ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    อีสา-รวีช่วงโชติ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เพราะรักคุณหญิงโสภาและไม่ต้องการทำให้เธอขุ่นข้องหมองใจ อันเนื่องมาจากระยะนี้สมศักดิ์เริ่มรุกเร้าพยายามจะเข้าหาเธอหลายครั้ง สาจึงตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางไปเล่นละครเร่กับคณะของนายพัน

    แต่ไม่ทันออกจากบ้าน สาต้องชะงักตรงหน้าห้องเมื่อพบว่าสมศักดิ์มาดักรอและพูดขึงขังว่า ถ้าเธอไปจากบ้านนี้ เขาก็จะไปเหมือนกัน แต่ถ้าเธออยู่ เขาก็อยู่...

    “คุณจะไป คุณจะทิ้งคุณหญิง...อย่ามาขู่ฉัน หน่อยเลย”

    “ลองดูไหมล่ะ”

    “ถ้าคุณทำ คุณก็เลวบัดซบที่สุด”

    “งั้นก็อย่าบังคับให้ผมต้องเลว”

    “นี่คุณสมศักดิ์ คุณทำแบบนี้ทำไม”

    “เพราะผมอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีคุณ...ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู”

    สากับสมศักดิ์ประสานสายตาวัดใจกัน แต่แววตา สมศักดิ์แน่วแน่มากจนสาไม่กล้าดึงดันเพราะเป็นห่วง คุณหญิงโสภา และที่สุดก็ต้องไปขอโทษขอโพยนายพัน ที่กำลังให้ชาวคณะขนอุปกรณ์การแสดงละครเตรียม ตัวเดินทาง

    นายพันฉุนเฉียวไม่พอใจเพราะเจ้าภาพเจาะจงมาว่าอยากดูสารำเป็นรจนา ซึ่งตนก็รับปากเขาไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ ถ้าครั้งนี้สาไม่ไปก็ไม่ต้องมาเล่นละครด้วยกันอีกเลย

    สาหน้าเสียและไม่ชอบใจที่นายพันไล่อย่างไม่เหลือเยื่อใย แต่ไม่ทันพูดอะไร สำรวยเดินเข้ามาทะลุกลางปล้องพอดี

    “นายพัน...นายโรงใช่ไหมจ๊ะ”

    “ทำไม...มีอะไร”

    “ฉันไปดักรอที่วัดแต่ไม่เจอ เลยตามมาที่นี่... หล่อนชื่อแม่อุษาใช่ไหมจ๊ะ ฉันน่ะตามดูหล่อนมาหลายหนแล้ว รำสวยเหลือเกิน”

    “ถ้าจะมาว่าฉันไปรำล่ะก็ เสียใจด้วยนะ เพราะว่าฉันน่ะไม่อยู่ที่นี่แล้ว” พูดจบสาสะบัดหน้าเดินออกไป นายพันโมโหร้องด่าไล่หลัง

    “เออ จะไปไหนไปเลย ไสหัวไป อย่าได้กลับมาอีกนะมึง อีสา”

    สำรวยเลิ่กลั่กแล้ววิ่งตามไปประชิดตัวสาที่ยังกระฟัดกระเฟียดเคืองนายพันไม่หาย

    “ฉันบอกแล้วไง ฉันไม่เล่นกับน้าพันแกแล้ว”

    “ฉันไม่สนใจนายพันหรอก ฉันสนใจแม่อุษา”

    “สนใจฉัน?”

    “จ้ะ ฉันชื่อสำรวยนะ ฉันน่ะเฝ้าดูแม่อุษามาตั้ง เป็นเดือนแล้ว พูดตรงๆว่าไม่เคยเห็นนางละครคนไหนเพียบพร้อมแบบแม่อุษาเลย รูปก็งาม รำก็สวย เสียงก็เพราะ”

    สามองสำรวจสำรวยที่แต่งตัวและวางท่าคล้ายผู้ชายก็ชักระแวง

    “ฉันไม่อ้อมค้อมละนะ ที่มาหาแม่อุษาวันนี้เพราะกะว่าจะชวนไปอยู่ด้วยกัน”

    “หา! อะไรนะ” สาอุทานหน้าตาตื่น

    “จริงๆนะ ฉันน่ะถูกใจแม่อุษาตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งโอกาสมันประจวบเหมาะแบบนี้ฉันยิ่งแน่ใจว่าฟ้าส่งแม่อุษามาให้ฉัน”

    ฟังแล้วสายิ่งระแวง แต่อีกครู่ต่อมากลายเป็นหัวเราะขำขันกันไปทั้งคู่ เมื่อรู้ความจริงจากสำรวย

    “ฉันน่ะเกือบจะวิ่งหนีแล้วนะ เห็นพี่สำรวยแต่งตัว ทำท่าทำทางเหมือนผู้ชาย ก็ดันไพล่ไปคิดว่าพี่สำรวยเป็นพวกผู้หญิงที่อยากเป็นผู้ชาย”

    “โอ๊ย พี่ไม่ใช่พวก...เล่นเพื่อน...แต่อย่างว่า พี่เล่นละครเป็นตัวพระ แต่งตัวทำท่าทำทางเป็นผู้ชายทุกวันจนมันชิน หลายปีเข้ามันก็ติดมาไม่รู้ตัว”

    “คณะละครของพี่แต่งตัวกันแบบนี้เลยเหรอจ๊ะ ไม่ใส่เครื่องรำหรอกหรือ”

    “คณะของพี่ไม่ใช่ละครรำ มันเป็นละครร้องสลับพูดแบบสมัยใหม่ แม่อุษาลองไปดูไหมล่ะ เผื่อจะสนใจจะได้ไปเล่นด้วยกัน”

    สาตื่นเต้นตาวาว ตามสำรวยไปถึงโรงละครเปรม–ปรีดา เป็นช่วงเวลาที่ยังไม่เริ่มแสดง บรรยากาศภายในห้องค่อนข้างมืดเพราะผนังทึบ มีเก้าอี้ตั้งเรียงเป็นแถวสำหรับคนดู เวทียกพื้นมีม่านผ้ากำมะหยี่สีแดงคร่ำเป็นฉากหลัง

    “โอ้โห ใหญ่โตโอ่อ่าขนาดนี้เลยหรือ คนมาดูเต็มทั้งโรงนี่เลยเหรอพี่รวย”

    “งั้นสิ แม่อุษาไม่เคยมาใช่ไหมล่ะ ตามมาสิ พี่จะพาไปดูข้างใน”

    สำรวยพาสาเดินไปที่ห้องด้านหลังและพบหญิง สาวท่าทางทะมัดทะแมงหน้าตาคมคายคนหนึ่ง ตัด ผมสั้นแบบสำรวย นั่งไขว่ห้างท่าทางผึ่งผายอ่านหนังสือพิมพ์อยู่

    “อ้าว...พี่สำรวย นั่นพาใครมา หน้าตาจิ้มลิ้ม”

    “แม่อุษา นางเอกละครชาตรีที่พี่เล่าให้สมัยฟังยังไงล่ะ”

    สมัยลุกเดินเข้ามาหา...สำรวยรีบแนะนำ

    “แม่อุษา...นี่แม่สมัย เขารับบทเป็นพระเอกของ คณะเคยได้ยินชื่อไหม เขาดังนะ สาวแก่แม่ม่ายติดกันให้เกรียว”

    สายกมือไหว้พร้อมส่งยิ้ม สมัยยิ้มรับและพูดอย่างอารมณ์ดี

    “ดังอะไร...สู้พี่รวยตอนสาวๆไม่ได้หรอก ตอนสมัยพี่รวยเป็นพระเอกน่ะ เห็นเขาว่ามีคนถอดแหวนเพชรออกจากนิ้วให้เป็นรางวัลเลยนะ”

    “นั่นมันหลายปีดีดักมาแล้ว...ตอนนี้พี่มาเล่นบทพ่อแล้ว คนที่ดังจริงๆตอนนี้ล่ะก็ มันต้องคนโน้นแน่ะ”

    สำรวยพยักพเยิดไปด้านในซึ่งมีสาวสวยกำลังยีผมของเธอเพื่อจะเกล้าเป็นมวยสูงแบบล้านนา สามองไปอย่างตื่นเต้น ถามเบาๆว่านั่นนางเอกใช่ไหมจ๊ะ สำรวยพยักหน้าก่อนตอบเสียงเบาเช่นกันว่า

    “เขาชื่อแม่สายสวาท แต่อย่าไปทักเขาล่ะเวลาแต่งตัวเขาไม่ชอบให้ใครกวนใจ เดี๋ยวเขาจะเพ้ยเอา”

    “ฉันได้ยินนะ” เสียงนางเอกสายสวาทแหวขึ้นมา สมัยถึงกับหัวเราะฮึๆ เปรยกับสำรวยว่าตอนบอกบทไม่ยักหูดีอย่างนี้

    แค่นั้นเองเป็นเรื่องทันที! สายสวาทหันขวับมาตาเขียวใส่สาที่อมยิ้มไปกับสมัยและสำรวย

    “ขันอะไรยะหล่อน”

    สาหุบยิ้ม หน้าเสีย สำรวยรีบออกรับแทน “ก็พูดเล่นกันไปตามประสา ไม่มีอะไรหรอกน่ะแม่สาย”

    “สายสวาท!” เธอเน้นย้ำแล้วหันมองสาอย่างไม่ถูกชะตา “ข้างหลังนี่มันห้องแต่งตัว คนนอกห้ามเข้าแล้วหล่อนเป็นใคร เข้ามาทำไม”

    “เขาชื่ออุษา ฉันพาเขามาหาคุณเชื้อ”

    สาทำหน้างงๆ สมัยจึงขยายความว่าคุณเชื้อเป็นคนเขียนบทละครที่โรงนี้ และเป็นคนกำกับเองด้วย...พอสายสวาทซักไซ้สาว่ามาหาคุณเชื้อทำไม สำรวยชิงตอบแทน

    “แม่อุษาเขาเป็นนางละครมาก่อน ฉันเลยชวนให้เขามาเล่นที่นี่”

    สายสวาทมองสาหัวจดเท้าก่อนตอบเสียงเขียวว่าไม่รับ กลับไปซะ...

    คำตอบของสายสวาททำให้สำรวยกับสมัยสบตากันอย่างหนักใจ แล้วพาสากลับออกมาพลางบอกข้อมูลเพิ่มเติมว่าคุณเชื้อเป็นคนเขียนบท เป็นผู้กำกับ แล้วก็เป็นผัวของสายสวาทด้วย

    “แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน ฉันจะมาเล่นละคร ไม่ได้จะมาแย่งผัวใคร”

    “แม่อุษาสวยเกินไปละมั้ง แม่สายสวาทหล่อนขี้หึงจะตายไป”

    “มาเสียเที่ยวแท้ๆ งั้นฉันกลับก่อนนะพี่รวย”

    “เดี๋ยวก่อนสิ ไหนๆก็มาถึงนี่จะไม่อยู่รอดูละครเชียวรึ อีกประเดี๋ยวก็จะเล่นแล้ว อยู่ดูเป็นขวัญตาสักหน่อยสิ”

    สาชะงัก สองจิตสองใจ

    ooooooo

    บ่ายวันเดียวกัน สมศักดิ์กลับเข้าบ้านด้วยท่าทีกระปรี้กระเปร่าสีหน้าแช่มชื่นแจ่มใส ร้องเรียกคุณหญิงกับสาเพื่อจะบอกข่าวดี แต่พอเห็นคุณหญิงคนเดียวก็เจื่อนไปนิด ไม่อยากตอบคำถามเธอสักเท่าไหร่

    “ข่าวดีอะไรคะ”

    “ฟังพร้อมๆกันดีกว่า คุณสาล่ะ”

    “สาออกไปตั้งแต่สายๆ ยังไม่กลับเลยค่ะ สาขอออกไปบอกลาคณะละคร หญิงเห็นว่าก็สมควรจะไปบอกเขาเลยให้ไป แล้วสาก็หายไปเลยค่ะ”

    “หรือว่าจะแอบหนีไป”

    “ไปกับพวกละครเร่น่ะหรือคะ”

    “เดี๋ยวผมไปดูเอง”

    สมศักดิ์ขัดใจ คว้าหมวกเดินผลุนผลันออกไป คุณหญิงโสภามองตามอย่างกังวล...ฝ่ายสาก็กังวลอยู่เหมือนกัน หลังจากตัดสินใจอยู่ดูละครเรื่องสาวเครือฟ้าตามคำชวนของสำรวย

    คิดมาคิดไปสาเป็นห่วงคุณหญิงโสภา เพราะกว่าละครจะเลิกก็มืดค่ำ จึงบอกตัวเองว่าวันหลังค่อยมาดูดีกว่า แต่พอจะเดินออกไป มีหญิงสาวคนหนึ่งรีบร้อนเหมือนหนีอะไรมา วิ่งเข้ามาชนสาอย่างแรงจนเซล้มลงไปทั้งคู่

    “ว้าย! อะไรกันนี่ เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ” สาโวย

    “ขอโทษเถอะจ้ะ ฉันกำลังรีบ”

    ชายหนุ่มวัยเดียวกันวิ่งตามมาหน้าตาตื่น รุกเร่งหญิงคนนั้น

    “แม่วรรณา ไม่มีเวลาร่ำลาแล้ว คนของพ่อแม่ของหล่อนตามมาที่นี่แล้ว”

    หญิงรับรู้ด้วยท่าทีร้อนรนแล้วยกมือไหว้สา “คุณจ๊ะ ฉันขอแรงหน่อยเถอะ ช่วยเข้าไปในโรงละครบอกคุณเชื้อผู้กำกับว่าวรรณาต้องไปต่างจังหวัด คงมาเล่นละครไม่ได้แล้ว ฉันฝากบอกแกให้ได้นะจ๊ะ”

    ขาดคำของวรรณา ผู้ชายก็ลากเธอวิ่งหนีไปอีกทาง ทิ้งให้สายืนงง พยายามจับต้นชนปลายก่อนจะเข้าไปยังห้องแต่งตัวด้านหลัง

    ในห้องนั้นทุกตัวละครแต่งตัวเสร็จแล้ว สายสวาทแต่งเป็นสาวเครือฟ้า สมัยใส่ชุดร้อยตรีพร้อม สำรวยนุ่งโจงกับเสื้อราชปะแตนหวีผมเรียบแปล้ ส่วนคุณเชื้อชายวัย 35 ปี ใส่กางเกงแบบฝรั่ง...ทุกคนรวมตัวกันฟังเรื่องราวที่สามาบอก

    “อะไรนะ แม่วรรณาหนีไป” เชื้ออุทานเสียงหลง

    “หนีตามผู้ชายค่ะ ถ้าจะพูดให้ถูก” สายสวาทเสริมขึ้นอย่างหยันๆ

    “เห็นเขาเล่าว่าแม่เลี้ยงจะบังคับให้ไปเป็นน้อยคุณหลวงแก่ๆคนไหนสักคน แม่วรรณามีคนรักอยู่แล้ว เขาเลยต้องไป...น่าสงสาร”

    “สงสารตัวเองก่อนเถอะพี่รวย ทีนี้จะยังไงกันล่ะคุณเชื้อ ใครจะเล่นแทนวรรณา บทสำคัญเสียด้วย”

    พลันเสียงออดดังขึ้น เด็กโรงละครโผล่หน้าเข้ามาบอกคุณเชื้อว่าจะเปิดม่านแล้ว เชื้อหัวเสียถึงกับปาบทลงกับโต๊ะ ตะโกนลั่น

    “ยังเปิดไม่ได้โว้ย คนเล่นหายไปคนนึง”

    สำรวยได้โอกาสดันสาออกมายืนกลางวง “นี่ไงคุณเชื้อ ให้สาเล่นแก้ขัดไปก่อน สาเคยเป็นนางละครมาก่อนนะ เล่นเก่งด้วย”

    “มันไม่ใช่ละครรำนะแม่สำรวย บทเบิดก็ไม่ได้ท่อง จะเล่นได้ยังไง”

    “ฉากแรกมันมีไม่กี่คำเอง มันไปหนักเอาฉากหลังๆ ให้แม่อุษาเขาค่อยๆท่องไปก็ได้นี่คุณเชื้อ ยังไงก็ดีกว่าคืนตั๋วนะ”

    คุณเชื้อมองหน้าสาอย่างชั่งใจ...แต่เมื่อไม่มีทางเลือกก็จำต้องมอบบทจำปาให้สาเล่น สำรวยกับสมัยช่วยกันแต่งตัวแต่งหน้าให้สา โดยมีเชื้อถือบทคอยบอกอยู่ข้างๆ สายสวาทหน้านิ่วอย่างไม่ค่อยศรัทธา

    “บทของเธอคือคุณจำปา ภรรยาของร้อยตรีพร้อม เธอเป็นลูกผู้ดีมีตระกูล พ่อแม่เธอจับให้แต่งงานกับร้อยตรีพร้อม แล้วเธอก็ตามเขามาที่เชียงใหม่ ถึงได้มาเจอกับสาวเครือฟ้า...จำได้ไหม”

    “ค่ะ” สารับคำและพยายามจดจำข้อมูลนั้น

    “ฉากแรกมีบทพูดแค่ไม่กี่คำ ไม่มีบทร้องเธอจะทำได้ไหมนี่ เฮ้อ ให้ตายเถอะแม่อุษา ชื่อเสียงที่ฉันสร้างมาทั้งชีวิต ฉันฝากไว้ที่เธอคนเดียวเลยนะวันนี้”

    “ไม่ต้องห่วงน่า แม่อุษาต้องทำได้...ฉันเชื่อ” สำรวยให้กำลังใจคุณเชื้อและสาไปพร้อมกัน

    ถึงเวลา...สาสูดลมหายใจเข้าปอด พยายามระงับความตื่นเต้น ค่อยๆเดินออกไปหน้าเวที แต่แล้วแสงไฟที่สาดส่องและคนดูที่นั่งเต็มโรง ทำให้สาประหม่าจนยืนนิ่ง

    บรรดาคนดูพากันมองสา แปลกใจเพราะไม่คุ้นหน้า แล้วซุบซิบว่าใครกัน ไม่ใช่วรรณา แต่สวยจัง สวยเหลือเกิน...

    สำรวยกับเชื้อที่แอบดูจากหลืบฝั่งตรงข้ามเห็นสายืนนิ่งก็หน้าเสีย สำรวยลุ้นตัวโก่ง...สานิ่งเหมือนอยู่ในภวังค์ คิดถึงคำพูดของหม่อมนิ่มกับหม่อมน้อยที่ว่าสาจะได้ดีเพราะการรำ นาทีนั้นเองสมัยซึ่งรับบทพระเอกส่งเสียงกระแอมและช่วยพูดนอกบทเพื่อแก้สถานการณ์

    “แม่จำปาว่าอย่างไร มาแล้วทำไมไม่พูดไม่จา”

    สาได้สติ ปั้นยิ้มหวาน พูดนอกบทโต้ตอบกับสมัยด้วยไหวพริบ

    “แหม...คุณพี่ขา หน้าตาอิฉันเปลี่ยนไปขนาดคนดูยังจำไม่ได้ คุณพี่ยังจำอิฉันได้อีกหรือเจ้าคะ”

    คนดูชอบใจฮาครืนทั้งโรง สำรวยกับคุณเชื้อยิ้มขำ สาเล่นตามบทต่อไปอย่างคล่องแคล่ว วิญญาณศิลปินของนางรำกลับมาเต็มตัว เล่นรับส่งกับสมัยได้ดีมากจนได้รับเสียงปรบมือจากคนดูเกรียวกราว

    ooooooo

    ที่บ้านเช่า คุณหญิงโสภากลุ้มใจที่ดึกดื่นแล้วสายังไม่กลับ เธออุ้มโสภิตกล่อมนอนพลางชะเง้อชะแง้รอคอย สักพักเห็นสมศักดิ์เดินหน้ามุ่ยเข้าบ้านมา จึงรีบวางโสภิตลงที่เบาะแล้วถลาไปถามเขาว่าเจอ สาไหม?

    สมศักดิ์ส่ายหน้า ลงนั่งท่าทางเหนื่อยล้า ตอบคำถามเธอว่าพวกละครเร่ไปอยุธยากันหมดทั้งคณะ ไม่มีใครอยู่บ้านเลย

    “แล้วสาล่ะคะ ไปกับเขาด้วยหรือเปล่า”

    “ไม่รู้เหมือนกัน”

    “สาจะทิ้งหญิงไปจริงๆหรือ หญิงไม่อยากเชื่อเลย” น้ำเสียงและสีหน้าคุณหญิงไม่สู้ดีจนสมศักดิ์ต้องปลุกปลอบ

    “ใจเย็นๆก่อนครับ สาอาจจะไม่ได้ไปกับพวกนั้นก็ได้”

    “แต่นี่มันค่ำมืดแล้วนะคะ สาจะหายไปไหนได้ หรือว่าสาจะเป็นอะไรไป หญิงไม่น่าเลย หญิงไม่น่าปล่อยให้สาไปไหนมาไหนคนเดียวเลย ถ้าสาเป็นอะไรไป หญิงจะทำยังไง หญิงจะอยู่ยังไง”

    คุณหญิงโสภายิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนจะร้องไห้ สมศักดิ์รับรู้ได้ถึงความรักที่เธอมีต่อสา

    “ถ้าคุณสารู้ว่าคุณหญิงรักมากขนาดนี้ เธอคงไม่ไปไหนหรอกครับ”

    “สาต้องรู้สิคะ ก็มีแต่สาที่ตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกันกับหญิง สาเป็นเหมือนพี่ เหมือนเพื่อน ทั้งชีวิตของหญิงก็มีสาอยู่คนเดียวในโลกนี้ ถ้าสาเป็นอะไรไปเพราะหญิง หญิงคงทนไม่ได้”

    สมศักดิ์ดึงคุณหญิงโสภามากอดปลอบ แววตาครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

    ooooooo

    เป็นอันว่าการแสดงละครในโรงครั้งแรกของสาสร้างความประทับใจให้ผู้ชมอย่างถ้วนทั่ว หลายคนถึงกับชื่นชมว่าเธอแสดงดีกว่าวรรณาเสียอีก

    เหตุนี้เองทำให้คุณเชื้อปลาบปลื้ม ชมสาในช่วงเวลาพักครึ่งว่ายอดเยี่ยม แสดงได้ดีเกินคาดจริงๆ สำรวยก็อวยสาด้วยเช่นกัน ยกเว้นสายสวาทที่ออกอาการหมั่นไส้ กระแทกเสียงว่า

    “วุ้ย พูดแค่สี่ห้าคำเท่านั้นเองนี่คะ ฉากหลังๆน่ะยากนะ จะเล่นได้หรือเปล่า”

    “ฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ”

    “ขอให้ดีอย่างว่าทีเถอะ แล้วฉันจะให้แม่อุษาเล่นเป็นตัวประจำของวีคนี้เลย”

    ขณะที่สามุ่งมั่นตั้งใจแสดงละครจนลืมเวลา คุณหญิงโสภากำลังกระวนกระวายอย่างหนัก พอๆกับสมศักดิ์ก็นั่งไม่ติดเหมือนกัน

    “นี่มันห้าทุ่มเข้าไปแล้ว ทำอะไรสักอย่างเถอะค่ะคุณสมศักดิ์”

    “รออีกสักครู่ ถ้ายังไม่กลับผมจะไปแจ้งตำรวจ”

    “ตำรวจ!? แต่คุณยังมีคดีติดตัว ถ้าเขาจับคุณไป...”

    “ถึงคราวจำเป็นมันก็ต้องเสี่ยง คุณหญิงห่วงคุณสามากไม่ใช่เหรอ”

    “แต่หญิงก็ห่วงคุณด้วยนะคะ คุณสมศักดิ์กับสาก็เหมือนหัวใจของหญิงคนละครึ่ง หญิงขาดใครคนใดคนหนึ่งคงไม่ได้”

    สมศักดิ์มองคุณหญิงโสภา ประทับใจในความภักดีของเธอ...ทันใดเสียงหมาข้างบ้านเห่า ทั้งสองสะดุ้งรีบลุกไปหน้าบ้าน เห็นสาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแช่มชื่น

    “สาไปไหนมา หญิงเป็นห่วงแทบแย่รู้ไหม”

    “สาขอโทษค่ะ สาไม่ได้ตั้งใจ...สามีข่าวดีจะบอกค่ะ”

    “ข่าวดี...ข่าวดีคืออะไร” สมศักดิ์ถามด้วยความระแวง สามีความสุขไม่ทันได้คิดอะไร ยิ้มให้เขาอย่างสดใส

    “ฉันได้งานใหม่แล้วค่ะ...สาได้เล่นละครที่โรงละครเปรมปรีดา โรงละครโก้เลยนะคะ ได้เงินมากกว่าเดิม แล้วก็ไม่ต้องร่อนเร่ไปไหนด้วยค่ะคุณหญิง”

    “หญิงดีใจด้วยนะสา หญิงรู้ว่าสาชอบเล่นละคร หญิงดีใจด้วยจริงๆ เออจริงสิ วันนี้คุณสมศักดิ์ก็มีข่าวดีเหมือนกันนี่คะ”

    “ผมก็ได้งานทำแล้วเหมือนกัน เงินเดือนดีด้วย ต่อจากนี้ไปเราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองอีกแล้ว”

    “ดีจังค่ะ คุณทำงานกลางวัน ฉันทำงานกลางคืน ผลัดกันดูแลคุณหญิง คุณหญิงจะได้ไม่เหงา”

    คุณหญิงโสภาจับมือสาและสมศักดิ์ มองทั้งสองคนด้วยสายตาฉ่ำสุข

    “จะว่าไป...หญิงคือคนที่โชคดีที่สุด ที่ได้อยู่กับคนที่หญิงรัก แล้วก็รักหญิงทั้งสองคน ถือว่าเป็นข่าวดีของหญิงเหมือนกันนะ”

    สมศักดิ์โอบคุณหญิงโสภาพลางแอบส่งยิ้มให้สา แต่อีกฝ่ายรีบหลบสายตา ซ่อนความรู้สึกของตนเอง

    ooooooo

    หลังจากวันนั้น สาไปเล่นละครที่โรงเปรมปรีดาทุกวัน เธอเล่นได้ดีทุกบทบาทจนได้รับคำชมอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคืนหนึ่งมีท่านชายสืบสายกับหม่อมอาบมาดู ทั้งคู่ชื่นชมเธอมากจึงสอบถามคนดูที่นั่งถัดไปและทราบว่าเธอชื่ออุษา

    หลังละครเลิกในคืนนี้ คุณเชื้อเข้ามาประกาศในห้องแต่งตัวเสียงดังฟังชัดว่า

    “ทุกคน...ฉันมีข่าวดีมาบอก ละครเรื่องสาวเครือฟ้าของเราเป็นที่โจษจันกันมาก ตั๋วขายเต็มหมดทุกรอบ ทางโรงละครเลยตัดสินใจให้แสดงต่อไปอีกสองวีค”

    “ต๊ายตาย...ถ้าคนดูติดใจกันไม่เลิกไม่ราแบบนี้ ฉันมิต้องเป็นสาวเครือฟ้าไปตลอดหรือนี่”

    พูดแล้วสายสวาทหัวเราะคิกคักหลงตัวเอง คุณเชื้อกระแอมกระไอก่อนเอ่ยต่อไป

    “แล้วฉันก็มีข่าวไม่สู้จะดีนักจะแจ้งอีกเรื่อง

    คือทางเจ้าของโรงละครอยากจะให้แม่อุษาเป็นสาวเครือ– ฟ้าคนใหม่”

    “เดี๋ยวก่อนคุณเชื้อ แล้วฉันล่ะคะ”

    “แม่สายสวาทเป็นนางเอกติดๆกันมาหลายเรื่องแล้ว เขากลัวคนดูจะเบื่อเลยอยากให้พัก หรือไม่ก็พลิกบทบาทมาลองเล่นเป็นตัวร้ายดูบ้างจ้ะ”

    สายสวาทร้องกรี๊ด กรีดร้องจนทุกคนตกอกตกใจไปตามกัน...

    เป็นอันว่าสาได้รับบทสาวเครือฟ้าอย่างเต็มภาคภูมิ เธอยินดีปรีดากลับไปบ้านในคืนนั้น โดยไม่รู้ว่าสมศักดิ์ยังไม่เข้านอน แต่แอบมองเธอทุกย่างก้าวเหมือนประสงค์บางอย่าง

    สาเหนื่อยล้ามาทั้งวัน พออาบน้ำเสร็จก็เข้านอนโดยลืมล็อกประตูห้อง ผ่านไปสักพักสมศักดิ์เดินมาวนเวียนหน้าห้องก่อนจะเปิดประตูอย่างแผ่วเบาแล้วก้าวย่างเข้ามาเปิดมุ้งดูสาที่หลับไหลบนเตียง

    สมศักดิ์สุดจะห้ามใจ ค่อยๆเอื้อมมือแตะแขนเธอ ...สาขยับเปลือกตารู้สึกตัว ลืมตาขึ้นช้าๆเสียงในใจดังอึงอล

    “อย่านะ...อย่า...คุณสมศักดิ์”

    สมศักดิ์หยุดมือตัวเองที่ลูบไล้แขนสาแล้วตัดใจลุกออกจากห้องไป เป็นจังหวะที่สาลุกพรวดขึ้นนั่งใจเต้นโครมคราม ลำดับเรื่องราวและคิดว่าเป็นความจริงไม่ใช่ความฝัน!

    เช้าขึ้นทั้งสามคนกินข้าวด้วยกัน สาไม่แม้แต่จะมองหน้าสมศักดิ์ สมศักดิ์เองก็ไม่ค่อยเงยหน้าเท่าไหร่นัก มีเพียงคุณหญิงโสภาซึ่งไม่รู้อะไร เอ่ยปากทำลายความเงียบขึ้นมา

    “เมื่อคืนสากลับดึกกว่าทุกคืนนะจ๊ะ กลับดึกแบบนี้ไม่ดีเลย หญิงเป็นห่วงจัง”

    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

    “เป็นสิ ยังไงสาก็เป็นผู้หญิง กลางค่ำกลางคืนอยู่นอกบ้านมันอันตราย”

    “เป็นผู้หญิงอยู่ในบ้านหรือนอกบ้านมันก็อันตรายทั้งนั้นล่ะค่ะ”

    สมศักดิ์ที่กำลังตักข้าวถึงชะงัก แน่ใจว่าสารู้ตัวว่าเขาเข้าไปหาเมื่อคืน

    “เมื่อคืนหญิงได้ยินคุณสมศักดิ์เดินเข้าเดินออก นอนไม่หลับหรือคะ”

    “ผมฝันน่ะครับ”

    “ฝันดีหรือฝันร้ายคะ”

    “ผมฝันว่าไปดูละครเรื่องพระอุณรุท ตอนกำลังจะอุ้มสมกับนางอุษา แต่บังเอิญว่าตื่นเสียก่อนเลยไม่ทันรู้ว่าต่อไปมันจะร้ายหรือดี”

    สาไม่ชอบใจในคำตอบของสมศักดิ์ แอบทำตาเขียวใส่เขาไม่ให้คุณหญิงเห็น

    ooooooo

    เช้าตรู่วันหนึ่ง รัฐบาลกระจายข่าวแก่ปวงชนชาวไทยว่ามีเหตุจำเป็นต้องให้ทางเดินทัพแก่ญี่ปุ่นที่ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา แต่มิได้ถือว่าไทยเป็นศัตรู...

    แต่กระนั้นสำหรับคนไทยก็ปั่นป่วนพอสมควร ต่างจับกลุ่มสนทนากันด้วยความอยากรู้อยากเห็นปนหวาดกลัวเมื่อเห็นรถบรรทุกทหารญี่ปุ่นมีอาวุธครบมือแล่นมาตามถนนในเขตชุมชน

    ในกลุ่มคน หวนถือตะกร้าจ่ายกับข้าวยืนปะปนอยู่ด้วยสีหน้าตื่นกลัว ถามชายสูงวัยคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ

    “น้าๆ นี่น่ะเหรอ ทหารญี่ปุ่น”

    “เออ เอ็งดูไว้เถอะ พวกทหารไอ้ยุ่นมันมาบุกบ้านเราแล้วโว้ย อีกหน่อยไอ้พวกทหารฝาหรั่งมันก็ตามมา เดี๋ยวได้รบกันสนุกล่ะวะ”

    หวนแตกตื่นตกใจ รีบกลับวังรวีวารเล่าเรื่องราวให้พวกพ้องในครัวฟัง จวนพลอยตื่นเต้นไปด้วย แทบสำลักน้ำที่คาปากอยู่

    “คุณพระ! นี่ไทยเราจะรบกับญี่ปุ่นเหรอวะ”

    “ไม่ใช่น้าจวน ญี่ปุ่นมันรบกะอังกิด”

    “อ้าว ก็มันมาบุกบ้านเรา”

    “ไม่ใช่ เขามาขอผ่านไปเฉยๆ”

    “ผ่านไปไหน ไปไอ้อังกิดน่ะเรอะ”

    “ไม่ใช่ เอ๊ะ รึใช่...ว่าแต่ว่าไอ้อังกิดนี่มันอยู่ตรงไหนล่ะ” หวนพูดเองงงเอง คนอื่นๆพากันส่ายหน้า แต่จวนพูดโพล่งว่า

    “โฮ้ย...มันคงอยู่แถวๆนี้ล่ะวะ ไม่งั้นพวกไอ้ยุ่นมันจะมาเดินผ่านบ้านเราทำไมจริงไหมล่ะ”

    ทุกคนพยักหน้าหงึกๆ เชื่อว่าคงจะจริงอย่างที่ จวนพูด...

    ooooooo

    วันรุ่งขึ้น หม่อมพริ้มต้อนรับท่านชายสืบสายที่แวะมาเยี่ยมเยียนด้วยความห่วงใย และมีการพูดคุยกันถึงเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น

    “เท่ากับว่าตอนนี้ไทยเราก็เข้าไปเป็นฝ่ายอักษะแล้วสิเพคะ”

    “ก็ทำนองนั้น รัฐบาลเขาเห็นว่าเป็นการดีกว่าถ้าเราจะเข้าร่วมกับทางญี่ปุ่นโดยดี แต่ก็ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนท่านไม่เห็นด้วย”

    “แล้วเราจะต้องไปรบราฆ่าฟันกับเขาด้วยไหมเพคะ”

    “ตอนนี้ยัง แต่อนาคตข้างหน้าก็บอกไม่ได้ ฉันก็มาเตือนในฐานะคนรักใคร่นับถือกัน ว่าให้เตรียมตัวเอาไว้ สงครามน่ะนะแม่พริ้ม มันไม่เข้าใครออกใคร ไม่เว้นว่าไพร่ว่าเจ้า อีกหน่อยก็คงจะต้องลำบากกันทั้งนั้นล่ะ”

    หม่อมพริ้มหันมองหน้าเจิม ต่างกังวลใจ นึกเป็นห่วงหญิงโสภา แต่พอเจิมเอ่ยปากหลังจากท่านชายสืบสายกลับไปแล้วว่าอยากให้หม่อมตามหาคุณหญิง หม่อมพริ้มกลับปฏิเสธเสียงแข็ง

    “ไม่! ข้าจะไม่ไปตามหามัน”

    “พุทโธ่ หม่อมเจ้าขา ถ้าบ้านเมืองเป็นอย่างที่ท่านชายรับสั่งก็คงลำบากกันไปถ้วนทั่ว หม่อมไม่สงสารเธอหรือเจ้าคะ”

    “มันเลือกของมันเอง”

    “ก็เธอยังเด็ก สี่ตีนยังรู้พลาดนะเจ้าคะ”

    “ถ้ารู้ว่าพลาดทำไมไม่รู้จักคลานกลับมา ข้ายังจะยอมยกโทษให้...ในเมื่อมันไม่มา เลือดก้อนเดียวก็ถือว่าตัดทิ้งไป” น้ำเสียงและสีหน้าหม่อมพริ้มเด็ดเดี่ยว...เกินกว่าที่เจิมจะโน้มน้าวต่อไป

    ooooooo

    สายวันถัดมา สมศักดิ์แต่งตัวเตรียมไปทำงาน คุณหญิงโสภาเลี้ยงโสภิตพิไลในวัยแปดเดือนอยู่ไม่ไกล เปรยขึ้นด้วยสีหน้าวิตกกังวล

    “เมื่อวานหญิงไปตลาด ได้ยินเขาพูดกันเรื่องพวกทหารญี่ปุ่นปู้ยี่ปู้ยำผู้หญิงไทย”

    “ผู้ชายมาอยู่รวมๆกันหลายคนก็เป็นแบบนี้ คนดีก็มี คนพาลก็มาก คุณหญิงไปไหนก็ระวังตัวหน่อย”

    “หญิงไม่ค่อยได้ไปไหน ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เป็นห่วงก็แต่สา กว่าละครจะเลิกก็ดึกดื่น ผู้หญิงตัวคนเดียว แล้วก็สวยเสียด้วย”

    “คุณหญิงคิดถึงคุณอุษาก่อนตัวเองเสมอ”

    “ก็หญิงรักสามากนี่คะ”

    สมศักดิ์ได้ทีเดินมานั่งข้างเธอ ถามหยั่งเชิง “แล้วถ้าผมขอให้คุณหญิงทำอะไรบางอย่างที่จะทำให้คุณอุษามีความสุข คุณหญิงจะยอมไหมครับ”

    “ยอมสิคะ หญิงยอมทุกอย่างอยู่แล้ว ถ้ามันจะทำให้สามีความสุข ว่าแต่ว่าสาอยากให้หญิงทำอะไรเหรอคะ”

    “เอาไว้ผมจะบอกคุณหญิงวันหลัง แต่อย่าลืมนะครับ คุณหญิงรับปากกับผมแล้วว่าจะยอมทุกอย่าง อย่าเปลี่ยนใจซะล่ะ”

    คุณหญิงโสภายิ้มรับอย่างสดใส สมศักดิ์หัวใจพองฟู แววตามีความหวัง

    ooooooo

    ค่ำนั้นเอง สมศักดิ์ไปดูสาเล่นละคร สารับบทสาวเครือฟ้าตามที่คุณเชื้อแจ้งไว้เมื่อวันก่อน เธอตีบทแตกสามารถสะกดคนดูและทำให้บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา โดยเฉพาะหม่อมของท่านชายสืบสายนั่งตาแดงซับน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง

    เมื่อการแสดงจบลง สาและทุกคนเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับบ้าน สมัยกับสำรวยชวนสาคุยอย่างอารมณ์ดี

    “สาเห็นไหม หม่อมอะไรที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดนั่นน่ะ แกร้องไห้ทุกรอบ”

    “ฉันว่าแกร้องไห้เก่งกว่าฉันเสียอีกนะคะ บางรอบฉันยังร้องสู้แกไม่ได้”

    “ก็แม่อุษาตีบทเสียแตกกระจุยกระจายราวกับเป็นสาวเครือฟ้ากลับชาติมาเกิดก็ไม่ปาน”

    “ถ้าจริง เห็นทีฉันจะต้องทำบุญให้หนัก เกิดชาติหน้าฉันใดจะได้ไม่ต้องรักคนมีเจ้าของอยู่ร่ำไป”

    สาพูดทีเล่นทีจริง คนอื่นไม่ทันเอะใจ มีแต่สาที่แอบเศร้า...หลังจากนั้นอีกครู่ สาเดินออกมาด้านหน้าโรงละครที่ค่อนข้างเงียบไร้ผู้คน แต่คาดไม่ถึงว่าจะเจอสมศักดิ์ยืนรออยู่

    “คุณสมศักดิ์...คุณมาทำไม”

    “คุณหญิงสั่งให้ผมมา”

    สมศักดิ์อ้างชื่อคุณหญิงเต็มปากเต็มคำแล้วพาสานั่งรถสามล้อกลับบ้านด้วยกัน ระหว่างทางสาบ่นกระปอด– กระแปดไปเรื่อยว่าเขาน่าจะอยู่บ้านเป็นเพื่อนคุณหญิงมากกว่า

    “ก็คุณหญิงเธอเป็นห่วงคุณมาก จะให้ผมขัดเธอได้ยังไง”

    “คุณหญิงก็เป็นเสียอย่างนี้ ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ”

    “คุณหญิงรักคุณมาก มากเสียจนผมคิดว่าเราน่าจะตกลงกันได้”

    “เรา?” สาทวนคำอย่างแปลกใจ

    “คุณหญิงรักผมกับคุณสามาก เธออยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเรา เหมือนกับที่เราก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีกันและกัน”

    “คุณหมายความว่ายังไง”

    “ผมจะขอร้องคุณหญิงให้รับคุณเป็นภรรยาของผมอีกคน”

    สาตกใจและโกรธสุดขีด กระชากมือออกจากมือสมศักดิ์พร้อมตะโกนเสียงสั่นสั่งสามล้อให้หยุดเดี๋ยวนี้ พอรถจอด สารีบลงและวิ่งไปไม่เหลียวหลัง โดยมีเสียงเรียกของสมศักดิ์ดังโหวกเหวกตามมา

    “คุณสา...เดี๋ยว ฟังผมก่อน”

    สาวิ่งหนีสมศักดิ์เข้ามาในซอยค่อนข้างเปลี่ยว เสียงทหารญี่ปุ่นร้องเพลงดังมา สาหยุดชะงักแล้วหาที่หลบยืนตัวลีบในเงามืด รอจนกระทั่งทหารญี่ปุ่นที่เมามายเดินกอดคอกันผ่านไป ถึงออกจากซอยเพื่อจะกลับบ้าน แต่ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อสมศักดิ์โผล่มาดักหน้า

    “คุณสา ทำไมคุณต้องหนีผมด้วย”

    “ฉันไม่อยากฟังเรื่องบ้าๆ ที่ออกมาจากปากคุณ”

    สมศักดิ์จับไหล่สา เอ่ยด้วยอารมณ์น้อยใจ “บ้าอะไร! ผมรักคุณ แล้วคุณก็รักผม มันเป็นเรื่องจริง คุณก็รู้อยู่แก่ใจ”

    “ใช่ ฉันรักคุณ แต่ฉันรักคุณหญิงมากกว่า ฉันไม่มีวันทำร้ายจิตใจเธอ”

    “เธอรักคุณมาก เธออาจจะเต็มใจก็ได้”

    “ไม่มีวัน ฉันรู้จักคุณหญิงโสภาดี”

    “ผมจะขอร้องเธอ”

    “ถ้าคุณทำ คุณจะไม่ได้เห็นหน้าฉันอีก”

    “คุณสา...แล้วจะให้ผมทำยังไง ผมรักคุณนะ ผมต้องการคุณ...ทุกวันนี้ผมทรมานเหลือเกิน”

    สมศักดิ์ดึงสามากอดด้วยความรัก สารับรู้และเข้าใจ กล่าวความในใจเสียงสั่นเครือ

    “ฉันก็เหมือนกันค่ะ แต่ฉันเลวไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว...ไม่ได้จริงๆ”

    ทั้งคู่สวมกอดกันแน่น...รักกันแต่ต้องหักห้ามใจ โดยเฉพาะสาที่เห็นแก่คุณหญิงโสภาผู้แสนดี...

    หลังจากวันนั้น สาพยายามไม่เจอหน้าสมศักดิ์ ตื่นเช้ามาทำภารกิจช่วยงานคุณหญิงเสร็จแล้วก็รีบเข้าห้องเก็บตัวเงียบ สมศักดิ์แต่งตัวจะไปทำงานลงมานั่งที่โต๊ะกินข้าวไม่เห็นสาจึงถามคุณหญิงว่า

    “คุณสายังไม่ตื่นอีกหรือ”

    “ตื่นมาช่วยหุงข้าวแล้วเข้าไปนอนต่อค่ะ สาเล่นละครจนดึกดื่นทุกคืนคงเหนื่อยมาก”

    “บอกให้เลิกก็ไม่ยอม”

    “สาเขาเป็นคนใจแข็งค่ะ ลองตั้งใจอะไรแล้วใครก็เปลี่ยนใจเขาไม่ได้”

    “ก็จริง”

    “อ้อ ต่อไปคุณสมศักดิ์ไม่ต้องไปรับสาแล้วนะคะ เขาบอกว่าเขาเกรงใจ คุณสมศักดิ์ต้องพลอยกลับบ้านดึกทุกวัน เขาจะให้พี่ที่โรงละครมาส่ง สาบอกว่าบ้านพี่เขาอยู่ทางเดียวกันกับบ้านเรา”

    สมศักดิ์นิ่งขรึม รู้ว่าสาพยายามจะหนีห่างตนออกไป

    ooooooo

    ที่วังรวีวาร เจิมกับหวนนั่งทำงานอยู่ในครัว สักครู่จวนเดินหน้างอเข้ามา ในมือมีตะกร้าใบใหญ่ใส่ของแห้งพวกพริก หอม กระเทียม ชิดช่วยแบกกระสอบข้าวที่มีข้าวแค่ครึ่งกระสอบตามหลัง

    จวนทิ้งตะกร้าลงก่อนทิ้งตัวนั่งอย่างเหน็ดเหนื่อย ส่วนชิดเอากระสอบข้าวไปโยนมุมหนึ่ง เจิมเห็นแล้วขัดตาหันไปด่า

    “เอ้า เบาๆหน่อยไอ้ชิด ข้าวน่ะนั่น เกรงใจแม่โพสพท่านบ้าง”

    “ใช่ ข้าวยิ่งแพงๆอยู่ด้วย อัฐเท่าเดิม เมื่อก่อนได้ข้าวกระสอบนึง เดี๋ยวนี้ได้แค่ครึ่งกระสอบ กะปิ น้ำปลาพากันขึ้นราคาไปสองสามเท่าตัว”

    “แล้วเมื่อไหร่มันจะเลิกรบกัน ข้าวยากหมากแพงไปหมดแล้ว” หวนบ่น

    “พวกทหารญี่ปุ่นมันพิมพ์แบงก์เองได้ มันจะไปกลัวอะไร มีแต่คนไทยเรานี่แหละที่ลำบาก”

    “ลำบากก็แต่คนจนหรอกพี่เจิมเอ๊ย พวกผู้ลาก มากดีเขาก็ยังอยู่ดีมีสุข ยังแต่งตัวสวยๆไปดูหนังดูละครกันเกร่อไป เออ พูดถึงละครแล้วนึกถึงอีสา”

    เจิมหน้าตึงขึ้นมาทันที ตวัดเสียงใส่จวนว่าไปคิดถึงมันทำไม

    “ฉันน่ะไม่ได้อาลัยอาวรณ์มันหรอกนะ แค่ไปได้ยินคนที่ตลาดเขาว่ากัน...”

    เจิมกับหวนหันขวับมารอฟัง แต่จวนแกล้งหยุดพูดซะดื้อๆ ยักท่าทำเป็นยกขันน้ำขึ้นมาดื่ม พูดรอดไรฟันออกมา

    “ว่ากันว่า...”

    “อีจวน! พูดมา” เจิมตะเบ็งเสียงจนจวนสะดุ้งสำลักน้ำ

    “เขาว่ากันว่า...ที่โรงละครเปรมปรีดามีนางละครชื่อดังชื่อแม่อุษา เขาว่ากันว่าสวยนักสวยหนา ก็ไม่รู้ว่าสวยเหมือนอีสาหลานพี่เจิมรึเปล่านะ”

    จวนลอยหน้าลอยตาเล่า เจิมกับหวนมองหน้ากันไปมาอย่างสังหรณ์ใจ

    ooooooo

    ครู่ต่อมา เจิมแยกตัวจากพวกในครัวจะกลับขึ้นไปตำหนัก สีหน้าแววตาของเจิมครุ่นคิดแต่เรื่องนางเอกละครที่ชื่ออุษา จู่ๆหวนเดินตามมาสะกิดถามในเรื่องเดียวกัน

    “ป้าว่ายังไง เรื่องนางละครชื่อแม่อุษานั่นน่ะ”

    เจิมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง บอกว่าอีสามันไม่ได้ชื่ออุษาสักหน่อย

    “มันก็คล้ายๆกันล่ะน่ะ”

    “น้ำหน้าอย่างมันจะมีวาสนาได้เป็นนางละครชื่อดังเชียวหรือ”

    “ถ้ามันไม่มีวาสนา มันจะได้เป็นหม่อมหรือป้า”

    “เออ แล้วเอ็งจะยังไง”

    “ฉันอยากไปดูให้เห็นกับตา ถามตรงๆเถอะ ป้าไม่อยากเจอนังสาอีกหรือ”

    เจิมน้ำตาคลอ พยักหน้าช้าๆ รำพันว่าตนเลี้ยงมันมาตั้งแต่เกิด ถึงมันจะชั่วช้ายังไงก็อดห่วงมันไม่ได้

    “แล้วไหนจะคุณหญิงอีก อย่าลืมสิป้า ถ้าเราเจอตัวนังสาก็เจอคุณหญิงโสภา”

    หม่อมพริ้มที่ยืนแอบฟังอยู่ปรากฏตัวออกมา สองบ่าวถึงกับสะดุ้งโหยง แล้วยิ่งตกใจเมื่อหม่อมพริ้มถามว่า

    “เอ็งสองคนคบคิดกันจะทำอะไร”

    “หม่อมเจ้าขา ขอให้บ่าวไปตามมันเถอะนะเจ้าคะ หม่อมไม่ต้องยกโทษให้มันก็ได้ จะตีจะด่ามันยังไง บ่าวยอมทุกอย่าง ขอให้บ่าวไปจิกหัวมันมารับโทษที่มันทำเถอะนะเจ้าคะ”

    เจิมอ้อนวอน แต่หม่อมพริ้มไม่ตอบ นิ่งเงียบอย่างชั่งใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    นังร้าย "มิ้นท์" เสียน้ำตา ร้ายใส่ "อิงฟ้า" จนน้องร้องไห้ใน "ภูตรัตติกาล"

    นังร้าย "มิ้นท์" เสียน้ำตา ร้ายใส่ "อิงฟ้า" จนน้องร้องไห้ใน "ภูตรัตติกาล"
    27 ก.ย. 2563

    23:20 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 23:21 น.