ข่าว
100 year

อนาคต EEC ในมือรัฐบาลใหม่

ลม เปลี่ยนทิศ12 ก.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

(ภาพ : นายคณิศ แสงสุพรรณ)

วันนี้ผมมีจดหมายชี้แจงจาก คุณคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ต่อบทความ “จุดอ่อนระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี” ของผมที่ตกค้างจากปลายเดือนก่อน วันนี้ขอเอามาลงให้อ่านกันครับ

“1.ผมขอขอบคุณที่ท่านช่วยผมเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบว่า การร่วมลงทุนรัฐและเอกชน (PPP) มีความสำคัญ ผมเชื่อว่าวันนี้หน่วยราชการ นักวิชาการ สื่อมวลชน พอเข้าใจแล้วว่าเป็นประโยชน์กับประเทศและช่วยประหยัดงบประมาณให้เหลือไปช่วยประชาชนด้านสังคมให้มากขึ้น

2.ต้องยอมรับว่าเรื่องยากที่สุดในการทำ PPP คือ การสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐและเอกชน หากวางเกณฑ์ให้เอกชนได้มากไป หน่วยราชการก็จะโดนตำหนิหรือถูกลงโทษ ทั้งด้านกฎหมายและมาตรการสังคม หากวางประโยชน์ของรัฐมากไป เอกชนไม่คุ้มทุนหรือเสี่ยง เขาก็ไม่มาลงทุน

3.ประเทศไทยนั้นเรียกได้ว่า เพิ่งเริ่มมีการพัฒนาวิธีการร่วมทุนกับเอกชนในช่วงที่ทำอีอีซี จำเป็นที่เราต้องอดทน ปรับปรุงแก้ไข และไม่ท้อถอย ก็ต้องยอมรับว่า ในการทำงานจริงหน่วยงานเจ้าของโครงการจะ “เริ่มจากวางเงื่อนไขที่ให้ประโยชน์กับรัฐมากและรับความเสี่ยงน้อย” ส่วนหนึ่งก็ต้องเห็นใจหน่วยงานของรัฐที่มีโอกาสถูกตรวจสอบและลงโทษ อีกส่วนหนึ่งก็มีเรื่องในอดีต เช่น กรณีโฮปเวลล์ มาเป็นข้อควรระวังเสมอ หลังจากนั้น เมื่อตั้งหลักแล้วก็นำเงื่อนไขมาปรึกษาเอกชนผู้สนใจ ที่เรียกว่า Market Sounding เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม คือ ปรับปรุงมาถึงจุดที่รัฐและเอกชนรับได้ บางกรณีเมื่อปรับแล้ว ฝ่ายรัฐเชื่อว่าใช้ได้ แต่เอกชนบอกว่าไม่เหมาะสม เอกชนก็ไม่มายื่นข้อเสนอ เช่น กรณีของ โครงการดิจิทัลพาร์ค หรือ EECd ที่ท่านได้กรุณากล่าวถึงนั้น และกรณีอื่นๆ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นต้น

4.กรณีโครงการ ดิจิทัลพาร์ค ผมเชื่อว่า ท่านปลัด อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย กำลังทำหน้าที่ให้กับประเทศอย่างดีที่สุดครับ คือ ต้องปรับปรุงเงื่อนไข จนมีเอกชนที่สนใจรับได้ และรัฐได้ประโยชน์สูงสุด และด้วยประสบการณ์ของท่านปลัดฯที่เคยทำงานกับเอกชนในขณะที่อยู่กับ สนง.ส่งเสริมการลงทุนนั้น ผมเชื่อว่าท่านทำได้แน่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะได้ผู้ลงทุนแล้ว เรื่องความสมดุลดังกล่าวก็อาจมีขึ้นได้อีก เช่นเดียวกับบางโครงการที่เจรจาจบแล้ว แต่ก็ยังมีข้อคิดเห็นออกมาเป็นข่าวเสมอๆว่า ให้ประโยชน์กับเอกชนมากเกินไป เรื่องแบบนี้ต้องค่อยทำไป ค่อยชี้แจงไป

5.ผมต้องขอขอบคุณที่ ท่านลม เปลี่ยนทิศ ได้ช่วยชี้แจงว่าโครงการดิจิทัลพาร์คเป็น “โครงการนำร่องเมืองอัจฉริยะของรัฐบาล ที่ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานมากมาย” ไม่ใช่การเอาที่มาประมูลในราคาแพงให้เอกชน ความเห็นนี้ถูกต้องมาก และแสดงให้เห็นว่าโครงการนี้ยากจริง เพราะหน่วยงานไทยไม่เคยทำ PPP มาก่อน และที่ผ่านมา หากมีที่ทำ Science บ้าง ก็จะขอเงินงบประมาณไปดำเนินการ ดังนั้น เมื่อต้องการให้โครงการนี้อยู่ในระดับนานาชาติ จึงต้องหาเอกชนมาช่วยทำ และใช้วิธี PPP จึงเรียกได้ว่ายากมาก และท้าทายมาก

ผมจึงคิดว่า การที่เอกชนไม่มาเสนอข้อเสนอนั้น ทำให้คณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งประกอบด้วยหลายหน่วยงานต้องไปรับฟังถึงความต้องการของเอกชนจริงๆสักครั้งหนึ่ง ก่อนนำไปสู่การปรับปรุงเงื่อนไขให้เหมาะสมมากขึ้นและง่ายขึ้น ความสมดุลจึงสำคัญ และโครงการที่ยากขนาดนี้ เงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องเสี่ยงเป็นจำเลยสังคมมาก ดังนั้น การให้เวลาทำงานมากขึ้นกับโครงการนี้ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม

6.สุดท้ายเรื่องของ อีอีซี กับ ราคาที่ดิน นั้น ทางรัฐบาลให้พวกเราระมัดระวังตลอดเวลาและ รัฐบาลก็ไม่มีนโยบายที่จะเข้าไปซื้อที่ดินเลย ตรงข้าม อีอีซีประกาศเขตส่งเสริมให้กับนิคมอุตสาหกรรมเดิมที่มีมาตรฐาน 20 กว่าแห่ง โดยยังมีที่ดินเหลือเพื่อรองรับอุตสาหกรรมกว่า 23,000 ไร่ ซึ่งเพียงพอต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะนี้ ส่วนที่ดินนอกพื้นที่นิคมฯ เราไม่มีมาตรการส่งเสริมใดๆ และก็มีราคาตามกลไกตลาด”

ผมขอบคุณที่ท่านชี้แจงมาครับ วิธีการดีครับ แต่ภาคปฏิบัติแบบไทยๆน่าห่วง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คณิศ แสงสุพรรณเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกEECจุดอ่อนระเบียงเศรษฐกิจอีอีซีอีอีซีหมายเหตุประเทศไทย

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED