ข่าว

วิดีโอ



บุพเพสันนิวาส

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-โรแมนติก-พีเรียด

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ศัลยา

กำกับการแสดงโดย: ภวัต พนังคศิริ

ผลิตโดย: บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ,ราณี แคมเปน,หลุยส์ สก๊อตต์,สุษิรา แอนจิลีน่า

เกศสุรางค์ถามถึงอาการประชวรของขุนหลวง พระศรีวิสารสุนทรหนักใจรู้ว่าอาการท่านหนัก ไม่ยอมให้ใครเยี่ยมนอกจากพระปีย์กับเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์

 เกศสุรางค์นำเรื่องจดบันทึกลงสมุดและไตร่ตรอง

“ยังไงพระปีย์ เจ้าฟ้าน้อย เจ้าฟ้าอภัยทศ ก็ต้องตายด้วยฝีมือพระเพทราชา และคนที่จะหยุดออกญาวิไชยเยนทร์มีคนเดียวคือ พระเพทราชา ทุกอย่างเป็นไปตามวงล้อประวัติศาสตร์...เกศสุรางค์ เจ้าอย่าคิดอะไรให้ฟุ้งซ่าน เจ้าไม่ได้กลับมาที่นี่เพื่อมาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ เจ้ากลับมาพบคุณพี่ เจ้ากลับมาเพราะบุพเพสันนิวาส...หรือถ้าคิดอยากจะทำ คิดหรือว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้”

บนถนนแห่งหนึ่ง ผู้คนเดินไปมาริมกำแพงเมือง บนกำแพงมีทหารยืนรักษาการณ์ เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์นั่งเอกเขนกพิงหมอนขวานอยู่บนเสลี่ยงแปดคนหาม มองผู้คนที่เดินดินราวมดปลวกด้วยสีหน้าหยิ่งยโส โวยวายไล่คนที่เดินขวางทาง เห็นพระสงฆ์สองรูปเดินอยู่ก็ตะโกนว่า

“เจ้ากูสองรูปนั่น ถ้ามาเดินชมเมืองเช่นนี้ ถึงเวลาสึกแล้วกระมัง ไปทำประโยชน์บ้าง”

พระสองรูปเดินหนี พนักงานที่เดินตามเสลี่ยงตามจับทันที พลันหมากลูกหนึ่งลอยละลิ่วมาโดนหัวเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์อย่างแม่นมาก ทำให้เขาโกรธสั่งพนักงานจับตัวคนโยนมาให้ได้ คนแถวนั้นหัวเราะกันครืน เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ตวาดกร้าวให้หยุดหัวเราะ สักครู่พนักงานลากตัวคนโยนมาได้ ถูกสั่งลงโทษให้พนักงานรุมซ้อม

เผอิญปริก จวง และจ้อยอยู่ในเหตุการณ์ ปริกทนไม่ได้ตะโกนด่าว่ารังแกคนกรุงศรีได้อย่างไร เป็นแค่คนต่างถิ่นมาอาศัย เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เห็นเป็นคนแก่ก็ไม่อยากเอาความ

กลับถึงเรือน ปริกยังโกรธไม่หายเล่าให้พวกบ่าวฟัง บ่นว่าอยากปีนเสลี่ยงไปถีบให้ตกลงมา จวงว่าทำเยี่ยงนั้นคงต้องไปทำกับข้าวในตะแลงแกง หรือไม่ก็ไปวัด ปริกงงจะไปทำไม จิกยื่นหน้ามาตอบแทนว่าไปฟังพระสวด ปริกถลึงตาดุใส่

 บนระเบียงเรือน พระศรีวิสารสุนทรกับหลวงเรืองณรงค์เดชายืนฟังสีหน้าเคร่งเครียด กลับมานั่งปรึกษากัน หลวงเรืองณรงค์เดชาเกริ่นว่า

“ขุนหลวงประชวรไม่ออกว่าราชการ เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์มีอำนาจมากขึ้นทุกวันตั้งแต่รับตำแหน่งที่จักกรีสมุหนายก ว่าราชการฝ่ายพลเรือนทั้งหมด ตอนนี้ชาวบ้านถูกเหยียบย่ำมาก”

พระศรีวิสารสุนทรมองหน้าการะเกดที่นั่งอยู่ด้วย แล้วตัดสินใจถาม “แม่การะเกด บอกได้รึยังว่าวันที่หายตัวไปสอดแนมวิไชยเยนทร์กับนายพลเดส์ฟาร์จ ได้ยินอะไร”

“เจ้าค่ะ ข้าจะบอกก็ได้...ข้าได้ยินสองคนพูดกันเรื่องทหาร นายพลเดส์ฟาร์จว่าจะส่งทหารฝรั่งเศสทั้งหมดขึ้นมาละโว้เมื่อเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ส่งม้าเร็วไปบางกอก”

“มันคิดการไม่ดีเป็นแน่แท้ จริงฤาไม่พ่อเดช” หลวงเรืองณรงค์เดชาหวั่นใจ

“ฟังแม่การะเกดพูดต่อเถิด ข้าเชื่อว่านางมีเรื่องจะพูดมากกว่านี้”

“เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์พูดถึงขุนหลวงว่าเจ็บหนัก ที่เขาคิดการไว้คงได้ทำอีกไม่นาน”

พระศรีวิสารสุนทรกับหลวงเรืองณรงค์เดชาพูดพร้อมกันว่ากบฏ...เกศสุรางค์เห็นด้วย หลวงเรืองณรงค์เดชาได้ยินว่ามีผู้คนซ่องสุมจะกบฏ หญิงสาวรีบถามว่าพวกไหนบ้าง

“พระอนุชาเจ้าฟ้าน้อยกับเจ้าฟ้าอภัยทศ ทั้งสององค์ซ่องสุมผู้คนมากมายจะลุกมากบฏวันใดวันหนึ่งก็มิรู้”

“ส่วนพระยาวิไชยเยนทร์หนุนพระปีย์ ทำให้พระปีย์เข้ารีตได้ ก็แปลว่าพระปีย์คงยินยอมมันแล้ว”

เกศสุรางค์ฟังทั้งสองคนอย่างตั้งใจ หลวงเรือง– ณรงค์เดชาอยากรู้ว่าพระปีย์เอากำลังคนมาจากไหน พระศรีวิสารสุนทรรู้ว่าท่านมีพรรคพวกอยู่พิษณุโลก เกศสุรางค์อยากรู้เช่นกันว่าพระเพทราชาได้กำลังคนจากไหน...

ระหว่างนั้นในโบสถ์เมืองละโว้ ชาวบ้านที่เลื่อมใสพระสังฆราชยกขบวนมาร่วมเป็นกองกำลังกับพระเพทราชา มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ประกาศว่า เพลานี้ขุนหลวงประชวรหนัก ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ชาวบ้านพยักหน้าเห็นดี

“ไอ้ฝรั่งสนับสนุนพระปีย์ เพราะฉะนั้นพระปีย์ต้องไม่อยู่ให้มันจับเชิด เพราะแท้ที่จริงแล้วมันนั่นแหละที่คิดจะฮุบบัลลังก์”

“พระปีย์ไม่เคยโผล่หน้าให้ใครเห็น จะฆ่าได้อย่างไร” ชาวบ้านร้องถามพระเพทราชาเห็นว่าต้องใช้คนที่พระปีย์สนิทสนม เคารพนับถือลวงออกมา...

ooooooo

วันต่อมาพระเพทราชามาหาพระยาโกษาธิบดี ถึงเรือน ขอร้องอย่างตรงไปตรงมา

“หากท่านมิเห็นแก่ฝ่ายฝรั่งเศสหรือขุนนางชาติอื่น ก็จงทำตามที่ข้าร้องขอด้วยเถิด ข้านั้นนับถือท่านประดุจญาติแท้ๆ ท่านก็รู้ว่ามิว่าผู้ใดในพระนครก็ล้วนคิดว่าท่านเป็นพวกเดียวกับข้า ดังนั้นหากผู้อื่นมีวาสนาขึ้นมา มีฤาจักละเว้นต่อท่านแลครอบครัว... ข้าต่อต้านขุนหลวงมาตลอดเวลา เรื่องนำทหารฝรั่งเศสเข้ามาในบ้านเมืองเรา ขณะนี้ฝรั่งเศสมีอำนาจเหนือประชาชน และทำการดูถูกดูหมิ่นวางอำนาจ ข้ามีเจตนาเดียวคือปลดปล่อยชาวกรุงศรีให้พ้นอาณัติของฝรั่งเศส”

“ข้าลำบากใจยิ่งนักเพราะรู้จักทุกผู้ แม้แต่เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ ข้าก็ยังไม่ปักใจว่าเขาคิดจะกบฏ”

พระเพทราชาโกรธตบกระดานเสียงดัง หาว่าไม่เชื่อกัน พระยาโกษาธิบดีนิ่งไม่ตอบโต้

ด้านเกศสุรางค์ยังอยากรู้เรื่องการกบฏครั้งนี้ ถึงกับเลียบเคียงถามพระศรีวิสารสุนทรว่า เลือกอยู่ฝ่ายพระเพทราชาอย่างนั้นหรือ

“ชีวิตในที่ที่ออเจ้าจากมาเป็นอย่างไรพี่ไม่รู้ หากชีวิตที่นี่ถ้าจักให้ตัวเองแลคนในครอบครัวอยู่รอด แม้ต้องแปดเปื้อนไปสักเล็กน้อยก็ต้องยอม เพลานี้บ้านเมืองมีทุกข์เข็ญ พี่คิดว่าออกพระเพทราชาเป็นผู้ที่สามารถปัดเป่าได้ ถ้าแสวงหาความถูกต้อง ออกหลวงสรศักดิ์ก็มีสิทธิ์ไม่แพ้ใคร อีกอย่างพระปีย์แม้จะรู้กันว่ามีสิทธิ์ แต่ก็เข้ารีตแล้ว เหมือนชักศึกเข้าบ้าน”

เกศสุรางค์จ้องหน้าถาม “คุณพี่คะ พระอนุชาเจ้าฟ้าน้อยกับเจ้าฟ้าอภัยทศ และอีกคนพระปีย์...ทุกคนต้องตายหรือเปล่าคะ”

“แม่การะเกด บอกพี่มาตรงๆ ออเจ้ารู้อันใดฤา”

“ข้าพูดไปตามเนื้อผ้าเจ้าค่ะ คนเหล่านั้นเป็นฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายกบฏ ออกพระเพทราชาจะปล่อยไว้เป็นหอกข้างแคร่ทำไมคะ...ประวัติศาสตร์เจ้าค่ะ ประวัติศาสตร์บอกข้า”

พระศรีวิสารสุนทรจ้องเขม็งถาม “ประวัติศาสตร์ของออเจ้าบอกอะไรอีก เพราะเพลานี้คุณอาโกษาปานยังไม่ยอมร่วมด้วย ถ้าท่านไม่ร่วมด้วย การกำจัดเจ้าฟ้าสองพระองค์กับพระปีย์ทำไม่ได้ ท่านไม่ร่วมด้วยเพราะท่านไม่เชื่อว่าวิไชยเยนทร์จะทรยศต่อขุนหลวงได้ลงคอ”

“บอกคุณอาโกษาปานเลยค่ะว่า ได้ค่ะ ลื่นลงคอเลย” เกศสุรางค์บอกเป็นนัยๆ

“ออเจ้าพูดจาประหลาดอีกแล้ว ข้าคร้านจะฟัง”

“เอางี้นะคะคุณพี่ ฝากไปเรียนออกญาโกษาปานด้วยว่า ออกญาวิไชยเยนทร์ได้กระทำสิ่งที่เป็นอันตราย อย่างยิ่งต่ออยุธยา ถ้าไม่ยับยั้งอยุธยาจะระส่ำระสายแน่นอน”

เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ไม่กี่วันต่อมาพระศรีวิสารสุนทรนำความมาบอกพระยาโกษาธิบดีที่เรือน มีพระเพทราชา หลวงสรศักดิ์ และหลวงเรืองณรงค์เดชาร่วมฟังด้วย ทุกคนต่างฉงน

“อันตรายอย่างยิ่ง...คืออะไร” พระยาโกษาธิบดีถาม พระเพทราชาคาดการณ์

“มันจะยกอยุธยาให้พวกของมัน กษัตริย์ของมันที่อยู่ทะเลโพ้นน่ะสิจะมีอะไร”

“เป็นเช่นนั้นขอรับ มีหลักฐานเป็นอันแน่นอนขอรับ เขาเขียนจดหมายลับส่งถึงบาทหลวงคนหนึ่งที่เป็นพระพี่เลี้ยงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้ถวายในทางลับว่า...เขาจะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของบริษัทการค้าฝรั่งเศส เขาจะให้บางกอกและมะริดอยู่ในอำนาจของฝรั่งเศส และว่า...พระเจ้าแผ่นดินกำลังจะสวรรคต เขาจะหาหุ่นเชิดขึ้นปกครองสยามแล...”

หลวงสรศักดิ์กับหลวงเรืองณรงค์เดชาข้องใจทำไมเรียกเราว่าสยาม ทั้งที่ตรงนี้คือกรุงศรีอยุธยา

พระเพทราชาก็แปลกใจ พระศรีวิสารสุนทรเล่าต่อว่า

“ที่สำคัญที่สุดจดหมายฉบับนี้ระบุว่า ให้ตัวเขามีสิทธิและอำนาจปกครองอย่างเด็ดขาด เขาจะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของฝรั่งเศส รวมทั้งจะให้แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินของคริสเตียน”

พระเพทราชาตบเข่าฉาด “เป็นอย่างที่กูคิดไว้มิผิดพลาด ไอ้ฝรั่งสันดานไพร่ กูมิได้เกลียดมันคนเดียว แต่กูเกลียดไอ้ฝรั่งทั้งปวง กูเกลียดพวกมันนัก แลกูตั้งใจมั่นว่าจะขับไล่พวกมันออกไปจากแผ่นดินอยุธยาให้หมด”

พระยาโกษาธิบดีถามขึ้นว่า หลักฐานที่ว่าคืออะไร ในเมื่อเป็นจดหมายลับ ใครจะรู้เห็น พระศรีวิสารสุนทรตอบว่าแม่การะเกด...ทุกคนอึ้งเงียบไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

ooooooo

พระศรีวิสารสุนทรต้องกลับเรือนมาพาการะเกดไปที่เรือนพระยาโกษาธิบดี เพื่อคลี่คลายความสงสัยแก่ทุกคน เกศสุรางค์ตัดสินใจพูดความจริง

“หลักฐานคือมีคนพบจดหมายฉบับนั้นเจ้าค่ะ...ข้าไม่รู้จะยืนยันด้วยอะไรแต่เป็นเรื่องจริงเจ้าค่ะ จดหมายฉบับนั้นมีจริงเป็นลายมือของออกญาวิไชยเยนทร์เองเลยเจ้าค่ะ”

“ข้าเชื่อ...เชื่อออเจ้าเหมือนที่อาจารย์เชื่อ เชื่ออย่างไม่ต้องการเหตุผล” พระเพทราชาเน้นหนัก

พระยาโกษาธิบดีถามว่าขุนหลวงรู้เห็นด้วยหรือไม่ หญิงสาวตอบว่าไม่มีหลักฐานว่าขุนหลวงยินดีหรือไม่ แม้จะโปรดเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์

“ข้าเชื่อว่าขุนหลวงปลงพระทัยให้มันพาทหารฝรั่งตั้งแต่เจ็ดแปดร้อยคนมาถึงกรุงศรี ข้าเชื่อว่าทรงอนุญาตให้มันเอาเรือมาจอดข่มขวัญเรา ข้าแสนจะเสียใจกับขุนหลวง แลข้ามิสามารถปล่อยให้ขุนหลวงนั่งอยู่บนบัลลังก์ต่อไปได้”

ขาดคำของพระเพทราชา ทุกคนเงียบกริบ หลวงสรศักดิ์แก้ไขสถานการณ์ว่า

“ท่านพ่อก็...ขุนหลวงนอนประชวรอยู่กี่เดือนแล้วนี่หนา จะกลัวทำไม”

พระเพทราชาเข่นเขี้ยวที่พวกฝรั่งคิดว่าคนอยุธยาโง่เขลาเบาปัญญา จะมาครอบครองแผ่นดิน พวกเราไม่ได้คิดเหมือนขุนหลวงทุกคน คำพูดของพระเพทราชาทำให้เกศสุรางค์เป็นห่วงมารี ถามขึ้นว่าท่านคิดว่า

พระมหากษัตริย์ควรจะเป็นเช่นใด พระยาโกษาธิบดีไม่ตอบ แต่อยากรู้ความคิดเห็นของนางในคำถามเดียวกัน

“ถ้าข้ามีโอกาสได้ยืนตรงหน้ากษัตริย์สักองค์หนึ่งหรือสององค์ ข้าจะทูลว่าสิ่งสำคัญที่กษัตริย์พึงมีคือทศพิธราชธรรมเจ้าค่ะ” ตอบแล้วเกศสุรางค์เหลือบมองพระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์

“ออเจ้ามีความหมายอื่นใดที่อยากพูดอีกฤาไม่” พระเพทราชาสัมผัสได้

“มีเจ้าค่ะ ออกญาวิไชยเยนทร์สิ้นอำนาจวาสนาได้รับโทษตามความผิด แต่ลูกเมียที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ควรจะยกเว้นเจ้าค่ะ”

ทุกคนอึ้งกับความกล้าคิดอ่านของนาง หลวงสรศักดิ์กล่าวขึ้นว่า เริ่มริษยาพระศรีวิสารสุนทรที่มีเมียฉลาด แต่หลวงเรืองณรงค์เดชากลับไม่เห็นด้วย เพราะการมีเมียที่รู้ทันกันทุกอย่างน่าหดหู่มากกว่า ทุกคนหัวเราะครืน มีเพียงพระเพทราชาที่เงียบงัน...ไตร่ตรอง

ในที่สุดก็ดำเนินการ...หมอโปมาตร์มาตรวจอาการขุนหลวง ทหารกันไม่ให้พระปีย์เข้าเฝ้า พระปีย์โวยวายสักพักแต่ทำอะไรไม่ได้ นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ฟุบหมอบทุบมือกับพื้นอย่างแค้นใจ เฉกเช่นเดียวกัน เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ก็โดนทหารขวางไม่ให้เข้าเฝ้า ไม่พอใจถึงกับโวยวาย

“หลีกไปนะ มึงไม่รู้จักฤาว่ากูเป็นใคร นี่สมุหนายกที่จักรีนะ นายเหนือหัวสูงสุดของมึง”

เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์โมโหสุดขีดปาดหน้าทหารสองคนที่ยืนเฝ้าจนล้มระเนระนาด แต่พอจะขยับเดินก็มีดาบมาจ่อคอจากด้านหลัง เมื่อเขาดึงดันดาบนั้นสะกิดคอเลือดซึมจนต้องหยุดชะงัก

สุดท้ายเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์กลับมาบ้าน เขียนหนังสือให้คนนำไปให้นายพลเดส์ฟาร์จให้ส่งทหารมายังละโว้...มารีเห็นทุกอย่างต่อว่าเขาคิดกบฏ เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ชี้แผลที่คอบอกพระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ทำตน มารีสวนเสียงเข้ม

“ถ้าท่านมิเริ่มก่อน เขาสองคนหรือจะคิดฆ่าท่าน บ้านเมืองนี้ให้ที่อยู่ที่กินแก่ท่านไม่เพียงพอหรืออย่างไร”

“แต่ข้าจำเป็น ชีวิตข้า ชีวิตเจ้า ชีวิตลูก”

“ไม่จริง ท่านทำให้ใครคิดดูให้จงดี อย่าอ้างข้าและลูกเลย ฝรั่งเศสมิใช่บ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ท่านทำเพื่อฝรั่งเศสถึงปานนี้ แท้ที่จริงท่านทำเพื่อตัวเองใช่หรือไม่ ข้าทนไม่ได้แล้ว”

เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์จับมือมารีไม่ให้ทิ้งไป มารีดึงมือออกบอกตนยินยอมให้เขาตบตีเป็นร้อยครั้ง แต่ไม่เห็นด้วยที่เขาใฝ่หาความเสื่อมมาสู่ตัวเอง แลจะตามมาถึงตนกับลูก เตือนให้คิดถึงพระมหากรุณาที่ขุนหลวงมอบให้ ไม่ควรทำการย่ำยีต่อแผ่นดินของพระองค์อย่างนั้น

ooooooo

เกศสุรางค์ท้องโตมากขึ้นแต่ยังอยากตามพระศรีวิสารสุนทรไปฟังเรื่องราวอีก ครั้งนี้พระศรีวิสาร-สุนทรขอร้องให้อยู่เรือน เกศสุรางค์ท้วงว่าการเลี่ยงไม่บอกความจริงก็เท่ากับมุสา พระศรีวิสารสุนทรขอให้อยู่อย่างสงบและอย่าให้คนในเรือนออกไปนอกเรือน เกศสุรางค์เอะใจถามว่าจะลงมือแล้วหรือ

“ใช่ เป็นดังที่เจ้าบอกไว้ เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ได้สั่งม้าเร็วไปยังบางกอกให้ส่งทหารมาละโว้เป็นร้อยๆนาย แลบัดนี้ข้าได้ยินว่าทหารได้เดินทางมาใกล้ถึงอยุธยาแล้วหนา”

บ่ายวันนั้นพระศรีวิสารสุนทรกับพระยาโกษาธิบดีก็มาที่บ้านนายพลเดส์ฟาร์จ ท่าทางเขาเครียดมากที่ทูตไทยทั้งสองมา พระยาโกษาธิบดีเริ่มเรื่อง

“ข้าคงอยู่นานไม่ได้ แค่อยากจักมาเตือนท่านเรื่องที่คิดการจักไปละโว้ในครานี้”

“มีอันใดฤา”

“เพลานี้นั้นในสยามเกิดเหตุมิสู้ดีนัก แลที่สำคัญในละโว้ก็ล้วนมีเหตุอันสับสน หากว่าท่านเดินทางไปจักกลายเป็นยั่วยุให้เกิดเหตุยิ่งกว่าเดิม ข้ารู้มาว่าคนนับพันดักรอพวกท่านอยู่ระหว่างทาง แม้พวกท่านมีอาวุธร้ายแรงแต่คงมิอาจหาญสู้คนหลายพันคนได้”

“กระไรกัน ข้าเพียงแต่เดินทางไปช่วยเหลือคนของข้าเท่านั้น”

พระศรีวิสารสุนทรเองก็รู้ว่าขุนนางสยามส่วนใหญ่ชังในตัวเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ ยิ่งทหารไปพร้อมอาวุธ ยิ่งทำให้เข้าใจผิดไปอีก และแนะนำให้ยกทัพทหาร

กลับไปบางกอกดังเดิม เมื่อเห็นแล้วว่าทางข้างหน้าจักพาให้ล่มจม แม้ไม่เสียดายชีวิตตัวเอง ก็ไม่ควรให้ชีวิตผู้ใต้บังคับบัญชาสูญเสียไปโดยมิมีดีอันใด

นายพลเดส์ฟาร์จคิดตามเริ่มเห็นด้วย...

ด้านเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เครียดจัด วิตกกังวลอับจนหนทาง มารีเข้ามาบอกว่าลือกันทั้งเมืองว่าเจ้าฟ้าสองพระองค์กับพระปีย์ถูกฆ่าหมด เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ตกใจไม่อยากเชื่อ

“ท่านยังคงต้องการทหารอยู่อีกหรือ ท่านต้องการให้ทหารฝรั่งเศสถล่มละโว้ให้พินาศงั้นฤา ท่านจะฆ่าให้หมดทุกคน แค่ฝรั่งเศสยิงปืนใหญ่เท่านั้น ละโว้หรืออยุธยาก็ไม่เหลืออะไร”

“ตองกีมาร์ที่รัก ข้ามาไกลเกินกว่าจะกลับไปที่เดิม เรื่องนี้มิใช่มีแค่ข้ากับนายพลเดส์ฟาร์จ แต่มีคนมากมายเกี่ยวข้อง ที่สำคัญที่สุดคือพระเจ้าอยู่หัวเมืองฝรั่งเศส...หลุยส์ที่ 14”

มารีหรือตองกีมาร์เศร้าใจที่สามีไม่อาจถอนตัวออกมาได้

ooooooo

เกศสุรางค์นั่งจดบันทึกประวัติศาสตร์ แม้ว่าหลายช่วงหลายตอนจะเป็นที่น่าสงสัยในความถูกต้องแต่ประวัติศาสตร์ช่วงนี้อย่างน้อยเรื่องต่อไปก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

“1.เจ้าฟ้าน้อยและเจ้าฟ้าอภัยทศถูกประหาร 2.พระปีย์ถูกประหารเช่นกัน 3.พระเพทราชา แม้ว่ายังไม่ยกฐานะเป็นกษัตริย์แต่ก็ปฏิบัติตัวเหมือนกษัตริย์ ได้นำพระสงฆ์และชาวบ้านบุกพระราชวังที่อยุธยาประกาศบริหารงานแผ่นดินแทนขุนหลวง 4.นายพลเดส์ฟาร์จหยุดการส่งทหารบุกละโว้ เพราะโกษาปานกับคุณพี่พระไปยับยั้งไว้ แต่เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์น่าจะยังไม่รู้”

จดบันทึกเสร็จ เกศสุรางค์เดินท้องโตออกมาจากห้อง ผินกับแย้มจะเข้าประคอง โดนปริกกระแทกกระเด็นไปแล้วประคองเอง มองท้องโตๆคาดว่าน่าจะเป็นลูกแฝด เกศสุรางค์นึกได้ร้องลั่น

“จริงด้วย! เรามีกรรมพันธุ์ฝาแฝดนี่หว่า ลูกของเราสองคนน่าจักเป็นฝาแฝด เพราะว่าข้ามีแฝด บันทึกทางดีเอ็นเอแลพันธุกรรมศาสตร์ของข้ามีแนวโน้มว่าจักมีลูกเป็นฝาแฝดได้หนาเจ้าคะ”

“ทึนทึกดีเอ็นกระไรหนา พันกรรมร้อยกรรมผู้ใดกัน ออเจ้ากล่าววาจาแปลกประหลาดอีกแล้วหนา” คุณหญิงจำปาบ่นที่สะใภ้ทำให้ทุกคนตกใจ

“หมายถึงข้าอาจจักมีลูกแฝดได้เจ้าค่ะคุณแม่” ว่าแล้วหยิบผ้ามาจะเย็บเป็นหมอน คุณหญิงจำปาเอ็ดว่าทำไม่ได้ ทำแบบนั้นลูกออกมาจักปากแหว่ง เกศสุรางค์อ้าปากค้าง ไม่อยากเถียงคนโบราณอีก จำยอมเก็บของลงตะกร้าอย่างเดิม

คุณหญิงจำปาเสียงอ่อนลงว่าตนก็คิดว่าท้องใหญ่อย่างนี้ไม่เด็กตัวใหญ่ก็ต้องเป็นลูกแฝด เกศสุรางค์เริ่มหวั่นใจเพราะการแพทย์ยุคนี้ยังไม่เจริญ กระซิบกับพระศรีวิสารสุนทรว่าออกลูกสมัยนี้คงน่ากลัว

“กลัวกระไรเจ้าคะ ผู้คนออกลูกกันครึ่ดไป แม่หญิงกินกล้วยน้ำว้าเสกของพระอาจารย์ดังแทบทุกวัน อย่าได้กังวลไปเลยหนาเจ้าคะ อ้าว...ออกพระท่านหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เป็นอะไรเจ้าคะ” ปริกเจ้ากี้เจ้าการทุกเรื่อง

“ข้าก็ว่าจักต้องเจ็บมากแน่ๆ แต่ออเจ้ารู้ฤาไม่ หากข้าเจ็บแทนออเจ้าได้ ข้าจักดีใจนัก”

“จริงเหรอเจ้าคะ” เกศสุรางค์เป็นปลื้ม แตะแก้มพระศรีวิสารสุนทร “น่ารักอ่ะ...เอาก็เอา ลองมันสักตั้ง จะเจ็บแค่ไหนกันเชียว”

คุณหญิงจำปาทำหน้างงกับภาษาของลูกสะใภ้ แต่ก็ให้กำลังใจ “ตอนแม่ท้องพ่อเดชก็เจ็บหนา หากแต่เมื่อลูกพ้นท้อง ความเจ็บปวดก็จักหายสิ้น เมื่อถึงเพลานั้น ออเจ้าก็จักรู้เอง”

 เกศสุรางค์รับคำและยิ้มสู้...จ้อยเข้ามาอย่างเร็ว บอกว่าพระเพทราชาให้คนถือสารมาให้ พระศรีวิสารสุนทรเปิดอ่านแล้วบอกทุกคนว่า ตนต้องไปละโว้พร้อมพระยาโกษาธิบดีและหลวงเรืองณรงค์เดชาในวันนี้ ฝากคุณหญิงจำปาดูแลการะเกดเพราะตนคงต้องไปหลายวัน เกศสุรางค์รู้ทันแตะแขนสามี ฝากแวะเยี่ยมมารีกับลูกๆให้ด้วย

พระศรีวิสารสุนทรรับคำอย่างเข้าใจ

ooooooo

วันต่อมา พระยาโกษาธิบดีกับพระศรีวิสารสุนทรมาหลอกเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ว่าขุนหลวงให้หาและพามาที่ตำหนักเย็นทะเลชุบศร เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์คิดว่าทรงมาพักฟื้นที่นี่

พลันเสียงอาวุธดังรอบตัว พระยาโกษาธิบดีและพระศรีวิสารสุนทรเดินแยกไปคนละทาง ทันใดทหารถือปืนเข้าล้อมห่างๆ พระเพทราชาก้าวออกมาพร้อมหลวงสรศักดิ์และหลวงเรืองณรงค์เดชากับข้าราชการบางคนด้วยท่าทางเคร่งขรึม

พระเพทราชากล่าวขึ้นว่า “ขุนหลวงสวรรคตแล้ว มิมีผู้ใดคุ้มกะลาหัวมึงอีก”

“ท่านฆ่าขุนหลวง!” เสียงเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ดังกังวานขาดคำ หลวงสรศักดิ์ปราดเข้าซัดหน้าเต็มแรงเกิด เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เซถลา พยายามฝืนแต่ก็ไม่ไหว ล้มโครมเลือดกบปาก ก่อนจะเงยหน้ากลับมามองทุกคน สีหน้าสลดลงน้ำตาไหลพราก คุกเข่าถวายบังคมไปทางทิศที่ตั้งวังหลวงจนครบสามครั้งแล้วก้มหน้านิ่ง

พระเพทราชาให้คนเข้าไปจับยืน แต่หลวงสรศักดิ์กลับเข้าไปกดหัวไม่ให้ยืนแล้วเข่นเขี้ยวถาม จำจดหมายลับของตัวเองได้ไหม เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ทำหน้าฉงน แต่พอพระเพทราชาย้ำว่าที่เขาส่งไปให้เจ้านายเมืองฝรั่ง ก็ตาโพลงตกใจไม่คิดว่าใครจะรู้ พระเพทราชาตวาดลั่น

“ไอ้ก็องสตังซ์...ชาติไพร่ มึงบังอาจจักตั้งไอ้เตี้ยเป็นหุ่นเชิด แล้วมึงจักปกครองเสียเอง มึงกำเริบเสิบสานมาก ข้าวแดงแกงร้อนของอยุธยาที่รดกบาลมึงมาเป็นสิบๆปีหาได้มียางเลยฤา มึงกระทำย่ำยีบ้านเมืองของกูอย่างนี้ได้ยังไร...หา!”

เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ตระหนก ตัวสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกประดังประเดขึ้นมา ทั้งสำนึกผิดทั้งกลัวแลเสียใจ ถามเสียงแผ่วเบา “ท่านรู้เรื่องจดหมายได้อย่างไร”

“ถึงมึงไม่มีจดหมายกูก็รู้ สันดานคนอย่างมึงทั้งสับปลับทั้งหลอกลวง ขี้โกง ฉ้อฉล ทุรยศ มึงตายเสียเถอะ” พระเพทราชาตบหัวเขาอย่างแรงจนคะมำแล้วสั่งประหาร

เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์จับขาพระเพทราชา ขอพบลูกเมียเป็นครั้งสุดท้ายก่อน หลวงสรศักดิ์ไม่ยอม พระศรีวิสารสุนทรสงสารช่วยขอร้องอีกแรง พระเพทราชาจำยอมแต่สั่งตีตรวนก่อนไป พระศรีวิสารสุนทรช่วยประคองเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ให้ลุกขึ้นแล้วกระซิบบอก

“มิต้องกังวลถึงแม่มารี แลลูกชาย ข้ากับแม่การะเกดจักช่วยเหลือเต็มที่”

เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์น้ำตารื้นจนนัยน์ตาแดงก่ำ...พอมาพบมารี เธอเห็นสามีถูกตีตรวนใบหน้าฟกช้ำก็น้ำตาร่วง เขากล่าวขอโทษเธอ แต่เธออดต่อว่าไม่ได้

“ข้าเคยเตือนท่านแล้ว ข้าเคยบอกท่านแล้วใช่ฤาไม่ ท่านทำให้ข้าแลลูกต้องเจอเหตุอัปยศอย่างนี้”

“ข้าผิดไปแล้ว”

“ท่านเจ็บฤาไม่”

“มิเจ็บดอก ขุนหลวงสิ้นแล้ว ข้ามิเจ็บ มิเจ็บแม้แต่น้อย...ข้ามาลา พระศรีวิสารสุนทรออกปากแก่ข้าว่า เขากับเมียจักดูแลเจ้ากับลูกให้ข้า ข้าจึงมิห่วงนักแม้ต้องตายตกภายในวันนี้ หากแต่ข้าอยากเห็นหน้าลูกก่อนตาย”

“มิได้!”

“ตองกีมาร์...ได้โปรด ข้ารู้ว่าข้าผิดนัก ผิดต่อเจ้า ผิดต่อลูก แต่ขอให้ข้าได้เห็นหน้าลูกก่อนตายด้วยเถิด”

“มิได้เด็ดขาด ลูกทั้งสองควรจดจำถึงพ่อผู้สง่างาม พ่อผู้ยิ่งใหญ่มีแต่คนยำเกรง มิใช่พ่อที่ถูกผูกตรวนถูกทำร้ายจนหาความสง่ามิได้อย่างนี้”

ไม่ว่าเขาจะขอร้องอย่างไร มารีใจแข็ง ขอให้เขาไปก่อนที่ลูกจะมาเห็น เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ขอถามเป็นคำถามสุดท้ายว่า เธอเคยรักตนบ้างไหม ในหัวใจมีตนบ้างไหม มารีอึ้งไปชั่วครู่ก่อนตอบว่า ตนสัญญา ชีวิตนี้จักมีเขาเป็นผัวเพียงผู้เดียว

ทหารเข้ามาคุมตัว เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ผู้เคยทระนง มองภรรยาด้วยความเสียใจ รู้แน่ชัดว่าเธอไม่เคยรักตนเลย...น้ำตาลูกผู้ชายอาบหน้า เดินห่างออกไป 

เสียงโซ่ตรวนดังก้องจนลับหายไปในความมืด

มารีหรือตองกีมาร์สะเทือนใจ พึมพำเสียงสั่นเครือ “ข้าขอโทษก็องสตังซ์ แม้ท่านตายตกไปในวันนี้ ข้าก็มิอาจรักท่านได้”

ooooooo

เกศสุรางค์นั่งท้องโย้เขียนบันทึก...เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ตาย 5 มิถุนายน สองวันหลังจากนั้น

พระปีย์ก็โดนฆ่า พระนารายณ์สวรรคต 17 กรกฎาคม 2231 ออกหลวงสรศักดิ์ไม่ยอมเป็นกษัตริย์ ออกพระเพทราชาจึงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์บ้านพลูหลวง และแต่งตั้งหลวงสรศักดิ์เป็นกรมพระราชวัง

บวรมหาอุปราช...กษัตริย์องค์ใหม่มีพระโองการเลื่อนคุณอาขุนปานเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี ตำแหน่งพระคลัง หลวงเรืองณรงค์เดชาเป็นพระรามณรงค์ คุณพี่เดชได้เลื่อนยศเป็นพระยาวิสูตรสาคร และเรา...เกศสุรางค์ก็เลื่อนเป็นคุณหญิงวิสูตรสาคร

เกศสุรางค์หัวเราะดีใจ แต่ทันใดก็ร้องโอดโอยเจ็บท้องจะคลอด

ทุกคนบนเรือนต่างตื่นเต้นชะเง้อมองไปยังห้องที่หมอตำแยทำคลอดให้เกศสุรางค์ ทุกอย่างเตรียมพร้อม ไม่ว่าถ้วยชามบายศรี ชามเกลือผลึกไว้สำหรับเลาะปากทางคลอดกรณีคลอดยาก ยาหม้อไทยมีเฉลวปัก

เสียงหมอตำแยให้จังหวะเบ่ง เกศสุรางค์จับผ้าที่ผูกโยงกับขื่อคาร้องเสียงดัง ทุกคนสะดุ้งไปตามกัน 

มีเพียงคุณหญิงจำปาที่ท่าทางสงบนิ่ง

ผ่านไปครึ่งค่อนวัน เกศสุรางค์ร้องอย่างเหนื่อยหอบ ขอให้ผ่าท้อง แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอคลอดลูกชายฝาแฝดอย่างปลอดภัย

หลังจากคลอดแล้วต้องนอนนิ่งอยู่ไฟเป็นสิบวัน ที่ใต้เตียงมีถ่านไฟวางในถาดสังกะสี ผินกับแย้ม บ่าวผู้จงรักภักดีคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ

สิ้นสุดการอยู่ไฟ เจ้าพระยาโกษาธิบดีมาเยี่ยมเยียน คุณหญิงจำปาบ่นตะพึดว่าไม่เคยเห็นใครตั้งชื่อลูกตั้งแต่คลอดวันแรกโดยยังไม่ได้ทำขวัญเดือน ปริกออกรับแทนว่าจะตั้งเมื่อไหร่ก็ชื่อคุณเรือง คุณริด อยู่ดี คุณหญิงจำปาค้อนขวับหาว่าปริกทำตัวเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสี

เกศสุรางค์ถามถึงเรื่องของมารี เจ้าพระยาโกษาธิบดีเล่าว่า ขุนหลวงเพทราชาให้นางไปทำงานในห้องเครื่องเพราะเห็นว่าทำขนมเก่ง พระมหาอุปราชขอนางไปเป็นสนมแต่นางมิยินยอม เกศสุรางค์ชื่นชมว่านางทำถูกต้อง ท่านเจ้าพระยาสบตาอย่างค้นหา แล้วถามว่า

“ตอบคำถามข้าสักข้อเถิด ออเจ้ารู้ว่าข้าจะถามอะไร...ว่าไง ออเจ้ารู้เรื่องได้อย่างไร มิตอบมิได้หรอกหนา”

เกศสุรางค์สบตาสามีเห็นสีหน้าเขาอยากรู้เช่นกัน จึงตัดสินใจตอบ “เพราะชาติที่ข้าเกิดก่อนหน้าที่จะมาที่นี่คือกาลข้างหน้าอย่างไรเล่าเจ้าคะ”

“กระไรหนา”

“ออเจ้ากล่าวว่า ออเจ้าเกิดมาแล้วในกาลข้างหน้า แลมาเกิดใหม่ในกาลที่ย้อนหลังกระนั้นฤา”

“ค่ะ คือเพลานี้แหละเจ้าค่ะ”

ทุกคนนิ่งไปอึดใจ ก่อนที่เจ้าพระยาโกษาธิบดีจะเอ่ยปาก

“ข้าจักเชื่อ จักไม่มีข้อกังขาใดๆ แต่ขอถามว่าในกาลข้างหน้าของเจ้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นเพลานี้หมดฤา”

เกศสุรางค์ยอมรับว่ารู้หมด...สามีนางสงสัยถามว่าใครบอก

“เขาเรียกว่าพงศาวดาร งานวิจัย การวิเคราะห์ คำให้การ บันทึกที่จดจารกันต่อๆมา”

“ที่ออเจ้าเรียกประวัติศาสตร์ใช่ฤา”

“เยส...นั่นแหละเจ้าค่ะ” เกศสุรางค์ดีดนิ้วเสียงดัง

เจ้าพระยาโกษาธิบดีถามอีกว่ารู้ประวัติศาสตร์ของทุกคนหรือ เกศสุรางค์ตอบว่าไม่ทุกคน บางคนที่สำคัญๆ อย่างเช่นพระยาโกษาธิบดีเหล็ก เจ้าพระยาโกษาธิบดีปาน ส่วนพระยาวิสูตรสาครมีบันทึกว่าเป็นตรีทูตร่วมคณะไปฝรั่งเศส...ออกญาโหราธิบดีเป็นผู้เขียนหนังสือจินดามณี ปัจจุบันเป็นแบบอย่างตำราเรียน แต่เพิ่มตัวอักษรจาก 37 ตัว เป็น 44 ตัว

เจ้าพระยาโกษาธิบดีสงสัยมาก ถามเธอมาที่นี่ได้อย่างไร เกศสุรางค์ขอไม่ตอบเพราะตอบไม่ถูก บอกได้เพียงว่าห่างกับเวลานี้ 329 ปี ทั้งสองท่านประหลาดใจอย่างมาก...

ooooooo

สิบปีต่อมา เกศสุรางค์มีลูกสาวอีกสองคนคือแม่แก้วกับแม่ปราง...จันทร์วาดพาแม่เดือนลูกสาว และมารีพาลูกชาย ยอร์จกับโยฮันมาเล่นที่เรือน

บ่อยๆ เด็กๆโตมาด้วยกันทำให้รักใคร่กลมเกลียว 

แม้จะทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างก็ตาม 

ด้วยผลบุญที่ทำมา ทำให้สิปางพบภาพในประวัติศาสตร์ที่ดูแล้วรู้สึกปลาบปลื้มเป็นที่สุด เธอนำภาพถ่ายครอบครัวโบราณของพระยาวิสูตรสาครกับเกศสุรางค์และลูกสี่คนมาให้ยายนวลที่นั่งคิดถึงหลานทุกเมื่อเชื่อวันดู

“เกศพบคนที่รักเกศ เกศก็รักเขา เกศแต่งงานกับเขา มีเหลนให้คุณแม่ 4 คน น่ารักเหลือเกิน คนโตเป็นฝาแฝดผู้ชายค่ะ”

ยายนวลถามสิปางเสียงสั่นเครือว่าหลานอยู่ที่ไหน?

“อยู่ที่ใดที่หนึ่ง หนูไม่ทราบว่าที่ไหน แต่หนูว่าบุพเพสันนิวาสชักนำให้เกศไปที่นั่น...คุณแม่ขา คุณแม่ต้องไม่เศร้าแล้วนะคะ”

ยายนวลยิ้มน้อยๆ สิปางโอบกอดแม่ด้วยความสบายใจขึ้น...

เพลานั้น พระยาวิสูตรสาครพาครอบครัวนั่งเรือเที่ยวตลาดและชมวัดวาอาราม เกิดความวุ่นวายเมื่อ

แม่ปรางสงสารเป็ดไก่เปิดสุ่มให้มันออกไป ต้องช่วยกันจับอลหม่าน พระยาวิสูตรสาครออกปากว่าจะไม่พามาอีก แม่ปรางเข้ากอดคอออดอ้อนให้พ่อคลายความโกรธ พระยาวิสูตรสาครปักใจว่าแม่ปรางมีนิสัยเดียวกับเกศสุรางค์ไม่ผิดเพี้ยน

เกศสุรางค์หรือคุณหญิงวิสูตรสาครแกล้งเย้าสามี “คุณพี่ถึงได้รักแม่ปรางกว่าลูกคนอื่นๆใช่ไหมเจ้าคะ คุณพี่ลำเอียง”

“คุณแม่ข้ายังรักแม่แก้วมากกว่าหลานคนอื่นๆ

เลยหนา ออเจ้าเช่นกัน รักพ่อเรืองพ่อริดมากมายมิใช่ฤา”

“แน่ะ เรื่องอะไรว่าข้าลำเอียงอย่างนั้น”

“ตั้งชื่อลูกเหมือนคู่รักเก่าของเจ้ามิใช่ฤา”

“นึกว่าไม่หึง ไม่ท้วงถามเสียแล้ว”

“ข้าหึงหวง แต่ข้าเห็นใจ คนผู้นั้นคงเจ็บช้ำมากที่ต้องพลัดพรากจากออเจ้า เพราะหากเป็นข้าคงทานทนแทบมิได้เป็นแน่”

“แล้วไม่อยากรู้เหรอคะว่าเรืองฤทธิ์เป็นใครในชาตินี้”

“ผู้ใดกัน พ่อเรืองก็มิใช่นี่”

“เมื่อข้ากลับไป ข้าเห็นร่างที่อยู่ข้างในของเรืองฤทธิ์...

ที่ข้าได้มาเกิดใหม่ในอดีตอย่างนี้ ก็อาจเป็นเพราะเรืองฤทธิ์ที่บวชให้ ข้าจึงตั้งชื่อลูกของเราไว้เป็นที่ระลึกถึงว่าพ่อรักแม่ของพวกเขามากแค่ไหน ถึงกับพลิกฟ้าพลิกดินจนมาคู่กันได้”

พระวิสูตรสาครกระจ่างใจในบัดดล “หากเป็นบุพเพ– สันนิวาส มิว่ากี่ภพกี่ชาติข้าก็มั่นใจว่าจักติดตามเคียงคู่ออเจ้าทุกชาติไป แม้ในชาติหน้าของออเจ้าก็เช่นกัน”

“ชาติหน้า...คุณพี่รู้หรือไม่ว่าข้าจะเกิดเป็นม้าน้ำ”

“ม้าน้ำ...อ๋อ พี่ก็จะเป็นม้าน้ำตัวผู้ใช้หางเกี่ยวม้าน้ำตัวเมีย แล้วดำลงไปใต้สมุทรครองคู่กันไปชั่วนิรันดร์ ดีฤาไม่” พระวิสูตรสาครกอดนางแนบแน่นด้วยความรักไม่รู้คลาย

เกศสุรางค์ยิ้มละไม แสดงออกต่อเขาด้วยความรักสุดหัวใจเฉกเช่นเดียวกัน

ooooooo

–อวสาน–


ละครบุพเพสันนิวาส ตอนที่ 15(ตอนจบ) อ่านบุพเพสันนิวาส ติดตามบุพเพสันนิวาส ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ,ราณี แคมเปน,หลุยส์ สก๊อตต์,สุษิรา แอนจิลีน่า 29 มี.ค. 2561 07:01 2018-04-04T07:06:38+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ