หลังจากยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก มาเกือบ 2 ปีโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน กรุงเทพฯ-โคราช ระยะทาง 253 กม. ราคา 1.79 แสนล้านบาท ก็ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.อย่างเป็นทางการ“แม่ลูกจันทร์” สรุปข้อมูลย่อๆให้เห็นโฉมหน้าและโหงวเฮ้งโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศไทยได้ 8 ประเด็นดังนี้คือ...1,โครงการนี้รัฐบาลไทยควักกระเป๋าลงทุนเอง 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศ หรือขายพันธบัตรที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันส่วนฝ่ายจีนเป็นผู้ออกแบบและวางระบบโครงการ ควบคุมการก่อสร้างโยธา ควบคุมการเดินรถ ติดตั้งระบบไฟฟ้า ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ จัดหาหัวรถจักรและขบวนรถโดยสาร ครบวงจร2,เริ่มคิกออฟก่อสร้างงานโยธา ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป และจะเริ่มเปิดเดินรถรับผู้โดยสารได้ภายใน 4 ปี3,รถไฟความเร็วสูงสายนี้ มีความเร็วสูงสุด 250 กม.ต่อชั่วโมง ใช้เวลาเดินทางจากบางซื่อถึงโคราชเพียง 1 ชั่วโมง 17 นาที4,รถไฟสายมิตรภาพไทย-จีน จะจอดรับส่งผู้โดยสารเพียง 6 สถานี คือสถานีบางซื่อ สถานีดอนเมือง สถานีอยุธยา สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา5,ช่วงเปิดบริการปีแรกจะใช้ขบวนรถไฟวิ่งไป-กลับ วันละ 11 ขบวน รับผู้โดยสารได้ขบวนละ 600 ที่นั่ง ออกจากสถานีปลายทางทุก 90 นาที6,อัตราค่าโดยสารจากสถานีบางซื่อถึงสถานีสระบุรี 278 บาทต่อเที่ยวต่อคนจากสถานีบางซื่อถึงสถานีปากช่อง ค่าโดยสาร 393 บาทต่อเที่ยวต่อคนและจากต้นทางกรุงเทพฯ ถึงปลายทางโคราช 535 บาทต่อเที่ยวต่อคน7,ในปีแรก (2564) จะมีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟความเร็วสูง 5,300 คนต่อ วัน หรือ 1.9 ล้านคนต่อปี หรือประมาณ 480 คนต่อเที่ยว ต่อขบวนคาดว่าจำนวนผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูงจะเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว เป็น 26,800 คนต่อวันในอีก 30 ปีนับจากปีที่เริ่มเปิดบริการ8,หลังจากโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-โคราช สร้างสำเร็จเสร็จสมบูรณ์ รัฐบาลเตรียมอัดฉีดลงทุนเพิ่มอีก 2.5 แสนล้านบาท ขยายเส้นทางจากโคราชขึ้นไปถึงหนองคาย (350 กม.) เพื่อเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงคุนหมิง-เวียงจันทน์-หนองคาย-โคราช-กรุงเทพฯ รวมระยะทางกว่า 600 กม.แค่วาดภาพอนาคตอันสดใสก็ปลื้มจนหัวใจคับซี่โครงอย่างไรก็ดี “แม่ลูกจันทร์” ไม่อยากให้รีบฝันไกลเกินไปเอาแค่ฝันใกล้ๆ กรุงเทพฯ-โคราช ให้เป็นจริงก่อนก็แล้วกันถ้ามองในแง่ยุทธศาสตร์ โครงการรถไฟความเร็วสูงสายนี้จะ “อัพเกรด” ประเทศไทยให้ “ล้ำ” ไปก้าวโตถ้ามองในแง่ความคุ้มทุน...คงต้องขาดทุนเยอะและขาดทุนยาวเฉพาะเงินกู้ก้อนใหญ่ที่รัฐบาลกู้ไปลงทุน 1.79 แสนล้านบาท ต้องจ่ายดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปียังไม่รวมค่าจ้างพนักงาน และค่าใช้จ่ายเดินรถอีก 1,000 ล้านบาทต่อปี รวมเป็นยอดรายจ่ายไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีสมมติว่า มีผู้โดยสารแน่นเอี้ยด 600 คนทุกขบวน หรือ 6,600 คนต่อวัน แถมเก็บค่าโดยสารอัตราสูงสุด 535 บาทต่อเที่ยวต่อคนจะมีรายได้ 3.5 ล้านบาทต่อวัน หรือ 1,290 ล้านบาทต่อปีเมื่อเอารายจ่ายไปหักลบจากรายได้ข้างต้นระยะแรก รถไฟความเร็วสูงสายนี้จะขาดทุนริดสีดวงบาน 3,700 ล้านบาทต่อปีส่วนระยะยาวจะเริ่มมีกำไรเมื่อไหร่...?? คงต้องรอต่อไปอีก 30 ปีปั่ดโธ่...30 ปีไม่นานเกินรอ. “แม่ลูกจันทร์”