ข่าว

วิดีโอ



บุพเพสันนิวาส

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-โรแมนติก-พีเรียด

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ศัลยา

กำกับการแสดงโดย: ภวัต พนังคศิริ

ผลิตโดย: บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ,ราณี แคมเปน,หลุยส์ สก๊อตต์,สุษิรา แอนจิลีน่า

วันต่อมา เกศสุรางค์รู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่แต่ในห้องทั้งวัน พอเห็นผินจะเอาผ้าที่เปื้อนระดูของตนไปซักก็ตกใจแย่งคืนมา บอกว่าของสกปรกของตนต้องซักเอง ผินกับแย้มงวยงง แต่ก่อนไม่เคยซักผ้าผ่อนท่อนสไบอะไรเลย ผินกับแย้มพาไปซักที่ท่าน้ำริมคลอง

เกศสุรางค์ตกใจแบบนี้น้ำในคลองก็จะเน่าเสียหมด... หมื่นสุนทรเทวายืนมองจากบนเรือน ออกญาโหราธิบดีเริ่มเห็นลูกชายสนใจการะเกดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ้มยินดี เข้ามาเกริ่นจะหาฤกษ์หายามหมั้นหมายไว้ก่อน ท่านหมื่นรู้สึกอิ่มเอิบใจ หลบตาผู้เป็นพ่อ

เกศสุรางค์ซักผ้าในครุหรือกะละมังแล้วให้ผินเอาน้ำไปเทที่โคนต้นไม้ ไม่ให้เทลงคลอง โดยให้เหตุผลว่า น้ำในคลองเราใช้ทั้งอาบทั้งกิน ไม่ควรเอาน้ำซักผ้าสกปรกเทลงไป

เรือจันทร์วาดเข้ามาจอดเทียบท่า เกศสุรางค์ยิ้มแย้มต้อนรับ แต่เธอหน้าขรึมไม่ค่อยเต็มใจสนทนาด้วย บอกเพียงว่ามาเยี่ยมหมื่นสุนทรเทวา เกศสุรางค์รู้ทันทีว่าเธอคงได้ยินข่าวลือแพร่สะพัดไปทั้งพระนครเป็นแน่...

พอดีหมื่นเรืองเข้ามาทัก เกศสุรางค์ดีใจ พาเดินขึ้นเรือน

หมื่นสุนทรเทวาซึ่งนั่งคุยอยู่กับจันทร์วาดบนเรือน พอได้ยินเสียงหัวเราะของเกศสุรางค์และหมื่นเรืองก็ทำหน้าไม่พอใจ จันทร์วาดสังเกตเห็นหน้าหม่นลง ท่านหมื่นหันมาเห็นจึงออกตัวว่า นัดหมื่นเรืองมาคุยเรื่องราชการ จันทร์วาดถามจะให้ตนกลับก่อนหรือไม่ เขาแย้ง

“เหตุใดเล่า แม่จันทร์วาดกรุณามาเยี่ยมข้าถึงเรือนชาน สนทนากันสักครู่ก็ได้”

เสียงเกศสุรางค์คุยเล่นสนุกสนานขึ้นเรือนมากับหมื่นเรือง พอเห็นหน้าหมื่นสุนทรเทวาก็ชะงัก หมื่นเรืองรีบบอกว่ามาช้าไปหน่อยขออภัย แล้วทักทายจันทร์วาด นางทักตอบและถามว่าข้อราชการยุ่งมากหรือ หมื่นเรืองตอบขำๆว่าไม่วุ่นวายเท่าหมื่นสุนทรเทวาหรอก

“ใช่ค่ะ ข้าเห็นคุณพี่หมื่นไปปรึกษาข้อราชการกับคุณพ่อของข้าและคุณอาขุนปานแล้วเหน็ดเหนื่อยแทน เอ๊ะ หมื่นเรืองก็ไปด้วยนี่คะ ได้ยินคุณแม่สั่งอาหาร ค่อนดึกยังตั้งสำรับอยู่เลย”

เกศสุรางค์ทึ่งที่ได้ยินจันทร์วาดพูดยาวเหยียด หมื่นเรืองบอกยังมิเสร็จข้อราชการ วันนี้ท่าทางจะยาวเช่นกัน หมื่นสุนทรเทวาได้ทีแขวะเกศสุรางค์

“เดี๋ยวคงได้รายละเอียดจากท่านอาพระวิสูตร พูดกันไปล่วงหน้าคนไม่รู้เรื่องจะจับไปมิได้ศัพท์” 

เกศสุรางค์สบตาปังใหญ่ อ้าปากจะโต้ แต่ท่านหมื่นขัดขึ้นว่าพระวิสูตรมาแล้ว

เกศสุรางค์ขุ่นเคืองรู้ว่าโดนปราม จึงขยับตัวจะไปต้อนรับพระวิสูตร หมื่นสุนทรเทวากระซิบห้ามว่าไม่ใช่กงการ เธอกลับไม่สำนึก

“ไม่เป็นไร ข้าเต็มใจทำ ไม่ลำบากอะไรเล้ย...

ทำได้สบายมาก” พอเห็นสายตางงงวยของจันทร์วาดก็ว่า “แม่หญิงจันทร์วาดไม่รู้เรื่องที่ข้าพูดหรือคะ ภาษาเมืองสองแควเป็นแบบนี้แหละ”

หมื่นสุนทรเทวาย้ำว่า มีบ่าวคอยรับพระวิสุทธสุนทรอยู่แล้ว ไม่นานจ้อยก็พาท่านขึ้นมานั่งบนเรือน แล้วถามจะรับสุราเลยไหม พระวิสุทธสุนทรปฏิเสธเพราะยังหัววัน จ้อยหัวเราะเบาๆบอกท่านหมื่นทั้งสองรับเป็นประจำ พระวิสุทธสุนทรขำเพราะรู้ดีในอุบายเรื่องดื่มสุราของหมื่นสุนทรเทวากับหมื่นเรือง

เกศสุรางค์หงุดหงิดที่ต้องกลับเข้ามาอยู่ในห้อง แต่จันทร์วาดอยู่ฟังได้ ผินกับแย้มบอกว่าเข้าห้องดีแล้ว เกรงผ้าขี่ม้าหลุด ส่วนจันทร์วาดก็กลับ อยู่ฟังไม่ได้ ยิ่งทำให้อยากรู้คุยอะไรกัน

พอทุกอย่างพร้อม พระวิสุทธสุนทรกล่าวขึ้นว่า ดีแล้วที่จันทร์วาดกลับไป เพราะเรื่องนี้มิอาจพูดต่อหน้านาง มันเกี่ยวข้องกับบิดาของนาง หมื่นสุนทรเทวาบอกว่า ออกญาโกษาธิบดีมิรู้เลยหรือว่าออกหลวงสุรสาครน่ากลัวยิ่งนัก

“พี่ชายของข้าไว้ใจออกหลวงผู้นี้มาก หาได้สงสัยเลยว่าไอ้หลวงสุรสาครมันไม่ซื่อ มันเข้ามาทำงานกับพี่ข้าเพราะหวังจะเข้าเฝ้าใกล้ชิดกับขุนหลวง”

“ขุนหลวงนารายณ์ของเราท่านโปรดปรานคนเก่ง หลวงสุรสาครมันฉลาด คิดดูมันคือไอ้ฝรั่งที่ร่อนเร่พเนจรมาจากเมืองต่างด้าวท้าวต่างแดน...เป็นฝรั่งเมืองกรีก

ไม่มีสกุล แต่ประจวบเหมาะได้เข้ารับราชการใกล้ชิดพระยุคลบาท ทำรายรับรายจ่าย ทำบาญชีสินค้า ซึ่งตามปกติเป็นงานยาก ไม่มีใครอยากทำ”

“รู้หรือไม่ออเจ้าทั้งสอง เมื่อแรกที่ออกหลวงผู้นี้รับราชการใหม่ๆ พ่อค้าแขกเทศมาทวงหนี้ที่กรมพระคลัง สินค้า เขาคิดกำไรขาดทุนหักกลบลบหนี้ การณ์ปรากฏว่า ไอ้เจ้าแขกเทศกลับเป็นหนี้กรมพระคลังสินค้าเสียฉิบ ขุนหลวงพอพระทัยมาก อวยยศให้มันรวดเร็วเกินผู้ใด”

หมื่นสุนทรเทวากับหมื่นเรืองเห็นจริง พระวิสุทธสุนทรหวั่นใจตอนนี้มีคนจับตาว่าหลวงสุรสาครจะชักชวนขุนหลวงเข้ารีตเข้าโบสถ์ไปด้วย เพราะท่านนิยมชมชอบชาวต่างชาติ เห็นว่าเก่ง คนไทยสู้ไม่ได้

“ท่านอาโกษาเหล็กล่ะขอรับ” หมื่นสุนทรเทวาสงสัย พระวิสุทธสุนทรตอบว่า

“พี่ชายข้าก็ยินดีกับมัน ถ้าขุนหลวงทรงยอมพี่ชายข้าอาจไม่คัดค้าน ทั้งๆที่ทุกครั้งที่ค้าน ขุนหลวงก็ทรงฟังเสมอมา”

ด้านเกศสุรางค์แอบมองจากหน้าห้อง ผินกับแย้มท้วงว่าไม่มีแม่หญิงคนใดอยากรู้เรื่องของผู้ชาย มีแต่อยากรู้เรื่องงานครัว กรองมาลัย จัดดอกไม้ ปรนนิบัติผู้ชายเท่านั้น เกศสุรางค์เถียงทันควัน

“ไม่ใช่ผู้หญิงยุคไอที...เข้าใจ๋...ว่าไง...เข้าใจ๋...”

ผินกับแย้มตบหน้าผากตัวเองอย่างอ่อนใจทั้งที่ไม่เข้าใจภาษา

ooooooo

วันต่อมา เกศสุรางค์เห็นว่าตัวเองหมดระดูก็เลิกผ้าขี่ม้า จะออกไปหาอะไรทำ...พอออกมาเจอจ้อยถือหีบใส่เครื่องแต่งตัวของหมื่นสุนทรเทวา ก็รี่เข้าไปถามว่าวันนี้ท่านหมื่นไปไหน พอรู้ว่าเข้าวังก็อยากไปด้วยเพราะไม่เคยเห็นวังมาก่อน จ้อยให้ไปขอท่านหมื่นดู

“ก็เนี่ยไง ยืนคอยจะขออยู่เนี่ย”

หมื่นสุนทรเทวาเดินออกมาเอ็ดจ้อยมัวยืนเว้าวอนกะใคร เกศสุรางค์ร้องอ้าว...ก็คุยอยู่กับตนไม่เห็นหรือ ท่านหมื่นตำหนิว่าทำให้จ้อยเสียงาน เกศสุรางค์อ้าปากจะขอไปด้วย ท่านหมื่นขัดอย่างรู้ทันว่าไม่ได้ หญิงสาวหน้าเจื่อนสลดลง ท่านหมื่นเห็นก็ใจอ่อนน้ำเสียงนุ่มนวลลง

“เห็นจะไม่ได้หรอก ด้วยว่าข้ามีราชการสำคัญ”

เกศสุรางค์อยากรู้ว่าราชการอะไร ท่านหมื่นทำตาดุ ...ออกญาโหราธิบดีเดินออกมากับจำปา ทักท่านหมื่นด้วยน้ำเสียงปลื้มปีติ จำปาว่าเห็นจัดเครื่องแต่งตัวใหม่ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ออกญาพูดยิ้มๆว่าคงมีคนได้อวยโขในวันนี้ น่ายินดีจริงๆ เกศสุรางค์ยิ่งสงสัยใคร่รู้

“ขุนหลวงกลับมาประทับพระนครค่อยอุ่นใจ” จำปาเอ่ยขึ้น แต่ออกญากลับบอกว่า

“แม่จำปา พอท่านเสร็จพิธีวันนี้ก็กลับละโว้ตามเดิมนั่นแหละหนา”

“อพิโธ่ น่าจะประทับให้นานหน่อย ละโว้มีอะไรดีถึงโปรดเหลือเกิน...แม่การะเกด! ยืนอ้าปากฟังไม่กะพริบตา...

เอ้า...จะพูดอะไร” จำปาหันมาเห็นหน้าเกศสุรางค์เธอรีบขอตัวเดินไป จำปาบ่นไล่หลัง “แม่คนนี้ ข้าเหลือจะทนกับนางเสียจริ๊ง ดูทีรึ...นางหูตาว่องไวคอยฟังอยู่”

“คงอยากรู้เต็มประดาตามวิสัยนาง” ออกญามองตามอย่างขำๆ

ขณะที่หมื่นสุนทรเทวาจะลงเรือ ก็เอ่ยถามจ้อยว่า การะเกดคุยอะไรด้วย จ้อยตอบว่านางขอไปด้วย ท่านหมื่นแอบขำ เพราะรู้ว่านางคงอยากรู้ว่าตนทำงานที่ไหน ป่านนี้ผินกับแย้มคงต้องตอบคำถามเป็นสิงคลีอยู่ ซึ่งหมายความว่าวุ่นวายพัลวัน

จริงอย่างที่ท่านหมื่นคาด เกศสุรางค์กำลังซักไซ้ผินกับแย้มว่าทำไมพระนารายณ์ต้องไปอยู่เมืองละโว้ ผินรีบแก้ว่าต้องเรียกว่าขุนหลวงนารายณ์เพราะท่านเป็นกษัตริย์ นางถามอีกว่าท่านหมื่นเข้าวังทำไม แถมออกญายังพูดว่า มีคนได้อวยโขอยู่วันนี้ หมายความว่าอะไร ผินกับแย้มช่วยกันคิดแล้วสันนิษฐานว่า หมายถึงอวยยศ แต่แปลกใจว่าทำไมแม่นายถึงลืมมากขึ้น...

ที่ท้องพระโรงอยุธยา มีข้าราชการมากมายทั้งแขก จีน ฝรั่ง ต่างแต่งตัวตามธรรมเนียมชาติตัวเอง ขุนหลวงนารายณ์นั่งอยู่บนบัลลังก์ ข้าราชการหมอบเฝ้าอยู่บนพรมเจียมเล็กๆ มีชุดเครื่องหมากวางอยู่ใกล้ๆ... เสียงแตรสังข์ดังขึ้น ทุกคนกราบบังคม ขุนหลวงนารายณ์พระราชทานผ้านุ่งสมปักให้ข้าราชการที่ได้อวยยศ

เย็นวันนั้น หมื่นสุนทรเทวาก้าวขึ้นจากเรือ เกศสุรางค์ปรี่เข้าถามทันทีว่าเขาได้อวยยศเป็นอะไร และหมื่นเรืองได้อวยยศด้วยหรือไม่ ท่านหมื่นจากที่ยิ้มก็หน้าตึงขึ้น ถามอยากรู้มากหรือ เธอตอบอย่างใจคิดว่าที่สุดเลย ท่านหมื่นตาขุ่นบอกให้รอถามเขาเอง ว่าแล้วก็เดินไป

“ถามเอง...ถามเมื่อไหร่ล่ะคะ จะพบหมื่นเรืองที่ไหนล่ะเจ้าคะ คุณพี่...คุณพี่” เกศสุรางค์เดินตามถาม สักพักก็หยุดถอนใจ “เฮ้อ...เล่นตัวจริ๊ง ไม่อยากรู้ก็ได้”

หมื่นสุนทรเทวาหันกลับมาบอกว่า อีกสักครู่หมื่นเรืองจะมา พระวิสุทธสุนทรก็มาด้วย มีข้ออันใดอยากถามก็เตรียมตัวไว้ เกศสุรางค์สีหน้าดีใจ ดีดนิ้วเปาะเมื่อรู้ว่าท่านมาด้วย

ปริกแล่นมารายงานจำปาอย่างหมั่นไส้การะเกดมาก หาว่านั่งหน้าขาวรอหมื่นสุนทรเทวาจนน่าเกลียด จำปาถามได้ยินนางถามเรื่องอวยยศหรือไม่ ปริกตบเข่าตัวเองฉาด

“บ่าวได้ยินแม่หญิงถามท่านหมื่นทันทีที่เหยียบท่าน้ำเลยเจ้าค่ะว่าอวยยศเป็นอะไร แม่หญิงผู้นี้วิปลาสแท้เชียวนะเจ้าคะ เดิมทีดุร้ายหมายหัวคน เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปไม่ดุร้ายเหมือนเดิม แต่ก็สอดส่ายสายตามองโน่นมองนี่อยากรู้ไปเสียทุกอย่าง หามีพอดีไม่เจ้าค่ะแม่นายท่าน”

จำปาย้อนถามว่าอย่างไหนดีกว่ากัน ปริกยอมรับว่าไม่ชอบการะเกดทั้งสองแบบ เพราะไม่เว้นผู้ใหญ่ จำปาข้องใจไม่เว้นอย่างไร ปริกว่าชอบเข้าไปใกล้ชิดซักถามพระวิสุทธสุนทร

พอพระวิสุทธสุนทรมาถึงก็คุยกับการะเกด “อย่าลืมนะ ออเจ้าเคยรับอาสาจะเป็นล่ามให้พวกข้าที่จะไปเรียนเขียนอ่านภาษาฝรั่งเศสที่โบสถ์เซนต์เปาโล”

“ไปเจ้าค่ะ ไปแน่นอน” นัยน์ตาเกศสุรางค์วิบวับเพราะจะได้เที่ยว

หมื่นเรืองมาถึงรีบออกตัวที่มาสายเพราะหน้าวัดไชยมีงานอะไรไม่รู้ เรือแจวแน่นขนัดท้องน้ำ พระวิสุทธสุนทรเคยเจอเวลามีงานบุญใหญ่ หมื่นเรืองหันมาบอกหมื่นสุนทรเทวา

“ต้องให้ท่านขุนศรีวิสารวาจาใช้อำนาจท่านออกญาโหราธิบดีสั่งการไปทางวัดแล้วกระมัง แม่การะเกดรู้หรือยังว่าเพลานี้คู่หมายของออเจ้ามิได้เป็นเพียงหมื่นแล้วหนา หากเป็นถึงท่านขุน หากได้ไปต่างบ้านต่างเมืองกลับมามีผลงาน ก็อาจจักได้เป็นถึงหลวง ออเจ้าดีใจฤาไม่”

“ขุนเรืองอภัยภักดี ออเจ้านี่ช่างไม่รู้จักจำ ติดแต่ปากยั่วเล่น” ขุนศรีวิสารวาจาเหน็บ

“ข้ารู้แล้วค่ะว่าทั้งสองท่านได้อวยยศสูงขึ้น...

ท่านออกพระเจ้าคะ ขุนนางในกรุงศรีอยุธยามีมากไหม เจ้าคะ” เกศสุรางค์หันมาถามพระวิสุทธสุนทร

“มีมากสิออเจ้า เห็นฤาไม่ว่ามีกิจการหลายอย่างที่ต้องมีคนทำ ทั้งในกิจการของราษฎร ทั้งกิจการของขุนหลวง ทั้งยังเรื่องการค้าขายกับพวกฝรั่ง พวกแขก คนจีนก็ค้าขายกับเรา”

“ขุนนางได้เงินเดือนไหมเจ้าคะ”

“ออเจ้าหมายถึงค่าจ้างงั้นฤา” เกศสุรางค์รับว่าใช่ที่ได้ตอนสิ้นเดือน พระวิสุทธสุนทรบอก “ไม่มี ขุนนางจะได้แต่เบี้ยหวัดเงินปีที่ขุนหลวงพระราชทานเท่านั้น”

“ถ้าไม่พอทำยังไงเจ้าคะ”

“ขุนนางได้จากงานที่ทำด้วยนะออเจ้า อย่างกรมกองไหนเก็บส่วยเก็บค่าฤาชาหรือเก็บค่าธรรมเนียมจากราษฎร ขุนนางกรมนั้นก็หักไว้ใช้จ่ายได้ ที่เหลือถึงจะส่งเข้าท้องพระคลังหลวง”

“อย่างนี้มีคอร์รัปชันไหมเจ้าคะ”

ทุกคนหันขวับมองหน้าเกศสุรางค์เป็นตาเดียว หญิงสาวรีบแก้คำใหม่ว่า มีโกงกันไหม ขุนศรีวิสารวาจาแย้งว่าเธอพูดคำประหลาด เกศสุรางค์ขัดว่ากำลังคุยเรื่องใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย พระวิสุทธสุนทรย้อนถามการะเกดคิดว่ามีโกงไหม เธอรับว่าที่ไหนมีผลประโยชน์ที่นั่นมีโกงแน่ พระวิสุทธสุนทรหัวเราะชอบใจ เกศสุรางค์รุกถามว่าจับได้ลงโทษอย่างไร

“มีตั้งแต่โทษเบาๆเรียกว่า กดอุเบกขา จนถึง...” เกศสุรางค์ลืมตัวขัดถามว่าเป็นอย่างไร ขุนศรีวิสารวาจาตำหนิ เธอรีบขอโทษ พระวิสุทธสุนทรไม่ถือโทษอธิบายว่า “เรียกประกันทัณฑ์บนขุนนางผู้นั้น ถ้าทำอีกก็โดนริบเงินประกัน”

“ถ้าผิดเยอะๆ ฆ่าไหมเจ้าคะ” เกศสุรางค์ซัก พระวิสุทธสุนทรบอก ฟันคอริบเรือน เกศสุรางค์ดีดนิ้วเป๊าะ “มันต้องงั้น ขี้โกงนี่เลวมาก ฟันคอยังน้อยไป ต้องฟันทั้งตัว หั่นเป็นชิ้นๆ”

ทุกคนทำหน้าเหวอ พระวิสุทธสุนทรบอกเรื่องผิดของขุนนางมีอีกมากมาย แล้วจะเล่าสู่ในโอกาสต่อไป เกศสุรางค์ไหว้อย่างสวยงาม บอกอยากฟังทั้งเรื่องไพร่ ไพร่สม ไพร่หลวง พระวิสุทธสุนทรยินดีจะเล่าให้ฟัง ขุนเรืองแทรกขำๆว่าตนก็รู้หลายเรื่อง ขุนศรีวิสารวาจาให้พอแค่นี้และให้การะเกดกลับห้อง เธอจำต้องไหว้ลาทุกคน พอเกศสุรางค์คลานออกไปแล้ว ขุนเรืองก็ถาม

“ออเจ้าหงุดหงิดใส่นางได้อย่างไร นางเป็นคนใฝ่รู้ เป็นสิ่งดีแก่ออเจ้าต่อไปเมื่อ...”

ขุนศรีวิสารวาจาตัดบทให้คุยธุระราชการ พระวิสุทธสุนทรขำท่าทีของหลานชาย แบบนี้จะเข้าหอได้อย่างไร ขุนศรีวิสารวาจาเมินหน้าไปทางอื่น นัยน์ตาหวั่นไหวนิดๆ

ค่ำนั้น เกศสุรางค์ออกมาสีฟันแล้วฮัมเพลงโยกตัวไปมา พลันรู้สึกว่ามีคนมอง ก็รู้ได้ว่าไม่มีใครนอกจากขุนศรีวิสารวาจา จึงแกล้งหาความว่าทำไม่ถูก ต้องลงโทษ พาตนไปที่ที่อยากไป

วันรุ่งขึ้น ขุนศรีวิสารวาจาพาเกศสุรางค์มารับกระทะที่สั่งทำ เธอพึงใจมากแล้วสั่งให้ทำเครื่องกรองน้ำอีกอย่าง จีนฮงอ้าปากค้างเพ่งมองภาพที่เธอวาดออกมา เป็นกรวยปากกว้าง แคบลงมาเป็นที่น้ำไหลออกได้ มีขาหยั่งเหล็กสำหรับวางกรวย และให้ทำหม้อใบใหญ่รองน้ำด้วย

ด้านฟอลคอนมากำชับมะลิเรื่องแต่งงาน และจะเปลี่ยนชื่อให้เธอใหม่ มะลิอ้างยังไม่อยากออกเรือน

อยากดูแลพ่อที่แก่เฒ่าลง ฟอลคอนกลับบอกว่า

“ไม่เป็นไรข้าจะช่วยในเรื่องนั้น สำหรับตัวเจ้า

ข้าจะจัดงานแต่งงานให้ใหญ่โต เจ้ามิต้องอายใคร ข้าจะยกย่องเจ้าเป็นเมียเอก”

“ท่านมีเมียพระราชทานที่เป็นข้าหลวงของพระธิดาขุนหลวง”

“อ๋อ เมียผู้นั้นข้าส่งกลับไปในวังอย่างเดิม เจ้าจะเป็นใหญ่ในเรือนข้าแต่ผู้เดียว เมียเล็กเมียน้อยของข้าเจ้ามิต้องพะวงถึงเลย” ฟอลคอนหันไปสั่งฟานิกตัดผ้าขายให้แก่เขา

เกศสุรางค์เห็นว่ายังหัววันจึงให้ขุนศรีวิสารวาจาพามาเยี่ยมมะลิที่ร้าน ท่านขุนแปลกใจที่รู้จักกัน เกศสุรางค์กำลังจะเล่า ฟอลคอนเดินมาพอดี พอเห็นเธอก็สาวเท้าเข้าประชิด ท่านขุนดึงเธอเดินเลี่ยง แต่ฟอลคอนยังตามมาขวาง เกิดการเผชิญหน้าของสองชาย สักพักฟอลคอนก็ยิ้มเยาะแล้วเดินจากไป ท่านขุนถอนใจนึกว่าจะแน่

เกศสุรางค์แอบขำ

พอสองสาวได้พบกันต่างดีใจ มะลิเห็นขุนศรีวิสารวาจาที่ตนชื่นชอบก็ชะงักเล็กน้อย เกศสุรางค์ฟังมะลิเล่าเรื่องฟอลคอนแล้วไม่ค่อยพอใจ ยุให้มะลิขับไล่อย่าไปกลัว

“ท่านออกหลวงสุรสาครมาสร้างความรำคาญให้ออเจ้า ก็อย่าได้เกรงกลัวไปหนา พระยาวิสูตรสาครผู้ดูแลความเรียบร้อยของร้านเรือนแพ เป็นบิดาของขุน

เรืองอภัยภักดี สหายของข้าจักช่วยว่ากล่าวตักเตือนได้” ขุนศรีวิสารวาจาสำทับและแนะนำ

มะลิขอบคุณ สบตาอย่างเอียงอาย เกศสุรางค์เห็นท่าทีแล้วรู้ได้ว่ามะลิมีใจให้ท่านขุน...สองสาวคุยกันสักพัก ท่านขุนก็เตือนให้กลับ มะลิเห็นสายตาเขาที่มองการะเกดแล้วใจแป้ว ยิ่งเห็นเขาจับแขนพาเดินไปลงเรือ ก็หน้าหมองเศร้าลง ฟานิกเข้ามาปลอบกึ่งเตือนลูกสาว

“ศักดิ์ตระกูลและเชื้อชาติเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เขา

ไม่ก้าวข้ามมาหาเราหรอก”

“มิใช่เลยพ่อข้า เขามิได้พึงใจข้าต่างหาก ถ้าเขาพึงใจ ศักดิ์ตระกูลฤาจะเป็นอุปสรรค”

“ตัดสินใจได้แล้วนะลูกพ่อ ท่านสังฆราชปัลลู

รอฟังคำตอบอยู่ทุกเมื่อ”

มะลิย้ำว่าไม่ได้รักฟอลคอน ผู้เป็นพ่อเห็นว่าอยู่กินกันไปก็รักกันเอง แถมเขายกย่องให้เป็นเมียเอก ถ้าเป็นขุนนางชาวสยามไม่มีทางยกย่อง มีแต่จะทำให้ช้ำใจเป็นเมียรอง มะลิฟังแล้วยิ่งสะเทือนใจน้ำตาปริ่ม

ถึงท่าน้ำบ้านก็ตะวันคล้อย เกศสุรางค์หลบให้จ้อยแบกกระทะเดินไปก่อน ทำให้เข้าไปชิดขุนศรีวิสารวาจา ผินกับแย้มทำหน้าเตือนให้ถอยห่าง เธอจึงเฉไฉคุยเรื่องพระจันทร์ว่าที่นี่ดวงโต ท่านขุนบอกว่าคงคนละดวง หญิงสาวเผลอท้วงว่าพระจันทร์มีดวงเดียวในโลก ท่านขุนทำหน้างง เธอรีบเปลี่ยนเรื่องถามว่าเขานัดขุนเรืองเมื่อใด ท่านขุนขุ่นเคืองทันที เธอจึงเย้า

“นัดดื่มสุรากันไงคะ...ไม่เมาเหล้าแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน” ขุนศรีวิสารวาจาถามกล่าวกลอนนี้ด้วยเหตุใด เธอเย้า “กล่าวให้ใครก็ไม่รู้ ที่มีทั้งแม่หญิงจันทร์วาด ทั้งแม่มะลิ”

ขุนศรีวิสารวาจาน้ำเสียงเข้มว่าเธอลืมไปอีกผู้หนึ่ง เกศสุรางค์ตื่นเต้นว่าเขามีใครอีก ท่านขุนให้ไปส่องคันฉ่องดู แล้วเดินไพล่หลังไป หญิงสาวครุ่นคิดพอนึกได้ว่าคันฉ่องคือกระจกก็หน้าแดง คิดไม่ถึงว่าเขาจะมีมุกแบบนี้...

คำพูดนี้ทำให้เกศสุรางค์นอนไม่หลับทั้งคืน

เช้าวันใหม่ จิก จวง และปริกคุยกันเรื่องการลงหวาย ปริกออกปากว่าถ้าวันใดแม่นายสั่งให้ลงหวายการะเกด ตนจะไม่ยั้งมือเลยสักนิด จิกถามว่าตอนนี้การะเกดไม่เหมือนก่อนจะรับเป็นแม่นายไม่ได้หรือ ขนาดตอนร้าย ผินกับแย้มยังรับใช้แบบตายคาเรือนได้

“คอยดูกัน ผิว่าแม่หญิงเปลี่ยนจริง ก็ไม่ยากหรอกที่ข้าจะรับแม่หญิงเป็นนาย เราเป็นบ่าวในเรือนก็หวังเจ้านายเมตตาปรานี...จริงอยู่ พวกบ่าวอย่างเราถูกสั่งถูกสอนมา เป็นบ่าวใครก็ต้องซื่อสัตย์ ไม่มีล่ะที่จะเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย ใครเป็นเข้าก็มีแต่คนก่นด่า”ปริกพูดอย่างปลงๆ

ooooooo

ออกญาโหราธิบดีขอให้จำปาเห็นแก่ความสุขของลูก จำปาอึดอัดใจมากเปรยกับปริกว่าแม้จะชังน้ำหน้าแค่ไหน ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็คงต้องทำหน้าที่แม่สั่งสอนงานบ้านงานเรือนแก่การะเกด

หลายวันผ่านไป จำปากับปริกช่วยกันสอนการะเกดทำอาหาร จักขิง แกะสลักผลไม้ ผลออกมาน่าหนักใจไม่เป็นเรื่องสักอย่าง แต่พอเป็นงานร้อยมาลัย พับกลีบดอกบัว เธอทำออกมาได้ดีเกินคาด...แต่ละวันเกศสุรางค์เหน็ดเหนื่อยแทบหมดแรง ขุนศรีวิสารวาจาแกล้งถามว่า คันฉ่องที่ห้องชัดดีอยู่หรือไม่ หญิงสาวชะงัก เขินอายหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

วันต่อมา จีนฮงนำเครื่องกรองน้ำที่สั่งทำมาส่ง เกศสุรางค์ดีใจสั่งบ่าวให้หานุ่น ถ่าน ก้อนกรวดใหญ่ กรวดเล็ก ทรายหยาบมาอย่างละกระบุง ทั้งออกญาโหราธิบดี จำปา ขุนศรีวิสารวาจาและทุกคนในบ้านต่างจ้องมองการ ทดลองด้วยความประหลาดใจ แล้วเกศสุรางค์ก็ให้เททุกอย่างลงในกรวย จำปาบ่นว่าทำอะไรพิเรนทร์เธอจึง อธิบาย

“เครื่องกรองน้ำมีนุ่นอยู่ล่างสุด ต่อมาเป็นถ่านดูดกลิ่นเพราะน้ำคลองมีกลิ่นโคลน กลิ่นหญ้า กรวดกับทรายจะกรองพวกตัวสัตว์เล็กๆหรือเชื้อโรคเจ้าค่ะ”

ขุนวิสารวาจาแย้งว่าแกว่งสารส้ม ตะกอนก็นอนก้นและสงสัยว่าเชื้อโรคเป็นอย่างไร เกศสุรางค์อธิบายว่าตะกอนนอนก้นพอตัก น้ำก็ขุ่นขึ้นใหม่ ส่วนเชื้อโรคตัวเล็กมาก มองตาเปล่าไม่เห็น เขาสวน

ถ้าไม่เห็นรู้ได้อย่างไรว่ามี หญิงสาวเผลอเท้าเอวถอนใจ จำปาเอ็ดว่าทำกิริยาชั่ว เธอรีบขอโทษแล้วให้บ่าวเทน้ำคลองลงกรวยให้ดูกันไปเลย พอทุกคนเห็นน้ำที่กรองออกมาในหม้อใสและไม่มีกลิ่นก็ตะลึงตามๆกัน

พอดีขุนเรืองมา ขุนศรีวิสารวาจาแปลกใจมาทำไมนัดกันวันพรุ่ง เกศสุรางค์รีบถามว่านัดไปไหน ขุนเรืองบอกว่าไปตลาดบ้านจีน เธอขอไปด้วยทันทีเพราะรู้ว่ามีโรงละครที่นั่น ขุนศรีวิสารวาจาห้ามเสียงเข้ม เพราะไม่มีหญิงผู้ดีไปตลาดแห่งนี้ เธอหน้าคว่ำหันไปสนทนากับขุนเรือง อธิบายเรื่องเครื่องกรองน้ำอย่างสนุกสนาน ทำให้ขุนศรีวิสารวาจาไม่พอใจ

ออกญาโหราธิบดีให้จำปาดูอากัปกิริยาของลูกว่ามีใจแก่การะเกดแค่ไหน จำปายอมรับและว่ากำลังทำหน้าที่ของแม่อยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังยืนยันว่าการะเกดสันดานไม่ดี พลันเกศสุรางค์เดินขึ้นเรือนมาได้ยินรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมาก...พอเข้ามาในห้อง ผินกับแย้มปลอบใจแต่ก็รู้สึกฉงนฉงาย ถ้าเป็นแต่ก่อนได้ยินแบบนี้จะตอบโต้ทันที แต่ครานี้ทำไมเงียบงัน

“ข้าตอบโต้ว่าไงเหรอพี่...แรงเหรอพี่” สองบ่าวพยักหน้า เกศสุรางค์จึงให้เล่าถึงนิสัยไม่ดี

ผินกับแย้มช่วยกันเล่าจนเห็นภาพ ว่าจำปาบ่นที่การะเกดทำงานบ้านงานครัวไม่เป็นสักอย่าง เธอร้องกรี๊ดลั่นเรือนอย่างไม่พอใจ แถมลุกเดินพรวดแทบชนจำปา พอสอนให้กรองมาลัยก็ว่าเวียนหัว..สอนให้ทำข้าวแช่ก็หาว่าเหม็นทุกอย่าง จำปาอ่อนใจให้ผินกับแย้มทำแทน กลับขู่ว่าใครเป็นนายกันแน่...เปลี่ยนมาสอนเย็บผ้า การะเกดก็ทำโย้เย้น่าเกลียด จำปาถามเคืองๆว่าใช้อะไรเย็บ นางกลับย้อนว่าใช้ตีนเย็บ ปริกจ้องหน้าโกรธแทนนาย

การะเกดแว้ดใส่ “มองอะไรกูนังปริก มึงอยากเจ็บตัวฤา...อีผินอีแย้ม มึงดึงชายผ้ากูทำไม มึงเต็มใจให้อีบ่าวมันดูหมิ่นดูแคลนกูรึ กูมิใช่สิ้นไร้ไม้ตอก วันหนึ่งกูก็จะเป็นสะใภ้ รังเกียจเดียดฉันท์กูปานนี้ กูก็ลูกพระยานาหมื่น มึงจะให้กูเงียบปากรึ ว่าไงอีปริก”

ปริกลุกเดินหนี การะเกดไม่ยอมผลักปริกคะมำ ปริกหันมาจ้องจะเอาเรื่อง การะเกดยิ่งโกรธ โวยกับจำปาให้ตัดสินความ ว่าบ่าวกำเริบกับนาย มิมีผู้ใดในอยุธยาทำ ถ้าเข้าข้างปริก คงได้ลือกันทั้งพระนคร จำปาโกรธสั่งการะเกดกลับเข้าห้อง เธอเชิดหน้าเน้นย้ำอย่าลืมที่บอก

เกศสุรางค์ฟังเรื่องราวแล้วยอมรับว่านิสัยน่าเกลียดมาก แล้วถามทำไมทั้งสองจึงรักการะเกด ผินกับแย้มคลานเข้ามากอดขาน้ำตาคลอ เกศสุรางค์ซึ้งใจกล่าวน้ำเสียงจริงใจ

“ขอบใจพี่สองคนมาก พี่ดูแลข้ามาตั้งแต่ข้าร้ายกาจชั่วร้าย จนข้ากลายเป็นข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะไม่ลืมความดีของพี่เลย”

ด้านนอกห้อง ขุนศรีวิสารวาจาหน้าเครียดคิดถึงภาพความใกล้ชิดยิ้มแย้มให้กันของการะเกดกับขุนเรือง ทนไม่ไหวลุกไปเคาะประตูห้อง ผินเปิดประตูงงๆ ท่านขุนให้ถามการะเกดว่าวันพรุ่งจะพาไปตลาดตะพานชีกุน จะไปหรือไม่ หญิงสาวได้ยินอ้าปากจะถาม ท่านขุนตัดบท

“ไม่ต้องถามอันใด บอกแม่นายว่าวันพรุ่ง ข้าจะพาไปตลาดตะพาน” พูดจบก็เดินไปทันที

ooooooo

รุ่งเช้า ที่ตลาดตะพานชีกุน เกศสุรางค์เดินมองอย่างตื่นตา เห็นกำแพงพระนครก็ให้คิดถึง ตอนเรียน อาจารย์เล่าว่า ที่นี่มีสะพานข้ามคลองใหญ่ทำด้วยอิฐ 15 สะพาน ทำด้วยไม้ 15 สะพาน รวมเป็น 30 สะพาน เชิงสะพานจะมีแขกนั่งร้านขายปะวะหล่ำกำไล ขายเครื่องประดับผู้หญิง

เกศสุรางค์เห็นอย่างที่อาจารย์เล่า ก็วิ่งไปดูของที่แขกนั่งขาย ขุนศรีวิสารวาจาออกปากว่าถ้าชอบก็เลือกดู หญิงสาวมองทำนองเขาจะจ่ายให้หรือ เขาเปรยว่าคงไม่ทำให้ล่มจม

“ป๋ามาก...”

“เจ้าว่าอันใด” ขุนศรีวิสารวาจาหน้าเหวอ

“ข้าว่าป๋ามาก โธ่...คุณพี่จะสนทำไมคะ ข้าพูดไปงั้นเอง”

“สน...สนด้ายกับเข็มฤา”

เกศสุรางค์ขี้เกียจอธิบายความหมายจึงเปลี่ยนเรื่อง ชี้ถาม “อุ๊ย! นั่นจับปิ้ง น่ารักจัง จะปิดมิดไหมคะอันกระจิ๊ดเดียว”

ท่านขุนพลอยหัวเราะไปด้วย จากนั้นเกศสุรางค์ถามเรื่องลายของถาดและขันเงิน ท่านขุนบอกเป็นของอินเดียแล้วถามรู้จักไหม เธอรีบบอกรู้จักหมดทั้งเนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา ท่านขุนเป็นฝ่ายสงสัยแทน หญิงสาวบ่นหิวกลบเกลื่อน แล้วเดินเลือกซื้อของกินแจกจ่ายบ่าวทุกคน ท่านขุนยิ่งแปลกใจเพราะปกติไม่มีใครใส่ใจพวกบ่าวที่ติดตาม

พอกินเสร็จ เกศสุรางค์ก็ขอไปตลาดชีกุนด้วย ขุนศรีวิสารวาจาปฏิเสธ สั่งบ่าวพาเธอกลับ เพราะเขามีนัดกินเหล้ากับขุนเรือง เธอโอดครวญ

“อะไรกัน ทิ้งกันอีกแล้ว เมื่อคราวไปตลาดท่าเรือจ้างวัดนางชี ข้ายังไปได้ คราวนี้คุณพี่ก็ให้ข้าเดินเที่ยวอีกสิเจ้าคะ ข้าเดินเที่ยวได้หลายรอบไม่เบื่อเลยสักนิด”

“มิใช่แค่กินเหล้าให้ผู้อื่นเห็นอย่างที่ออเจ้าคิดดอกหนา อย่าได้วุ่นวายไป ถ้ามิเชื่อฟัง คราหน้าข้าจักไม่พาออเจ้าเที่ยวอีก”

เกศสุรางค์หน้าง้ำผิดหวัง พอขุนศรีวิสารวาจาแยกไปแล้ว จึงสั่งจ้อยพายเรือไปจอดท่าตลาดบ้านจีน แถมขู่ถ้าเขาไม่จอดจะกระโดดน้ำไปเอง ผินกับแย้มอยู่ในเรืออีกลำกับจวง จิก ม่วง แหวน และยอด ตกใจเมื่อเห็นเช่นนั้น จำต้องเดินตามล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อความปลอดภัย


ตลาดบ้านจีนต่างจากตลาดอื่นตรงที่มีคนจีนพลุกพล่าน เป็นตลาดสินค้าจีนเสียส่วนใหญ่ มีโรงน้ำชาที่มีสาวๆนั่งอยู่หน้าร้าน บางคนหน้าตาเหนื่อยหน่าย บางคนมีท่าทียั่วยวน ท้ายตลาดมีศาลเจ้า เมื่อเกศสุรางค์เดินดูจนพอใจก็จะกลับ เจอชาวจีนไว้เปียสองคนเข้ามาแทะโลม จ้อย ผินเข้าขวางโดนทำร้ายหน้าคะมำ เกศสุรางค์ตกใจด่าว่าพวกหน้าตัวเมียก่อนจะเข้าเตะผ่าหมากชายชาวจีนคนหนึ่ง แล้วจับแขนอีกคนบิดอย่างแรงด้วยท่ายูยิตสูที่เรียนมา ผู้คนแถวนั้นฮือฮากันใหญ่

ทันใดมีขุนนางท่านหนึ่งผ่านมา ชาวจีนเหล่านั้นประสานมือก้มหัวปลกๆอย่างเกรงกลัว ท่านถามมีเรื่องอันใด เกศสุรางค์บอกขอแค่ให้พวกนี้หลีกทางก็พอ ท่านจึงถามว่าเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใคร พอเธอบอกว่าชื่อการะเกดเป็นหลานออกญาโหราธิบดี ผู้คนแถวนั้นก็ฮือฮาขึ้นอีกแต่เป็นการซุบซิบว่า เธอนี่เองที่ต่อปากต่อคำกับฟอลคอน...ขุนนางผู้นั้นเดินมาส่งที่เรือ

มาถึงเรือ ขุนนางบอกแก่เธอว่า เขาชื่อหลวงศรียศรู้จักขุนศรีวิสารวาจาดีให้ไปถามดู...แต่พอมาถึงเรือน จ้อยขออย่าได้ถามท่านขุนด้วยหวั่นใจจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องมาถึงหูจำปาจนได้

ปริกกำลังเล่าให้จำปาฟังว่าการะเกดตบตีกับพวกจีนเฝ้าซ่อง “แม่หญิงเตะต่อยพวกจีนเฝ้าซ่องด้วยมือเปล่า จนไอ้จีนหางเปียยาวนอนระเนระนาดเชียวเจ้าค่ะ ตั้งยี่สิบคนนะเจ้าคะ”

เกศสุรางค์เดินขึ้นบันไดมาได้ยิน หันไปพูดกับบ่าว “แค่สองคนเองนะ ลือขนาดนี้ สงสัยอีกไม่นานข้าคงเป็นตำนานฆ่าควายด้วยมือเปล่า”

จำปาได้ยินเรียกการะเกดเข้ามาหา สั่งห้ามไปเที่ยวตลาดอีกจนกว่าเสียงเล่าลือจักซาไป แล้วหันไปสั่งโบยบ่าวทุกคนที่ไปกับนาง เกศสุรางค์รีบขัดว่าบ่าวทุกคนไม่ผิด ตนบังคับทุกคนให้ไปเอง ถ้าจะโบยควรโบยตน ขุนศรีวิสารวาจากลับมารู้เรื่อง ปรามการะเกดให้หยุดพูด แต่เธอไม่ยอม ผินกับแย้มขอร้องให้แม่นายของพวกเธอหยุดเถียง เกรงจะเจ็บตัว

จำปาโกรธ ในเมื่ออยากรับโทษแทนบ่าว มีบ่าวไปด้วยหกคน จึงสั่งจวงโบยหกที จวงหน้าเจื่อนเพราะตนก็ไปด้วย ท่านขุนขอให้ออกญาโหราธิบดีช่วยพูด แต่จำปาหันมาเอ็ด

“เงียบปากพ่อเดช หากมิลงโทษให้หลาบจำ ก็รังแต่จะทำเรื่องทำราวมิรู้จักจบสิ้น ต่อไปจักได้คิด มากกว่านี้ นี่อะไร ทำตามแก่ใจตนเพียงถ่ายเดียว”

จวงจำต้องเฆี่ยนการะเกด แต่ฟาดลงไม่หนักมือ เท่านี้เกศสุรางค์ก็สะดุ้งโหยง พอเงื้อไม้ที่สอง ผินและแย้มโผเข้าปกป้องจึงโดนฟาดพร้อมกัน เกศสุรางค์ตกใจที่ผินกับแย้มมารับหวายแทน หันมากอดทั้งสองร่ำไห้ บ่าวคนอื่นพากันน้ำตาซึม...ออกญาเห็นว่าถ้าขุนศรีวิสารวาจาไม่ห้ามเห็นทีจะเจ็บกันทั้งเรือน ท่านขุนจึงเข้ามาขอร้อง

“คุณแม่ขอรับ เรื่องนี้หากไล่ความแล้ว ผู้ที่ผิดมากที่สุดน่าจักเป็นข้า เพราะข้ามิได้กลับมาส่งแม่การะเกดถึงเรือนจึงเกิดเรื่อง เป็นข้ามิดีนักที่ไม่ดูแลน้องให้ดี โทษที่เหลือข้าขอรับแทนน้องเถิดขอรับ”

“พอกันทั้งนายทั้งบ่าว อยากทำกระไรก็ทำเถิด มิต้องเห็นหัวข้าดอกหนา” จำปาโกรธเดินไป ปริกรีบคลานตาม

เกศสุรางค์ยังสะอื้น ออกญาจึงตักเตือนว่า “มิมีผู้ใดทำอย่างที่เจ้าทำครั้งนี้ ห้าวหาญเกินหญิงใดในพระนคร ที่ลือลั่นไปเร็วกว่าไฟลามทุ่ง จึงมิน่าฉงนใจนัก...ความผิดนี้ใหญ่หลวงก็จริง แต่มิใช่ว่าต้องโบยกันหนักหนา ว่ากล่าวตักเตือนให้มั่นไว้ก็คงจะได้ ข้ารู้ดีว่าแม่นายจำปาก็มิอยากลงโทษออเจ้าหรอก แต่แม่นายจำต้องนึกถึงกาลข้างหน้า หากออเจ้าไปทำเรื่องใหญ่ยิ่งเสี่ยงอันตรายกว่านี้ แม้แต่ชีวิตก็จักรักษาไว้ไม่ได้”

เกศสุรางค์น้ำตาพรั่งพรู รู้แจ้งแก่ใจ ขุนศรีวิสาร–วาจามองผู้เป็นพ่ออย่างซาบซึ้ง ออกญายังย้ำอีกว่า การะเกดเป็นคนกล้าหาญ เป็นคนซื่อตรง ทำผิดกล้ารับผิด ไม่กล่าวโทษบ่าวไพร่เหมือนที่เคยทำ...เกศสุรางค์หน้าเจื่อนหวั่นใจว่าท่านรู้หรือไม่ว่าตนไม่ใช่การะเกด ขุนศรีวิสารวาจาแอบยกนิ้วแม่มือชื่นชม เธอเห็นแล้วค้อนขวับ ก่อนจะก้มกราบออกญาอย่างซึ้งใจ

ออกญาสั่งผินกับแย้มพานายเข้าห้อง แล้วสั่งผู้ใดก็ได้ฝนไพลไปให้รักษาทั้งนายและบ่าว ขุนศรีวิสารวาจาเรียกจ้อยให้ไปเอาไพลมา จ้อยยิ้มหน้าเป็น พอโดนขู่จะถูกหวายลงหลังก็วิ่งแจ้น



ละครบุพเพสันนิวาส ตอนที่ 6 อ่านบุพเพสันนิวาสติดตามละครบุพเพสันนิวาส ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ,ราณี แคมเปน,หลุยส์ สก๊อตต์,สุษิรา แอนจิลีน่า 24 ก.พ. 2561 08:32 2018-02-26T23:41:09+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ