ข่าว
100 year

การจัดทำงบประมาณแผ่นดิน กับความสุขของประชาชน

ลม เปลี่ยนทิศ6 ก.ย. 2562 05:10 น.
SHARE

เมื่อวันอังคาร ครม.ประยุทธ์ 2 อนุมัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ล่าช้ามาหลายเดือนแล้ว วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท จากที่หน่วยราชการขอมา 5.09 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 2 แสนล้านบาท เป็นงบขาดดุล 469,000 ล้านบาท ขาดดุลเพิ่มจากปีที่แล้วอีก 19,000 ล้านบาท ส่วนรายได้ 2.731 ล้านล้านบาท ลดจากเป้า 2.75 ล้านล้านบาท ลง 19,000 ล้านบาท เพราะ กสทช.ยกเว้นค่าใบอนุญาตให้เอกชน

ที่แปลกในปีนี้ก็คือ เพิ่มงบกลางให้นายกรัฐมนตรีสูงถึง 518,000 ล้านบาท สูงกว่าทุกกระทรวง สำนักงบประมาณ อ้างว่าเป็นงบเบี้ยหวัดบำนาญของข้าราชการที่จะเกษียณอายุ การบรรจุข้าราชการใหม่ ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น รวม 400,000 ล้านบาท (ทำไมไม่จ่ายผ่านกระทรวงเจ้าสังกัด?) เป็นงบกลางในอำนาจของนายกฯ เพียง 90,000–100,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงบกลางปีที่ผ่านมา

หลายเดือนก่อน ผมเคยเสนอให้จัดทำงบประมาณแบบใหม่ ที่นิยมในประเทศที่เจริญแล้ว เป็นงบประมาณที่ยึดเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง เรียกว่า Wellbeing Budget เป็นงบที่คำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เมื่อประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดี ประชาชนก็มีความสุข ประเทศก็มีความสุข แต่ความสุขของคนไทยเมื่อเทียบกับดัชนีความสุขของทุกประเทศทั่วโลก 2–3 ปีที่ผ่านมา ความสุขของคนไทยกลับลดลงทุกปี ปีที่แล้วหล่นลงมาอยู่อันดับ 46 ปีนี้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากแบบนี้ ผมคาดว่าดัชนีความสุขของคนไทยคงลดลงจากปี 2018 แน่นอน

การที่องค์การสหประชาชาติ จัดทำดัชนีความสุขของประชาชน และ ผู้นำรุ่นใหม่หลายประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ ก็จัดทำงบประมาณแบบ Wellbeing Budget เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขขึ้น ก็เพราะมีผลวิจัยยูเอ็นยืนยันว่า ประชาชนในประเทศที่ไม่มีความสุข มีแนวโน้มที่จะเลือกนักการเมืองประชานิยม เลือกพรรคการเมืองที่ชูนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นนโยบายที่ นำประเทศไปสู่ความหายนะในที่สุด

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดของเราก็พิสูจน์ความจริงข้อนี้ ประชาชนเลือกนักการเมืองที่ชูนโยบายประชานิยมเป็นหลัก โดยไม่ได้ฉุกคิดว่า นโยบายประชานิยมทุกชนิดล้วนมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นก็มาจากภาษีของทุกคนนั่นเอง เช่น เงินประชาชนนิยมที่รัฐบาลเพิ่งแจกไป 316,000 ล้านบาท ให้คนจนที่ถือบัตรสวัสดิการ 14.6 ล้านคน คนละ 500 บาท 2 เดือน แต่หลังจาก 2 เดือนผ่านไปแล้วก็ตัวใครตัวมัน และยังแจกเงินให้คนไปเที่ยวอีก 10 ล้านคน คนละ 1,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ค่าใช้จ่ายประชานิยมเหล่านี้จะย้อนกลับมาเป็น งบประมาณขาดดุล ที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่สมัย คสช.จนถึงปัจจุบัน รายได้รัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องตั้งงบประมาณขาดดุลทุกปี เพื่อไปกู้เงินมาใช้ เหมือน หนี้ครัวเรือน ในปัจจุบันไม่มีผิด 5 ปีกว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ รัฐบาลขาดดุลงบประมาณต้องกู้เงินมาใช้รวม 2.91 ล้านล้านบาทแล้ว เกือบเท่างบประมาณรายจ่ายปี 2561 ที่ตั้งงบไว้ 3 ล้านล้านบาท

หนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้น แต่ คุณภาพชีวิตคนไทยไม่ได้ดีขึ้น ความสุขกลับลดลง เพราะ หนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ รายได้ไม่เพิ่มขึ้น อย่างที่แบงก์ชาติ กำลังวิตกกับ หนี้ครัวเรือน

ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีจัดทำงบประมาณใหม่ โดยยึดเอาคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นหลัก เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงให้ประเทศชาติ เมื่อประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี เราก็จะได้ยินเสียงหัวเราะ ได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นชีวิตที่มีความหมาย มีเป้าหมายในชีวิตมีความสุข ไม่ใช่ชีวิตที่สิ้นหวัง ถือบัตรคนจนเข้าคิวรอกดเงินจากตู้เอทีเอ็มที่รัฐบาลแจกให้ ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึง ความสามารถของผู้นำประเทศ ทั้งสิ้น.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ครม.ประยุทธ์ 2งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563งบประมาณแผ่นดินงบขาดดุลคุณภาพชีวิตหมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้