มีโอกาสเอาผิด “ตัวการใหญ่–ลูกเทพ–หลานเทพ” เป็นมุมมองตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ตามที่ นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เกาะติดคดีฮั้ว สว.มาตลอดจนถึงวันที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจัดเสวนาครบรอบ 2 ปีเลือก สว.ในวงได้ชำแหละขบวนการโกงเลือก สว.พร้อมมีพยาน 4 คนกล้าเดินชนความอยุติธรรม เปิดคำให้การสะเทือนการเมือง แม้พยานบางคนถูกตัวแทนพรรคใหญ่เสนอเงินหลักล้าน เพื่อปิดปากไม่ให้แฉถึงพฤติการณ์จัดตั้งและแจกโพยก่อนหน้านั้นช่วงต้นเดือน ก.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษาคดีดำหมายเลขที่ ลต สว ๑๙/๒๕๖๘ คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว ๖๖/๒๕๖๙ เพิกถอนสิทธิรับสมัครรับเลือกผู้บงการของผู้สมัคร สว.ฉะเชิงเทราคนหนึ่ง 10 ปี หรือคดีแปดริ้ว และต่อไปจะถูกดำเนินคดีอาญาตามมา“ทีมการเมือง” ถามว่าเท่ากับศาลฎีกาวางบรรทัดฐานทำนองขบวนการที่มีผู้วางแผน ผู้ประสานงาน ผู้สนับสนุนเงิน และคนสั่งการลงคะแนน ถือเป็นเครือข่ายจัดตั้ง กกต.ควรใช้บรรทัดฐานนี้กับคดีฮั้ว สว.ที่มีผู้ต้องสงสัย 229 คนในสำนวนว่าเป็นขบวนการเดียวกันอย่างไร ท่ามกลางกระแสมีความพยายามตัดตอนแยกพิจารณาเป็นรายกลุ่มย่อย เพื่อลดทอนน้ำหนักคดีนายวัส บอกว่า คดีที่แปดริ้วถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ศาลวางบรรทัดฐานเอาไว้ซึ่งเป็นแพตเทิร์นและพฤติการณ์เดียวกับคดีฮั้ว สว. 229 คน แต่คดี 229 คน มีขนาดใหญ่โตกว่าครอบคลุมทั่วประเทศ ควรใช้หลักเกณฑ์คดีแปดริ้วในการสอบสวน“กระแสข่าวพยายามตัดตอน ไม่แน่ใจถึงข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ฝ่ายขบวนการทำผิดคงมีความคิดว่าฝืนกระแสไม่ได้ ต้องพิจารณาเป็นกลุ่ม ไม่ใช่ทั้ง 229 คนในจำนวนนี้มี สว. 138 คน และ สว.สำรอง 2 คน เขาจะทอนน้ำหนักตัวที่เป็น “สีน้ำเงินอ่อน” ออกไป เพื่อต้านทานกระแสกำลังถาโถมโจมตีป้องกันเรือล่มทั้งลำ แทนที่ล่มทั้งลำก็ต้องลดน้ำหนักของเรือ เอาคนนั่งในเรือออกไปบางส่วน เพื่อให้น้ำหนักเบาลง จะได้ลอยไปได้”พฤติกรรมตระเตรียมการ การจ่ายเงินจะเกิดขึ้นก่อนประกาศ พ.ร.ฎ.เลือก สว. กกต.ควรนำพฤติกรรมการนัดหมายล่วงหน้าตามโรงแรมต่างๆในสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คนมารวมเป็นเจตนาทุจริตอย่างไร นายวัส บอกว่า คดีแปดริ้ว ศาลฎีกาใช้เหตุผลส่วนหนึ่งที่มีการวางแผนเกิดก่อน พ.ร.ฎ.เลือก สว.มาประกอบคดีฮั้ว สว. 229 คนก็เช่นเดียวกัน ขอให้ตามไปดูว่าใครคุมกระทรวงมหาดไทย มีการเตรียมวางแผนเข้าสู่อำนาจ ที่เริ่มฮั้วตั้งแต่เลือกระดับอำเภอ ข้อมูลการสมัคร สว.20 กลุ่มอาชีพแบบเรียลไทม์อยู่ในมือ รู้ความเคลื่อนไหวระดับอำเภอไหนสมัครน้อยเตรียมระดมคนไปสมัครได้ บางคนเป็น “โหวตเตอร์พลีชีพ” ไม่เลือกตัวเอง เข้าไปเลือกคนอื่น เช่น กลุ่มสาธารณสุข แพทย์ พยาบาลดังๆตกหมด แต่ อสม.กลับหลุดเข้ามาในกลุ่มนี้ และกลุ่มโหวตเตอร์พลีชีพ เข้ามาอยู่ในตำแหน่งประจำตัว สว. สว.คนหนึ่งมีได้ 8 คน กินเงินเดือนหลวงเฉลี่ย 1.5-2 หมื่นบาทต่อเดือนพยาน 4 คน ที่มางานเสวนา 2 ปีเลือก สว.ที่จัดโดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีคนหนึ่งระบุ “ไม่ได้เป็น สว.แต่ถูกแต่งตั้งเป็นทีมงาน สว.อยู่ได้ 2-3 เดือนก็ชื่อหาย เงินเดือนที่ได้แค่ 5 พันบาท อีก 1 หมื่นบาทโอนคืนค่าต๋งให้คนที่จัดการ” คือคนในสีน้ำเงินกำลังชี้ช่องให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน รายชื่อโหวตเตอร์พลีชีพที่มีรายชื่อรับตำแหน่งประจำตัว สว. นายวัส บอกว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นสำนวนคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. (ที่เอาผิดขบวนการโกงเลือก สว. 229 คน รวมถึงตัวผู้บงการ นักการเมืองระดับบิ๊ก สว.138 คน สว.สำรองอีก) แต่ติดตามห่างๆในระดับอำเภอพอเลือกระดับประเทศติดตามใกล้ชิด จนกระทั่งนายลอย ชุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ได้คำนวณ ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ชี้ให้เห็นว่า ระดับโพย 2 ใบตรงกันลักษณะนี้ได้ มันยากยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 พอมาตอนหลังระดับประเทศมีโพย 10 ใบมันตรงกันหมด แบบนี้มันยากยิ่งกว่าไปหาเม็ดทรายในมหาสมุทร 1 เม็ดนับเป็นเข็มทิศในการสืบสวนไต่ส่วนขณะที่มีคดีที่คนสมัคร สว.ฟ้อง กกต.ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ที่มีการจดรายชื่อหรือตัวเลขเบอร์เข้าไป แม้ศาลตัดสินว่า กฎหมายไม่ต้องการห้ามที่นำโพยเข้าไปในที่เลือก สว. ความจริงศาลเห็นว่ามันไม่เข้าเกณฑ์ก็ยกฟ้อง แต่ กกต.นำมาอ้างว่าเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย สามารถเอาโพยเข้าไปได้ทั้งที่ความหมายในคำพิพากษาไม่ได้ไปไกลถึงขั้น ถ้ามีการฮั้วแล้วยังคงเอาโพยเข้าไปได้ นั่นหมายถึง “โพยโดยทุจริต-โพยฮั้ว” เอาเข้าไปไม่ได้ แต่โพยที่จดกันลืมทำได้ แต่ กกต.เห็นการฮั้วแล้วกลับไม่ดำเนินคดีและไม่หยุดการเลือก สว.“โพยที่พกเข้าไปสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ใครได้คะแนน ใครยิงลูกโดด ลำดับที่ 1–7 หรือ 8 ของแต่ละกลุ่มคะแนนนำลิ่ว ถ้าเลือกกันธรรมดาคะแนนไม่ออกมาเช่นนั้นอีกประเด็นที่เห็นได้ชัดเจน ไม่มีใครแย้งได้ ทำไม จ.บุรีรัมย์ มี สส. 10 คน แต่มี สว.บุรีรัมย์ 14 คน อ่างทองจังหวัดเล็กก็มีสว.หลายคน แต่คนมีชื่อเสียงไม่ได้รับเลือกแค่ 2 จังหวัดนี้ทำให้เห็นว่ามันคล้ายๆเป็นเข็มทิศไปตรวจสอบในจังหวัดอื่นว่าจะเดินทางกันอย่างไร”เสนอให้ตรวจสอบแกะรอยตามโพย ตรวจสอบบุรีรัมย์ อ่างทอง โดยตรวจสอบพิกัดโทรศัพท์ในการเลือก สว. แชตไลน์ เส้นทางการเงิน ตั๋วเครื่องบิน การพักในโรงแรม ก็นำไปสู่ประเด็นพื้นที่อื่นได้ นายวัส บอกว่า ถูกต้อง หรือคลิปที่เผยแพร่ออกมากรณี จ.นครพนมชี้ชัดฮั้วอย่างเลวร้ายมากและรุนแรงมากตรวจสอบที่ จ.สตูล สงขลา หรือเอาบุรีรัมย์เทียบกับนครศรีธรรมราชและสงขลา บุรีรัมย์กินขาด ไม่ใช่เข้าข่ายฮั้ว 100% แต่ฮั้ว 140%ฉะนั้นการหาข้อเท็จจริงได้ไม่ยาก เอา “สำนวนคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26” มาเป็นหลักได้เลยสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คน มีผู้สมัครแถวหน้าที่ยอมรับว่า ไม่ได้อยากเป็น สว.จริง แต่มาสมัครเพราะรับเงินและทำตามโพย กกต.ควรใช้อำนาจตาม ก.ม.เลือก สว. มาตรา 65 ในการกันบุคคลเหล่านี้ไว้เป็นพยาน เพื่อเอาผิดตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังตามโมเดลคดีที่แปดริ้วอย่างไร นายวัส บอกว่า กลุ่มแรกพยาน 4 คน ที่มาในงานเสวนา 2 ปีเลือก สว. ส่วน สว.ไม่ควรกันเป็นพยาน เพราะพยานหลักฐานอื่นน่าจะเพียงพอที่ลงโทษได้แล้วแต่เสียดายที่ศาลอาญาทุจริตกลางยกฟ้องหลัง สว.สำรองชุดหนึ่งฟ้อง หากรับไต่สวนมูลฟ้อง จะมีอำนาจเรียกสำนวนจาก กกต. โดยเฉพาะสำนวนคณะอนุชุดที่ 26 ก็จะเข้าสู่ศาลตอนนี้ กกต.กุมพยานหลักฐานหมด ไม่ยอมคาย ทั้งนี้ในช่วงท้ายๆของการสัมภาษณ์พิเศษ นายวัส ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมขบวนการฮั้ว สว. ว่าขบวนการกินรวบประเทศร้ายแรงกว่ารัฐประหารด้วยรถถัง ฉีกรัฐธรรมนูญจบ แต่กรณีนี้ ทั้ง “กินรวบ” และ “ปล้นประเทศ”เพราะรัฐธรรมนูญยังอยู่ แถมผู้กระทำผิดยังโลดแล่นทำหน้าที่อยู่ เปรียบเหมือนหนามตำเท้าตลอดเวลาฉะนั้นต้องเอาผิดกับขบวนการนี้ เน้นเอาผิดตัวการใหญ่ และหากต้นเดือน ก.ย. 69 กกต.มีมติยุติคดีฮั้ว สว. จะไม่สามารถอุทธรณ์หรือทำอะไรได้เลยมีทางเดียวต้องใช้คือ สว.สำรองควรฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดำเนินคดีอาญากับ กกต.แม้ใช้เวลานานและต้องรอ กกต.ชุดใหม่ แม้ต้องผ่าน สว.ชุดนี้ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็ต้องทำรวมถึงใช้กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ร้องตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถึงพฤติกรรมพรรคการเมืองใหญ่และ สว. 138 คน ที่เข้าข่าย...เซาะกร่อนบ่อนทำลาย ล้มล้างการปกครองฯกระทำการเป็นปฏิปักษ์ระบอบประชาธิปไตยเพื่อยุบพรรคที่มีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม