การปลดล็อกกีฬาสนุ้กเกอร์ และ บิลเลียด ออกจากบัญชีแนบท้ายประเภท ข ลำดับที่ 23 ของ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 คือความมุ่งมั่นของ สส.พรรคประชาชนที่ร่วมลงชื่อ ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต่อสภาผู้แทนราษฎร มีสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย และอดีตนักกีฬาสนุ้กเกอร์ทีมชาติไทยร่วมสนับสนุนเต็มที่ภายใต้หลักการแยกกีฬาออกจาก กรอบการพนัน เพื่อปิดช่องว่างทางส่วย เจ้าหน้าที่รัฐ และปลดล็อกเยาวชนสู่เส้นทางอาชีพ สอดรับกับการที่สนุ้กเกอร์ถูกยกเป็นกีฬาอาชีพตาม พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 แล้ว แต่วงการกลับโดนตรวนกฎหมายพันธนาการยาวนาน 91 ปี แม้พยายามฮึดต่อสู้ตั้งแต่ปี 2535กลายเป็นโซ่ตรวนเหนี่ยวรั้งสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ ด้วยกฎหมายล้าหลังหลายฉบับที่ขัดแย้งกันเอง จนบีบทั้งเกณฑ์เรื่องอายุ และสถานที่ฝึกซ้อม ผลกระทบนี้ทำให้อะคาเดมี ที่การกีฬาแห่งประเทศไทยรับรอง ผลิตเยาวชนได้เพียง 14 คนต่อปี ทั้งที่กีฬาสนุ้กเกอร์มีลุ้นจ่อบรรจุในการแข่งขันมหกรรมโอลิมปิกในอีก 8 ปีข้างหน้ายิ่งปลดล็อกเร็ว ยิ่งเปิดประตูทลายความกังวลใจของผู้ปกครอง พร้อมเปิดทางให้ส่งเสริมลูกหลานสานฝันสู่วงการคิวทอง เพื่อเจียระไนสายเลือดใหม่ป้อนสู่เวทีอาชีพ ตามที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฉายภาพผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ สอด รับกับเสียงสะท้อนจากจอมคิวระดับท็อปของไทยแม้รัฐธรรมนูญวางด่านหิน กำหนด ให้ร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวข้องด้านการเงินจะเข้าสภาฯได้ ต้องมีลายเซ็นรับรองจากนายกฯเท่านั้น ในที่สุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ไม่เซ็นรับรอง โดยยกเกราะอ้างอิงความเห็นจาก 3 หน่วยงานหลัก คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่ส่งความเห็นฟันธงว่า จะก่อให้เกิดช่องว่างบังคับใช้กฎหมาย จนเปิดทางให้บางสถานประกอบการกลายเป็นแหล่งลักลอบเล่นการพนัน ขณะที่กระทรวงการคลังตอกย้ำเหตุผลว่า อาจกระทบต่อนำส่งรายได้ รัฐจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตโต๊ะบิลเลียด ที่ส่งผลสะเทือนต่อด้านการเงินการคลังดังนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติ จึงต้องเดินหน้าศึกษาต่อ หลังวงการคิวทอง เฝ้ารอการรื้อ พ.ร.บ.การพนันมาเนิ่นนาน เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่า นี่คือการปิดช่องว่างการเรียกรับส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐ และหยุดบอนไซศักยภาพของเยาวชนผู้รักในกีฬานี้ จะได้นำไปสู่การแก้กติกาที่สอดคล้องกับสภาพสังคม และส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม