ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตะวันทอแสง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เพราะไม่ได้ตั้งใจมาซื้อสินค้าในร้านนี้ ทำให้ภคพงษ์ตัดสินใจเองไม่ได้เมื่อถูกพนักงานถามต้อนไปต้อนมาหลังจากดูขั้น ตอนการผลิตครบถ้วนและเดินชมผลิตภัณฑ์จนทั่วร้าน

เมื่อนึกไม่ออกบอกไม่ถูก เขาจึงโยนหน้าที่ให้รสาฐานะอินทีเรียตกแต่งบ้าน แต่เอาเข้าจริงเขาก็แอบส่งซิกกับเธอด้วยการส่ายหน้าปฏิเสธทุกอย่างที่ พนักงานนำเสนอ ทำเอารสาเซ็งจัดและเกรงใจพนักงาน

“ผมเปลี่ยนใจแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นหลังจากดูนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาห้าโมงเย็น

“เปลี่ยนใจอะไรคะ” รสาไม่เข้าใจ

“ผม เห็นด้วยกับคุณ...เรื่องที่คุณไม่ได้ใส่โอ่งไว้ในแบบบ้าน แล้วผมคิดว่าคุณควรจะใส่ของพวกนี้ลงไปในแบบก่อน แล้วครั้งต่อไปเราค่อยมาเดินดูกันอีกครั้ง”

“เรา? ครั้งต่อไปเนี่ยนะ” รสาเริ่มเสียงดังอย่างหงุดหงิด เขาไม่สนใจหันไปขอโทษพนักงานที่ทำให้เสียเวลา

“ไม่เป็นไรค่ะ เป็นหน้าที่ของดิฉันอยู่แล้วค่ะ

“ขอบคุณครับ”

จาก นั้นเขาชวนรสากลับ โดยตัวเองเดินนำลิ่วไปที่รถ รสาก้าวตามหน้าบึ้งตึง ถามเอาเรื่องว่าเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ ภคพงษ์ยืนยันว่าตนตั้งใจจะมาซื้อเฟอร์นิเจอร์ เธอสวนทันควันว่าไม่เชื่อ

“แล้วคุณคิดว่าผมตั้งใจจะทำอะไร”

“คุณตั้งใจจะแกล้งดิฉัน”

“ทำไมผมต้องแกล้งคุณ”

“นั่นคือสิ่งที่คุณต้องตอบดิฉัน”

“ผมไม่มีคำตอบ” เขาพูดง่ายแสนง่าย แต่มันทำให้คนฟังขัดเคืองใจอย่างที่สุด ถึงกับไปโวยวายต่อหน้า พิทยาและชีวินที่ออฟฟิศอย่างหัวเสีย

“คนอะไรก็ไม่รู้ กวนประสาทที่สุด เสียเวลาไปครึ่งวัน ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะพี่พิทตี้นั่นแหละ”

“อ้าว...ฉันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ” พิทยาโอด

“ก็พี่พิทไฟเขียวให้เขา รสก็เลยปฏิเสธไม่ได้ ถ้ารสทำงานไม่เสร็จทันเวลา ใครจะรับผิดชอบ”

“แค่ออกไปเป็นเพื่อนลูกค้าดูเฟอร์นิเจอร์จะโวยวายอะไรนักหนา ถ้าเธอทำงานไม่ทัน พี่เคลียร์กับคุณภัคเองไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

“ถ้า พี่พิทตี้เคลียร์ได้ ผมว่าเคลียร์ตอนนี้เลยดีกว่าครับ” ชีวินแทรกขึ้น และอธิบายต่อไปเมื่อพิทยาไม่เข้าใจว่าเคลียร์อะไร “ก็เคลียร์ให้เขาเลิกจ้างรสไงครับ”

“อ้าวเฮ้ย! ไอ้วิน ทำไมพูดงี้วะ” พิทยาเสียงเข้มแมนขึ้นมาทันที

“ก็ ผมเห็นว่าตั้งแต่รับงานนี้มามีแต่ปัญหา บางทีนายภคพงษ์กับรสดวงอาจจะไม่สมพงษ์กันก็ได้นะครับ รีบๆแยกกันตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้เลยเถิด”

“นี่มันชักจะเข้าอารมณ์ส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องงานแล้ว ไอ้วินเงียบไปเลย รีบๆก้มหน้าทำงาน อย่ามาชักใบให้ เรือเสีย”

ชีวิน จำใจเงียบ แต่ไม่วายมองหน้ารสาด้วยความเป็นห่วง ส่วนพิทยาตั้งหน้าปะเหลาะรสาว่าภคพงษ์ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องมากนิดหน่อยตามประสาคุณหนูเอาแต่ใจ อย่าไปถือสา ถ้าเรานิ่งๆเดี๋ยวเขาก็เลิกหาเรื่องไปเอง

“แล้วถ้าเขาไม่เลิกล่ะครับ” ชีวินโพล่งขึ้นอีก พิทยาหันขวับมาจ้องตาแทบหลุด พร้อมกับชี้นิ้วให้ก้มหน้าทำงานต่อไป ห้ามมีปากมีเสียงเด็ดขาด

อีก ครู่ต่อมา รสาเดินครุ่นคิดเรื่องภคพงษ์ออกมาหน้าบริษัท นึกถึงรูปวัยเด็กที่เห็นวันก่อนแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเขาเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ หรือเด็กมีปัญหากันแน่ และเพื่อให้เคลียร์จึงรีบโทร.ขอความช่วยเหลือจากคัพเค้กให้หาข้อมูลโดยเร็ว ที่สุดว่าแม่ของภคพงษ์เป็นใครมาจากไหน และตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

ooooooo

ค่ำคืน อันเงียบเหงา ภคพงษ์กลับมาจมอยู่กับความเศร้าสะเทือนใจอีกครั้ง เมื่อก้าวย่างเข้ามาในเรือนเล็กซึ่งเต็มไปด้วยอดีตที่แสนปวดร้าว...

หลัง จากแม่รัชนีทิ้งเขาและพ่อไปได้ไม่นาน พ่อตรอมใจเจ็บไข้ได้ป่วยเรื่อยมาจนวันหนึ่งท่านก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ แม่ไม่ได้กลับมาเผาศพพ่อ แต่มาในวันเปิดพินัยกรรมด้วยเสื้อผ้าสีสันไม่มีร่องรอยความเสียใจให้เห็นสัก นิด แม่จดจ่อกับพินัยกรรมอย่างมาก แต่ปรากฏว่าแม่ถูกตัดจากกองมรดกไม่ได้รับอะไรแม้แต่สิ่งเดียว

รัชนีแค้น ใจมาก พรวดพราดออกจากบ้านด้วยความหงุดหงิดผิดหวัง โดยไม่ฟังเสียงร่ำร้องของลูกชายตัวน้อยที่วิ่งตามจนถึงหน้าบ้าน สายใจกับเผด็จต้องตามมาจับตัวเขาไว้

“คุณผู้หญิงคะ คุณผู้หญิงจะไปจริงๆเหรอคะ” สายใจเอ่ยปากอย่างวิงวอน

“ใน เมื่อคุณพรตยกสมบัติทุกอย่างให้ลูกชายของเขา ทั้งเงิน หุ้นบริษัท บ้าน ที่ดิน แม้แต่เครื่องเพชร ไม่มี อะไรเป็นของฉันสักอย่าง คุณพรตทำกับฉันขนาดนี้ ฉันจะอยู่ทำไม”

“แต่ถ้าคุณอยู่ดูแลคุณภัค คุณพรตก็ให้เงินคุณทุกเดือนนะครับ” เผด็จหว่านล้อมด้วยความจริง

“ฉันไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก งานแบบนั้นให้สายใจทำไปก็แล้วกัน...ฉันฝากเธอสองคนดูแลด้วย”

รัชนี ตัดใจเดินลิ่วไปไม่เหลียวหลัง เด็กชายภคพงษ์ ตกใจและไม่เข้าใจ แต่ก็ตะโกนเรียกแม่ลั่นพร้อมกับวิ่ง ตามบอกว่าจะไปกับคุณแม่ สายใจรั้งเขาไว้ทั้งน้ำตาด้วยความสงสาร ขณะที่เผด็จแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ คิดในใจว่า รัชนีช่างเลือดเย็นเสียนี่กระไร ทิ้งลูกน้อยไร้เดียงสาอย่างไม่ไยดี...

ภาพอดีตครั้งนั้นจางหายไปพร้อมๆ กับแววตาแข็งกระด้างของภคพงษ์ที่บัดนี้ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป มีแต่ ความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ลึกๆในใจ เขาเดินมาหยุดมุมหนึ่งในห้องรับแขกที่ยังตกแต่งไม่เสร็จ พูดกับรูปพ่อที่ติดไว้บนผนังด้วยน้ำเสียงชิงชังคนเป็นแม่

“ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าทำไมคุณพ่อถึงไม่ยอมแบ่งสมบัติให้ผู้หญิงคนนั้น”

ooooooo

เช้า วันรุ่งขึ้น รสามาทำงานตามปกติ เธอมุ่งมาที่มุมประจำของสายใจเพื่อส่งมอบกล่องรูปถ่ายที่เอามาจากเรือนเล็ก ให้สายใจเก็บไว้ เพราะกลัวจะหายในระหว่างการซ่อมแซม

“ขอบคุณค่ะ สงสัยจะเป็นกล่องของคุณหนูตั้งแต่สมัยเด็กๆน่ะค่ะ”

“ป้า ใจคะ ตั้งแต่รสมาทำงานที่นี่ รสเห็นแต่รูปของคุณพรตพ่อของคุณภคพงษ์ ยังไม่เคยเห็นรูปคุณแม่เลย ป้าใจพอจะมีไหมคะ รสอยากรู้จักไว้ ถ้าได้เจอท่านจะได้ทราบว่าเป็นใคร”

สายใจชะงัก...แววตาเศร้าลงทันใด “คุณรสาไม่ต้องกังวล มันคงไม่มีวันนั้น”

“ทำไมคะ หรือว่า...ท่านเสียไปแล้ว”

“ป้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” สายใจตอบเพียงแค่นี้แล้วก็เงียบไป รสาแปลกใจแต่ไม่กล้าถามต่อ ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ...

เช้า วันเดียวกันที่ระยอง พิมพรรณรีบร้อนจะออกไปทำงานเพราะวันนี้มีประชุมกับผู้อำนวยการ แต่ปรากฏว่า ห้าวซึ่งมีหน้าที่รับส่งเธอทุกวันยังไม่ได้อาบน้ำแต่งตัว เธอร้อนใจมากเร่งห้าวเป็นการใหญ่ ห้าวรับปากอีกห้านาทีเสร็จแน่นอน

พอ ห้าวคล้อยหลัง โทรศัพท์มือถือพิมพรรณดังขึ้นทันที วาริชโทร.มาบอกว่าตนอยู่หน้าบ้านของเธอ หญิงสาวซักถามด้วยความแปลกใจก่อนรีบร้อนออกไปอาศัยรถเขาตามคำชวน โดยไม่ลืมโทร.บอกห้าวว่าตนไปกับเพื่อนแล้ว ห้าวกำลังจะถามว่าเพื่อนคนไหน แต่เธอชิงวางสายไปเสียก่อน

วาริชพอใจที่พิมพรรณให้ความเป็นกันเองยอมขึ้นรถมากับตน และหมายผูกมิตรตีสนิทกับเธอให้มากกว่านี้

“พิมต้องขอบคุณวาริชมากนะคะ ที่ให้พิมติดรถมาด้วย”

“ด้วย ความยินดีเลยครับ ผมเพิ่งมาทำธุระที่ตลาดน่ะครับ เสร็จธุระจะไปโรงเรียน พอดีขับผ่านมาเห็นป้าย บ้านพร้อม ก็เลยลองเลี้ยวรถเข้ามาดูให้แน่ใจว่าเป็นพร้อมเดียวกันหรือเปล่า”

“แถบนี้มีอยู่พร้อมเดียวนี่แหละค่ะ”

“สวยนะครับ...ผมหมายถึงรีสอร์ตน่ะครับ...สวยมาก”

“รสเป็นคนออกแบบค่ะ”

“รส? เป็นใครครับ”

“เป็นคนสำคัญของพิมค่ะ เอาไว้ถ้าเจอ พิมจะแนะนำให้รู้จักค่ะ ไม่แน่นะคะ วันที่วาริชมาเยี่ยมชมรีสอร์ต รสอาจจะอยู่ด้วย”

“ได้ครับ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนสำคัญของพิมจะหน้าตาเป็นยังไง”

ชายหนุ่มส่งยิ้มหวาน หญิงสาวยิ้มรับด้วยท่าทีขวยเขิน

ooooooo

เสร็จ ธุระกับสายใจแล้ว รสาออกมาขึ้นรถตัวเองเพื่อขับไปยังเรือนเล็ก เธอสตาร์ตเครื่องหลายครั้งไม่ยอมติด กระทั่งเปลี่ยนออกมาเห็นจึงช่วยดูให้ แต่ทำยังไงก็ไม่ติดอยู่ดี เปลี่ยนแนะนำให้เรียกช่างที่อู่ประจำของเจ้านายมาดู รสาท่าทีเกรงใจจะปฏิเสธ ก็พอดีสายใจเดินออกมากับปุยนุ่น

“ไม่ต้องแต่หรอกค่ะ เดี๋ยวให้ไอ้เปลี่ยนมันจัดการ โทร.ไปเลย บอกให้เขารีบจัดช่างมา” สายใจรวบรัดจนรสาปฏิเสธไม่ออก ตอบขอบคุณแล้วเดินเข้าไปพูดกับรถตัวเองเบาๆอย่างเป็นกังวล

“เย็นนี้แม่ต้องไปหาพี่พิมที่ระยอง อย่าเป็นอะไรมากนะกระป๋องลูกแม่”

ผ่าน ไปพักใหญ่ เจ้ากระป๋องของรสาถูกลากออกจากบ้านเถลิงยศ รสายืนมองหน้าละห้อย ข้างตัวมีกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่และกระเป๋างานอีกหนึ่งใบกลาง

“ช่างเค้าบอกว่าน่าจะสองสามวันถึงจะเรียบร้อยน่ะครับ เพราะอะไหล่รุ่นนี้มันหายากต้องใช้เวลานานหน่อย”

“รสเข้าใจค่ะ พี่เปลี่ยน”

“ถ้าช่วงนี้คุณรสจะต้องไปไหนมาไหนให้เจ้าเปลี่ยนมันขับรถไปให้ก็ได้นะคะ ป้าจะเรียนคุณหนูให้ รถของที่นี่มีตั้งหลายคัน คุณหนูท่านอนุญาตอยู่แล้ว”

“ขอบคุณป้าใจที่เป็นห่วงนะคะ แต่รสใช้บริการรถประจำทางหรือไม่แท็กซี่ก็ได้ค่ะ ไม่ได้ลำบากอะไร...ขอบคุณพี่เปลี่ยนด้วยนะคะ ที่เป็นธุระลากเจ้ากระป๋องไปซ่อม”

“ด้วยความยินดีครับ”

“รสขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” รสาหันมาหอบ กระเป๋า เปลี่ยนจะเข้ามาช่วย แต่เธอรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ “ไม่เป็นไรค่ะ มันไม่ได้หนัก รสถือไปเองค่ะ ขอบคุณค่ะ”

รสาหอบของพะรุงพะรังไปเต็มสองมือ เปลี่ยนกับสายใจมองตามด้วยความชื่นชม

“คุณรสาแกขี้เกรงใจจริงๆนะป้า ไอ้โน่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา ไม่เหมือนพวกผู้หญิงที่วิ่งไล่จับคุณท่าน

ไอ้โน่นก็จะเอา ไอ้นี่ก็จะเอา เฮ้อ...บางทีผมเห็นมากรี๊ดๆ ที่บ้าน ผมยังเหนื่อยแทนเลย”

สายใจไม่พูดอะไร แต่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเปลี่ยน... ส่วนในบ้านหลังใหญ่ ภคพงษ์ทราบเรื่องรถของรสาอย่างละเอียดจากปุยนุ่นแล้ว เขามีความคิดบางอย่างก่อนจะมุ่งหน้าไปเรือนเล็ก และเผอิญได้ยินรสาคุยโทรศัพท์กับใครบางคนด้วยความสนิทสนม

ห้าวโทร.มาปรึกษาเรื่องพิมพรรณ บอกเล่าว่าเมื่อเช้า มีเพื่อนมารับเธอที่บ้าน ซึ่งตนแน่ใจว่าต้องเป็นผู้ชาย

“ถ้าเป็นผู้ชายแล้วมันเป็นยังไงเหรอ ทำไมพี่ห้าวถึงได้ห่วง”

“ไม่รู้เหมือนกัน บอกไม่ถูก มันเป็นแบบความรู้สึกน่ะ อธิบายไม่ได้ รู้แค่ว่ามันมีอะไรบางอย่างไม่น่าวางใจ”

“พี่ห้าวคิดมากไปเองหรือเปล่า รสว่าไม่มีอะไรหรอกจ้ะ เอาอย่างนี้แล้วกัน เย็นนี้เลิกงานแล้วรสจะรีบกลับระยองเลย อาจจะดึกนิดหน่อย พอดีไอ้กระป๋องของรสมันงอแง ตอนนี้ลากเข้าอู่ไปแล้ว รสต้องไปกลับรถตู้ พอไปถึงรสจะรีบคุยกับพิมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“จริงๆนะ รสรีบกลับมาเลยนะ...คือพี่เป็นห่วงพิมน่ะ อยากให้รสรีบมาคุยกับพิม”

“จ้ะ รสเตรียมกระเป๋าเสื้อผ้ามาเรียบร้อย เลิกงานปุ๊บจะรีบไปหาจ้ะ พี่ห้าวก็อย่าเพิ่งคิดมาก มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ รสไปทำงานต่อก่อนนะ คืนนี้เจอกันจ้ะ”

“จ้ะ...เจอกัน” ห้าววางสายด้วยสีหน้าแช่มชื่น...ฝ่ายรสาหันกลับมาทำงานต่อโดยไม่รู้เลยว่าบทสนทนาเมื่อครู่ของตนกับพี่ห้าวมีคนแอบฟังด้วยความสนใจ

รสาขะมักเขม้นกับงานเต็มที่ ไม่กี่ชั่วโมงถัดมาเรือนเล็กค่อยๆมีชีวิตชีวามากขึ้น ผนังและหน้าต่างเก่าๆเริ่มมีสี เพดานโล่งๆติดไฟสวยงาม ครั้นได้เวลาห้าโมงเย็นเลิกงาน บรรดาช่างต่างทยอยกันเก็บของกลับบ้าน รสาเองก็เตรียมตัวเพราะเย็นนี้ต้องเดินทางไกล แต่เมื่อเธอจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางที่วางไว้ตั้งแต่เช้า และเมื่อสามสี่โมงเย็นก็ยังเห็นอยู่ มันกลับหายไปไหนไม่รู้ ถามช่างว่ามีใครหยิบผิดไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้เห็น

ที่แท้เปลี่ยนกับปุยนุ่นไปขนมาไว้ในรถตู้ตามคำสั่งของภคพงษ์ แถมเปลี่ยนยังรายงานรสาด้วยว่าคุณท่านกำชับให้ตนไปส่งให้ถึงที่ ห้ามส่งแค่หน้าปากซอยหรือท่ารถ รสาแปลกใจภคพงษ์รู้ได้อย่างไรว่าตนจะไปต่างจังหวัด แต่ถึงยังไงเธอก็เกรงใจและลำบากใจถ้าต้องให้เปลี่ยนไปส่ง

ทันใดนั้น ภคพงษ์ปรากฏตัวย้ำกับรสาว่าตนอนุญาตแล้วไม่ต้องลำบากใจ ให้ปลี่ยนไปส่งจะได้ไม่ต้องนั่งรถ ประจำทาง

“ขอบคุณนะคะ แต่ดิฉันขอนั่งรถประจำทางไปดีกว่าค่ะ”

“เปลี่ยน ปุยนุ่น ยกกระเป๋าคุณรสาลงจากรถ...แล้วยกไปไว้ที่รถฉัน ฉันขับรถไปส่งคุณรสาเอง”

รสาหน้าเหวอ ส่วนปุยนุ่นกับเปลี่ยนปฏิบัติตามคำสั่งเจ้านายอย่างว่องไว พอรสาจะทักท้วง ภคพงษ์ก็ชิงพูดเสียก่อนว่า “คุณรีบไปไม่ใช่เหรอ...เชิญครับ”

ooooooo

ในครัวบ้านนายพร้อม ห้าวลงมือทำอาหารหลายอย่าง วิมลแปลกใจถามห้าวว่ามีอะไรพิเศษหรือเปล่า พิมพรรณกลับมาได้ยินพอดี แซวห้าวว่าทำแต่ของโปรดของรสาทั้งนั้นเลย

“แหม...ก็นานๆรสจะกลับมาที ก็เลยเอาใจเขานิดนึง”

“จ้า...เข้าใจ พิมน่ะเข้าใจพี่ห้าวเสมอ” พิมพรรณยิ้มกริ่มรู้ทัน ทำเอาห้าวเขินอายรีบเบือนหน้าหนี

พร้อมเข้ามาร่วมวงอีกคน นึกได้ว่ารสากลับวันนี้ ให้แปลกใจว่าทำไมถึงปลีกตัวมาได้ทั้งที่บอกว่างานยุ่ง พิมพรรณว่ามาก็ดีแล้ว ตนคิดถึง มีเรื่องจะเล่าให้ฟังตั้งเยอะแยะ ห้าวสะดุดหูและแอบหวังว่าพิมพรรณอาจจะเล่าเรื่องวาริชให้รสาฟัง

“เรื่องอะไรล่ะลูก เล่าให้พ่อกับแม่ฟังก็ได้นะ” วิมลเอ่ยขึ้นอย่างอาทร แต่ลูกสาวยิ้มอายๆ พูดอ้อมแอ้มว่าเล่าให้พ่อแม่ฟังก็ไม่เข้าใจหรอก พร้อมได้ยินแล้วหน้าตูมขึ้นมาทันที

“ไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า งั้นก็ปล่อยให้เด็กๆเขาคุยกันเถอะแม่ เรามันแก่แล้ว”

“อ้าว...งอนซะงั้น” พิมพรรณบ่นหน้าจ๋อย

“ก็มันจริงนี่ เด็กสมัยนี้ไม่รู้มันเป็นอะไร พอมันมีอะไร พ่อแม่รู้เป็นคนสุดท้ายทุกที แต่พอมีปัญหาขึ้นมาพ้นพ่อแม่มันซะที่ไหน คิดแล้วก็น้อยใจเว้ย”

พิมพรรณจ๋อยหนักกว่าเดิม ส่งสายตามาทางแม่เหมือนขอตัวช่วย วิมลจึงท้วงสามีว่าลูกแค่พูดเล่นทำเป็นอารมณ์ขึ้นไปได้ แต่พร้อมกลับกระฟัดกระเฟียดยิ่งขึ้นไปอีก ห้าวเลยต้องช่วยไกล่เกลี่ย

“ฉันว่า...เอางี้ดีไหมจ๊ะ อารมณ์ร่มๆกันก่อน เดี๋ยวน้องรสมานั่งกินข้าวกันพร้อมหน้า ถ้าพิมอยากเล่าเขาก็เล่าเอง ที่จริงนั่งๆกันอยู่ตรงนี้ก็วัยรุ่นกันหมดทุกคนแหละ จริงไหมพิม”

“จริงจ้ะ” พิมพรรณรับมุก แต่ในใจยังรู้สึกกังวลนิดๆ พอห้าวให้เธอไปจัดโต๊ะ จึงลุกออกมาพร้อมกับครุ่นคิดว่าต่อไปนี้ตนคงต้องระวังตัวมากขึ้นที่จะพูดเรื่องส่วนตัว

ooooooo

รสานั่งตัวลีบมาในรถหรูของภคพงษ์ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ระยอง เธอไม่อยากให้เขาไปส่งเลยจริงๆจึงพยายามโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนใจ แต่ยิ่งพูดเขากลับยิ่งดันทุรังอยากเอาชนะ จนเธอต้องเงียบไปพักหนึ่งด้วยความอึดอัด

“คุณรีบไหม นัดใครไว้หรือเปล่า” เขาชวนคุย

“นัดค่ะ ดิฉันนัดกับญาติๆไว้ค่ะ แต่พวกเขารู้แล้วว่าดิฉันรถเสีย ไม่ต้องเร่งรีบอะไร ดิฉันก็เลยอยากนั่งรถไปเองมากกว่า”

ภคพงษ์เงียบไม่ตอบโต้ และยังขับรถไปเรื่อยๆ ฝ่ายรสาก็ยังพยายามหาข้ออ้างเพื่อจะขึ้นรถตู้ไปเอง ด้วยการปดเขาว่าเธอต้องซื้อของฝากพวกกะปิและปลาหมึก ถ้าไปรถตู้เขาจะจอดที่ร้านขายพอดี ลงจากรถก็ซื้อได้เลย

“ไม่เห็นเป็นไรนี่ ผมแวะให้คุณลงไปซื้อก็ได้”

“แต่มันเหม็นมากนะคะ กลิ่นกะปิ กลิ่นปลาหมึก... ถ้าใส่รถคุณ มันจะเหม็นติดรถไปอีกนานเลยค่ะ”

“ไม่เป็นไร...ผมไม่ถือ”

รสาหน้ามุ่ย แอบจิกหางตาด้วยความหมั่นไส้ แล้วเธอก็ทำตามที่พูดจริงๆ ให้เขาแวะตลาดซื้อของฝากที่กลิ่นแรงๆทั้งนั้นเอามาใส่รถสุดหรูของเขา มาดหมายว่าเดี๋ยวนายไฮโซจอมกวนนี่คงสติแตกเพราะความเหม็นของมัน ปรากฏว่าเขาผงะอย่างเห็นได้ชัด เธอแสร้งตีหน้าเกรงใจทันที

“กลิ่นมันแรงใช่ไหมคะ ดิฉันก็ว่าแล้ว เอาอย่างนี้ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจากตรงนี้ดิฉันเรียกรถสองแถวไปเอง ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” ว่าแล้วรสารีบหยิบของเตรียมเผ่น

“เดี๋ยว! ไม่ต้อง เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง”

“แต่กลิ่นมันจะเหม็นมากนะคะ เนี่ยค่ะ เหม็นมากๆเลยค่ะ” เธอแกล้งขยับปากถุงกระพือกลิ่น...แทนที่เขาจะยี้กลับยิ้ม กดปุ่มเปิดหลังคารถพาเธอมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นเหม็นอีกเลย

รสานั่งรถเปิดประทุนโต้ลมอย่างไม่เป็นสุข ต้องคอยจับผมที่สะบัดไปมาจนเมื่อยมือ ที่สุดต้องเอายางมัดผมมารวบไว้ แล้วหยิบแว่นสีชามาใส่ถนอมสายตาด้วยอีกอย่าง

ooooooo

ชีวินออกจากออฟฟิศทันทีที่เลิกงาน เขามุ่งหน้าไปบ้านเถลิงยศหวังได้เจอรสา แต่พอไปถึงทราบเรื่องราวจากเปลี่ยนและปุยนุ่นอย่างละเอียดก็หน้าเจื่อนจ๋อยใจหายวาบ ระแวงเหลือเกินว่าภคพงษ์ใช่แค่หวังดีกับรสาประสานายจ้างผู้อารีย์ แต่เขาอาจ คิดมากกว่านั้นเพราะรสาทั้งสวยน่ารักและทำงานเก่ง

ค่ำลงที่บ้านพร้อม ทุกคนรอคอยรสาอย่างจดจ่อ เสียงมือถือพิมพรรณดังขึ้นนึกว่ารสาโทร.มา แต่เจ้าของเครื่องเห็นเบอร์โชว์รีบบอกว่าไม่ใช่ อีกทั้งยังทำให้ชวนสงสัยด้วยการเดินออกไปคุยห่างๆ

วาริชโทร.มาย้ำเรื่องที่จะขอไปดูรีสอร์ตที่บ้านของเธอวันอาทิตย์นี้ พิมพรรณยินดีไม่มีปัญหา ตอบรับเขาทันทีด้วยความเต็มใจ ห้าวแอบมองมาด้วยความสงสัย สังหรณ์ใจว่าจะเป็นเพื่อนใหม่หน้าเข้มคนนั้น?

ไฟแสงจากรถคันหนึ่งหน้ารีสอร์ตทำให้ห้าวหยุดคิดเรื่องพิมพรรณ เดินอ้าวออกไปเมียงมองอย่างไม่คาดฝันว่าจะมีรถหรูราคาแพงเข้ามาถึงนี่ แต่พอเห็นรสานั่งมาด้วยก็ชะงัก สีหน้ายิ้มๆกลับกลายเป็นตูมตึงขึ้นมาทันที ฝ่ายสามคนพ่อแม่ลูกพอรู้เห็นว่ารสามากับผู้ชายก็แตกตื่นกันใหญ่

ภคพงษ์จะช่วยรสาหิ้วของเข้าไปส่ง แต่ห้าวขัดขึ้น เสียงแข็งพร้อมกับมองหน้าเขาอย่างไม่เป็นมิตร พอรสาแนะนำว่าเขาเป็นลูกค้าที่ตนรับซ่อมแซมบ้านให้ ห้าวยิ่งไม่ไว้ใจประชดประชันทันทีว่า

“ลูกค้าบริษัทรสนี่ใจดีจัง ไม่ทราบว่าคุณขับรถมาส่งมัณฑนากรที่ต่างจังหวัดแบบนี้ทุกคนหรือเปล่าครับ หรือว่าสำหรับรสดูแลดีเป็นพิเศษ”

“พี่ห้าว!!” รสาปรามเสียงหลง

“พี่อยากรู้จริงๆนะ เพราะมันดูใจดีผิดสังเกต” ห้าวพูดโต้งๆ ตรงไปตรงมา รสาถึงกับอึกอักพูดไม่ออก

“ที่ผมขับรถมาส่งเพราะเห็นว่ารถของคุณรสาเสีย ตอนแรกจะให้คนรถขับมาส่ง แต่คุณรสาเกรงใจไม่ยอม ผมก็เลยต้องขับรถมาส่งเอง”

“มันก็ยังไม่ใช่เหตุผลอยู่ดี”

“พี่ห้าว พอเถอะจ้ะ” พิมพรรณแทรกขึ้น “คุณภคพงษ์จะมาส่งด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างเหอะน่า รสมาถึงโดยปลอดภัยก็พอแล้ว คุณภคพงษ์คะ ขับรถมาเหนื่อยๆ เชิญเข้าไปในบ้านก่อนนะคะ พิมจะได้แนะนำให้รู้จักพ่อกับแม่ด้วย”

“แต่ถ้าคุณไม่อยากเข้าไป ก็ไม่เป็นไรนะคะ” รสา รีบบอกด้วยความเกรงใจ

“ไม่เป็นไร...พักสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน...ขอบคุณครับ”

พิมพรรณยิ้มรับแล้วจูงมือรสานำไป ส่วนกระเป๋าและข้าวของให้ห้าวเหมาไปคนเดียว...รสาแนะนำภคพงษ์ให้รู้จักพ่อแม่บุญธรรมของตน พร้อมทั้งบอกพวกท่านว่าภคพงษ์เป็นลูกค้าของบริษัท

ชายหนุ่มยกมือไหว้พร้อมและวิมลอย่างสุภาพนอบน้อม พิมพรรณถึงกับอมยิ้มในความเรียบร้อย รสาเองก็แอบแปลกใจในความสุภาพของเขาเวลาอยู่กับผู้ใหญ่ มีแต่ห้าวที่ยืนกอดอกมองเขาด้วยความหมั่นไส้

“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณมากที่ขับรถมาส่งหนูรสถึงที่นี่” วิมลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ด้วยความยินดีครับ”

“แต่คราวหน้าคราวหลัง รสโทร.บอกพี่ก็ได้นะเดี๋ยวพี่ขับรถไปรับเอง ไม่ต้องรบกวนคนอื่น เดี๋ยวจะเป็นบุญคุณให้เกรงใจ”

“ห้าว...” วิมลปรามด้วยสายตาเข้มดุจนห้าวจำต้องเงียบลงด้วยความเกรงใจ

“ไม่ต้องเกรงใจครับ ผมไม่ได้คิดว่าเป็นบุญคุณอะไร”

พร้อมเพิ่งเห็นถุงกะปิและปลาหมึก ถามว่าของใคร ไปหอบมาจากไหนกัน รสาอึกอักเล็กน้อยก่อนบอกว่าตนจะซื้อไปฝากป้าอาภรณ์

“เอ...ปกติถ้าแกจะเอาเพิ่มจะโทร.มาสั่งให้อาซื้อ ทำไมครั้งนี้ถึงให้รสซื้อ ไม่ยอมโทร.มาเอง สงสัยต้องโทร.ไปถามหน่อยแล้ว” วิมลทำท่าจะหยิบโทรศัพท์มือถือ รสาตกใจโพล่งขึ้นทันที

“อาวิมลคะ ไม่ต้องโทร.หรอกค่ะ คือป้าไม่ได้สั่ง แต่รสอยากจะซื้อไปฝากเอง นานๆจะมีคนขับรถมาส่ง รสก็เลยแวะซื้อน่ะค่ะ”

“โธ่รส ทำแบบนั้นรถคุณภคพงษ์ก็เหม็นแย่”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ คุณภคพงษ์เขาไม่ถือ”

ภคพงษ์ไม่ต่อปากต่อคำรสา ได้แต่ยิ้มรับอย่างแนบเนียน พร้อมมองชายหนุ่มรูปหล่อมารยาทงามแล้วยิ้มอย่างถูกชะตา เอ่ยปากชวนเขาร่วมวงกินข้าว เขาไม่ตอบแต่หันมองหน้ารสาเชิงขอความเห็น

“ถ้าคุณไม่รีบ...ก็อยู่ทานก่อนสิคะ เป็นการขอบคุณที่อุตส่าห์ขับรถมาส่ง”

“ขอบคุณคุณอาและคุณรสานะครับที่ชวน แต่ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน ครั้งหน้าไม่พลาด...รีสอร์ตนี้น่ารักมาก ผมต้องกลับมาอีกครั้งแน่ๆ และไม่ได้มาในฐานะลูกค้าบริษัท”

รสาชะงักกับคำพูดของเขา...ห้าวกระตุกวาบ ไม่ชอบหน้าหมอนี่อย่างแรง...

หลังจากร่ำลาทุกคนกลับออกมาแล้ว ภคพงษ์อดเหลียวกลับไปดูพวกเขาอีกครั้งไม่ได้ เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะหยอกเย้าอย่างมีความสุขของทุกคนทำให้เขาอมยิ้มไปด้วย แต่สักพักพอกลับมามองตัวเอง รอยยิ้มนั้นค่อยๆจางหายไป นึกถึงตั้งแต่พ่อตายจากเขาต้องนั่งกินข้าวคนเดียวมาตลอดตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน

ความอ้างว้างเงียบเหงาทำให้ชีวิตของเขาไร้ความสุขสนุกสนาน...ต่างจากรสาที่ถึงแม้ไม่มีพ่อแม่ แต่รอบกายเธอรายล้อมไปด้วยความรักความอบอุ่นจากทุกคน โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัวพ่อแม่บุญธรรมของเธอ

คืนนั้น ภคพงษ์ขับรถกลับกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกนึกคิดหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งก็คือเขาแอบคิดถึงรสา การมาระยองครั้งนี้ทำให้เขาได้รู้จักตัวตนอีกมุมหนึ่งของเธอ ได้เห็นความสดใสและความเป็นธรรมชาติของผู้หญิง ธรรมดาๆ แต่น่าสนใจไม่น้อยเลย...

หลังอาหารมื้ออร่อยนั้น ห้าวยังติดใจเรื่องภคพงษ์จึงหาโอกาสเลียบเคียงถามรสาว่าเขาไม่ได้จีบแน่นะ และถ้าไม่จีบทำไมเขาต้องมาส่งเธอด้วย

“เขาก็แค่อยากจะเอาชนะตามประสาคนไม่เคยแพ้น่ะ เรื่องมันยาวและไร้สาระ พี่ห้าวอย่าไปสนใจเลยจ้ะ เอาเป็นว่าที่เขามาส่งรสไม่ใช่เพราะอยากมาส่งก็แล้วกัน”

ห้าวฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี รสาไม่อยากพูดถึงอีก เปลี่ยนไปคุยเรื่องพิมพรรณ

“เออ...พี่ห้าว แล้วเรื่องพิมที่จะให้รสถามน่ะ ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงมายังไง แล้วจะให้รสถามอะไรบ้าง”

หลังจากพูดคุยตกลงกับห้าวเรียบร้อยแล้ว รสากลับมาที่ห้องนอนเห็นพิมพรรณกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อ่านข้อความที่วาริชส่งเข้ามือถือ และเธอส่งย้อนกลับไปด้วยเช่นกัน รสาทำทีเข้ามาหยั่งเชิงว่าสงสัยมีหนุ่มส่งข้อความมาจีบถึงได้ยิ้มกับมือถือ พิมพรรณยิ้มอายๆ พูดอ้อมแอ้มว่าเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า

“เล่ามาจะช่วยวิเคราะห์ให้ เริ่มต้นจากเป็นใคร ชื่ออะไร มาจากไหน”

“ชื่อวาริช มาจากเชียงใหม่ มาติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ให้ห้องสมุด เขาก็มาคุยด้วย มารับไปโรงเรียน โทร.มาหา ส่งข้อความมาบอกฝันดีอะไรทำนองเนี้ย”

“แล้วพิมรู้สึกยังไงกับเขาล่ะ”

“พิมว่า...เขาก็คงจะดีแบบนี้กับทุกคน เขาคงไม่ได้มาจีบหรอก พิมเป็นผู้หญิงธรรมดา เรียบๆ อาจจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ใครจะมาสนใจ”

“พิมน่ะน่ารักจะตาย นิสัยก็ดี อยู่ด้วยแล้วมีความสุข ถ้าจะมีหนุ่มมาจีบไม่เห็นจะแปลกเลย มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ”

“แล้วรสล่ะ คุณภคพงษ์เขาจีบรสหรือเปล่า”

“ไม่ได้จีบ รสว่าจริงๆแล้วเขาไม่ค่อยชอบรสหรอก คงไม่ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน”

“ครั้งแรกเลยเหรอ”

“ใช่...พิมจำผู้ชายที่ขี่เจ็ตสกีมาชนกับเรือของพี่ห้าวตอนโน้นได้มั้ย”

“จำได้ อย่าบอกนะว่าเขาคือคุณภคพงษ์” รสาพยักหน้า พิมพรรณถึงกับอุทานว่าจริงเหรอ บังเอิญสุดๆ

“ใช่ รสก็ใส่เขาไปซะเยอะตั้งแต่เจอกันตอนนั้น เขาคงไม่พิศวาสรสหรอก อีกอย่างนะ อย่างเขาต้องดาราหุ่นเอ็กซ์ๆ นักร้องหุ่นอึ๋มๆ หรือไม่ก็พวกไฮโซ ถึงจะเหมาะสม เขาไม่มามองรสหรอก”

“แต่รสทั้งสวยทั้งเก่ง หน้าที่การงานก็ดี ถ้าคุณภคพงษ์จะมาจีบก็ไม่เห็นจะแปลก มั่นใจในตัวเองหน่อยสิจ๊ะ”

“เดี๋ยวนี้ยอกย้อนนะจ๊ะ” รสามันเขี้ยวจับหัวพิมพรรณโยกไปมา

“โอ๊ย...ก็ พูดจริงนี่...วันมะรืนนี้วาริชจะมาเยี่ยมชมรีสอร์ต รสช่วยพิมต้อนรับเขาหน่อยนะ ส่วนเรื่องคุณภคพงษ์คราวหน้าพามาอีกนะ พิมจะได้ช่วยดูให้ไงว่าเขาคิดยังไงกับรสกันแน่”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ เพราะรสมั่นใจว่าคนอย่างนายภคพงษ์เขาไม่ได้คิดอะไรกับรสแน่ๆ ไม่ต้องให้พิมช่วยดู รสก็รู้อยู่แล้ว” รสาฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์

ooooooo

เช้า วันนี้ นักร้องสาวยูโฮะมาถ่ายเอ็มวีด้วยความไม่สบายใจ เป็นห่วงเรื่องรูปตัวเองกับภคพงษ์ที่ให้โอมแอบถ่ายจะหลุดออกไปลงหนังสือ บันเทิง เธอจึงนัดโอมมาเจอแล้วขอซื้อรูปทั้งหมดนั้นเก็บไว้เอง

“อะไรกัน...ยูโฮะบอกจะให้พี่เอารูปไปลงหนังสือ บก.เขาก็รออยู่นะเนี่ย”

“ให้ลงไม่ได้ค่ะ พี่ภัคไม่แฮปปี้ แถมยังบอกว่าถ้ารูปชุดนี้หลุดออกไปเลิกคบ”

“เฮ้ย...ไฮโซพวกนี้เขาก็ขู่ไปงั้น ไม่ทำจริงหรอก”

“พี่ ภัคทำจริงแน่ ยูโฮะไม่อยากเสี่ยง เอาเป็นว่ารูปพวกนี้ยูโฮะขอแล้วกัน ส่วนเงินนี้ให้พิเศษ ถือว่าเป็นค่าเสียเวลา อย่าลืมนะพี่ ห้ามให้รูปหลุดออกไปเด็ดขาด แล้วรูปในกล้องพี่ก็ลบด้วยนะ อย่าลืมล่ะ”

ยู โฮะพูดเสร็จก็รีบวิ่งไปเข้าฉากถ่ายเอ็มวีต่อ โอมหยิบกล้องมากดดูภาพพลางครุ่นคิดอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วจากนั้นไม่นานโอมก็นัดพบพักตร์วิมลที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

“ถ้ารูปนี้หลุดออกไป ภัคจะเลิกกับนังเด็กนั่นเหรอ” พักตร์วิมลทวนคำบอกเล่าของโอมอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

“เห็นยูโฮะว่ายังงั้นน่ะ แต่พี่เสียดายรูป อุตส่าห์ถ่ายมาได้แล้วดันไม่ได้ลง เสียดายจริงๆ ถ้ามีใครเอาไปลงเล่มอื่นก็ยังดี”

“ถ้าแพตขอซื้อรูปแล้วเอาไปลงเล่มอื่น พี่จะขายหรือเปล่า”

“มันก็ขึ้นอยู่กับราคาว่าคุ้มเสี่ยงหรือเปล่า”

ดาราสาวไม่รีรอหยิบสมุดเช็คมาเขียนแล้วส่งให้ โอมเห็นตัวเลขถึงกับตาวาว ถอดเมมโมรี่การ์ดให้ทั้งแผ่น

“พี่ให้หมดเลย แต่แพตอย่าบอกว่าเอามาจากพี่แล้วกัน ถ้ายูโฮะถามพี่ก็จะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็น ไม่รู้ว่ามันหลุดออกไปได้ยังไง”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ แพตไม่ทำให้พี่เดือดร้อนอยู่แล้ว ส่วนนังเด็กนั่นจะเดือดร้อนหรือเปล่า...เดี๋ยวก็รู้”

พักตร์วิมลยิ้มร้าย หวังว่าวิธีกำจัดยูโฮะครั้งนี้ต้องสำเร็จ...

เช้า วันอาทิตย์ ภคพงษ์เข้ามาสำรวจเรือนเล็กที่กำลังอยู่ในระหว่างซ่อมแซม แล้วนึกได้ว่ากล่องรูปถ่ายของตนหายไป จึงโทร.หารสาที่ยังอยู่ระยอง ซึ่งเธอกำลังวิ่งออกกำลังกายท่ามกลางอากาศสดชื่นที่ชายหาด

“ผมมีเรื่องงานจะถาม”

“วันนี้วันอาทิตย์นะคะ รออีกสักวันค่อยถามไม่ได้เหรอคะ”

“ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก...ผมอยากทราบว่ากล่องใส่ของที่อยู่ในตู้ห้องนอนของผมมันหายไปไหน”

“เรื่องแค่นี้เนี่ยนะคะ”

“มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับคุณ แต่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม ถ้าไม่จำเป็นผมคงไม่โทร.มารบกวนในวันหยุด”

“ดิฉัน นำไปฝากไว้กับป้าใจ เพราะเกรงว่าจะหายระหว่างการเคลื่อนย้ายตู้ ส่วนของตกแต่งบ้านเล็กๆ น้อยๆเช่นกรอบรูป ดิฉันนำใส่กล่องและฝากไว้กับป้าใจเช่นกันค่ะ ไม่ทราบว่ามีคำถามอื่นอีกไหมคะ”

“มี...ตอนนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่”

รสา ชะงัก...เดาอารมณ์เขาไม่ออก แต่ก็ตอบตามจริงไปว่ากำลังวิ่งออกกำลังกาย พอเขาถามว่าจะกลับกรุงเทพฯเมื่อไหร่ เธอบอกเย็นนี้...ตอบเสร็จนึกว่าหมดคำถาม แต่เขายังอยากรู้อีกว่าจะกลับมายังไง?

“นี่คุณ...ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับเรื่องงานยังไงคะ”

“เกี่ยวสิ ผมอยากแน่ใจว่าคุณกลับมาถึงกรุงเทพฯโดยปลอดภัย ผมจะได้มั่นใจว่าคุณจะมาทำงานให้ผมแต่เช้า”

“คุณไม่ต้องห่วงค่ะ ดิฉันไปทำงานให้คุณได้ในวันพรุ่งนี้แน่ๆ ตั้งแต่เช้าตามเวลางาน”

“ดี...อย่ามาสายล่ะ คุณมีงานอีกมากที่ต้องทำ ผมหมดคำถามแล้ว เชิญคุณออกกำลังกายต่อได้”

ภค พงษ์วางสายพร้อมรอยยิ้มนิดๆ ในฐานะเเป็นผู้ควบคุมการสนทนา ต่างจากรสาที่หงุดหงิดเล็กๆ บ่นพึมพำว่าจอมบงการขนานแท้...ทันใดพิมพรรณตะโกนโหวกเหวกเรียกรสา เตือนว่าใกล้เวลานัดแล้ว รสานึกได้รีบวิ่งกลับเข้าบ้านอย่างว่องไว

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

ไม่เสียชื่อซุป'ตาร์ขาแดนซ์ “ณเดชน์“ ออกสเตปเทพใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

ไม่เสียชื่อซุป'ตาร์ขาแดนซ์ “ณเดชน์“ ออกสเตปเทพใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
16 พ.ค. 2564

07:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2564 เวลา 12:25 น.