ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    กระบวนการยุติธรรมพัง จะมีอัยการตำรวจติดคุกไหม?

    ลม เปลี่ยนทิศ7 ส.ค. 2563 05:01 น.
    SHARE

    "...กฎหมาย ทั้งปวงนั้น เราบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นปัจจัยสำหรับรักษาความยุติธรรม กล่าวโดยสรุปคือ ใช้เป็นแบบแผนแห่งความประพฤติปฏิบัติของมหาชนสถานหนึ่ง กับใช้เป็นแผนแม่บทในการพิจารณาตัดสินความประพฤติปฏิบัตินั้นๆ ให้เป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงตรงอีกสถานหนึ่ง

    โดยที่ กฎหมายเป็นแค่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งไปกว่าความยุติธรรม หากควรจะต้องถือว่า “ความยุติธรรมมาก่อนกฎหมาย และอยู่เหนือกฎหมาย” การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายเท่านั้น ดูจะไม่เป็นการเพียงพอ จำต้องคำนึงถึงความยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ การใช้กฎหมายจึงมีความหมาย และได้ผลที่ควรจะได้...”

    วันนี้ผมขออัญเชิญ พระบรมราโชวาท ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ นักศึกษาเนติบัณฑิตยสภา วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม 2515 มาเตือนจิตสำนึก ของ ผู้มีอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ อัยการ และ ตำรวจ ที่ต้องใช้กฎหมายธำรงความยุติธรรมให้กับประชาชนในเบื้องต้น จะต้อง “คำนึงถึงความยุติธรรม” ที่เป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ

    ผมคิดถึง พระบรมราโชวาท อันทรงคุณค่าต่อกระบวนการยุติธรรมของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นมาทันที หลังจากที่ได้ฟัง อัยการ ตำรวจ ออกมาแถลงข่าวซัดกันเอง ต่างฝ่ายต่างโยนความผิดไปให้อีกฝ่าย ในคดีดังที่สังคมรับไม่ได้ คดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ลูกมหาเศรษฐีระดับโลกที่ขับรถชนนายดาบตำรวจตายที่ยืดเยื้อมานานกว่า 7 ปี จนประชาชนได้ตะลึงกับความเน่าเฟะของกระบวนการยุติธรรมไทย

    เป็น คดีที่สังคมรับไม่ได้ นายกฯต้องตั้งกรรมการสอบ แต่ก็ไม่มีใครสำนึก

    ล่าสุดวันอังคาร สนง.อัยการสูงสุด ได้ตั้งทีมแถลงข่าวเรื่องนี้โดย คุณประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษก สนง.อัยการสูงสุด แถลงว่า คณะทำงาน ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนสอบสวนแล้ว เห็นว่า การสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด และผู้ช่วย ผบ.ตร.ไม่แย้ง เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว และเปิดเผยด้วยว่า คณะทำงานได้ตรวจพบว่าคดียังไม่ถึงสิ้นสุด?

    แล้ว ใครจะต้องรับผิดชอบต่อความบกพร่องร้ายแรง อันนี้ ตำรวจ หรือ อัยการ

    รองโฆษกอัยการสูงสุด แถลงว่า คณะทำงานฯได้ “พบหลักฐานใหม่” อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้คือ การตรวจเลือดของนายวรยุทธในวันเกิดเหตุ พบสารประเภทโคเคนในเลือด แต่ตำรวจไม่แจ้งข้อกล่าวหา และสอบสวนผู้ต้องหาในข้อหายาเสพติดให้โทษ ซึ่งมีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 3 ปี อายุความ 10 ปี และยังปรากฏพยานหลักฐานสำคัญคือ ขณะเกิดเหตุรถผู้ต้องหาแล่นไปด้วยความเร็ว 170 กม.ต่อชั่วโมง แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน

    คุณชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอัยการสูงสุด ได้แถลงถึงการวัดแอลกอฮอล์ในเลือดของนายวรยุทธ พบปริมาณแอลกอฮอล์ 69 มิลลิ-กรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อพยานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคำนวณอัตราแอลกอฮอล์ที่ลดลง 15% ต่อชั่วโมง ย้อนไปเวลาขณะเกิดเหตุจะได้ 389 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมาจนไม่ได้สติขับรถได้ แต่ชั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าขับรถในขณะเมาสุรา ยิ่งแฉก็ยิ่งเห็นความเละเทะในกระบวนการยุติธรรมไทยในคดีนี้

    สองข้อหานี้ ป.ป.ช.เคยชี้มูลความผิด 7 นายตำรวจที่ทำคดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลังมาแล้ว คือ 1.ละเว้นไม่ตั้งข้อหานายบอสเสพยาขณะขับรถ 2.ละเว้นไม่นำผลพิสูจน์ความเร็ว 177 กม./ชม.มาประกอบในคดี โดย ป.ป.ช. ระบุว่า ผิดวินัยไม่ร้ายแรง ทั้งที่น่าจะเข้าข่าย ม.157 จึงทำให้มีคนแย้งว่า ไม่ใช่หลักฐานใหม่ เลยยิ่งเละกันเข้าไปใหญ่

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศปฏิรูปกฎหมายและความยุติธรรม มาตั้งแต่สมัยเป็น หัวหน้า คสช. แต่งตั้งกรรมการปฏิรูปไม่รู้กี่คณะ แต่ผ่านไป 6 ปีกว่า เรากลับได้เห็นการใช้ กฎหมายและความยุติธรรมที่เละกว่าเก่า น่าเศร้าไหม.

    “ลม เปลี่ยนทิศ”

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    หมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศบอส อยู่วิทยาวรยุทธ อยู่วิทยากระบวนการยุติธรรมตำรวจอัยการ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 29 ตุลาคม 2563 เวลา 06:02 น.