อึกอักไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ยิ่งเห็นสีหน้าและแววตาหม่อมพริ้มเย็นชาก็ยิ่งพูดไม่ออก หวนเลยรวบรวมความกล้าก้มกราบ เอ่ยขึ้นมาปากคอสั่น

    “หวนกับป้าเจิมผิดไปแล้ว หม่อมได้โปรดยกโทษให้ด้วยเถอะค่ะ”

    หม่อมพริ้มหน้าบึ้งตึง วางเข็มร้อยมาลัย เจิมรีบพูดปกป้องหวน

    “บ่าวเป็นคนใช้นังหวนมันไปเอง ถ้าหม่อมจะโกรธ ก็โกรธบ่าวนะเจ้าคะ”

    “ข้าจะไปโกรธใคร ข้าวที่นี่มันไม่มียางเอง ขุนเลี้ยงใครก็ไม่เชื่อง...เอ็งบอกว่าจะจิกหัวอีสามารับโทษ แล้วไง เสียแรงข้าไว้ใจ สุดท้ายเอ็งก็ทรยศข้า”

    “ให้ฟ้าผ่าหัวบ่าวตรงนี้เลยเจ้าค่ะ อีเจิมไม่เคยคิดทรยศหม่อม แต่อีสา...ถึงมันจะเลว บ่าวก็เลี้ยงมันมาแต่เล็ก ทนเห็นมันติดคุกติดตะรางไม่ได้จริงๆ”

    “ป้าเจิมแกช่วยเพราะไม่อยากให้สามันโดนตำรวจจับเท่านั้นล่ะค่ะหม่อม แต่แกตั้งใจให้หวนไปเอาตัวอีสากลับมาที่วังจริงๆนะเจ้าคะ”

    “แล้วมันยอมเอ็งไหมล่ะ”

    เจิมส่ายหน้าน้ำตาคลอ แววตาเสียใจและผิดหวัง กล่าวออกมาอย่างท้อแท้สิ้นหวัง

    “ว่าวมันเหลิงลม ดึงกลับมาไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ บ่าวกับมันก็คงสิ้นสุดกันเท่านี้ จากนี้ไปไม่ว่าหม่อมจะทำยังไง จะเอามันไปตัดหัวขั้วแห้งที่ไหน บ่าวจะไม่ห้าม ไม่ยุ่งไม่เกี่ยวอีกเลย”

    เจิมปาดน้ำตาหมดความหวังในตัวสา หม่อมพริ้มเห็นแล้วสงสารเจิม ขณะเดียวกันก็เกลียดชังสายิ่งขึ้นไปอีก

    ooooooo

    พรหกล้มบาดเจ็บที่ข้อศอกจนเลือดซิบ คุณหญิงโสภาจึงเอายามาทำแผลให้ ระหว่างนี้สองคนก็คุยกันไปด้วยเรื่องสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับอเมริกา โดยมีสมศักดิ์นั่งฟังและตักเตือนพรที่ต้องออกนอกบ้านให้ระวังตัว

    “ญี่ปุ่นมันตั้งฐานทัพอยู่ในเมืองเรานี่ ช่วงนี้จะไปไหนมาไหนก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน”

    “ฉันไม่เคยไปไหนหรอกค่ะ แค่ไปตลาดซื้อกับข้าว ถ้าจะเตือนก็ไปเตือนคนโน้นเถอะ วันๆอยู่ติดบ้านเสียที่ไหน” พูดแล้วพรชำเลืองมองสาที่เพิ่งจะกลับเข้าบ้านมา

    คุณหญิงโสภาไม่ชอบใจที่พรพาดพิงสา ส่ายหน้าปรามและบอกให้เอายาไปเก็บ แล้วก็ไปหุงข้าว

    พรกระฟัดกระเฟียดออกไป สาเดินสวนเข้ามาเห็นอาการก็หมั่นไส้ ถามคุณหญิงว่าพรเป็นอะไร

    “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ นี่สาไปไหนมาทั้งวันจ๊ะ”

    สาลงนั่งคุยกับคุณหญิงโสภา ไม่มองไปทางสมศักดิ์ ทำเหมือนเขาไม่ได้อยู่ในห้องนั้น

    “ไปหาพี่สำรวย แล้วก็เที่ยวเล่นเรื่อยเปื่อยไป ก็ตามประสาคนว่างงานน่ะค่ะ อยู่บ้านเฉยๆเบื่อจะตาย สาเหนียวตัว ขอไปอาบน้ำก่อนนะคะคุณหญิง เดี๋ยวจะมาช่วยทำกับข้าว”

    สาลุกเดินผ่านหน้าสมศักดิ์ไปโดยไม่ชายตาแล สมศักดิ์ไม่พอใจแต่เก็บซ่อนอาการเอาไว้ รอจนกระทั่งตกกลางคืนคุณหญิงโสภาหลับสนิทแล้วจึงย่องเบากริบออกจากห้องไป

    สมศักดิ์มาหยุดที่หน้าห้องนอนอีกห้องซึ่งสาเพิ่งย้ายขึ้นมาอยู่ เพราะห้องเก่าที่ชั้นล่างยกให้พรไปแล้ว เขาชั่งใจอยู่ไม่นานก่อนใช้กุญแจสำรองไขประตู สานอนไม่หลับ พลิกซ้ายพลิกขวาได้ยินเสียงก็รีบลุกขึ้นนั่งเพ่งมองไปที่ลูกบิดประตู

    เมื่อแน่ใจว่ามีคนพยายามบุกรุก สาลงจากเตียงคว้ากระบอกไฟฉายอันใหญ่ใกล้มือมาถือเป็นอาวุธ พอประตูเปิดออก ปรากฏว่าเป็นสมศักดิ์ย่างก้าวเข้ามา สาตกใจแทบกรีดร้อง แต่สมศักดิ์ยกนิ้วแตะปากปรามไม่ให้เธอส่งเสียง

    สามองไปที่ผนังห้องข้างๆด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ต่อว่าสมศักดิ์ไม่น่าทำแบบนี้ ถ้าคุณหญิงตื่นมาเห็นเข้าจะทำยังไง

    “ก็บอกเธอไปเลยว่าเรารักกัน”

    “จะบ้าหรือไง”

    “คุณทำให้ผมบ้า! คุณไม่พูดกับผม ไม่มอง ไม่สนใจ ทำเหมือนผมไม่มีตัวตน...คุณอุษา คุณไม่ให้ผมมีคนอื่น ผมก็ทำตามใจคุณทุกอย่าง มันถึงเวลาแล้วที่คุณต้องตามใจผมบ้าง”

    “จะให้เป็นเมียน้อยคุณงั้นหรือ”

    “คุณก็เป็นเมียน้อยมาแล้วนี่ กับผู้ชายที่คุณอ้างว่าไม่รักด้วยซ้ำ คุณเลือกเอา...หนึ่ง รับรักผม ผมรับรองว่าจะไม่ทอดทิ้งคุณหญิงโสภา หรือสอง ปฏิเสธผม แล้วผมจะไปจากคุณ แล้วก็คุณหญิงด้วย”

    “หรือสาม...ฉันอาจจะเป็นฝ่ายไป ก็ดีเหมือนกันนะ ฉันก็อยากมีชีวิตใหม่ อยากหาผู้ชายซักคนที่ไม่มีพันธะ คนที่เขาจะรักฉัน”

    สมศักดิ์หึงพลุ่งพล่าน กระชากสาเข้ามาตะคอกเสียงต่ำเพราะกลัวคุณหญิงตื่น

    “อย่าแม้แต่จะคิด คุณอุษา!”

    ทันใดนั้นเสียงพรดังขึ้นที่หน้าประตู สากับสมศักดิ์ตกใจผละออกจากกันทันที

    “นังพร! ถ้ามันเห็นคุณ เราตายแน่”

    ที่หน้าประตู พรยืนหน้าตายู่ยี่งัวเงียร้องเรียกสาหลายคำ บอกให้เปิดประตูหน่อย...สากับสมศักดิ์เลิ่กลั่กลนลานไม่รู้จะทำยังไงดี เสียงพรดังขึ้นอีก

    “ไม่เปิดงั้นฉันไปเรียกคุณหญิงนะ”

    “คุณหลบไปก่อน” สาสั่งสมศักดิ์แล้วเปิดประตูเรียกพรที่กำลังจะเดินไปห้องคุณหญิงโสภา โดยเอาตัวเองยืนขวางช่องประตูไว้

    “แกมีอะไร”

    “ตัวรุมๆ สงสัยแผลที่ข้อศอกจะระบมเลยเป็นไข้ มียาไหม”

    “แกรออยู่นี่ ฉันจะไปหยิบให้”

    สาขยับตัว พรตามเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว สาใจหายวาบกวาดตามองไม่เห็นสมศักดิ์ในห้องค่อยโล่งใจ แต่ก็ไม่รู้เขาหายไปไหน

    “จะหยิบก็หยิบสิ รออยู่เนี่ย” พรเร่งสาที่ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน

    สาเก็บพิรุธ เดินไปเปิดกล่องค้นหายาแก้ไข้มือไม้สั่น พลางสอดส่ายสายตาหาสมศักดิ์ แล้วก็เห็นมือสองข้างของเขาเกาะอยู่ที่หน้าต่าง สาตกใจทำข้าวของในมือหล่นกระจาย

    สมศักดิ์เกร็งแขนห้อยตัวอยู่กับหน้าต่าง เหงื่อแตกพลั่ก...พรไม่ได้เอะใจอะไร ได้แต่มองสาอย่างแปลกใจ

    “อะไรของคุณ”

    “ฉันก็หายาให้แกอยู่นี่ไง”

    พรเริ่มสงสัย เดินมาหยิบซองยาที่กระเด็นอยู่กับพื้น มองหน้าสาแล้วส่ายหัวเดินออกไป พอประตูห้องปิดสนิท สาก็พุ่งตัวไปที่หน้าต่างจะช่วยรั้งสมศักดิ์ให้ขึ้นมา แต่ไม่ทันการณ์ มือสมศักดิ์หลุดจากขอบหน้าต่างตกลงไปข้างล่างแล้วเซไปโดนกะละมังซักผ้าที่คว่ำไว้ล้มเสียงดัง

    พรถือซองยากลับลงมาได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งไปชะโงกดูแต่ไม่เห็นใครสักคน เลยได้แต่บ่นว่าเสียงอะไร?

    เมื่อพรเดินเข้ามาในครัว รินน้ำใส่แก้วจะกินยา พอเงยหน้าเป็นจังหวะที่สมศักดิ์วิ่งพรวดขึ้นบันไดไปชั้นบน

    “เอ๊ะ! คุณสมศักดิ์” พรอุทานแล้วเดินไปดูที่ขั้นบันได เห็นรอยเท้าเปียกน้ำยิ่งแปลกใจ แต่ฉับพลันทันใดก็นึกอะไรขึ้นมาได้!

    ooooooo

    เช้าขึ้น สมศักดิ์เตรียมตัวออกไปทำงาน คุณหญิงโสภาหยิบกระเป๋ามาส่งให้เขา สานั่งกินกาแฟอยู่ถัดไป ส่วนพรนั่งกับพื้นเล่นกับโสภิตพิไลในวัยน่ารัก แต่สายตาแอบเหลือบดูอาการของสากับสมศักดิ์ตลอดเวลา

    “ผมไปก่อนนะ เย็นนี้จะรีบกลับ” สมศักดิ์พูดกับคุณหญิงแต่สายตามองเลยมาที่สาก่อนจะเดินออกไป

    สาสีหน้าลำบากใจ แอบถอนใจแล้วหันมาเห็นพรจ้องมองตนอยู่ จึงถามเสียงแข็งว่ามีอะไร พรตอบทันทีว่าไม่มี

    “แกมองหน้าฉัน ก็นึกว่าแกมีอะไร”

    “อ้าว คนมองหน้ากัน เขาต้องมีอะไรกันเหรอ”

    “เอ๊ะ” สาขึ้นเสียง คุณหญิงโสภาเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาปราม

    “ไม่เอาน่า...สากับพรนี่ยังไงกันนะ พูดกันดีๆได้ไม่เกินสามคำ”

    “ก็ฟังมันพูดสิคะคุณหญิง”

    “ฉันก็ถามคุณดีๆ ว่าคนที่มองหน้ากันแปลว่าต้องมีอะไรกันใช่ไหม”

    “พร...ไม่เอา อย่าย้อนคุณสา”

    พรขัดใจแต่ยอมสงบปาก สาค้อนขวับ พูดโพล่งว่าไปข้างนอกดีกว่า ขี้เกียจอยู่บ้าน...พอสาลับกาย คุณหญิงโสภาจึงตำหนิพรอย่างจริงจัง

    “ถ้าคราวหน้าถ้าพูดแบบนี้กับคุณอุษา ฉันจะหักเงินเดือนจริงๆนะ”

    “ฟังฉันเล่าก่อนเถอะค่ะคุณหญิง เผลอๆ คุณหญิงจะตกรางวัลฉันด้วยซ้ำไป”

    พรหมายมั่นปั้นมือ ดึงคุณหญิงโสภามาแอบคุยในครัว พลางเหลียวหน้าเหลียวหลังดูความปลอดภัยไปด้วย

    “เมื่อคืนนี้ค่ะ ฉันเห็นคุณสมศักดิ์แอบเข้าไปในห้องคุณสา”

    “อะไรนะ”

    “จริงๆ ค่ะ ฉันเป็นไข้ตัวร้อน แต่เกรงใจคุณหญิงไม่อยากกวน เลยไปปลุกคุณสาขอยา”

    “แล้วเจอคุณสมศักดิ์อยู่ในห้องงั้นเหรอ”

    พรเจื่อนไปนิด พูดอ้อมแอ้มว่าไม่เห็น แต่รู้ว่าสมศักดิ์อยู่ในห้องนั้น คุณหญิงโสภาส่ายหัวไม่เชื่อแล้วเดินหนีด้วยความโมโห แต่พยายามระงับใจไม่ว่าอะไรพรที่ยังเดินตามมายุแยง

    “จริงๆ นะคะคุณหญิง เอาฉันไปสาบานที่วัดไหนก็ได้ ฉันเห็นกับตาจริงๆ”

    “พรแค่เห็นว่าคุณสมศักดิ์เธอเดินขึ้นมาชั้นบน”

    “แล้วเขาลงมาตอนไหนล่ะคะ คุณสมศักดิ์เข้าห้องไปพร้อมคุณหญิงกับโสภิตแล้วลงมาข้างล่างตอนไหนคะ ลงมาทำอะไร”

    คุณหญิงโสภาอึ้ง แต่ไม่อยากเชื่อพร แก้ต่างแทนสามีอีกว่า “ฉันไม่ทราบ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเธอไปหาสา”

    “พรได้ยินเสียงคนที่หลังบ้าน ตรงหน้าต่างห้องคุณสา แล้วจู่ๆ คุณสมศักดิ์ก็โผล่มา แล้วก็มีรอยเท้า...”

    “หยุดได้แล้วพร ฉันไม่เชื่อ คุณสมศักดิ์ไม่มีทางทำอย่างนั้น ยิ่งสา...ยิ่งไม่มีทาง สารักฉันเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา เขาเป็นคนช่วยให้ฉันรักกับคุณสมศักดิ์ด้วยซ้ำ เขาไม่มีทางทำบัดสีอย่างที่พรว่า”

    คุณหญิงโสภาเสียงแข็งเสียจนพรไม่กล้าตอแยอีก...ในขณะเดียวกันที่ตลาด สากำลังปรับทุกข์กับสำรวยด้วยเรื่องเดียวกันนี้ เธอกลุ้มใจที่สมศักดิ์รุกเร้าไม่เลิกราเสียที ถึงขั้นพูดจาเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด

    “ตายๆๆๆ บัดสีบัดเถลิงจริงๆ นั่นแหละแม่อุษา จู่ๆมาชวนให้เป็นเมียน้อย”

    “ถ้าฉันไม่ได้โตมากับคุณหญิง ฉันอาจจะใจอ่อนยอมเขาก็ได้นะ แต่นี่มัน...”

    “ไม่ได้นะแม่อุษา ทำแบบนี้มันผิดทั้งทางโลกทางธรรม”

    “ฉันรู้ ฉันไม่ทำหรอกพี่รวย คุณหญิงเธอดีกับฉัน ฉันจะทำได้ยังไง แต่คุณสมศักดิ์ก็รุกเร้าเหลือเกิน ฉันน่ะกลัวใจตัวเองจริงๆ กลัวจะพลาดพลั้งตกกระทะทองแดงเข้าสักวัน”

    “แม่อุษาก็ต้องระวังตัว รู้ว่าไฟก็อยู่ให้ห่างเข้าไว้ อย่าไปลองเล่นกับมัน”

    “คนบ้านเดียวกัน หลบยังไงไหวล่ะพี่รวย แล้วถ้าหากฉันทำอะไรโจ่งแจ้งคุณหญิงเธอก็จะสงสัยเอาอีก ยิ่งมีนังพรคอยเพ็ดทูลอยู่ข้างๆด้วยแล้ว”

    “โอ๊ะๆๆ นี่อย่าให้นังพรรู้เห็นอะไรเชียวนา นังนี่มันปากสว่าง”

    “เฮ้อ! ทั้งศึกนอกศึกในใหญ่หลวงนัก ฉันจะรอดไหมนี่”

    สองคนเดินคุยกันเรื่อยมาจนถึงหน้าโรงละครแห่งใหม่ชื่อมาลัยภิรมย์

    “เอาน่ะ ค่อยๆ คิดไป...ไหนๆ ก็ไม่ได้เล่นละครแล้ว ไปนั่งดูให้หายกลุ้มก่อนไหมล่ะ”

    สาไม่ปฏิเสธ เข้าไปนั่งในโรงละครกับสำรวยทั้งที่ม่านยังไม่เปิด ระหว่างนี้สำรวยก็ชี้ชวนให้ดูและอธิบายไปพลาง

    “ที่นี่เขาเล่นแบบสากล ดนตรีก็เป็นดนตรีสากล ไม่เหมือนของเรา”

    “เห็นว่าเล่นเรื่องสาวทรงเสน่ห์ ฉันไม่เคยดูสักที”

    “เขาดัดแปลงมาจากนิยายฝรั่ง เรื่องก็สนุกเข้าทีดีเหมือนกันนะ”

    เมื่อม่านเปิด สาจับตามองทั้งฉากและการแต่งตัวที่แปลกตาของตัวละครอย่างชื่นชอบ เช่นเดียวกับผู้ชมคนอื่นๆ ที่พากันปรบมือกราว อีกทั้งเสียงเพลงก็ไพเราะชวนฝัน สาเพลิดเพลินถึงกับยิ้มพราย ดวงตาเป็นประกายมีความสุข ลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ

    ตรงข้ามกับที่บ้านเช่าอย่างสิ้นเชิง...สมศักดิ์ผุดลุกผุดนั่งมองออกไปนอกบ้านสลับกับการดูนาฬิกา ท่าทางหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด พรนั่งเช็ดถ้วยชามแอบมองมา คุณหญิงโสภาเองก็แปลกใจ ถามเขาว่าคอยใคร

    “เปล่าครับ...นี่คุณอุษาเขาไปไหน”

    “ก็ไปเที่ยวประสาเขาล่ะค่ะ ทำไมหรือคะ”

    “เปล่า ก็ถามดู”

    พรกระแอมกระไออย่างรู้ทัน คุณหญิงโสภาปรามด้วยสายตาแล้วหันมาชวนสมศักดิ์คุยต่อ

    “สาเขาเบื่อบ้าน คนเคยออกไปทำงานทุกวัน อยู่บ้านเฉยๆ คงรำคาญ ผิดกับหญิงอยู่บ้านเงียบๆ จนชิน ออกไปข้างนอกทีไรเวียนหัวทุกที”

    สมศักดิ์ไม่สนใจฟัง ลุกพรวดพูดห้วนๆว่าตนง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อน...พรได้ทีขยับเข้ามากระซิบคุณหญิงโสภาว่าเห็นไหม?

    “เห็นอะไรของพร”

    “อ้าว เมื่อเย็นกลับมาอารมณ์ยังดีอยู่เลย แต่พอคุณสาไม่อยู่เท่านั้น ก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับ”

    “บอกแล้วว่าอย่าพูดเรื่องนี้ ไม่อยากฟัง ไม่เชื่อ”

    “ถ้าไม่เชื่อ คุณหญิงก็คอยดูสิคะ” พรหน้าตามีเลศนัย ซุบซิบวางแผนบางอย่าง...

    เพื่อพิสูจน์ความจริงทั้งที่ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คืนนี้คุณหญิงโสภาจึงทำตามคำแนะนำของพรด้วยการแกล้งนอนหลับ แม้สมศักดิ์เข้ามาเรียกใกล้ๆ ก็นอนนิ่งไม่หืออือ ชายหนุ่มเลยย่ามใจย่องออกจากห้องไปโดยไม่รู้ว่าเธอลืมตาโพลง แววตาหวาดหวั่นพรั่นพรึงกลัวสิ่งที่พรพูดจะเป็นจริง

    สาเพิ่งกลับถึงบ้าน เข้าห้องเปิดไฟแล้วต้องตกใจที่เห็นสมศักดิ์นั่งบนเตียงของตน สมศักดิ์เรียกร้องความสงสาร ลุกมาตัดพ้อสาว่าชอบหนีหน้าทั้งที่ตนเลิกงานก็รีบกลับมาหา...พูดไปแล้วชะงักกึก เพราะสำรวยโผล่ตามหลังสาเข้ามา

    “ฉันไปดูละครกับพี่รวยมา มันดึกแล้วเลยชวนเขาค้างเสียที่นี่”

    สมศักดิ์หน้าเจื่อน พูดอะไรไม่ถูกนอกจากเชิญแขกของสาพักผ่อนตามสบาย...พอเขาลับกายออกไป สำรวยก็รีบเตือนสาที่สีหน้าท่าทางกลัดกลุ้มอย่างหนัก

    “ท่องไว้แม่อุษา ท่องไว้ ต้นงิ้ว กระทะทองแดง...ต้นงิ้ว กระทะทองแดง”

    ooooooo

    เช้าขึ้นทุกคนนั่งกินข้าวด้วยกัน คุณหญิงโสภาหมองเศร้าแต่ยังฝืนยิ้มกับแขกของสาอย่างมีมารยาท

    “เมื่อคืนสาพาพี่สำรวยมาบ้านนี่เอง มิน่าหญิงได้ยินเสียงคนคุยกัน”

    สมศักดิ์สะดุ้งวาบ ถามหยั่งเชิงว่าคุณหญิงหลับไปแล้วไม่ใช่หรือ?

    “หลับแล้วค่ะ แต่หญิงตื่นขึ้นมาอีกทีตอนที่คุณสมศักดิ์ออกจากห้องไป” เธอพูดเรียบๆ แต่ทุกคนนิ่งอึ้ง มองหน้ากันไปมา พรสะใจเป็นบ้า ป้วนเปี้ยนปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ อยากรู้ว่าสมศักดิ์จะแก้ตัวยังไง

    “ผมได้ยินเสียงคนคุยกัน แปลกใจเลยลุกออกมาดู”

    สำรวยกับสารู้เต็มอกว่าสมศักดิ์โกหกแต่ก็ช่วยพยักพเยิดว่าพวกตนคงคุยกันเสียงดังจนปลุกสมศักดิ์ตื่นขึ้นมา

    “ได้ยินเสียงพี่ คงคิดว่าสาพาไอ้หนุ่มที่ไหนมากระมัง” สำรวยพูดจบก็หัวเราะนำ สากับสมศักดิ์เลยทำทีขำไปด้วย แต่คุณหญิงโสภารู้ว่าทุกคนโกหก หลังอาหารมื้อนั้นจึงหลบมาร้องไห้ที่ลานซักผ้า พรยังตามมาไล่บี้ว่าเป็นอย่างที่ตนบอกไหมล่ะ?

    “เขาก็บอกแล้วว่าได้ยินเสียงพี่สำรวยถึงออกมาดู พรไม่ได้ยินหรือไง” คุณหญิงโสภาตวัดเสียงใส่พรแล้วเดินหนีทันที พรไม่ได้ดังใจแทบจะกระชากผ้าลงมาทั้งราว

    “ฮึ่ย!! ผัวโกหกตำตายังจะเชื่อ คนอะไรวะ หน้าตาก็สวยดี...โง่อย่างกับควาย”

    ooooooo

    วันนี้คุณชายรวีช่วงโชติลูกของสาครบ 7 ขวบพอดี หม่อมพริ้มซึ่งเลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออกฐานะมารดาได้มอบสร้อยทองพร้อมล็อกเกตเป็นของขวัญ

    “ท่านพ่อทรงสั่งช่างทองทำไว้ตั้งแต่วันแรกที่ชายเกิด ตั้งพระทัยจะประทานให้ชายตอนโต แต่เสียดายท่าน...” หม่อมพริ้มสะเทือนใจจนไม่อาจพูดออกมา หยิบสร้อยนั้นคล้องคอให้เด็กชายพร้อมอธิบาย “ท่านพ่อทำสร้อยแบบนี้ประทานให้กับลูกทุกๆคน ชายต้องเก็บรักษาให้ดีนะลูก เมื่อไหร่ที่เห็นสร้อยเส้นนี้ จะได้เตือนใจให้ระลึกถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของสกุลรวีวารที่ชายจะต้องเทิดทูนรักษาสืบไป”

    “ค่ะ หม่อมแม่” เด็กชายรับคำแล้วเดินตามหม่อมพริ้มลงมาหน้าตึก โดยมีหวนถือกระเป๋านักเรียนรั้งท้าย

    “ชิดมาพอดี คุณชายเสร็จแล้วนะ”

    “ครับหม่อม...ไปโรงเรียนเลยนะครับคุณชาย”

    “จ้ะ น้าชิด”

    หวนส่งกระเป๋าให้ชิด ชายรวีแย้มยิ้มกับหวนและพูดอย่างไม่ถือตัว

    “ขอบใจนะพี่หวน เอาไว้กลับจากโรงเรียนชายจะซื้อขนมมาฝากนะ”

    “ขอบพระเดชพระคุณค่ะคุณชาย”

    “ชายไปนะคะหม่อมแม่”

    ชายรวีเดินตามชิดไปขึ้นรถ หม่อมพริ้มมองตามด้วยความปลาบปลื้มในตัวลูกชาย หวนรู้สึกเช่นเดียวกัน ชื่นชมว่าคุณชายน่ารักเหลือเกิน

    “ชายรวีว่านอนสอนง่าย ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยทำให้ข้าหนักใจเลยสักวันเดียว”

    “ทั้งกิริยามารยาท น้ำจิตน้ำใจเธองามพร้อมไปเสียทุกอย่าง ใครจะไปนึกว่าคนเลวๆอย่างอีสามันจะมี...” หม่อมพริ้มหันขวับมาจ้องด้วยสายตาคมกริบน่ากลัวจนหวนไม่กล้าพูดอะไรต่อ นอกจากขอประทานโทษ

    “ชายรวีคือลูกของข้า คือทายาทของรวีวาร เอ็งจำไว้ให้ขึ้นใจ แล้วอย่าได้พูดพล่อยๆอย่างนี้อีก ไม่อย่างนั้น เอ็งก็จะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้...ชายรวีไม่ใช่เด็กเล็กๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เรื่องนี้สำคัญมากนะนังหวน เอ็งจำใส่หัวกบาลไว้ ข้าขอห้าม...ต่อแต่นี้ไปห้ามไม่ให้ใครพูดถึงอีสาอีกเป็นอันขาด ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังชายรวี”

    “เจ้าค่ะหม่อม”

    “ในชีวิตของชายรวีจะต้องไม่มีคนชื่ออีสา!” หม่อมพริ้มประกาศกร้าว สีหน้าและแววตาชิงชังสาอย่างที่สุด

    ooooooo

    ยามว่างงาน สามักมาดูละครกับสำรวยเป็น ประจำ...คืนนี้พอการแสดงจบลงสำรวยรีบบอกสาว่า

    “วันนี้พี่คงไปนอนค้างด้วยไม่ได้นะ พอดีญาติมาจากบ้านนอกต้องไปดูแลหน่อย”

    “ตามสบายเถอะพี่รวย ฉันชวนพี่ไปบ้านบ่อยๆ เกรงใจจะแย่”

    “ไม่เป็นไร ตอนเล่นละครพี่ก็ชอบเล่นเป็นทศกัณฐ์อยู่แล้ว แต่อย่าหาว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะแม่อุษาทำไมไม่มีคนรักใหม่ คุณสมศักดิ์แกจะได้ตัดอกตัดใจไปซะ”

    “แหมพี่ ชีวิตจริงไม่ใช่ละครนะคะ จะได้หาพระเอกกันได้ง่ายๆ”

    รถสามล้อผ่านมา สาให้สำรวยขึ้นไปก่อน ตัวเองรอไม่นานก็มีมาอีกคัน

    “ไปบางลำพูใช่ไหมครับ”

    “จ้ะ แต่ไม่ต้องรีบนะ ค่อยๆขี่ไป คืนนี้เดือนหงายฉันจะนั่งรถเล่นรับลมซะหน่อย”

    สาขึ้นนั่งสามล้อรับลมเรื่อยไปตามถนนราชดำเนิน แต่จู่ๆได้ยินเสียงเครื่องบินขับไล่ดังมา และดังมากขึ้นเรื่อยๆ สาแหงนหน้ามองแล้วเปรยเบาๆ

    “คืนนี้บินต่ำจัง”

    “ไม่ใช่เรือบินไอ้ยุ่นหรอกนะคุณ”

    “มันอยู่ตั้งบนฟ้า ดูออกเหรอว่าของใครเป็น ของใคร”

    “อ้าว...นี่ไม่รู้อะไร ทหารไอ้ยุ่นมันเคยสอนไว้ เสียงมันไม่เหมือนกัน ไอ้เสียงแบบนี้น่ะนะมันของพวกสัมพันธมิตร”

    พูดขาดคำ ระเบิดก็ลงตูมตรงตึกร้างข้างหน้า ทั้งฝุ่นทั้งไฟกระจาย สาตกใจเกาะรถสามล้อแน่น ส่วนคนขี่สามล้อหวาดกลัวสุดขีด ทิ้งรถวิ่งแน่บไม่คิดชีวิต สาร้องเรียกก็ไม่เหลียวหลัง

    ผู้คนบนถนนวิ่งหนีกันอุตลุด สายืนคว้าง เสียงไฟปะทุรถระเบิดอีกคัน สาวิ่งหนีตามคนอื่นๆไปยังซอยเล็กซอยน้อยข้างถนนราชดำเนิน โดยที่เสียงระเบิดและเสียงปืนที่มาจากเครื่องบินยังคงดังอย่างต่อเนื่อง

    แสงไฟแปลบปลาบลงมาจากท้องฟ้า ชาวบ้านวิ่งหนีกันอลหม่าน สาโดนชนเซไปชนกำแพงสังกะสีล้มลงข้อเท้าแพลง เธอแข็งใจลุกขึ้นเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง แต่เสื้อเกี่ยวตะปูขาดดังแควก

    “โอ๊ย...ทำไมมันซวยอย่างนี้”

    บ่นเสร็จ สากัดฟันเดินโขยกเขยกหลบไปในตรอกเล็กๆ มีไฟส่องจากเสาไม้ ถึงไม่สว่างมากแต่ไม่น่ากลัว สาใช้มือหนึ่งยันเกาะผนังไป อีกมือกุมเสื้อเอาไว้

    เสียงเครื่องบินยังแหวกอากาศหวีดๆมา สาลงนั่งใจสั่นไปหมด ยกมือไหว้ท่วมหัว

    “คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วยเถิด”

    ขาดคำไฟก็ดับพรึ่บ! สาสะดุ้งสุดตัวด้วยความกลัว มองรอบตัวมีแต่ความมืด จะลุกก็ลุกไม่ไหว

    และแล้วในความมืด...เสียงดนตรีไพเราะอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหนึ่ง สามองไปตามเสียง เห็นชายหนุ่มร่างสูง ผิวพรรณสะอาดสะอ้านแบบฝรั่ง หล่อเหลาราวกับเทพบุตรกำลังสีไวโอลิน ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มและมองมาทางสา ขณะเดียวกันก็ยังไม่หยุดบรรเลงเพลงไพเราะ

    เมื่อเล่นจบเพลง หนุ่มหล่อเดินเข้ามาเอ่ยกับสาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

    “คืนนี้พระจันทร์สวย เราน่าจะฟังเพลงมากกว่าฟังเสียงระเบิด”

    “เราเลือกไม่ได้นี่คะ”

    “เลือกได้สิครับ โลกมีทั้งมืดและสว่าง มีทั้งสวยงามและอัปลักษณ์ สุดแต่เราจะเลือกว่าจะมองเห็นอะไร อย่างเช่นในความมืดนี้ แทนที่จะเห็นกองขยะ ผมกลับมองเห็นคุณ”

    สาผ่อนคลายขึ้น รู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่มีอันตราย ถามเขาว่าพูดแบบนี้ชมตนใช่ไหม

    “แน่นอนที่สุดครับ ผมชื่อวิทย์ครับ ส่วนคุณ...”

    “ฉันชื่ออุษาค่ะ”

    สายิ้มบางๆ รู้สึกถูกชะตากับหนุ่มคนนี้ไม่น้อยเลย...ขณะเดียวกันที่บ้านเช่า คุณหญิงโสภากับสมศักดิ์กระวนกระวายเป็นห่วงสาที่ยังไม่กลับมา เพราะได้ข่าวว่าระเบิดลงแถวราชดำเนินและมีคนบาดเจ็บ

    “สาต้องผ่านตรงนั้นด้วย”

    “ป่านนี้ยังไม่กลับ...ผมจะออกไปดู” สมศักดิ์ผลุนผลันออกไป...

    เวลานั้น สากับวิทย์นั่งคุยกันใต้แสงจันทร์ สามองไวโอลินอย่างสนใจ เดาว่าเขาเป็นนักดนตรี

    “ผมเล่นอยู่ในโรงละครที่คุณอุษาไปดูบ่อยๆนั่นล่ะครับ ผมแอบมองคุณอุษามาตั้งนานแล้ว วันนี้ถือว่าผมโชคดีมากที่ได้รู้จักคุณอุษา”

    “วันนี้เป็นวันโชคดีของคุณหรือคะ”

    “ครับ ทุกอย่างก็แล้วแต่เราจะเลือกมอง”

    ทันใดนั้นไฟถนนสว่างขึ้นมา สารีบขยุ้มเสื้อที่ขาดตรงหัวไหล่เห็นผิวขาวนวล วิทย์รู้ตัวรีบหลบตาและเอ่ยอย่างสุภาพว่า

    “ขอประทานโทษครับ”

    วิทย์หันหลังให้ ถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกเหลือแต่เสื้อกล้ามตัวใน แล้วหันมาพูดกับสา

    “ถ้าคุณอุษาไม่รังเกียจ”

    เมื่อสาไม่ปฏิเสธ วิทย์จึงเอาเสื้อคลุมไหล่เธออย่างนุ่มนวล มือไม่ได้แตะตัวเธอสักนิดเดียว ไม่มีความเร่าร้อน มีแต่ความสุภาพอ่อนหวาน สาไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างนี้จากผู้ชายคนไหน รู้สึกตัวพองราวกับเป็นเจ้าหญิง

    “ดึกมากแล้ว กลับบ้านกันเถอะครับ ผมจะไปส่ง”

    สาลุกแทบไม่ไหวเพราะขาแพลง วิทย์ช่วยประคอง ก่อนจะมองไปเห็นจักรยานที่ชาวบ้านจอดทิ้งไว้ตอนวิ่งหนีระเบิด เขาพาเธอซ้อนท้ายจักรยานไปตามถนนที่ปราศจากผู้คนสัญจร พร้อมขับกล่อมเสียงเพลงไปเรื่อยอย่างมีความสุข

    ooooooo

    สมศักดิ์หายออกจากบ้านไปพักใหญ่ก่อนจะกลับมาในสภาพเหนื่อยอ่อน คุณหญิงโสภาที่รอคอยอย่างกระวนกระวายรีบเข้ามาซักถามเขาว่าเจอสาไหม?

    “ผมเดินหาหลายรอบแล้วไม่เจอเลย คนก็กลัวหนีกลับบ้านกันหมดแล้ว ถนนเงียบอย่างกับเมืองร้าง”

    “แล้วคนเจ็บล่ะคะ”

    “คนเจ็บเขาเอาไปที่ศิริราช ผมไปดูมาแล้วไม่มี”

    ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างหนักใจ พรที่เกาะติดสถานการณ์ก็พลอยเงียบไปด้วย

    ทันใดมีเสียงกระดิ่งจักรยานดังกรุ๊งกริ๊งพร้อมกับเสียงร้องเพลงประสานก้องกังวาน ทุกคนในบ้านมองหน้ากันแปลกใจ กระทั่งได้ยินเสียงผู้หญิงบอกให้จอดรถเพราะถึงบ้านตนแล้ว พรก็พูดโพล่งว่า

    “นั่นเสียงคุณสานี่คะ”

    สมศักดิ์โกรธจัดกำมือแน่น คุณหญิงโสภาเห็นเต็มตา ใจไม่ดีขึ้นมาครามครัน!

    วิทย์จอดจักรยานหน้าบ้านพลางพูดหยอกเย้าคนซ้อนท้ายอย่างอารมณ์ดี “เชิญครับเจ้าหญิง”

    สาหย่อนตัวลงมา พอเท้าเหยียบถึงพื้นก็ซวนเซ วิทย์เข้าประคองอย่างห่วงใย แต่เธอบอกไม่เป็นไรไม่เจ็บเท่าไหร่แล้ว

    “คุณคงเดินเข้าบ้านไม่ไหว ให้ผมไปส่งไหมครับ”

    “ไม่ต้อง! คนของผม ผมดูแลเองได้” สมศักดิ์ปรากฏตัวพร้อมใบหน้าบึ้งตึง เดินมาคว้าแขนสา เห็นเสื้อเชิ้ตผู้ชายคลุมไหล่ก็ยิ่งโกรธ กระชากเสียงถามว่าไปทำอะไรมา แถมรั้งสาจะให้เข้าบ้าน แต่สาขืนตัวไว้ วิทย์เห็นท่าไม่ดีรีบบอกลา

    “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

    สาตัดสินใจในนาทีนั้นคว้าแขนวิทย์ไว้ คิดจะใช้เขาแก้เผ็ดสมศักดิ์ จีบปากพูดอ่อนหวาน

    “เข้าไปในบ้านก่อนนะคะคุณวิทย์ ฉันอยากให้คุณรู้จักกับคุณหญิงโสภาเจ้านายของฉัน และคุณสมศักดิ์สามีของเธอ”

    สมศักดิ์มองสาตาวาววับด้วยความโกรธและหึงหวง สารับรู้แต่ไม่สนใจ จ้องตอบเขาอย่างท้าทายแล้วพาวิทย์เข้าบ้านไป

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก

    "มุก" จูบ "เก้า" เม้าท์ทูเม้าท์ ดีไซน์สุดฮาท่าโดนไฟช็อตใน "บ้านสาวโสด" ตอนแรก
    27 ก.ย. 2563

    23:30 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 23:48 น.