ข่าว

วิดีโอ



ชาติเสือพันธุ์มังกร

อ่านเรื่องย่อ

แนว: แอคชั่น-ดราม่า-พีเรียด

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: บทกร

กำกับการแสดงโดย: กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล

ผลิตโดย: บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: เจมส์ มาร์,เดียร์น่า ฟลีโป

ระหว่างที่ทรงวาดกับปิ่นมุกทุกข์ทรมานใจ ลี่เง็กเจอรณชิตโดยบังเอิญหน้าบ้านทรงวาดจึงระบายทุกอย่างให้ฟังโดยเฉพาะเรื่องลูกพี่ลูกน้องหนุ่มทำตัวเป็นพ่อสื่อหาผัวให้เธอ

รณชิตฟังแล้วขำ อดเย้าลี่เง็กไม่ได้ที่ทำตัวเป็นนักเลงโตบุกยิงทรงวาดอย่างอุกอาจ

“เธอนี่มันเหลือเกินจริงๆ ฉันน่าจะจับเธอข้อหาพยายามฆ่ากับบุกรุกซะด้วยซ้ำ”

“อยากจับก็จับสิ แต่ถ้าอั๊วมีโอกาสเมื่อไหร่อั๊วฆ่าอีแน่...สาระแนนักไอ้โฮ่ว!”

“เถ้าแก่เสือเขาก็อยากให้เธอเป็นฝั่งเป็นฝา ไม่ได้หวังร้ายอะไรซะหน่อย ไม่แน่นะว่าคนที่เขาหาให้อาจจะหล่อยิ่งกว่าดาราหนังจนเธอตกหลุมรักก็ได้”

“อั๊วจะผลักอีตกหลุมล่ะสิไม่ว่า”

ลี่เง็กโต้ไม่ลดละ รณชิตไม่ถือสาแถมนึกเอ็นดูที่อีกฝ่ายทำตัวเหมือนเด็กเกเร เขาปฏิบัติกับเธอแตกต่างจากทุกคนที่บ้านโดยเฉพาะพ่อกับพี่ชายทำให้เธอหวั่นไหวและอดรู้สึกดีกับเขาไม่ได้...

ทรงวาดคิดหนักเรื่องปิ่นมุกแต่ไม่ทันปรับความเข้าใจ ชาญยุทธก็แวะมาบอกข่าวดีถึงบ้าน

“พี่ดีใจ...อยากมาบอกข่าวดีให้เสือรู้ด้วยตัวเอง ไม่อยากพูดทางโทรศัพท์ เลือกตั้งคราวหน้าถ้าพรรคของเราได้เป็นรัฐบาล คุณพ่อจะดันให้พี่ขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วย”

“ยินดีด้วยนะครับพี่อ้าย พี่อ้ายคงเป็นรัฐมนตรีที่หนุ่มแล้วก็หล่อที่สุดในประเทศแน่ๆ”

ชาญยุทธหัวเราะชอบใจ ตบบ่าน้องชายบุญธรรมเบาๆ “แต่พี่ไม่อยากก้าวหน้าคนเดียวหรอกนะ พี่อยากให้เสือเตรียมตัวลงสมัครระดับท้องถิ่นไว้ด้วยจะได้เป็นฐานเสียงให้พี่ต่อไป”

ทรงวาดหน้าเสีย ปฏิเสธเสียงอ่อน “แต่ผมไม่ถนัดเรื่องการเมือง อย่าให้ผมลงเลยครับ”

ชาญยุทธชักสีหน้าทันที “ไม่ถนัดก็ต้องหัดไว้สิ พี่กับคุณพ่อไม่หยุดอยู่แค่นี้หรอกนะ แล้วเสือก็ต้องช่วยพี่ จะมาหลบอยู่แต่เบื้องหลังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ”

ทรงวาดเครียดหนักเพราะไม่อยากถลำลึกบนเส้นทางดำมืดของพ่อกับพี่ชายบุญธรรมมากไปกว่านี้ พยายามบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนไปถามเรื่องตราสัญลักษณ์ดาบสามเล่มไขว้กันแทน

“ผมเห็นตราสัญลักษณ์อันนึงคุ้นตามากแต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน”

พูดพลางยื่นภาพวาดตราสัญลักษณ์เจ้าปัญหาให้ดู ชาญยุทธเงียบจนทรงวาดคิดว่าเขาคงไม่รู้

“ถ้าพี่อ้ายไม่รู้ก็ไม่เป็นไรนะครับ เรากลับกันดีกว่า”

“ทำไมพี่จะไม่รู้ นี่มันเป็นตราประจำตระกูลของพี่”

ทรงวาดอ้าปากค้างไม่อยากเชื่อแต่ชาญยุทธก็ยืนยันหนักแน่น “เสือก็รู้ว่าตระกูลพี่เป็นขุนนางเก่าแก่แต่พวกเราก็มีแต่เชื้อสาย ไม่มีเงินมีทองหรอก คนที่ทำให้เรามีครบทุกอย่างก็คือคุณพ่อ...คุณพ่อภาคภูมิใจในสายเลือดมาก ท่านก็เลยทำสร้อยที่มีจี้ตราสัญลักษณ์นี้ไว้ให้ลูกๆทุกคนเพื่อย้ำเตือนว่าเรามาจากไหน...”

ooooooo

ทรงวาดช็อกมากกับความจริงจากปากชาญยุทธว่าจี้รูปดาบสามเล่มไขว้กันคือตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล ทั้งชาญยุทธกับเอื้อยพี่สาวบุญธรรมอีกคนของเขาต่างเคยสวมสร้อยคล้องจี้นี้ออกงานตั้งแต่เด็ก แม้จะไม่ค่อยได้ใช้แต่สองพี่น้องก็จำได้ดีว่าจี้นี้คือตราประจำตระกูลที่การันต์สั่งทำให้ลูกทุกคน

ความจริงจากชาญยุทธทำให้ทรงวาดคิดถึงเหตุ– การณ์ในอดีตเมื่อหลายปีก่อนตอนเขาย้ายมาอยู่บ้านการันต์ใหม่ๆ วันนั้นเขายังจำได้ว่าเห็นพ่อบุญธรรมโต้เถียงกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งอย่างรุนแรง...

การันต์ดูโมโหมากวันนั้น แต่เด็กหนุ่มคนนั้นกลับไม่สะทกสะท้านยืนประจันหน้าอย่างไม่กลัวเกรง

“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาที่นี่ ถ้าคุณหญิงของฉันรู้เข้าจะทำยังไง”

“ผมไม่สนหรอกว่าผู้หญิงคนนั้นจะคิดยังไง แต่ตอนนี้แม่ผมกำลังจะตาย แล้วแม่ก็ต้องการเจอพ่อ”

“ฉันบอกแล้วว่าไปไม่ได้ งานฉันยุ่งแค่ไหนแกรู้ไหม เงินทองค่ารักษาฉันก็หาให้ทุกอย่างจะเอาอะไรกับฉันอีก”

“แล้วถ้าเมียหลวงของพ่อกำลังจะตายบ้าง พ่อก็จะไม่ไปเยี่ยมเหมือนกันใช่ไหม” การันต์ผงะแต่เด็กหนุ่มไม่หยุด ตอกไม่ไว้หน้า “ที่พ่อไม่ยอมไปเพราะพ่อไม่เคยเห็นค่าพวกเราสองคนแม่ลูกมากกว่า ถ้าการเป็นเมียน้อยมันน่ารังเกียจนักคนที่มายุ่งกับแม่จนเกิดผมขึ้นมา มันก็น่ารังเกียจไม่แพ้กันหรอก”

การันต์เดือดจัดชกหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นเลือดกบปาก “ไอ้ลูกทรพี! มึงกล้าดียังไงมาว่ากูฉอดๆ ไม่มีใครกล้ามาพูดกับกูยังงี้ มึงออกไปจากบ้านกูเดี๋ยวนี้ อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก กูไม่มีลูกสารเลวอย่างมึง!”

ทรงวาดดึงตัวเองจากอดีต...ความทรงจำยังแจ่มชัด เขาปะติดปะต่อเรื่องราวจนค่อนข้างมั่นใจกับข้อสันนิษฐานของตนว่าพันเดชก็คือเด็กหนุ่มที่โต้เถียงกับการันต์ในวันนั้น

ข้อสันนิษฐานเรื่องพันเดชทำให้ทรงวาดเป็นห่วงการันต์อย่างบอกไม่ถูกจึงตัดสินใจไปหาความจริงด้วยตัวเองแต่ยังไม่ยอมบอกพ่อบุญธรรมว่าพันเดชคือ เด็กหนุ่มที่อีกฝ่ายมีปากเสียงด้วยในอดีต การันต์นิ่วหน้าหลังฟังข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับพันเดชจากลูกชายบุญธรรม

“พ่อไม่เคยพบนายพันเดชอะไรนี่หรอก รู้แต่ว่าเป็นดาวรุ่งของพรรคแล้วก็ทำงานเข้าขาได้ดีกับอ้าย แต่พ่อเป็นระดับแกนนำพรรคถ้าเขาไม่มาหาพ่อก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่พ่อต้องใส่ใจ”

“แล้วคุณพ่อคิดไหมครับว่ามันน่าแปลก... นักการเมืองหน้าใหม่ควรจะต้องเคารพนอบน้อมคนระดับคุณพ่อไม่ใช่ไม่มาให้คุณพ่อเห็นหน้าเลยแบบนี้”

“พ่อชักสนใจข้อสันนิษฐานของเสือแล้วสิ มีอะไรจะถามพ่ออีกไหม”

“มีอีกข้อเดียวครับ...ลูกชายคุณพ่อที่เกิดกับภรรยาอีกคนตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ...”

ooooooo

คำถามของทรงวาดทำให้การันต์นั่งไม่ติดต้องบุกไปบ้านพันเดชเย็นวันเดียวกันพร้อมทรงวาด

พันเดชอึ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าพ่อแท้ๆก่อนแสยะยิ้มเมื่อเห็นท่าทางเกรี้ยวกราดของอีกฝ่าย

การันต์ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองจะได้เจอพันเดชหรือลูกชายจากภรรยาอีกคนในสถานการณ์แบบนี้

“เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล หายหัวไปเป็นสิบๆปี พอโผล่มาก็คิดจะฆ่าพี่ชายตัวเอง...ไอ้สารเลว!”

“พี่ชาย...เราตัดพ่อตัดลูกกันแล้วคุณก็แค่คนอื่น อย่ามานับผมกับลูกชายคุณเป็นพี่เป็นน้องกันเลยครับ”

“จองหอง! แกมันก็แค่พ่อค้ายาเสพติด อย่าคิดว่าฉันไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังแกนะ พลาดขึ้นมาวันไหนก็ไม่แคล้วโทษประหารหรอกวะ”

“ใช่...ผมตั้งตัวได้จากยาเสพติดแต่คุณก็ไม่ได้ดีไปกว่าผมสักเท่าไหร่ แค่ไม่ค้ายาแต่ก็สกปรกพอกันนั่นแหละ”

ทรงวาดไม่อยากให้พ่อบุญธรรมโกรธจนเสียเรื่องโพล่งถามพันเดช

“ถ้านับเรื่องเงินคุณก็มีมหาศาล ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอยากขยายอิทธิพลอีกทั้งๆที่มันต้องเสี่ยงขนาดนี้”

“เห็นแก่ความฉลาดของแกที่ขุดปูมหลังฉันจนเจอ ฉันจะตอบให้ก็ได้...ฉันต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าไอ้ลูกเมียหลวงที่ท่านการันต์รักนักรักหนามันไม่ได้มีน้ำยาอะไรเลย ก็แค่ไอ้ลูกแหง่เดินตามหลังพ่อต้อยๆเท่านั้น”

“แค่นั้นเองเหรอครับ”

“ที่จริงมันก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอก...ก็เพราะไอ้ความดัดจริตของท่านการันต์นั่นล่ะที่มันขัดขวางทางทำมาหากินของฉัน...ทำขยะแขยงมองยาเสพติดว่าเป็นความชั่ว ยอมรับไม่ได้ทั้งๆที่ทำอยู่มันก็ชั่วพอกันแหละวะ”

“เพราะท่านขวางทางอยู่คุณเลยขยายเครือข่ายยาเสพติดเข้ามาในเขตกรุงเทพฯได้ยาก”

“ฉลาดนี่...ถ้าฉันเปลี่ยนขั้วอำนาจได้คิดสิว่าฉันจะรวยมากกว่านี้อีกกี่ร้อยกี่พันเท่า”

การันต์ทนฟังต่อไปไม่ไหวตวาดลั่น “อัปรีย์! กูไม่น่าให้มึงเกิดมาเลย”

“ถ้าผมเลือกได้ผมก็ไม่อยากเกิดเป็นลูกคนอย่างคุณเหมือนกัน!”

พันเดชโต้ไม่ยอมแพ้ การันต์โมโหมากตั้งท่าจะชกแต่พันเดชหลบทัน

“ผมไม่ใช่เด็กๆที่จะยอมให้คุณต่อยได้ตามใจชอบอีกแล้ว ระวังนะครับ...คราวหน้าอาจมีหมัดสวน”

จบคำก็สั่งคนพาการันต์กับทรงวาดออกไป การันต์โกรธมากโพล่งชื่อเดิมของพันเดช

“ไอ้อ้น...ไอ้ทรพี มึงไม่ใช่ลูกกู!”

“ถ้าจำไม่ผิดคุณเคยบอกผมแล้วนะครับ”

ท่าทางไม่ยี่หระของพันเดชทำให้ทรงวาดอดใจไม่ไหวต้องเตือนสติ

“ถึงยังไงท่านก็เป็นพ่อแท้ๆของคุณนะ ทำอย่างงี้ได้ยังไง”

“ฉันจะบอกให้เอาบุญ...ผู้ชายคนนี้ไม่เคยจริงใจกับแก ที่เขาเลี้ยงไอ้ลูกเจ๊กลูกจีนอย่างแกก็เพื่อรองมือรองตีนลูกชายสุดที่รักของเขา ถ้าฉันไม่หนีออกมาซะก่อนก็คงไม่แคล้วต้องเป็นอย่างแก ตาสว่างขึ้นรึยังล่ะไอ้ลูกแมงดา!”

การันต์อารมณ์ขึ้นจนช็อก เจ็บหน้าอกเฉียบพลันจนทรงวาดต้องถลาประคอง พันเดชหมุนตัวเข้าบ้านไม่แยแสอาการจะเป็นจะตายของพ่อแท้ๆ ไม่รู้เลยว่าไต้เกียวแอบได้ยินทุกอย่างตั้งแต่ต้น...ไม่อยากเชื่อหูว่าการันต์หรือนายใหญ่เบื้องหลังค่าคุ้มครองในเยาวราชจะเป็นพ่อแท้ๆของพันเดช

ooooooo

ไม่มีใครรู้ว่าพันเดชต้องข่มความเสียใจแค่ไหนที่ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับพ่อและพี่ชายคนละแม่ ชาญยุทธก็ไม่รู้และปักใจว่าพันเดชเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งที่ต้องกำจัดโดยเร็วที่สุด!

การันต์โมโหจนทรุดแต่ยังมีสติพอจะคุยกับชาญยุทธตามลำพัง

“พ่อขอโทษนะที่ทำให้อ้ายต้องเดือดร้อนไปด้วย”

“อย่าคิดมากเลยครับคุณพ่อ เสือเล่าให้ผมฟังหมดแล้ว...ตอนนี้สุขภาพของคุณพ่อสำคัญที่สุดนะครับ พักผ่อนมากๆทำตามที่คุณหมอสั่งจะได้หายไวๆนะครับ”

“ขอบใจมากอ้าย พ่อโชคร้ายที่มีลูกชั่วๆแต่ก็ยังโชคดีมากกว่าที่มีลูกดีๆอย่างอ้าย”

ชาญยุทธปั้นหน้ายิ้มอยากให้พ่อสบายใจแต่ทันทีที่ออกจากห้องเจอหน้าทรงวาดก็สั่งการทันที

“พี่ต้องการเก็บไอ้พันเดชพรุ่งนี้”

“แต่ถึงยังไงคนคนนั้นก็เป็นน้องพี่อ้ายนะครับ ถึงจะคนละแม่กันก็เถอะ”

ทรงวาดพยายามเตือนสติพี่ชายบุญธรรมแต่ชาญยุทธก็ไม่เปลี่ยนใจ “ถ้ามันคิดว่าพี่เป็นพี่มันคงไม่คิดฆ่าพี่ครั้งแล้วครั้งเล่าหรอก และที่สำคัญ...พี่มีน้องคนเดียวเท่านั้นคือเสือ คนอื่นพี่ไม่เคยนับเป็นน้อง”

“ผมทำไม่ได้หรอกครับพี่อ้าย เรื่องอื่นยังพอว่าแต่พี่น้องฆ่ากันแบบนี้ ผม...”

วิสูตรเห็นสีหน้าชาญยุทธก็กลัวใจ ช่วยพูดแทน “ผมทราบว่าคุณเสือไม่สบายใจ แต่คุณเสือบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่านายพันเดชคิดเอายาเสพติดเข้ามา ถ้าครั้งนี้เราปล่อยไปจะมีคนตายเพราะยานรกของมันนับไม่ถ้วนเลยนะครับ”


ทรงวาดเริ่มลังเล วิสูตรเห็นดังนั้นก็หว่านล้อมต่อ

“ความขัดแย้งของคุณอ้ายก็ส่วนหนึ่งครับแต่เรื่องยาเสพติดก็อีกเรื่อง ผมยอมรับว่าผมไม่ใช่คนดีอะไร งานที่เราทำอยู่ก็เป็นงานสกปรกแต่ท่านก็ไม่เคยค้ายา และที่ตำรวจอ่อนข้อให้พวกเราเพราะเราปกป้องไม่ให้มียาเสพติดไม่ใช่เหรอครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่มียาเข้ามาได้ก็จะไม่มีการออมมือให้กันอีก เราคงหนีไม่พ้นถูกกวาดล้างต้องนองเลือดแน่นอน”

ชาญยุทธเห็นน้องชายบุญธรรมอ่อนท่าทีลงจึงลองถามอีกครั้ง

“ว่ายังไงเสือ...เสือกับวิสูตรเป็นสองคนที่พี่ไว้ใจมากที่สุด...เสือจะช่วยพี่ได้ไหม”

ooooooo

ทรงวาดไม่มีทางเลือกต้องรับคำสั่งชาญยุทธกำจัดพันเดชให้พ้นทาง เขาตัดสินใจโทร.บอกที่บ้านไม่ให้เป็นห่วง ป่วยซังไม่ได้สงสัยเพราะเชื่อว่าพี่ชายคงมีธุระกับชาญยุทธเหมือนเคย ต่างจากปิ่นมุกที่ไม่เชื่อและระแวงว่าทรงวาดอาจถูกพี่ชายบุญธรรมสั่งให้ทำเรื่องเสี่ยงๆ

“พี่ชายเฮียเป็นผู้ดี ฐานะก็ร่ำรวยจะมีงานอันตรายอะไร ถึงมีก็ไม่ให้เฮียทำหรอก เฮียเป็นน้องชายบุญธรรมนะ”

“แจ้ไม่เข้าใจหรอก เอาเป็นว่าอั๊วไม่ไว้ใจก็แล้วกันและก็ไม่เคยคิดว่าคนคนนี้จะดีกับเฮียโฮ่วจากใจจริงด้วย ไอ้รักก็อาจจะรักแต่ก็รักเหมือนเครื่องมือเครื่องใช้ข้างกายนั่นแหละ...หมดประโยชน์ก็ทิ้ง”

“ลื้อนี่ปากร้ายขึ้นทุกวันนะอาจู”

ทรงวาดไม่รู้ถึงความกระวนกระวายใจของปิ่นมุก วางแผนร่วมกับชาญยุทธและวิสูตรจะขนระเบิดใส่รถไปจัดการพันเดชในเช้าวันต่อมาระหว่างที่พันเดชเดินทางไปหาเสียงนอกเมือง

ชาญยุทธไม่ได้เดินทางไปด้วยแต่อยู่ดูแลการันต์ที่อาการไม่ค่อยดีที่บ้าน ทรงวาดจึงไปพร้อมวิสูตรเพื่อดักรอพวกพันเดชที่มีกำหนดการจะหาเสียงนอกเมือง สีหน้าทรงวาดเคร่งเครียดมากจนวิสูตรต้องเอ่ยอย่างเห็นใจ

“คุณเสือให้ผมทำเองดีกว่าครับ งานนี้มันอันตรายมาก”

“เพราะอันตรายสิฉันถึงต้องทำ เราจะให้ลูกน้องเสี่ยงในขณะที่เรานั่งสบายได้ยังไง แล้วต่อไปใครจะทำงานให้”

วิสูตรอึ้งไปอึดใจ ทรงวาดถอนใจยาวก่อนทิ้งท้าย

“อีกอย่าง...ถ้าฉันตายไปซะคน ปัญหาทั้งหมดมันอาจจะจบลงก็ได้”

ทรงวาดรำพึงปลงๆ วิสูตรเข้าใจดีเพราะเชื่อว่าสงครามครั้งนี้คงไม่จบง่ายๆหากไม่มีใครยอมแพ้หรือตาย

ชาญยุทธแค้นแทบกระอักเมื่อได้ยินพ่อเพ้อเพราะพิษไข้เรียกชื่อพันเดชหรือชื่อเดิมว่าอ้นไม่ขาดปาก ความอิจฉาริษยาทำให้ไม่มีสติไตร่ตรองความจริงในใจการันต์ที่ไม่อยากให้ลูกชายสองคนห้ำหั่นกัน แม้เขาจะเป็นพ่อที่ไม่ดีนักแต่ไม่เคยคิดให้สายเลือดแท้ๆทั้งสองทำลายกันเอง

ทรงวาดลงมือตามแผนที่วางไว้ควบรถประกบรถพันเดชจนเสียหลักและเกือบทำสำเร็จถ้าฝ่ายตรงข้ามจะไม่กระหน่ำยิงจนรถเขาแฉลบลงข้างทาง!

พันเดชบาดเจ็บไม่น้อยแต่ยังพยุงร่างตัวเองไปหาทรงวาดที่ล้มกลิ้งไม่ไกลกันนั้น ทรงวาดคงถูกยิงตายไปแล้วหากวิสูตรไม่ตามมาช่วยและเป็นฝ่ายไล่ตามพันเดชเข้าไปในป่ารกชัฏข้างทาง

ทรงวาดถูกลูกน้องวิสูตรพาตัวไปพักบนรถอีกทางก่อนจะถูกชายลึกลับสวมหมวกกันน็อกแน่นหนาโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว ทรงวาดหนีเอาตัวรอดไปได้ ตัดสินใจตามไปช่วยวิสูตรในป่าและทันเห็นอีกฝ่ายจ่อปืนใส่พันเดช

พันเดชกลัวตายแต่กลับสบตาวิสูตรไม่ยอมหลบ

“ก่อนตายกูขอถามมึงข้อเดียว ท่านการันต์เป็นคนใช้มึงมาฆ่ากูใช่ไหม”

“ไม่ใช่...นี่เป็นคำสั่งของคุณอ้าย”

“งั้นก็ยิงกูเลย เพราะถ้ากูไม่ตายไอ้อ้ายก็ต้องตายคาตีนกู!”

“คุณเหมือนท่านมาก อโหสิให้ผมด้วยก็แล้วกัน”

วิสูตรจะเหนี่ยวไกแต่ไม่ทันขยับนิ้วชายลึกลับคนเดียวกับที่โจมตีพวกทรงวาดกับลูกน้องก็โผล่จากอีกมุมกระหน่ำยิงวิสูตรกลางอกจนนอนนิ่ง ทรงวาดเห็นดังนั้นจึงควักปืนยิงบ้าง พันเดชได้ทีร่วมมือกับชายลึกลับจะฆ่าทรงวาดแต่วิสูตรที่ยังไม่ตายเพราะใส่เสื้อเกราะเข้ามาช่วยไว้...ทั้งหมดจึงรอดตายหวุดหวิด!

ooooooo

แม้จะรอดตายแต่ทรงวาดก็บาดเจ็บสาหัส วิสูตรต้องหักใจไม่ตามพวกพันเดชแต่พาทรงวาดกลับกรุงเทพฯ ชาญยุทธเรียกหมอมารักษาตัวน้องชายบุญธรรมที่บ้านกระทั่งพ้นขีดอันตราย

ปิ่นมุกกับก๊กไช้ก็บุกมาพอดี

ปิ่นมุกไม่สบายใจเพราะทรงวาดไม่กลับบ้านจึงบุกมาเอาความจริงที่บ้านพ่อกับพี่ชายบุญธรรมของเขา ชาญยุทธไม่ชอบใจตั้งท่าจะเอ็ดแต่ก็ถูกปิ่นมุกโพล่งตัดหน้า

“ฉันทราบนะคะว่าคุณมีบุญคุณกับเฮียมากแต่การมีบุญคุณก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะใช้ให้เฮียไปเสี่ยงตายได้ตามใจชอบนะคะ แล้วถ้าคุณรักเฮียเหมือนน้องจริงก็ยิ่งไม่ควรทำกับเฮียแบบนี้”

“จุ้นจ้าน! เสือไม่เป็นอะไร กลับไปได้แล้ว”

“ต้องขอโทษด้วยค่ะ แต่ฉันจะกลับก็ต่อเมื่อได้พบเฮียแล้วเท่านั้น”

ทรงวาดได้ยินเสียงเอะอะก็รีบไปดูทันระงับเหตุปะทะคารมระหว่างชาญยุทธกับปิ่นมุก ชาญยุทธข่มใจไม่ให้ถือสาสาวน้อยในอุปการะของน้องชายบุญธรรม แต่ปิ่นมุกกลับไม่เก็บอารมณ์โวยใส่ทันทีที่ถึงบ้าน

“สิ่งที่เฮียเป็นอยู่เขาเรียกว่าความกระทบกระเทือนทางสมอง เฮียต้องไปตรวจละเอียดที่โรงพยาบาล”

“อั๊วคิดผิดจริงๆที่ส่งลื้อเรียนหมอ บ่นไม่หยุดเลย”

“อั๊วหวังดีนะเฮีย”

ก๊กไช้เห็นท่าไม่ดี ไม่อยากให้ผู้อุปการะหนุ่มกับเพื่อนสาวเถียงกันพยายามไกล่เกลี่ยแต่ก็ถูกปิ่นมุกสวนว่าเข้าข้างคนดื้ออย่างทรงวาด ทรงวาดส่ายหน้าเอือมๆก่อนตัดบท

“อั๊วต้องขอบใจลื้อสองคนมากนะที่เป็นห่วงอั๊ว”

“เปลี่ยนคำขอบใจเป็นคำสัญญาได้ไหมเฮีย”

“ถ้าลื้อจะให้อั๊วสัญญาในสิ่งที่อั๊วทำไม่ได้อั๊วก็ไม่สัญญาให้เสียเวลาหรอกอาจู”

ทรงวาดรู้ดีว่าปิ่นมุกอยากขอคำสัญญาอะไรแต่เขาคงให้ไม่ได้ ปิ่นมุกเห็นท่าเขาก็เดาได้ ตัดพ้องอนๆ “บุญคุณอีกล่ะสิ เฮียก็มีบุญคุณท่วมหัวอั๊วเหมือนกันแต่เฮียไม่เคยบังคับให้อั๊วทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ...เพราะอะไรล่ะเฮีย”

คำถามของปิ่นมุกทรงวาดตอบไม่ได้ เช่นเดียวกับวิสูตรที่ไม่รู้ว่าใครคือชายลึกลับที่มาช่วยพันเดช

“ไอ้คนที่มาช่วยฝีมือมันร้ายกาจมาก ถ้าผมไม่ได้ใส่เกราะกันกระสุนก็คงเสร็จมันเหมือนกันครับคุณอ้าย”

ชาญยุทธหน้าเครียดแต่ไม่คิดยอมแพ้จะหาโอกาสใหม่

“มันรอดไปคราวนี้คงยากจะจัดการมันได้แล้วล่ะ ดีที่มันก็เจ็บไปไม่น้อยคงต้องพักฟื้นอีกนาน”

“แล้วท่านทราบเรื่องนี้รึยังครับ”

“ยัง...คุณพ่อไข้ขึ้นสูงเพิ่งจะดีขึ้นเมื่อตอนเย็นนี่เอง แล้วฉันก็ไม่อยากให้คุณพ่อรู้เรื่องด้วย”

“แล้วคุณอ้ายจะทำยังไงต่อครับ”

“รอเสือหายก่อนแล้วค่อยคิดกัน แต่ที่แน่ๆระหว่างฉันกับไอ้พันเดชไม่มีทางอยู่ร่วมโลกกันได้อีกต่อไปแล้ว... ขึ้นอยู่กับว่าใครจะพลาดก่อนก็เท่านั้น!”

ooooooo

พันเดชบาดเจ็บหนักอย่างที่ชาญยุทธคาดไว้จริงแต่ไม่วายฉวยประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ปล่อยข่าวเรียกร้องคะแนนความสงสารและเห็นใจให้ตัวเองโดยมีไต้เกียวเป็นผู้ช่วยกระจายข่าว

ฮุ่ยเซี้ยงทึ่งมาก ไม่อยากเชื่อว่าพันเดชจะอึดและเหลี่ยมจัดขนาดนี้ แต่ที่คาดไม่ถึงมากกว่าคือโฉมหน้าแท้จริงของชายลึกลับที่โผล่มาช่วยพันเดชจากวงล้อมของพวกทรงวาดและวิสูตร

ฤทธิ์ นายตำรวจลูกพี่ลูกน้องของรณชิตนั่นเองคือชายลึกลับคนนั้น ฮุ่ยเซี้ยงไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองจนพันเดชต้องย้ำขำๆ “คิดไม่ถึงใช่ไหมล่ะว่ามือที่ดีที่สุดของฉันเป็นแค่พลตำรวจตัวเล็กๆเท่านั้นเอง”

ไต้เกียวซึ่งรู้มาตลอดเสริมคู่ขาหนุ่ม “ก็เพราะตัวเล็กน่ะสิคะถึงได้ช่วยงานเราได้สะดวก...ทั้งคอยส่งข่าว ปลุกปั่นยุยง สร้างสถานการณ์สารพัด ไม่มีใครระแวงเลยสักคน”

ฮุ่ยเซี้ยงหวนคิดถึงอดีต ปะติดปะต่อเรื่องราวจนพบว่าฤทธิ์มีส่วนรู้เห็นหลายเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นการหาพยานเท็จใส่ร้ายทรงวาดและเหตุถล่มโรงพักจนเยาวราชแทบลุกเป็นไฟ!

รณชิตยังไม่รู้เรื่องฤทธิ์ลูกพี่ลูกน้องหนุ่มเป็นคนของพันเดช ทำตัวเป็นตำรวจที่ดีเหมือนเคย เมื่อปิ่นมุกกับก๊กไช้มาขอความร่วมมือตำรวจในสถานีไปช่วยอารักขาและดูแลความเรียบร้อยของงานกิจกรรมนักศึกษาคณะแพทศาสตร์และนิติศาสตร์ซึ่งจะจัดตรวจร่างกายและให้คำปรึกษาด้านกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายก็ตอบรับด้วยความยินดี

ปิ่นมุกยิ้มกว้างชอบใจ ต่างจากกานต์กับก๊กไช้ที่ตามเธอมาโรงพักด้วย โดยเฉพาะก๊กไช้ ทั้งหึงทั้งหวงเพื่อนสาวแทนทรงวาดถึงขนาดป่วนให้รณชิตกับกานต์เขม่นกันเอง

กว่าปิ่นมุกจะกลับถึงบ้านก็เย็นมาก ก๊กไช้ไม่ได้กลับมาด้วยเพราะมีนัดทำรายการกับเพื่อนจึงจะค้างที่หอพักนักศึกษา ทรงวาดรออยู่แล้วเพื่อทำมื้อเย็นให้เธอ ส่วนกิมเอ็งเขาส่งไปทำกับข้าวให้คนงานที่โรงสีเพราะมีงานเร่งด่วน

ปิ่นมุกอดประหม่าไม่ได้ที่ต้องอยู่ตามลำพังกับผู้อุปการะหนุ่ม ทรงวาดไม่แสดงท่าทีใดๆให้เธออึดอัดแต่ชวนกินข้าวอย่างเป็นกันเอง “เจี๊ยะเยอะๆลื้อต้องใช้สมองแยะ...ราดน้ำด้วยจะได้ไม่ฝืดคอ”

ความรักและห่วงใยของทรงวาดแสดงออกทางแววตาและการกระทำจนปิ่นมุกอดเปรยไม่ได้

“ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันได้ก็คงดีนะเฮีย”

ทรงวาดหน้าเครียด ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดแต่ไม่เห็นทางเป็นไปได้

สีหน้าเขาทำให้ปิ่นมุกหน้าเสีย เอ่ยเสียงเบา

“อั๊วขอโทษ”

ทรงวาดสะเทือนใจไม่แพ้กันแต่จำต้องข่มไว้และปลีกตัวดื้อๆ ทิ้งให้ปิ่นมุกมองตามน้ำตาซึม...ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องทำตัวเย็นชาและหมางเมินเธอเช่นนี้...

ooooooo

บรรยากาศในโรงสีวุ่นวายและอึดอัดไม่แพ้ในบ้านทรงวาดเพราะมียอดสั่งซื้อข้าวมากเป็นพิเศษทำให้พวกคนงานต้องเร่งมือ ทิเหล็งมาคุมงานแทนทรงวาดโดยมีกิมเอ็งช่วยทำอาหารเลี้ยงพวกคนงาน ป่วยซังก็อยู่ด้วยแต่หมกมุ่นกับงานบัญชีไม่กินข้าวกินปลาจนทิเหล็งต้องไปตามด้วยความเป็นห่วง

“คุณหนูโหมทำงานแบบนี้อาจจะลืมคุณสุเทพได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ถ้าเจ็บป่วยขึ้นมามันจะไม่คุ้มนะครับ ...ชีวิตคุณหนูไม่ได้มีแต่คุณสุเทพนะครับ  ยังมีคนที่ห่วงใยคุณหนู...”

ชื่อสุเทพทำให้ป่วยซังปวดหัวใจ แหวตัดบทเสียงเขียว

“หยุดได้แล้วอาเหล็ง! ลื้อไม่มีวันเข้าใจอั๊วหรอก”


ป่วยซังโกรธทิเหล็งเพราะคิดว่าเขาจุ้นจ้านความเป็นอยู่ของเธอ เช่นเดียวกับลี่เง็กที่คิดว่าทรงวาดเป็นพวกเจ้ากี้เจ้าการคอยหาโอกาสให้เฮ้งเตี๋ยงอยู่ตามลำพังกับพริ้มเพรา

เฮ้งเตี๋ยงแวะมาหาทรงวาดพร้อมลี่เง็กซึ่งถูกเม่งฮงสั่งให้มาขอโทษเรื่องวันก่อนที่เธอบุกยิงเขาถึงในบ้าน ทรงวาดไม่ถือสาลูกพี่ลูกน้องสาวแต่ไม่วายทำเรื่องกวนประสาทเธอด้วยการช่วยให้เฮ้งเตี๋ยงกับพริ้มเพราได้เจอกัน

“อาป๊าคงดีใจที่หลานชายคนโปรดเปิดโอกาสให้ลูกชายได้อยู่กับผู้หญิงหยำฉ่า”

“ถ้าอาเจ็กไม่อยากให้อั๊วเปิดโอกาสให้ก็คงไม่ส่งอาเตี๋ยงมากับลื้อตั้งแต่แรกแล้วล่ะ”

ทรงวาดไม่สะทกสะท้านสายตากล่าวหาของลี่เง็กเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ “ลื้อมาก็ดีแล้วเราจะได้ปรับความเข้าใจกัน อั๊วไม่ได้คิดจะจับลื้อคลุมถุงชนเลยนะ อั๊วแค่จะหาผู้ชายมาให้ลื้อเลือกเฉยๆ ลื้อไม่พอใจก็ไม่ต้องเลือก”

“ถึงบังคับให้อั๊วเลือกอั๊วก็จะฆ่ามันทิ้งอยู่ดี”

“ต่อให้ลื้อฆ่าคนที่อั๊วเลือกให้หมดอาเจ็กก็ต้องหาคนอื่นมาให้คู่กับลื้ออีกจนได้ ลื้อจะขัดอาเจ็กได้เหรอ”

ลี่เง็กหน้าตึง รู้ดีว่าไม่มีทางขัดใจพ่อได้ ทรงวาดเห็นดังนั้นก็แกล้งถาม “เว้นแต่ลื้อจะมีคนที่ลื้อรักอยู่แล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นนอกจากอั๊วจะไม่หาคนมาดูตัวลื้อแล้วอั๊วยังจะช่วยพูดกับอาเจ็กให้อีก...ลื้อได้คบหากับใครอยู่รึเปล่าล่ะ”

“เฮียพูดจริงนะ”

“ถึงลื้อจะเกลียดอั๊วแต่ลื้อเคยเห็นอั๊วพูดโกหกไหมล่ะ”

ระหว่างที่ทรงวาดเกลี้ยกล่อมลี่เง็กให้แต่งงาน เฮ้งเตี๋ยงก็พะเน้าพะนอพริ้มเพราด้วยความคิดถึง พริ้มเพราก็อยากอยู่ใกล้เขาแต่อดคิดถึงคำเตือนของทรงวาดเมื่อวันก่อนไม่ได้

“ทางที่ดีเราสองคนก็ไม่ควรเจอกันอีกแล้ว มีคนต้องเดือดร้อนเพราะเราสองคนมามากแล้วนะ”

“แล้วถ้าเราหนีไปด้วยกันไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใครอีกจะมีคนเดือดร้อนเพราะเราอีกไหม”

พริ้มเพราเบิกตาโพลง “พูดอะไรน่ะพี่เตี๋ยง”

“ที่ผ่านมาไม่ใช่อั๊วไม่คิดนะ อั๊วคิดอยู่ตลอด...อาป๊าคงไม่มีวันยอมรับลื้อได้ แต่ถ้าจะให้อั๊วแต่งงานกับคนอื่นอั๊วก็ไม่ยอมเหมือนกัน แล้วผู้หญิงที่แต่งกับอั๊วก็คงไม่มีความสุขด้วย แล้วจะต้องมีคนเสียใจเพราะเรื่องนี้อีกกี่คนกัน...หนีไปกับอั๊วนะ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเราสองคนด้วยกัน”

ooooooo

พริ้มเพราคิดหนักเรื่องคำชวนหนีของเฮ้งเตี๋ยง ต่างจากลี่เง็กที่ไม่คิดมากแถมมั่นใจว่าเจอคนที่ชอบแล้ว รณชิตนั่นเองที่เธอรู้สึกดีด้วยเพราะเขาให้ความเป็นกันเองและปฏิบัติกับเธออย่างเท่าเทียมไม่เหมือนพ่อกับพี่ชาย

ทรงวาดเจรจากับลี่เง็กคืบหน้าก็จำต้องพักไว้แล้วกลับไปคิดเรื่องพันเดช เขาแวะเยี่ยมการันต์ซึ่งยังพักรักษาตัวที่บ้านด้วยความเป็นห่วงและอยากถามเรื่องชาญยุทธ

การันต์ถอนใจหนักหน่วงเมื่อคิดถึงวีรกรรมของลูกชายทั้งสอง “คิดว่าพ่อป่วยแล้วจะปิดพ่อได้รึไง คนอย่างพ่อไม่ใช่คนดีอะไรหรอกนะเสือ...กว่าจะมาถึงตรงนี้พ่อลุยเลือดคนสร้างมาทั้งนั้น แต่พ่อไม่เคยรู้สึกผิดเพราะถ้าพ่อไม่ทำคนอื่นก็ต้องทำจนกระทั่ง...พ่อต้องมาเห็นลูกสองคนเข่นฆ่ากันเอง พ่อถึงต้องยอมรับว่าเวรกรรมมันมีจริง”

ทรงวาดสงสารและเห็นใจการันต์แต่คงทำให้มากกว่านี้ไม่ได้ เขาได้แต่ทอดถอนใจหนักหน่วงก่อนตัดสินใจแวะหาแปะฮ้อเพื่อระบายความอึดอัดใจ

“สำหรับอั๊ว...คุณพ่อดูเหมือนภูเขาสูงตั้งตระหง่านไม่มีอะไรจะมาสั่นคลอนได้ จนกระทั่งวันนี้อั๊วถึงได้รู้ว่าภูเขาก็มีวันพังทลายได้เหมือนกัน”

“ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ได้ตลอดไปหรอกเถ้าแก่ อย่าว่าแต่คนเลย ไม่ว่าฟ้าหรือดินล้วนมีวันเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น เออ...แล้วเถ้าแก่มาหาอั๊วเพื่อจะมาพูดคุยเรื่องนี้น่ะเหรอ”

“มีอีกเรื่อง...อาจูฝากมาบอกว่าวันนี้คณะอีกับคณะของอาไช้จัดกิจกรรมมีการตรวจสุขภาพกับปรึกษาเรื่องคดีความโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีเลยอยากให้แปะฮ้อไปตรวจสุขภาพกับอี”

แปะฮ้อส่ายหน้า ยืนกรานไม่ยอมไปเพราะไม่ชอบหาหมอ ทรงวาดส่ายหน้าขำๆ ไม่อยากบังคับ

“ถ้าแปะฮ้อยืนยันไม่ไปจริงๆงั้นอั๊วกลับโรงสีล่ะนะจะได้ไปทำงานต่อ”

“ถ้างานไม่สำคัญพักบ้างก็ได้นะ วันนี้ปิศาจน้อยอีไม่มีเรียน เถ้าแก่ก็พาอีไปเที่ยวบ้างสิ”

“อย่าเลย...ระหว่างอั๊วกับอาจูควรมีระยะห่างไว้ดีกว่า อาจูอีเป็นคนดีไม่ควรอยู่ใกล้คนต้องคำสาปอย่างอั๊ว”

“ลื้อไม่ได้ถูกสาป ลื้อแค่เป็นคนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ  เพียงแต่ผู้มีพระคุณของลื้อเป็นคนไม่ดีเท่านั้นเอง อั๊วว่าบางครั้งความดีก็ทำร้ายชีวิตลื้อได้มากกว่าความชั่วซะอีกนะ”

ทรงวาดนิ่งคิดตามคำของแปะฮ้อ สะเทือนใจไม่แพ้กันแต่อยากปกป้องปิ่นมุกอย่างสุดความสามารถ โดยไม่รู้เลยว่าในงานกิจกรรมนักศึกษาปิ่นมุกเนื้อหอมแค่ไหน...ทั้งรณชิตและกานต์วนเวียนขายขนมจีบจนก๊กไช้นั่งไม่ติด

ลี่เง็กแอบมาร่วมงานนี้ด้วยเพราะอยากเจอรณชิต เมื่อเห็นเขาแสดงท่าทีสนใจปิ่นมุกก็ชักสีหน้าไม่ชอบใจและหึงหวง แต่ที่ทำให้ต้องลงมือข่มขู่ก็เมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งแวะมาส่งปิ่นโตให้รณชิต

ท่าทางสนิทสนมและเล่นหูเล่นตาของหญิงสาวคนนั้นทำให้ลี่เง็กเดือดจัด เรียกลูกน้องมาดักตีหัวเลือดอาบและจัดการข่มขู่ด้วยตัวเองไม่ให้อีกฝ่ายยุ่งวุ่นวายกับรณชิตอีก!

ooooooo

รณชิตไม่รู้เรื่องวีรกรรมสุดโหดของลี่เง็กตามเช็ดล้างผู้หญิงทุกคนที่มาติดพันเขา มัวยุ่งงัดข้อกับกานต์แข่งกันจีบปิ่นมุกในภัตตาคารหรูที่ฮกไช้พาเหล่านักศึกษามาเลี้ยงขอบคุณ

ก๊กไช้ไม่ชอบใจที่ปิ่นมุกเป็นจุดสนใจแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะอรุณรุ่งลูกสาวคนสวยของฮกไช้คอยกันเขาออกห่างจากเพื่อนสาว ฮกไช้มองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความชอบใจก่อนแซวลูกสาวเรื่องที่มีหนุ่มใหญ่สองคนมาติดพัน

ปิ่นมุกหูผึ่ง พยายามซักไซ้รุ่นพี่สาวแต่อรุณรุ่งก็กระดากเกินกว่าจะเล่าว่าชาญยุทธกับพันเดชแย่งกันจีบเธอมาสักพักใหญ่ สองสาวแวะมานั่งคุยกันต่อที่ร้านทองของฮกไช้ อรุณรุ่งเขินที่ถูกปิ่นมุกล้อเรื่องมีหนุ่มๆรุมจีบจนเผลอปาข้าวของไปโดนกล่องแหวนที่ทรงวาดเคยให้เป็นของขวัญตอนเธอสอบติดคณะแพทย์

อรุณรุ่งตกใจรีบเก็บกล่องแหวน ท่าทางประคบ ประหงมผิดสังเกตทำให้ปิ่นมุกอดเย้าไม่ได้

“ของอย่างอื่นตกไม่สนเลยนะเก็บแหวนก่อนเลย ใครให้มาเหรอแจ้”

“ของมันแพงอั๊วก็ต้องกลัวมันเสียหายน่ะสิ”

“ของแพงก็น่าจะเก็บไว้มิดชิดไม่ใช่เหรอ วางบนโต๊ะแบบนี้สงสัยจะอยากเอาไว้ใกล้ตาจะได้เอามาดูแก้คิดถึง”

“ลื้ออย่ามาจับผิดอั๊วนะอาจู”

“ทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะแจ้”

“เลอะเทอะใหญ่แล้วลื้อนี่ นี่มันแหวนที่เฮียโฮ่วให้อั๊วเป็นของขวัญตอนสอบติดเท่านั้นเองไม่มีอะไรซะหน่อย”

ปิ่นมุกอึ้งไปอึดใจก่อนยิ้มเจื่อนๆ ในใจพลุ่งพล่านด้วยความระแวงว่าอรุณรุ่งอาจไม่ได้ชอบชาญยุทธกับพันเดชที่มาติดพันแต่แอบมีใจให้ทรงวาด...

ทรงวาดไม่ได้สนใจเรื่องอรุณรุ่งหรือฮุ่ยหลิงมัววุ่นวายจัดการเรื่องเฮ้งเตี๋ยงที่วางแผนหนีไปกับพริ้มเพรา เม่งฮงโกรธจัดและพาทรงวาดไปดักรอลูกชายกับคู่ขาสาวที่ท่าเรือ

เฮ้งเตี๋ยงลำพองใจว่าแผนพาพริ้มเพราหนีจะไม่มีคนรู้ แล้วเขาก็ต้องเบิกตาโพลงเมื่อเห็นเม่งฮงกับทรงวาดมาดักรอ พริ้มเพราหน้าซีดเผือดชวนคู่ขาหนุ่มกลับบ้านแต่เฮ้งเตี๋ยงไม่ยอม โพล่งลั่น

“ไม่! อั๊วไม่จบ! อาป๊า...อั๊วขอถามคำเดียว   ถ้าอั๊วยอมกลับไปอาป๊าจะยอมให้อั๊วอยู่กินกับอาพริ้มเพรารึเปล่า”

“อั๊วไม่ฆ่าอีแพศยานั่นตรงนี้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว ลื้อยังคิดจะอยู่กินกับมันอีกเหรอไอ้ลูกโง่”

“ถ้าอย่างงั้นอั๊วก็ไม่กลับ อั๊วไม่อยากแยกกับอาพริ้มเพราอีกแล้ว อั๊วไม่อยากแต่งงานกับคนอื่นด้วย อาป๊าปล่อยลูกอกตัญญูอย่างอั๊วไปเถอะ”

เม่งฮงโกรธจัดควักปืนจะยิงลูกชายแต่ทรงวาดไวกว่าขยับไปปัดมือ

“อาโฮ่ว...แม้แต่ลื้อก็ยังขวางอั๊วเหรอ”

ทรงวาดถอนใจยาว พยายามไกล่เกลี่ยอย่างใจเย็น “อั๊วจำเป็นอาเจ็ก อั๊วไม่อยากเห็นอาเจ็กต้องเสียใจทีหลัง เรื่องอาเตี๋ยงกับอาพริ้มเพรามันมีแค่สองทางเท่านั้นถ้าไม่เลิกกันก็ต้องปล่อยไป ถึงอาเจ็กฆ่าอาเตี๋ยงอีตายก็จะได้แค่ความสะใจชั่ววูบกับความเสียใจตามมาเท่านั้นไม่มีทางเปลี่ยนอะไรได้หรอก”

เฮ้งเตี๋ยงสะเทือนใจมากคุกเข่าจะกราบขอขมาพ่อแต่เม่งฮงชักเท้าหนี

“ไม่ต้องเรียกอั๊วว่าอาป๊า ลื้อเห็นผู้หญิงหยำฉ่าดีกว่าอั๊วดีกว่าครอบครัว  ลื้อก็ไม่ใช่ลูกอั๊วอีกต่อไป นับแต่นี้อั๊วจะถือซะว่าลูกชายอั๊วตายไปแล้ว ลื้อจะไปที่ไหนก็ไปให้พ้น ชาตินี้อย่ามาเจอหน้ากันอีกเลย!”

จบคำก็สะบัดหน้าหนี ทิ้งเฮ้งเตี๋ยงให้ยืนกอดกับพริ้มเพราร้องไห้อย่างหมดอาย ทรงวาดต้องปลอบทิ้งท้าย

“ไปซะอาเตี๋ยง อิสระเป็นของลื้อแล้ว นับแต่นี้ลื้อเลือกทางเดินชีวิตเอง  แต่จำไว้ว่าอย่ากลับมาเดินทางเดิมอีก”

ooooooo

เม่งฮงหัวใจสลายที่เฮ้งเตี๋ยงจากไปพร้อมพริ้มเพรา ทรงวาดสงสารส่งลี่เง็กไปปลอบแต่ไม่ค่อยได้เรื่องเพราะลี่เง็กไม่รู้สึกแย่ที่พี่ชายหนีไป ชอบใจด้วยซ้ำที่ตัวเองจะได้คุมโรงน้ำชาคนเดียว

ทรงวาดจึงไปปลอบเม่งฮงด้วยตัวเองหลังจากนั้น เม่งฮงพร่ำโทษตัวเองที่อ่อนแอไม่ฆ่าเฮ้งเตี๋ยงที่ทิ้งครอบครัว

“ลื้อไม่ควรห้ามอั๊วเลย อั๊วก็ไม่น่าใจอ่อนไม่งั้นได้เอาเลือดไอ้ลูกชั่วหญิงแพศยามาเซ่นวิญญาณบรรพบุรุษแล้ว”

“อั๊วว่าบรรพบุรุษคงไม่ดีใจหรอกครับอาเจ็กน่าจะเศร้าใจมากกว่าที่ต้องมาเห็นพ่อฆ่าลูก อาเจ็กทำถูกต้องแล้วล่ะครับ วันนี้อาเจ็กอาจจะเจ็บใจ แต่วันหนึ่งข้างหน้าอาเจ็กต้องดีใจที่เลือกปล่อยอาเตี๋ยงไป”

“เลิกพูดเรื่องไอ้เตี๋ยงซะทีเถอะอั๊วไม่อยากได้ยินชื่ออีแล้ว ตอนนี้ตระกูลลิ้มของเราเหลือลื้อเป็นผู้สืบตระกูลเพียงคนเดียวเท่านั้น ลื้อสัญญากับอั๊วได้ไหมว่าลื้อจะไม่ทำให้อั๊วผิดหวังอีกคน”

เม่งฮงขอไม่ให้ทรงวาดแต่งงานกับปิ่นมุกเพราะไม่ชอบหน้า ทรงวาดจำต้องรับปากเพราะไม่อยากให้เม่งฮงช้ำใจแต่ไม่วายบอกเหตุผลแท้จริงว่ายอมเพราะไม่อยากให้ปิ่นมุกมีชีวิตเสี่ยงๆหากอยู่กับตน

ทรงวาดรักษาระยะห่างกับปิ่นมุกอย่างดีโดยไม่รู้เลยว่าทำเธอคิดมากแค่ไหนเพราะระแวงว่าเขาจะมีใจให้อรุณรุ่งรุ่นพี่สาวคนสนิท กระนั้นเธอก็ไม่กล้าถามได้แต่เฝ้ามองเขาอย่างจับสังเกตเงียบๆ

ปิ่นมุกปักใจกับทรงวาดจนไม่แลคนอื่น แม้แต่รณชิตที่ตามเทียวไล้เทียวขื่อ เมื่อลี่เง็กที่โดนเม่งฮงบังคับให้แต่งงานรู้ว่ารณชิตแอบชอบปิ่นมุกก็โกรธแค้นสั่งคนไปดักทำร้ายถึงในบ้าน!

ลี่เง็กจ้างนักเลงต่างถิ่นที่ไม่เกรงอิทธิพลของเถ้าแก่เสือแห่งเยาวราชไปลอบทำร้ายปิ่นมุกด้วยการส่งไปเป็นคนงานในโรงสีจนกระทั่งสบโอกาสจึงปีนเข้าห้องนอนของปิ่นมุก!

ปิ่นมุกสู้สุดชีวิต ปากก็ตะโกนเรียกทรงวาดจนเขามาช่วยทันเวลา ก๊กไช้กับทิเหล็งช่วยกันพาพวกคนร้ายส่งโรงพักโดยมีรณชิตเป็นคนรับเรื่อง ลี่เง็กร้อนใจที่งานไม่สำเร็จบุกโรงพักเพื่อข่มขู่พวกคนร้ายให้ปิดปากเงียบถ้าไม่อยากให้ลูกเมียเป็นอันตราย แต่มีหรือทรงวาดจะรู้ไม่ทันลูกพี่ลูกน้องสาวตามไปดักรอหน้าโรงพัก

ทรงวาดยื่นกระดาษซึ่งมีแผนที่บ้านเขาพร้อมรายละเอียดกำกับให้ดู เขาจำได้ว่าเป็นลายมือลูกพี่ลูกน้องสาวแต่ลี่เง็กกลับไม่สะทกสะท้านหรือรู้สึกผิดแถมท้าให้เขาส่งเธอให้ตำรวจ ทรงวาดไม่ทำแต่ตะคอกถาม

“ทำไมอาเง็ก! อาจูไม่เคยทำอะไรลื้อ ทำไมลื้อต้องจ้องทำร้ายอีด้วย”

“อั๊วไม่จำเป็นต้องบอก เฮียรู้ว่าอั๊วเกลียดอีก็พอ คราวนี้พลาดแต่ต้องมีสักวันที่เป็นทีของอั๊ว”

“ไม่มีวันนั้นหรอกอาเง็กเพราะอั๊วจะปกป้องอาจูทุกวิถีทาง และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่อั๊วไม่เอาเรื่องลื้อ ครั้งหน้า...ไม่สิ...ไม่มีครั้งหน้าอีกแล้วเพราะอั๊วจะจัดการกับลื้อก่อนที่ลื้อจะทำร้ายอาจู”

“ถ้าคิดว่าอั๊วจะกลัวคำขู่เฮียก็คิดผิดไปแล้ว ต่อให้อาป๊าอยู่ตรงนี้อั๊วก็ไม่กลัว อาป๊าเกลียดอีเด็กขอทานนั่นเข้าไส้ มีแต่จะเข้าข้างอั๊วซะมากกว่า”

“อั๊วเป็นเฮียลื้อแท้ๆแต่ดูเหมือนลื้อจะไม่รู้จักนิสัยอั๊วเอาซะเลยนะ ถ้าอั๊วจะทำจริงๆอั๊วไม่สนหรอกว่าอาเจ็กจะเข้าข้างลื้อรึเปล่า และอั๊วก็ไม่ได้แค่ขู่ อั๊วอยากมาเตือนให้ลื้อรู้ตัวไว้ก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลื้อก็เท่านั้นเอง”

ooooooo


ละครชาติเสือพันธุ์มังกร ตอนที่ 7 อ่านชาติเสือพันธุ์มังกรติดตามละครชาติเสือพันธุ์มังกร ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย เจมส์ มาร์,เดียร์น่า ฟลีโป 30 พ.ย. 2561 07:09 2018-12-03T00:02:56+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ