ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

อุบัติเหตุ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

วิศนี​กลับ​ขึ้น​มา​ที่​ห้อง​พัก​เพื่อ​เก็บ​เสื้อ​ผ้า​ข้าวของ​ออก​ไป​อยู่​โรงแรม​อื่น โดย​ไม่​ฟัง​คำ​ทัดทาน​ของ​โยธิน​ที่​พยายาม​จะ​ให้​เธอ​ลอง​ปรับ​ความ​เข้าใจ​กับ​อำนวย กระทั่ง​กร​แก้ว​ตาม​มาบอก​ว่า​พ่อ​ของ​เธอ​หน้ามืด​เครียด​มาก​จน​ความ​ดัน​ขึ้น วิศนี​อ่อน​ลง​ยอม​กลับ​ไป​กับ​พ่อ และ​ดูแล​เรื่อง​หยู​กยา​ให้​ท่าน​โดย​ไม่​รื้อฟื้น​เหตุการณ์​ที่​เกิด​ขึ้น​ให้​ตัว​เอง​ต้อง​เจ็บปวด

คืน​เดียวกัน นีร​นุช​ไม่สบาย​ใจ​เรื่อง​ที่​นนทลี​กับ​อา​รุม​ทะเลาะ​กัน ซึ่ง​เธอ​อยาก​รู้​ว่า​สาเหตุ​มา​จาก​วิศนี​หรือ​เปล่า ลอง​ถาม​เดช​ชาติ​ก็​ไม่​รู้​เรื่อง แถม​เขา​ยัง​พูด​ให้​เธอ​หงุดหงิด​ด้วย​ว่า​ ควร​จะ​เลิก​วุ่นวาย​เรื่อง​คน​อื่น​แล้ว​เอา​เวลา​ไป​หา​แฟน​ให้​ตัว​เอง

นีร​นุช​หน้า​ง้ำ​ไม่​พอใจ​เดช​ชาติ แต่​พอ​เข้า​มา​เห็น​พี่​สาว​กับ​อา​รุม​ปรับ​ความ​เข้าใจ​กัน​ได้​ก็​ยิ้มแฉ่ง อา​รุม​เป็น​ฝ่าย​มา​ง้อ​ขอโทษ​นนทลี ยอม​รับ​ว่า​ตัว​เอง​ทำ​ไม่​ถูก​ที่​เครียด​เรื่อง​งาน​แล้ว​มา​พาล​ใส่​เธอ

“ทุกที​อา​รุม​ไม่​เคย​เป็น​แบบ​นี้ มัน​เกิด​อะไรขึ้น”

“คง​เป็น​เพราะ​ความ​ไม่​มั่นใจ​ของ​ผม​เอง ที่​คิด​ว่า​จะ​ทำให้​นน​มี​ความ​สุข​ไม่​พอ ผม​ก็​เลย​ไม่สบาย​ใจ​ทุก​ครั้ง​ที่​ได้ยิน​นน​พูด​แบบ​นั้น”

นนทลี​น้ำตา​คลอ ทั้ง​น้อยใจ​และ​ซึ้ง​ใจ​ใน​เวลา​เดียวกัน ย้ำ​กับ​เขา​ทั้ง​น้ำตา “นน​เลือก​แล้ว...ได้ยินไหม​คะ นน​เลือก​อา​รุม​แล้ว ก็​แปล​ว่าน​น​จะ​ไม่​เปลี่ยนใจ จะ​ต้อง​เป็น​ยัง​ไง​นน​ก็​จะ​สู้​ให้​ถึงที่​สุด”

“ผม​ได้ยิน​แล้ว​นน ผม​ขอโทษ​นะ” อา​รุม​ดึง​แฟนสาว​เข้า​มาก​อด​ด้วย​ความ​รัก นีร​นุช​แอบ​มอง​เงียบๆ โล่ง​ใจ​เหมือน​ยก​ภูเขา​ออก​จาก​อก...

ฝ่าย​โยธิน​พอก​ลับ​ถึง​บ้าน​ก็​ถู​กอ​ว​ลอบ​ซัก​ถาม​เรื่อง​วิศนี​กับ​พ่อ ชาย​หนุ่ม​บอก​ว่า​กว่า​จะ​เคลียร์​กัน​ได้​ก็​เหนื่อย เพราะ​วิศนี​ฤทธิ์​เยอะ​กว่า​ที่​คิด

“แม่​ไม่​เข้าใจ​ว่า​ทำไม​แก​ถึง​ให้​แม่​โทร.​ไป​บอก​ทาง​บ้าน​เขา ผู้หญิง​คน​อื่น​ไม่​เห็น​แก​จะ​ปล่อย​กลับ​บ้าน​ง่ายๆอย่าง​นี้​นี่”

“ผม​บอก​คุณ​แม่​แล้ว​ว่า​วิศนี​ไม่​ใช่​ผู้หญิง​ทั่วๆไป ผม​ต้องการ​ซื้อ​ความ​เชื่อใจ​จาก​เขา แล้ว​ผม​ก็​ต้อง​ชนะ​ใจ​ครอบครัว​เขา​ด้วย”

“งั้น​ก็ดี แม่​ก็​อยาก​ให้​แก​จริงจัง​กับ​เขา” อว​ลอบ​วาง​ซอง​เอกสาร​ลง​บน​โต๊ะ​ตรง​หน้า​ลูก​ชาย “นี่​โน​ติ๊ส​จาก​ธนาคาร เรา​ใกล้​จะ​เหลือ​แต่​ตัว​เต็มที​แล้ว​นะ​โย เพราะ​ความ​ล้มเหลว​ที่​พ่อ​แก​ทิ้ง​เอา​ไว้​ก่อน​ตาย แม่​ทน​สภาพ​นั้น​ไม่ได้​นะ โย​ต้อง​ช่วย​แม่”

โยธิน​นิ่ง​งัน มอง​เอกสาร​สลับ​กับ​หน้า​แม่​ที่​หวาดหวั่น​ทุกข์​ใจ​อย่าง​เห็น​ได้​ชัด

ooooooo

เพราะ​คิด​ว่า​วิศนี​ไม่​กลับ​มา​ทำ​งาน​ใน​ตำแหน่ง​เลขา​ของ​ตน​แน่​แล้ว วัน​รุ่ง​ขึ้น​อา​รุม​จึง​ให้​นนทลี​พา​นีร​นุช​มา​สมัคร และ​เขา​จะ​คุย​กับ​อำนวย​ด้วย​ตัว​เอง แต่​พอ​เข้าไป​พบ​ต้อง​อึกอัก​พูด​ไม่​ออก​เพราะ​วิศนี​อยู่​ด้วย แถม​ท่าที​ของ​สอง​พ่อ​ลูก​ก็​ชื่นมื่น​เหมือน​ไม่​มี​เรื่อง​บาดหมาง

อา​รุม​แอบ​ดีใจ​กับ​วิศนี แต่​อีก​ใจ​ก็​สงสาร​นีร​นุช และ​เมื่อ​นีร​นุช​เห็น​วิศนี​ก็​พอ​จะ​เดา​เรื่อง​ได้ อีก​ทั้ง​ไม่​ต้องการ​ให้​ใคร​ต่อ​ใคร​เม้าท์​ว่า​เธอ​เป็น​เด็ก​เส้น จึง​ผลุนผลัน​ออก​จาก​บริษัท​ไป​ด้วย​ความ​ผิดหวัง ฝ่าย​วิศนี​พอ​รู้​จาก​อา​รุม​ว่า​นีร​นุช​ตั้งใจ​มา​ทำ​งาน​แทน​ตน ก็​อด​พูดกระทบ กระแทก​เขา​ไม่ได้

“งั้น​คุณ​ก็​ต้องโทษ​ตัว​เอง​ที่​ไป​ฟ้อง​พ่อ​ว่า​ฉัน​หนี​ไป​อยู่​โรงแรม จน​ฉัน​ถูก​ตาม​ตัว​กลับ​บ้าน​แล้ว​ก็​ต้อง​กลับ​มา​เป็น​ลูกน้อง​คุณ​เหมือน​เดิม”

“ผม...เปล่า”

“ไม่​ใช่​คุณ​แล้ว​จะ​เป็น​ใคร”

“ผม​ไม่​ใช่​คน​ปากมาก​นะ​คุณ​วิศนี คุณ​คิด​ว่า​ผม​จะ​กล้า​บอก​ท่าน​ประธาน​เหรอ​ ว่า​ลูก​สาว​ของ​ท่าน​ไป​ทำ​อะไร​ที่​โรงแรม...กับ​ใคร”

“นี่ พูด​ให้​ดีๆนะ”

“ผม​พูด​ตาม​ที่​เห็น...ที่​คุณ​ทำให้​ผม​เห็น”

วิศนี​อึ้ง​ไป นึก​ได้​ว่า​ตน​เอง​แกล้ง​หลอก​อา​รุม​ว่า​นัด​พบ​กับ​โยธิน​จริง

“อย่าง​ที่​คุณ​พูด​ไว้ มัน​เป็น​เรื่อง​ส่วนตัว​ของ​คุณ ต่อ​ให้​คุณ​ไม่​ลา​ออก​แต่​ทิ้ง​งาน​ไป​กับ​แฟน​เฉยๆ ผม​ก็​ไม่​มี​สิทธิ์​เอา​ไป​พูด”

วิศนี​เป็น​ฝ่าย​โดน​มากๆเข้า​ก็​เกิด​หมั่นไส้​อยาก​กวน​ประสาท​เขา​บ้าง เธอ​เดิน​อมยิ้ม​มา​จ้อง​หน้า​หา​ว่า​เขา​พูด​เหมือน​หึง​หวง อา​รุม​เขิน​ทำตัว​ไม่​ถูก ลึกๆก็​เอะใจ​กับ​ความรู้สึก​ตัว​เอง แต่​นนทลี​เปิด​ประตู​เข้า​มา​เห็น​ไม่​พอใจ​อย่าง​มาก เดิน​หน้า​ตึง​กลับ​ออก​ไป​ หลังจาก​บอก​อา​รุม​ว่า​น้อง​สาว​ของ​ตน​กลับ​ไป​แล้ว

เมื่อ​กุสุมา​รู้​เรื่อง​จาก​นนทลี​ก็​ยิ่ง​ตอก​ย้ำ​ว่า​วิศนี​ไว้ใจ​ไม่ได้ ยุ​เพื่อน​ให้​หาทาง​ตัด​ไฟ​แต่​ต้น​ลม ส่วน​วิ​เวียน​กับ​ยุพเยาว์​ที่​ได้ยิน​โดย​บังเอิญ​ถึง​กับ​หู​ตา​พอง​ก๋า ซุบซิบ​กัน​ใหญ่​ถึง​ความ​สัมพันธ์​ของ​อา​รุม​กับ​วิศนี ฝ่าย​นีร​นุช​ที่​กำลัง​จะ​กลับบ้าน เธอ​ออก​มา​เจอ​เดช​ชาติ​ที่​ป้าย​รถ​เมล์ สอง​คน​พูด​คุย​กัน​ครู่​หนึ่ง​  ก่อน​ที่​นีร​นุช​จะ​ตาม​เดช​ชาติ​กลับ​เข้า​มา​เพื่อ​ทำ​งาน​ชั่วคราว​ที่​บริษัท​ต้องการ​คน​อยู่

เดช​ชาติ​รับรอง​มั่นเหมาะ​ว่า​งาน​นี้​ไม่​มี​เรื่อง​เหมือน​ตอน​เสี่ย​โชค แต่​พอ​นีร​นุช​ตาม​เขา​เข้า​มา​เห็น​พริตตี้​สาว​แต่งตัว​เซ็กซี่​สาม​สี่​คน​ก็​เข้าใจ​ไป​เอง​ว่า​คือ​งาน​ประเภทนี้ เธอ​ตบ​หน้า​เดช​ชาติ​ฉาด​หนึ่ง​แล้ว​ผลุนผลัน​ออก​ไป​ทันที

พัก​กลางวัน วิศนี​ไม่​มี​เพื่อน​กิน​ข้าว เดช​ชาติ​ออก​มา​เห็น​เธอ​ยืน​เคว้ง​อยู่​หน้า​บริษัท​จึง​ชวน​ไป​กิน​ข้าวแกง​ร้าน​ประจำ​ที่​ทั้ง​ถูก​และ​อร่อย แล้ว​ยัง​ชวน​เธอ​ไป​กิน​มื้อ​เย็น​ฝีมือ​แม่​ของ​ตน​ที่​บ้าน​ด้วย ถือ​เป็น​การ​เลี้ยง​ขอบคุณ​ที่​เธอ​ช่วย​ประกัน​ตัว​เขา​เมื่อ​วัน​ก่อน

ขณะ​สอง​คน​กำลัง​เจริญอาหาร​อยู่​ใน​ร้าน อา​รุม​กับ​นนทลี​เดิน​เข้า​มา​เห็น นนทลี​จงใจ​พูด​ให้​อา​รุม​เข้าใจ​ว่า​ทั้ง​คู่​ชอบพอ​กัน และ​เรา​ไม่​ควร​เข้าไป​ทัก พวก​เขา​อาจจะ​ต้องการ​เวลา​ส่วนตัว อา​รุม​สีหน้า​เรียบ​เฉย​แต่​ก็​ยอม​ตาม​แฟน​สาวก​ลับ​ออก​มา​ขึ้น​รถ​เพื่อ​ไป​กิน​ร้าน​อื่น

เดช​ชาติ​ตา​ไว​เห็น​เพื่อน​กับ​แฟน​สาว บ่น​แปลก​ใจ​ทำไม​ทั้ง​คู่​ไม่​เข้า​มา วิศนี​พูด​โพล่ง​ว่า ​เขา​อาจจะ​เห็น​หน้า​เธอ​แล้ว​กิน​ไม่​ลง ก็​เลย​เปลี่ยนใจ

“ทำไม​พูด​อย่าง​นั้น​ล่ะ​ครับ​คุณ​วิศนี”

“ก็​จริง​นี่​คะ ฉัน​กับ​เพื่อน​คุณ​ไม่​ลงรอยกัน​นัก​หรอก ทำ​งาน​กัน​ไป​ก็​ทะเลาะ​กัน​ไป”

“อา​รุม​น่ะ​เหรอ​ครับ ปกติ​มัน​เป็น​คน​ใจเย็น​นา”

“ก็​ฉัน​ทำให้​เขา​ตบะ​แตก​ตั้งแต่​วัน​ที่​รถ​ชน​กัน​แล้ว​ไง​คะ ​คุณ​จำ​ไม่ได้​เหรอ อย่าง​วัน​นี้​เขา​คง​อารมณ์​เสีย​น่าดู​ที่​เห็น​ฉัน​กลับ​มา​ทำ​งาน เขา​คง​แช่ง​ให้​ฉัน​ลา​ออก​ทุก​วัน”

“ผม​ว่า​ไม่​ใช่​มั้ง ถ้า​อา​รุม​ไม่​พอใจ​คุณ​วิศนี มัน​ก็​ไม่​น่า​จะ​ช่วย​พูด​กับ​ท่าน​ประธาน​เรื่อง​เมื่อ​วาน​นะ​ครับ”

วิศนี​ชะงัก เงย​หน้า​มอง​เดช​ชาติ​อย่าง​แปลก​ใจ

“ก็​ตอน​ที่​คุณ​ออก​จาก​บริษัท​ไป ผม​ก็​โดน​เรียก​ไป​ยื่น​ซอง​ขาว อา​รุม​นี่แหละ​ครับ​เป็น​คน​ช่วย​อธิบาย​เรื่อง​ทั้งหมด มัน​ยัง​ช่วย​แก้ตัว​ให้​คุณ​ที่​โดน​เสี่ย​โชค​โทร.​มา​ใส่ร้าย”

“จริง​เหรอ​คะ มิน่า​ล่ะ...”

“มิน่า​อะไร​ครับ”

“ก็​เขา​ไป​เจอ...” เธอ​ชะงัก เปลี่ยนใจ​ไม่​เล่า​เรื่อง​เจอ​กัน​ที่​โรงแรม ตอบ​เลี่ยง​ไป​ว่า “เปล่า​หรอก​ค่ะบางที​ เขา​ชอบ​ดุ​ฉัน ฉัน​ก็​เลย​คิด​ว่า​เขา​ไม่​ชอบ​หน้า​ฉัน​น่ะ”

“อา​รุม​เป็น​คนจริง​จัง​ครับ​คุณ​วิศนี เพราะว่า​มัน​ต้อง​เลี้ยง​ตัว​เอง​มา​ตั้งแต่​เด็กๆ ก็​เลย​ยิ้ม​กับ​ใคร​ไม่ค่อย​เป็น แต่​จริงๆแล้ว​มัน​เป็น​คน​มี​น้ำใจ​นะ​ครับ”

วิศนี​นิ่ง​คิด นึกถึง​อา​รุม​ด้วย​ความรู้สึก​ดี​ขึ้น ไม่​อคติ​เหมือน​ก่อน

ooooooo

อา​รุม​รู้สึก​ขุ่นมัว​โดย​ไม่​รู้ตัว​ที่​เห็น​เดช​ชาติ​กับ​วิศนี​สนิทสนม​กัน พอ​ต้อง​เจอ​นนทลี​เรื่อง​มาก​เลือก​ร้าน​อาหาร​กลัว​จะ​ไม่​สะอาด กิน​แล้ว​ท้องเสีย อีก​ทั้ง​เวลา​พัก​กลางวัน​ก็​ใกล้​จะ​หมด​แล้วด้วย เขา​จึง​บ่น​เธอ​เล็กน้อย​ก่อน​จอด​รถ​ที่​หน้า​ร้าน​หนึ่ง​ริม​ถนน

“ร้าน​นี้​แหละ ใกล้​หมด​เวลา​พัก​เที่ยง​แล้ว ถ้า​ไม่​ทาน​แถว​นี้​ ผม​ว่า​เรา​คง​กลับ​ไป​ทำ​งาน​ไม่ทัน”

“เลท​นิดหน่อย​จะ​เป็น​อะไร​ไป​คะ อา​รุม​ก็​ระดับ​ผู้จัดการ​นะ”

“ก็​เพราะ​เป็น​ผู้จัดการ​น่ะ​สิ ถึง​ต้อง​ทำ​เป็น​ตัวอย่าง​ลูกน้อง​ เรา​ทาน​กัน​แถว​นี้​เถอะ​ครับ ลอง​ดู อาจจะไม่แย่​ อย่าง​ที่​นน​คิด​ก็ได้” เขา​เปิด​ประตู​จะ​ลง​ไป แต่​นนทลี​ส่าย​หน้า​ดิก

“งั้น​อา​รุม​ลง​ไป​แล้วกัน นน​ไม่​ทาน​แล้ว นนยอม​หิว​ดี​กว่า​อาหาร​เป็น​พิษ​ทีหลัง”

อา​รุม​เซ็ง​สุดๆ มอง​หน้า​แฟน​สาว​แล้ว​กระแทก​ประตู​ปิด​เหมือน​เดิม กลับ​เข้า​บริษัท​โดย​ไม่ได้​กิน​อะไร​กัน​ทั้ง​คู่...

วิศนีเดินมาที่ห้องกาแฟ เจออารุมพอดี เธอตั้งใจซื้อเฉาก๊วยมาฝากเขา อ้างชื่อเดชชาติบอกว่าเขาชอบ อารุมแปลกใจที่อยู่ๆ เธอมาเอาใจ ถามดักคอว่าทำอะไรผิดไว้หรือเปล่า ส่งจดหมายให้ลูกค้าหรือว่าแฟกซ์ผิด

“เห็นฉันเป็นคนยังไงเนี่ย ฉันซื้อมาฝากจริงๆ ไม่ได้จะเอามาไถ่โทษ ทานเลยนะคะ เดี๋ยวละลาย”

วิศนีกุลีกุจอเทเฉาก๊วยใส่ถ้วยแล้วยื่นให้ อารุมยังยึกยักบอกว่าไม่หิว แต่ท้องกลับร้องโครกครากขึ้นมาจนขายหน้า

“อย่างนี้คนโบราณเขาเรียกว่าปากอิจฉาท้อง อ้ะ เอาไปทานให้มันเย็นๆใจ จะได้มีแรงทำงานนะคะ”

อารุมเบือนหน้าหนีไม่ยอม แต่จะเดินออกไปก็ไม่ได้เพราะวิศนียืนขวาง หนำซ้ำเธอยังตื๊อหนักถึงขนาดตักเฉาก๊วยยื่นมาถึงปากเขา กุสุมาผ่านมาเห็นคาตาแต่รีบหลบออกไปก่อนที่ทั้งคู่จะรู้ตัว

อารุมเดินหนีวิศนีกลับมาที่ห้องทำงาน แต่เธอก็ยังถือถ้วยเฉาก๊วยตามมาให้อีก บอกว่าซื้อมาขอบคุณที่เขาช่วยเคลียร์เรื่องเสี่ยโชคจนพ่อของเธอเข้าใจ

“เรื่องแค่นี้ไม่ต้องเอาขนมมาเซ่นหรอก ผมไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์”

“เอ๊ะ คุณนี่ มีคนมาทำดีด้วยก็ไม่ชอบ ปกติฉันไม่ชอบเอาใจใครนะคะ โดยเฉพาะผู้ชาย”

“ผมควรจะภูมิใจใช่ไหม”

“ไม่ต้องภูมิใจก็ได้ แต่ช่วยทานขนมถ้วยนี้หน่อยจะได้ไม่เสียของ ถือว่าเป็นสัญญาสงบศึกระหว่างเรา...นะคะ... นะคะ” เธอลากเสียงอ้อน

อารุมใจแข็งต่อไปไม่ไหว ลดฟอร์มลงยื่นมือมารับถ้วย จังหวะที่มือสัมผัสกัน นนทลีเปิดประตูเข้ามาพอดี หญิงสาวยิ่งหน้าตูมเพราะเพิ่งฟังกุสุมาฟ้องมาหยกๆ ถามประชดว่าตนมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่า วิศนีถึงกับหน้าเจื่อน เดินกลับมาที่โต๊ะตัวเอง

“คุณวิศนีซื้อขนมมาฝากผมน่ะ”

“คงอร่อยใช่ไหมคะ อารุมเขาถึงยอมอดข้าวรีบกลับมารอทาน...วันนี้นนไม่กลับกับคุณนะคะ เดี๋ยวจะไปช็อปปิ้งกับสุ”

เธอพูดจบก็หันหลังกลับออกไปทันที วิศนีดูออกว่านนทลีเริ่มจะหึงตนเองเข้าแล้ว พอหันมาเห็นอารุมหน้าเครียดก็แอบสงสาร แนะนำให้เขาตามไปคุยกับแฟน หรือจะให้ตนไปคุยเองก็ได้ว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่แล้วต้องนิ่งไปเพราะอารุมขอจัดการด้วยตัวเอง

ด้วยความไม่สบายใจที่ตัวเองเป็นต้นเหตุ ตกเย็นเลิกงานวิศนีดักเจอนนทลีเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ แต่นนทลีบ่ายเบี่ยงไม่คุยด้วย เดินหนีไปกับกุสุมาด้วยท่าทีมึนตึง นั่นยิ่งทำให้วิศนีกระวนกระวายใจจนเดชชาติสังเกตได้ขณะนั่งรถไปกินข้าวเย็นฝีมือแม่ของเขา

แต่เมื่อไปถึงบ้านเดชชาติซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกทั้งหมดเจ็ดคน ความไม่สบายใจของวิศนีค่อยจางหาย เพราะแม่และน้องทุกคนของเดชชาติน่ารักและเป็นกันเองกับเธอมาก นีรนุชที่บังเอิญมาสอนการบ้านน้องๆของเดชชาติก็ร่วมวงอาหารด้วย หลังจากรู้ความจริงแล้วว่าตัวเองเข้าใจผิดเรื่องงานพริตตี้ ทั้งที่เดชชาติตั้งใจให้เธอแค่ช่วยดูแลลูกค้า

วิศนีพูดคุยกับทุกคนอย่างไม่ถือตัว โดยเฉพาะกับนีรนุชซึ่งเธอรู้ว่าเป็นน้องของนนทลี จึงพยายามผูกมิตรถามเรื่องงาน อยากให้สมัครตำแหน่งอื่น เธอจะลอง

คุยกับพ่อให้ แต่นีรนุชปฏิเสธความช่วยเหลือ เพราะยังคลางแคลงใจ ไม่รู้ว่าวิศนีจะมาไม้ไหนกันแน่

ด้านนนทลีกับกุสุมาที่ไปช็อปปิ้งด้วยกัน สองสาวเลือกเสื้อผ้ากันเพลิดเพลิน นนทลีซื้อหลายชุดโดยไม่แคร์ว่าอารุมจะบ่นหรือเปล่า เพราะเขาเคยพูดเสมอไม่อยากให้เธอใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ส่วนกุสุมาซื้อชุดเดียวแต่เป็นชุดที่เหมือนกับนนทลีมีอยู่แล้ว นนทลีไม่ค่อยพอใจนัก บ่นอุบว่าทำไมชอบซื้อเหมือนกัน เดี๋ยวก็ใส่มาชนกันจนได้

กุสุมาได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ไม่ตอบอะไร...สองสาวเดินต่อไปทางโรงหนัง เผอิญมีมิจฉาชีพวิ่งพรวดมาชนนนทลีเกือบล้มถ้าไม่ได้โยธินเข้ามาประคองไว้ แต่ภาพที่โยธินโอบประคองนนทลีก็ทำให้น้ำตาลกิ๊กสาวของเขาหึงหวงจนหน้ามืด สาดน้ำหวานใส่นนทลีทำให้เสื้อผ้าเปรอะไปหมด แถมยังตบหน้าโยธินอีกฉาดก่อนจะสะบัดพรืดจากไปด้วยความโมโห

โยธินขอโทษนนทลีแล้วรับผิดชอบด้วยการไปซื้อผ้าพันคอผืนใหญ่ราคาแพงมาให้เธอปกปิดรอยเปื้อนน้ำหวานกันน่าเกลียด พร้อมทั้งแนะนำตัวอย่างสุภาพก่อนจะแยกมาโดยไม่ลืมถามชื่อของเธอไว้ด้วย

กุสุมาเห็นท่าทีของชายหนุ่มก็อดกระเซ้าเพื่อนสาวไม่ได้ว่าเขาคิดอะไรกับเธอหรือเปล่า

“จะบ้าเหรอ เขาก็บอกแล้วว่าเขารู้สึกผิด”

“รู้สึกผิดจนต้องซื้อของแพงขนาดนี้มาไถ่โทษ แสดงว่าต้องรวยมาก”

“สำหรับคนรวยๆเงินแค่นี้มันคงไม่กี่บาทหรอก ก็ดีเหมือนกัน ฉันเคยอยากได้ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ”

“ก็ถือว่าโชคดีที่เขามีแฟนงี่เง่าใจร้อน ลาภก็เลยลอยมาใส่เธอเต็มๆ”

กุสุมาหัวเราะสนุก ไม่ได้คิดอะไร แต่นนทลี

ที่กำลังลูบๆ คลำๆ ผ้าพันคอชะงักเล็กน้อย เหมือนได้คิดอะไรบางอย่าง

ooooooo

นีรนุชเห็นน้องๆของเดชชาติปลาบปลื้มชื่นชมวิศนีไม่ขาดปากก็แอบหมั่นไส้ และทนไม่ไหวต้องขอตัวกลับไปก่อนเมื่อได้ยินน้องทุกคนอยากให้วิศนีเป็นแฟนกับพี่ชาย

แม้บ้านของเดชชาติจะคับแคบแออัดไปสักหน่อย แต่วิศนีก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นมีความสุขของทุกคน ต่างจากเธอที่มีบ้านหลังใหญ่โตแต่ขาดความอบอุ่น...

สมควรแก่เวลา วิศนีขอตัวกลับ เดชชาติเดินออกมาส่งเธอที่รถ วิศนีพอรู้ว่าบ้านนทลีอยู่ถัดไปจากที่นี่ เธอบอกเดชชาติว่าอยากคุยกับนนทลี

เวลานั้นเอง นนทลีเพิ่งกลับจากช็อปปิ้ง เธอเจออารุมตรงหน้าบ้าน สองคนปรับความเข้าใจกันได้ด้วยดี นนทลีเป็นฝ่ายขอโทษ ที่เธอเห็นเขาใกล้ชิดกับวิศนีที่บริษัทคงเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะวันนี้เธอเองก็เพิ่งเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ที่หน้าโรงหนังมาเหมือนกัน

“ถ้าไม่มีเรื่องนี้ นนก็คงไม่ทันได้คิดว่าความเข้าใจผิดมันเกิดขึ้นง่ายขนาดไหน โดยเฉพาะถ้าเราไม่มีความเชื่อมั่นในตัวคนที่เรารัก นนหวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่นมากไป จนลืมไปว่านนรู้จักอารุมดีกว่าพวกเขา นนขอโทษที่นนไม่เชื่อใจคุณ...นนรักคุณค่ะ นนสัญญาว่าจะหนักแน่นกว่านี้นะ”

อารุมยิ้มอย่างโล่งใจ ดึงนนทลีเข้ามากอดแน่นอย่างมีความสุข วิศนีกับเดชชาติยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าไปทัก แล้วตัดสินใจเดินกลับออกมาเงียบๆ

วิศนีขับรถกลับบ้านด้วยสีหน้าเศร้าๆ เหงาๆ เพราะความผูกพันทางใจต่ออารุมได้เกิดขึ้นแล้วโดยไม่รู้ตัว...ส่วนนนทลีกับอารุม พอเข้าไปในบ้านรู้จากนีรนุชว่าวิศนีมากินข้าวบ้านเดชชาติ และเธอยังถามหานนทลีด้วย คู่รักสบตากันอย่างเข้าใจว่าวิศนีถามหาเพราะอะไร แต่อารุมรีบกลบเกลื่อนว่าสงสัยจะเป็นเรื่องงาน

“โอ๊ย พี่ชาตินะ หน้าบานเป็นกระด้ง เจริญอาหารกว่าใครเพื่อนเลย นี่ถ้าคุณวิศนีอะไรนี่มาบ่อยๆ มีหวังพี่ชาติได้อ้วนตาย” นีรนุชทำท่าค้อนลมแล้งปะหลับปะเหลือก

“แล้วเราไปยุ่งอะไรกับเขาล่ะ” นนทลีถามยิ้มๆ

“ก็มันหมั่นไส้นี่นา ทำเป็นออกตัวแรงอย่างกับผู้หญิงเขาจะเอาจริงๆงั้นแหละ คนอย่างนั้นเขาไม่สนระดับพี่ชาติหรอก เขาก็ต้องเลือกหนุ่มๆไฮโซระดับเดียวกันอยู่แล้ว”

“นุชแน่ใจนะว่าไม่ได้หึงไอ้ชาติ” อารุมแซวขึ้นมา นีรนุชทำตาโตร้อนตัวมาก

“นุชเนี่ยนะหึง ตายแล้วๆ ไม่มีทางเลยพี่อารุม นุชมีแต่จะถวายพานให้คนมาเอาพี่ชาติไปเป็นสามีซักที จะได้ร่วมอนุโมทนาสาธุด้วย แต่ที่พูดเนี่ยเพราะกลัวจะถูกหลอกให้อกหักเล่นเฉยๆ ไม่ได้หึงเลยจริงๆ”

นีรนุชจ้องอารุมกับนนทลีสีหน้าจริงจัง แต่ทั้งสองยิ้มมีเลศนัยจนคนจ้องยิ่งร้อนตัว

“โอ๊ย...นุชไปนอนดีกว่า ง่วงแล้ว ฝันดีนะคะ” นีรนุชรีบลุกออกไป เพราะกลัวจะถูกจับผิดมากกว่าเดิม อารุมกับนนทลีมองตามแล้วหันมาอมยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน

ooooooo

เพราะกลัวใจตัวเองจะหวั่นไหวไปกว่านี้ วันรุ่งขึ้นมาทำงานวิศนีจึงไม่ตอแยอารุมเหมือนแต่ก่อน ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเอง พูดน้อยลง แถมปฏิเสธทันทีที่เขาชวนไปดูโรงงาน อารุมรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนไปของเธอที่ทำตัวเหินห่างแถมยังนัดแนะกับเดชชาติให้ได้ยิน

เย็นนั้น วิศนีไปช่วยแม่ของเดชชาติขายขนมหวานที่ตลาดอย่างสนุกสนาน แต่ไม่คาดคิดว่าจะเจอกรแก้วกับบรรดาคุณหญิงคุณนายที่มาลงพื้นที่เพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวบ้านละแวกนี้ที่ยังขาดสาธารณูปโภค การพบกันของสองฝ่ายสร้างความอับอายให้กรแก้วอย่างมาก เพราะวิศนีกำลังเต้นแร้งเต้นกากับน้องๆของเดชชาติเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้คนให้ซื้อขนม อีกทั้งเพื่อนๆจากสมาคมที่มาด้วยกันก็จำวิศนีได้ว่าเป็นลูกเลี้ยงของกรแก้ว

ยิ่งแม่เลี้ยงอับอายขายหน้ามากเท่าไหร่ วิศนียิ่งสะใจ คะยั้นคะยอเธอกับเพื่อนๆให้ช่วยอุดหนุนสินค้าในตลาด กรแก้วไม่พอใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะกลัวเสียหน้า จำต้องเหมาสินค้าทั้งของกินของใช้กลับไปเต็มรถ

แม่เดชชาติกับน้องๆดีใจที่ขายขนมหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ทุกคนพากันกลับบ้านพร้อมวิศนีที่ต้องมาเอารถที่จอดทิ้งไว้ บังเอิญเจออารุมกำลังวุ่นวายกับรถตัวเองที่สตาร์ตไม่ติดอยู่หน้าบ้านนนทลี

นนทลีจับตามองท่าทีสนิทสนมของวิศนีกับเดชชาติแล้วคลี่ยิ้มเบาใจ เริ่มคลายระแวงว่าวิศนีคงไม่ได้คิดอะไรกับอารุม และเมื่อวิศนีเอ่ยปากให้อารุมติดรถเธอกลับบ้าน นนทลีจึงไม่อิดออดหรือห้ามปรามแฟนหนุ่ม กลับสนับสนุนให้เขารีบไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอแท็กซี่แต่คนที่ไม่เห็นด้วยคือนีรนุช เธอบ่นพี่สาวปล่อยไปแบบนั้นได้ยังไง ทั้งที่วิศนีไม่น่าไว้ใจ นนทลีตอบด้วยความมั่นใจว่า วิศนีจะเป็นยังไงตนไม่สน ตนไว้ใจอารุมคนเดียวก็พอ

ขณะนั่งรถมาด้วยกัน วิศนีพยายามโน้มน้าวให้อารุมเปลี่ยนรถคันใหม่แทนคันเก่าที่ต้องซ่อมบ่อยๆ แต่เขาก็ไม่คล้อยตาม แล้วถามเธอว่ารถคันนี้เจิมมาหรือยัง หญิงสาวหัวนอกทำหน้างงๆ ถามว่าเจิมทำไม?

“เพื่อเป็นสิริมงคลไง ส่วนใหญ่คนออกรถใหม่ๆเขาจะเอารถไปให้พระท่านเจิม จะได้ใช้งานได้ราบรื่นไม่เจออุบัติเหตุ”

“แล้วฉันต้องไปวัดไหนล่ะคะ ต้องเอาอะไรไปบ้าง เสียเงินหรือเปล่า”

อารุมมองหน้าเธออย่างเอือมๆ ก่อนหยิบนามบัตรตัวเองออกมาเขียนชื่อวัดลงด้านหลังแล้วยื่นให้ “คุณไปที่วัดนี่ก็ได้ ถ้าวันไหนว่างๆ”

“ทำไมคะ พระท่านเจิมเก่งเหรอ”

“ไม่มีที่ไหนเก่งกว่ากันหรอก เจิมที่ไหนก็เหมือนกัน แต่วัดนี้ผมเคยอยู่ ผมรู้ว่าหลวงตาท่านทำให้ได้”

“อ๋อ ขอบคุณค่ะ”

“รีบไปทำซะ ก่อนที่คุณจะทะเล่อทะล่าไปชนใครเข้า คุณอาจจะไม่โชคดีเหมือนคราวที่แล้วนะ”

วิศนีไม่พูดอะไรแต่แอบหมั่นไส้ คิดในใจว่าเขาหาเรื่องหลอกด่าเธออีกแล้ว...เมื่อเธอกลับไปถึงบ้านตัวเอง เห็นประยุทธกำลังขนข้าวของในรถกรแก้วไปแจกจ่ายกันกินกับคนรับใช้ วิศนีหงุดหงิดขึ้นมาทันที ถือจานผลไม้กับขนมหวานเข้าไปจิ้มกินต่อหน้ากรแก้วที่กำลังละเอียดอาหารตำรับผู้ดีอยู่คนเดียว

กรแก้วปรายตามองและปฏิเสธไม่กินเมื่อวิศนีเชิญชวน แค่นั้นเองวิศนีปรี๊ดแตก แดกดันว่าของที่ซื้อจากตลาดสดมันน่ารังเกียจจนกินไม่ลงเลยเหรอ

“ฉันไม่ค่อยชอบทานของพวกนี้ ที่ซื้อก็เพราะอยากช่วยพวกเขา”

“เขาคงเสียใจมาก ถ้ารู้ว่าบรรดาคุณหญิงคุณนายทั้งหลายที่แท้ก็จ่ายเงินซื้อความสบายใจให้ตัวเอง เพียงแค่ให้ได้รู้สึกว่าทำบุญช่วยเหลือคนด้วยเงินแล้วก็พอ”

กรแก้วไม่พอใจ เสียงเริ่มเข้มขึ้นบ้าง “พวกฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปเดินตลาด แค่จะไปดูว่าชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออะไร จะได้นำเงินไปช่วยทีหลัง แต่หนูเองไม่ใช่เหรอที่บีบให้พวกฉันต้องซื้อข้าวของที่ไม่ต้องการ เพื่อให้พวกเขาได้เงิน แล้วหนูจะมาโกรธอะไรฉัน”

“นั่นสินะ ฉันผิดเองที่เจ้ากี้เจ้าการ แล้วก็ไม่เข้าใจระบบของพวกสมาคมไฮโซว่าพวกเขาถนัดการทำบุญเอาหน้ามากกว่าจะทำด้วยใจเมตตาจริงๆ”

“หนูไม่ต้องเข้าใจฉันก็ได้ ขอให้เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ก็พอ”

“ฉันทำอะไร”

“หนูสนิทสนมกับนายเดชชาติอะไรนั่นมากแค่ไหน”

“อ๋อ...ก็มากเท่าที่ผู้ชายกับผู้หญิงจะสนิทกันนั่นแหละค่ะ”

“เขาเป็นพนักงานบริษัท เป็นลูกน้องเรา อย่าไปเล่นหัวกับเขามาก ไม่งั้นอีกหน่อยพอหนูขึ้นมาคุมบริษัทคุณพ่อ หนูจะเอาเขาไม่อยู่”

“ท่าทางคุณจะรู้จักเขาดีกว่าฉันนะคะ”

“ฉันเตือนด้วยความหวังดี”

“ขอบคุณที่เตือน แต่ถ้าจะกรุณาช่วยเอาใส่สมองไว้ด้วยว่าอะไรที่คุณห้าม ฉันจะทำตรงกันข้ามทุกอย่าง” วิศนีท้าทายแล้วลุกพรวดเดินปึงปังออกไปโดยไม่สนใจว่ากรแก้วจะรู้สึกอย่างไร

กรแก้วไม่พอใจ คิดหาทางแยกวิศนีกับเดชชาติด้วยการบอกเล่าให้อำนวยฟังถึงความสนิทสนมของทั้งคู่ อำนวยฟังแล้วรับไม่ได้เหมือนกัน จึงตามใจกรแก้วที่คิดจับคู่วิศนีกับโยธินลูกชายของอวลอบ

วันรุ่งขึ้น อำนวยและกรแก้วหลอกวิศนีไปเจอ

อวลอบกับโยธินที่ร้านอาหาร แล้วจะให้หนุ่มสาวเล่นละครการกุศลคู่กัน โยธินยินดีไม่มีปัญหา แต่วิศนีโกรธมากประกาศทันควันว่าไม่เล่น แล้วลุกหนีออกมาโดยไม่ฟังเสียงเรียกของใครทั้งนั้น พออำนวยและกรแก้ววิ่งตามมา วิศนีก็โวยวายใส่พ่อว่าทำแบบนี้ได้ยังไง เห็นตนเป็นเด็กห้าขวบเหรอ ถึงจะจับให้แสดงบ้าบออะไรโดยไม่ถามตนสักคำ

“มันเป็นงานการกุศลที่คุณกรแก้วเป็นแม่งาน แล้วบริษัทเราก็เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ทุกปี เราต้องมีส่วนร่วมในงานนี้”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนูล่ะ”

“ก็แกเป็นลูกพ่อ เป็นหน้าเป็นตาของพ่อไง จะให้พ่อเอาใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นตัวแทนบริษัทได้ยังไง”

วิศนีกระสับกระส่ายหงุดหงิด อำนวยพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ

“วิศนี...ฟังพ่อนะ งานนี้เป็นงานสำคัญ เพราะพ่ออยากเปิดตัวลูกสาวให้คนในสังคมได้รู้จักอย่างเป็นทางการ มันจะได้ประโยชน์เมื่อหนูขึ้นมารับช่วงบริษัทต่อจากพ่อ เข้าใจไหม”

“แต่หนูไม่อยากแสดง ให้หนูไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เหรอคะ”

“ไม่ได้หรอกจ้ะ ที่ประชุมสรุปออกมาแล้วว่าจะให้โยธินเป็นพระเอก แล้วหนูก็คือคนที่เหมาะสมที่จะคู่กับเขาที่สุด”

วิศนีมองหน้ากรแก้วอย่างคลางแคลงใจ ถามย้ำว่านี่มันละครหรือเรื่องอะไรกันแน่ กรแก้วกับอำนวยหลบสายตา วิศนียิ่งเอะใจ

“พ่อหวังมากกว่านั้นใช่ไหมคะ หวังมากกว่าจะให้หนูเล่นละครคู่กับเขาเฉยๆใช่ไหม”

อำนวยทนไม่ไหวถึงกับพูดโพล่งว่า ยังไงเขาก็ดีกว่าเซลส์ขายรถในบริษัทก็แล้วกัน เท่านั้นเองวิศนีเข้าใจกระจ่างชัด หันขวับไปจ้องกรแก้ว คาดคั้นว่าเอาความคิดอะไรไปใส่หัวพ่อของตน

“ฉันหวังดีกับหนูนะจ๊ะ วิศนี”

“คุณมีสิทธิ์มายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าเผื่อคุณลืมไป ฉันจะเตือนสติให้อีกทีนะคุณเป็นแค่เมียพ่อฉันเท่านั้น ไม่ใช่แม่ฉัน แล้วก็จะไม่มีวันมีความสำคัญมากกว่านั้นด้วย”

วิศนีพูดจบก็วิ่งขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายปลายทางคือบ้านแม่แวว แต่เพราะอารมณ์โมโหเลยไม่ได้บันยะบันยัง ขับชนถังขยะหน้าบ้านโครมครามจนแวววิ่งหน้าตื่นออกมา

วิศนีกำลังเซ็งพ่อและแม่เลี้ยง เมื่อรู้ว่าแววจะไปเล่นไพ่นกกระจอกที่บ้านคุณนายลิ้นจี่จึงติดตามไปด้วย และที่นี่เองเธอได้พบกับวิเศษลูกชายของลิ้นจี่ เพียงเห็นแค่แวบแรก วิเศษถูกตาต้องใจวิศนีอย่างจัง แต่เพราะความเป็นคนขี้อายจึงไม่ค่อยกล้าพูดคุยด้วย

ออกจากบ้านคุณนายลิ้นจี่ วิศนีไม่รู้จะไปไหนต่อ เผอิญเห็นนามบัตรอารุมที่ทิ้งไว้ในรถ จึงมุ่งหน้าไปวัดเพื่อให้พระเจิมรถ ขณะจอดรถเจอหลวงตาถือไม้กวาดยืนซวนเซเหมือนจะเป็นลม อารามตกใจเธอวิ่งพรวดเข้าไปจะประคอง แต่หลวงตาตกใจกว่าถึงกับร้องลั่นห้ามโยมเข้ามา

“หยุดๆ โยมจะมาแตะตัวอาตมาได้ยังไง อาตมาเป็นพระ”

“จริงด้วย หนูลืมไป ขอโทษค่ะ งั้นหนูจะไปตามคนอื่นนะคะ”

หญิงสาวกำลังจะวิ่งออกไป ทันใดเสียงอารุมทักหลวงตาดังขึ้น...เมื่อรู้ว่าหลวงตาไม่ค่อยสบาย อารุมประคองท่านไปพักผ่อนที่กุฏิ พลางบอกวิศนีว่าให้กลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่วันหลัง

“เรื่องนั้นไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอได้ แต่คุณน่าจะพาท่านไปหาหมอนะ”

“โอ๊ย...ไม่ไปๆ โรคคนแก่ นอนพักเดี๋ยวก็หายแล้ว” หลวงตาปฏิเสธพัลวัน

“หลวงตาน่าจะเลิกทำงานได้แล้วนะครับ ปล่อยให้พวกเด็กวัดทำดีกว่า”

“ก็เห็นอะไรเกะกะแล้วมันอดไม่ได้ จะหวังพึ่งไอ้พวกทโมนนั่นก็ไม่ไหว ไม่มีใครเหมือนเอ็งซักคนอารุม ขี้เกียจสันหลังยาวกันทั้งนั้น”

อารุมยิ้มเขิน บีบนวดแขนขาให้ท่านต่อ หลวงตาทอดสายตามองวิศนีแล้วเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนอารุมอยู่ที่นี่ แม่เขาเอามาฝากให้ช่วยดูแล วิ่งขึ้นลงกุฏิตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก ตอนนี้สูงใหญ่แทบจะคับกุฏิอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังแวะมาหาอยู่เรื่อยๆ

วิศนีฟังแล้วอมยิ้ม ยิ่งหลวงตาการันตีว่าอารุมเป็นเด็กดี เลี้ยงง่าย ไม่เคยสร้างความเดือดร้อน เธอมองเขาอย่างชื่นชม และซักถามต่อไปจนทราบความหมายชื่ออารุมที่หลวงตาตั้งให้แปลว่าชมพู่น้ำดอกไม้ ซึ่งเธอไม่รู้จักและคงไม่เคยกิน เพราะชมพู่พันธุ์นี้หายาก ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

อารุมเริ่มรู้สึกว่าวิศนีจะซอกแซกเรื่องส่วนตัวของตนมากเกินไป จึงตัดบทแยกเธอมาจากหลวงตา และเตือนเธอว่าอยู่ต่อหน้าพระควรสำรวมมากกว่านี้  เพราะท่านไม่ใช่เพื่อนเล่น

“ไม่เห็นท่านจะว่าอะไรเลย ท่าทางท่านยังอยากเล่าเรื่องคุณให้ฉันฟังอีก”

“คุณจะรู้ไปทำไม”

วิศนีจะบอกว่าเพราะเราเป็นเพื่อนกันแต่ไม่กล้าพอ ได้แต่อ้างว่าคนทำงานด้วยกันควรจะรู้จักกันไว้ไม่ใช่เหรอ

“งั้นคุณอยากรู้อะไรก็ถามผมมา”

วิศนีมองอารุมอย่างชั่งใจ ก่อนตัดสินใจถามว่าแม่เขาไปไหน ทำไมถึงให้เขามาอยู่วัด ชายหนุ่มนิ่งไปด้วยความรู้สึกสะเทือนใจแต่ก็ไม่คิดปิดบัง เดินนำเธอไปหยุดยืนตรงสถานที่เก็บอัฐิของแม่

“แม่ผมป่วยกระเสากระแสะมาตั้งแต่ผมจำความได้ ท่านรู้ว่าเราคงไม่ได้อยู่ด้วยกันนานนัก ก็เลยฝากผมมารับใช้หลวงตา ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงปี...ท่านก็ไป”

“แล้วพ่อคุณล่ะคะ”

อารุมนิ่ง...เหมือนหาคำตอบที่เหมาะสมก่อนจะพูดเสียงแผ่วว่าตนไม่มีญาติที่ไหนอีก วิศนีเหลือบมองเขาด้วยความสงสาร ชีวิตเขาแสนเศร้ากว่าที่คิด

“ฉันเพิ่งรู้ว่าวันก่อนที่คุณบอกว่าคุณเคยเหงา เป็นเพราะอย่างนี้เอง”

“แต่ผมไม่ถือว่ามันเป็นปมด้อยหรอก หลวงตาสอน ไม่ให้ผมเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ท่านสอนให้ผมภูมิใจในตัวเอง”

“จริงค่ะ ชีวิตคุณตอนนี้น่าภูมิใจมาก” วิศนีชื่นชมพลางส่งยิ้มให้กำลังใจ

เมื่อทั้งคู่จะกลับออกจากวัด เดินผ่านสนามที่เด็กวัดกำลังเตะฟุตบอลกันอยู่ ทั้งแก๊งพอเห็นอารุมก็ตรงดิ่งมาชักชวน โดยมีชุดให้เปลี่ยนเสร็จสรรพ อารุมจึงปฏิเสธไม่ออก วิศนีเลยได้ยืนเชียร์อย่างสนุกสนาน ระหว่างนี้เอง นนทลีโทร.เข้ามือถืออารุมที่วางไว้ข้างสนาม วิศนีลืมตัวหยิบมากดรับ พอได้ยินเสียงผู้หญิงก็ตกใจ ยิ่งรู้ว่าเป็นใครก็ไปไม่เป็น ปล่อยให้เธอเรียกอยู่ครู่หนึ่งก่อนดัดเสียงตอบกลับว่าตนเป็นเพื่อนอารุม ตอนนี้เขากำลังเตะบอล มีอะไรฝากไว้ได้ นนทลีจึงฝากบอกอารุมโทร.กลับเธอด้วย

กว่าจะเลิกเล่นฟุตบอลก็เย็นย่ำใกล้ค่ำแถมเด็กๆยังบอกด้วยว่าคืนนี้มีงานวัด วิศนีจึงรบเร้าอารุมให้พาเที่ยว... สองคนเพลิดเพลินกับเกมสนุกๆ และกินขนมโบราณอร่อยๆ โดยเฉพาะวิศนีที่สนุกสนานเหมือนกลับเป็นเด็กอีกครั้ง จนอารุมเผลอมองเธอแล้วยิ้มออกมา วิศนีเห็นเข้าก็อดเปรยไม่ได้ว่า ชอบจังที่เขายิ้มแย้มแจ่มใส น่าจะยิ้มบ่อยๆ ไม่ใช่เอาแต่เคร่งเครียด

“ชีวิตผมมันไม่ค่อยมีอะไรให้ยิ้มมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ผมก็เลยยิ้มไม่เก่ง”

“อย่าคิดอย่างนั้นสิคะ ชีวิตฉันเองก็ไม่มีเรื่องให้ยิ้มซักเท่าไหร่ แต่ฉันก็ยังพยายามจะยิ้มเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น”

“ชีวิตอย่างคุณเนี่ยนะ จะทุกข์อะไรนักหนา”

รอยยิ้มบนหน้าของหญิงสาวค่อยๆจางหาย กลายเป็นยิ้มเศร้าเข้ามาแทนที่

“ก็เอาเป็นว่า...ฉันเป็นเด็กบ้านแตก พ่อติดแม่เลี้ยง แม่ก็ติดไพ่ ไม่มีใครต้องการฉันจริงๆซักคน เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี เพราะพวกผู้หญิงหมั่นไส้ฉัน คิดว่าฉันแรง ส่วนผู้ชายก็เข้าหาฉันเพราะผลประโยชน์ แค่นี้ทุกข์พอไหมคะ”

“ผมว่าการที่คุณรู้ต้นเหตุความทุกข์ของตนเองแล้วพยายามยิ้มสู้มัน ก็แสดงว่ามันไม่แย่เกินไปนักหรอก”

“ฉันต้องพยายามค่ะ เพราะถ้าไม่สู้ ฉันก็คงเป็นบ้าไปนานแล้ว”

วิศนีทอดสายตาไปไกลอย่างเหงาๆ อารุมเหลือบมองโดยไม่พูดอะไรอีก...ความสงสารเห็นใจก่อตัวขึ้นเงียบๆ

หลังจากส่งอารุมถึงคอนโดฯแล้ว วิศนีขับรถกลับบ้านด้วยความเบิกบาน ส่วนอารุมเพิ่งเช็กโทรศัพท์เห็นชื่อนนทลี เขากำลังจะโทร.กลับไปก็พอดีเธอสวนมาเสียก่อน ถามเรื่องเตะฟุตบอลซึ่งรู้จากเพื่อนที่รับสายแทน อารุมรู้ทันทีว่าเป็นวิศนีแต่ก็ไม่พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าเป็นเพื่อนที่นนทลียังไม่เคยเจอ แล้ววันหลังจะแนะนำให้รู้จัก...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

ช่อง 3 ส่งซีรีส์วัยรุ่นเอาใจสาวๆ ฟินข้ามคืนไปกับ "สาวน้อยจ้าวพายุ"

ช่อง 3 ส่งซีรีส์วัยรุ่นเอาใจสาวๆ ฟินข้ามคืนไปกับ "สาวน้อยจ้าวพายุ"
18 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564 เวลา 08:08 น.