หลังการยึดอำนาจ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 ของกองทัพ การเมืองการปกครองประเทศไทยอึมครึมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในเวลานั้น กำลังเป็นกระแสนิยมการเมืองใหม่ แหกกฎการเมืองเดิมๆ เอานโยบายประชานิยมนำการเมือง อนุรักษ์นิยม ทำให้พรรคอนุรักษ์นิยมเก่าแก่ ถูกชิงอำนาจไปในพริบตาเดียว พรรคไทยรักไทยวันนั้นก็ไม่ต่างจากพรรคภูมิใจไทยวันนี้ มีนัก การเมืองหลั่งไหลเข้าพรรคไทยรักไทยไม่ขาดสาย พรรคขนาดเล็กขนาดกลาง ทยอยทิ้งพรรคไปอยู่กับไทยรักไทย การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 ก.พ.2548 ได้ สส.มาถึง 377 เสียง จาก 500 เสียง ไม่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชื่อของ ทักษิณ ชินวัตร โดดเด่นถูกจับตาเป็นพิเศษ แต่ในที่สุดพรรคไทยรักไทยหนีไม่พ้นวิบากกรรม ตายแล้วตายอีก ถูกยุบพรรคถึง 3 ครั้ง ยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2550 ยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2551 และยุบพรรคไทยรักษาชาติเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2562 ถูกยึดอำนาจ 2 ครั้ง ในปี 2549 และปี 2557 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปลี่ยน นายกฯหลายคน สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร แกนนำของพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5-10 ปี กรรมการบริหาร พรรคถูกขังอยู่บ้านเลขที่ 111 บ้านเลขที่ 109 ถึงไม่ตายก็ไม่โตในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรคจากวิกฤติการเมืองมากที่สุดก็เห็นจะเป็นพรรคไทยรักไทย แต่ละครั้งก็มีพรรคขนาดกลางและขนาดย่อมถูกยุบด้วย เช่นพรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย พรรคชาติไทย มีอยู่พรรคเดียวที่ผ่านวิกฤติการถูกยุบพรรคมาได้ก็คือ พรรคเก่าแก่ อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แม้จะรอดวิกฤติ นิติสงคราม มาได้ แต่หนีไม่พ้นวิกฤติ สนิม เนื้อใน จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ได้ครอง อำนาจบริหารประเทศเป็นรัฐบาลอนุรักษ์นิยมมายาวนาน มาถึงพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ที่กำลังจะอยู่ในสภาพเดียวกับประชาธิปัตย์ในวันนั้น ระบอบสีน้ำเงิน กำลังรุกคืบ กินรวบการบริหารประเทศเอาไว้ในมือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยทุกครั้ง ไม่ได้อยู่ที่การชุมนุมของประชาชน หรือเสียงส่วนใหญ่ของ สส.และ สว.ในสภา ในเมื่ออำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ปลายกระบอกปืน และอำนาจนิติธรรม ถ้านิติธรรมไม่ทำให้เกิดสารตั้งต้น ไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ กองทัพสงบอยู่ในที่ตั้ง ต่อให้ประชาชน มาชุมนุมเป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ถอดบทเรียน การรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ในความเห็นของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 20 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้น จีดีพีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 3.3% เวียดนามโตไป 300% อินโดฯ ฟิลิปปินส์โต 250% ไทยโตรั้งท้ายในอาเซียน 162% เป็นนวัตกรรมอำนาจนิยมเบียดบังการพัฒนาประเทศ แต่ถ้าย้อนไปวันนั้น ถ้าเพื่อไทยไม่เอาภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลไม่ยกกระทรวงมหาดไทยให้ครอบงำ พรรคประชาชนไม่ยกมือให้อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ วันนี้ก็คงไม่มีระบอบสีน้ำเงิน ไม่มีฮั้วเลือก สว.ไม่มีการเบียดบังอำนาจยุติธรรม ก็นักการเมืองที่ไปเลือกเขาเข้ามาเองจะไปโทษใครได้.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม