ข่าว
100 year

หมายเหตุประเทศไทย : เรื่องที่น่ากลัวกว่าค่าเงินบาทแข็ง

ลม เปลี่ยนทิศ16 ม.ค. 2563 05:16 น.
SHARE


คุณเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการแบงก์ชาติ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาให้ข้อมูลสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักคือ การเกินบัญชีดุลสะพัด เพราะประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกสูงกว่ารายจ่ายการนำเข้า (แม้การส่งออกจะติดลบก็ตาม) ไม่ใช่เกิดจากการเก็งกำไรระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะปี 2019 เงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ ธปท.ยังมีความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาท และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจะใช้มาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น

เมื่อไปดู ทุนสำรองระหว่างประเทศ วันที่ 3 มกราคม 63 เทียบกับ 27 ธันวาคม 62 ก็พบว่า ไทยมีทุนสำรองเพิ่มขึ้นอีก 4,500 ล้านดอลลาร์ เป็น 227,500 ล้านดอลลาร์

คุณเมธี เปิดเผยว่า ปัญหาเงินบาทแข็งค่า เป็นเพียง “อาการ” ที่สะท้อนมาจาก ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย การแทรกแซงค่าเงินบาท รวมถึงนโยบายการคลังอื่นๆที่หวังผลระยะสั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุการแข็งค่าของเงินบาทเกิดจาก “การเกินดุลการค้าต่อเนื่อง” การออกไปลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศของคนไทยยังน้อยมาก

(แปลไทยเป็นไทยก็คือ คนไทยเก่งแต่หากินในบ้าน ออกไปหากินนอกบ้านไม่เป็น แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ รัฐบาลไม่ส่งเสริมคนไทยออกไปแข่งขันนอกบ้าน ยกตัวอย่าง TCEP สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาส่งเสริมธุรกิจ MICE ใช้เงินปีละหลายพันล้านบาท ส่งเสริมแต่บริษัทต่างชาติในเมืองไทย แต่ไม่ส่งเสริมบริษัทคนไทยออกไปต่างประเทศ แม้แต่ชื่องานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ของไทย เช่น Motor Show, Motor Expo, Money Expo ก็ไม่ใส่ชื่องานบนเว็บไซต์ สสปน. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โปรดรับรู้เอาไว้ด้วย ผู้จัดงานเอ็กซิบิชันไทยเขาระอากันเต็มที)

ไปดู เรื่องที่น่ากลัวกว่าค่าเงินบาทแข็ง กันดีกว่า ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ให้สัมภาษณ์ วารสาร “การเงินธนาคาร” ฉบับมกราคม ยืนยันว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ แม้จะมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่จะไม่เกิด Recession แน่นอน เพราะ ภาคการเงินไทยมีความแข็งแรง แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเกินดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2562 ถึงเดือนกันยายน 2562 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯไปแล้ว 14,900 ล้านดอลลาร์ และภายในปี 2563 อาจจะเป็นครั้งแรกที่ไทยเกินดุลสหรัฐฯมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง อาจทำให้ไทยตกเป็นเป้ากีดกันทางการค้าในอนาคต

ตรงนี้ครับ อันตรายกว่าเงินบาทแข็งค่าเสียอีก หลังจากที่สหรัฐฯทำสงครามการค้ากับจีน มีบริษัทในจีนมากมายได้รับการส่งเสริมให้เข้ามาผลิตสินค้าในไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯแทน ทำให้ไทยเกินดุลสหรัฐฯตลอดปี 2562 จนถึงปีนี้ (แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย) รัฐบาลไทยก็รู้ สหรัฐฯมีมาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป เช่น จีนที่เจอศึกการค้า หรือ อินเดีย เกินดุลไป 21,300 ล้านดอลลาร์ ก็ยังโดนตัดจีเอสพีตั้งแต่กลางปี 2562 ถ้าไทยโดนสหรัฐฯกีดกันทางการค้า การส่งออกไทยที่ติดลบอยู่แล้วก็ไม่รู้จะร้องเพลงอะไรดี

ดร.วิรไท ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ยังให้สัมภาษณ์แสดงความห่วงต่อ “ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นั่นก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขันระหว่างธุรกิจเอสเอ็มอีกับธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจาก ธุรกิจขนาดใหญ่มีความได้เปรียบในการขยายสัดส่วนตลาดมากกว่าเอสเอ็มอี และยังมีปัญหา การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยี ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นี่คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ ถ้า เอสเอ็มอีพัง ประเทศไทยก็พัง เอสเอ็มอีคือผู้จ้างงาน บริษัทใหญ่จ้างงานน้อยใช้หุ่นยนต์เอไอ แต่รัฐบาลกลับไปอุ้มเศรษฐีธุรกิจขนาดใหญ่ แล้วเอสเอ็มอีไทยจะรอดได้อย่างไร??? เศร้าใจครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศค่าเงินบาทแข็งส่งออกนักลงทุนต่างชาติธปท.เงินบาทแข็งค่า

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้