ข่าว

วิดีโอ



ตะวันทอแสง

อ่านเรื่องย่อ

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ

นักแสดงนำ:

หลังจากรัชนีพาปรางทิพย์กลับไปแล้ว สายใจพยายามหว่านล้อมภคพงษ์ให้เลิกหมกมุ่นอยู่กับการแก้แค้น ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายทำให้ใครต่อใครหลายคนต้องเสียใจ รวมถึงตัวเขาเองด้วย

ภคพงษ์รับฟังแต่ไม่ยอมยุติ บอกสายใจว่าตราบใดที่รัชนียังไม่ยอมรับตนเป็นลูก ตนก็ไม่หยุด ในเมื่อเขาชอบเล่นละคร ตนจะจัดฉากใหญ่ไว้ให้

“คุณหนูคิดจะทำอะไรอีกคะ” สายใจถามอย่างหวาดหวั่น

“เดี๋ยวป้าใจก็รู้เอง”

“โธ่...คุณหนู ป้ากับคุณเผด็จแก่แล้วนะคะ เราสองคนคงอยู่ดูแลคุณหนูอีกได้ไม่นาน ป้าไม่อยากให้คุณหนูมีชีวิตอยู่อย่างไม่เหลือใครนะคะ ถ้าคุณหนูไม่หยุดตอนนี้ ระวังว่าวันที่คุณหนูอยากจะหยุด มันจะเป็นวันที่สายเกินไปนะคะ”

ภคพงษ์นิ่งคิดไตร่ตรอง แต่เพราะความเจ็บแค้นมีมากกว่าเหตุผลจึงมองข้ามจุดนั้น มุ่งมั่นในความคิดของตัวเองต่อไป...

ด้านปรางทิพย์ที่เข้าใจผิดความสัมพันธ์ระหว่างรัชนีกับภคพงษ์ เพียงเพราะภาพที่เห็นกับตาเมื่อคืน ความไร้เดียงสาทำให้เธอว้าวุ่นใจอย่างหนัก เกรงจะเกิดปัญหาครอบครัวหากปล่อยทิ้งไว้ เช้านี้เธอหาโอกาสคุยกับพ่อตามลำพัง บอกให้ท่านรู้ว่าแม่อนุญาตให้เธอคบกับภคพงษ์ และยกเลิกเรื่องเรียนต่อต่างประเทศ เธอจะอยู่เมืองไทยและแต่งงานกับภคพงษ์

“มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอลูก” สุวิทย์ท้วงขึ้นมา

“ยิ่งเร็วยิ่งดีค่ะ ถ้าปล่อยให้นานมากกว่านี้คุณพ่ออาจจะเดือดร้อนได้”

“ปรางหมายความว่ายังไง พ่อเดือดร้อนอะไร”

“ปรางพูดอะไรมากไม่ได้ ปรางบอกได้แค่ว่า...ที่ปรางต้องรีบแต่งงานกับพี่ภัคเพราะปรางรักคุณพ่อ ไม่อยากให้คุณพ่อต้องเสียใจ ปรางรักคุณพ่อนะคะ”

สุวิทย์ค่อนข้างงงกับคำพูดคลุมเครือของลูกสาว แต่ก็ไม่ซักถามอะไรอีก นอกจากกอดตอบพร้อมบอกรักลูกที่โผเข้าซบกับอกกว้างของเขา

ooooooo

ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับวาริชที่บ้านเช่า แทบไม่มีวันไหนเลยที่พิมพรรณจะมีความสุข นับวันวาริชยิ่งแสดงตัวตนแท้จริงออกมา จากที่เคยพูดจาไพเราะสุภาพอ่อนโยน กลายเป็นหยาบคายดุดัน รีดไถแม้กระทั่ง เงินที่เธอเตรียมไว้สำหรับหาหมอ เขาพูดหน้าตาเฉยว่าจะเอาเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ อยู่ด้วยกัน ก็ต้องช่วยกันจ่าย

“แต่เงินนี่แม่ให้ไว้สำหรับไปหาหมอนะ พิมเริ่มฝากท้องแล้ว ต้องใช้เงินเยอะ”

“ใช้เยอะก็ไปขอพ่อแม่มาเยอะๆสิ จะได้พอใช้ หรือไม่ก็หาทางกลับเข้าไปอยู่บ้านให้ได้ ฉันจะได้ไม่ต้องมารับภาระอยู่คนเดียว” พูดจบเขาเดินลิ่วออกจากบ้านไปพร้อมเงินจำนวนนั้น ไม่สนใจไยดีว่าวันนี้เธอต้องไปหาหมอ

พิมพรรณนั่งคร่ำครวญด้วยความผิดหวังและเสียใจ ห้าวมาเห็นยิ่งสงสาร อยากให้เธอเลิกกับวาริชแล้วกลับไปอยู่บ้าน แต่เธอทำไม่ได้ เพราะไม่อยากให้ลูกเกิดมาไม่มีพ่อ ห้าวเหนื่อยใจไม่รู้จะพูดยังไงอีก กลับออกมาด้วยความกลุ้มใจ

เมื่อรสารู้จากห้าวว่าพิมพรรณไม่มีความสุข ต้องทนเจ็บปวดกับความเห็นแก่ตัวของวาริช ทำให้เธออดนึกถึงภคพงษ์ไม่ได้...ภคพงษ์เองก็กำลังเจ็บปวดกับการกระทำของตัวเอง การเดินออกมาจากความเจ็บปวดไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้ฉุดกระชากลากถูยังไงก็ไม่มีประโยชน์ นอกจากคนนั้นๆจะอยากออกมาด้วยตัวของเขาเอง เฉกเช่นเดียวกับพิมพรรณที่ยังไม่เดินหนีออกมา

วางสายจากห้าวแล้ว รสาเข้ามาต้อนรับเผด็จ โดยมีพิทยากับชีวินอยู่พร้อมหน้า เผด็จเป็นตัวแทนภคพงษ์มาเชิญทุกคนไปร่วมงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ในวันอาทิตย์นี้ โดยจัดที่เรือนหลังเล็ก คนอื่นๆยินดีไม่มีปัญหา ยกเว้นรสาที่ดูอึดอัด ยังตัดสินใจไม่ได้ แต่เผด็จอยากให้รสาไปงานนี้ เมื่อมีโอกาสอยู่กันตามลำพังตอนเธอเดินออกมาส่งที่หน้าบริษัท เขาจึงย้ำกับเธออีกครั้ง

“ผมเข้าใจครับ ถ้าคุณรสาจะไม่อยากมาร่วมงานด้วย แต่ผมอยากให้มานะครับ งานนี้เป็นความภูมิใจของคุณเอง คุณภัคต้องการจะเปิดตัวบ้านและเปิดตัวมัณฑนากรผู้ควบคุมการตกแต่งด้วย”

“ค่ะ รสจะลองคิดดูนะคะ คุณเผด็จคะ เรื่องที่คุณเผด็จขอให้รสช่วย เรื่องเปลี่ยนใจคุณภคพงษ์ รสคงทำไม่ได้แล้วนะคะ มันเกินความสามารถรสจริงๆค่ะ”

“ครับ...ผมเข้าใจ ถ้าคุณรสาถึงกับออกปากถอนตัวแบบนี้ เราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้มันเป็นไป”

ฟังคำพูดปลงๆของเผด็จแล้ว รสาสีหน้าไม่สู้ดี ชีวินเห็นรสากลับเข้ามาหน้าเครียดก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ถามเธอว่าคุยอะไรกับเผด็จ เรื่องภคพงษ์ใช่ไหม?

รสาชะงักอย่างเห็นได้ชัด เท่านี้ชีวินก็รู้ทันทีว่าใช่

“มีอะไรอีก เขาทำอะไรรสอีก บอกวินมาเลยนะ คราวนี้วินไม่ยอมอยู่เฉยๆแน่ งานก็ส่งหมดแล้ว ไม่ได้เป็นลูกค้าบริษัท ไม่ต้องเกรงใจอีกต่อไป บอกมา...มันทำอะไรรส”

“เขาไม่ได้ทำอะไร แค่เป็นตัวเอง ก็ทำให้รสไม่อยาก จะเห็นหน้าเขาอีกต่อไป”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ มันมีอะไรเหรอรส เขาเป็นยังไง”

“เป็นคนเห็นแก่ตัว ใจดำอำมหิต จิตใจหยาบกระด้าง เป็นทุกอย่างที่รสจะไม่มีวันอยู่ใกล้”

“รสคิดแบบนั้นจริงๆเหรอ”

“จริง...พอกันทีกับผู้ชายแบบภคพงษ์” รสาตอบเพราะเหนื่อยใจจริงๆ แต่ลึกๆเธอยังรักภคพงษ์ไม่เปลี่ยนแปลง

ooooooo

นอกจากจะเชิญปรางทิพย์และครอบครัวมาร่วมงานด้วยแล้ว ภคพงษ์ยังจัดส่งเสื้อผ้าและเครื่อง ประดับไปให้ปรางทิพย์เลือกถึงบ้าน โดยที่รัชนีกับสุวิทย์ไม่ทราบมาก่อน

เมื่อถูกรัชนีซักถาม ปรางทิพย์ตอบอย่างเป็นปลื้มว่าภคพงษ์ส่งชุดที่จะใส่ไปงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่วันอาทิตย์นี้มาให้เลือก มีทั้งชุดราตรี รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับ

“ปรางขอตัวขึ้นไปลองชุดก่อนนะคะ”

ปรางทิพย์ท่าทีตื่นเต้นมาก หันไปสั่งสาวใช้ให้ขนของทั้งหมดตามเธอขึ้นไปบนห้อง สุวิทย์มองตาม เริ่มกังวล

“ผมเริ่มเห็นด้วยกับคุณแล้ว ตั้งแต่คบกับภคพงษ์

ปรางเปลี่ยนไปมากจริงๆ ทั้งเรื่องการพูดจา การวางตัว แล้วยังเรื่องเรียนอีก อยู่ๆมาขอยกเลิกไม่ไปเรียนฝรั่งเศส แล้วยังบอกอีกว่าคุณอนุญาตแล้ว”

“ค่ะ ฉันอนุญาตเอง คือเรื่องมันซับซ้อนนิดหน่อยน่ะค่ะ”

“บอกผมได้หรือเปล่าว่ามันซับซ้อนยังไง มีอะไรที่ผมไม่รู้ และควรจะรู้หรือเปล่า วันก่อนลูกบอกผมว่าเขาอยากจะรีบแต่งงานกับภคพงษ์เพื่อผม เขาไม่อยากให้ผมเสียใจ เลยต้องรีบแต่ง ผมไม่เข้าใจว่าปรางหมายถึงอะไร”

“เดี๋ยวรัชจะลองไปถามแกดูค่ะ” รัชนีอยากรู้ไม่น้อยไปกว่ากัน...

แต่แทนที่ปรางทิพย์จะตอบคำถามของแม่ดีๆ เธอกลับยอกย้อนจนรัชนีงุนงงไปกันใหญ่

“คุณแม่ไม่ทราบจริงๆเหรอคะว่าปรางหมายถึงอะไร”

“แล้วทำไมแม่ต้องรู้ด้วย”

“ก็คุณแม่เป็นคนทำ คุณแม่ก็ต้องรู้สิคะ”

“ปราง...แม่งงไปหมดแล้ว ปรางพูดอะไร แม่ไปทำอะไร”

“ปรางเห็นคุณแม่กอดกับพี่ภัค ในวันที่คุณแม่เมา หวังว่าคงจะไม่เมามากจนจำอะไรไม่ได้นะคะ”

รัชนีช็อกไปชั่วขณะ ก่อนเปล่งเสียงออกมาอย่างอัดอั้นเต็มที “ปราง...ปรางกำลังเข้าใจผิดนะลูก มันไม่ได้เป็นอย่างที่ปรางคิด”

“ถ้าไม่ใช่แล้วมันคืออะไรคะ การที่ผู้หญิงคนหนึ่งโผเข้าไปกอดผู้ชายในที่ลับตาคน มันมีกี่เหตุผล และกอดกันในฐานะอะไร คุณแม่ตอบปรางได้ไหมคะ”

รัชนีอึกๆอักๆ ตอบไม่ถูก นั่นยิ่งทำให้ปรางทิพย์มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิด

“ปรางไม่เคยคิดเลยนะคะว่าคุณแม่จะทำแบบนี้ได้ คุณพ่อรักคุณแม่มาก ทำไมคุณแม่ถึงทำแบบนี้ลับหลังท่าน มันทำให้ปรางรู้ว่าที่ผ่านมาคุณแม่กีดกันปรางเพราะอะไร เพราะคุณแม่รักพี่ภัคใช่ไหมคะ”

“ไม่ใช่นะปราง...มันไม่ใช่” รัชนีพูดระรัว แต่พอลูกสาวสวนกลับ ก็อึ้งไปอีก

“แล้วมันคืออะไรคะ คุณแม่ก็ตอบปรางไม่ได้

เพราะสิ่งที่ปรางคิดมันเป็นความจริง มันทำให้ปรางต้องรีบแต่งงานกับพี่ภัคให้เร็วที่สุด คุณแม่จะได้เลิกคิดแบบนั้นกับพี่ภัคสักที”

ปรางทิพย์พูดจบก็เดินหนีเข้าไปลองชุดในห้องน้ำ รัชนีหน้าซีดหน้าเสีย ทรุดนั่งบนเตียง...ไปกันใหญ่แล้ว เรื่องลุกลามจนเกินกว่าเธอจะควบคุม!

ooooooo

วาริชทำร้ายจิตใจพิมพรรณไม่หยุดหย่อน เมื่อตอนเช้าแย่งเงินเธอไป แล้วตอนค่ำยังพาผู้หญิงอีกคนเข้ามาอยู่ร่วมชายคาอย่างไม่แคร์ความรู้สึกของเธอเลยสักนิด แถมยังจะลงไม้ลงมือเมื่อเธอโวยวายรับไม่ได้ขึ้นมา...ที่สุด พิมพรรณก็ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากร้องไห้ด้วยความช้ำใจ!

ถึงวันงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของภคพงษ์แล้ว ชีวินแต่งตัวหล่อกว่าทุกวัน แถมยังซื้อชุดสวยมาให้รสาใส่ไปงานด้วยกัน และตั้งใจว่าค่ำคืนนี้เขาจะขอเธอแต่งงาน

เมื่อภคพงษ์เห็นทั้งคู่มาด้วยกันก็อดหึงหวงรสาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องเทกแคร์ปรางทิพย์เพื่อทำร้ายจิตใจรัชนีอย่างที่ตั้งใจไว้ รสากับชีวินจึงมีเวลาใกล้ชิดกันมากในงานนี้

หลายสิ่งหลายอย่างที่ภคพงษ์พูดกับรัชนีทำให้สุวิทย์แอบสงสัยขณะที่ปรางทิพย์ไม่รู้อะไร ความไร้เดียงสาของเธอตกเป็นเครื่องมือแก้แค้นของภคพงษ์ได้อย่างเนียนๆ

ภคพงษ์คิดจะขอปรางทิพย์แต่งงานเพื่อบีบบังคับให้รัชนียอมรับความจริงว่าเขาเป็นลูก แต่ไม่ทันพูดกลาง งานก็มีเหตุให้ภคพงษ์ต้องหยุดไว้ก่อน เนื่องจากในระหว่างที่เขากับปรางทิพย์เต้นรำ และรสาก็จับคู่กับชีวิน รัชนีเห็นปรางทิพย์ซบอกภคพงษ์ก็ยิ่งเครียด ดื่มเหล้าหนักจนประคองตัวเองไม่ได้ เซไปชนโต๊ะเครื่องดื่มล้มระเน ระนาดจนแขก เหรื่อตกอกตกใจ

เห็นรัชนีเครียดจนเป็นลม ภคพงษ์ยิ่งสะใจ พาเธอไปให้สายใจช่วยดูแล พอเธอฟื้นขึ้นมา เขายังไม่หยุดทำร้ายจิตใจเธออีก ทำทีจะไปประกาศแต่งงานกับปรางทิพย์ต่อหน้าทุกคน รัชนีสุดทานทน โพล่งออกมาอย่างคับแค้นแสนสาหัส

“เธอจะทำแบบนั้นทำไม? ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ เธอก็รู้ว่าเธอแต่งงานกับปรางทิพย์ไม่ได้ ยายปรางหลงไปกับสิ่งที่เธอทำมาทั้งหมดยังไม่พออีกเหรอ เธอจะทำร้ายจิตใจเขาไปถึงไหน”

“ถึงที่สุดไง ทำร้ายจิตใจอย่างถึงที่สุด เหมือนกับที่คุณเคยทำกับพ่อ เคยทำกับผม ถ้าคุณยังไม่ยอมเปิดปากบอกความจริง คุณก็เตรียมตัวเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดได้เลย”

พูดขาดคำ ภคพงษ์เดินออกไปเลย รัชนีลุกขึ้น ตะโกน ขอให้เขาหยุด หยุดเสียที แต่เขาไม่เหลียวหลังกลับมามอง สายใจเห็นแล้วเวทนาสงสาร เข้าประคองรัชนีที่ทำท่าจะทรงตัวไม่อยู่

“คุณผู้หญิงคะ คุณพักก่อนเถอะค่ะ พูดอะไรไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์”

“สายใจ...ฉันไม่อยากให้ปรางทิพย์ต้องเสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว เธอช่วยฉันหยุดภคพงษ์หน่อยนะ ฉันขอร้อง หยุดเขาที ฉันไม่อยากให้ปรางทิพย์ต้องเสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว ฉันสงสารลูก”

รัชนีร้องไห้ออกมาอย่างหมดฟอร์ม สายใจสงสารจับใจ เดินตามภคพงษ์ขึ้นไปข้างบน เห็นเขากำลังหยิบกล่องแหวนออกจากลิ้นชัก

“คุณหนูคะ คุณหนูจะทำแบบนี้ทำไมคะ”

ภคพงษ์ไม่ตอบ จะเดินออกจากห้องพร้อมกล่องแหวน

“ป้าไม่ห้าม...แต่ป้าจะขอเตือนคุณหนูเป็น

ครั้งสุดท้าย ป้ารู้ว่าตอนนี้คุณหนูมองอะไรไม่เห็นหรอกค่ะ เพราะความแค้นมันบังตาไปหมด ความแค้นที่มันควบคุมให้คุณหนูทำทุกอย่างเพื่อให้มันหายแค้น แต่คุณหนูลองคิดดูดีๆนะคะ ว่าทำไปแล้ว ความแค้นที่มันฝังอยู่ในใจมันหายไปหรือเปล่า”

สายใจพูดทั้งน้ำตา ภคพงษ์หยุดกึก สะอึกอยู่ในอก

“ต่อให้คุณหนูทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ทำร้ายจิตใจทุกคนแม้แต่ตัวเอง แต่ความแค้นมันก็ยังคงอยู่ แต่สิ่งที่มันจะหายไปอย่างแน่นอนที่สุด...คือความรัก ความรักที่กำลังจะถูกทำลายไปเพราะความแค้น ป้าอยากให้คุณหนูตั้งสติและไตร่ตรองดูดีๆว่าคุณหนูจะเลือกอะไรระหว่าง...ความแค้นกับความรัก”

สายใจค่อยๆหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ภคพงษ์ครุ่นคิดอย่างหนัก...บาดแผลในใจโดนสะกิด ความกังวลเรื่องรสาโดนกระตุ้นให้ครุ่นคิด นึกถึงตอนรสาตบหน้าแล้วบอกว่าเกลียดเขา...

ooooooo

ขณะนั้นที่มุมหนึ่งหน้าเรือนเล็ก รสาหลบมานั่งซึมเศร้า ชีวินตามมาเจอ ลงนั่งข้างเธอ พลางชวนคุยเพื่อสร้างบรรยากาศ

“มานั่งหลบอยู่ตรงนี้ได้ยังไง คนในงานเขาถามหารสกันใหญ่ มีแต่คนชอบงาน พี่พิทหน้าบานคับงานเลย ได้ลูกค้าอีกเพียบ รสดีใจหรือเปล่า”

“ก็ดีใจ...แต่ความจริงงานนี้วินก็มีส่วนช่วยตั้งเยอะ วินเองก็ต้องดีใจด้วยนะ”

“วินดีใจอยู่แล้ว ถ้าวินทำให้รสมีความสุขได้ ถึงมันจะเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆวินก็ดีใจ”

“ขอบใจมากนะวิน ขอบใจที่อยู่ข้างๆรสมาตลอด ขอบใจที่คอยเตือนสติ และช่วยเหลือทุกอย่าง ถ้ามีอะไรที่รสจะตอบแทนวินได้ บอกมาได้เลยนะ”

“บอกได้เลยจริงอ่ะ”

“จริงสิ”

“แต่งงานกับเรานะ” ชีวินโพล่งออกไป...รสาตาพองโตคาดไม่ถึง

“แต่งงานกับเรานะรส” เสียงเน้นย้ำของชีวินทำให้ภคพงษ์ที่เดินเร็วๆมาจากเรือนใหญ่ถึงกับก้าวขาไม่ออก

“วินว่าไงนะ” รสาถามงงๆ

“วินชวนรสแต่งงาน ถ้ารสไม่รังเกียจ”

“พูดอะไรแบบนั้น รสจะรังเกียจวินได้ยังไง วินคือคนที่อยู่เคียงข้างและจริงใจกับรสมาตลอด รสไม่มีวันจะรังเกียจวินอยู่แล้ว”

“ถ้าไม่รังเกียจ...แล้ว...เอ่อ...” ชีวินพูดไม่ออก ทั้งเขิน ทั้งลุ้น ตื่นเต้นจนประหม่าไปหมด

ภคพงษ์เองก็ลุ้น ใจเต้นแรงไม่น้อยไปกว่าชีวิน

“จ้ะ รสจะแต่งงานกับวิน”

คำตอบรสาทำให้ชีวินยิ้มร่าดีใจ แต่...ภคพงษ์ใจหายวาบ ผิดหวังและเสียใจอย่างรุนแรง

“จริงๆนะ รสจะแต่งงานกับวินจริงๆนะ”

รสายังไม่ทันจะตอบอีกครั้ง เสียงปรางทิพย์ดังมาจากหลังซุ้มดอกไม้

“พี่ภัคคะ...”

รสาชะงักด้วยความตกใจ...ภคพงษ์หันไปเห็น

ปรางทิพย์กำลังเดินมา เขารีบเดินหลบออกไปดักหน้าเธอไว้ แล้วพาหายไปในความมืด รสาที่ลุกเดินมาดูจึงไม่เห็นพวกเขาแล้ว

ชีวินสังเกตได้ถึงความลังเลสับสนในแววตาของรสา เขาก้มมองแหวนในมือตัวเองแล้วตัดสินใจพูดออกมา

“รส...ถ้ารสกำลังสับสน อย่าเพิ่งตัดสินใจเรื่องสำคัญตอนที่อยู่ในอารมณ์แบบนี้เลยนะ วินรอได้...แหวนวงนี้วินจะเก็บไว้ให้รสในวันที่รสพร้อมที่สุด วินอยากให้รสแน่ใจ และแต่งงานกับวินด้วยความรัก ไม่ใช่ความสับสน”

รสานิ่งเงียบ...ยอมรับว่าตัวเองเกิดความสับสนขึ้นในใจจริงๆ

ฝ่ายภคพงษ์ที่พาปรางทิพย์กลับเข้าไปในงาน เขากำลังสับสนเช่นกัน ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะลุยรัชนีต่อ หรือว่าห่วงเรื่องรสา กระทั่งปรางทิพย์บอกว่าจะขอตัวกลับ เพราะพ่อบอกว่าแม่อาการดีขึ้นแล้ว ภคพงษ์จึงยุติเรื่อง แก้แค้นไว้ก่อน แล้วเผอิญออกไปเจอรสากำลังจะกลับ โดยไม่รอชีวินไปส่ง เขาฉวยโอกาสนี้บังคับเธอขึ้นรถ บอกว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน

“ฉันไม่อยากคุย”

“ถ้าคุณไม่ยอมให้ผมไปส่ง พรุ่งนี้ผมจะจ้างคุณพิทยามาสร้างบ้านให้ผมอีกสักหลัง จ่ายไม่อั้น และคุณจะต้องเป็นออกแบบทั้งหมด จะทนอยู่บนรถกับผมไม่ถึงชั่วโมง หรือจะทนทำงานให้ผมอย่างน้อยหนึ่งปี...เลือกเอา”

“ถ้าฉันเลือกได้ ฉันเลือกอยู่กับคุณให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ภคพงษ์มองหน้ารสา ต่างคนต่างไม่ยอม แววตาเชือดเฉือน

“ขึ้นรถ” เขาสั่งเสียงเข้ม

รสาขึ้นรถไปด้วยความขัดใจ ภคพงษ์ปิดประตูอย่างแรง บ่งบอกถึงอารมณ์หึงหวง

ooooooo

ชีวินมัวแต่ไปห้องน้ำ กลับออกมาอีกทีไม่เห็นรสาแล้ว มองซ้ายมองขวาก่อนเดินไปถามพิทยากับคัพเค้กที่กำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารหลากหลายอย่าง

“รสล่ะ”

“พี่รสกลับไปแล้วค่ะ”

“กลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ กลับยังไง”

“สักสิบนาทีแล้ว เห็นบอกว่าจะไปแท็กซี่ค่ะ คัพเค้กกับพี่พิทตี้บอกให้รอพี่วินก็ไม่ยอมรอ”

“ฉันว่ายายรสมันคงจะเบื่อสุดๆ สุดจะเบื่อหน้างี้ เบื๊อเบื่อ มันก็เลยไม่รอแก รีบเผ่นกลับไปเลย”

“เฮ้อ...รสนี่ใจร้อนจริงๆ นี่ก็ดึกแล้ว อันตราย”

ชีวินบ่นด้วยความเป็นห่วง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทร.หารสา...

เวลานั้น รสานั่งอยู่ในรถภคพงษ์ มองโทรศัพท์มือถือตัวเองเห็นชื่อชีวิน เธอจะกดรับ ภคพงษ์แย่งไปจากมือแล้วปิดเครื่องก่อนโยนมันไปที่เบาะหลังหน้าตาเฉย

“เฮ้ย...อะไรวะ” ชีวินร้องขึ้นด้วยความแปลกใจ แล้วพยายามกดโทร.อีก แต่ติดต่อไม่ได้

ชีวินเริ่มใจคอไม่ดี สงสัยว่าทำไมรสาถึงปิดเครื่อง หรือว่าเกิดเรื่องอะไรกับเธอ...เขาหันมองไปรอบงานเหมือนจะหาใครบางคน เมื่อไม่เห็นจึงเข้ามาถามคัพเค้ก

“คัพเค้ก...เห็นภคพงษ์หรือเปล่า”

“ไม่เห็นค่ะ เออนั่นสิ เจ้าภาพหายไปไหนนะ”

ชีวินหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความไม่สบายใจ มีลาง สังหรณ์แปลกๆที่ไม่ค่อยดีนัก

ooooooo

ตอนแรกภคพงษ์ตั้งใจไปส่งรสากลับบ้าน แต่ระหว่างทางสองคนเกิดมีปากเสียงกันโดยชีวินเป็นชนวนเหตุ ทำให้ภคพงษ์เปลี่ยนใจเลี้ยวรถไปบ้านพักตากอากาศใกล้ๆ แล้วใช้กำลังข่มเหงรังแกรสาด้วยความรักและหึงหวง

ชีวินเป็นห่วงรสามากเพราะติดต่อเธอไม่ได้ตลอดทั้งคืน ขณะเดียวกันปรางทิพย์ก็ติดต่อภคพงษ์ไม่ได้เหมือนกัน รัชนีแอบเห็นอาการร้อนรนกระวนกระวายของลูกสาวแล้วยิ่งกังวล ตัดสินใจอย่างฉับพลันว่าเธอต้องพาลูกไปจากเมืองไทยให้เร็วที่สุด ซึ่งจุดหมายก็คือบ้านเดิมที่อังกฤษ

“คุณจะพาลูกไปอังกฤษ?” สุวิทย์ถามย้ำด้วยความประหลาดใจ

“ใช่ค่ะ ฉันตัดสินใจแล้ว ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ทุกอย่างจะต้องแย่ลงมากกว่านี้แน่ๆ”

“แล้วลูกจะยอมไปเหรอ”

“ปรางทิพย์ไม่จำเป็นต้องยอม แต่เขาจะต้องไป ไม่ว่ายังไงรัชก็ต้องพาลูกไปจากที่นี่ให้ได้ ก่อนที่ภคพงษ์จะทำลายชีวิตปรางทิพย์มากไปกว่านี้”

“เฮ้อ...ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหนุ่มสาวสมัยนี้เขาคิดอะไรกัน เอาเป็นว่าผมยกหน้าที่ให้คุณดูแลก็แล้วกัน คุณรู้จักลูกดีที่สุด ผมเชื่อใจคุณ”

สุวิทย์ทิ้งท้ายด้วยความไว้วางใจ รัชนีแอบวูบไหวกับคำว่าเชื่อใจ ก่อนจะปรับสีหน้ากล่าวขอบคุณเขาที่ไว้ใจเธอตลอดมา...

ที่บ้านพักตากอากาศ รสานอนร้องไห้บนเตียง

ภคพงษ์รู้สึกผิดต่อการกระทำของตนจนพูดไม่ออก พยายามจะกอดปลอบเธอ กลับถูกเธอแดกดันอย่างรู้ทันว่า คนอย่างเขารู้สึกผิดเป็นด้วยหรือ?

“รสา...” ภคพงษ์ครางเสียงแผ่ว

“คนอย่างคุณ...คิดว่าตัวเองคิดถูกทำถูกมาตลอด ในหัวใจคุณมันมีแต่ความคิดแค้นอาฆาต คุณมันใจร้ายใจดำ ชีวิตคุณถึงมืดมนไม่มีวันได้พบแสงสว่างซักที”

“มีสิ ชีวิตผมกำลังจะพบแสงสว่าง...รสา คุณคือแสงสว่างในชีวิตผม”

รสาปฏิเสธพร้อมกับพยายามจะสะบัดตัวหนี แต่เขาไม่ปล่อย เว้าวอนอย่างน่าสงสาร

“เป็นแสงสว่างให้ผมได้ไหมรสา”

หญิงสาวเริ่มสะอื้น ความน้อยใจเสียใจพรั่งพรู “คุณทำอย่างนี้กับฉันมากี่ครั้งกี่หนแล้ว ทำดีต่อฉันอ่อนหวานต่อฉัน แต่อีกวันก็จับฉันโยนออกไป ไม่สนไม่แคร์ รู้มั้ย

ฉันงง ฉันเจ็บ ฉันไม่รู้...ไม่รู้จริงๆว่ามันคืออะไรกันแน่”

“ความรักไงรสา ผมรักคุณ เชื่อผมว่าผมรักคุณ เพราะตอนแรกผมเองก็ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆว่าทำไมผมต้องนึกถึง คิดถึง เป็นห่วง และหึงเวลาคุณอยู่กับผู้ชายอื่น แม้แต่เวลาที่ผมอยู่กับผู้หญิงอื่น ผมก็ยังคิดถึงคุณตลอดเวลา...ผมรักคุณ คุณพูดถูก ชีวิตผมมันมืดมน มืดมนมาตลอด คุณคง ไม่รู้หรอกว่าคนที่ต้องจมอยู่กับชีวิตที่มืดมนมันทุกข์แค่ไหน ผมเองก็อยากมีความสุขเหมือนกับคนอื่นๆ ขอได้ไหมรสา ...เป็นแสงสว่างให้ผม รักผมคนเดียว”

เธอจ้องหน้าเขาครู่หนึ่ง เห็นแววตาจริงจังจึงเอ่ยปาก

“แล้วถ้าฉันจะขอคุณบ้าง”

“ได้สิ คุณต้องการอะไร ผมยินดีทำให้คุณทุกอย่าง”

“คุณไม่ต้องทำทุกอย่าง ฉันขอให้คุณทำแค่อย่างเดียว ขอแค่คุณรับปากฉันว่าสิ่งที่คุณทำกับฉันเมื่อคืนนี้มันจะเป็นการกระทำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของคุณแล้ว นับจากนี้ไปคุณจะไม่ทำเรื่องร้ายๆ เพื่อทำให้คนอื่นต้องเสียใจอีก โดยเฉพาะแม่และน้องสาวของคุณ ขอให้ฉันเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจ็บปวดเสียใจจากการกระทำของคุณ ฉันขอแค่นี้ ให้ฉันได้ไหม”

“สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิตคุณจริงๆเหรอรสา คุณเจ็บปวด เสียใจมากจริงๆเหรอ”

เธอไม่ตอบ เลี่ยงด้วยการถามเขาเสียงแข็งว่าสิ่งที่เธอขอ เขาทำให้เธอได้ไหม?

“ได้...ผมจะทำเพื่อคุณ ผมจะยอมหยุดทุกอย่างเพื่อคุณ”

ooooooo

สายวันเดียวกันนี้ วาริชไล่พิมพรรณออกจากบ้านอย่างกับหมูกับหมา ขนเสื้อผ้าข้าวของของเธอโยนทิ้งไปนอกบ้านเกลื่อนกลาด โดยไม่สนใจว่าเธอจะตกใจและเสียใจสักแค่ไหน

“ทำไม...ทำไมต้องไล่กันแบบนี้ด้วย พิมทำผิดอะไร”

“ก็ผิดทุกอย่าง ตั้งแต่ทำให้พ่อเธอยอมรับฉันไม่ได้ ขนาดฉันพยายามจะกดดันทำให้เธอหาทางพาฉันเข้าไปอยู่ในบ้านเธอให้ได้ แต่เธอก็ทำไม่สำเร็จ อยู่กันไปก็ไร้ประโยชน์”

“แล้ววาริชจะให้พิมไปอยู่ไหน”

“ก็กลับไปหาพ่อแม่เธอไง ไปอ้อนวอนขอให้เขายอมรับฉันให้ได้ แล้วเราก็จะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน”

“พี่วาจะไปหรือยัง ฉันอยากดูหนังแล้วนะ” สาวโบว์ส่งเสียงออกมาจากในห้อง แต่งตัวสวยเด้ง สีหน้าไม่ใส่ใจเรื่องอื่นใดทั้งนั้น วาริชหันมองแล้วส่งยิ้มหวาน ก่อนจะหันกลับมาเล่นงานพิมพรรณต่อ

“อย่าลืมที่ฉันบอก ทำยังไงก็ได้ให้พ่อเธอยอมรับฉันให้ได้”

“เดี๋ยว...ถ้าฉันทำแบบนั้นได้จริงๆ คุณจะทำยังไงกับผู้หญิงคนนี้”

“จะทำยังไงเหรอ ก็ไม่ทำยังไง ก็อยู่กันไปแบบสามคนนี่แหละ น้องโบว์เขารับได้ เธอก็ต้องรับได้เหมือนกัน”

“ไม่! พิมรับไม่ได้ อยู่กันแบบสามคนผัวเมียแบบนี้ ไม่ได้ ยังไงพิมก็ไม่ยอม ถ้าคุณจะเลือกมันก็ไปหย่ากับพิม”

“ฝันไปเถอะ กว่าฉันจะหลอกให้เธอมาจดทะเบียนได้ก็แทบแย่ อยู่ๆจะให้หย่ากันไปง่ายๆได้ยังไง ถ้าอยากให้ฉันเลิกก็ต้องแบ่งสมบัติของเธอมาให้ฉัน ถ้าฉันได้จนพอใจแล้วฉันก็จะปล่อยเธอไปเอง รีบไปจัดการเรื่องพ่อเธอให้เรียบร้อย ถ้าทำไม่สำเร็จอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้า”

วาริชสำทับสีหน้าดุดัน แล้วโอบเอวโบว์เดินออกไป ทิ้งพิมพรรณร่ำไห้แทบขาดใจอยู่กับกองสัมภาระ...หลังจากคิดทบทวนเรื่องราวอยู่พักหนึ่ง พิมพรรณตัดสินใจโทร.หาพ่อที่บ้าน พร้อมรับสายแต่ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ แล้วตัดสายทิ้งทันทีที่ลูกขอโทษ และจะขอกลับมาอยู่บ้าน

ทิฐิของพร้อมทำให้พิมพรรณยิ่งเสียใจ ตั้งใจจะปรึกษารสาแต่ติดต่อไม่ได้ เธอจนปัญญามองไม่เห็นทางออก พูดพึมพำกับลูกในท้องทั้งน้ำตานองหน้า

“แม่ไม่รู้จะไปทางไหนแล้วลูกจ๋า...แม่จนปัญญา หมดหนทางจริงๆ ไม่มีใครรักแม่อีกแล้ว ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้วจริงๆ ถ้าแม่ตายไปสักคน...คงไม่มีใครเสียใจ”

พิมพรรณจิตตกถึงขีดสุด ความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าจู่โจมเข้ามาจนเกินจะต้านทาน ในวูบนั้นเองเธอหันไปที่ตู้ยา กวาดทุกขวดออกมาเทรวมกันแล้วกรอกใส่ปากตัวเองอย่างไม่ลังเล!

ooooooo

บ่ายนั้น ภคพงษ์ขับรถมาจอดหน้าบ้านป้าอาภรณ์ รสารีบร้อนลงจากรถจะเข้าบ้าน เธอไม่ต้องการให้ใครรู้เห็นอะไรทั้งนั้น ภคพงษ์ตามมารั้ง ตั้งท่าจะเว้าวอนด้วยความรัก

“ปล่อยค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”

“เห็นสิดี ให้เห็นกันเยอะๆเลย เขาจะได้รู้ว่า...”

“คุณภคพงษ์! เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”

“ไม่เอาน่า...รสา”

“การผูกมัดแค่ทางร่างกาย มันไม่ได้แปลว่าคุณจะได้ใจคนคนนั้นไปด้วยนะคะ อย่าลืมทำตามสัญญาที่คุณให้ไว้กับฉัน”

“ผมไม่มีทางลืม ผมจะจบ จะยุติทุกสิ่งทุกอย่างตามที่คุณต้องการ”

“ไม่ใช่ตามที่ฉันต้องการ แต่ตามที่คุณสมควรจะต้องทำต่างหาก”

“ได้...เพื่อพิสูจน์ว่าผมจริงใจกับคุณมากแค่ไหน คุณจะได้ภูมิใจว่าเลือกคนไม่ผิด”

“ใครเลือกใคร แล้วทำไมฉันต้องเลือก”

“คุณเลือกผม แล้วที่คุณต้องเลือกผมก็เพราะคุณรักผม เคลียร์มั้ย” เขาพูดยิ้มๆ แต่เธอไม่ยิ้มด้วย จ้องหน้าเขาจริงจัง

“ไม่ว่าจะเลือกหรือจะรักใครก็ตาม ตราบใดที่คำพูดยังไม่ได้ออกจากปากฉัน ก็แสดงว่ามันยังไม่ใช่”

ภคพงษ์อึ้ง พูดพึมพำกับตัวเองขณะมองตามรสาเดินจากไป

“ตกลง...รสา ผมจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเลือกและรักผมด้วยความเต็มใจ ผมอยากให้คุณมาเป็นแสงสว่างในชีวิตผม”

ภายในบ้าน อาภรณ์ซักถามหลานสาวว่าเมื่อคืนไปไหนมา ป้าติดต่อไม่ได้เลย รสาโกหกว่าไปกับเพื่อนแล้วเลี่ยงขึ้นห้องไปอาบน้ำ เสียงป้ายังตะโกนไล่หลังให้โทร.หาชีวินด้วย เขาเป็นห่วงเธอมาก

รสาหน้าเศร้า หยิบมือถือออกมาชาร์จแบตและเปิดเครื่อง เห็นว่าไม่ได้รับสายของชีวินจำนวนมาก อีกทั้งพิมพรรณก็โทร.มา รสารีบติดต่อกลับพิมพรรณแต่เครื่องปิด จึงโยกไปโทร.หาห้าว ให้ไปดูพิมพรรณทีว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า เพราะเธอไม่เคยโทร.หานานแล้ว น่าจะมีเรื่องใหญ่แน่ๆ

เมื่อห้าวไปถึงบ้านเช่า ปรากฏว่าพิมพรรณกลายเป็นศพเสียแล้ว ห้าวตกใจแทบช็อก จังหวะนั้นวาริชกับโบว์กลับมาพอดี สองคนตกใจลนลานวิ่งหนีออกจากบ้านไปทันที

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของพิมพรรณ ทำให้ทุกคนในครอบครัวโศกเศร้าเสียใจมาก โดยเฉพาะพร้อมที่โทษตัวเองเป็นคนผิด ผิดที่ไม่ยกโทษให้ลูก...รสาเองก็ทำใจไม่ได้ ร้องไห้ตลอดทางที่ชีวินขับรถมาส่งถึงระยอง

เพียงวันรุ่งขึ้น วาริชย้อนกลับมาที่บ้านเช่าเพื่อเก็บสิ่งของมีค่า แต่กลายเป็นว่าต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ เขาถูกผัวตัวจริงของโบว์แทงตายคาที่!

ในระหว่างที่รสามางานศพพิมพรรณที่ระยอง เธอปิดเสียงโทรศัพท์มือถือไว้ตลอด ภคพงษ์โทร.หาหลายครั้งจึงไม่ได้พูดคุยกัน...

ภคพงษ์ตั้งใจยุติการแก้แค้นรัชนีเพื่อรสา แต่ในวันที่เขาจะไปบอกรัชนี ความโกรธแค้นกลับพุ่งพล่านขึ้นมาอีก เพราะรัชนีกำลังบังคับปรางทิพย์ให้ขึ้นรถ

“อย่าเข้ามานะ” รัชนีตวาดภคพงษ์ที่จะเข้ามาช่วยปรางทิพย์ “เธอทำให้เราสองคนแม่ลูกแตกแยกกันมากพอแล้ว หยุดซักที หยุดและออกไปจากชีวิตเราสองคนได้แล้ว”

“คุณแม่ ทำไมคุณแม่พูดแบบนี้ ปรางไม่เคยรังเกียจที่พี่ภัคเข้ามาในชีวิตปรางแม้แต่นิดเดียว”

“ปรางไม่รังเกียจ แต่คุณแม่ของปรางเขารังเกียจ เขารังเกียจพี่ รังเกียจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

“พี่ภัคพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ พูดอย่างกับพี่ภัคกับคุณแม่รู้จักกันมานานแล้ว”

“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น...หยุดพูดเถอะ ที่ผ่านมามันคงจะสะใจเธอมากพอแล้ว ฉันไม่ยอมปล่อยให้ปรางทิพย์อยู่เป็นเหยื่อให้เธอทำร้ายมากไปกว่านี้ ไปได้แล้วลูก” รัชนีพยายามตัดบท กระชากลูกสาวออกไป

“นี่พวกคุณจะไปไหน”

“คุณแม่บังคับให้ปรางไปอังกฤษ แล้วบอกว่าจะไม่กลับมาประเทศไทยอีก แต่ปรางไม่อยากไป”

“ปรางต้องไป!” รัชนีตวาดลูกสาวเสียงเขียว...พูดกับภคพงษ์เหมือนบอกลา “เธอมีชีวิตของเธอ ฉันมีชีวิตของฉัน หวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก”

“คุณจะหนีผมไปอีกแล้วใช่มั้ย”

รัชนีชะงักกึก ภาพในอดีตตอนเธอทิ้งเขาไปผุดพรายขึ้นมา...แต่ชั่วพริบตาเดียวเธอก็ตัดสินใจเดินหน้า ลากปรางทิพย์ขึ้นรถ แล้วรีบร้อนขับออกไปด้วยตัวเอง ทิ้งคนรถยืนเหวอทำอะไรไม่ถูก

“ผมจะไม่ยอมให้คุณทิ้งผมไปอีกเป็นครั้งที่สอง คุณรัชนี!” ภคพงษ์คำรามด้วยความแค้น ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับรสาจนหมดสิ้น!

รัชนีขับรถมุ่งหน้าไปสนามบิน เหลือบเห็นภคพงษ์

ไล่กวดตามหลังมา เธอยิ่งเร่งความเร็วหนี ท่ามกลางเสียงร่ำร้องของลูกสาวที่ดังไม่หยุดหย่อน

“ปรางไม่ไป ปรางไม่ยอมไป คุณแม่ปล่อยปรางนะคะ ปรางบอกให้ปล่อย เมื่อกี้พี่ภัคพูดอะไรคะ คุณแม่เคยทิ้งพี่ภัคตอนไหน คุณแม่เคยรู้จักกับพี่ภัคเมื่อไหร่ คุณแม่ปิดบังอะไรปรางกับคุณพ่อ ตอบมาสิคะ ตกลงคุณแม่กับพี่ภัคเป็นอะไรกันแน่”

“แม่จะบอกทุกอย่างให้ปรางฟังต่อเมื่อเราไปจากที่นี่แล้วเท่านั้น”

“ทำไมคะ ทำไมเราจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ คุณแม่จะหนีพี่ภัคใช่ไหมคะ ทำไมคุณแม่ถึงต้องหนีพี่ภัคด้วยคะ”

รัชนีโดนจี้ใจดำไม่รู้จะตอบยังไง ตวาดลั่น “หยุดถามซะที รู้ไว้อย่างเดียว เราต้องไปจากที่นี่ นั่งดีๆ รัดเข็มขัด”

“ไม่!! ถ้าคุณแม่ไม่บอกความจริง ปรางจะกระโดดลงจากรถเดี๋ยวนี้”

“อย่านะปราง”

ปรางทิพย์ทำท่าจะเปิดประตูจริงๆ รัชนีพยายามดึงยื้อไว้ด้วยมือเดียว ทันใดนั้นรถภคพงษ์เร่งเครื่องจะแซง รัชนีตกใจเร่งหนีขณะที่ยื้อปรางทิพย์ไปด้วย ความชุลมุนทำให้รัชนีไม่ทันเห็นว่าข้างหน้าเป็นไฟแดง ขับฝ่าออกมาจนประสานงากับรถอีกฝั่งเสียงดังโครม...ภคพงษ์ตกใจมาก ตะโกนเรียกแม่ดังลั่น!

สองแม่ลูกถูกลำเลียงเข้าไปในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ปรางทิพย์อาการไม่หนักยังพอรู้สึกตัว ขณะที่รัชนีสาหัสเลือดท่วมไม่ได้สติ...ภคพงษ์จะตามเข้าไปในห้องไอซียู แต่พยาบาลกันไว้ แจ้งว่าญาติคนไข้ต้องรออยู่ข้างนอก

ooooooo

เผด็จกับสุวิทย์มาถึงโรงพยาบาลพร้อมกัน เป็นช่วงเวลาที่พยาบาลถามหาญาติของรัชนีเพราะต้องการเลือดกรุ๊ปเดียวกับเธอ ซึ่งเลือดกรุ๊ปเอบีเนก-กาทีฟหายากมากทางเราไม่มีสำรอง สุวิทย์ร้อนใจเพราะเขากับลูกสาวไม่ใช่กรุ๊ปนี้ แต่ภคพงษ์บอกว่าเขามี ให้เอาเลือดของเขาได้เลย

ขณะที่ภคพงษ์อยู่ในขั้นตอนการบริจาคเลือด รสา เพิ่งกลับจากระยองมาถึงบ้านป้าอาภรณ์ เธอเช็กมือถือเห็นภคพงษ์โทร.มา จึงโทร.ย้อนกลับไปหา กลายเป็นเผด็จรับสายแทน บอกว่าภคพงษ์อยู่โรงพยาบาล แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรมากนัก

รสารีบร้อนไปโรงพยาบาล มองผ่านห้องคนไข้เห็นปรางทิพย์นอนหมดสติ สุวิทย์นั่งเฝ้าหน้าตาหมองเศร้า รสารู้สึกสงสารปรางทิพย์จับใจ และโกรธภคพงษ์สุดขีด คิดว่าเขาคือต้นเหตุ เธอเดินฉับๆไปตบหน้าเขาอย่างแรง ต่อว่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ไหนคุณสัญญากับฉันว่าจะหยุดไงล่ะ ต้องให้มีคนตายก่อนใช่ไหม คุณถึงจะหยุดได้ ทีนี้สะใจสมใจคุณหรือยัง”

“รสาฟังผมก่อน ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้”

“พอได้แล้ว หยุดโกหกฉันสักที ในสายตาคุณฉันคงเป็นผู้หญิงที่โง่มาก จะหลอกอะไรก็ได้ จะพูดอะไรฉันก็เชื่อไปหมด นี่เหรอที่คุณบอกว่าคุณจะยุติทุกอย่าง”

“ผมตั้งใจจะจบ แต่เขาต่างหากที่ไม่ยอมจบ คุณไม่เห็นตอนที่เขามองผมด้วยความรังเกียจ เขาไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตา และเขาก็กำลังจะทิ้งผมไปอีกเป็นครั้งที่สอง ผมทนไม่ได้ คุณเข้าใจผมนะรสา คุณต้องเข้าใจผม”

“ฉันไม่เข้าใจ และฉันก็ไม่อยากเข้าใจด้วย คุณใช้ แต่อารมณ์เป็นใหญ่ ไม่เคยคิดถึงจิตใจของคนอื่น คุณคิดแต่จะแก้แค้น เกลียดชัง แม้แต่อารมณ์ของตัวเองคุณยังควบคุมไม่ได้ คุณจะให้ฉันมั่นใจ เชื่อใจคุณได้ยังไง วันนี้ คุณพูดอย่าง พรุ่งนี้คุณทำอีกอย่าง ตามแต่อารมณ์จะพาคุณไป ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว พอกันที สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ฉันจะคิดซะว่ามันเป็นฝันร้าย ตอนนี้ฉันตื่นแล้ว ฉันขอไปจากชีวิตที่แสนจะมืดมิดของคุณซะที เชิญคุณจมอยู่กับชีวิตมืดๆของคุณต่อไปคนเดียวเถอะ...ลาก่อน ภคพงษ์”

รสาพูดจบก็หันหลังเดินออกไปด้วยความเสียใจ ภคพงษ์จะก้าวตาม ทันใดนั้นหมอออกมาจากห้องผ่าตัด ถามเขาว่าเป็นญาติคุณรัชนีหรือเปล่า เขาจึงต้องปล่อยเธอไป แล้วตามหมอเข้ามาดูอาการรัชนี

หมอรายงานผลการผ่าตัดเรียบร้อยดี คนไข้ปลอดภัยแล้ว ภคพงษ์โล่งใจ และเมื่อหมอกลับออกไป เขากำลังจะจับมือรัชนีที่ยังไม่รู้สึกตัว พอดีสุวิทย์พรวดพราดเข้ามา เขาเลยต้องหดมือกลับ เดินเลี่ยงออกมาเงียบๆ

ด้านรสาที่กลับไปด้วยความผิดหวังเสียใจ เธอตัดใจจากภคพงษ์เด็ดขาด และตอบรับแต่งงานกับชีวินอย่างไม่ลังเล...

สองวันผ่านไป อาการปรางทิพย์ดีขึ้นมาก ภคพงษ์ ยังแวะเวียนมาเยี่ยม และวันนี้เองเขาตัดสินใจเลิกคบกับเธอ โดยบอกเหตุผลแค่ว่าเราสองคนไม่ควรจะเป็นแฟนกัน ปรางทิพย์เสียใจร้องไห้อย่างหนัก คิดว่าแม่คือต้นเหตุ

ออกจากห้องปรางทิพย์มาแล้ว ภคพงษ์เข้าไปเยี่ยมรัชนีที่อาการดีขึ้นตามลำดับ ก่อนหน้านี้รัชนีทราบจากหมอแล้วว่าภคพงษ์บริจาคเลือดให้เธอ เมื่ออยู่กันตามลำพัง จึงถามเขาว่าช่วยชีวิตเธอทำไม

“เลือดในตัวผมส่วนหนึ่งก็มาจากคุณ ผมแค่คืนมันกลับไปให้คุณ คุณคงไม่คิดว่ามันจะมีค่ามากพอจะช่วยชีวิตคุณได้”

“ไม่ใช่ ฉันรู้เสมอว่ามันมีค่ามากแค่ไหน แต่ฉันแค่ไม่เคยคิดว่าเธอจะยอมเสียสละเพื่อรักษาชีวิตของฉัน ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมีค่ามากพอจะได้รับสิ่งนั้นคืนกลับมา” รัชนีเสียงเครือ น้ำตาคลอ

ภคพงษ์มองเธอด้วยความรู้สึกผิด เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

“ผมบอกเลิกปรางทิพย์แล้ว เรื่องระหว่างผมกับปรางทิพย์มันจบแล้ว ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องห่วงอีกต่อไป”

“ทำไม เพราะอะไร”

ภคพงษ์นึกถึงรสาก่อนตอบอย่างหนักแน่นว่า “ผมไม่อยากสูญเสียความรัก และคนที่ผมรักมากไปกว่านี้ ผมสูญเสียมามากเกินไปแล้ว...คุณไม่จำเป็นต้องให้อภัยผม รู้แค่ว่าผมให้อภัยคุณเท่านั้นก็พอ”

รัชนีน้ำตาร่วงพรู ความอัดอั้นทั้งหมดที่สุมอยู่ในอกถูกปลดปล่อยออกมาในบัดดล ภคพงษ์มองเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ค่อยๆหันหลังเดินออกไป

หลังจากนั้นไม่นาน ปรางทิพย์เข้ามาหารัชนี ตัดพ้อต่อว่าด้วยความเสียใจเรื่องที่ภคพงษ์บอกเลิก เพราะแม่รักเขา แย่งเขาไปจากเธอ และนอกใจพ่อที่อยู่กินกันมานาน รัชนีทนไม่ไหวอีกต่อไป ตัดสินใจพูดความจริงออกมา

“แม่ไม่ได้นอกใจพ่อ แม่ไม่ได้แย่งภคพงษ์มาจากปราง แต่ความรักระหว่างปรางกับเขามันเป็นไปไม่ได้ เพราะภคพงษ์เป็นพี่ชายของปราง”

ปรางทิพย์ตกใจแทบช็อก มองแม่ที่ร้องไห้ตัวสั่นสะท้าน

“ภคพงษ์เป็นลูกชายของแม่กับสามีคนแรก ปรางกับเขาเป็นพี่น้องกัน”

สุวิทย์ยืนอยู่หน้าห้อง ได้ยินทุกอย่าง สองมือกำแน่นด้วยความโกรธและผิดหวัง

ooooooo

ออกจากโรงพยาบาล ภคพงษ์มุ่งหน้าไปหารสาพร้อมแหวนแต่งงาน แต่รสาเพิ่งออกจากบ้านไปเมื่อสักครู่พร้อมชีวิน ที่สำคัญเธอกับเขาตั้งใจไปเตรียมจัดงานแต่งงานกันที่ระยอง...ฟังคำบอกเล่าของป้าอาภรณ์แล้ว ภคพงษ์ใจหายวาบ หันหลังกลับออกไปทันทีเลย...

ที่ระยอง ห้าวพอรู้ว่ารสาจะแต่งงานกับชีวินก็โวยวายลั่นบ้านจนทุกคนงุนงงสงสัย ห้าวเสียใจเพราะแอบรักรสามาตลอด แต่วันนี้รสาเพิ่งรู้ เธอปลอบใจเขาอยู่นาน อยากให้เขาเป็นพี่ชายที่แสนดีของเธอแบบนี้ตลอดไป

ขณะที่ภคพงษ์ขับรถมุ่งหน้าสู่ระยอง เขาพยายามโทร.หารสาหลายครั้ง แต่เธอไม่รับสาย ชีวินที่อยู่ด้วยเริ่มสังเกตด้วยความสงสัย ถามรสาว่าใครโทร.มา ก็ได้คำตอบสั้นๆว่าลูกค้า...

ส่วนสุวิทย์ที่แอบได้ยินความจริงจากปากรัชนี เขาทั้งโกรธทั้งผิดหวัง ผลุนผลันไปที่บ้านเถลิงยศแล้วสอบถามสายใจถึงเรื่องราวในอดีตของรัชนี

เมื่อสุวิทย์กลับไปแล้ว สายใจโทร.มาเล่าให้รัชนีฟัง รัชนีถึงกับร่ำไห้อย่างหมดอาลัยตายอยาก เธอรู้ดีว่าสุวิทย์เกลียดการโกหกที่สุด ดังนั้นชีวิตเธอหมดสิ้นแล้ว ไม่เหลือใครอีกแล้ว ปรางทิพย์สงสารแม่จับใจ ลืมเรื่องผิดหวังช้ำรักของตัวเอง โผเข้ากอดแม่ทั้งน้ำตา

“คุณแม่ยังเหลือปรางนะคะ คุณแม่ยังเหลือปรางอยู่ข้างคุณแม่นะคะ”

สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้อยู่พักหนึ่ง...คำปลอบโยนของลูกสาวทำให้รัชนีค่อยๆสงบลง

“คุณแม่คะ อย่าเพิ่งคิดมากเลยนะคะ บางทีหลังจากคุยกับป้าสายใจแล้ว คุณพ่ออาจจะเข้าใจคุณแม่ก็ได้ค่ะ”

“ปรางก็รู้ว่าคุณพ่อเกลียดคนโกหกมากที่สุด คุณพ่อไม่มีวันจะยกโทษให้แม่แน่ๆ มันคงถึงเวลาที่แม่ต้องชดใช้สิ่งที่แม่ทำลงไป...แม่ขอบใจมากนะที่ปรางเข้าใจและให้อภัยแม่”

“คุณแม่อย่าพูดแบบนี้สิคะ คุณแม่เป็นแม่ของปราง คุณแม่ทำทุกอย่างก็เพื่อปราง แต่ปรางพูดไม่ดีกับคุณแม่ตั้งเยอะ ทำให้คุณแม่ไม่สบายใจตั้งหลายครั้ง ปรางขอโทษนะคะ คุณแม่ยกโทษให้ปรางนะคะ”

“แม่ยกโทษให้ลูกทุกอย่าง ปรางทำไปเพราะความไม่รู้ และแม่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับความจริง แต่ตอนนี้แม่จะไม่หนี ไม่ปิดบังอะไรอีกแล้ว”

“คุณแม่คะ ปรางอยากรู้ความจริงทั้งหมด ปรางอยากรู้เรื่องระหว่างคุณแม่กับคุณพ่อของพี่ภัค คุณแม่เล่าให้ปรางฟังได้ไหมคะ”

รัชนีเริ่มเล่าอดีตที่ปกปิดมาตลอดด้วยความเต็มใจ ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวกับที่สุวิทย์รับรู้มาจากสายใจ...

ตอนนั้นรัชนีเพิ่งอายุสิบแปด เธอรู้จักกับพรตไม่นานก็แต่งงานกัน หลังจากแต่งงานไม่ถึงปีก็ท้องภคพงษ์ พอคลอดลูก เธอเริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้รักพรต ด้วยความเป็นเด็กเธอจึงทิ้งพรตไปตั้งแต่ภคพงษ์อายุห้าขวบ

“ตอนนั้นแม่ยังเด็กมาก แม่คิดแค่ว่า ไม่อยากเอาชีวิตมาจมปลักกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก จะว่าไป...แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักมันคืออะไร แม่ตัดสินใจไป เพื่อจะตามหาความฝัน ตามหาชีวิตของตัวเอง ชีวิตนอกรั้วเถลิงยศไม่ได้สะดวกสบาย แม่พยายามทำงานหาเงินเพื่อจะไปเรียนต่อต่างประเทศให้ได้ สองปีต่อมาคุณพรตเสียชีวิต แม่รู้ข่าวในวันที่เปิดพินัยกรรม...แม่กลับไปเพราะไม่อยากให้ภคพงษ์ต้องเสียใจ แม่คิดว่าในเมื่อคุณพรตไม่ได้ให้อะไรกับแม่ แม่ก็ต้องออกมาหาด้วยตัวเอง จะให้แม่แบมือรับเงินเดือนและใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมาย แม่ทำไม่ได้ ตอนนั้นแม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของภคพงษ์แม้แต่นิดเดียว แม่คิดแค่ว่า...สายใจกับเผด็จเป็นคนดี ทั้งสองคนสามารถเลี้ยงดูภคพงษ์ได้เป็นอย่างดี อาจจะดีกว่าแม่ด้วยซ้ำ แต่แม่ไม่เคยรู้เลยว่า...การตัดสินใจแบบนั้นทำร้ายจิตใจพี่ชายของลูกมากแค่ไหน”

“พี่ภัคเป็นคนมีเหตุผล ถ้าคุณแม่พูดความจริง พูดสิ่งที่อยู่ในใจกับเขา ปรางคิดว่าพี่ภัคต้องเข้าใจคุณแม่แน่นอนค่ะ แล้วคุณแม่มาเจอคุณพ่อได้ยังไงคะ”

“หลังจากที่แม่หันหลังให้เถลิงยศ ทำงานจนเก็บเงินได้หนึ่งก้อน แล้วก็เดินทางไปเรียนที่อังกฤษกับเพื่อน และที่นั่น แม่ก็ได้พบกับพ่อของลูก คุณพ่อของลูกเป็นคนใจดี แม้ว่าวัยของเราจะห่างกันมากแต่เราสองคนชอบอะไรเหมือนกันหลายอย่าง เขาเป็นกำลังใจให้แม่จนแม่เรียนจบตามที่คิดไว้ ทั้งๆที่มันไม่ง่ายเลย ความเป็นผู้ใหญ่ ของพ่อทำให้แม่อบอุ่นใจ วันที่พ่อขอแต่งงาน แม่รับปากทันที ในตอนนั้นตอบตัวเองได้เลยว่า นี่แหละคือความรักที่แม่ต้องการ ไม่ใช่แค่เงินเหมือนตอนที่อยู่กับคุณพ่อของภคพงษ์ แต่แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะสำคัญกับพ่อของลูกหรือเปล่า”

“สำคัญสิคะ คุณพ่อรักคุณแม่มาก เรื่องทั้งหมดมันเป็นเรื่องในอดีต คุณพ่อให้อภัยคุณแม่ได้อยู่แล้วค่ะ อย่าคิดมากเลยนะคะ” ปรางทิพย์ให้กำลังใจรัชนีเต็มที่

ทันใดนั้นประตูห้องเปิดเข้ามา สมพงษ์ทนายของสุวิทย์มาพร้อมใบหย่า รัชนีรับรู้ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เธอร่ำไห้อยู่ในอ้อมกอดของลูกสาว ที่เสียใจไม่แพ้กัน!

ooooooo

ที่ระยอง ชีวินกระตือรือร้นวางแผนจัดงานแต่งงาน ต่างจากรสาที่ยังคงเหม่อลอย ห้าวที่ยังแอบหวงรสาจับสังเกตได้ พยายามพูดให้ชีวินเปลี่ยนใจเพราะรสาไม่ได้รักเขา

ไม่ทันไร ภคพงษ์โผล่มาอีกคน ห้าวพยายามกางกั้นจะไม่ให้เขาพูดคุยกับรสา แต่ภคพงษ์ดึงดันจนได้พบ

“รสา...ฟังผมก่อน”

“เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน” รสาเสียงแข็ง

“มีสิ...เรื่องสำคัญมากด้วย”

“สำคัญมากแค่ไหน ฉันก็ไม่อยากคุย”

“ผมรู้ว่าคุณตัดสินใจแต่งงานเพราะคุณโกรธผม”

ชีวินเดินเข้ามาได้ยินพอดี ถึงกับหน้าเจื่อน ห้าวหันไปเห็น แอบยิ้มนิดๆอย่างสมน้ำหน้า

“รสา...คุณเข้าใจผิด ผมไม่ได้ทำผิดสัญญา ผมทำตามที่สัญญาไว้กับคุณทุกอย่าง มันอาจจะช้ากว่าที่ผมรับปากไว้ แต่ตอนนี้ผมทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมทำตามที่คุณต้องการทุกอย่างแล้วนะรสา ให้โอกาสผมเถอะนะ”

“ไม่...ฉันไม่ให้โอกาสคุณ ไม่ให้อภัยคุณ ทุกอย่างมันจบแล้ว กลับไปซะ ฉันไม่อยากจะรับรู้รับฟังเรื่องของคุณอีกแล้ว พอกันที”

“ไม่นะรสา” ภคพงษ์เดินตามเว้าวอน...ห้าวไม่พอใจ พุ่งเข้าไปแทรกกลาง พูดหน้าตาขึงขัง

“รสไม่อยากคุยกับแก ไม่ได้ยินหรือไง กลับไปได้แล้ว”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างผมกับรสา คนอื่นไม่เกี่ยว” ภคพงษ์ย้ำหนักแน่นด้วยความหึงหวงห้าวกับชีวินที่ต่างก็ปกป้องรสา

“แต่รสากำลังจะเป็นภรรยาของผม ผมต้องเกี่ยว คุณมีอะไรก็พูดมาตรงนี้ พูดออกมาเลย” ชีวินเสียงแข็ง

“คงต้องถามรสาก่อนว่าอนุญาตให้ผมพูดหรือเปล่า เรื่องระหว่างเราสองคนมันลึกซึ้งจนบางที...เธออาจจะไม่อยากให้คนอื่นรู้”

รสาหน้าเสีย ทั้งโกรธและอาย ชีวินมองหน้าเธอก่อนหันไปถามภคพงษ์ว่า

“ลึกซึ้งยังไง”

“หยุด!! ไม่ต้องถาม ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น พอได้แล้ว คุณออกไปจากที่นี่ได้แล้วคุณภคพงษ์”

รสาแผดเสียงอย่างอัดอั้น....ชีวินแปลกใจ และยิ่งอยากรู้

“กลับไปได้แล้ว ถ้าคุณยังไม่ยอมไป ฉันจะไปเอง” รสาขยับเดิน ภคพงษ์จะก้าวตาม แต่โดนห้าวขวางไว้ สั่งให้เขากลับไป

เมื่อภคพงษ์ยังดึงดันไม่ยอมกลับ ผลักห้าวก่อน ห้าวเลยสวนด้วยหมัดจนภคพงษ์ล้มกลิ้งปากแตก รสาตกใจจะเข้าไปหา แต่เห็นสายตาของชีวินที่มองอยู่ก็หยุดชะงัก

“ถ้ายังไม่รีบกลับไป จะเจอหนักกว่านี้” ห้าวขู่ฟ่อ

ภคพงษ์ยันตัวลุกขึ้น ประกาศกร้าวว่ายังไงตนก็ไม่กลับ จนกว่าจะได้คุยกับรสาให้รู้เรื่อง

“พูดไม่รู้เรื่องนะมึงเนี่ย อยากโดนอีกใช่มั้ย” ห้าวกระชากคอเสื้อภคพงษ์จะชกซ้ำอีกที แต่ต้องชะงักกับเสียงของพร้อมที่ดังขึ้น

“ไอ้ห้าว พอได้แล้ว...ปล่อยเขา”

“ดวงยังดีนะไอ้ไฮโซ ชะตายังไม่ถึงฆาต” ห้าวผลักภคพงษ์เซไป

“คุณภคพงษ์...ฉันขอย้ำอีกครั้ง เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว และเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเจอกัน ฉันกำลังจะแต่งงานกับชีวิน ฉันกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันอยากมีความสุขสักที ฉันเสียใจ ทุกข์ใจ เพราะคุณมามากแล้ว กรุณาออกไปจากชีวิตฉันได้แล้ว ทุกเรื่องของเราขอให้สิ้นสุดกันเพียงแค่นี้ ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีกต่อไป”

คำพูดแสนเย็นชาของรสาทำให้ภคพงษ์เจ็บแปลบถึงจิตใจ หน้าเศร้ามองตามเธอจูงมือชีวินห่างออกไป

“กลับไปได้แล้ว” ห้าวตะคอกใส่ ภคพงษ์มองหน้าเหมือนจะไม่ยอม พร้อมต้องไกล่เกลี่ย

“คุณกลับไปเถอะ อยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์”

ภคพงษ์มองพร้อม ก่อนจะหันไปมองรสาอีกที เธอเดินเข้าบ้านไปแล้ว ไม่เหลียวหลังมาแม้แต่นิดเดียว

“รสเขาไม่สนใจแกแล้ว กลับไปทำใจที่บ้านซะ... ไอ้ไฮโซ” ห้าวเน้นย้ำสีหน้าเย้ยหยัน

ภคพงษ์ปรายตามองแต่ไม่สนใจ ยกมือไหว้พร้อมแล้วหันหลังจะเดินออกไป จู่ๆห้าวพุ่งมาขวางไว้

“ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างแกกับรส แต่รู้ไว้ซะด้วยว่าถ้าแกยังไม่หยุดตอแยรส ฉันไม่เอาแกไว้แน่”

พูดจบ ห้าวจงใจกระแทกไหล่ภคพงษ์อย่างแรงแล้วเดินตามรสาเข้าบ้าน พร้อมมองเขาด้วยความเห็นใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากส่ายหน้าแล้วก็ตามห้าวไป ภคพงษ์ยืนอยู่คนเดียว มองไปรอบตัวไม่เหลือใคร นึกถึงคำพูดตัดเยื่อขาดใยของรสาเมื่อสักครู่ยิ่งปวดใจ

“ฉันกำลังจะแต่งงานกับชีวิน ฉันกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันอยากมีความสุขสักที ฉันเสียใจ ทุกข์ใจ เพราะคุณมามากแล้ว กรุณาออกไปจากชีวิตฉันได้แล้ว ทุกเรื่องของเรา ขอให้สิ้นสุดกันเพียงแค่นี้ ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีกต่อไป”

ภคพงษ์เสียใจและผิดหวังรุนแรง พยายามกลั้นน้ำตา หันหลังเดินออกไป...รสาอยู่ในบ้าน มองผ่านหน้าต่างออกมาสีหน้าเศร้าหมอง หัวใจเหมือนจะหลุดลอยตามภคพงษ์ที่เดินห่างออกไปทุกที ชีวินแอบมองเธออยู่เงียบๆ ครุ่นคิดด้วยความเครียด ก่อนตัดสินใจเดินเข้ามาถาม

“รส...มีอะไรที่วินควรจะรู้หรือเปล่า มีอะไรที่รสอยากเล่าให้วินฟังหรือเปล่า”

“ไม่มี...รสไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น”

“ถ้าตอนนี้ยังไม่พูดไม่เป็นไร ถ้าอยากพูดเมื่อไหร่ก็บอก วินยินดีรับฟัง”

รสามองหน้าเขาด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ชีวินพยักหน้ารับแล้วเดินออกมา รสาหันกลับไปที่หน้าต่างอีกครั้ง ไม่มีแม้เงาของภคพงษ์...

ชีวินเดินหน้าเคร่งออกมาจากบ้าน เจอห้าวยืนกอดอกพูดยียวนกวนประสาท

“เปลี่ยนใจยังทันนะ”

“เปลี่ยนใจอะไร” ชีวินย้อนถามเสียงเข้ม

“ก็เปลี่ยนใจยกเลิกงานแต่งงานไง งานยังไม่เริ่ม ยกเลิกไปก็ไม่มีอะไรเสียหาย”

“แล้วทำไมฉันต้องยกเลิก”

“แกไม่รู้จริงๆเหรอว่าเพราะอะไร ไอ้หน้าแหย”

ชีวินพยายามทำใจแข็งไม่ตอบ แต่ในใจลึกๆก็รู้อยู่ แต่ห้าวกลับตอกย้ำให้ยิ่งเจ็บ

“เพราะรสไม่ได้รักแก แล้วก็คงไม่ต้องบอกนะว่ารสรักใคร”

“ฉันไม่สนว่ารสจะรักใคร แต่ฉันคือคนที่เขาจะแต่งงานด้วย แค่นี้ก็พอ”

ชีวินตัดบทไม่ต่อความยาว เดินหนีห้าวไป...ห้าว เท้าเอว เปล่งเสียงออกมาด้วยความเซ็ง

“ฮึ่ย...ชีวิตนะชีวิต ทำไมฟ้าส่งห้าวมาเกิดแล้วต้องส่งไอ้ไฮโซกับไอ้หน้าแหยมาเกิดด้วยโว้ย”

ooooooo

แม้วันเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่รสายังไม่อาจลืมภคพงษ์ได้ เธอเหม่อลอยเศร้าสร้อย ปล่อยให้ชีวินตื่นเต้นเตรียมงานแต่งอยู่คนเดียว

ฟากฝั่งภคพงษ์...หลังจากวันนั้นที่ระยอง เขาปล่อย ตัวทรุดโทรม ไม่ไยดีกับชีวิตอีกต่อไป สายใจเห็นแล้ว กลัดกลุ้ม ไม่รู้จะดึงสติเขากลับมาได้อย่างไร?

เช้าวันหนึ่ง ชีวินกับรสามาที่ออฟฟิศของพิทยา ชีวินมีการ์ดแต่งงานมาอวด คัพเค้กกับพิทยาตื่นเต้นกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่

“อันนี้เป็นการ์ดตัวอย่างนะ ยังไม่ใช่การ์ดจริง การ์ด จริงเขาจะส่งมาให้ทีหลัง แล้วผมค่อยเอามาแจกอีกที ของจริงสวยกว่านี้อีก ใช่ไหมรส”

ชีวินยิ้มหน้าบาน หันมาจับมือรสาด้วยความรัก พิทยากับคัพเค้กเห็นแล้วยิ้มกว้างดีใจกับทั้งคู่ แต่พอทราบว่ารสาตัดสินใจลาออกจากงาน พิทยาก็จ๋อยไปเหมือนกัน

“รสจะลาออกจริงๆเหรอ”

“ค่ะ รสสงสารอาพร้อมกับอาวิมล รสอยากกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่าน”

“พี่เข้าใจ เอาเป็นว่าถ้ารสอยากกลับมาเมื่อไหร่โทร.มาได้เลยนะ พี่ยินดีต้อนรับเสมอ”

“ขอบคุณพี่พิทตี้มากค่ะ”

พิทยายิ้มรับ เดินเลี่ยงออกไป รสาเริ่มเก็บข้าวของที่โต๊ะทำงาน สะดุดเข้ากับรูปบ้านของภคพงษ์ คิดถึงตอนทำงานที่เรือนหลังเล็ก คิดแล้วก็ยิ่งเศร้า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะลืมเขาได้เสียที...

ooooooo

ที่โรงพยาบาล รัชนีกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับบ้าน ปรางทิพย์ยืนโทรศัพท์ด้วยท่าทีกระวนกระวาย

“เป็นอะไรกันไปหมดนะ คนนึงปิดเครื่อง คนนึงไม่รับสาย”

เสียงบ่นของปรางทิพย์ทำให้รัชนีนิ่วหน้าสงสัย เดินมาถามลูกสาวว่าพูดถึงใคร?

“ก็พี่ภัคกับคุณพ่อน่ะสิคะ พี่ภัคปิดเครื่อง ส่วนคุณพ่อไม่ยอมรับสาย”

รัชนีสะเทือนใจ หันไปเก็บของเงียบๆ ปรางทิพย์ยังคิดไปคิดมาหาสาเหตุ

“หรือคุณพ่อจะโกรธที่ปรางไม่ยอมให้คุณแม่เซ็นใบหย่าให้ เรื่องหย่าเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมคุณพ่อไม่มาคุยกับคุณแม่เอง ทำไมต้องส่งให้คุณอาทนายมาจัดการแทน ทำแบบนี้ไม่ถูกนะคะ”

“พ่อเขาทำถูกแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องให้เกียรติมาคุยกับผู้หญิงที่หลอกเขามาเกือบยี่สิบปีด้วยตัวเองหรอก”

“แต่อย่างน้อยคุณพ่อก็ควรจะนึกถึงความดีของคุณแม่บ้าง ตั้งแต่จำความได้ คุณแม่ดูแลคุณพ่อและปรางอย่างดีมาตลอด แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว คุณพ่อจะทำแบบนี้กับคุณแม่ไม่ได้นะคะ ปรางไม่ยอม ไม่รู้ล่ะ กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ปรางต้องคุยกับคุณพ่อให้รู้เรื่อง”

ปรางทิพย์กล่าวอย่างมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวเหมือนรัชนีและภคพงษ์ในยามที่จะต้องทำอะไรสักอย่างให้ได้... เมื่อสองแม่ลูกนั่งรถกลับมาถึงบ้าน เป็นเวลาที่สุวิทย์กำลังจะออกไปทำงานพอดี เขาชะงักเล็กน้อยก่อนเดินเลี่ยงไปที่โรงรถ ไม่อยากเผชิญหน้ากับรัชนี

รถตู้ที่นั่งมายังจอดไม่สนิทดี ปรางทิพย์รีบเปิดประตูก้าวลงมา รัชนีตกใจร้องขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“ปราง...ระวังลูก”

ปรางทิพย์ไม่ฟัง กลัวไม่ทันสุวิทย์ รีบวิ่งตามไปเรียก “คุณพ่อคะ เดี๋ยวก่อนค่ะ”

สุวิทย์ตรงดิ่งมาที่รถ ใจคอจะหนีหน้าให้ได้ แต่ปรางทิพย์ไม่ยอม เข้ามาขวางไว้

“ถ้าคุณพ่อยังเห็นปรางเป็นลูก คุณพ่อกรุณาหยุดคุยกับปรางสักครู่ได้ไหมคะ”

ปรางทิพย์เสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ สุวิทย์เห็นแล้วใจอ่อนยวบ ค่อยๆหันไปทางรัชนีที่ยืนอยู่ข้างรถตู้...สองสามีภรรยาเผชิญหน้ากันด้วยความอึดอัด ขณะที่ลูกสาวเฝ้ามองอย่างมีความหวัง

ooooooo

สามคนนั่งเผชิญหน้ากันในบ้าน ปรางทิพย์อยู่ตรงกลางระหว่างพ่อและแม่ สีหน้าแต่ละคนบ่งบอกถึงความไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะปรางทิพย์ที่ตาแดงๆพร้อมจะร้องไห้ตลอดเวลา

“คุณพ่อคะ ปรางรู้ว่าปรางเป็นเด็กไม่ควรยุ่งเรื่องผู้ใหญ่ แต่สำหรับเรื่องนี้...ปรางขอพูดในฐานะที่ปรางเป็นลูกได้ไหมคะ คุณพ่ออย่าโกรธคุณแม่เลยนะคะ คุณพ่อยกโทษให้คุณแม่ได้หรือเปล่าคะ คุณแม่รักคุณพ่อมากนะคะ”

“ปราง...อย่าพูดให้คุณพ่อหนักใจเลยลูก” รัชนีปรามลูกเสียงสั่นเครือ

“ไม่ได้ค่ะ ปรางต้องพูด ปรางอยากให้คุณพ่อรู้ว่าคุณแม่เสียใจ และรู้สึกผิดมากแค่ไหน ทุกอย่างที่เกิดขึ้น คนที่เจ็บปวดมากที่สุดก็คือคุณแม่ คุณแม่ยอมบอกความจริงทั้งหมดเพื่อปกป้องปราง ถ้าคุณแม่เห็นแก่ตัวจริงๆจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร และไม่ปกป้องปรางก็ได้ ปล่อยให้ปรางโดนพี่ภัคหลอกไปตลอดชีวิต แต่คุณแม่ไม่ทำ คุณแม่ยอมรับความจริงเพื่อปกป้องปราง คุณพ่อคะ ปรางขอร้อง ยกโทษให้คุณแม่นะคะ”

ปรางทิพย์คุกเข่าอ้อนวอนทั้งน้ำตา...รัชนีกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เข้ามากอดลูกสาว

“พอเถอะลูก ปรางไม่ต้องทำแบบนี้เพื่อแม่ก็ได้ แม่ไม่ใช่แม่ที่ดีพอที่จะได้รับอะไรแบบนี้...พอเถอะนะปราง...ปรางลูกแม่”

สุวิทย์หดหู่กับภาพตรงหน้า ถามขึ้นอย่างคับแค้นใจ “คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง คุณก็รู้ว่าผมรักและไว้ใจคุณมากแค่ไหน”

“รัชรู้ค่ะ...รัชรู้”

“รู้แล้วทำไมถึงหลอกผม โกหก ปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง”

“รัชขอโทษค่ะ รัชกลัวว่าคุณจะรับไม่ได้ที่รัชเคยแต่งงานมาแล้ว”

“คุณคิดว่าเรื่องนั้นมันจะทำให้ผมรักคุณน้อยลงหรือไง ทำไม...ทำไมไม่พูดกันตรงๆ คุณทำให้ผมกลายเป็นคนโง่ที่โดนคุณหลอกมาตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักกัน คุณจะให้ผมให้อภัยคุณได้ยังไง คำขอโทษของคุณ ผมยังไม่รู้เลยว่าจะไว้ใจได้หรือเปล่า”

“คุณพ่อขา...”

“พอได้แล้วปราง...พ่อรักลูก พ่อรักแม่ของลูก แต่พ่อไม่ไว้ใจเขาอีกต่อไป” สุวิทย์ลุกพรวดออกไป ปรางทิพย์ร่ำร้องจะลุกตาม รัชนีรั้งตัวไว้

“ปราง...ไม่ต้องตามไปหรอกลูก มันไม่มีประโยชน์ มันไม่มีประโยชน์แล้วจริงๆ”

“แต่ปรางคิดว่ามีคนคนหนึ่งที่ช่วยเราได้ค่ะ”

ปรางทิพย์นึกถึงภคพงษ์ มุ่งหน้าไปหาเขาที่บ้าน แต่แล้วต้องประหลาดใจกับสภาพหมดอาลัยตายอยากนอนซมโทรมเหมือนคนป่วยของเขา เธอถามสายใจก็ได้คำตอบน่าหนักใจว่า

“ป้าก็ไม่ทราบ รู้แค่ว่าคุณหนูไปหาคุณรสาที่ระยองแล้วก็กลับมาเป็นแบบนี้”

“รสา...พี่รสาที่สวยๆ ที่เป็นอินทีเรียน่ะเหรอคะ”

“ใช่แล้วค่ะ คนนั้นล่ะค่ะ มีอยู่คนเดียวที่ทำให้คุณหนูเป็นไปได้ขนาดนี้”

ปรางทิพย์เดินเข้าไปใกล้ภคพงษ์ที่นอนบนโซฟา ปลุกเท่าไหร่ไม่ยอมตื่น เธอคว้าแก้วน้ำสาดใส่หน้าเขา สายใจร้องว้ายตกใจ พร้อมๆกับภคพงษ์ที่ลุกขึ้นโวยวาย

“เฮ้ย...นี่มันอะไรกัน เปียกไปหมดแล้ว ทำบ้าอะไรฮึ”

“ทำให้ตื่นไงคะ น้องสาวมาเยี่ยมทั้งที ทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีหน่อยสิคะ”

“น้องปราง...” ภคพงษ์อุทาน...หูตาสว่างขึ้นมาทันที

หลังจากนั้น สองพี่น้องนั่งคุยกันตามลำพัง...ภคพงษ์หน้าเศร้าไม่คิดว่าการกระทำของตัวเองจะส่งผลให้ครอบครัวปรางทิพย์มีปัญหาลุกลามถึงขนาดนี้

“พี่เป็นคนทำลายชีวิตครอบครัวของน้องปรางใช่ไหม”

“ไม่เชิงค่ะ คุณแม่เป็นต้นเหตุ พี่ภัคเป็นคนจุดชนวน และคุณพ่อเป็นคนที่ไม่ยอมรับอะไรเลย เรื่องมันถึงได้เป็นแบบนี้ ปรางขอบคุณพี่ภัคมากที่ยกโทษให้คุณแม่ คุณแม่รักพี่ภัคมากนะคะ คุณแม่เสียใจมากที่การตัดสินใจในอดีตทำร้ายพี่ภัค คุณแม่เล่าความจริงทุกอย่างให้ปรางฟังด้วยความเสียใจ ปรางไม่เคยเห็นคุณแม่ร้องไห้หนักแบบนี้มาก่อนในชีวิต ตอนนี้ปรางเข้าใจแล้วว่าคุณแม่เจ็บปวดแค่ไหน ตอนที่พี่ภัคแกล้งจีบปราง”

“พี่ขอโทษ...”

“ไม่ค่ะ ปรางไม่ยกโทษให้ พี่ภัคทำให้ปรางต้องเสียใจ พี่ภัคจะต้องชดใช้ค่ะ พี่ภัคจะต้องช่วยปรางคุยกับคุณพ่อ และทำให้คุณพ่อยกโทษให้คุณแม่ให้ได้ ทำให้คนที่ปรางรักสองคนกลับมาคืนดีกันเป็นบุญกุศลครั้งยิ่งใหญ่ ไถ่บาปที่แกล้งทำให้ปรางรักไงคะ โอเคไหมคะ...พี่ชาย”

“ได้...ถ้ามันทำให้ปรางยกโทษให้พี่ พี่ยินดีช่วยครับน้องสาว แต่ถามหน่อยเถอะ ปรางไม่โกรธพี่เลยเหรอ”

“ตอนแรกก็โกรธนะคะ แต่พอคุณแม่เล่าความจริงให้ฟัง ปรางก็เข้าใจ และเห็นใจพี่ภัค ปรางได้ความรัก ได้ทุกอย่างจากคุณแม่อย่างเต็มที่ แต่พี่ภัคไม่เคยได้อะไรเลย ถ้าปรางเป็นพี่ภัค บางทีปรางอาจจะทำแบบเดียวกันก็ได้ คิดแบบนี้แล้วปรางก็ไม่โกรธค่ะ”

“ขอบใจมาก...ถ้าผู้หญิงคนนั้นเขาเข้าใจพี่ และให้อภัยพี่เหมือนปรางก็คงดี”

“ผู้หญิงคนนั้นของพี่คือ พี่รสาใช่ไหมคะ”

ภคพงษ์นิ่งไม่ตอบ ใช้ความเงียบแทนการยอมรับ เขาคิดถึงรสาจับใจ...ในขณะเดียวกันนั้น รสายังคิดถึงเขาเสมอ เธอลาออกจากงานกลับไปอยู่ระยอง ช่วยงานที่รีสอร์ตของอา แต่เวลาว่างเธอมักจะเหม่อลอย ห้าวแอบเห็นบ่อยครั้งรู้สึกไม่สบายใจ ส่วนชีวินอยู่กรุงเทพฯ แต่ก็ขยันโทร.หารสาอย่างสม่ำเสมอ

“วินไม่ต้องห่วงนะ รสสบายดี ไม่เบื่อ ไม่เหงา แล้วก็ไม่คิดมากด้วย รสก็ช่วยอาพร้อมดูแลลูกค้า แล้วก็ดูแลต้นไม้ในสวนสำหรับงานแต่งงานของเราตามที่วินบอกไว้ ต้นไม้โตขึ้นมากแล้วนะ ทันงานแต่งของเราเดือนหน้าแน่นอน...จ้ะๆ วินไม่ต้องห่วงรสนะ แล้วพรุ่งนี้ค่ำๆเจอกันจ้า”

รสาวางสายพร้อมๆกับถอนใจค่อนข้างดัง ห้าวยืนมองอยู่นานแล้ว ส่งเสียงเข้ามาอย่างรู้ทัน

“ต้องฝืนใจทำเป็นมีความสุขแบบนี้...เหนื่อยมั้ยรส”

รสาชะงักเล็กน้อยก่อนหันไปมองหน้าเขา ยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝืนสักหน่อย ห้าวไม่เชื่อ เดินมาเผชิญหน้า

“งั้นก็หลอกตัวเอง”

“พี่ห้าว...จะมาหาเรื่องอะไรรสอีกล่ะ”

“ไม่ได้หาเรื่อง แต่ช่วยหาทางออกจากปัญหามากกว่า”

“ปัญหาอะไร รสไม่มีปัญหาสักหน่อย”

“แล้วที่รสกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายอีกคน แต่คิดถึงผู้ชายอีกคน ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาหรือไง”

รสาสะดุ้งวาบที่ห้าวรู้จริง แต่ก็ยังเฉไฉไม่ยอมรับ “พี่ห้าวคิดไปเองแล้ว รสไม่ได้คิดถึงคนอื่นสักหน่อย”

“หลอกตัวเองไม่พอจะมาหลอกพี่อีกเหรอ พี่บอกตรงๆนะ รสไม่ได้รักไอ้หน้าแหยนั่น ส่วนคนที่รสรักมันก็ทำให้รสเสียใจ...สรุปนะ ยกเลิกงานแต่งแล้วก็เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองคบกับคนใหม่ๆ อาจจะเจอคนใกล้ตัวที่ใช่ก็ได้นะ”

ห้าวยิ้มแฉ่ง นำเสนอตัวเองเต็มที่ รสามองหน้าเขาอย่างรู้ทัน

“ขอบคุณพี่ห้าวที่เป็นห่วง แต่รสไม่เปลี่ยนใจ จริงที่รสอาจจะคิดถึงใครบางคนไปบ้าง แต่อีกไม่นาน... ความคิดถึงมันก็คงจะหายไป เพราะเขาไม่มีค่ามากพอที่รสจะต้องคิดถึงอีกต่อไป”

รสาพูดด้วยความเด็ดเดี่ยวที่แฝงไว้ด้วยความเศร้า ห้าวเห็นแล้วก็ส่ายหน้า เป็นห่วงและสงสารเธอ ขณะเดียวกันก็สงสารตัวเองด้วยเหมือนกัน

ooooooo

ปรางทิพย์พาภคพงษ์ตามไปพบสุวิทย์ที่ย้ายออกจากบ้านมาอยู่โรงแรม ทั้งสามคนนั่งเผชิญหน้ากันตรงล็อบบี้

“จะมาคุยเรื่องแม่อีกล่ะสิ พ่อกับแม่คุยกันรู้เรื่องแล้ว ปรางเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอกลูก”

“ปรางทราบค่ะ ปรางไม่ได้จะมาพูดเพื่อให้คุณพ่อเปลี่ยนใจ แต่ปรางอยากให้คุณพ่อฟังความคิดเห็นของพี่ภัคค่ะ”

“ผมต้องขอโทษคุณอาสำหรับทุกเรื่องที่ทำลงไป” ภัคพงษ์ไหว้สุวิทย์อย่างรู้สึกผิดจริงๆ

“ถ้าปรางไม่ถือโทษ อาก็ยกโทษให้ แต่ทีหน้าทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก การเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย”

“ผมทราบครับ...ผมทราบดี ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ไม่ว่ากับใครก็ตาม ที่ผมมาหาคุณอาวันนี้ นอกจากจะมาขอโทษแล้วผมมีเรื่องอยากจะขอร้องคุณอา เรื่องของคุณแม่ จริงอยู่ที่คุณแม่ทำผิดที่หลอกคุณอา แต่มันเป็นเรื่องอดีตที่ไม่มีใครกลับไปแก้ไขอะไรได้ แต่ตอนนี้...วันนี้...

คุณแม่ยอมรับความจริง ยอมรับอดีต ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง คุณอาจะยอมรับคุณแม่ได้หรือเปล่าครับ”

สุวิทย์ผ่อนลมหายใจ มองหน้าภคพงษ์ด้วยความลำบากใจ

“ให้โอกาสคุณแม่สักครั้งนะคะ คุณพ่อเคยบอกปรางว่าคุณแม่เป็นผู้หญิงสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ ความผิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก คุณพ่อให้อภัยคุณแม่เถอะนะคะ ปราง ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ต้องแยกทางกัน ปรางอยากได้ครอบครัวของปรางกลับคืนมา” ปรางทิพย์เริ่มน้ำตาคลอ

“ที่เหตุการณ์เป็นแบบนี้ เป็นเพราะผมเอง คุณอาต้องการให้ผมทำอะไรเพื่อชดใช้ความผิด ผมยอมทำทุกอย่างเพื่อคืนพ่อและแม่ให้น้องปราง เพราะผมไม่อยากให้น้องสาวต้องเป็นเหมือนผม เพราะความรักของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ผมยอมยกโทษให้กับคุณแม่...และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมหวังว่าความรักของน้องปรางจะทำให้คุณอา ยอมยกโทษให้คุณแม่ และเริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน”

สุวิทย์นิ่งอึ้ง เห็นลูกสาวร้องไห้ยิ่งคิดหนัก...ในที่สุดเขายอมกลับไปบ้าน เป็นเวลาที่รัชนีเก็บสัมภาระพร้อมจะย้ายออก และเซ็นใบหย่าไว้เรียบร้อยแล้วด้วย แต่สุวิทย์กลับฉีกใบหย่านั้นทิ้งต่อหน้าเธอทันที

“ผมไม่ต้องใช้มันแล้ว...ในฐานะแม่ คุณยอมรับความผิดเพื่อลูก ในฐานะที่ผมเป็นพ่อ ผมขอยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น และให้อภัยกับอดีตที่ผ่านมา...เพื่อลูกเช่นกัน”

“คุณสุวิทย์” รัชนีตะลึง...แทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“ผมให้อภัยคุณ เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ”

เธอโผเข้ากอดเขาแน่นด้วยความตื้นตันใจ ปราง– ทิพย์ดีใจวิ่งเข้ามาสวมกอดพ่อกับแม่ทั้งน้ำตา...ภคพงษ์ ยืนมองห่างๆ ยิ้มบางๆก่อนหันหลังเดินออกไป ไม่ทันพ้นรั้วบ้าน รัชนีเดินแกมวิ่งตามมาเรียกเขาให้หยุดก่อน

สองแม่ลูกเผชิญหน้ากัน แววตาเปี่ยมไปด้วยความรัก ไม่มีร่องรอยของความบาดหมาง

“ภคพงษ์...ขอบใจมาก...ขอบใจจริงๆ”

“ผมทำเพื่อน้อง ผมไม่อยากให้เขาต้องอยู่ในสภาพบ้านแตกเหมือนกันผม”

“ฉันรู้ว่าฉันทำไม่ดีกับเธอไว้มาก...มากเหลือเกิน ฉันไม่ขอให้เธอมาเรียกฉันว่าแม่ แต่ฉันขอเรียกเธอว่าลูกได้หรือเปล่า...ได้หรือเปล่า”

ภคพงษ์พยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ รัชนียิ้มทั้งน้ำตา เรียกชื่อลูกชายพร้อมกับโผเข้ากอดด้วยความรัก

“ภคพงษ์...ลูกแม่...แม่ขอโทษ...แม่ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา แม่ขอโทษ”

ภคพงษ์กอดตอบ รู้สึกถึงไออุ่นของแม่เป็นครั้งแรก...สุวิทย์กับปรางทิพย์ยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม

“สบายใจแล้วล่ะสิที่พ่อกับแม่กลับมาคืนดีกัน และยังมีพี่ชายเพิ่มขึ้นอีกคน”

“สบายใจค่ะ แต่ยังไม่ที่สุด ปรางยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จค่ะคุณพ่อ”

ปรางทิพย์ย้อนกลับมาที่บ้านเถลิงยศอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น พูดคุยกับเผด็จและสายใจด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของภคพงษ์กับรสา ซึ่งผู้ให้ข้อมูลพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทั้งคู่รักกัน แต่เมื่อเธอไปคุยกับภคพงษ์ เขากลับบอกว่ารสาเกลียดเขา

“แต่ป้าสายใจกับคุณเผด็จบอกปรางว่า...พี่รสากับพี่ภัครักกันนะคะ”

“มันอาจจะจริงแค่ครึ่งเดียว”

“พี่ภัคยอมรับใช่ไหมคะว่าพี่ภัครักพี่รสา”

“ความรู้สึกที่พี่มีต่อรสามันมากกว่าความรัก...รสาคือผู้หญิงที่ทำให้อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง พี่อยากเป็นคนดี ดีพอที่จะรักเขา และดีพอที่เขาจะรัก แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ พี่ทำผิดกับเขาไว้มาก มากจนไม่น่าให้อภัย ไม่ว่าพี่จะรักเขามากแค่ไหน มันคงไม่มากที่จะทำให้เขารักพี่ได้”

ยิ่งพูด ภคพงษ์ก็ยิ่งเศร้า...ปรางทิพย์มองด้วยความสงสาร แอบอัดเสียงทั้งหมดไว้ในโทรศัพท์มือถือของตนอย่างมีแผน

ooooooo

ทันทีที่ว่างจากงานทางกรุงเทพฯ ชีวินเป็นต้องบึ่งรถไประยอง แล้วก็ง่วนอยู่กับการจัดสวนเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงาน...

เช้าวันนี้พิทยากับคัพเค้กตามมาเยี่ยมเยียน พร้อมกับนำการ์ดแต่งงานที่เพิ่งได้รับจากทางร้านเมื่อวานมาให้ด้วย...ห้าวผ่านมาเห็น แขวะชีวินด้วยความอิจฉา

“จะเว่อร์ไปไหน อีกตั้งสองอาทิตย์กว่าจะถึงวันงาน แล้วนี่มาก้มหน้าก้มตาทำอยู่คนเดียว อยากแต่งอยู่คนเดียว หรือเปล่าก็ไม่รู้”

ชีวินเซ็งทันที คัพเค้กไม่รู้จักห้าว ถามว่าเขาเป็นใคร ชีวินบอกเป็นหลานอาพร้อมเจ้าของรีสอร์ต เขาชอบรสา ก็เลยไม่ชอบตน

“นั่นไง...ว่าแล้ว แต่เอ๊ะ จะว่าไป...เขาก็พูดชวนคิดนะ ทำไมแกมาจัดงานอยู่คนเดียว แล้วว่าที่เจ้าสาวหายไปไหน ทำไมไม่มาช่วยกันทำ”

คำพูดของพิทยาทำให้ชีวินนิ่งอึ้งด้วยความไม่สบายใจ และเมื่อเขาพาทั้งคู่ไปพบรสาที่ชายหาด คัพเค้กยังเผลอพูดทำนองว่ารสาไม่อยากแต่งงาน พิทยาเลยกระทืบเท้าเธอจนร้องจ๊าก แล้วเปลี่ยนเรื่องทักรสาว่าผอมลง ดูซีดเซียวเหมือนคนไม่สบาย

“เออ จริงๆด้วย พี่รสดูผอมแล้วก็ไม่สดใสเหมือนพี่รสคนเดิมเลย เป็นเหมือนคนนี้เลย...คุณภคพงษ์” คัพเค้กพูดจ้อ ไม่ได้มองสีหน้าคนอื่นว่าอิหลั่กอิเหลื่อกันแค่ไหน “คัพเค้กไปเจอเมื่อวันก่อน เห็นเดินอยู่คนเดียวแถวๆหน้าร้านเพชรเขานั่นแหละ จำแทบไม่ได้ ดูโทรมๆ ปล่อยเนื้อ ปล่อยตัว ปล่อยหนวดยาว เสื้อผ้าก็ใส่แบบขอไปที ไม่เหมือนคุณภคพงษ์ไฮโซที่เคยรู้จักเลย ดูๆไปเหมือนคนหมดอาลัย ตายอยาก เหมือนไปผิดหวังอะไรแรงๆมาสักอย่าง”

พิทยาพยายามสะกิดให้คัพเค้กหยุดพูด แต่เจ้าหล่อนเบรกแตกเสียแล้ว พูดเป็นต่อยหอย พิทยาเลยต้องกระทืบเท้าเธออีกที

“โอ๊ย!! พี่พิทกระทืบหนูอีกทำไมเนี่ย”

พิทยาไม่ตอบแต่พยักพเยิดไปทางชีวินและรสาที่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา

“พี่ว่า...พี่พานังคัพเค้กไปฝัง...เอ๊ย...ไปจัดสวนให้วินต่อแล้วกันนะ ยิ่งอยู่ยิ่งน่าตาย...ไปเลยไป”

คัพเค้กถูกพิทยาลากตัวออกไปแล้ว ชีวินตัดสินใจถามรสาตรงๆว่า

“รสคิดว่าพี่ภคพงษ์เป็นแบบนี้เพราะรสหรือเปล่า”

รสาลำบากใจที่จะตอบ พลันเสียงห้าวดังขึ้นเหมือนระฆังช่วยชีวิต “รส...มีคนมาหา”

ทั้งรสาและชีวินชะงักไปด้วยกัน แอบคิดว่าเป็นภคพงษ์...แต่พวกเขาคิดผิด เพราะผู้มาเยือนคือปรางทิพย์!

รสาต้อนรับปรางทิพย์ด้วยความประหลาดใจ  ส่วน ชีวินแอบมองอยู่รอบนอกด้วยความสงสัยเช่นกัน

“น้องปรางมาที่นี่ได้ยังไง”

“ป้าสายใจบอกทางไปบ้านป้าอาภรณ์ และป้าอาภรณ์บอกทางให้ปรางมาที่นี่ค่ะ”

“น้องปรางมีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมต้องพยายามตามหาพี่ขนาดนั้น”

“มีค่ะ เรื่องสำคัญมากด้วยค่ะ พี่รสารู้เรื่องระหว่างปรางกับพี่ภัคหรือยังคะ”

“ยังค่ะ และพี่ก็ไม่อยากรู้ ต้องขอโทษด้วยที่พูดตรงๆ”

“ถึงพี่รสาไม่อยากรู้ ปรางก็อยากเล่าค่ะ ปรางกับพี่ภัคเป็นพี่น้องกันค่ะ เรามีแม่คนเดียวกัน พี่ภัคกับแม่มีปัญหาไม่เข้าใจ พี่ภัคเลยแกล้งคุณแม่ด้วยการจีบปราง”

“เรื่องนี้...พี่ทราบแล้วค่ะ”

“อ้าว...พี่รสาทราบ แล้วทำไมพี่รสายังโกรธพี่ภัค อยู่ล่ะคะ”

“มีเหตุผลมากมายที่ทำให้พี่โกรธเขา มันมากจนพี่ไม่อยากจะพูดถึง”

“แต่พี่ภัครักพี่รสามากนะคะ พี่ภัคยอมทำทุกอย่างเพื่อพี่รสา พี่ภัครักพี่รสามากจริงๆนะคะ”

ชีวินได้ยินทุกอย่าง ตกใจตั้งแต่ปรางทิพย์บอกว่าเป็นพี่น้องกับภคพงษ์และมีแม่คนเดียวกัน แล้วยังใจหายวาบกับคำพูดของเธอที่บอกว่าภคพงษ์รักรสามาก

“พี่ภัคยอมขอโทษและยกโทษให้คุณแม่ ยอมไปพูดให้คุณพ่อเข้าใจคุณแม่ พี่ภัคยอมทำทุกอย่างเพื่อพี่รสา”

“ทุกอย่างที่เขาทำ ก็เพื่อตัวเขาเองค่ะ ไม่เกี่ยวกับพี่”

“ไม่จริงค่ะ พี่รสาฟังนี่...นี่เป็นคำสารภาพของพี่ภัค ปรางแอบอัดไว้ไม่ให้พี่ภัครู้ตัว”

ปรางทิพย์ยืนยันด้วยเสียงของภคพงษ์...รสาฟังแล้วน้ำตารินไหลด้วยความซาบซึ้ง ต่างจากชีวินที่สะเทือนใจ หน้าซีดเจื่อนด้วยความเศร้า...นอกจากเสียงที่อัดมา ปรางทิพย์ยังอธิบายเสริมด้วยว่า

“พี่ภัคบอกคุณพ่อว่า...เพราะความรักของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้เขายอมยกโทษให้คุณแม่ หวังว่าความรักที่คุณพ่อมีต่อปรางจะทำให้คุณพ่อยกโทษให้คุณแม่ด้วยเช่นกัน ปรางรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือพี่รสา”

รสาพูดอะไรไม่ออก นั่งน้ำตาไหลอย่างสุดจะกลั้น ปรางทิพย์จับมือรสา ทึกทักว่าเธอรักพี่ชายของตน

“มันไม่สำคัญว่าพี่จะรู้สึกยังไงกับเขา ตอนนี้ชีวิตพี่เดินไปข้างหน้า ไม่มีวันจะหันหลังกลับ และผู้หญิงคนนั้น ที่ทำให้ภคพงษ์เปลี่ยนแปลงคงไม่ใช่พี่หรอกค่ะ พี่ไม่สำคัญมากขนาดนั้น ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะคะ”

“พี่รสา...พี่ภัครักพี่รสาจริงๆนะคะ ปรางไม่รู้ว่า พี่ภัคทำผิดอะไร ยกโทษให้พี่ภัคได้ไหมคะ ปรางขอร้อง”

รสาเบือนหน้าหนี เดินออกจากห้องทันที ชีวินหลบวูบ แล้วตัดสินใจแน่วแน่เข้ากรุงเทพฯ พิทยาและคัพเค้กที่เพิ่งมาเยือนเลยต้องกลับไปด้วย ส่วนปรางทิพย์ยังยืนยันจะอยู่ที่นี่ต่อ โทร.ไปบอกแม่ว่าภารกิจยังไม่สำเร็จ ถ้าเธอทำให้รสาเปลี่ยนใจไม่ได้ก็จะไม่กลับ...

กลับถึงกรุงเทพฯในเย็นนั้น ชีวินรีบไปพบภคพงษ์ที่บ้าน เปิดฉากว่าตนทราบเรื่องแม่ของเขาแล้ว แต่ที่มาวันนี้ตนมีเรื่องจะขอความร่วมมือ

“คุณก็ทราบดีว่าผมกับรสกำลังจะแต่งงานกัน เพื่อความสบายใจของเราสามคน ผมขอร้องให้คุณปล่อยรสมาให้ผม”

“ผมก็ไม่ได้จะเหนี่ยวรั้งอะไรเขาไว้ และที่สำคัญ... ผมก็ไม่มีสิทธิ์จะรั้งเขาไว้ เพราะเขาไม่ได้เลือกผม เขาเลือกคุณ...คุณก็รู้”

“ใช่ รสเลือกผม แต่เขาไม่ได้มาร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะคุณ...คุณไม่ได้เหนี่ยวรั้งด้วยการกระทำ แต่คุณรั้งรสไว้ด้วยความรู้สึก ความรักของคุณทำให้รสไม่หลุดออกจากคุณ”

“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”

“หยุดความรักที่คุณมีต่อรส หยุดรักเธอ และปล่อยเธอไป”

ภคพงษ์อึ้ง คิดไม่ออกจะทำยังไง ชีวินหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาวางบนโต๊ะ

“พูดออกมาว่าคุณไม่รักรสแล้ว เพื่อความสุขของเธอ...คุณทำได้หรือเปล่า”

ชีวินทำให้ภคพงษ์ลำบากใจ กดดันอย่างที่สุด!

ooooooo

เช้าวันต่อมา ห้าวเพิ่งรู้จากวิมลว่าปรางทิพย์ที่เช่าห้องพักเมื่อคืนเป็นน้องสาวภคพงษ์ ห้าวสงสัยว่าเธอมาทำไม แล้วจู่ๆพวกชีวินก็กลับกรุงเทพฯไม่บอกไม่กล่าว

ห้าวกำลังครุ่นคิดว่าสถานการณ์แปลกๆไม่น่าวางใจ ก็พอดีชีวินโผล่มาให้เห็นตัวเป็นๆ

“อ้าวเฮ้ย...เมื่อวานเพิ่งไป วันนี้มาอีกแล้ว แปลกจริงๆด้วย”

ชีวินไม่พูดไม่จา เดินผ่านห้าวไปทางบ้านพัก เผชิญหน้ากับรสาในห้องรับแขก จะให้เธอฟังคำสารภาพของภคพงษ์ จะได้รู้ว่าจริงๆแล้วเขาคิดอะไรกันแน่

รสามองโทรศัพท์มือถือชีวินที่วางตรงหน้า ใจเต้นระทึกแต่พยายามควบคุมสติตัวเองเป็นอย่างดี

“รสาเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนคนอื่น เธอทำให้ผมไม่สามารถละสายตาจากเธอได้ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน เธอมีอะไรบางอย่างที่ดึงให้ผมต้องสนใจเธอ ความไม่ยอมคน ความไม่ยอมแพ้ ทำให้ผมยิ่งอยากเอาชนะ ผมสนใจรสา เพราะผมต้องการเอาชนะเธอ ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่สนใจผม เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือทำให้รสารักผมให้ได้ ผมยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ความรักจากเธอ ทั้งๆที่ผมไม่ได้รักเธอเลย ทุกอย่างที่ทำเพื่อต้องการเอาชนะเธอเท่านั้น”

รสาตาแดงก่ำ น้ำตาค่อยๆร่วงลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ชีวินเห็นแล้วคิดหนัก แต่ยังไม่ยุติเสียงที่อัดมา

“ผมไม่เคยรักรสา...ทุกสิ่งที่ผมทำเพื่อจะเอาชนะเธอเท่านั้น รวมทั้งคลิปเสียงของปรางทิพย์ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง ความจริงคือผมไม่เคยรักเธอ”

ตอนนั้น ภคพงษ์พูดไปน้ำตาไหลไปอย่างชอกช้ำระกำใจ ไม่ต่างจากรสาในตอนนี้ เธอร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ชีวินเก็บมือถือ แล้วพูดโพล่งออกมา

“รส...วินตัดสินใจแล้ว วินขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมด เราแต่งงานกันไม่ได้ เพราะรสไม่ได้รักวิน...รสรักภคพงษ์ และเขาก็รักรส...รักมากด้วย”

“แต่สิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้วินก็ได้ยิน”

“ภคพงษ์โกหก เขายอมที่จะเจ็บปวดเพื่อปล่อยให้รสมีความสุข สิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดมันไม่ใช่ความจริง และเขาก็เสียใจมากที่ต้องพูดแบบนี้”

“วินพูดอะไร รสไม่เข้าใจ”

“วินบอกว่า...รสยังตัดใจจากเขาไม่ได้ เพราะความรักของเขา ถ้าเขาอยากให้รสมีความสุขต้องพูดว่าเขาไม่ได้รักรส และผู้ชายที่แสนจะถือตัว เย่อหยิ่ง ทะนงตน ก็ยอมทำ ยอมที่จะเป็นผู้ร้าย เป็นคนผิด ยอมให้รสเกลียดเพื่อรสจะได้มีความสุข สิ่งที่เขาทำมันพิสูจน์แล้วว่าเขารักรสมากกว่าที่วินรัก เพราะถ้ามีคนมาสั่งให้วินพูดว่าวินไม่รักรสแล้ว เพื่อปล่อยให้รสไปรักคนอื่น...วินคงทำไม่ได้”

ชีวินหยิบการ์ดแต่งงานทั้งหมดทิ้งถังขยะ รสาตกใจจะทักท้วง แต่เขาย้ำหนักแน่นโดยเร็ว

“การ์ดพวกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว วินไม่ได้ทิ้งประชดให้สะใจนะ แต่วินขอยกเลิกงานแต่งงานจริงๆ รสคงไม่ว่าอะไรวินนะ”

รสาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก อึกๆอักๆครู่หนึ่งก่อนวิ่งพะอืดพะอมไปอาเจียนในห้องน้ำ ชีวินงุนงง เดินตามไปชะโงกหน้าถาม

“รสเป็นอะไร แค่วินยกเลิกงานแต่งงานถึงกับอาเจียนใส่หน้าเลยเหรอ”

ปรางทิพย์กำลังจะเข้ามา หยุดกึกแอบฟัง และมองไปเห็นการ์ดในถังขยะด้วยความบังเอิญ

รสากลับออกมาเผชิญหน้าชีวิน จะพูดเรื่องแต่งงาน แต่ชีวินตัดบทไม่ให้พูด ย้ำว่าตนตัดสินใจแล้ว รสาเลยต้องยอม และขอโทษเขาอย่างรู้สึกผิด

“ไม่ต้องขอโทษ เพราะวินไม่โกรธรสอยู่แล้ว รสก็รู้”

“ขอบใจมากนะวิน รสขอบใจมาก วินเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ ดีที่สุดในโลกเลย”

“แต่มันก็ยังไม่ดีพอที่รสจะรัก แต่ก็อย่างว่า...ความดีกับความรักมันเทียบกันไม่ได้ แล้วมันก็แทนกันไม่ได้”

“ผู้หญิงคนไหนที่ได้แต่งงานกับวิน จะต้องโชคดีมากๆ รสคงไม่มีบุญพอ”

“วินก็คงไม่มีวาสนาจะได้แต่งกับรสเหมือนกัน”

สองคนมองหน้ากันด้วยความเข้าใจ ความเป็นเพื่อน กลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกดีๆทำให้วิกฤติคลี่คลายได้อย่างมหัศจรรย์!

“รสไม่ต้องแต่งงานกับวินแล้ว...รสจะทำยังไงเรื่องภคพงษ์”

“รสไม่แต่งกับวิน ไม่ได้แปลว่ารสจะให้อภัยเขา”

“ทำไม?”

“รสไม่อยากเป็นเหมือนพิม...รักคนที่จิตใจหยาบ รักคนที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างแม้แต่คนที่ตัวเองรัก รสอยู่กับคนแบบนั้นไม่ได้”

“รสไม่ควรจะเอาตัวเองไปเปรียบกับพิม เพราะไอ้วาริชมันไม่ได้รักพิม แต่ภคพงษ์ไม่ใช่ รสต้องเลิกดูที่ความผิดถูก แต่ต้องดูที่หัวใจ ดูว่ารสรู้สึกยังไงกับภคพงษ์”

“ไม่ว่ารสจะดูจากอะไร รสก็ไม่มีทางไว้ใจคนอย่างภคพงษ์”

“เฮ้อ...ดื้อจริงๆ เออ แล้วรสอาเจียนแบบนี้มานานหรือยัง”

“ก็สามสี่วันแล้ว กินอะไรก็ไม่ค่อยลง เวียนหัว แล้วก็อาเจียน ช่วงเช้าจะเป็นหนักหน่อย”

ชีวินนิ่งคิดย้อนกลับไปครั้งสุดท้ายที่ภคพงษ์มาตื๊อรสาถึงระยอง แล้วมีปากเสียงกันเนื่องจากเขาพยายามไล่ให้กลับไป โดยภคพงษ์ตอบโต้ชีิวินด้วยคำพูดแปลกๆว่า เรื่องระหว่างเราสองคนมันลึกซึ้งจนบางทีรสาอาจจะไม่อยากให้คนอื่นรู้...

คิดทบทวนแล้วชีวินเอะใจ ถามรสาอย่างตรงไปตรงมา “รส...ขอถามหยาบคายหน่อยนะ ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

“ก็ประมาณ...” พูดได้แค่นั้นเธอหยุดกึก ในใจคือสองเดือนที่แล้ว แต่ไม่กล้าพูดออกมา

แม้ไม่ได้คำตอบ แต่ชีวินก็พอจะเดาได้ ชวนเธอไปตรวจดีกว่า เขาจะพาไปเอง...ปรางทิพย์แอบฟังอยู่ตลอด ค่อยๆผละออกมาอย่างเงียบเชียบ แล้วโทร.รายงานภคพงษ์ด้วยความตื่นเต้น

“จริงเหรอปราง” น้ำเสียงภคพงษ์ตื่นเต้นไม่น้อยกว่ากัน

“จริงค่ะ ปรางได้ยินกับหูเลยค่ะ งานแต่งงานยกเลิกแล้ว และคุณชีวินก็ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้พี่รสาให้อภัยพี่ภัคด้วยนะคะ พี่รสาเหมือนจะใจอ่อนแล้วค่ะ พี่ภัครีบมาหาพี่รสาตอนนี้เลยนะคะ”

“โอเค...พี่จะรีบไปเดี๋ยวนี้”

“อ้อ พี่ภัคคะ ยังมีอีกเรื่องนึงค่ะ แต่...ปรางยังไม่บอกตอนนี้ดีกว่า รอให้ปรางแน่ใจกว่านี้ก่อนแล้วจะรีบบอก พี่ภัคขับรถดีๆนะคะ แล้วเจอกันค่ะ”

ภคพงษ์ไม่ติดใจเพราะห่วงจะไปหารสาอย่างเดียว แต่ก็ไม่ลืมหยิบกล่องแหวนแต่งงานที่เตรียมไว้จะขอเธอหลายครั้งแล้วติดมือไปด้วย...

ooooooo

“ยกเลิกการแต่งงาน!!” ห้าวโพล่งขึ้นด้วยความดีใจสุดขีด หลังจากได้ยินชีวินบอกกับวิมลและพร้อม

“ทำไมต้องแหกปากด้วยวะไอ้ห้าว” พร้อมเอ็ดเสียงเขียว

“ก็มันเป็นข่าวดีที่สุดในโลกนี่ลุง ดีแล้วที่คิดได้ เชื่อฉันซะตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องเสียเงินเตรียมงาน เป็นไงล่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้แต่งจริงๆ”

“เงียบไปเลยนะไอ้ห้าว ถ้าเอ็งขืนพูดมากกว่านี้ จะไล่กลับบ้านพ่อเอ็งเลย”

วิมลดุจริงจัง ห้าวจำใจต้องหยุด แต่ยังไม่วายลอบยิ้มสาสมใจ เมื่อวิมลถามถึงเหตุผลที่ยกเลิกงานแต่ง ชีวินตอบตามตรงว่ารสาไม่ได้รักตน เธอมีคนที่รักอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่คนแถวนี้ ห้าวกำลังยิ้มแป้น ถึงกับหุบยิ้มอย่างฉับพลัน

“ผมคิดว่ามันจะดีถ้ารสได้แต่งงานกับคนที่เขารักอย่างแท้จริง” ชีวินเอ่ยหน้าเศร้า

“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก” ห้าวแย้ง

“ใช่...มันไม่ง่าย และคนผู้ชายคนนั้นก็ต้องพิสูจน์ตัวเขาเอง”

“วินหมายถึงคุณภคพงษ์ใช่ไหม” วิมลถามตรงๆ ชีวินพยักหน้าแทนคำตอบ ห้าวเห็นแล้วหงุดหงิดขึ้นมาทันที

เวลานั้น รสาออกไปที่ร้านขายยาในตลาดโดยไม่รู้ว่าปรางทิพย์แอบตามทุกฝีก้าว และจับตามองจนกระทั่งรสากลับเข้าบ้านแล้วหายเงียบเข้าไปในห้องน้ำนานสองนาน

รสาทราบผลจากแผ่นทดสอบที่ซื้อมาว่าตัวเองท้องจริงๆ เธอตกใจและเครียด ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี พลันเสียงห้าวร้องเรียกดังแว่วมา เธอรีบเก็บอุปกรณ์นั้นใส่ถุงทิ้งลงถังขยะก่อนจะออกมา

“รสเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าซีดๆ” ห้าวทัก

“ไม่เป็นไรจ้ะ”

“แล้วนี่รสหายไปไหนมา เมื่อกี้พี่เดินตามหาตั้งนาน ถามใครก็ไม่มีใครเห็น”

“รสไปซื้อของที่ตลาดมาจ้ะ พี่ห้าวมีอะไรหรือเปล่า”

“ลุงกับป้าให้มาตามไปกินข้าว”

“ขอบใจจ้ะ งั้นเรารีบไปกินกันเถอะ รสก็เริ่มหิวแล้ว”

“ก่อนไป...พี่มีเรื่องจะถาม เรื่องยกเลิกงานแต่งงาน พี่เห็นด้วยนะ แต่เรื่องที่ไอ้หน้าแหยมันพูดถึงไอ้ไฮโซ พี่ไม่เห็นด้วย”

“รสว่าเราอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย รสหิวแล้ว เราไปกินข้าวกันเถอะจ้ะ”

ห้าวพยักหน้าอย่างจำใจ เดินนำออกไป รสาแอบจับท้องตัวเองสีหน้าหนักใจ แต่พยายามทำตัวปกติก้าวตามห้าวไป ส่วนปรางทิพย์ค่อยๆโผล่ออกจากที่ซ่อนย่องเข้าห้องน้ำค้นหาหลักฐานจนมั่นใจว่ารสาท้อง แล้วรีบโทร.บอกพี่ชายที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาขับรถมาระยอง ภคพงษ์รับฟังด้วยความตื่นเต้นดีใจ บอกน้องสาวว่าตนใกล้จะถึงแล้ว

ที่โต๊ะอาหาร ห้าวเดินนำหน้ารสาเข้ามาเห็นชีวินกำลังตักข้าวให้พร้อมกับวิมล ห้าวปากไวทักชีวินด้วยความสะใจว่ายังไม่กลับอีกเหรอ งานแต่งงาน

ไม่มีแล้ว จะอยู่ทำอะไรอีก

“ไอ้ห้าว ถ้ายังไม่หยุดพูดแบบนี้ ข้าจะไล่เอ็งออกไปจริงๆด้วย” วิมลตวาด...ห้าวหน้าเจื่อนเล็กน้อย หันมาปั้นยิ้มกับรสา เลื่อนเก้าอี้ให้อย่างเอาใจ

“รสจ๊ะ นั่งตรงนี้นะ”

รสากลับเดินไปหาชีวิน บอกให้เขานั่งลง เธอจะตักให้เอง ห้าวเห็นสองคนพูดจากันด้วยดีก็จ๋อยไป แต่พร้อมกับวิมลยิ้มสบายใจ

“เห็นวินกับรสเข้าใจกันแบบนี้ อาก็เบาใจ” พร้อมพูดยิ้มๆ

“เราสองคนเป็นเพื่อนรักกันครับ ความเป็นเพื่อนยิ่งใหญ่เสมอ”

ชีวินกับรสายิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ ห้าวมองเขม่นชีวินอีกตามเคย รสาตักข้าวใส่จานให้ทุกคน เสร็จแล้วไม่ทันจะนั่งก็รู้สึกเหม็นกลิ่นอาหาร คลื่นไส้เหมือนจะอาเจียน

“รสไม่ทานแล้วนะคะ ทานกันได้เลยค่ะ ขอโทษค่ะ”

รสารีบเดินออกไปพร้อมกับอาการขย้อน วิมลแปลกใจว่าเธอเป็นอะไร พร้อมนึกว่าห้าวเป็นต้นเหตุ ถามเสียงเขียว

“เอ็งอาบน้ำหรือยังไอ้ห้าว หรือว่ารสจะเหม็นกลิ่นตัวของเอ็งจนอ้วก”

“อ้าวลุง ไหงพูดงี้ล่ะ ฉันอาบน้ำวันละสามรอบ ทั้งสะอาดทั้งหอม”

ห้าวยกแขนตัวเองดมรักแร้ไปมา วิมลมองตาม

รสาด้วยความเป็นห่วง ชีวินรู้แน่แก่ใจแต่ไม่พูดออกมา

ooooooo

รสาเข้าไปอาเจียนในห้องน้ำ กลับออกมาเจอปรางทิพย์ยืนยิ้ม ถือแก้วน้ำรออยู่

“น้ำค่ะพี่รสา”

“ขอบใจจ้ะ”

“พี่รสาไม่แต่งงานกับคุณชีวินแล้วใช่ไหมคะ”

รสาชะงักไปนิดก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบ

“ปรางดีใจที่สุดเลย...เอ่อ...คือ...ปรางก็เห็นใจพี่ชีวินนะคะ แต่พี่เขาทำถูกแล้วล่ะค่ะ เพราะคนที่เหมาะสมจะแต่งงานกับพี่รสาที่สุดก็คือ...”

“น้องปรางคะ พี่ขอตัวไปเดินเล่นหน่อยนะคะ

ข้างในอากาศอ้าวๆ อยากจะรับลมทะเลสักหน่อย ขอโทษนะคะ”

รสาเดินเลี่ยงออกไปทันที ปรางทิพย์ถอนใจดังเฮือก ท่าทางรสาไม่ใจอ่อนง่ายๆ แล้วพี่ชายของเธอจะง้อสำเร็จหรือเปล่า?

เมื่อภคพงษ์มาถึง ปรางทิพย์รีบเดินไปหาด้วยความร้อนใจ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรกัน ห้าวพุ่งพรวดมาดักหน้าภคพงษ์ กระชากเสียงถามอย่างไม่เป็นมิตร

“มาทำไม?”

ขณะที่สองหนุ่มเผชิญหน้ากัน ชีวินหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านเตรียมกลับกรุงเทพฯ เขากวาดตามองหารสา แต่แล้วไปสะดุดหยุดลงที่ห้าวกับภคพงษ์ที่ยืนจังก้าเหมือนจะวางมวย

“ผมมาหารสา” ภคพงษ์ตอบนิ่งๆ

“แต่แกก็รู้ว่ารสไม่อยากเจอแก”

“ไม่จริง” ปรางทิพย์แทรกขึ้น ห้าวไม่พอใจหันมาตวาดเธอให้หุบปาก ผู้ใหญ่คุยกัน เด็กไม่เกี่ยว

“คุณเองก็ไม่เกี่ยวเหมือนกัน เรื่องระหว่างผมกับรสไม่เกี่ยวกับคุณ ถอยไปได้แล้ว”

“ไม่ถอยเว้ย แกทำให้รสเสียใจมามากแล้ว ฉันจะไม่ปล่อยให้แกเข้าใกล้เพื่อมาทำร้ายรสอีก กลับไปได้แล้ว”

ภคพงษ์ไม่สนใจ เดินดุ่มเข้าไปเลย ห้าวโกรธจัดตามมากระชากเสื้อแล้วจะปล่อยหมัด แต่ช้ากว่าหมัดของภคพงษ์ที่พุ่งเข้าเต็มหน้าห้าวอย่างแรง

“โอ๊ยยยยย....” ห้าวแหกปากลั่น หงายหลังก้นจ้ำเบ้ากับพื้น

ชีวินกำลังเดินตรงดิ่งมา เห็นสภาพห้าวแล้วแอบสะใจ คราวนี้เจอของจริง!

“แม่ง...หมัดหนักเหมือนกันเว้ย” ห้าวบ่นทั้งที่ยังมึนๆ

“ผมไม่ชอบใช้กำลัง แต่ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมให้คุณหรือใครมาขวางผมกับรสาอีกต่อไป”

ภคพงษ์กล่าวจริงจัง แล้วหันไปถามปรางทิพย์ว่ารสาอยู่ไหน?

“อยู่ที่ชายหาดค่ะ”

ภคพงษ์วิ่งออกไปทันที ห้าวยันตัวลุกขึ้น ตะโกนลั่นอย่างไม่ยอม

“เฮ้ย...หยุดนะเว้ย ฉันไม่ให้แกไป...อย่ามายุ่งกับรส” ห้าวตั้งท่าจะวิ่งตาม ชีวินก้าวพรวดมาขวางไว้

“พอเหอะ...หยุด แล้วก็ยอมรับความจริงได้แล้ว”

“ไอ้หน้าแหย ไม่ต้องพูดมาก เชิญแกป๊อดไปคนเดียว ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน...เฮ้ย! หยุดนะเว้ย”

เมื่อห้าวยังจะดึงดัน ชีวินจำต้องคว้าตัวเขาไว้ “พอได้แล้ว...ถ้าแกรักรสจริงๆ แกต้องปล่อย”

“ปล่อยอะไร ไม่เข้าใจ”

“ปล่อยให้คนที่เขารักกันได้อยู่ด้วยกัน แกเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว รสไม่ได้รักเราสองคน และคนที่เขารักก็มาแล้ว แกจะไปขวางเขาทำไมวะ”

“ไม่จริง รสไม่ได้รักมัน”

“ถึงรสไม่รักภคพงษ์ รสก็ไม่ได้รักแก หรือว่าไม่จริง”

ห้าวอึ้งกิมกี่ อึกๆอักๆพูดไม่ออก

“ฉันรู้ว่ามันเจ็บ แต่มันเรื่องจริง ยอมรับเหอะ อย่าพยายามอีกเลย”

“เออ...ฉันยอมรับว่ารสไม่รักฉันก็ได้ แต่แกคิดเหรอว่ารสจะยอมรับว่ารักไอ้ไฮโซนั่น มันไม่ง่ายหรอกเว้ย”

ชีวินชะงักกึก ไม่มั่นใจเหมือนกัน แต่ปรางทิพย์เชื่อว่าพี่ชายของเธอทำได้ เขาต้องทำให้รสายอมรับในตัวเขาให้ได้ ไม่เชื่อก็คอยดู!!

ooooooo

รสายืนเหม่ออยู่ชายหาด นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างตัวเองกับภคพงษ์ ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี

ปะปน แต่ที่ทำให้เธอคิดหนักก็คือคำสารภาพของเขาที่ปรางทิพย์แอบอัดเสียงมา และตอกย้ำด้วยแผนการของชีวินอีกคน ซึ่งชีวินมั่นใจมากว่าภคพงษ์รักเธอ ถึงกับขอยกเลิกการแต่งงาน

รสาหนักใจคิดไม่ตก ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี ทันใดเสียงภคพงษ์ดังมา

“รสา...”

เธอหันไปเห็นเขาวิ่งตรงมา...เกิดอาการละล้าละลัง แล้วตัดสินใจหันหลังขวับรีบสาวเท้าเดินหนี

“รสา...หยุดก่อน”

ภคพงษ์วิ่งมารวบตัวเธอ และไม่ว่าเธอจะดิ้นรนยังไง เขาก็ไม่ปล่อย

“ปล่อยฉัน...ฉันบอกให้ปล่อยเดี๋ยวนี้”

“ไม่ปล่อย จนกว่าคุณจะหยุดและฟังผม”

“ฉันไม่อยากฟัง”

“ไม่ฟังก็ไม่ปล่อย”

“เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเดิมไม่มีผิด”

ภคพงษ์ชะงักกึก ค่อยๆคลายอ้อมกอดออก เอ่ยคำขอโทษ...รสาสะบัดตัวออกมา มองหน้าเขาเคืองๆ แววตาไม่วางใจ

“ผมรู้ว่าผมนิสัยไม่ดี ไม่ดีมากๆด้วย ผมทำให้คุณเสียใจหลายครั้ง ทำให้คุณสับสน ทำให้คุณร้องไห้ ผมรู้ว่ามันไม่น่าให้อภัย แต่คนนิสัยไม่ดีคนนี้อยากจะขอโอกาสอีกสักครั้ง เพื่อพิสูจน์ตัวเอง”

คำพูดที่ออกจากใจจริงของเขาทำให้เธอหวั่นไหว ขอบตาร้อนผ่าวเหมือนจะใจอ่อน

“รสา...ให้โอกาสผมได้ดูแลคุณ ได้ดูแลลูกของเรา”

ภคพงษ์น้ำตาซึมเมื่อเอ่ยถึงลูก แต่รสาน้ำตาร่วงเผาะทันที

“ผมรู้ว่าการเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์มันเป็นยังไง ผมไม่อยากให้ลูกของเราต้องเป็นเหมือนผม คุณอาจจะคิดว่าผมไม่มีหัวใจ รักใครไม่เป็น แต่คุณ...คุณทำให้ผมรู้ว่าความรักที่แท้จริงมันเป็นยังไง หัวใจของผมอยู่ที่คุณนะรสา ที่ผ่านมาคุณอาจจะสงสัยในตัวผม ผมขอร้องให้คุณหันมามองผมในวันนี้ วันที่ผู้ชายที่ชื่อภคพงษ์ เถลิงยศ คุกเข่าต่อหน้า อ้อนวอนให้คุณยกโทษ และให้โอกาสผมได้ทำหน้าที่สามีและพ่อของลูก ให้โอกาสผมได้เป็นคนดี ดีพอที่คุณจะรักผม แต่งงานกับผมนะรสา”

รสาน้ำตานองหน้า มองภคพงษ์คุกเข่าลงกับพื้นทราย หยิบแหวนออกมา...รสาตัดสินใจไม่ได้ หลับตาลงนึกถึงคำพูดตัวเองที่บอกกับชีวิน

“รสไม่อยากเป็นเหมือนพิม...รักคนที่จิตใจหยาบ รักคนที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างแม้แต่คนที่ตัวเองรัก รสอยู่กับคนแบบนั้นไม่ได้”

“รสไม่ควรจะเอาตัวเองไปเปรียบกับพิม เพราะไอ้วาริชมันไม่ได้รักพิม แต่ภคพงษ์ไม่ใช่ รสต้องออกจากกรอบความผิดถูก กรอบความคิดที่รสล้อมตัวเองเอาไว้ และดูที่หัวใจ ดูว่ารสคิดยังไงกับภคพงษ์”

คำพูดประโยคนั้นของชีวินทำให้รสาคิดหนัก ทบทวนใจตัวเองไปมา ก่อนจะค่อยๆลืมตา ยังเห็นเขาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า

“ผมขอร้อง...ให้คุณช่วยเป็นแสงสว่างให้กับชีวิตของผม...นะครับรสา”

“ค่ะ” รสาตอบตามที่หัวใจเธอเรียกร้อง

ภคพงษ์ยิ้มกว้างดีใจ บรรจงสวมแหวนที่นิ้วนางของเธอ แล้วลุกขึ้นยืนสวมกอดกันแน่นด้วยความรักที่ต่างคนต่างมีให้กันอย่างเต็มเปี่ยม...

ปรางทิพย์ยืนมองอยู่ห่างๆ น้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้ง...โทรศัพท์บอกข่าวดีกับรัชนี

“คุณแม่คะ ภารกิจของปรางสำเร็จแล้วนะคะ”

ห่างออกมาอีกด้านหนึ่ง ห้าวหน้าเศร้าสะเทือนใจ ยืนมองรสากับภคพงษ์กอดกันกลม...ความจริงทำให้ห้าวต้องทำใจ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น หันหลังเดินจากไปให้พ้นภาพบาดตา...แต่ชีวินกลับยิ้มมีความสุข...สุขที่เห็นรสาลงเอยกับผู้ชายที่เธอรักอย่างแท้จริง

ชีวินเดินไปหาปรางทิพย์ที่ยังยืนน้ำตาซึม ดีใจและตื้นตันใจที่พี่ชายสมหวังในความรัก...ชีวินยิ้มอบอุ่น พร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้าให้ปรางทิพย์ซับน้ำตา

“ขอบคุณค่ะ”

ปรางทิพย์ยิ้มตอบด้วยไมตรี ชีวินพยักหน้าน้อยๆ แล้วหันไปทางรสาและภคพงษ์

“ดีใจด้วยนะรส” ชายหนุ่มกล่าวจากใจจริง

ปรางทิพย์มองเขาด้วยความศรัทธา ดีใจแทนรสาที่มีเพื่อนแท้

ooooooo

ขณะเดียวกันนั้นที่กรุงเทพฯ ภายในบ้าน

หลังใหญ่ของสุวิทย์...รัชนียืนอยู่หน้ารูปถ่ายครอบครัว มองดูลูกและสามีด้วยความรัก ก่อนจะหันไป

หยิบรูปภคพงษ์ในวัยเด็กที่ใส่กรอบอย่างสวยงามมาวางข้างๆ แม้ไม่ได้ถ่ายร่วมเฟรมเดียวกัน แต่เมื่อวางรวมกันก็ไม่ต่างจากครอบครัวที่สมบูรณ์ ประกอบไปด้วยพ่อแม่และลูกๆชายหญิง...

ที่ชายหาดระยอง ภคพงษ์กับรสายืนโอบกันท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆยามเย็น

“รสา...ผมขอบคุณ ที่คุณให้โอกาสผม”

“ฉันอยากให้โอกาสตัวเองด้วย ให้โอกาสตัวเองที่จะยอมรับ...ว่าฉันรักคุณ”

ภคพงษ์สุดซาบซึ้ง ดึงรสาเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน

“เป็นคำบอกรักที่เพราะที่สุดในโลก ผมดีใจที่ได้ยินคำนี้ รสา...คุณคือผู้หญิงที่ผมรัก ชีวิตผมเปลี่ยนไปเพราะคุณ ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณที่รักผม...ผมรักคุณนะรสา”

รสาปลาบปลื้ม ตื้นตัน กอดตอบเขาแทนคำพูด

“ชีวิตของผมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นใหม่โดยมีคุณและลูกของเราเป็นแสงสว่างนำทางให้ผม ผมสัญญาว่าจะทำทุกอย่างให้ครอบครัวของเรามีความสุข และผมจะไม่มีวันทำให้คุณต้องเสียใจอีกแล้ว...รสา”

รสาไม่มีคำพูดอื่นใด นอกจากรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความสุข...หนุ่มสาวสบตากันหวานซึ้ง อยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน ภายใต้ดวงตะวันที่ทอแสงสีทองสวยงามสดใส ความมืดมนผ่านพ้นไปเหลือแต่ความรักแท้ที่ทั้งสองคนรอคอย...

ooooooo

–อวสาน–


ละครตะวันทอแสง ตอนที่ 15(ตอนจบ) อ่านตะวันทอแสง ติดตามตะวันทอแสง ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย 10 ต.ค. 2555 08:30 2012-10-17T02:24:25+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ