การยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ได้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 1–2 เป็นการยึดอำนาจไปจาก รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และตั้งพรรคการเมือง พลังประชารัฐ ขึ้นมาโดย พี่น้องสาม ป. ได้แก่ พี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวบรวมเอานักการเมืองแกนนำจากพรรคการเมืองหลัก โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย สลายขั้วการเมือง มารวมเป็นพลังประชารัฐ เหนือฟ้ายังมีฟ้า ไม่มีเพื่อไทย ก็มีพรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐต้องไปแข่งกับพรรคก้าวไกล ที่ยังมีจิตวิญญาณของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อยู่ ส่วนพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ ตระกูลชินวัตร ก็ยังสู้ไม่ถอย แม้สุดท้าย พลังประชารัฐ จะได้เป็นรัฐบาลอีกสมัย ก็หนีวิบากกรรมการเมืองไม่พ้น การเลือกตั้งครั้งสุดท้าย พลังประชารัฐ แทบจะไม่เหลือความเป็นพรรคที่เคยรุ่งเรืองในอดีต เหลือ สส.5 คน พี่น้องสาม ป. ก็แยกทางกันเดิน ปิดตำนานบูรพาพยัคฆ์ พี่น้องสาม ป.เรียบร้อยกรณีศึกษาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 เพื่อไทย กลับมายึดพื้นที่คืน ได้ สส.มากที่สุด 136 ที่นั่ง ตามด้วย พลังประชารัฐ 115 ที่นั่ง อนาคตใหม่ 80 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 52 ที่นั่ง และ ภูมิใจไทย 51 ที่นั่ง เพื่อไทยถูกผลักให้ไปเป็นฝ่ายค้านกับพรรคอนาคตใหม่ พลังประชารัฐ จับมือพรรคการเมืองที่เหลือ เป็นรัฐบาลอีก 4 ปี ต่อมาการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคก้าวไกล มาอันดับ 1 ด้วยจำนวนที่นั่ง สส. 151 ที่นั่ง ตามด้วย เพื่อไทย 141 ที่นั่ง ภูมิใจไทย ขยับเป็น 71 ที่นั่ง พลังประชารัฐ เหลือเพียง 40 ที่นั่ง ส่วนหนึ่งเพราะมีสมาชิกแยกไปตั้งพรรคใหม่พรรครวมไทยสร้างชาติ จากความขัดแย้งในพรรคระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันที่จริงไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง พล.อ.ประวิตรกับ พล.อ.ประยุทธ์ พี่น้องยังรักใคร่กันดีตลอด ในฐานะพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันจาก ค่ายบูรพาพยัคฆ์ แต่ความแตกแยกล้วนแต่มีบ่อเกิดมาจากบริวารทั้งสิ้นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่อันดับ 1 เหลือ สส.เพียง 25 คน การเมืองเกิดพลิกขั้ว ก้าวไกลกับเพื่อไทย ถ้าจับมือกันตั้งรัฐบาลได้จะเป็นพรรคการเมืองซีกประชาธิปไตยใหม่จากขั้วฝ่ายค้าน ที่มั่นคง ด้วยเสียง 292 เสียงพรรคเพื่อไทย กับ พรรคก้าวไกล จับมือกันเป็นขั้วฝ่ายค้าน อยู่ตรงกันข้ามกับ พรรคพลังประชารัฐ มาโดยตลอด จนกระทั่งมีการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ได้พิสูจน์ถึงอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญที่แท้จริง พรรคเพื่อไทยหันไปตั้งรัฐบาลกับพลังประชารัฐ ทิ้งก้าวไกล ซึ่งต่อมาก้าวไกลก็ถูกยุบพรรคด้วยข้อหาร้ายแรงอยู่ดี ตั้งรัฐบาลไปก็ไม่รอดอยู่ได้ไม่นานเกิดสนิมเนื้อในระหว่างเพื่อไทยกับภูมิใจไทย รุนแรงถึงขนาดเอาอนาคตเป็นเดิมพัน ในขณะที่เพื่อไทยต้องเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลกลางศึกจากเศรษฐา ทวีสิน เป็นแพทองธาร ชินวัตร และในที่สุดเกิดความอัศจรรย์ทางการเมืองขึ้นอีกครั้ง คลิปเสียงฮุน เซน ทำให้เพื่อไทยเพลี่ยงพล้ำ พลาดท่าให้ภูมิใจไทยที่ถูกเขี่ยจนพ้นทางและกำลังเตรียมจะเผาด้วยนิติสงครามคดีฮั้ว สว.และที่ดินเขากระโดง ด้วยการที่ไปจับมือกับพรรคประชาชนโหวตให้อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯเข้าทางการเมืองสีน้ำเงิน เลือกตั้งปี 2569 ภูมิใจไทยมาเต็มแม็ก 194 เสียง หักปากกาเซียนพรรคประชาชนได้แค่ 116 เสียง ส่วนเพื่อไทยเหลือ 76 ที่นั่งตั้งรัฐบาล 2 พรรคใหญ่ ภูมิใจไทยกับเพื่อไทยแต่ไม่มีกล้าธรรมเป็นกรณีศึกษาจาก สาม ป. ถึง นนพ. อย่างไรเสียก็หนีวิบากกรรมการเมืองไม่พ้นอยู่ดี.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม